๖๕. อุตตริมนุสสธรรมเป็นได้ทั้งโลกียธรรมและโลกุตตรธรรม  

         Extraordinary Attainment Becomes both Mundane and Supramandane States

 

ขอน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น
 In Honor of the Blessed One of the Fully Enlightened One

By Nithee Siripat – Siripat.com and Academiae Network. 2016

Your Reading Number:  439  

 

ความสำคัญของบทความ

 

ความรู้ไม่เท่าทันแห่งอำนาจครอบงำแห่งกิเลสทั้งหลายอันตัวน้อยใหญ่นั้น ทำให้ผู้ปฏิบัติธรรมจำนวนมากเกิดความฟุ้งซ่านในธรรมที่ปฏิบัติอยู่นั้น เพราะขาดประสบการณ์ในสภาวธรรมดังกล่าวนั้นมาก่อน เพราะเป็นสภาวธรรมที่ละเอียดอ่อนขั้นสูงกว่าปกติทั่วไปอย่างประณีตดีเยี่ยมที่ไม่เคยประสบมาก่อน นั่นเอง จึงทำให้หลงภพภูมิที่ถูกต้องตามเป็นจริง นั่นคือ คิดไม่ทันกิเลส–ทมะ [“ทมะ” แปลว่า การรู้จักข่มจิตข่มใจตนเอง หมายถึง ความรักในการฝึกฝนตนเอง ความกระตือรือร้นในการเคี่ยวเข็ญฝึกฝนตนเอง อย่างไม่มีข้อแม้เงื่อนไข เพื่อให้ตนเองมีทั้งความรู้ ความสามารถ และความดีเพิ่มพูนมากขึ้นทุกวัน เกิดเป็นคนต้องหมั่นปรับปรุงตนเองอยู่เรื่อยไป] เจริญภาวนาหรือมนสิการกรรมฐานน้อยเกินไปจนไม่เกิด “ปัญญาเห็นธรรมแห่งนามรูปโดยไตรลักษณ์” [ไม่ประกอบด้วยโยนิโสมนสิการสัมปทา] หรือมิฉะนั้น ถือปฏิบัติประพฤติด้วย “อริยมรรคมีองค์ ๘” ไม่อยู่ในแนวทางแห่งมัชฌิมาปฏิปทา เลยถูก “วิปัสสนูปกิเลส ๑๐” เล่นงานเข้าให้อย่างจัง ที่เรียกว่า “ธรรมุธัจจ์–ธัมมุทธัจจะ” หมายถึง ความฟุ้งซ่านสำคัญผิดในธรรมว่าตนได้บรรลุคุณวิเศษนั้นแล้ว ทั้งที่ยังไม่ได้บรรลุถึงจริงๆ อย่างถูกต้อง ยังอาจอยู่ในระดับโลกียธรรมไม่ชัดเจน แต่ในทางปฏิบัตินั้น ต้องให้บรรลุคุณวิเศษนั้นจริง ให้เกิดประโยชน์ในการต่อยอดวิปัสสนาภูมิจนบรรลุถึงธรรมในระดับขั้นสูงสุดแห่งโลกุตตรธรรม เพื่อความเป็นพระอรหันต์แห่งอนุพุทธะ [อรหัตตผลวิมุตติ–อนุปาทิเสสนิพพาน] ที่เรียกว่า “อนุปาทิเสสบุคคล–พระอเสขะ” ด้วยประการฉะนี้.

 

 

    File Download of Reading References

 
Dictionary of Numerical Dhammas — พจนานุกรมพุทธศาสน์ หมวดธรรม
  Dictionary of Buddhist Terms — พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์
  English Dictionary of Buddhist Terms and Doctrines — พจนานุกรมพุทธศาสน์ คำศัพท์และหลักธรรม

 

บทความที่ ๖๕ ประจำปี ๒๕๕๙ – อุตตริมนุสสธรรมเป็นได้ทั้งโลกียธรรมและโลกุตตรธรรม

 

