๗. ความเป็นลักษณะสากลแห่งหลักพุทธธรรม

      The Universality of Buddhist Doctrines

ขอน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น
 In Honor of the Blessed One of the Fully Enlightened One

By Nithee Siripat – Siripat.com and Academiae Network. 2016

Your Reading Number:  1344  

 

ความสำคัญของบทความ

 

ตามนัยแห่งคำว่า “พระนิพพาน” [Nirvana] นั้น คือ “ลักษณะสากล” [Universality] แห่งการหลุดพ้นจากสังขตธรรมทั้งปวง อันโยงเกี่ยวถึง คำว่า “สามัญลักษณะแห่งไตรลักษณ์” ได้แก่ “อนิจจัง–ทุกขัง–อนัตตา” ฉะนั้น พระพุทธธรรมจึงเป็นข้อสรุปอันเป็นกำหนดแห่งธรรมดา ที่เรียกว่า “กฎธรรมชาติ” [Natural Law] และไม่ใช่ต้นฉบับแห่งการสวดมนต์เพื่อให้ใจสงบเท่านั้น ยังหมายถึง “ปัญญา” ที่สัมปยุตต์ด้วย (๑) “ปัญญาในสมาธิ” [ญาณทัสสนะ = สติสัมปชัญญะ] กับ (๒) “ปัญญาในวิปัสสนา” [จักขุ–ญาณ–ปัญญา–วิชชา–แสงสว่าง = ยถาภูตญาณ] ซึ่งปัญญาดังกล่าวนี้ ย่อมเป็นธรรมดาที่จะเกิดขึ้นกับผู้ปฏิบัติธรรมที่ถูกหลักเหมาะควรแก่ธรรม [ธัมมานุธัมมปฏิปทา] และย่อมไม่เกิดกับบุคคลผู้ฟุ้งซ่าน มีจิตหวั่นไหวไปกับกระแสโลกธรรมแห่งวัฏฏะ ผู้ไม่มีเวลาที่จะรู้เห็นเข้าใจในอรรถะที่ว่า “ลักษณะสากล” [Universality] ที่เกิดร่วมกับ “ปัจจัตตลักษณะ” [Uniqueness] หรือตามนัยแห่งธรรมคู่แห่งปัญญาที่ว่า (๑) ปัญญาหยังรู้ความเหมือนในความต่าง [Homogeneity] กับ (๒) ปัญญาหยั่งรู้ความต่างในความเหมือน [Heterogeneity] ในกระบวนการสร้างปัญญาในการเจริญภาวนากรรมฐานนั้น “อนุปัสสนา ๗” [สติปัฏฐาน ๔] เป็นการเจริญปัญญาภาวนาที่นำไปสู่ปัญญาที่เป็นกลาง [ตัตรมัชฌัตตตาเจตสิก–เอกัคคตาเจตสิก] ที่เรียกว่า “ปฏิสัมภิทา ๔–จตุปฏิสัมภิทาญาณ” หมายถึง ปัญญาแตกฉาน ปัญญาคมชัดเป็นเลิศ ซึ่งเป็นปัญญาแห่งพระอรหันต์ในพระธรรมวินัยนี้ ไม่ใช่ปัญญาขี้กลากที่ชาวโลกหลงใหลพัฒนากัน เพื่อเอามาเบียดเบียนกัน สิ่งนี้คือปัญญาบริสุทธิ์แห่งวิสุทธิทั้ง ๗ อันทำให้ผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบเข้าถึง “ความเป็นจตุสัจจพุทธะ–วิสุทธิเทพ” [พระอรหันตขีณาสพ] ผู้เป็นพระอริยสาวกหรือพระอริยสาวิกาของพระตถาคตอย่างแท้จริง ฉะนั้น คำว่า “อริยสัจจ์ ๔” จึงเป็นข้อสรุปแห่งความเป็นสากลใน “พระพุทธศาสนา–พุทธปรัชญา–พุทธศาสตร์” อันเป็นปัญญาสมบัติของมวลมนุษยชาติ ไม่ใช่ของผู้ใดผู้หนึ่งเพียงฝ่ายเดียว คำว่า “สากล” จึงหมายถึงครอบคลุมมนุษย์ทุกเผ่าพันธุ์เพื่อสันติบท.

 

    File Download of Reading References

 
Dictionary of Numerical Dhammas — พจนานุกรมพุทธศาสน์ หมวดธรรม
  Dictionary of Buddhist Terms — พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์

 

บทความที่ ๗ ประจำปี ๒๕๕๙ – ความเป็นลักษณะสากลแห่งหลักพุทธธรรม

 

ในกระบวนทัศน์ของมนุษย์ที่มีต่อความเปลี่ยนแปลงในธรรมชาตินั้น คือ ความรู้ความเข้าใจอย่างประจักษ์อย่างแท้จริง โดยพยายามหลีกเลี่ยงการเข้าไปปรุงแต่งสภาวธรรมนั้นๆ ด้วยเจตนาอันเป็นความรู้สึกนึกคิด ที่สั่งสมเป็นประสบการณ์มาจากอดีต และเป็นการคิดคาดคะเนเหตุการณ์ในอนาคต แต่อย่างไรก็ตาม มนุษย์ก็มีความสามารถในการสร้าง จินตนาการ [Imaginations] ความหวังแรงดลบันดาลใจ [Inspirations] หรือ อุดมการณ์อันเป็นปณิธาน [Ideology–บารมีแห่งอธิษฐานธรรม] โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผู้มีความปรารถนาในการหลุดพ้นจากวัฏฏะทั้ง ๓ [วงจรกิเล–วงจรกรรม–วงจรวิบาก] เพื่อความหลุดพ้นจากสังสารทุกข์แห่งภวจักร อันแสดงนัยถึง “ทุคติ” [ภูมิ ๑๑: อบายภูมิ ๔–กามสุคติภูมิ ๗] ไม่ว่าจะเป็น “อิฏฐารมณ์” คือ ส่วนที่น่าปรารถนา หรือ “อนิฏฐารมณ์” คือ ส่วนที่ไม่น่าปรารถนา ที่เรียกว่า “โลกธรรม ๘” หมายถึง ธรรมดาของโลก–เรื่องของโลก–ความเป็นไปตามคติธรรมดาซึ่งหมุนเวียนมาหาสัตวโลกและสัตวโลกก็หมุนเวียนตามมันไป ได้แก่ ลาภ–ได้ลาภ–Gain อลาภ–เสื่อมลาภ–Loss ยส–ได้ยศ–Dignity อยส–เสื่อมยศ–Obscurity นินทา–ติเตียน–Blame ปสังสา–สรรเสริญ–Praise สุข–ความสุข–Happiness และ ทุกข์–ความทุกข์–Pain ถ้าผู้ปฏิบัติธรรมสามารถละจากธรรมทั้งหลายแห่งวิสัยโลกนี้ไปได้ เพราะเจริญปัญญารู้ได้อย่างเท่าทัน เพื่อไม่ให้ “อวิชชา–โมหะ” [ความไม่รู้–ความหลงงมงาย] ครอบงำจิตใจได้ บุคคลผู้นั้นย่อมเข้าถึงซึ่ง “ความเป็นพุทธะ” [พระอรหันต์] ได้ แต่ในระหว่างที่ยังเป็นสาธุชนผู้ปฏิบัติธรรมนี้ ก็ควรเกิดปัญญารู้เห็นอันเยี่ยมก่อน ด้วยการศึกษาค้นคว้าวิจัยในหลักธรรมแห่งพุทธศาสตร์อย่างจริงจัง ก็อย่าปฏิบัติธรรมด้วยความไม่รู้อย่างตัวเปล่า โดยปราศจาก “สติสัมปชัญญะ” คือ ความระลึกได้–ความรอบรู้–ความรู้ทั่ว–ความเข้าใจ–ความรู้ซึ้ง ความรู้ตัว–ความรู้ตัวทั่วพร้อม–ความรู้ชัด–ความรู้ทั่วชัด–ความตระหนัก ที่สหรคตด้วยจิตตสมาธิ [มหรคต มหัคคตะ: ธรรมที่ถึงความยิ่งใหญ่ปราศจากนิวรณ์ = จิตประภัสสร คือ เป็นรูปาวจร หรืออรูปาวจร] ที่เรียกว่า “ปัญญา ๓: สุตมยปัญญา–จินตามยปัญญา–ภาวนามยปัญญา” ฉะนั้น ปัญญาสามัญบวกกับสมาธิพื้นฐานที่เป็นจิตสหรคตด้วยกิเลสทั้งหลาย [ปปัญจะ ๓: ตัณหา–ทิฏฐิ–มานะ = Diversification] นั่นคือ  กิเลสเครื่องเนิ่นช้า หรือกิเลสที่เป็นตัวการทำให้คิดปรุงแต่งยืดเยื้อพิสดาร ทำให้เขวห่างออกไปจากความเป็นจริงที่ง่ายๆ เปิดเผย ก่อให้เกิดปัญหาต่างๆ และขัดขวางไม่ให้เข้าถึงความจริง [สัมมาทิฏฐิ] หรือ ทำให้ไม่อาจแก้ปัญหาอย่างถูกทางตรงไปตรงมาด้วยปัญญาเห็นจริงในธรรม ๒ [ดวงตาเห็นธรรม–ธรรมจักษุ–อาณาจักรธรรม–ธรรมจักร] ได้แก่ (๑) มัชฌิมาปฏิปทา [อริยอัฏฐังคิกมรรค–อริยมรรคมีองค์ ๘] กับ (๒) อริยสัจจ์ ๔ [ความเป็นสากลแห่ง ทุกข์–สมุทัย–นิโรธ–มรรค] ในความย่อดังได้กล่าวมาข้างต้นนี้ ทำอย่างไร ผู้ปฏิบัติธรรมทั้งหลายจะพิจารณาเห็นสัจจธรรมแห่งอริยมรรคและนิพพานได้อย่างแท้จริง เพื่อจะได้ไม่เดินผิดเส้นทาง กลับกลายเป็น “ชนผู้หลงทิศ” ผู้ไม่ได้ศึกษาข้อประพฤติปฏิบัติอันเป็นสัมมาปฏิปทาอย่างแท้จริง ที่เรียกว่า “ธัมมานุธัมมปฏิปัตติ–ธัมมานุธัมมปฏิปทา” หมายถึง ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม ปฏิบัติธรรมถูกหลัก ให้ธรรมย่อยคล้อยแก่ธรรมใหญ่ สอดคล้องตามวัตถุประสงค์ของธรรมทั้งหลายที่สัมพันธ์กัน ดำเนินชีวิตถูกต้องตามธรรม

