๖๘. การสร้างกฎเกณฑ์ชีวิตที่ไม่เป็นจริงนำไปสู่ความทุกข์   

         The Ignorant Definitions of Life Criteria Leading to Suffering

 

ขอน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น
 In Honor of the Blessed One of the Fully Enlightened One

By Nithee Siripat – Siripat.com and Academiae Network. 2016

Your Reading Number:  451  

 

ความสำคัญของบทความ

 

บุคคลผู้ประกอบด้วยความไม่รู้จริงในกฎธรรมชาติ ไม่รู้จักประมาณตนให้เข้ากับสถานการณ์ต่างๆ ที่บุกรุกเข้ามาในชีวิตอย่างไม่ได้ตั้งสติได้ทันการณ์ ย่อมกลายเป็นบุคคลที่ชอบสร้างเงื่อนไขหรือกฎเกณฑ์ต่างๆ ขึ้นมากมายตามหลังเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นผ่านไปแล้ว ไม่ครอบคุ้มถึงเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นในกาลอันใกล้ได้อย่างมีประสิทธิภาพและได้ผลในทางปฏิบัติ กฎเกณฑ์ที่สร้างขึ้นมาอย่างผิดๆ นั้น กลายเป็นข้อผูกมัดจำกัดความคิดของตนมากขึ้นอีก จนเกิดความเชื่อหลงงมงายว่าเป็นสิ่งที่ดีที่สุด เกิดความยึดมั่นถือมั่น ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงแก้ไขอะไรได้อีกต่อไป กล่าวอีกนัยหนึ่ง ไม่พบความเจริญทั้งในปัจจุบันและอนาคต นั่นเอง คล้ายๆ กับ “หลงติดกับดัดความคิดของตนเอง” หรือ “ติดกำแพงความคิดบ้าๆ ของตนเอง” สภาวการณ์ดังกล่าวนี้ เป็นระบบความคิดของตนทำลายความคิดสร้างสรรค์ของตนเอง เพราะอารมณ์แห่งทิฏฐิที่มีอำนาจเหนือปัญญาและเหตุผลตามกฎธรรมชาติ หรือตามกำหนดแห่งธรรมดา ที่ปราศจากนิวรณ์หรือกิเลสทั้งหลาย จิตใจจึงตกอยู่ในอบายภูมิมากกว่าจะเป็นสุคติ เป็นทุกข์เพราะความคิดถือผิดของตนอื่น หาอุบายวิธีดีๆ เป็นเหตุเป็นผลมาใช้ได้ยาก ทุกสิ่งทุกอย่างมีแต่ทุกข์ พอกพูนไพบูลย์ด้วยความวุ่นวาย ความเดือดร้อน อันเกิดขึ้นไม่สิ้นสุด ก็คงแสวงหาภาวะแห่งความถูกต้อง ความยอดเยี่ยม หรือความเจริญได้ยาก.

 

 

 

    File Download of Reading References

 
Dictionary of Numerical Dhammas — พจนานุกรมพุทธศาสน์ หมวดธรรม
  Dictionary of Buddhist Terms — พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์
  English Dictionary of Buddhist Terms and Doctrines — พจนานุกรมพุทธศาสน์ คำศัพท์และหลักธรรม

 

บทความที่ ๖๘ ประจำปี ๒๕๕๙ – การสร้างกฎเกณฑ์ชีวิตที่ไม่เป็นจริงนำไปสู่ความทุกข์  

 