สาธุชนชาวพุทธทั้งหลายไม่ควรหลงประเด็นในเรื่อง “อุตตริมสุสสธรรม” จนเกิดความฟุ้งซ่านแห่งอุทธัจจะ [Distraction] ในการบรรลุธรรมวิเศษนั้น อันบุคคลสามารถเข้าถึงได้ ด้วยอำนาจการบำเพ็ญตละหรือการเจริญภาวนา ที่บุคคลมนสิการกรรมฐานอย่าถูกต้องทุกขั้นตอน ดำเนินตามแนวทางพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้าเพื่อการดับทุกข์ แต่ถ้ามีความปรารถนาเป็นอย่างอื่น เพื่อแสวงหาผลประโยชน์อื่นๆ อย่างมีวาระซ่อนเร้น อาจทำให้เกิดความหลงใหลเสียสติฟั่นเฟือน [Confusion] เข้าไปอยู่ใต้อำนาจครอบงำแห่งไสยศาสตร์ หรือเดรัจฉานวิชา อันเป็นความรู้ไม่ได้ช่วยในการดับทุกข์แต่อย่างใดเลย ที่เป็นปรปักษ์ต่อ “วิชชาแห่งอุตตริมนุสสธรรม” คือ ความรู้แจ้ง–ความรู้วิเศษ–ความรู้ยิ่งยวด อย่างเช่น วิชชา ๓–อภิญญา ๖ เป็นต้น อันเป็นเหตุให้ได้ “ญาณทัสสนะ” หมายถึง ปัญญาหยั่งรู้แห่งสัมปชัญญะและปรีชาหยั่งเห็นแห่งสติ ที่เรียกว่า “อธิคมธรรม–อุตตริมนุสสธรรม” คือ ปัญญาความรู้ชัดที่อยู่เหนือธรรมทั้งหลายของมนุษย์ เช่น ปุพเพนิวาสานุสสติ–ทัพพจักขุ–ทิพพโสต–ปรจิตตวิชานน์ [เจโตปริยญาณ] เป็นต้น ในบรรดาคุณวิเศษดังกล่าวนี้ จัดเป็นอิทธิฤทธิ์หรืออิทธิปาฏิหาริย์ คือ สามารถแสดงฤทธิ์ได้เป็นอัศจรรย์–อิทธิวิธา หรืออาเทศนาปาฏิหาริย์ คือ ความสามารถทายใจ บอกสภาพจิต ความคิด อุปนิสัยได้ถูกต้องเป็นอัศจรรย์–เจโตปริยญาณ กล่าวโดยสรุป “อุตตริมนุสสธรรม” จัดเป็นความรู้แจ้ง ความรู้วิเศษแห่งวิชชา โดยเฉพาะ “วิชชา ๘” ได้แก่ วิปัสสนาญาณ–มโนมยิทธิ–อิทธิวิธา–ทิพพโสต–เจโตปริยญาณ–ปุพเพนิวาสานุสสติ–ทิพพจักขุ–อาสวักขยญาณ เมื่อพิจารณาตามเกณฑ์ของการปฏิบัติธรรมหรือการเจริญภาวนานั้น บุคคลพึงเข้าใจอย่างถูกต้องกับกุศลกรรมแห่งการปฏิบัติที่จะบรรลุเข้าถึงได้ตามกำลังแห่งสมถะและวิปัสสนา ที่เรียกว่า “ธรรมนิยาม ๓” ได้แก่ (๑) สังขารทั้งหลาย ไม่เที่ยง (๒) สังขารทั้งหลาย เป็นทุกข์ด้วยแปรปรวน (๓) ธรรมทั้งปวง ล้วนไม่ใช่ตัวตน ถ้าบุคคลไม่เกิดปัญญาเห็ฯธรรม สภาวธรรม หรือนามรูปแห่งขันธ์ ๕ ตามสามัญลักษณะทั้ง ๓ โดยไตรลักษณ์ ได้แก่ อนิจจานุปัสสนา–ทุกขานุปัสสนา–อนัตตานุปัสสนา แล้วนั้น จิตย่อมไม่ปราศจากนิวรณ์ ไม่ใช่จิตดั้งเดิมหรือจิตประภัสสร ย่อมเกิดความฟุ้งซ่าน และมีสติฟั้นเฟือน เลอะเลือนในธรรมทั้งหลาย เกิดความสำคัญผิดในธรรม [ธรรมุธัจจ์–ธัมมุทธัจจะ] เนื่องจากอิทธิพลของวิปัสสนูปกิเลสในวิปัสสนาภูมิ เพราะมีวิปัสสนาญาณอ่อนแอ [ตรุณวิปัสสนา] ไม่เกิดปัญญาลึกซึ้งถูกต้องในไตรลักษณ์อย่างถ่องแท้จึงวิปลาสในนิมิตโดยวิปริต โดยไปหลงภพภูมิอยู่ใน “อุปกิเลสแห่งวิปัสสนา–วิปัสสนูปกิเลส ๑๐” [อุทยัพพยานุปัสสนาญาณ ข้อ ๑ ในวิปัสสนาญาณ ๙] ได้แก่ โอภาส–ญาณ–ปีติ–ปัสสัทธิ–สุข–อธิโมกข์–ปัคคาหะ–อุปัฏฐาน–อุเบกขา–นิกันติ โดยคุณวิเศษเหล่านี้ ยังอยู่ในฝ่ายวิปัสสนาได้เพียงแค่ “โลกียญาณ” นอกนั้น เป็นคุณวิเศษหรือคุณสมบัติอาการแห่งสมถะ เพราะฉะนั้น ปัญญาหยั่งรู้ [ญาณ] ต้องรู้จริงประจักษ์แจ้งในสัจจธรรมแหงนามรูปโดยไตรลักษณ์ ที่ประมวลผลด้วย “อริยสัจจ์ ๔–ปฏิจจสมุปบาท ๑๒–ปฏิจจสมุปปันนธรรม ๖” เพื่อเข้าใจอย่างถูกต้องด้วย “สัมมาทิฏฐิ” ในอุปาทานขันธ์ทั้งหลายแห่งสังสารทุกข์ ได้แก่ ขันธ์ ๕–อายตนะ ๑๒–ธาตุ ๑๘–อินทรีย์ ๒๒ เมื่อรวมกัน เรียกว่า “วิปัสสนาภูมิ–ปัญญาภูมิ” ซึ่งทำหน้าที่เป็น หลักธรรม ทฤษฎี กฎเกณฑ์ และ ข้อสมมติฐาน ตามหลักมัชฌิมาปฏิปทา ที่ต้องดำเนินตามแนวทางปฏิบัติด้วย “อริยมรรคมีองค์ ๘” นั่นเอง เพราะฉะนั้น บุคคลผู้ไม่สามารถบรรลุเข้าถึงความรู้คมชัดแห่งอภิญญาได้ ก็ย่อมไม่สามารถตรัสรู้แห่งสัมโพธะ–อาสวักขยะ ได้ และภาวะไร้กิเลสและทุกข์แล้วแห่งนิพพาน ตามลำดับ ดังนั้น การกล่าวอ้างถึงการบรรลุคุณวิเศษโดยไม่ควร จึงถือเป็นเรื่องไม่สมควรในหมู่ผู้ปฏิบัติธรรม ที่เรียกว่า “อวดอุตตริมนุสสธรรม” [ถึงขั้นต้องอาบัติปาราชิกสำหรับสมณะ] เพราะผู้รู้ในอริยบุคคลย่อมสามารถรู้เห็นคุณวิเศษในบุคคลนั้นๆ ด้วยการพิจารณาไตร่ตรองใน “กรรม ๓” หมายถึง  การกระทำหรือพฤติกรรม ได้แก่ กายกรรม–วจีกรรม–มโนกรรม เพราะการบรรลุธรรมวิเศษดังกล่าวนั้น วิญญูชนผู้รู้ย่อมรู้ประจักษ์แจ้งเฉพาะตน ไม่จำเป็นต้องป่าวประกาศในสาธารณะแต่อย่างใดเลย เพราะเป็นอาการจิตฟุ้งซ่านสำคัญผิดในธรรมวิเศษด้วยอาการเสียสติโดยฟั่นเฟือนแน่ๆ คือ “กลองจัญไรไม่ตีมันดังขึ้นเอง” อันตรายมากสำหรับผู้ปฏิบัติธรรม