 

ฉะนั้น ในความเป็นชาวพุทธหรือพุทธศาสนิกชนนั้น ควรเข้าใจถึงหลักธรรมอื่นอีก ๒ ประการ ได้แก่ (๑) “วุฒิ ๔–วุฑฒิธรรม ๔” (๒) “อธิษฐาน ๔–อธิษฐานธรรม ๔” เพื่อบ่งบอกถึงความเจริญงอกงามในธรรมทั้งหลายที่พอสามารถเรียกว่า “ธัมมปีติ” คือ ผู้เอิบอิ่มในธรรม ดังนี้

 

“วุฒิ ๔–วุฑฒิธรรม ๔” หมายถึง ธรรมเป็นเครื่องเจริญ–คุณธรรมที่ก่อให้เกิดความเจริญงอกงาม ได้แก่  

(๑) “สัปปุริสสังเสวะ” คือ เสวนาสัตบุรุษ คบหาท่านผู้ทรงธรรมทรงปัญญาเป็นกัลยาณมิตร  

(๒) “สัทธัมมัสสวนะ” คือ สดับสัทธรรม ใส่ใจเล่าเรียนฟังอ่านหาความรู้ให้ได้ธรรมที่แท้

(๓) “โยนิโสมนสิการ” คือ ทำในใจโดยแยบคาย รู้จักคิดพิจารณาหาเหตุผลโดยถูกวิธี

(๔) “ธัมมานุธัมมปฏิปัตติ” คือ ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม ปฏิบัติธรรมถูกหลัก ให้ธรรมย่อยคล้อยแก่ธรรมใหญ่ สอดคล้องตามวัตถุประสงค์ของธรรมทั้งหลายที่สัมพันธ์กัน ดำเนินชีวิตถูกต้องตามธรรม

 

ธรรมหมวดนี้ ในบาลีที่มา เรียกว่า “ธรรมที่เป็นไปเพื่อปัญญาวุฒิ” [ปัญญาวุฒิธรรม] คือ เพื่อความเจริญงอกงามแห่งปัญญา อย่างไรก็ดี ในการเล่าเรียนธรรมในประเทศไทยที่สืบกันมา ได้รู้จักธรรมหมวดนี้ในชื่อสั้นๆ ว่า “วุฒิ ๔” และอธิบายความหมายโดยมุ่งให้คนทั่วไปเข้าใจและนำไปใช้ประโยชน์อย่างกว้างๆ จึงจะแสดงความหมายแบบง่ายๆ ไว้ด้วย ดังนี้

(๑) “สัปปุริสสังเสวะ” คือ คบหาสัตบุรุษ เสวนาท่านผู้รู้ผู้ทรงคุณความดี มีความประพฤติชอบด้วยกาย วาจา ใจ

(๒) “สัทธัมมัสสวนะ” คือ ฟังสัทธรรม ตั้งใจฟังคำสั่งสอนของท่าน เอาใจใส่เล่าเรียน

(๓) “โยนิโสมนสิการ” คือ ทำในใจโดยแยบคาย รู้จักคิดพิจารณาให้เห็นเหตุผลคุณโทษในสิ่งที่ได้เล่าเรียนสดับฟังนั้น จับสาระที่จะนำไปใช้ประโยชน์ได้

(๔) “ธัมมานุธัมมปฏิปัตติ” คือ ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม นำสิ่งที่ได้เล่าเรียนและตริตรองเห็นแล้วไปใช้ปฏิบัติให้ถูกต้องตามหลัก สอดคล้องกับความมุ่งหมายของหลักการนั้นๆ

 

“อธิษฐาน ๔–อธิษฐานธรรม ๔” [ธรรมที่ควรตั้งไว้ในใจ] หมายถึง ธรรมเป็นที่มั่น–ธรรมอันเป็นฐานที่มั่นคงของบุคคล–ธรรมที่ควรใช้เป็นที่ประดิษฐานตน เพื่อให้สามารถยึดเอาผลสำเร็จสูงสุดอันเป็นที่หมายได้ โดยไม่เกิดความสำคัญตนผิด [จิตหวั่นไหวไม่เป็นสมาธิ หรือจิตฟุ้งซ่าน] และไม่เกิดสิ่งมัวหมองหมักหมมทับถมตน ได้แก่

(๑) “ปัญญา” [Insight–ความรู้ชัด] คือ หยั่งรู้ในเหตุผล พิจารณาให้เข้าใจในสภาวะของสิ่งทั้งหลายจนเข้าถึงความจริง ข้อนี้ พึงปฏิบัติตามกระทู้ดังนี้ “ปญฺญํ นปฺปมชฺเชยฺย” คือ ไม่พึงประมาทปัญญา ไม่ละเลยการใช้ปัญญา

(๒) “สัจจะ” [Truthfulness–ความจริง] คือ ดำรงมั่นในความจริงที่รู้ชัดด้วยปัญญา เริ่มแต่จริงวาจาจนถึงปรมัตถสัจจะ ข้อนี้ พึงปฏิบัติตามกระทู้ดังนี้ “สจฺจํ อนุรกฺเขยฺย” คือ พึงอนุรักษ์สัจจะ

(๓) “จาคะ” [Renunciation–ความสละ] คือ สละสิ่งอันเคยชิน ข้อที่เคยยึดถือไว้ และสิ่งทั้งหลายอันผิดพลาดจากความจริงเสียได้ เริ่มแต่สละอามิสจนถึงสละกิเลส ข้อนี้ พึงปฏิบัติตามกระทู้ดังนี้ “จาคํ อนุพฺรูเหยฺย” คือ พึงเพิ่มพูนจาคะ

(๔) “อุปสมะ” [Tranquility–ความสงบ] คือ ระงับโทษข้อขัดข้องมัวหมองวุ่นวายอันเกิดจากกิเลสทั้งหลายแล้วทำจิตใจให้สงบได้ ข้อนี้ พึงปฏิบัติตามกระทู้ดังนี้ “สนฺตึ สิกฺเขยฺย” คือ พึงศึกษาสันติ

 

