๖๗. มนสิการกรรมฐานให้รู้เห็นอริยสัจจธรรม  

         Pondering Meditative Subjects with the Noble Truths

 

ขอน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น
 In Honor of the Blessed One of the Fully Enlightened One

By Nithee Siripat – Siripat.com and Academiae Network. 2016

Your Reading Number:  469  

 

ความสำคัญของบทความ

 

ในแนวทางการศึกษาปฏิบัติ ค้นคว้าวิจัย ความจริง สัจจธรรม ปรมัตถ์ โดยดำเนินตามหลักธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้านั้น เรียกว่า “หลักมัชฌิมาปฏิปทา” โดยเน้นสาระสำคัญไปที่หลักธรรม ๒ อย่าง ได้แก่ (๑) อริยสัจจ์ ๔ กับ (๒) อริยมรรคมีองค์ ๘ โดยลำดับขั้นตอนการศึกษาตามหลักไตรสิกขา นั่นคือ ศีล–สมาธิ–ปัญญา เพราะฉะนั้น ปัญญาต่างๆ ในพระพุทธศาสนาต้องมีบาทฐานมาจากอริสัจจธรรมทั้ง ๔ ขั้นตอน ดังกล่าวนั้นเสมอ โดยมีการกำหนดการรับรู้ความรู้ด้วย “สติสัมปชัญญะ” [สติปัฏฐาน ๔] ในขณะจิตเป็นสมาธิอย่างแน่วนอน [อัปปนาสมาธิ] เป็นหลักเสมอ เพราะปัญญาญาณไม่สามารถเกิดขึ้นกับบุคคลเสียสติ มีจิตถูกรุมเร้าด้วยกิเลสทั้งหลาย โดยเฉพาะนิวรณ์ทั้งหลาย [นิวรณ์ ๕–อรติ–อวิชชา–อกุศลธรรมทั้งหลาย] เพราะฉะนั้น ในการเจริญภาวนากรรมฐานนั้น สมองของผู้ปฏิบัติธรรมจะต้องประกอบด้วยปัญญาอยู่ ๓ ด้าน ได้แก่ (๑) โลกียปัญญา: สุตมยปัญญา–จินตามยปัญญา กับ (๒) โลกุตตรปัญญา: ภาวนามยปัญญา ได้แก่ โลกียญาณ กับ โลกุตตรญาณ [โพธิปักขิยธรรม ๓๗–อาสวักขยญาณ ๑–โลกุตตรธรรม ๙] แต่อย่างไรก็ตาม ในทุกขั้นตอนของการดำเนินชีวิตจริงและในการปฏิบัติธรรมนั้น ต้องประกอบด้วยปัญญาและเหตุผลเสมอ ที่สรุปย่อลงใน “สติสัปชัญญะ” [Temperance] หรือ “ญาณทัสสนะ” [Insight and Knowledge] นั้นคือ สติทำหน้าที่พิจารณาไตร่ตรองระลึกจำในสภาวธรรม และสัมปชัญญะทำหน้าที่เรียนรู้ให้รู้รอบจากสภาวธรรม แต่ในทางคติธรรมนั้น เป็นโอกาสที่ผู้ปฏิบัติธรรมสามารถเข้าถึงได้ซึ่ง “โลกุตตรธรรม” ที่เป็นปัญญาสูงสุดโดยปรมัตถ์ของมวลมนุษย์ ซึ่งแตกต่างจากปัญญาสามัญทางคติโลกที่เกิดจากการศึกษาอย่างเป็นทางการ และจากประสบการณ์ตรงของตน.

