๖๙. ความลบหลู่ความดีของคนอื่นเป็นคุณสมบัติของคนเลว  

         The Humiliation for the Good of Others Is the Property of the Bad Guys

 

ขอน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น
 In Honor of the Blessed One of the Fully Enlightened One

By Nithee Siripat – Siripat.com and Academiae Network. 2016

Your Reading Number:  459  

 

ความสำคัญของบทความ

 

ความโชคร้ายมหาซวยนั้น เป็นเรื่องที่มนุษย์สามารถพยากรณ์ได้ ด้วยการใช้ปัญญาและเหตุผล ก่อนที่จะปลงใจเชื่อคำพูดหรือความคิดของคนอื่นๆ ด้วยความไม่ประมาทในการใช้ปัญญาเป็นเด็ดขาด มิฉะนั้น ย่อมหมายถึง ความหายนะ ความวิบัติ ความฉิบหาย ที่อาจจะเกิดขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงได้ยากเช่นกัน ไม่ว่าจะส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตตามปกติ หรือในการปฏิบัติธรรมเพื่อให้สามารถบรรลุธรรมวิเศษให้ได้ คนเลวส่วนใหญ่มักเป็นพวกลบหลู่บุญคุณหรือความดีของคนอื่น บางครั้งแม้แต่ผู้ให้กำเนิดเลี้ยงดูมาอย่างดี พวกคนเลวเหล่านี้ก็ยังไม่ใส่ใจที่จะทดแทนบุญคุณแต่อย่างใดเลย แล้วคนที่ไม่ใช่ญาติยังต้องคิดอะไรอีกต่อไปที่จะคบกับมิตรเลวเช่นนี้ อันผิดต่อหลักธรรม “กัลยาณมิตตตา”  คือ การคบหามิตรดีสิ่งแวดล้อมดี “อัปปมาทะ” คือ ความไม่ประมาทในการสร้างความดี รวมทั้ง “โยนิโสมนสิการ” คือ การคิดอย่างพินิจพิเคราะห์ด้วยวิจารณญาณ ด้วยการใช้ปัญญาและเหตุผลอย่างถูกวิธีครอบคลุ้มปัญหาอย่างทั่วถึง อนึ่ง ความสำเร็จทางโลกนั้น ก็นับเป็นปัจจัยเกื้อหนุนให้เกิดความสำเร็จในการปฏิบัติธรรมเร็วยิ่งขึ้น เพราะไม่กลายเป็นแรงต้านความก้าวหน้าในการเจริญภาวนากรรมฐาน เพราะจุดหมายสำคัญสูงสุดแห่งผลการปฏิบัติธรรม คือ การละทิ้งจากโลกธรรมทั้งหลาย ไปสู่ภาวะอันเหนือวิสัยโลก ที่เรียกว่า “โลกุตตรภูมิ” อันเป็นแดนที่อริยบุคคลดำรงสถิตอยู่ในบรมธรรมแห่งนิพพาน ด้วยประการฉะนี้.

 

 

 

    File Download of Reading References

 
Dictionary of Numerical Dhammas — พจนานุกรมพุทธศาสน์ หมวดธรรม
  Dictionary of Buddhist Terms — พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์
  English Dictionary of Buddhist Terms and Doctrines — พจนานุกรมพุทธศาสน์ คำศัพท์และหลักธรรม

 

บทความที่ ๖๙ ประจำปี ๒๕๕๙ – ความลบหลู่ความดีของคนอื่นเป็นคุณสมบัติของคนเลว

 