ในอันดับต่อไป เมื่อจิตดำรงมั่นด้วยสติ [สติ–สัมปชัญญะ: สติกับญาณ] และจิตตั้งมั่นด้วยสมาธิ [ปราศจากนิวรณ์: ญาณทัสสนะ] จิตนั้นย่อมวิวัฒน์ไปสู่ปัญญาหยั่งรู้ใน “วิปัสสนาภูมิ” ได้ ซึ่งหมายถึง การปฏิบัติอันเป็นพื้นฐานที่วิปัสสนาดำเนินไป คือ การมองดูรู้เข้าใจ [สัมมสนะ = พิจารณา ที่เรียกว่า “สัมมสนญาณ” คือ ปัญญาเห็นนามรูปโดยไตรลักษณ์] หรือรู้เท่าทันสังขารทั้งหลายตามที่มันเป็น “อนิจจัง–ทุกขัง–อนัตตา” [ลักษณะที่เป็นสากลแห่งธรรมทั้งปวง ไม่ว่าจะเป็น “สังขตะ–สังขตธรรม = อุปาทานขันธ์ ๕ เป็นทุกข์” หรือ “อสังขตะ–อสังขตธรรม = นิพพาน”] อันดำเนินไปโดยลำดับ จนเกิด “ตรุณวิปัสสนา” [วิปัสสนาที่มีกำลังอ่อน ได้แก่ สังขารปริจเฉทญาณ–กังขาวิตรณญาณ–สัมมสนญาณ–และ–มัคคามัคคญาณ (ข้อ ๑–๔ ในญาณ ๑๖ หรือ ญาณ ๔) หรือเรียกเต็มว่า นามรูปปริจเฉทญาณ–ปัจจยปริคคหญาณ–สัมมสนญาณ–อุทยัพพยานุปัสสนาญาณ] ซึ่งเป็นพื้นของการก้าวสู่วิปัสสนาที่สูงขึ้นไป อนึ่ง ในขั้นตอนนี้ ผู้ปฏิบัติธรรมกำลังเจริญโสฬสญาณ [ญาณ ๑๖:นามรูปปริจเฉทญาณ–ปัจจยปริคคหญาณ–สัมมสนญาณ–อุทยัพพยญาณ–ภังคญาณ–ภยญาณ–อาทีนวญาณ–นิพพิทาญาณ–มุญจิตุกัมยตาญาณ–ปฏิสังขาญาณ–สังขารุเปกขาญาณ–อนุโลมญาณ–โคตรภูญาณ–มรรคญาณ–ผลญาณ–ปัจจเวกขณญาณ] ซึ่งกำลังเกิดขึ้นควบคู่กับรูปฌาน [ฌาน ๔: ปฐมฌาน–ทุติยฌาน–ตติยฌาน–จตุตถฌานโดยหมายเอาเฉพาะ “จตุตถฌาน”ที่ประกอบด้วยองค์ฌาน ๒ ได้แก่ อุเบกขา กับ เอกัคคตา] แต่อย่างไรก็ตาม ถ้าผู้ปฏิบัติธรรมยังไม่เคยลงมือนั่งสมาธิหรือปฏิบัติธรรมให้ถึงขั้นนี้ ก็อย่าพึงท้อใจ ให้ฝึกอบรมให้เกิดปัญญาก่อน

  

ฉะนั้น ให้พิจารณา “พระพุทธวจนะ” เพื่อให้ประจักษ์ในวัตถุประสงค์อันแน่วแน่ในการปฏิบัติธรรม นั่นคือ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงประสงค์ว่า “สัทธรรม” ในบทว่า “สทฺธมฺมสฺส” นี้ กับ “สีมาโทษ ๑๑ อย่าง” (พระวินัยปิฎก ปริวาร เล่ม ๘ - หน้าที่ 576–577 FILE 10) ดังนี้

 

[A] “สีมาโทษ ๑๑ อย่าง”

ในคำว่า “สีมาโทษ ๑๑ อย่าง” จักมาใน “กัมมวรรค” โดยนัยมีคำว่า “สมมติสีมา” เล็กเกินนัก [ข้อ ๑ ใน “สีมาวิบัติ” คือ กรรมย่อมวิบัติโดยสีมา–ความเสียโดยสีมา–เสียเพราะเขตชุมนุม (ไม่ถูกต้องหรือไม่สมบูรณ์) –สีมาใช้ไม่ได้ ทำให้สังฆกรรมซึ่งทำ ณ ที่นั้นวิบัติคือเสียหรือใช้ไม่ได้ (เป็นโมฆะ) ไปด้วย ได้แก่ ๑. สมมติสีมาเล็กเกิน ๒. สมมติสีมาใหญ่เกิน ๓. สมมติสีมามีนิมิตขาด ๔. สมมติสีมาใช้เงาเป็นนิมิต ๕. สมมติสีมาไม่มีนิมิต ๖. ภิกษุอยู่ภายนอกสีมาสมมติสีมา ๗. สมมติสีมาในนที ๘. สมมติสีมาในสมุทร ๙. สมมติสีมาในชาตสระ ๑๐. คาบเกี่ยวสีมาด้วยสีมา ๑๑. ทับสีมาด้วยสีมา (พระวินัยปิฎก ปริวาร เล่ม ๘ - หน้าที่ 960 FILE 10)] เป็นอาทิ ขึ้นชื่อว่า “โทษ ๑๑ ประการ” ในบุคคลผู้ด่า ผู้กล่าวขู่ พึงทราบโดยพระบาลีว่า: “ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุนั้นใด ผู้ด่า ผู้กล่าวขู่เพื่อนพรหมจรรย์ทั้งหลาย มักด่าว่าพระอริยะ” ข้อที่ภิกษุนั้น ไม่พึงประสบ “ความฉิบหาย ๑๑” อย่างใดอย่างหนึ่ง นั่นมิใช่ฐานะ มิใช่โอกาส “ความฉิบหาย ๑๑ อย่าง” ได้แก่

(๑) ภิกษุนั้นไม่บรรลุคุณที่ไม่บรรลุ [ไม่ถือครองพระสัตถุสาสน์]

(๒) เสื่อมจากคุณที่ได้บรรลุแล้ว [สำคัญผิดในอธิคมธรรม–ธรรมุธัจจ์–ธัมมุทธัจจะ]

(๓) สัทธรรมของภิกษุนั้นไม่ผ่องใส [ไม่ปราศจากนิวรณ์–ปปัญจะ ๓: ตัณหา –ทิฏฐิ–มานะ]

(๔) ภิกษุนั้น ย่อมเป็นผู้มีความดูหมิ่นในพระสัทธรรม [อวิชชา–เรียนไม่รู้เรื่อง]

(๕) เบื่อหน่ายประพฤติพรหมจรรย์ [ปรารถนาภูมิแห่งหมา]

(๖) ต้องอาบัติที่เศร้าหมองอย่างใดอย่างหนึ่ง [สีลวิบัติ–ทิฏฐิวิบัติ]

(๗) ลาสิกขาเวียนมาเป็นคนเลว [ต้องอาบัติปาราชิก ผิดใจกับเจ้าอาวาส]

(๘) ถูกความเจ็บไข้ คือ โรคอย่างหนัก [ถูกครอบงำด้วยวิบากกรรมแห่งขันธมาร]

(๙) ถึงความคลั่งเป็นบ้า [จิตฟุ้งซ่านโดยวิปริต ไม่มีสติสัมปชัญญะโดยวิปลาส]

(๑๐) ย่อมหลงใหลทำกาลกิริยา [วอนหาที่ตายด้วยสำคัญว่าบรรลุคุณวิเศษแล้ว]

(๑๑) เบื้องหน้า [ปรโลก] แต่มรณะเพราะแตกแห่งกาย ย่อมเข้าถึง อบาย–ทุคติ–วินิบาต–นรก  

  

[B] “สัทธรรม ๑๑” หมายถึง จิตที่ตั้งมั่นเพื่อดำเนินให้ถึงความตรัสรู้ได้ ดังนี้

(๑) บทว่า “อาเสวิตาย” ได้แก่ เสพมาตั้งแต่แรก [ได้อุตตริมนุสสธรรม เช่น ฌาน–อภิญญา–มรรค –ผล]

(๒) บทว่า “ภาวิตาย” ได้แก่ ให้สำเร็จ หรือให้เจริญ [ภาวนา ๔–ภาวิต ๔: ภาวิตัตต์]

(๓) บทว่า “พหุลีกตาย” ได้แก่ กระทำบ่อยๆ [สติปัฏฐาน ๔–อนุปัสสนา ๗]

(๔) บทว่า “ยานีกตาย” ได้แก่ ทำให้คล้ายยานที่เทียมไว้ดีแล้ว [วิริยารัมภะ–ชาคริยานุโยค]

(๕) บทว่า “วตฺถุกตาย” ได้แก่ ทำให้เป็นคุณตั้งมั่น โดยประการที่จะตั้งมั่น [ศรัทธาและฉันทะ]

(๖) บทว่า “อนุฏฺฐิตาย” ได้แก่ ประพฤติเนืองๆ อธิบายว่า “อธิษฐานเป็นนิตย์” [อธิโมกข์–มนสิการ]

(๗) บทว่า “ปริจิตาย” ได้แก่ สะสมโดยรอบ [ฝึกอบรม] คือ สะสมในทิศทั้งปวง คือ สะสมทั่วถึง อธิบายว่า “ให้เจริญยิ่งๆ” [สมถะกับวิปัสสนา]

(๘) บทว่า “สุสมารทฺธาย” ได้แก่ ปรารภดีพร้อม [หมั่นประกอบให้ถึงพร้อม] อธิบายว่า “น้อมเข้าไปสู่ความเป็นผู้ชำนาญ” [อัตตสัมปทา–ทิฏฐิสัมปทา–อริยมรรคมีองค์ ๘]

(๙) สองบทว่า  “น ปาปกํ สุปินํ” มีความว่า ไม่ฝันเห็นเฉพาะที่ลามกเท่านั้น แต่ย่อมฝันเห็นที่ดี คือ ที่เป็นเหตุแห่งความเจริญ [นั่นคือ (๑) “อายโกศล” คือ ความฉลาดในความเจริญ รอบรู้ทางเจริญ และเหตุของความเจริญ (๒) “อปายโกศล” คือ ความฉลาดในความเสื่อม รอบรู้ทางเสื่อมและเหตุของความเสื่อม และ (๓) “อุปายโกศล” คือ ความฉลาดในอุบาย รอบรู้วิธีแก้ไขเหตุการณ์และวิธีที่จะทำให้สำเร็จ]

(๑๐) สองบทว่า “เทวตา รกฺขนติ” มีความว่า “อารักขเทวดา” ทั้งหลาย ย่อมจัดตั้งการรักษาที่ชอบธรรม หลายบทว่า “ตุวฏํ จิตฺตํ สมาธิยติ” ได้แก่ จิตย่อมตั้งมั่น [เป็นสมาธิ] เร็ว [นั่นคือ “อารักขกัมมัฏฐาน ๔” คือ กรรมฐานเป็นเครื่องรักษาตน ได้แก่ (๑) พุทธานุสติภาวนา ระลึกถึงคุณพระพุทธเจ้าที่มีในพระองค์ และทรงเกื้อกูลแก่ผู้อื่น (๒) เมตตาภาวนา แผ่ไมตรีจิต คิดจะให้สัตว์ทั้งปวงเป็นสุขทั่วหน้า (๓) อสุภภาวนา พิจารณาร่างกายตนและผู้อื่นให้เห็นเป็นไม่งาม และ (๔) มรณสติภาวนา นึกถึงความตายอันจะมีแก่ตน กัมมัฏฐาน ๔ อย่างนี้ควรเจริญเป็นนิตย์ หรือ มนสิการกรรมฐานอยู่เนื่องๆ จงเป็นผู้มากด้วยมนสิการอยู่]

(๑๑) สองบทว่า “อุตฺตรึ อปฺปฏิวิชฺฌนฺโต” มีความว่า เมื่อไม่กระทำให้แจ้งซึ่ง “พระอรหันต์” ซึ่งยิ่งกว่าเมตตาฌานขึ้นไป คงเป็น “เสขบุคคล” เสขะ” คือ ผู้ยังต้องศึกษา ได้แก่ พระอริยบุคคลที่ยังไม่บรรลุอรหัตตผล โดยพิสดารมี ๗ คือ ท่านผู้ตั้งอยู่ ในโสดาปัตติมรรค–ในโสดาปัตติผล–ในสกทาคามิมรรค–ในสกทาคามิผล–ในอนาคามิมรรค–ในอนาคามิผล–และ–ในอรหัตตมรรค พูดเอาแต่ระดับเป็น ๓ คือ พระโสดาบัน–พระสกทาคามี–พระอนาคามี] หรือ “ปุถุชน” [สาธุชน] ก็ตาม เมื่อทำ “กาลกิริยา” [ที่เรียกว่า “การกระทำกาละ” คือ การตาย–มรณะ] ย่อมเป็นผู้เข้าถึง “พรหมโลก = รูปาวจรภูมิ–อรูปาวจรภูมิ”

 

จบ เอกุตตรกวัณณนา มีพรรณนาหมวด ๑๑ เป็นที่สุด -------------------------

 

 

อนึ่ง เมื่อพิจารณาถึงอรรถะใน คำว่า “ลักษณะสากล–ความเป็นสากล” [Universality] นั้น ย่อมตรงกับ คำว่า “สามัญลักษณะแห่งไตรลักษณ์” [The Common Characteristics of the Three Characteristics of  Existence] ทั้ง ๓ ประการ [The Three Basic Facts of Existence III] หมายถึง ธรรมที่เป็นสังขตะคือสังขารทั้งปวงเป็นสามัญเสมอเหมือนกัน จึงเรียกว่า “สามัญลักษณะ” [ไม่สามัญแก่ธรรมที่เป็น “อสังขตะ–วิสังขาร” ซึ่งมีเฉพาะลักษณะที่สาม คือ “อนัตตตา” อย่างเดียวไม่มีลักษณะ ๒ อย่าง ได้แก่ อนิจจตา–ทุกขตา] หรือลักษณะเหล่านี้เป็นของแน่นอน เป็น “กฎธรรมชาติ” มีอยู่ตามธรรมดา จึงเรียกว่า “ธรรมนิยาม” ดังนี้

(๑) “อนิจจตา–อนิจจลักษณะ = Impermanence” คือ ลักษณะที่เป็นอนิจจะ ความเป็นของไม่เที่ยง ลักษณะที่ให้เห็นว่าเป็นของไม่เที่ยง ไม่คงที่ ได้แก่

(๑) เป็นไปโดยการเกิดขึ้นและสลายไป คือ เกิดดับๆ มีแล้วก็ไม่มี

(๒) เป็นของแปรปรวน คือ เปลี่ยนแปลงแปรสภาพไปเรื่อยๆ

(๓) เป็นของชั่วคราว อยู่ได้ชั่วขณะๆ

(๔) แย้งต่อความเที่ยง คือ โดยสภาวะของมันเองก็ปฏิเสธความเที่ยงอยู่ในตัว

(๒) “ทุกขตา–ทุกขลักษณะ = Misery–Suffering” คือ เครื่องกำหนดว่าเป็นทุกข์ ลักษณะที่จัดว่าเป็นทุกข์ ลักษณะที่แสดงให้เห็นว่าเป็นทุกข์ ความเป็นทุกข์หรือความเป็นของคงทนอยู่มิได้ ได้แก่

(๑) ถูกการเกิดขึ้นและการดับสลายบีบคั้นอยู่ตลอดเวลา

(๒) ทนได้ยากหรือคงอยู่ในสภาพเดิมไม่ได้

(๓) เป็นที่ตั้งแห่งความทุกข์

(๔) แย้งต่อสุขหรือเป็นสภาวะที่ปฏิเสธความสุข

(๓) “อนัตตตา–อนัตตลักษณะ = Not-Self, Non-Ego, Egolessness, Impersonality” คือ ลักษณะที่เป็นอนัตตา ความเป็นของมิใช่ตัวตน ลักษณะที่ให้เห็นว่าเป็นของมิใช่ตัวตนโดยอรรถต่างๆ ได้แก่

(๑) เป็นของสูญ คือ ว่างเปล่าจากความเป็นสัตว์ บุคคล ตัวตน เรา เขา หรือการสมมติเป็นต่างๆ [ในแง่สังขตธรรม คือสังขาร ก็เป็นเพียงการประชุมเข้าขององค์ประกอบที่เป็นส่วนย่อยๆ ทั้งหลาย]

(๒) เป็นสภาพหาเจ้าของมิได้ ไม่เป็นของใครจริง

(๓) ไม่อยู่ในอำนาจ ไม่เป็นไปตามความปรารถนา ไม่ขึ้นต่อการบังคับบัญชาของใครๆ

(๔) เป็นสภาวธรรมที่ดำรงอยู่หรือเป็นไปตามธรรมดาของมัน [ในแง่สังขตธรรม คือสังขาร ก็เป็นไปตามเหตุปัจจัยขึ้นต่อเหตุปัจจัย ไม่มีอยู่โดยลำพังตัวแต่เป็นไปโดยสัมพันธ์ อิงอาศัยกันอยู่กับสิ่งอื่นๆ]

(๕) โดยสภาวะของมันเองก็แย้งหรือค้านต่อความเป็นอัตตา มีแต่ภาวะที่ตรงข้ามกับความเป็นอัตตา

