๖๓. อุปสมะคือบาทฐานแห่งอภิญญาเพื่อสัมโพธะถึงนิพพาน   

         Calm as an Approach to the Discernment for Enlightenment to Nirvana

 

ขอน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น
 In Honor of the Blessed One of the Fully Enlightened One

By Nithee Siripat – Siripat.com and Academiae Network. 2016

Your Reading Number:  454  

 

ความสำคัญของบทความ

 

พระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้านั้น มุ่งเน้นการบรรลุธรรมวิเศษในระดับขั้น “นิพพาน–อมตธาตุ–บรมธรรม” โดยไม่ได้มีจุดมุ่งหมายในการยึดครอบโลกเช่นไดโนเสาร์ อันเป็นการพัฒนาตนเองด้วยการเจริญภาวนาให้เกิด “ภาวนามยปัญญา” อันเป็นปัญญาญาณหรือปรีชาญาณในการตรัสรู้ธรรมทั้งปวงด้วยตนเองตาม “กฎธรรมชาติแห่งสัมมาทิฏฐิ” โดยพิจารณาไตร่ตรองธรรมทั้งหลายเป็น “อนัตตตา–สุญญตวิโมกข์” หรือพิจารณารู้เห็นธรรมทั้งปวงไม่ใช่ตัวตนเป็นความว่างเปล่า แต่ไม่ใช่ความขาดสูญ เพื่อเป็นการตัดขาดจากความยึดมั่นถือมั่นในเบญจขันธ์ หรือ “อุปาทานขันธ์ ๕ เป็นทุกข์”  [อัตตาภินิเวส] กล่าวอีกนัยหนึ่ง คือ การตัดวงจรแห่งชีวิตสันตติที่เวียนว่ายตายเกิดไม่สิ้นสุดอยู่ใน “สังสารวัฏฏ์” [วัฏฏะ ๓: กิเลส–กรรม–วิบาก] เป็นการสิ้นสุดแห่งความพยายามประกอบความเพียรด้วย การไม่ประกอบทุกข์อยู่กับ “ตัณหา–ทิฏฐิ” ให้เข้ามาครอบงำจิตใจของตน ในการจะเข้าถึง “สัจจภาวะแห่งนิพพาน” ได้นั้น ต้องผ่านขั้นตอน ที่เรียกว่า “ความตรัสรู้–อาสวักขยะ–สัมโพธะ” เพื่อทำให้เกิดปัญญาตรัสรู้ นั่นคือ “อาสวักขยญาณ–สัมโพธิญาณ” หมายถึง ญาณทำให้อาสวะสิ้นไป หรือ “นิพเพธิกปัญญา” [ทุกขานุปัสสนาญาณ = วิปัสสนาปัญญากับมรรคปัญญา] คือ ปัญญาในการดับกิเลสและทุกข์หรือเพราะเจาะทำลายกองโลภะ กองโทสะ กองโมหะที่ยังไม่เคยเจาะอย่างรู้แจ้งแทงตลอด เพราะฉะนั้น จึงกล่าวได้ว่า “ความตรัสรู้” เป็นขั้นตอนสำคัญก่อนจะบรรลุถึงนิพพานได้ตามลำดับในการปฏิบัติธรรมโดยทางสายกลางแห่งมัชฌิมาปฏิปทาในพระธรรมวินัยนี้.

