๖๖. ความรู้ได้เฉพาะตนคือธรรมย่อยเกื้อกูลบรมธรรม  

         Being Directly Experienceable as Sub-Theory for the Great Theory

 

ขอน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น
 In Honor of the Blessed One of the Fully Enlightened One

By Nithee Siripat – Siripat.com and Academiae Network. 2016

Your Reading Number:  460  

 

ความสำคัญของบทความ

 

หลักการปฏิบัติที่ถูกต้องเหมาะควรแก่ธรรมด้วยกันทั้งหลายนั้น เรียกว่า “ธัมมานุธัมมปฏิปัตติ” โดยรวมย่อมหมายถึงการดำเนินชีวิตตามครรลองธรรมตามคำสอนของพระพุทธเจ้า นั่นคือ “หลักมัชฌิมาปฏิปทา” ที่ประกอบด้วย (๑) อริยมรรคมีองค์ ๘ และ (๒) อริยสัจจ์ ๔ ในการศึกษาปฏิบัติ คือ “ไตรสิกขา: ศีล–สมาธิ–ปัญญา” ในการพิจารณาไตร่ตรองเลือกเฟ้นธรรมข้อใดมาปฏิบัติในชีวิตและในวิปัสสนาภูมินั้น ต้องมีความสามารถพิจารณาถึงความสัมพันธ์แห่งเหตุปัจจัยที่แสดงผลส่วนรวมแก่กันและกัน ที่เป็นไปตาม “หลักอิทัปปัจจยตา–ปฏิจจสมุปบาท” หรือเรียกอีกอย่างว่า “ปัจจยาการ–ตถตา” [ปัจจัย ๒๔] หมายถึง ลักษณะหรืออาการแห่งความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งทั้งหลาย ที่สิ่งหนึ่งหรือสภาวธรรมอย่างหนึ่ง เป็นองค์ประกอบที่ช่วยเอื้อ เกื้อหนุน ค้ำจุน เป็นเหตุ หรือเป็นเงื่อนไข ให้สิ่งอื่น หรือสภาวธรรมอย่างอื่น เกิดขึ้น คงอยู่ หรือเป็นไปอย่างใดอย่างหนึ่ง เพราะฉะนั้น ธรรมใดๆ ที่ถือปฏิบัติในชีวิตของความเป็นชาวพุทธนั้น ที่ถือเป็นข้อธรรมย่อยใดๆ ย่อมมีนัยสำคัญสื่อถึงปรมัตถ์แห่งบรมธรรม นั่นคือ ความสำเร็จในการศึกษาและปฏิบัติจนเห็นความเป็นจริงได้ด้วยการตรัสรู้ด้วย “สัมโพธิญาณ–อาสวักขญาณ” จนบรรลุถึงพระนิพพานได้ ฉะนั้น สาระสำคัญแห่งการปฏิบัติธรรมนั้น คือ การหมั่นพิจารณาธรรมในภาวนากรรมฐานอยู่เนืองๆ [มนสิการกรรมฐาน–อนุปัสสนากรรมฐานทั้งหลาย] ด้วยความอดกลั้นอดทนอย่างมีขันติจริงๆ โดยเฉพาะ “อนุปัสสนา ๗” อันเป็นแหล่งกำเนิดปัญญาญาณ–ภาวนามยปัญญา นั่นคือ “ปฏิสัมภิทา ๔” หมายถึง ปัญญาแตกฉาน [ความหมาย–ธรรม–ภาษา–ปฏิภาณ] ได้แก่ (๑) อนิจจานุปัสสนา–พิจารณาเห็นความไม่เที่ยง (๒) ทุกขานุปัสสนา–พิจารณาเห็นความเป็นทุกข์ (๓) อนัตตานุปัสสนา–พิจารณาเห็นความไม่มีตัวตน (๔) นิพพิทานุปัสสนา–พิจารณาเห็นความน่าเบื่อหน่าย (๕) วิราคานุปัสสนา–พิจารณาเห็นความคลายกำหนัด (๖) นิโรธานุปัสสนา–พิจารณาเห็นความดับกิเลส (๗) ปฏินิสสัคคานุปัสสนา–พิจารณาเห็นความสลัดทิ้งกิเลส.