 

 

ฉะนั้น คำว่า “ไตรลักษณ์” [The Three Characteristics of  Existence] หมายถึง ลักษณะสาม อาการที่เป็นเครื่องกำหนดหมายให้รู้ถึงความจริงของสภาวธรรมทั้งหลาย [อารมณ์แห่งกรรมฐาน] ที่เป็นอย่างนั้นๆ ๓ ประการ ได้แก่ (๑) “อนิจจตา” [Impermanence] คือ ความเป็นของไม่เที่ยง (๒) “ทุกขตา” [Suffer5ing] คือ ความเป็นทุกข์หรือความเป็นของคงทนอยู่มิได้ (๓) “อนัตตตา” [Impersonality] คือ ความเป็นของมิใช่ตัวตน เพราะฉะนั้น เมื่อพิจารณาถึงเรื่ององค์ความรู้ที่ทางพระพุทธศาสนานั้น เป็นสาระเกี่ยวเนื่องกับ “จิตตนิยม” [Idealism] ซึ่งจะตรงกันข้ามกับแนวคิดทางวิทยาศาสตร์ที่เป็นแบบ “วัตถุนิยม” [Materialism] แต่ทั้งศาสนากับวิทยาศาสตร์ ก็ยึดแนวศึกษาค้นคว้าความจริงอันเป็นธรรมชาติ ที่เรียกว่า “ปรมัตถ์–วิทยาศาสตร์บริสุทธิ์” ส่วนแนวคิดทางปรัชญานั้น จะเป็นเขตพรหมแดนแห่งความรู้ระหว่างพระพุทธศาสนากับวิทยาศาสตร์ ให้พิจารณาเปรียบเทียบพระพุทธศาสนาในศาสตร์ ๓ สาขา ได้แก่ ศาสนา–ปรัชญา–วิทยาศาสตร์ ดังนี้

 

 

พุทธะ–Buddha

ศาสตร์สาขา–Field

องค์ความรู้–Knowledge

เนื้อหาสาระ–Content

(๑) พุทธศาสนา

ศาสนา–Religion

พระวินัยปิฎก

 ศีล–อธิศีลสิกขา

 

 

พระสุตตันตปิฎก

สมาธิ–อธิจิตตสิกขา

 

 

พระอภิธรรมปิฎก

ปัญญา–อธิปัญญาสิกขา

(๒) พุทธปรัชญา

ปรัชญา–Philosophy  

พระวินัยปิฎก

คุณวิทยา [ศีลธรรม -สุนทรียะ]

 

 

พระสุตตันตปิฎก

ญาณวิทยา

 

 

พระอภิธรรมปิฎก

ภววิทยา [อภิปรัชญา]

(๓) พุทธศาสตร์

วิทยาศาสตร์–Science

พระวินัยปิฎก

จรรยาบรรณ

 

 

พระสุตตันตปิฎก

การศึกษาวิจัย

 

 

พระอภิธรรมปิฎก

ทฤษฎีศาสตร์สมัยใหม่

 

ภาพประกอบ ๑: การเปรียบเทียบระหว่าง ศาสนา–ปรัชญา–วิทยาศาสตร์ ในด้านเนื้อหาสาระ

 

 

พุทธะ–Buddha

ศาสตร์สาขา–Field

องค์ความรู้–Knowledge

สัจจธรรม–Truth

(๑) พุทธศาสนา

ศาสนา–Religion

กฎธรรมชาติ–ทฤษฎี

ปรมัตถ์–ปรมัตถสัจจะ = จิตวิญญาณ

(๒) พุทธปรัชญา

ปรัชญา–Philosophy  

กฎธรรมชาติ–ทฤษฎี

ปรมัตถ์ [อภิปรัชญา–ภววิทยา]

(๓) พุทธศาสตร์

วิทยาศาสตร์–Science

กฎธรรมชาติ–ทฤษฎี

ปรมัตถ์ [วิทยาศาสตร์บริสุทธิ์] = วัตถุ

สากลลักษณะ–Universality กับ สามัญลักษณะ–The Common Characteristics

 

ภาพประกอบ ๒: การเปรียบเทียบระหว่าง ศาสนา–ปรัชญา–วิทยาศาสตร์ ในด้านสัจจธรรม

 

ในอีกนัยหนึ่ง หลักธรรมอันเป็นองค์ความรู้ทางพระพุทธศาสนานั้น เป็นการอธิบายถึงสภาวธรรมที่เป็นเชิงจิตวิญญาณหรือนามขันธ์ ที่แสดงนัยถึง “ขันธ์ ๕–เบญจขันธ์” [นามรูป] ที่เรียกอย่างหนึ่งว่า “สังขตธรรม” หมายถึง สภาพที่ปรุงแต่งด้วยเหตุปัจจัยอันสหรคตด้วยความปรารถนาหรือเจตจำนง ที่เรียกว่า “สัญเจตนา ๖” [เจตนา ๖–สัญญา ๖–อภิสังขาร ๓–สังขาร ๓ = อุปาทินนธรรม: ธรรมที่ถูกยึดครองด้วยตัณหาและทิฏฐิ] ในธรรมเหล่านี้ มีความเป็นลักษณะร่วมที่อธิบายถึงจิตมนุษย์ทุกคน คือ ความเป็นไปตามกำหนดแห่งธรรมดา ที่เรียกว่า “กฎธรรมชาติ” อันเป็น “ลักษณะสากล–Universality” โดยที่ผู้ปฏิบัติธรรมต้องเกิดความเข้าใจอย่างถูกต้องด้วยปัญญาเห็นนามรูปโดยไตรลักษณ์ [สัมมสนญาณ ข้อ ๓ ในญาณ ๑๖] นั่นคือ การพิจารณากรรมฐานด้วย “อนุปัสสนา ๗” [สติปัฏฐาน ๔ ด้วย อนุปัสสนา ๓: อนิจจานุปัสสนา–ทุกขานุปัสสนา–อนัตตานุปัสสนา] ได้แก่ อนิจจานุปัสสนา ๑ ทุกขานุปัสสนา ๑ อนัตตานุปัสสนา ๑ นิพพิทานุปัสสนา ๑ วิราคานุปัสสนา ๑ นิโรธานุปัสสนา ๑ ปฏินิสสัคคานุปัสสนา ๑ ตามลำดับ ตามนัยแห่งอนุปัสสนาทั้ง ๓ นั้น หมายถึง “ธรรมนิยาม ๓” อันเป็นกฎธรรมชาติของสังขตธรรมทั้งหลายที่เกิดขึ้นในความนึกคิดของมนุษย์ทุกคน ได้แก่

(๑) “สพฺเพสงฺขารา อนิจฺจา” สังขารทั้งปวง ไม่เที่ยง

(๒) “สพฺเพ สงฺขารา ทุกฺขา” สังขารทั้งปวง คงทนอยู่มิได้

(๓) “สพฺเพ ธมฺมา อนตฺตา” ธรรมทั้งปวง ไม่เป็นตัวตน

  

