๖๔. พวกความคิดอุบาทว์ไม่สามารถบรรลุธรรมได้  

         A Weirdo Cannot Attain the Enlightenment

 

ขอน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น
 In Honor of the Blessed One of the Fully Enlightened One

By Nithee Siripat – Siripat.com and Academiae Network. 2016

Your Reading Number:  537  

 

ความสำคัญของบทความ

 

ถ้าจะกล่าวว่าในแดนพระพุทธศาสนานั้น มีพวกความคิดอุบาทว์มากมายได้แฝงตัวเข้ามา อันเป็นแนวคิดที่ถือเป็นลัทธิที่จัดอยู่นอกพระพุทธศาสนา ได้เข้ามาแทรกแซงอยู่ในพระธรรมวินัยอยู่ตลอดเวลา ตามความเปลี่ยนแปลงทางสังคมหรือทางวัฒนาธรรม เนื่องด้วยอิทธิพลของความเปลี่ยนแปลงอย่างก้าวกระโดดในด้านเทคโนโลยีต่างๆ แห่งยุคสมัยใหม่ โดยปกติอันเป็นธรรมชาติของมนุษย์นั้น คือ การพยายามประยุกต์ดังแปลงสิ่งที่ยากถึงแม้มีมาตรฐานคุณภาพดีเยี่ยมก็ตาม ก็จะทำให้ง่ายสะดวกต่อความต้องการของพวกตน แม้แต่หลักธรรมวินัยหรือคำสอนของพระพุทธเจ้าก็ตาม ก็ไม่ได้รับการยกเว้นจากพวกความคิดอุบาทว์ที่เข้ามาสิงสถิตอยู่ในพระศาสนา จนทำให้บาทคนมีความเชื่อสนิทว่าเป็นพระสงฆ์สาวกของแท้ของพระพุทธเจ้า คือ ได้มีโชคร้ายอย่างจังเข้าให้ โดยแทบไม่รู้ตัวเพราะความประมาทอย่างไม่มีสติสัมปชัญญะ นั่นเอง เห็นของไม่ดี เป็นของดี หรือ เห็นกงจักรเป็นดอกบัว ถ้าแก้ไขไม่ทันการณ์ ก็ย่อมฉิบหายเสียคุณอันใหญ่ได้ ก็ย่อมหมดโอกาสได้เห็นโลกุตตรธรรม อย่างน่าเสียดายเวลาของชีวิตไปในชาตินี้ การคบหามิตรจึงจัดเป็นเรื่องสำคัญสำหรับผู้ปฏิบัติธรรมในยุคสมัยใหม่เช่นกัน ที่เรียกว่า “กัลยาณมิตตตา” คือ ความมีกัลยาณมิตร พร้อมด้วยความไม่ประมาทมีสติสัมชัญญะ ที่เรียกว่า “อัปปมาทะ” ด้วยการคิดอย่างรอบคอบถูกหลักถูกวิธีโดยหาประโยชน์ได้ ประกอบด้วยปัญญาและเหตุผลทั้งคิดแบบอนุโลมกับปฏิโลมในหลักปฏิจจสมุปบาท ที่เรียกว่า “โยนิโสมนสิการ” [สัมมาทิฏฐิ–สัมมาสังกัปปะ] บุคคลนั้นย่อมเกิด “ปัญญาเห็นธรรม–ดวงตามเห็นธรรม–ธรรมจักษุ” [ทิพพจักขุญาณ] ได้ ด้วยขันติและวิริยะอย่างจริงจัง โดยไม่เชื่ออะไรง่ายๆ ไม่มีเหตุผล.