 ความไม่รู้จริงแห่งอวิชชา –Ignorance นั้น เป็นเหตุให้เกิดความลำเอียงอคติในอาการต่างๆ [อคติ ๔] เช่น รัก–โกรธ–หลง–กลัว และสร้างกรอบความคิดจำกัดพฤติกรรมของตนอย่างถือผิดจากความเป็นจริงด้วย “ทิฏฐิ–มิจฉาทิฏฐิ” อันชักนำไปสู่สังสารทุกข์ เพราะสังกิเลสทั้งหลาย ได้แก่ โสกะ–ปริเทวะ–ทุกข์–โทมนัส–อุปายาส ที่เรียกว่า “ทุกข์ไม่รู้จบ” จิตใจตกอยู่ในอบายภูมิ เช่น นรก–สัตว์เดรัจฉาน–เปรต–อสูรกาย นั่นคือ ไม่พบความเจริญ ถือความเห็นของตนเป็นใหญ่เป็นจริง ไม่เปิดโอกาสที่จะรับบุญคุณธรรม หรือ ความดี เข้ามาในชีวิตได้อีก นั่นคือ มีจิตประกอบด้วยนิวรณ์ เศร้าหมอง ขุ่นมัว อมทุกข์อยู่ตลอดเวลา จนถึงขั้นมีความคิดเห็นมองโลกในแง่ร้าย เต็มไปด้วยความหวาดระแวงต่อทุกสิ่งทุกอย่าง จนพัฒนาไปถึงขั้นประสารทอ่อนๆ กล่าวอีกนัยหนึ่ง คือ จิตไม่ประกอบด้วย “สัมมาทิฏฐิ” ไม่มีปัญญารอบ ไม่มีไหวพริบปฏิภาณ หรือไม่ประกอบด้วย “สติสัมปชัญญะ–สติปัญญา” เกิดความประมาทในการใช้ปัญญา ปฏิเสธหลักธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า อันเป็นความจริงอันบริสุทธิ์สูงสุด ที่เรียกว่า “ปรมัตถ์–ปรมัตถสัจจะ–ปรมัตถธรรม” ที่ถือเป็น “กฎธรรมชาติของสิ่งทั้งหลาย” ที่เป็นสภาวธรรมดำเนินอยู่ใน ๓ อาการ ได้แก่ “เกิดขึ้น–ตั้งอยู่–ดับไป” ในกาลทั้ง ๓ อย่าง ได้แก่ อดีตอัทธา–อนาคตอัทธา–ปัจจุปันนัทธา ฉะนั้น ความจริงอันประเสริฐทำให้บุคคลกลายเป็นอริยะได้ นั่นคือ “อริยสัจจ์ ๔–อริยมรรคมีองค์ ๘–มัคคญาณ ๔” ถ้าเป็นทางคติโลก คือ องค์ความรู้ในระเบียบวิธีวิจัย [Research Methodology] ที่ผู้วิจัยยังไม่ใช่อริยบุคคล ยังเป็นผู้ประกอบด้วย “ปปัญจธรรม ๓” ได้แก่ ตัณหา–ทิฏฐิ–มานะ ที่ทำให้คิดว่ามีการศึกษาสูง แล้วก็หยิ่งจองหอง หมิ่นประมาทความสามารถของผู้อื่น หลบหลู่ความดีผู้อื่น เป็นและมีอาการต่างๆ นาๆ ในทางชั่ว ประการสำคัญสร้างความเสียหายให้แก่สังคมส่วนรวม คือ เป็นผู้ถ่วงความเจริญของประเทศชาติ และในที่สุด คือ ความด้อยพัฒนาในตนและสังคม เช่น พวกคนโง่ได้ดีเพราะมีเล่ห์เหลี่ยมฉ้อโกง แล้วยังมีกลุ่มคนเลวคนชั่วสนับสนุนโดยเอื้อเฟื้อ เข้ากับลักษณะสังคมอยู่ในสมัยนิยมคนเลว คนมีปัญญาไม่อาจหาญเพราะไม่รู้จริงอย่างเด็ดขาด ไม่แสวหาโอกาสสร้างความดีให้เกิดขึ้นจริง เพราะจิตมีนิวรณ์ กลุ้มรุ่มด้วยกิเลสทั้งหลาย นั่นคือ อาจเป็นพวกนอกศาสนา หรือไม่ปฏิบัติธรรม เพราะฉะนั้น เมื่อจิตไม่ปราศจากนิวรณ์ ขุ่นมัวเศร้าหมอง ไม่เกิดปัญญาหยั่งรู้สภาวธรรมตามเป็นจริง ไม่เข้าใจกฎธรรมชาติในธรรมต่อไปนี้ ธรรมนิยาม ๓–ธรรมฐิติ–ยถาภูตธรรม–ปัจจัยธรรม เป็นต้น ไม่อยู่ในฐานะผู้มีปัญญาเห็นธรรมได้ ภาษาชาวบ้านเรียกว่า “โง่–สิ้นคิด” เป็นต้น หรือ “คนเลว–คนชั่ว” อย่าได้คบหาเป็นกัลยาณมิตร เพราะไม่ใช่บัณฑิตผู้รู้อย่างปราชญ์เมธี หรือ ปราชญ์มุนี อย่างแท้จริง ไม่อยู่ในฐานะ “กัลยาณมิตตตา” ได้เลย คนเหล่านี้มีชีวิตจิตใจประกอบด้วยทุกข์ไม่จบสิ้น ที่เรียกว่า “สังสารทุกข์–ทุคติ” [กามาวจรภูมิ] คือ จิตถูกครอบงำด้วยตัณหาและทิฏฐิอยู่เป็นนิตย์ เมื่อไม่เข้าเหตุการณ์อะไรในชีวิตที่ผ่านเข้ามา ก็จะสร้างกฎเกณฑ์ยึดมั่นอย่างผิดๆ เพื่อคุ้มครองป้องกันผลประโยชน์ของตน อย่างเสียสติหรือหลงงมงายหลุดโลกไป ข้อที่สังเกตได้ เช่น พวกเศรษฐีหน้าใหม่ หรือพวกขี้ข้าได้ดี หรือพวกบ้าอำนาจ เป็นต้น แต่พวกที่น่ากลัวอีกกลุ่มหนึ่ง คือ “พวกสามล้อถูกหวย” เมื่อรับโชคดีแล้ว แต่กลับไม่เคยคิดวางแผนอะไรดีๆ ไว้ในชีวิต เลยทำให้เสียโอกาสดีๆ ไป กลายเป็นโชคร้ายไปอย่างน่าเสียดาย และจะไปรอคอยโอกาสโชคดีใหม่จะหวนกลับมาอีกได้เมื่อไหร่ ฉะนั้น บุคคลเหล่านี้ ถ้าเข้าไปคบหาสมาคมด้วย จะพบแต่การสร้างกฎเกณฑ์ชีวิตมากมาย และปราศจากการใช้ปัญญาและเหตุผลอันควร ถืออารมณ์ของตนเป็นใหญ่ [ทิฏฐิ–มิจฉาทิฏฐิ] ไม่ยอมรับคำแนะนำชี้แนะใดๆ จากใครอีก จิตใจความนึกคิดจึงมีแต่ทุกข์ คิดหาแนวทางในการดับทุกข์ไม่ได้ มีแต่ปัญหาความทุกข์ซับซ้อนมากยิ่งขึ้นไป จนแก้ไขไม่ได้ตามสถานการณ์ที่กำลังเผชิญอยู่ เมื่อพิจารณาไตร่ตรองอะไร ก็เจอปมปัญหามากมากหาทางออกไม่เจอ  แถมยังกลับไปสร้างปัญหาใหม่ซับซ้อนเพิ่มขึ้นอีกไม่สิ้นสุด เมื่อไม่มีการเจริญพัฒนาปัญญาให้รู้เห็นธรรมแห่งความทุกข์ในทุคติ ที่เกิดอยู่ในทุกมิติความสัมพันธ์เชิงองค์รวม ก็ไม่สามารถพิจารณากำหนดความจริงแห่งทุกข์ได้ในภาพรวม จับหัวชนหางไม่ถูก งึนงงและงงงวยในทุกขณะจิต มันมีแต่ทุกข์จนถึงขั้นอยากฆ่าตัวตาย เพราะจนปัญญาในการแก้ไขปัญหาในชีวิต เมื่อจิตใจไม่สงบระงับจากกิเลสทั้งหลาย การคิดที่จะรู้เห็นสภาวธรรมตามเป็นจริง ก็ย่อมเกิดขึ้นได้ยาก วกวนอยู่กับปัญหาเรื่องเดิมๆ ที่วกเข้ามาหลอกหลอนไม่สิ้นสุด เหมือนคนเป็นบ้า