แต่หลักธรรมที่ยิ่งใหญ่อันประเสริฐกว่านี้ขึ้นไปอีกขั้นหนึ่ง เรียกว่า “อริยสัจจ์ ๔” [กิจในอริยสัจจ์ ๔] ที่เป็นกระบวนการคิดอันคล้อยตาม “ลักษณะสากล–กฎธรรมชาติ” และยังเป็นปฏิปทาอันยิ่งที่ทำให้บุคคลผู้ปฏิบัติตามสามารถบรรลุถึง “อริยบุคคล ๔” [โสดาบัน–สกทาคามี–อนาคามี–อรหันต์] ได้ ด้วยปัญญาที่เข้าถึง “อริยสัจจธรรม” ทั้ง ๔ ประการ ดังกล่าวนี้ (๑) ทุกข์–ทุกขอริยสัจจ์ [The Universality of Suffering] คือ สภาพแห่งทุกข์ ซึ่งดำเนินด้วยกิจแห่งปริญญา (๒) สมุทัย–ทุกขสมุทัยอริยสัจจ์ [The Universality of the Original Causes of Suffering] คือ สาเหตุแห่งทุกข์ ซึ่งดำเนินด้วยกิจแห่งปหานะ (๓) นิโรธ–ทุกขนิโรธอริยสัจจ์ [The Universality of the Cessation of Suffering] คือ สภาพที่ปราศจากทุกข์ทั้งปวง ซึ่งดำเนินด้วยกิจแห่งสัจฉิกิริยา และ (๔) มรรค–ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจจ์ [The Universality of the Path Leading to the Cessation of Suffering] คือ แนวทางปฏิบัติเพื่อให้หลุดพ้นจากทุกข์ ซึ่งดำเนินด้วยกิจแห่งภาวนา ตามลำดับ แต่อย่างไรก็ตาม ก็ต้องพิจารณาธรรมทั้งหลายที่มาสัมปยุตต์กันเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน คือ มีความเป็นลักษณะสากล คือ “สหชาตธรรม” เช่นกัน ได้แก่ (๑) โพธิปักขิยธรรม ๓๗ (๒) สมณธรรม–สมธรรม หรือ ธรรม ๓๗ ประการ ได้แก่ ฌานในธรรมอุปากระแก่สมาธิ ๗ กับ กุศลธรรมทั้งปวง ๓๖:  สมาบัติ ๘–มหาวิปัสสนา ๑๘–อริยมรรค ๔ (๓) วิสุทธิ ๗ (๓) ญาณ ๑๖: วิปัสสนาญาณ ๙–โคตรภูญาณ –มรรค ๔–ผล ๔–ปัจจเวกขณญาณ [ญาณทัสสนะอันมีปริวัฏฏ์ ๓–มีอาการ ๑๒–มีญาณทัสสนะ ๑๙ ประการ] (๔) อริยสัจจ์ ๔ (๕) อาสวักขยญาณ  [มีอาการ ๖๔] (๖) นิพพาน ๒: สอุปาทิเสสนิพพาน–อนุปาทิเสสนิพพาน [ชีวิตสมสีสี] ดังนั้น ผู้ปฏิบัติธรรมทุกคนจะต้องเข้าถึงลักษณะอาการการตรัสรู้ในลักษณะเดียวกัน โดยไม่มีข้อยกเว้นแต่ประการใดทั้งสิ้น อันถือเป็น “ลักษณะสากล” [Universality] อยู่เหนือข้อจำกัดแห่งกาลเวลา อันเป็นคุณแห่งพระธรรมในพระพุทธศาสนา เพราะฉะนั้น ในการตรัสรู้สัมโพธิญาณนั้น จึงไม่ใช่การกระทำที่เกิดขึ้นด้วยธรรมเพียงหลักใดหลักหนึ่งเพียงหลักเดียว เพราะผิดในเงื่อนไขของ “หลักปฏิจจสมุปบาท” [อิทัปปัจจยตา–ปัจจยาการ–ตถตา] ตายนัยแห่ง “ธรรมจักษุ–ดวงตาเห็นธรรม–ธรรมจักร” ที่พิจารณาสภาวธรรมทั้งหลายตามเป็นจริงด้วยปัญญาว่า: “สิ่งใดสิ่งหนึ่งเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งหลายย่อมดับไปเป็นธรรมดา” ปัญญาที่เกิดขึ้นในขั้นนี้ประกอบด้วย (๑) สามัญลักษณะแห่งไตรลักษณ์ [อนิจจัง–ทุกขัง–อนัตตา]  (๒) ธรรมนิยาม ๓ [สังขารทั้งหลายไม่เที่ยง ๑ สังขารทั้งเป็นทุกข์ ๑ ธรรมทั้งหลายเป็นอนัตตา ๑] (๓) สังขตลักษณะ ๓ [ความเกิดขึ้น ปรากฏ ๑ ความดับสลาย ปรากฏ ๑ เมื่อตั้งอยู่ ความแปรปรากฏ ๑] และ (๔) อสังขตลักษณะ ๓ [ไม่ปรากฏความเกิด ๑ ไม่ปรากฏความสลาย ๑ เมื่อตั้งอยู่ ไม่ปรากฏความแปร ๑] ด้วยเหตุนี้ การค้นหาความจริงในปรากฏการณ์ทางธรรมชาติทุกอย่างในพระพุทธศาสนานั้น ต้องอธิบายตามสภาวธรรมที่เป็นจริงในขณะนั้น ด้วยหลักการที่มีขั้นตอนชัดเจนถือปฏิบัติได้ด้วยทฤษฎี ซึ่งเป็นขั้นตอนแสวงหาความจริงอันเป็นพื้นฐานสำคัญ ที่เรียกว่า “วิธีทางวิทยาศาสตร์–ระเบียบวิธีวิจัย” [Scientific Methods –Research Methodology] ที่ประกอบด้วยขั้นตอนการใช้เหตุผลที่ประกอบด้วยปัญญาตามหลักปรัชญาและตรรกวิทยา [การอนุมาน–การอุปมาน] มารวมผสมผสานด้วยการรู้การเห็นกับปรีชาหยั่งรู้ด้วย “สมถพละกับวิปัสสนาพละ” [ญาณทัสสนะ–ยถาภูตญาณทัสสนะ (สมาธิ–สติสัมปชัญญะ–วิชชา ๓)–ญาณในวิปัสสนา (ยถาภูตญาณ–ทิพพจักขุญาณ) = จักขุ–ญาณ–ปัญญา–วิชชา–แสงสว่าง] โดยมีหลักประพฤติปฏิบัติง่ายๆ สามัญทั่วไป ไม่ได้ลึกลับอะไรมากมาย มี ๘ ขั้นตอน ที่ต้องทำอยู่เนื่องๆ ทำให้มาก ดังนี้

(๑) รู้อยู่ที่ใจ

(๒) ดูอยู่ที่ใจ

(๓) เห็นอยู่ที่ใจ 

(๔) เพ่งอยู่ที่ใจ

(๕) กำหนดอยู่ที่ใจ 

(๖) ให้เห็นความแจ้ง

(๗) ความสว่าง

(๘) ความสงบ ขึ้นในใจ

(หลวงปู่ทา จารุธัมโม. วัดถ้าซับมืด อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา. ๒๔๕๒–๒๕๕๐)

  

เมื่อกล่าวถึงหลักธรรมอันประเสริฐหรือมีความเป็นอริยะนั้น ให้พิจารณาถึง “ความเป็นสากล–กำหนดแห่งธรรมดา–กฎธรรมชาติ” ที่หมายถึง (๑) อริยธรรม ๔: อริยศีล–อริยสมาธิ–อริยปัญญา–อริยวิมุตติ (๒) อริยมรรค ๔: โสดาปัตติมรรค–สกทาคามิมรรค–อนาคามิมรรค–อรหัตตมรรค กับ อริยมรรคมีองค์ ๘ (๓) อริยสัจจ์ ๔: ทุกขอริยสัจจ์–ทุกขสมุทัยอริยสัจจ์–ทุกขนิโรธอริยสัจจ์–ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจจ์ (๔) สมณธรรม–สมธรรม [ธรรม ๓๗ ประการ: ได้แก่ ฌานในธรรมอุปากระแก่สมาธิ ๗ กับ กุศลธรรมทั้งปวง ๓๖: สมาบัติ ๘–มหาวิปัสสนา ๑๘–อริยมรรค ๔] (๕) อภิญญาเทสิตธรรม [โพธิปักขิยธรรม ๓๗: สติปัฏฐาน ๔ (สติสัมปชัญญะ) –สัมมัปปธาน ๔–อิทธิบาท ๔–อินทรีย์ ๕–พละ ๕–โพชฌงค์ ๗–มรรคมีองค์ ๘] นอกจากนี้ ยังรวมถึงความเป็นสากลของคำว่า “ธรรมทั้งปวง” ได้แก่ ขันธ์ ๕–อายตนะ ๑๒–ธาตุ ๑๘–กุศลธรรม–อกุศลธรรม–อัพยากตธรรม–กามาวจรธรรม–รูปาวจรธรรม–อรูปาวจรธรรม–โลกุตตรธรรม แต่ที่น่าพิจารณาเป็นกรณีพิเศษ คือ กลุ่มธรรมทั้งหลายที่แสดงถึงการเกิดดับแห่งนามรูป [ขันธ์ ๕–เบญจขันธ์–อุปาทานขันธ์ ๕ เป็นทุกข์–สังขตะ–สังขตธรรม–สังสารทุกข์แห่งภวจักร–วัฏฏะ ๓–ทุคติ (อบายภูมิ ๔–กามาวจรสุคติ ๗)] ที่เรียกอย่างเป็นกลางๆ ว่า “ปิยรูป–สาตรูป ๑๐” และ “เอกุตตรธรรม” หรือ “อภิญเญยธรรม” ฉะนั้น ความเข้าใจอย่างแจ่มชัดในธรรมทั้งหลายเหล่านี้ ทำให้เห็นภาพรวมหรือองค์รวมของการเกิดคำ ๒ คำ ดังนี้