 

 

 

    File Download of Reading References

 
Dictionary of Numerical Dhammas — พจนานุกรมพุทธศาสน์ หมวดธรรม
  Dictionary of Buddhist Terms — พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์
  English Dictionary of Buddhist Terms and Doctrines — พจนานุกรมพุทธศาสน์ คำศัพท์และหลักธรรม

 

บทความที่ ๖๔ ประจำปี ๒๕๕๙ – พวกความคิดอุบาทว์ไม่สามารถบรรลุธรรมได้  

 

ในการปฏิบัติธรรมนั้น คุณสมบัติของผู้จะบรรลุธรรมได้นั้น ต้องประกอบด้วยความเห็นชอบแห่งสัมมาทิฏฐิ หรืออยู่ใน “กระแสแห่งอริยมรรคตามหลักมัชฌิมาปฏิปทา” อย่างแท้จริง คือ มีความรู้แตกฉานในธรรมอย่างดีพร้อม พร้อมด้วยการอยู่ในฐานะตามภาวะอันถูกต้องและยอดเยี่ยมเสมอ นั่นคือ มีวิสัยทัศน์กว้างไกลอย่างชาญฉลาดหรือเชี่ยวชาญในกระบวนการคิดพิจารณาไตร่ตรองเหล่าสภาวธรรม ด้วยโลกียปัญญาและโลกุตตรปัญญา ที่ดำเนินปฏิบัติตามหลักไตรสิกขาอันสะอาดบริสุทธิ์จากกิเลสทั้งหลาย ได้แก่ อธิปัญญาสิกขา–อธิสีลสิกขา–อธิจิตตสิกขา หรือ อริยมรรคมีองค์ ๘ นั่นเอง บุคคลที่ดำเนินชีวิตอยู่นอกเส้นทางของอริยมรรค จึงจัดเป็นพวกความคิดอุบาทว์ คิดแบบลึกลับอย่างมีวาระซ่อนเร้นที่แฝงด้วยผลประโยชน์อันไม่ควรจะได้ ประการสำคัญ ไม่ได้ตั้งปณิธานเพื่อเข้าถึง “สัจจภาวะแห่งนิพพาน” เป็นพวกสัทธรรมปฏิรูปป์ หรือ พุทธศาสนาปลอม ที่แฝงตนอยู่ในสังคม ด้วยการหลอกดัดแปลงพระธรรมวินัยให้ผิดเพี้ยนจากพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้าอย่างแท้จริง สร้างความเชื่อความศรัทธาอย่างผิดๆ ให้แก่สังคมที่ไม่ค่อยชอบเรียนรู้เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ที่พากันเข้ามาเป็นเหยื่อตามแนวคิดของตน กล่าวอีกนัยหนึ่ง คือ “เก่งเกินพระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้ประกาศพระศาสนาเสียอีก”  สังคมที่ไม่ชอบการเรียนรู้ สังคมปัญญาหางอึ่ง สังคมไม่ใช้ปัญญาและเหตุผลในการคิดพิจารณาปัญหา ทั้งหลายเหล่านี้ ย่อมตกเป็นเหยื่อของพวกเดียรถีย์อลัชชีเหล่านี้ได้ง่ายยิ่งนัก ที่วางท่าเหมือนกับผู้บรรลุธรรมวิเศษแล้ว  แต่ยังคงไม่จัดอยู่ในอริยบุคคลหรือทักขิไณยบุคคลอย่างแท้จริง “พวกของปลอม–พวกของเลียนแบบ” ฉะนั้น พุทธศาสนิกชนพึงต้องใช้ปัญญาและเหตุผล ก่อนจะวางใจปลงเชื่อใครง่ายๆ ต้องเป็นประโยชน์แก่ตนอย่างแท้จริง ด้วยการพิสูจน์ได้หรือปฏิบัติตามแล้วย่อมเห็นผลได้ตามที่แนะนำ และจัดเป็นแนวทางปฏิบัติที่ถูกต้องและยอดเยี่ยมตามพระธรรมวินัยของพระพุทธเจ้า