 

 

 

    File Download of Reading References

 
Dictionary of Numerical Dhammas — พจนานุกรมพุทธศาสน์ หมวดธรรม
  Dictionary of Buddhist Terms — พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์
  English Dictionary of Buddhist Terms and Doctrines — พจนานุกรมพุทธศาสน์ คำศัพท์และหลักธรรม

 

 

บทความที่ ๖๗ ประจำปี ๒๕๕๙ – มนสิการกรรมฐานให้รู้เห็นอริยสัจจธรรม  

 

การพิจารณากรรมฐาน สภาวธรรม หรือ สภาวะแห่งจิต [นามรูป] ในวิปัสสนาภูมินั้น ต้องกำหนดรู้เห็นตามกฎเกณฑ์ของอริยสัจจธรรม หรือ “อริยสัจจ์ ๔” ได้แก่ (๑) ทุกข์–ทุกขอริยสัจจ์ (๒) สมุทัย–ทุกขสมุมัยอริยสัจจ์ (๓) นิโรธ–ทุกขนิโรธอริยสัจจ์ (๔) มรรค–ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจจ์ โดยต้องทำกิจในอริยสัจจ์ ๔ ให้สมบูรณ์ในขั้นตอนการคิดพิจารณาอารมณ์แหงกรรมฐานให้เห็นลักษณะแห่งนามรูปโดยไตรลักษณ์ ได้แก่ (๑) ปริญญา (๒) ปหานะ (๓) สัจฉิกิริยา (๔) ภาวนา โดยต้องดำเนินตามแนวประพฤติปฏิบัติตาม “อริยมรรคมีองค์ ๘” อยู่เสมอ เพราะฉะนั้น ในการคิดหรือพิจารณาไตร่ตรองสภาวะแห่งจิตหรือวิถีจิตที่ “เกิดขึ้น–ตั้งอยู่–ดับไป” ในแต่ละขณะจิตนั้น ให้รู้เห็นสภาวธรรมต่างๆ นั้น ตามลักษณะอาการ ดังนี้ (๑) ทุกข์–ปริญญา (๒) สมุทัย–ปหานะ (๓) นิโรธ–สัจฉิกิริยา (๔) มรรค–ภาวนา นั่นคือ (๑) กำหนดรู้ทุกข์ (๒) ดับเหตุแห่งทุกข์ (๓) รู้แจ้งสภาวะปลอดจากทุกข์ (๔) เจริญแนวทางในการดับทุกข์นั้นๆ [ไตรสิกขา] อันเป็นภูมิปัญญาสำคัญในการเจริญภาวนา รวมทั้งการนึกคิดในการดำเนินชีวิตตามปกติ ผู้ปฏิบัติธรรมไม่ควรละทิ้งองค์ความรู้แห่งอริยสัจจธรรมดังกล่าวข้างต้น โดยนำไปประยุกต์ดัดแปลงกับหลักการวิจัย อันเป็นภูมิความรู้ทางคติธรรม คือ การเข้าถึงองค์ความรู้เนื่องด้วย “อริยสัจจ์ ๔” และ “กิจในอริยสัจจ์ ๔” ที่ต้องประมวลความคิดทั้งหมดด้วยการพิจารณาอย่างระมัดระวังลึกซึ้งตายนัยของ “ปัจจัยธรรม” ทั้งหลาย ซึ่งหมายถึง (๑) ปฏิจจสมุปบาท ๑๒ ประกอบด้วยแนวคิดอนุโลมกับปฏิโลม และ (๒) ปฏิจจสมุปปันนธรรม ๖ ได้แก่ อัทธา ๓–สังเขป ๔–สนธิ ๓–วัฏฏะ ๓–อาการ ๒๐–มูล ๒ อันเป็นเหตุให้เข้าใจแจ่มแจ้งในเรื่อง (๑) กฎแห่งกรรม (๒) กฎแห่งวิบาก (๓) กฎแห่งกรรมของสัตว์ ที่หมายถึง  “จุตูปปาตญาณ–ทิพพจักขุญาณ” อันเกิดจากอำนาจแห่งสมาธิหรือสมถพละ หรือ “ปัจจยปริคคหญาณ” อันเกิดจากอำนาจแห่งวิปัสสนาหรือวิปัสสนาพละ หรือโดยรวมหมายถึง “ฌาน ๒” ได้แก่ (๑) อารัมมณูปนิชฌาน–สมถะ และ (๒) ลักขณูปนิชฌาน–วิปัสสนา คำว่า “วิปัสสนา” [Insight] นั้น หมายถึง การพัฒนาปัญญาให้เห็นธรรมแห่งนามรูปโดยไตรลักษณ์ในขณะจิตเป็นสมาธิอย่างแน่วแน่สงบสนิทอยู่ในอารมณ์เดียวด้วย “รูปฌาน ๔” จนถึง “จตุตถฌาน” อันประกอบด้วยองค์ฌาน ๒ อย่าง ได้แก่ (๑) อุเบกขา–ความวางเฉยไม่ยึดมั่นติดมั่นในอารมณ์นั้นๆ เพราะเห็นหรือเกิดทัสสนะตามเป็นจริงและรู้ตามเป็นจริงหรือเกิดญาณ (๒) เอกัคคตาแห่งสมาธิ–กำหนดรู้เห็นอยู่ในความตั้งมั่นสนิทของจิตเพียงเรื่องเดียวหรืออารมณ์เดียว โดยไม่ฟุ้งซ่านหรือฟั่นเฟือน ไปในสภาวธรรมนั้นๆ ด้วยการปล่อยจิตให้เข้าไปปรุงแต่งตามความใคร่ปรารถนา และอยู่ภายใต้อำนาจครอบงำของกิเลส ที่ไม่สามารถข่มระงับได้ขณะได้ฌานขั้นนั้นๆ นั่นคือ สำรวมระวังอินทรีย์ไม่ดีพอ ขาดการฝึกอบรมมาอย่างถูกต้องตาม (๑) แนวทางสายกลายแห่งหลักมัชฌิมาปฏิปทาโดยไตรสิกขา และ (๒) อริยมรรคมีองค์ ๘ เพื่อกำกับแนวคิดอยู่กับ “อริยสัจจ์ ๔” และ “ปฏิจจสมุปปบาท ๑๒” รวมทั้งปฏิจจสมุปปันนธรรมทั้งหลาย ทำให้เข้าไม่ถึงปัญญาเห็นนามรูปโดยไตรลักษณ์ เกิดวิปลาสและมีอคติไป ทำให้จิตกลับไปฟุ้งซ่านสติมีฟั่นเฟือน ไม่สามารถพิจารณาดีๆ หรือมนสิการบรรดากรรมฐานทั้งหลายได้ตามเป็นจริง คือ ดับข้อกังขาสงสัยในธรรมไม่ได้ด้วย “ยถาภูตธรรม–ยถาภูตญาณ” เข้าไม่ถึง “ธรรมฐิติ–ธรรมนิยาม ๓–สัมมสนญาณ–สัมมาทัสสนะ” จิตและปัญญาอยู่ภายใต้อำนาจครอบงำของความไม่รู้จริงแห่งอวิชชา [มิจฉาวายามะ–มิจฉาสติ–มิจฉาสมาธิ] เกิดทิฏฐิเป็นปรปักษ์ต่อแนวทางปฏิบัติในหลักมัชฌิมาปฏิปทา เช่น มีปรารถนาในอิทธิฤทธิ์หรืออิทธิปาฏิหาริย์ด้วย “ปปัญจธรรม” [ตัณหา–ทิฏฐิ–มานะ] ไม่ใช่การเจริญภาวนาเพื่อความหลุดพ้น หรือการดับทุกข์ขจัดกิเลสทั้งหลาย ตามคำสอนของพระพุทธเจ้าอย่างแท้จริง หรือมิฉะนั้น ก็ถูกฝึกอบรมการปฏิบัติธรรมมาอย่างผิดๆ ไม่ใช่ทางสายกลางแห่งปัญญาโดยหลักมัชฌิมาปฏิปทา [อริยสัจจ์ ๔–อริยมรรคมีองค์ ๘–ไตรสิกขา–ปฏิจจสมุปบาท ๑๒–ปฏิจจสมุปปันนธรรม ๖] อันเป็นเหตุให้บกพร่องจากปัญญาเห็นนามรูปโดยไตรลักษณ์เพราะความประมาทละเลยการใช้ปัญญาและเหตุผล [โยนิโสมนสิการ–อิทัปปัจจยตา] แต่อย่างไรก็ตาม