(๑) คำว่า “ธรรมสามัคคี–สหชาตธรรม” หมายถึง ความพร้อมเพรียงขององค์ธรรม องค์ธรรมทั้งหลายที่เกี่ยวข้องทุกอย่างทำกิจหน้าที่ของแต่ละอย่างๆ พร้อมเพรียงและประสานสอดคล้องกัน ให้สำเร็จผลที่เป็นจุดหมาย เช่น ในการบรรลุมรรคผล เป็นต้น หรือธรรมที่เกิดพร้อมกันอยู่ในลักษณะอาการแห่ง “ญาณสัมปยุตต์” [สัมปยุตตธรรม]

(๒) คำว่า “ธัมมานุธัมมปฏิปัตติ–ธัมมานุธัมมปฏิปทา” หมายถึง ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม ปฏิบัติธรรมถูกหลัก ให้ธรรมย่อยคล้อยแก่ธรรมใหญ่ สอดคล้องตามวัตถุประสงค์ของธรรมทั้งหลายที่สัมพันธ์กัน หรือดำเนินชีวิตถูกต้องตามธรรม

(๓) คำว่า “ธรรมจักษุ–ดวงตาเห็นธรรม” หมายถึง ปัญญาเห็นธรรมตามเป็นจริงแห่งอาณาจักรธรรม ที่เรียกว่า “ธรรมจักร” ความรู้เห็นตามเป็นจริงด้วยปัญญาว่า “สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งหมดมีความดับเป็นธรรมดา”

 

ฉะนั้น ให้พิจารณาธรรมเครื่องประกอบทั้งหลายแห่งนามรูป ดังนี้

  

“ปิยรูป–สาตรูป ๑๐” หมายถึง สิ่งที่มีสภาวะน่ารักน่าชื่นใจ เป็นที่เกิดและเป็นที่ดับของตัณหา หรือมุ่งเอาส่วนที่เป็นอิฏฐารมณ์ซึ่งเป็นบ่อเกิดแห่งตัณหา ซึ่งทำให้เกิด “อุปาทานขันธ์ ๕ เป็นทุกข์” [รูป–เวทนา–สัญญา–สังขาร–วิญญาณ] เพราะความไม่รู้แจ้งแห่ง “อวิชชา” ที่เรียกว่า “วัฏฏะ ๓” [ปฏิจจสมุปปันนธรรม] หมายถึง วงจร ๓ ส่วนประกอบแห่งองค์ ๑๒ อย่าง ในปฏิจจสมุปบาท ซึ่งหมุนเวียนสืบทอดต่อๆ กันไป ทำให้มีการเวียนว่ายตายเกิด หรือวงจรแห่งทุกข์ นั่นคือ (๑) “กิเลสวัฏฏ์: อวิชชา–ตัณหา–อุปาทาน” (๒) “กรรมวัฏฏ์: สังขาร–ภพ” และ (๓) “วิปากวัฏฏ์: วิญญาณ–นามรูป–สฬายตนะ–ผัสสะ–เวทนา–ชาติ–ชรามรณะ” และพร้อมด้วยอกุศลวิบากผลที่ตามมา นั่นคือ “โสกะ–ปริเทวะ–ทุกข์–โทมนัส–อุปายาส” ดังนี้

(๑) “อายตนะภายใน ๖” ได้แก่ จักขุ–โสตะ–ฆานะ–ชิวหา–กาย–ใจ

(๒) “อายตนะภายนอก ๖” ได้แก่ รูป–เสียง–กลิ่น–รส–โผฏฐัพพะ–ธรรมารมณ์

(๓) “วิญญาณ ๖” ได้แก่ จักขุวิญญาณ–โสตวิญญาณ–ฆานวิญญาณ–ชิวหาวิญญาณ–กายวิญญาณ–มโนวิญญาณ

(๔) “สัมผัส ๖” ได้แก่ จักขุสัมผัส–โสตสัมผัส–ฆานสัมผัส–ชิวหาสัมผัส–กายสัมผัส–มโนสัมผัส

(๕) “เวทนา ๖” ได้แก่ จักขุสัมผัสสชาเวทนา–โสตสัมผัสสชาเวทนา–ฆานสัมผัสสชาเวทนา–ชิวหาสัมผัสสชาเวทนา–กายสัมผัสสชาเวทนา–มโนสัมผัสสชาเวทนา

(๖) “สัญญา ๖” ได้แก่ รูปสัญญา–สัททสัญญา–คันธสัญญา–รสสัญญา–โผฏฐัพพสัญญา–ธรรมสัญญา

(๗) “สัญเจตนา ๖” ได้แก่ รูปสัญเจตนา–สัททสัญเจตนา–คันธสัญเจตนา–รสสัญเจตนา–โผฏฐัพพสัญเจตนา–ธรรมสัญเจตนา

(๘) “ตัณหา ๖” ได้แก่ รูปตัณหา–สัททตัณหา–คันธตัณหา–รสตัณหา–โผฏฐัพพตัณหา–ธรรมตัณหา

(๙) “วิตก ๖” ได้แก่ รูปวิตก–สัททวิตก–คันธวิตก–รสวิตก–โผฏฐัพพวิตก–ธัมมวิตก  

(๑๐) “วิจาร ๖” ได้แก่ รูปวิจาร–สัททวิจาร–คันธวิจาร–รสวิจาร–โผฏฐัพพวิจาร–ธัมมวิจาร  

 

นอกจากนี้ ยังต้องทำความเข้าใจถึง (๑) “เอกุตตรธรรม” หมวดธรรมที่ควรทำให้แจ้งทั้งหมด ๑๐ ข้อ และ (๒) “อภิญเญยธรรม” หมวดธรรมที่ควรรู้ยิ่งทั้งหมด ๒๒ ข้อ ดังนี้

 

 

สัจฉิกาตัพพนิทเทส

(พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ - หน้าที่ 391–395 FILE 68)

 

[๗๗] ปัญญาเครื่องทรงจำธรรมที่ได้สดับมาแล้ว คือ เครื่องรู้ชัดซึ่งธรรมที่ได้สดับมาแล้วนั้นว่า ธรรมเหล่านี้ควรทำให้แจ้ง ซึ่ง “สัจฉิกรณะ–สัจฉิกิริยา” หมายถึง การทำให้แจ้งซึ่งนิพพาน นั่นคือ บรรลุนิพพาน ชื่อว่า “สุตมยญาณ” อย่างไร ในอันดับต่อไปนี้ พระสารีบุตรกล่าววิสัชนา “เอกุตตรธรรม” มี ๑๐ ข้อ ด้วยการทำให้แจ้งถึงการได้เฉพาะ ดังนี้

 

“ธรรม ๑” ควรทำให้แจ้ง คือ เจโตวิมุตติ ๑ อันไม่กำเริบ คือ ความพ้นแห่งใจ ได้แก่ อรหัตผลวิมุตติ นอกจากนี้ ยังหมายถึง เมตตาเจโตวิมุตติ กรุณาเจโตวิมุตติ มุทิตาเจโตวิมุตติ อุเบกขาเจโตวิมุตติ

“ธรรม ๒” ควรทำให้แจ้ง คือ วิชชา ๑ คือ วิชชา ๓ ได้แก่ บุพเพนิวาสานุสติญาณ จุตูปปาตญาณ อาสวักขยญาณ วิมุตติ ๑ คือ พ้นจากปัจนิกธรรมทั้งหลาย [นิวรณ์ ๕ วิตก ๖ วิจาร ๖ เป็นต้น] และน้อมไปในอารมณ์ ได้แก่ วิมุตติ ๒ คือ การน้อมจิตไป –จิตฺตสฺส จ อธิมุตฺติ ๑ และ นิพพาน ๑

“ธรรม ๓” ควรทำให้แจ้ง คือ วิชชา ๓ คือ ความรู้แจ้ง ความรู้วิเศษ ได้แก่ บุพเพนิวาสานุสติญาณ ๑ จุตูปปาตญาณ ๑ อาสวักขยญาณ ๑

“ธรรม ๔” ควรทำให้แจ้ง คือ สามัญญผล ๔ คือ ความเป็นสมณะ ได้แก่ โสดาปัตติผล ๑ สกทาคามิผล ๑ อนาคามิผล ๑ อรหัตผล ๑

“ธรรม ๕” ควรทำให้แจ้ง คือ ธรรมขันธ์ ๕ ได้แก่ สีลขันธ์ ๑ สมาธิขันธ์ ๑ ปัญญาขันธ์ ๑ วิมุตติขันธ์ ๑ วิมุตติญาณทัสนขันธ์ ๑