ถ้าเป็นธรรมที่ออกนอกทางตาม หลักมัชฌิปฏิปทา แล้ว ก็ให้ถอนตัวออกได้ เพราะสิ่งนั้น ไม่ใช่พระพุทธศาสนาอีกต่อไป เป็นแนวคิดของปฏิบัติของพวกความคิดอุบาทว์มากกว่า ก่อนที่พวกนี้จะนำความเสียหายมาสู่ชีวิตของตนทั้งในปัจจุบันและอนาคต นั่นคือ “ซวยไม่รู้จบ” เพราะฉะนั้น ก่อนจะปลงใจเชื่อใครๆ ต้องมีศรัทธาประกอบด้วยปัญญาและเหตุผลจริงๆ ไม่หลงงมงายอย่างเสียสติ คิดพิจารณาไตร่ตรองอย่างขาดสติสัมปชัญญะ  ไม่ใช้วิจารณญาณ ไม่รู้ไม่เห็นอะไรตามที่เป็นจริงหรือตามสภาพที่สิ่งนั้นๆ ดำรงอยู่เป็นอยู่ตามกำหนดแห่งธรรมดา แต่กลับเข้าไปปรุงแต่งตามที่ตนชอบหรือตามจริตอุปนิสัยของตน ในสุดท้ายก็จัดเป็นพวกกลุ่ม “ชนหลงทิศ” มีความคิดมั่วๆ นับถือศรัทธาทุกศาสนาไปหมด ขอให้ตนได้รับประโยชน์ดังใจคิดก็พอ หรือไม่อดไม่อยากสุขสบายก็พอตามกระแสแห่งโลกธรรม นั่นเอง แต่อย่างไรก็ตาม ความไร้ระเบียบอย่างมีแบบแผนหรือมีเกณฑ์มาตรฐาน ที่สามารถวัดผลและประเมินผลได้นั้น เป็นเหตุทางความเชื่อเชิงวัฒนธรรม ที่ไม่เอาถ่านหรือทำอะไรก็ไม่จริงจัง ทำเป็นเล่นๆ อย่างไร้สาระแก่นสารต่อชีวิต คนเหล่านี้ไม่ค่อยประสบความสำเร็จในชีวิตมากนัก เพราะมีนิสัยสันดานอยู่กับสิ่งไม่จริงหรือภาพลวงตา ไม่จริงจังกับอะไรทั้งสิ้น อยู่เหมือนหมาเหมือนแมวไปวันๆ หนึ่ง ไม่สามารถก้าวสู่ความเป็นอริยบุคคลได้ เพราะขาดสติปัญญาที่จะรู้เห็นสิ่งต่างๆ ตามเป็นจริง อนึ่ง พวกความคิดอุบาทว์นั้น คือ พวกอวิชชา พวกมาจากอบายภูมิ พวกไม่พบความเจริญศิวิไลซ์ พวกเดินทางสวนกับ อริยมรรค หรือ หลักมัชฌิมาปฏิปทา หรือพวกไม่ศรัทธาในเรื่อง กรรม–วิบาก และสัตว์ทั้งหลายมีกรรมเป็นของของตน และประการสำคัญ คนพวกนี้เป็นบ่อนทำลายความศรัทธาปสาทะในพระพุทธศาสนาโดยตรง [อธิโมกข์] เพราะไม่เชื่อว่าบุคคลสามารถบรรลุธรรมวิเศษได้ด้วยตนเอง คือ ด้วยความอดทนและความพากเพียร–ขันติสังวรและวิริยสังวร จนเกิดความรู้คมชัด–อภิญญา ความตรัสรู้–สัมโพธะ และภาวะปราศจากอาสวะแล้ว–นิพพาน เพราะฉะนั้น ผู้ปฏิบัติธรรมด้วยศรัทธอธิโมกข์ปลงใจเชื่อเด็ดขาดในพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า อย่าประมาท–อัปปมาทะ หรือหลงประเด็น–สัมโมหะ ในการดำเนินแนวทางปฏิบัติธรรมของตน โดยไม่ให้เกิดความเสื่อมศรัทธา เนื่องด้วยยังประสบความล้มเหลวในการเจริญภาวนาอยู่ ซึ่งต้องประกอบความเพียร–วิริยารัมภะ ต่อไปและสร้างขวัญกำลังใจให้ตนเอง อย่างเห็นแก่ความสุขสบายจนเกิดความเพลิดเพลินในโลกทั้งหลาย หรือพอใจติดใจกับสังขารทั้งหลาย