ในระหว่างการฝึกอบรมบำเพ็ญเพียรภาวนานั้น โอกาสเกิดข้อผิดพลาดหรือการตั้งสมมติฐานอย่างผิดๆ อาจเกิดขึ้นได้เสมอ ระหว่างผู้ฝึกสอนกับผู้รับการฝึกปฏิบัติจริงหรือเกิดกรณีวิกฤตแบบ “มากครูมากความ” เลยเป็นเหตุให้ไม่ได้ดีสักอย่างในทางปฏิบัติ ฉะนั้น การเห็นธรรมการรู้ธรรม [ญาณทัสสนะ] นั้น ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ ยิ่งมีกิเลสหนาๆ ก็ยิ่งต้องฝึกปฏิบัติอย่างลำบากยากมากๆ และรู้ผลได้ช้าอีกต่างหาก ถ้าแพ้ใจตัวเอง ก็ล้มสลายแห่งการปฏิบัติธรรม ถ้ากรรมหนัก ก็เกิดอคติต่อพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การมีทัศนคติในแง่ลบต่อผู้ฝึกกรรมฐานให้ ที่กำหนดเกณฑ์มาตรฐานอย่างผิดเพี้ยนจากความเป็นจริงด้วยกุสโลบายเฉพาะตน จนเลยจากเกณฑ์พระธรรมวินัยของพระพุทธเจ้า และในส่วนตัวของผู้ปฏิบัติธรรม ไม่ใช่คนที่อยากใฝ่รู้โดยอาศัยตนเองศึกษาค้นคว้าอย่างจริงจัง และยังมีนิสัยชอบอะไรง่ายๆ แบบสำเร็จรูป คือ มักง่าย ไม่ต้องการทำเองปฏิบัติเอง ไม่พึงตนเอง แต่ปรารถนาใน โลกุตตรธรรม เสียอย่างนั้น ธรรมพระพุทธเจ้าย่อมไม่ใช่อาหารสำเร็จรูปพร้อมกิน ไม่ขยันอดทน ย่อมถึงฉิบหายเสียคุณอันใหญ่ หมดโอกาสเข้าถึง โลกุตตรธรรม ความถึงพร้อมความสมบูรณ์บริบูรณ์ และความไพบูลย์ด้วยธรรม [ธรรมปีติ] คือ การเป็นผู้ใฝ่รู้คงแก่เรียน ที่เรียกว่า “พาหุสัจจะ” อันเป็นคุณสมบัติของปราชญ์ผู้รู้ เป็นปัญญาบารมีอันยิ่งยวดของผู้ปฏิบัติธรรมในพระธรรมวินัยนี้ เพราะพระพุทธศาสนา คือ “ศาสนาแห่งปัญญา” ที่บุคคลต้องค้นหาแสวงหาองค์ความรู้ตามแนวประจักษ์นิยมอันเป็นวิธีทางวิทยาศาสตร์ ตามแนวเหตุผลโดยปรัชญาและตรรกวิทยา และการหยั่งรู้ด้วยปรีชาญาณตามคำสอนของพระพุทธเจ้า โดยไม่ถือเอาความรู้จากเทพเจ้าหรือผู้ผู้สร้างใดๆ [วิวรณ์–Revelation] การบรรลุธรรมแห่งการตรัสรู้ด้วยตนเอง นั่นคือ “สัมมาสัมโพธิญาณ” [Enlightenment] นั้น ย่อมถือเป็นเรื่องเฉพาะตนที่ผู้รู้สามารถรู้เห็นได้โดยชอบด้วยตนเอง ถ้ายึดมั่นปฏิบัติตามพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้าจริงๆ ไม่หลงทิศหลงทางในการบำเพ็ญเพียรภาวนา ไม่เชื่ออะไรอย่างงมงาย ต้องพิสูจน์ได้ด้วยปัญญาและเหตุผล อันถือเป็นอริยสัจจธรรมตามกฎธรรมชาติเพื่อความเป็นจิตแห่งพุทธะ.

 

 

 

 

Visitor Number:
4743984