 

 

 

    File Download of Reading References

 
Dictionary of Numerical Dhammas — พจนานุกรมพุทธศาสน์ หมวดธรรม
  Dictionary of Buddhist Terms — พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์
  English Dictionary of Buddhist Terms and Doctrines — พจนานุกรมพุทธศาสน์ คำศัพท์และหลักธรรม

 

บทความที่ ๖๓ ประจำปี ๒๕๕๙ – อุปสมะคือบาทฐานแห่งอภิญญาเพื่อสัมโพธะถึงนิพพาน  

 

ลักษณะพระธรรมวินัยของพระพุทธเจ้านั้น  จะต้องดำเนินด้วยการค้นหาสัจจธรรมอันประเสริฐเพื่อการดับทุกข์ โดยภาวะมีอาสวะทั้งหลายดับหมดสิ้นแล้ว ที่เรียกว่า “อริยสัจจ์ ๔” ได้แก่ ทุกขอริยสัจจ์–ทุกขสมุทัยอริยสัจจ์–ทุกขนิโรธอริยสัจจ์–ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจจ์ [ทุกข์–สมุทัย–นิโรธ–มรรค] ซึ่งประกอบด้วยอาการ ๗ อย่าง ได้แก่ (๑) เอกันตนิพพิทา–ความหน่ายสิ้นเชิง (๒) วิราคะ–ความคลายกำหนัด (๓) นิโรธ–ความดับกิเลสและทุกข์ (๔) อุปสมะ–ความสงบ (๕) อภิญญา–ความรู้ยิ่ง (๖) สัมโพธะ–ความตรัสรู้ (๗) นิพพาน–ความหมดกิเลสหมดทุกข์แล้ว ดังนั้น บุคคลควรเริ่มต้นปฏิบัติธรรมด้วย “อธิษฐานธรรม ๔” หมายถึง ธรรมที่ควรตั้งไว้ในใจ เพื่อให้สามารถยึดเอาผลสำเร็จสูงสุดอันเป็นที่หมายได้ โดยไม่เกิดความสำคัญตนผิดโดยฟุ้งซ่าน และไม่เกิดสิ่งมัวหมองหมักหมมทับถมตนให้ตำต่ำ ได้แก่ (๑) ปัญญา (๒) สัจจะ (๓) จาคะ และ (๔) อุปสมะ หรือ ความรู้ชัด–ความจริง–ความสละ–ความสงบ ย่อมทำให้ระงับโทษข้อขัดข้องมังหมองวุ่นวาย อันเกิดจากกิเลสทั้งหลาย แล้วทำให้จิตใจให้สงบสงัดราบรื่นได้จริง กล่าวคือ บุคคลนั้นต้องกำหนดเห็น “ทุกข์อุปาทานขันธ์–อุปาทานขันธ์ ๕ เป็นทุกข์” คือ กำหนดทุกขสัจจ์ด้วยอนุปัสสนา ๒ อย่าง ในเวลาเดียวกัน ได้แก่ (๑) อนิจจานุปัสสนา กับ (๒) ทุกขานุปัสสนา อันเป็นเหตุให้เกิด “เอกันตนิพพิทา” และกำหนดสมุทัยสัจจ์ โดยเห็นเหตุแห่งทุกข์ [ปฏิจจสมุปบาท ๑๒–อนุโลมปฏิจจสมุปบาท] จึงทำลายอุปาทานขันธ์ลงหรือ “การทุบขันธ์ ๕” ด้วย “วิปัสสนาญาณ ๙” [(๑) อุทยัพพยานุปัสสนาญาณ–อุทยัพพยญาณ คือ ญาณตามเห็นความเกิด  