ไม่มีจุดหมายปลายทางชีวิตอันประเสริฐ ละเลยการใช้ปัญญาและเหตุผลในทางสร้างสรรค์แก่ชีวิตของตน ก็เลยมองทุกสิ่งทุกอย่างรอบตัว มีแต่ปัญหาหมด แก้ทุกข์นี้ได้ ก็มีทุกข์ตัวใหม่เกิดขึ้นอีก เหมือนงูกินหาย สุดท้าย ผู้เผชิญทุกข์ดังกล่าวนี้ จึงสร้างเกราะคุ้มครองตนขึ้นด้วยความไม่รู้จริงแห่งอวิชชา นั่นคือ กิเลสตัณหา–ทิฏฐิ–มานะ ที่เรียกว่า “ปปัญจธรรม ๓” เมื่อเห็นปัญหาง่ายๆ สามัญทั่วไป ก็กลับไม่เห็นความจริง ก็มองไม่เห็นความสัมพันธ์เชิงปัจจัยระหว่างเหตุกับผล มืดมนทุกด้านทุกมิติ ที่ทางธรรมเรียกว่า “จมอยู่กองทุกข์–สังสารทุกข์” จิตมีอาการวกวนอยู่กับ “วัฏฏะ ๓: กิเลส–กรรม–วิบาก” มีทั้งฝ่ายกุศลและอกุศลสลับปรับเปลี่ยนกันไปเรื่อยๆ ไม่รู้จบ ที่เรียกว่า “ชีวิตสันตติแห่งสังสารวัฏฏ์” ด้วยเหตุนี้ หลักเกณฑ์ในการปฏิบัติธรรมตามพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้านั้น จึงให้อดทนและขยันหมั่นเพียรอย่างสำรวมระวังในการเจริญภาวนา  เพื่อพัฒนาตนและยกระดับคุณภาพชีวิตจิตใจให้สูงยิ่งขึ้นจากเดิม จนถึงระดับจากความเป็นปุถุชนไปสู่ความเป็นอริยบุคคล [โคตรภูญาณ] ด้วยกระแสแห่งอริยมรรค ได้แก่ (๑) มรรคภาวนา [โพธิปักขิยธรรม ๓๗] (๒) สมถภาวนา และ (๓) วิปัสสนาภาวนา เพื่อให้เข้าใจหรือมีความคิดเห็นถูกต้องในความจริงสูงสุดโดยปรมัตถ์ คือ “อริยสัจจ์ ๔” ด้วยกระบวนวิธีคิดอย่างถูกวิธีโดย “ปฏิจจสมุปบาท ๑๒” และ “ปฏิจจสมุปปันนธรรม ๖” ที่เรียกว่า “ปัจจัยธรรม” แต่อย่างไรก็ตาม ความทุกข์นั้น ยังสามารถอธิบายด้วย “กฎแห่งกรรม” ว่า การกระทำด้วยเจตนาส่งผลต่อการกระทำไม่ว่าจะทำดีหรือชั่วก็ตาม การดับทุกข์ย่อมเกิดจากกรทำกรรมดีในปัจจุบันเป็นต้นไป เพื่อกำจัดระงับทุกข์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ปลดปล่อยข้อผูกมัดไม่มีเหตุผล ด้วยการไม่ยึดมั่นถือมั่นจะเป็นทุกข์ เมื่อบรรดา “ทิฏฐิ” เหล่านั้น กลายเป็น “สัมมาทิฏฐิ” ดีแล้ว ย่อมมีปัญญาและเหตุผลในการแก้ปัญหาและทุกข์ต่างๆ ให้หมดสิ้นไป นั่นคือ การปฏิบัติธรรมเพื่อพัฒนาจิตและปัญญาให้สูงขึ้นด้วยอริยมรรค จนกว่าจะบรรลุธรรมวิเศษต่างๆ ได้ ซึ่งเป็นการดับทุกข์และกิเลสทั้งหลายลงในเวลาเดียวกัน ทั้งหมดนี้ คือ การสร้างเจตนาในการแสวหาการกระทำอันประเสริฐ ในฐานะที่เป็นชาวพุทธอย่างแท้จริง.

 

 

 

 

Visitor Number:
4739547