 

 

 

    File Download of Reading References

 
Dictionary of Numerical Dhammas — พจนานุกรมพุทธศาสน์ หมวดธรรม
  Dictionary of Buddhist Terms — พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์
  English Dictionary of Buddhist Terms and Doctrines — พจนานุกรมพุทธศาสน์ คำศัพท์และหลักธรรม

 

บทความที่ ๖๖ ประจำปี ๒๕๕๙ – ความรู้ได้เฉพาะตนคือธรรมย่อยเกื้อกูลบรมธรรม 

 

องค์ความรู้ใดๆ ที่เกิดขึ้นจากการเจริญภาวนาเฉพาะบุคคลนั้น คือ แนวทางปฏิบัติที่มีความหลากหลายปลีกย่อยขึ้นอยู่กับจริตของแต่ละบุคคล แต่ต้องเป็นข้อธรรมย่อยที่สนับสนุนและสอดคล้องตามหลักธรรมใหญ่ อันเป็นแก่นแท้นำไปสู่ความตรัสรู้ได้ด้วย “สัมมาสัมโพธิญาณ” หมายถึง ปัญญาตรัสรู้โดยชอบด้วยตนเอง ส่วนแนวทางดำเนินประพฤติปฏิบัติธรรมนั้น เรียกว่า “ธัมมานธัมมปฏิปัตติ” กล่าวโดยรวม คือ การปฏิบัติธรรมเหมาะควรแก่ธรรม นั่นเอง แต่อย่างไรก็ตาม แนวทางการปฏิบัติธรรมนั้น จะต้องไม่ทิ้งจากล่องลอยเดิมของหลักธรรมที่เป็นแก่นแท้ของพระศาสนา ที่เรียกว่า “ปฏิปัตติสัทธรรม” หมายถึง สัทธรรมคือปฏิปทาอันจะต้องปฏิบัติ ได้แก่ อริยอัฏฐังคิกมรรค หรือ ไตรสิกขา คือ ศีล–สมาธิ–ปัญญา และพระสัตถุสาสน์ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ไม่ใช่การสร้างลัทธิในพระพุทธศาสนาขึ้นใหม่ ด้วยการบรรลุถึง “สัจจภาวะแห่งพุทธะ” อย่างเช่น ปัจเจกพุทธะ หรือ อนุพุทธะ ความชาญฉลาดแห่งปัญญาแตกฉานด้วย  “จตุปฏิสัมภิทาญาณ” นั้น พระสงฆ์สาวกของพระพุทธเจ้าผู้บรรลุถึงขั้น “พระอรหันตขีณาสพเจ้า” หรือ “พระอรยิสงฆ์เจ้า” ย่อมมีปัญญาล้ำเลิศแห่งยุคนั้นๆ อย่างเช่น พระสงฆ์สาวกแห่งยุคโลกาภิวัตน์หรือยุคศตวรรษที่ ๒๑ นี้ ย่อมมีมุมอง กระบวนทัศน์ โลกทัศน์ อันเป็นความเชื่อ ความคิดเห็น ทัศนคติ ที่แสวงถึง “วิสัยทัศน์อันกว้าวไกล” [The Wider Visions] ตามความก้าวหน้าอันล้ำยุคแห่งเทคโนโลยี ซึ่งจะเป็นข้อปฏิเสธไม่ได้ เพียงแต่สถาบันศาสนาจะปฏิรูปแนวคิดและแนวปฏิบัติอย่างชาญฉลาดด้วยไหวพริบปฏิภาณอย่างไร ที่ยังคงรักษาสภาวะอันแท้จริงแห่งความเป็นพุทธะ นั่นคือ (๑) ความเป็นผู้รู้ (๒) ความเป็นผู้ตื่น และ (๓) ความเป็นผู้เบิกบาน รวมทั้ง (๔) ความเป็นผู้ไม่ประมาท กล่าวโดยสรุป คือ การประพฤติปฏิบัติตามทั้ง (๑) ปฐมพุทธโอวาท ๓ กับ (๒) ปัจฉิมพุทธโอวาท ๑ หรืออีกนัยหนึ่ง การปริวรรตพระศาสนานั้น ต้องตั้งอยู่บนความจริงตามพระธรรมวินัย คำสอน ของพระพุทธเจ้า