และความดับแห่งนามรูป หรือกองทุกข์ทั้งปวง (๒) ภังคานุปัสสนาญาณ–ภังคญาณ คือ ญาณตามเห็นจำเพาะความดับเด่นขึ้นมา (๓) ภยตูปัฏฐานญาณ–ภยญาณ คือ ญาณอันมองเห็นสังขารปรากฏเป็นของน่ากลัว (๔) อาทีนวานุปัสสนาญาณ–อาทีนวญาณ คือ ญาณคำนึงเห็นโทษ (๕) นิพพิทานุปัสสนาญาณ–นิพพิทาญาณ คือ ญาณคำนึงเห็นด้วยความหน่าย (๖) มุญจิตุกัมยตาญาณ คือ ญาณหยั่งรู้อันให้ใคร่จะพ้นไปเสีย (๗) ปฏิสังขานุปัสสนาญาณ–ปฏิสังขาญาณ คือ ญาณอันพิจารณาทบทวนเพื่อจะหาทาง  (๘) สังขารุเปกขาญาณ คือ ญาณอันเป็นไปโดยความเป็นกลางต่อสังขาร และ (๙) สัจจานโลมิกญาณ–อนุโลมญาณ คือ ญาณเป็นไปโดยควรแก่การหยั่งรู้อริยสัจจ์]  เพื่อให้คลายกำหนัดลงด้วย “อนัตตานุปัสสนา” ในภาพรวม นั่นคือ “วิราคานุปัสสนา” [โลกุตตรมรรค] เพราะรู้เข้าใจเหตุโดย “อนุโลมปฏิจจสมุปบาท–มูล ๒: อวิชชากับตัณหา” และรู้เห็นเข้าใจภาวะที่ปราศจากกิเลสและทุกข์โดย “นิโรธานุปัสสนา” ด้วยการพิจารณาไตร่ตรองสภาวธรรมด้วย “ปฏิโลมปฏิจจสมุปบาท” คือ การดับเหตุแห่งทุกข์ทั้งปวง [โลกุตตรผล] แต่ในขณะเดียวกันนั้น บุคคลต้องอาศัยพลังของการเจริภาวนา ๒ อย่าง ที่สมมาตรสมดุลกัน ได้แก่ (๑) สมาถพละ–สมาบัติ ๘ ทำให้เกิดความสงบปัสสัทธิลงตัว คือ “อุปสมะ” กับ (๒) วิปัสสนาพละ–อนุปัสสนา ๗–มหาวิปัสสนา ๑๘–ญาณ ๑๖ [โสฬสญาณ] โดยภาพรวมทำให้เข้าถึง “อภิญญา ๖” คือ ความรู้ยิ่งยวด ได้แก่ อิทธิวิธา–ทิพพโสต–เจโตปริยญาณ–บุพเพนิวาสานุสสติ–ทิพพจักขุ–อาสวักขยญาณ ซึ่งบุคคลผู้นั้น เรียกว่า “ฉฬภิญฺโญ” โดยก่อนหน้านั้น ต้องได้วิชชาสามมาก่อน เรียกว่า “เตวิชฺโช” คำว่า “วิชชา ๓” คือ ความรู้แจ้ง ได้แก่ ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ–จุตูปปาตญาณ [ทิพพจักขุญาณ] –อาสวักขยญาณ เพราะฉะนั้น คุณวิเศษทั้งหลายที่เกิดขึ้นนี้ ต้องสัมปยุตต์ด้วย “มรรคภาวนา–โพธิปักขิยธรรม ๓๗–อภิญญาเทสิตธรรม ๓๗–สันติธรรม” พร้อมๆ กัน ได้แก่ สติปัฏฐาน ๔–สัมมัปปธาน ๔–อิทธิบาท ๔–อินทรีย์ ๕–พละ ๕–โพชฌงค์ ๗–มรรคมีองค์ ๘ ธรรมเหล่านี้ คือ ธรรมเครื่องใฝ่หาความตรัสรู้หรืออริยมรรค โดยบุคคลนั้น