อันเป็นเหตุให้กลับหวนสู่กระแสแห่งโลกธรรมเช่นเดิม ในการไปคบหาพวกความคิดอุบาทว์เป็นกัลยาณมิตรนั้น ย่อมไม่เกิดความเป็นสิริมงคลในชีวิต มีแต่จะประสบความวิบัติความฉิบหายทั้งชีวิต และย่อมหมดโอกาสเห็นคุณอันใหญ่แห่ง “โลกุตตรธรรม” แต่อย่างไรก็ตาม พวกความคิดอุบาทว์มักมีความเพียรอย่างผิด–มิจฉาวายามะ เป็นการพอกพูนกิเลสมากกว่า และสามารถประพฤติตนจนได้ มิจฉาสติ และ มิจฉาสมาธิ เป็นสมาธิฝ่ายธรรมชั่ว เกิดฤทธิ์ได้เช่นกัน เช่น ระลึกชาติได้ ได้ตาทิพย์ ได้หูทิพย์ แสดงฤทธิ์ได้อย่างอัศจรรย์ หรือเดาจิตใจคนอื่นได้ เป็นต้น ดังเช่น พวกหมอผี หมออาคมเวทย์มนต์ หรือพวกร่างทรง รวมทั้งกลายเป็นพวกหมอดูเทวดา คอยหลอกชาวบ้านหากิน–มิจฉาอาชีวะู้ที่ตกทุกข์ได้ยากหากินสู้คนอื่นไม่ได้ ก็มักเข้าไปพึ่งพวกความคิดอุบาทว์ดังกล่าวนี้ กลายเป็นพวกมิจฉาทิฏฐิ–มิจฉาสังกัปปะ และกลายเป็นองค์กรเครือข่ายแพร่ขยายออกไป แต่มีจิตใจเศร้าหมองถึงแม้ว่าจะมีฐานะดีหน่อย จิตอันขุ่นมัวนี้ก็ย่อมเวียนว่ายตายเกิดอยู่ใน สังสารวัฏฏ์ [สังสารทุกข์–ทุคติ] จิตใจไม่สดใสเบิกบานดังเช่นกลุ่มคนผู้ปฏิบัติธรรมอย่างถูกต้องตามหลักมัชฌิมาปฏิปทา เพราะข้อประพฤติปฏิบัติตนของคนเหล่านี้ คือ “พวกอธรรม” การสมประโยชน์กันเกิดจากการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ซึ่งกันและกัน ไม่ใช่ตั้งอยู่บนหลัก เมตตาธรรมและ กรุณาธรรม กล่าวคือ เป็นการเอารัดเอาเปรียบกันหรือการเบียดเบียนกัน นั่นเอง การปฏิบัติธรรมในพระพุทธศาสนานั้น เป็นเรื่อง “มรรคภาวนา–สันติธรรม–โพธิปักขิยธรรม ๓๗” และสัมปยุตต์กับการเจริญภาวนาธรรม ได้แก่ (๑) สมถะ–สมถภาวนา กับ (๒) วิปัสสนา–วิปัสสนาภาวนา เพื่อให้สามารถบรรลุความตรัสรู้ถึง “สัจจภาวะแห่งนิพพาน” ที่เรียกว่า “โลกุตตรธรรม ๙” ได้แก่ ได้แก่ (๑) โลกุตตรมรรค–มัคคญาณ ๔–อริยมรรคมีองค์ ๘ (๒) โลกุตตรผล–ผลญาณ ๔–อริยมรรคมีองค์ ๙–สัมมาญาณ และ (๓) นิพพาน–อรหัตตผลวิมุตติ–อริยมรรคมีองค์ ๑๐–สัมมัตตะ ๑๐–สัมมาวิมุตติ ในเส้นทางแห่งอริยมรรคดังกล่าวนั้น พวกความคิดอุบาทว์ไม่สามารถบรรลุธรรมวิเศษดังกล่าวนี้ได้ ในประการสุดท้ายนี้ พุทธศาสนิกชนทั้งหลายต้องใช้วิจารณญาณอย่างสูงในการเลือกคบหาสมาคมกับพวกความคิดอุบาทว์หรือพระอริยเจ้าด้วยความไม่ประมาท และเพื่อประโยชน์สูงสุดแห่งตน โดยไม่หลงลืมหลักธรรม “กัลยาณมิตตตา” นั่นคือ ความมีกัลยาณมิตรกับอริยบุคคลทั้งหลายหรือผู้รู้ผู้ทรงธรรม ด้วยประการฉะนี้.

 

 

 

 

Visitor Number:
4739520