ผู้รู้เขาพิจารณาที่กระกระทำหรือพฤติกรรม [จริยา] ของเหล่าผู้บรรลุธรรมด้วยกัน ว่าท่านทั้งหลายอยู่ในขั้นไหน ฉะนั้น ในการกล่าว “อวดอุตตริมนุสสธรรม–อธิคมธรรม” นั้น เกิดจากอำนาจครอบงำของกิเลสใน “ปปัญจธรรม” ทั้ง ๓ ข้อ ได้แก่ ตัณหา–ทิฏฐิ–มานะ ที่บุคคลไม่สามารถข่มระงับดับกิเลสอย่างละเอียดเหล่านี้ได้ ด้วยกำลังแห่งสมถะและวิปัสสนา คือ บกพร่องมนสิการกรรมฐานอยู่เนื่องๆ เป็นนิตย์ และไม่ประกอบด้วยสติสัมปชัญญะโดยความประมาทในการใช้ปัญญาและเหตุผล ไม่ประพฤติปฏิบัติอยู่ในอาณัติแห่งการเจริญภาวนาอย่างแท้จริง เลยส่งผลอกุศลกรรมให้คิดใหญ่โอ้อวดว่าได้บรรลุคุณวิเศษแล้ว ไม่ว่าจะเข้าถึงได้จริงหรือไม่จริงก็ตาม ก็ไม่อยู่ในฐานทั้งสิ้นเป็นอคิตแห่งอฐานะสำหรับผู้ปฏิบัติธรรม นอกจากนี้ ผู้ปฏิบัติธรรมให้คำนึงถึงฤทธิ์เฉพาะข้อ “อนุสาสนปาฏิหาริย์” ดีกว่า คือ การนำพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้าน้อมมาใส่ตน ดำเนินตามแนวทางปฏิบัตินั้นๆ จนเกิดผลเห็นผลตามนั้นจริงๆ ซึ่งรู้ได้เฉพาะตน แล้วสำรวมระวังในธรรมนั้น ให้สมบูรณ์บริบูรณ์ และให้พอกพูนไพบูลย์ด้วยธรรมยิ่งๆ ขึ้นไป ไม่จำเป็นต้องประชาสัมพันธ์ต่อสาธารณะ เพราะเป็นการหลุดพ้นอันเยี่ยมดีแล้ว ไม่ควรเหลือความกังวลวิตกจริตใดๆ อีกต่อไป เนื่องจาก “จิตกลายเป็นพุทธะแล้ว” เพราะฉะนั้น การหมกมุ่นอยู่กับการอวดอุตตริมนุสสธรรมนั้น เป็นเรื่องของผู้ยังไม่หลุดพ้นจาก “สังสารวัฏฏ์” ยังไม่ใช่เรื่องของพระอริยเจ้าท่านสรรเสริญเลย เป็นเรื่องการโอ้อวด–สาเถยยะ และการเข่งดี–สารัมภะ จนถึงความมัวเมา–มทะ กับความประมาท–ปมาทะ ทั้งหลายทั้งปวง ดังได้บรรยายมาข้างต้น ก็เพื่อให้เจริญปัญญาให้เห็นว่า “ธรรมทั้งปวง ล้วนเป็นอนัตตาทั้งสิ้น” เพื่อถอนอัตตาภินิเวสแห่งอุปาทานขันธ์ทั้งหลายอันเป็นทุกข์ทั้งปวง นั่นเอง ฉะนั้น การปฏิบัติธรรมในขั้นสูงสุดของพระพุทธศาสนานั้น คือ “การรู้เห็นธรรมทั้งหลายไม่ใช่ตัวตน” เป็นความว่างเปล่า เป็นอนัตตตา เป็นสุญญตา แต่ไม่เป็นความขาดสูญสิ้นไปหรือความหมดสิ้นไปไม่มีอะไรเหลือแบบของสิ่งไม่มีชีวิต เพราะการดับชีวิตละสังขารของพระอริยเจ้านั้น คือ “พระนิพพานแห่งอมตธรรม” นั่นเอง.

 

 

 

 

Visitor Number:
4675607