ความยากเข็ญในการทำมาหากินที่แผ่กระจายทั่วสังคม ยิ่งนับวันทวีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ อันเป็นเหตุทำให้ผู้คนเสื่อมในศีลธรรมและจริยธรรม มีความอยากได้ของคนอื่นอันไม่ควร คิดประทุษร้ายคนอื่น และจ้องเบียดเบียดผู้อื่น อย่างไม่มีหิริและโอตตัปปะ ไม่อายไม่เกรงกลัวต่อบาป สภาวะสังคมเช่นนี้ เกิดจากปัจจัยทางสังคมและเศรษฐกิจ นั่นคือ โลกมีพลเมืองมากขึ้น และความขาดแคลนทรัพยากรธรรมชาติ เมื่อหิวแล้วไม่มีกิน และคนก็แย่งกันกินมากขึ้น ย่อมทำให้เมตตาธรรมหดหายไปจากจิตใจของคน ไม่รู้จักบุญคุณของคนอื่น ชอบเนรคุณและอกตัญญู เมื่อชนะหรือได้เปรียบคนอื่น ก็มักจะจองหอง หยิ่ง ทะนงตัว ถือดี ที่เรียกว่า “จองหองพองขน” หมายถึง เย่อหยิ่ง–ลบหลู่ผู้มีคุณ–ลืมตัว หรือ ความลบหลู่คุณท่าน การลบล้างปิดซ่อนคุณค่าความดีของผู้อื่น ที่เรียกว่า “มักขะ” [Depreciation] บุคคลที่ทะนงตัวและถือดีนั้น เริ่มมาจากวิธีการเลี้ยงดูจากครอบครัวส่วนหนึ่ง ที่ปลูกค่านิยมแบบมักขะ นั่นคือ อบรมสั่งสอนกันมาอย่างผิดๆ เป็นไปตามสังคมแบบโจร [Bullying] และอีกส่วนหนึ่งเกิดจากระบบขัดเกลาทางสังคม ที่มุ่งมั่นส่งเสริมคนที่เรียนเก่ง ร่ำรวยด้วยวิธีใดก็ตาม ชอบส่งเสริมคนชั่วให้ได้ดี คือ แพ้อำนาจและเงิน เพราะสิ้นคิด ที่เรียกว่า “สังคมบัดซบ–สังคมอุบาทว์ = คติวิบัติ” [Unfavorable Environment] หรือสังคมอยู่ในช่วงเสื่อมจากศีลธรรม ยกย่องคนชั่ว บีบคั้นคนดี ที่เรียกว่า “กาลวิบัติ” [Unfortunate Time] หรือจะอธิบายตามแนวคิดทางชีววิทยา ที่เรียกว่า “ทฤษฎีธรรมชาติเลือกสรร” [The Theory of Natural Selections] คือ สัตว์ที่แข็งแรงกว่า ย่อมถูกเลือกให้ดำรงเผ่าพันธุ์ของตนต่อไป ส่วนผู้ที่อ่อนแอกว่าย่อมสูญพันธุ์จากโลกนี้ไป ถ้าไม่รวมกลุ่มกันเพื่อต่อสู้พวกที่แข็งแรงกว่า ยกตัวอย่าง กลุ่มเกษตรกรต้องรวมกลุ่มกัน เพื่อต่อสู้กับการกดขี่ของพวกกลุ่มโรงสีข้าว เป็นต้น ที่เรียกว่า “สหกรณ์การเกษตร” แต่ถ้าประธานสหกรณ์โง่ปัญญาอ่อน ก็แพ้เฒ่าแก่โรงสีข้าวเหมือนเดิม เพราะพวกนี้ได้รวมกลุ่มกันเป็นสมาพันธ์ส่งออกข้าวไว้ในกำมือกำตีน จะกระทืบใครเมื่อไหร่ก็ได้ แต่ยังดีชาวนายังพอทำธุรกิจได้ด้วยการรวมกันเป็น “วิสาหกิจชุนชน” เพราะสหกรณ์ส่วนใหญ่มีแต่หนี้เน่าบานหทัย เพราะไม่มีปัญญาความรู้ในการบริหารการเงินและธุรกิจการค้าอย่างมืออาชีพ ถามว่าพวกสมาคมโรงสีข้าวจะสำนึกบุญคุณกับชาวนานั้น ไปฝันเอาชาติหน้า ยิ่งในสมัยปัจจุบันชาวนาส่วนใหญ่ไม่ใช่เจ้าของที่นาอีกต่อไป  ก็เท่ากับ คนไทยด้วยกันทำลายระบบสังคมเกษตรของกันเอง เพราะมันรวยกันฝ่ายเดียว ตรงกับพุทธคติที่ว่า “กินคนเดียวไม่อร่อย” เรื่องบุญคุณกันและกันนี้ มันเข้าทำนองคนไทยไม่รู้สึกในบุญคุณของข้าวที่กินกันทุกวัน ยอมปล่อยให้คนทำนาตายอย่างทรมานทุกสมัย หรือพวกเราจะปล่อยไปตาม “ทฤษฎีธรรมชาติคัดสรร” ก็แล้วกันไป แต่ถ้ามาพิจารณาเรื่องทั่วๆ ไป เป็นสามัญในสังคมนั้น เช่น สังคมรอบๆ บ้าน ก็คงมีสภาพไม่แตกต่างกัน คือ คนส่วนใหญ่ไม่ประกอบด้วย “เมตตาธรรม–กรุณาธรรม” กล่าวง่ายๆ ศาสนาสู้พวกคิดชั่วไม่ได้ กฎหมายก็ไม่ได้ผล คนรวยอยู่เหนือกฎหมาย และสร้างกฎหมาหมู่ได้อีกต่างหาก คือ ดูเหมือนว่าทุกคนยอมแพ้ ทั้งอำนาจและเงินตรา คนดีมีคุณธรรมดูคล้ายกับว่าเป็นพวกโง่ๆ หรือเป็นเหยื่อในสังคม หรือเป็นตัวตลกอะไรทำนองนั้น มีคำกล่าวอย่างหนึ่งว่า บุคคลหาได้ยากมี ๒ จำพวก ได้แก่ (๑) “บุพการี” คือ ผู้ทำอุปการะก่อน กับ (๒) “กตัญญูกตเวที” คือ ผู้รู้อุปการะที่เขาทำแล้วและตอบแทน อย่างเช่น ผู้รู้หน้าที่ระหว่างพ่อแม่กับบุตร สามีกับภรรยา ครูกับลูกศิษย์ นายจ้างกับลูกจ้าง เป็นต้น ฉะนั้น ชาวพุทธพึงรู้จักการป้องกันตนจากคนชั่วหรือมิตรเทียม อย่าเปิดโอกาสให้พวกคนชั่วประสบความสำเร็จในการประกอบอกุศลกรรมต่อผู้อื่นหรือสังคม นั่นคือ ถ้าอยู่อย่างโง่ๆ ก็เป็นสังคมแบบเสื่อม แต่ถ้าอยู่อย่างฉลาดๆ ก็เป็นสังคมแบบเจริญๆ เปิดโอกาสให้ทำความดี สร้างบุญกุศล สะสมบารมีได้ และมีโอกาสเห็นโลกุตตรธรรมได้ พวกคนชั่วมักเข้ามาประชิดเพื่อหาโอกาสเลือกใช้ “ต้นทุนทางสังคม” [Social Connection Capital] ของเหยื่อเป้าหมายหรือของคนอื่น เพื่อหาเหยื่อรายใหม่ที่รู้ไม่ทันการณ์ ว่าจะถูกหลอกหรือฉ้อโกงสมบัติต่างๆ ทั้งปัญญาและทรัพย์สิน ก็ขอให้มี “จิตปลอดภัย–สติสัมปชัญญะ” นั่นคือ “ความไม่ประมาท” [อัปปมาทะ] หน้าตารูปร่างภายนอกนั้น ไม่ใช่สิ่งที่เราจะวางใจเชื่อถือได้ ต้องพิจารณาให้ลึกถึงสันดานของบุคคลนั้นจริงๆ อย่างระมัดระวังและถ่องแท้ตามเป็นจริง ความจริงใจต่อคนชั่วย่อมนำความเดือดร้อนมาสู่ตนและครอบครัว ซึ่งเป้ฯการพิสูจน์ความจริงใจอย่างโง่ๆ มีแต่ความฉิบหายมาถึงตัว พอเจอคนดีกลับเห็นเป็นคนชั่ว เพราะถึงคราวมันซวย โง่สิ้นคิดโดยเอื้อเฟื้อ ไม่รู้จักประมาณ อะไรดีอะไรชั่ว อย่าคบคนชั่วเป็นมิตร อยู่คนเดียวยังดีกว่า ในการพิจารณาคนนั้น ถ้าจะถือกันเป็นมิตร ต้องใช้ปัญญาและเหตุผลอย่างรอบคอบถึงผลดีและผลเสียที่จะเกิดขึ้น ถ้าเข้ามาในลักษณะแปลกๆ เกินความจริง อะไรก็ง่ายไปหมด ฟังดูดี เหมือนจะรวยวันพรุ่งนี้เลย ก็แสดงว่า ความแบหายมารออยู่หน้าบ้านแล้ว เตรียมตัวซวยได้แล้ว การมีเมตตาและกรุณาต่อคนอื่นนั้น อย่าให้เกิดความเดือดร้อนกับตน ให้อยู่โดยประมาณเท่าที่จะช่วยเหลือได้ ไม่เกินกำลังความคิดและทรัพย์สินของตน ความจริงใจที่มีให้กันแบบโง่เสียสติแบบวัดใจกัน ตายเป็นตาย หมายถึง ความสิ้นคิดปัญญาอ่อนหาที่สุดประมาณไม่ได้ สิ่งนี้เป็นวาทะของพวกโจร โปรดระวังภัย เพราะเป็นการเทหน้าตักแบบโง่ๆ ที่หาประโยชน์อะไรไม่ได้ ถ้าไม่สำเร็จ โจรมันปล้นเสร็จมันก็หนี เหลือความซวยไว้เป็นพยานเป็นเครื่องเตือนสติและเครื่องเรียนรู้ของสัมปชัญญะ ที่อาจจะช้าเกินไปไม่ทันการณ์ ฉะนั้น การมีเมตตาและกรุณาต่อใครนั้น อย่าให้เสียธรรมเด็ดขาด หรือสร้างความเดือดร้อนถึงเป็นเด็ดขาด บางครั้งก็นึกถึงเรื่อง “กรรมของสัตว์–กัมมัสสกตา” วางเฉยในเรื่องนั้นๆ ด้วย “อุเบกขา” เพราะสิ่งที่พวกโจร คนชั่ว มิตรเทียม คิดหรือกล่าวไว้นั้น ไม่เป็นจริงด้วยเหตุผล เป็นเรื่องของ “มักขะ” ของพวกนี้ ถ้าเรายังคิดคบกับคนพวกนี้ ย่อมเป้ฯการปฏิเสธต่อเส้นทางแห่งอริยมรรค ไม่เชื่อฟังพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า ชาตินี้หมดโอกาสเห็นคุณอันใหญ่ ปฏิบัติธรรมไปเหมือนคนแกล้งโง่ไม่สามารถเกิดปัญญาเห็นธรรมได้จริงๆ ก็จบข่าวเท่านั้นเอง.

 

 

 

 

Visitor Number:
4675614