จะเปลี่ยนโคตรจากปุถุชนไปสู่ความเป็นอริยบุคคล [โคตรภูญาณ] ด้วยถึงโลกุตตรธรรมทั้ง ๙ อย่าง ที่เรียกว่า “สัมโพธะ–อาสวักขยะ–ความตรัสรู้” ได้แก่ (๑) วิราคะ–โลกุตตรมรรค–อริยมรรคมีองค์ ๘ (๒) นิโรธ–โลกุตตรผล–อรหัตตผล–อริยมรรคมีองค์ ๙–สัมมาญาณ (๓) นิพพาน–อสังขตธรรม–อมตธาตุ–บรมธรรม–สัมมัตตะ ๑๐–อริยมรรคมีองค์ ๑๐–อรหัตตผลวิมุตติ–สัมมาวิมุตติ สำหรับธรรมเครื่ององค์ตรัสรู้ คือ “โพชฌงค์ ๗” ที่เป็นสมถพละโดยตรง นั่นคือ “สติสัมปชัญญะ” หรือ “อธิจิตตสิกขา: สัมมาวายามะ–สัมมาสติ–สัมมาสมาธิ” ได้แก่ สติ–ธัมมวิจยะ [ปัญญา] –วิริยะ–ปีติ–ปัสสัทธิ–สมาธิ–อุเบกขา ฉะนั้น ความสงบแห่งอุปสมะนั้น เกิดจากการเจริญฌานสมาบัติ โดยเฉพาะ “รูปฌาน ๔” อันเป็นบาทฐานสำคัญแห่งสมถพละ [อาตาปี–สัมปชาโน–สติมา] นอกจากนี้ ให้พิจารณาเพิ่มเติมกับ คำว่า “ความตรัสรู้–สัมโพธะ” [สัมโพธิญาณ] ซึ่งมีนัยตรงกับคำว่า “ความตรัสรู้–อาสวักขยญาณ” [อาสวักขยะ: มีอาการแห่งอินทรีย์ ๖๔ ประการ] กล่าวคือ การเจริญโสฬสญาณ [ญาณ ๑๖] ด้วย “ปัจจเวกขณญาณ” ในขั้นตอนสุดท้ายของความตรัสรู้ จะประกอบด้วย “ญาณทัสสนะมีอาการ ๑๙ ประการ” และ “ญาณทัสสนะอันมีปริวัฏฏ์ ๓ มีอาการ ๑๒” ด้วย นั่นคือ “กิจในอริยสัจจ์ ๔: ปริญญา–ปหานะ–สัจฉิกิริยา–ภาวนา” เข้าสัมปยุตต์ด้วย “ญาณ ๓: สัจจญาณ–กิจจญาณ–กตญาณ” รวมเป็นอาการ ๑๒ อย่าง ส่วน “อาสวักขยญาณ” นั้น จะเกี่ยวข้องกับหลักธรรม “อินทรีย์ ๒๒” ได้แก่ (๑) อินทรีย์ ๓ หมวดที่ ๒ (๒) อินทรีย์ ๕ หมวดที่ ๔ และ (๓) อินทรีย์ ๓–๘ หมวดที่ ๕ เท่ากับ “อินทรีย์ ๖๔” นั่นคือ (๑) X (๓) = ๒๔ กับ (๒) X (๓) = ๔๐ รวมเป็น ๖๔ หรือ มีอาการ ๖๔นั่นเอง กล่าวโดยสรุป “อุปสมะ” นั้น ทำให้เกิด “สัมโพธิญาณ” ได้แก่ (๑) ปัจจเวกขณญาณ มีอาการ ๑๙ (๒) ญาณทัสสนะอันมีปริวัฏฏ์ ๓ มีอาการ ๑๒ และ (๓) อาสวักขยญาณ มีอาการ ๖๔ ซึ่งทั้งหมดนี้ เรียกว่า “โลกุตตรธรรม ๑๐” ได้แก่ (๑) โลกุตตรมรรค ๔ (๒) โลกุตตรผล ๔ และ (๓) นิพพาน ๑ รวมด้วย (๔) อาสวักขยญาณ ๑ [ข้อ ๔ นี้ เกิดขึ้นก่อนขณะได้ ‘จตุตถฌาน’ และบรรลุถึง ‘วิชชา ๓–เตวิชฺโช’] นอกจากนี้ ยังมีการตรัสรู้เข้าถึง “สัจจภาวะแห่งนิพพาน” ในลักษณะอื่นอีก ได้แก่ (๑) โลกุตตรมรรค–สมุจเฉทวิมุตติ–มัคคสมังคี (๒) โลกุตตรผล–ปฏิปัสสัทธิวิมุตติ–ผลสมังคี (๓) นิพพาน–นิสสรณวิมุตติ–วิมุตติสมังคี รวมกันเรียกว่า “อมตธาตุ–บรมธรรม–อเสขธรรม” [สัมมัตตะ ๑๐ กับ อนุตตริยะ ๓] แต่อย่างไรก็ตาม ความตรัสรู้อย่างอื่นยังเกิดขึ้นได้อีก คือ “อนุบุพพวิหาร ๙” จะเกิดขึ้นเฉพาะกับพระอนาคามีกับพระอรหันต์เมื่อได้ “สมาบัติ ๘” แล้ว จึงเข้าสมาบัติข้อที่ ๙ ได้ เรียกว่า “สัญญาเวทยิตนิโรธ–นิโรธสมาบัติ” [ดับสัญญาและเวทนา] ได้แก่ (๑) รูปฌาน ๔ (๒) อรูปฌาน ๔ และ (๓) นิโรธสมาบัติ ๑ ตามลำดับ ในข้อนี้ จัดเป็นความตรัสรู้ ๒ อย่าง ได้แก่ (๑) วิกขัมภนนิโรธ–ดับด้วยข่มไว้ด้วยฌานขณะได้ฌานนั้นๆ หรือ (๒) ตทังคนิโรธ–ด้วบด้วยองค์ธรรมที่ตรงข้ามในขณะนั้นๆ เป็นการดับชั่วคราว ในลำดับต่อ จึงก้าวไปสู่ขั้น (๓) สมุจเฉทนิโรธ–ดับด้วยตัดขาด–วิราคะแห่งมัคคญาณ (๔) ปฏิปัสสัทธินิโรธ–ดับด้วยสงบระงับ–นิโรธแห่งผลญาณ–สัมมาญาณ และ (๕) นิสสรณนิโรธ–ดับด้วยสลัดออกได้–สัมมาวิมุตติ กระบวนการคิดถูกวิธี–โยนิโสมนสิการ ใน “นิโรธ ๕” นั้น คือ ความดับกิเลสนี้ จัดเป็นธรรมขันธ์ ข้อ ๕ เรียกว่า “วิมุตติญาณทัสสนขันธ์” ลำดับขั้นสู่ธรรมขันธ์ ข้อ ๔ เรียกว่า “วิมุตติขันธ์” อันหมายถึง “อรหัตตผลวิมุตติ” เป็นความดับกิเลสอย่างถาวร ได้แก่ การกับ “สัญญา” กับ “เวทนา” ตามลำดับ [อุปธิวิเวก] นั่นคือ ภาวะไม่เหลือเชื้อกิเลสอยู่อีกต่อไป ที่เรียกว่า “อุปาทิ–อุปาทิขันธ์” ที่ยังเป็น “กิริยาจิต” ของพระอรหันต์ นั่นคือ การดับกิเลสไม่มีเบญจขันธ์เหลือ หรือ “การดับขันธปรินิพพาน” ที่เรียกว่า “อนุปาทิเสสนิพพาน” หมายถึง ความตรัสรู้พร้อมการละสังขารหรือเสียชีวิตในเวลาเดียวกัน [บุญหนักมาก: ด้วยไม่จำเป็นต้องอยู่บนโลกนี้อีกต่อไป คือ ย่อมเป็น “สัจจภาวะแห่งวิวัฏฏะ–นิพพาน–อมตธาตุ–บรมธรรม” แล้ว] ที่เรียกว่า “ชีวิตสมสีสี” [ชี–วิด–สะ–มะ–สี–สี] ไม่ใช่การทำอันวินิบาตกรรมแห่งตน เพราะดำเนินอยู่ในขณะประกอบด้วย “สติสัมปชัญญะ” ตลอดเวลา.

 

 

 

 

 

Visitor Number:
4674160