โดยมีจุดสำคัญสูงสุดเพื่อการดับทุกข์ของชีวิตเท่านั้น ไม่ใช่เป็นไปเพื่อการครอบครองโลกมนุษย์ด้วยเทคโนโลยีล้ำสมัยแต่ประการใด เพราะฉะนั้น อย่าไปเข้าใจผิดกับความแปรปรวนเปลี่ยนแปลงของวัฒนธรรมทั่วโลก ดังนั้น พุทธศาสนาไม่ใช่มีแต่ในประเทศไทยแห่งเดียว แต่พระธรรมวินัยนี้ได้กระจายเผยแผ่ออกไปทั่วโลก และเกิดการผสมผสานกับวัฒนธรรมในชุมชนต่างๆ ทั่วโลกเช่นกัน ความหลากหลายเบี่ยงเบนจากพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้านั้น ไม่สามารถหลีเลี่ยงได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การนำผลประโยชน์จากการวิวัฒน์ปัญญาญาณในการเจริญภาวนานั้น มาประยุกต์ดัดแปลง คือ “การต่อยอดปัญญา–การต่อยอดความรู้” ในศาสตร์สมัยใหม่สาขาต่างๆ จนลืมวัตถุประสงค์หลักของพระศาสนาไปอย่างสิ้นเชิง ไม่ใช่เพื่อการดับทุกข์ของตนอย่างแท้จริง แต่เป็นเรื่องการพอกพูนกิเลสด้วยสังโยชน์ แทนที่จะเป็นความไม่พอกพูนกิเลสด้วยอปจยะ และไม่ประกอบทุกข์หรือไม่แสวงหาเครื่องผูกรัดด้วยวิสังโยค ความชื่นขมกับสิ่งอำนวยความสะดวกสบายจนลืมถึงสภาพที่แท้จริงของความทุกข์นั้น ทำให้ผู้ปฏิบัติธรรมหลงใหลเพลิดเพลินกับโลกและสังขารทั้งหลาย ลืมปฏิบัติธรรม ลืมฝึกเดินจงกรม ลืมนั่งสมาธิ ไปได้เช่นกัน นั่นคือ ยินดีปราโมทย์กับ “สังสารทุกข์” เพราะไม่มีสติสัมปชัญญะด้วยสังวร ธรรมชาติของมนุษย์ทั่วไป ผู้เป็นชนหลงทิศ ย่อมพอใจติดใจกับความสุขกายสบายใจ มีอวิชชาเข้ามาปิดบังความคิดปัญญาที่จะเห็นธรรมทั้งปวงตามเป็นจริง ไม่เกิดปัญญา–อธิปัญญาธรรมวิปัสสนา รู้เห็นตามเป็นจริง–ยถาภูตญาณทัสสนะ แต่พอบรรลุธรรมวิเศษบางอย่างได้ในวิชชา กลับวิ่งกลับไปหาการตอบสนองกิเลสตัณหา เพื่อแสวงหาลาภยศสรรเสริญและสุขแบบปุถุชนทั่วไป เข้าลักษณะพากันแข่งร่ำแข่งรวยกันทั้งสังคม เข้าสู่เส้นทางแห่งความฉิบหายพอๆ กัน ปฏิเสธไม่ยอมรับเส้นทางแห่งอริยมรรค เส้นทางแห่งนิพพาน ฟังแล้วปวดหัวไม่สบายตัวเป็นไข้กันเปล่าๆ ตามลักษณะอาการดังกล่าวนี้ คือ ความฟุ้งซ่านของจิต ความเสียสติวิปลาส ความมีสติฟั่นเฟือนสับสนในธรรมที่ปฏิบัติ รู้เห็นนิดๆ หน่อยๆ ก็มีปรารถนาอยากเปิดสำนักปฏิบัติธรรมหรือตำหนักร่างทรง ถ้าอาการหนักหน่อย ขออนุญาตเปิดเผยแผ่ลัทธิใหม่ของพระพุทธศาสนา ประเด็นข้อนี้ ขอให้ชาวพุทธทั้งหลาย ใช้วิจารณญาณไตร่ตรองถึงฐานะของพระศาสนาให้ดีอย่างถ่องแท้ อะไรคือของจริงเป็นแก่นแท้ และอะไรเป็นของปลอมของพวกอลัชชีหรือพวกนอกศาสนา จะได้ไม่ถูกจัดอยู่ในกลุ่ม “ชนผู้หลงทิศ” ฉะนั้น จุดมุ่งหมายหลักของการปฏิบัติธรรมตามพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้านั้น ได้แก่ (๑) การดับทุกข์ของตน และ (๒) การบรรลุธรรมขั้นสูงสุดแห่งพระบรมธรรม นั่นคือ “การดับขันธปรินิพพาน” [อรหัตตผลวิมุตติ] ด้วยเหตุนี้ การตั้งมั่นด้วยปณิธานในการปฏิบัติธรรมจึงเป็นจุดหมายการบรรลุถึง “พระนิพพาน–อมตธาตุ–บรมธรรม” ไม่ใช่การหลงงมงายในโลกธรรม การเสพสุขสบายในโลกียะใดๆ ทั้งสิ้น มิฉะนั้น การประพฤติปฏิบัติธรรมที่ดำเนินมาทั้งหมด ก็ไร้ความหมาย ไม่เกิดประโยชน์สูงสุดโดยปรมัตถ์ และกลายเป็นการหลอกตัวเองและผู้อื่นในเวลาเดียวกัน ข้อคิดเป็นคติเตือนใจของผู้ปฏิบัติธรรม นั่นคือ ไม่ประกอบทุกข์–วิสังโยค ไม่ไปมักใหญ่ใฝ่สูงพอกพูนกิเลส–อปจยะ แต่ให้มักน้อยด้วยสันโดษ–อัปปิจฉตา–สันตุฏฐี และประกอบความเพียร–วิริยารัมภะ ซึ่งทำให้เป็นคนเลี้ยงง่าย–สุภรตา ทั้งหมดย่อมกลายเป็นบาทฐานสำคัญนำไปสู่ “ความตรัสรู้–สัมโพธะ” จนบรรลุนิพพานได้จนถึงที่สุด นอกจากนี้ การปฏิบัติธรรม คือ การค้นหาความลึกลับของธรรมชาติ ก็ให้พยายามปฏิบัติตนให้เป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ จึงจะรู้เห็นความจริงตามกฎธรรมชาติได้จริง องค์ความรู้เล็กๆ น้อยๆ ที่เกิดจากการเจริญภาวนาจนเป็น “ภาวนามยปัญญา” และสะสมเป็นปัญญาญาณต่างๆ จนเจริญไพบูลย์ด้วยปัญญาภูมิอันพร้อมที่จะรู้ประจักษ์แจ้งในธรรมในนามรูปแห่งเบญจขันธ์ อันเป็นจิตวิญญาณของตน อย่างรู้แจ้งแทงตลอดจริงๆ นั่นคือ ความตรัสรู้ด้วยตนเอง–สัมมาสัมโพธิญาณ ปัญญาไหวพริบแห่งปัญญาแตกฉาน [ปฏิสัมภิทา ๔] ย่อมเกิดจากการพิจารณาอยู่เนื่องๆ ด้วยอนุปัสสนาทั้งหลาย หรือ มหาวิปัสสนา ๑๘ ซึ่งต้องอาศัยเวลามากมายพอสมควร จนกว่าจะเกิด “ธรรมสามัคคี–ญาณสัมปยุตต์” ในขั้นตอนของการตรัสรู้ กล่าวโดยสรุป การรักษาศีลให้บริสุทธิ์ด้วยการกระทำดี การชำระจิตให้สะอาดเบิกบานอยู่กับความจริงโดยปรมัตถ์ ย่อมเกิดความรู้แจ้งเห็นจริงด้วยวิชชา และการชำระปัญญาให้บริสุทธิ์จากความวิปลาสอคติ ย่อมเกิดการหยั่งรู้ธรรมตามกฎธรรมชาติแห่งไตรลักษณ์ ฉะนั้น การสะสมองค์ความแห่งปัญญาทั้งหลายด้วยการเจริญภาวนา อันเป็นข้อธรรมย่อยๆ อย่างประจักษ์แจ้งต่อเนื่องพอกพูนด้วยญาณที่จะมารวมกันสะสมกลายเป็นอาณาจักรแห่งธรรม จนทำให้รู้เห็น “สัจจภาวะแห่งนิพพาน” ได้ในที่สุดอันเกิดได้เฉพาะตน แล้วก้าวไปสู่ความเป็นสากลแห่งบรมธรรมในเบื้องปลายเช่นกัน.

 

 

 

 

Visitor Number:
4705583