“ธรรม ๖” ควรทำให้แจ้ง คือ อภิญญา ๖ คือ ญาณอันยิ่ง ได้แก่ อิทธิวิธญาณ ๑ ทิพโสดธาตุญาณ ๑ บุพเพนิวาสานุสติญาณ ๑ เจโตปริยญาณ ๑ ทิพจักขุญาณ ๑ อาสวักขยญาณ ๑

“ธรรม ๗” ควรทำให้แจ้ง คือ กำลังของพระขีณาสพ ๗ ได้แก่ ปัญญาเห็นสังขารไม่เที่ยง ๑ ปัญญาเห็นกามเป็นหลุมถ่านเพลิง ๑ เนกขัมมะ วิเวก ๓ สติปัฏฐาน ๔ อินทรีย์ ๕ โพชฌงค์ ๗ อริยมรรคมีองค์ ๘

“ธรรม ๘” ควรทำให้แจ้ง คือ วิโมกข์ ๘ ได้แก่ ภิกษุมีรูปย่อมเห็นรูป นี้เป็นวิโมกข์ข้อที่ ๑ ภิกษุมีความสำคัญในอรูปภายใน ย่อมเห็นรูปภายนอก นี้เป็นวิโมกข์ข้อที่ ๒  ภิกษุน้อมใจไปว่า นี้งาม เป็นวิโมกข์ข้อที่ ๓ ภิกษุเข้าถึง อากาสานัญจายตนะ ว่า อนนฺโต อากาโส – อากาศไม่มีที่สุดอยู่ เพราะล่วงรูปสัญญาโดยประการทั้งปวงดับปฏิฆสัญญา ไม่ใส่ใจถึงนานัตตสัญญา นี้เป็นวิโมกข์ข้อที่ ๔ ภิกษุเข้าถึง วิญญาณัญจายตนะว่า อนนฺตํ วิญฺญาณํ –วิญญาณไม่มีที่สุดอยู่ เพราะล่วง อากาสานัญจายตะ โดยประการทั้งปวง นี้เป็นวิโมกข์ข้อที่ ๕ ภิกษุเข้าถึง อากิญจัญญายตนะ ว่า นตฺถิ กิญฺจิ –อะไรๆ ไม่มีอยู่ เพราะล่วง วิญญาณัญจายตนะ โดยประการทั้งปวง เป็นวิโมกข์ข้อที่ ๖ ภิกษุเข้าถึง เนวสัญญานาสัญญายตนะ อยู่ เพราะล่วง อากิญจัญญายตนะ โดยประการทั้งปวง นี้เป็นวิโมกข์ข้อที่ ๗ ภิกษุเข้าถึง สัญญาเวทยิตนิโรธ อยู่ เพราะล่วง เนวสัญญานาสัญญายตนะ โดยประการทั้งปวง นี้เป็นวิโมกข์ข้อที่ ๘

“ธรรม ๙” ควรทำให้แจ้ง คือ อนุปุพพนิโรธ ๙ หรือ นิโรธ ๙ ได้แก่ กามสัญญาของผู้เข้าปฐมฌาน ย่อมดับไป ๑ วิตกวิจารของผู้เข้าถึงทุติยฌาน ย่อมดับไป ๑ ปีติของผู้เข้าถึงตติยฌาน ย่อมดับไป ๑ ลมอัสสาสะปัสสาสะของผู้เข้าถึงจตุตถฌาน ย่อมดับไป ๑ รูปสัญญาของผู้เข้าถึงอากาสานัญจายตนะ ย่อมดับไป ๑ อากาสานัญจายตนสัญญาของผู้เข้าถึงวิญญาณัญจายตนะ ย่อมดับไป ๑ วิญญาณัญจายตนสัญญาของผู้เข้าถึงอากิญจัญญายตนะ ย่อมดับไป ๑ อากิญจัญญายตนสัญญาของผู้เข้าถึงเนวสัญญานาสัญญายตนะ ย่อมดับไป ๑ สัญญาและเวทนาของผู้เข้าถึงสัญญาเวทยิตนิโรธ ย่อมดับไป ๑

“ธรรม ๑๐” ควรทำให้แจ้ง คือ อเสกขธรรม ๑๐ ได้แก่ สัมมาทิฏฐิ ๑ สัมมาสังกัปปะ ๑ สัมมาวาจา ๑ สัมมากัมมันตะ ๑ สัมมาอาชีวะ ๑ สัมมาวายามะ ๑ สัมมาสติ ๑ สัมมาสมาธิ ๑ สัมมาญาณะ ๑ สัมมาวิมุตติ ๑

 

[๗๘] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สิ่งทั้งปวงควรทำให้แจ้ง ดูก่อนภิกษุทั้งหลายก็สิ่งทั้งปวงควรทำให้แจ้ง คือ อะไร

(๑) จักษุ รูป จักษุวิญญาณ จักษุสัมผัส สุขเวทนา ทุกขเวทนา หรือแม้อทุกขมสุขเวทนา ที่เกิดขึ้นเพราะ จักษุสัมผัส เป็นปัจจัย ควรทำให้แจ้งทุกอย่าง

(๒) หู เสียง โสตวิญญาณ โสตสัมผัส สุขเวทนา ทุกขเวทนา หรือแม้อทุกขมสุขเวทนา ที่เกิดขึ้นเพราะ โสตสัมผัส เป็นปัจจัย ควรทำให้แจ้งทุกอย่าง

(๓) จมูก กลิ่น ฆานวิญญาณ ฆานสัมผัส สุขเวทนา ทุกขเวทนา หรือแม้อทุกขมสุขเวทนา ที่เกิดขึ้นเพราะ ฆานสัมผัส เป็นปัจจัย ควรทำให้แจ้งทุกอย่าง

(๔) ลิ้น รส ชิวหาวิญญาณ ชิวหาสัมผัส สุขเวทนา ทุกขเวทนา หรือแม้อทุกขมสุขเวทนา ที่เกิดขึ้นเพราะ ชิวหาสัมผัส เป็นปัจจัย ควรทำให้แจ้งทุกอย่าง

(๕) กาย โผฏฐัพพะ กายวิญญาณ กายสัมผัส สุขเวทนา ทุกขเวทนา หรือแม้อทุกขมสุขเวทนา ที่เกิดขึ้นเพราะ กายสัมผัส เป็นปัจจัย ควรทำให้แจ้งทุกอย่าง

(๖) ใจ ธรรมารมณ์ มโนวิญญาณ มโนสัมผัส สุขเวทนา ทุกขเวทนา หรือแม้อทุกขมสุขเวทนาที่เกิดขึ้นเพราะ มโนสัมผัส เป็นปัจจัย ควรทำให้แจ้งทุกอย่าง

  

พระโยคาวจรเมื่อพิจารณาเห็น รูป ย่อมทำให้แจ้งโดยทำให้เป็นอารมณ์ (ตั้งแต่ข้อนี้เป็นต้นไป คือ ความหมายเกี่ยวกับ “ทุกข์” แต่การถือมั่นยึดมั่นในธรรมก็ย่อมเป็นทุกข์เช่นกัน เพราะธรรมทั้งหลายไม่มีตัวตน) โดยมีลำดับต่อไปนี้  

 

“ขันธ์ ๕”

เมื่อพิจารณาเห็น รูป ย่อมทำให้แจ้งโดยทำให้เป็นอารมณ์

เมื่อพิจารณาเห็น เวทนา ย่อมทำให้แจ้งโดยทำให้เป็นอารมณ์

เมื่อพิจารณาเห็น สัญญา ย่อมทำให้แจ้งโดยทำให้เป็นอารมณ์

เมื่อพิจารณาเห็น สังขาร ย่อมทำให้แจ้งโดยทำให้เป็นอารมณ์

เมื่อพิจารณาเห็น วิญญาณ ย่อมทำให้แจ้งโดยทำให้เป็นอารมณ์

 

“อภิญเญยธรรม”

(๑) “ขันธ์ ๕” = รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ

(๒) “อายตนะภายใน ๖–อินทรีย์ ๖–สฬายตนะ” = จักขุ โสตะ ฆานะ ชิวหา กาย ใจ

(๓) “อายตนะภายนอก ๖–อารมณ์ ๖” = รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์

(๔) “ิญญาณ ๖” = จักขุวิญญาณ โสตวิญญาณ ฆานวิญญาณ ชิวหาวิญญาณ กายวิญญาณ มโนวิญญาณ

(๕) “ผัสสะ ๖” = จักขุสัมผัส โสตสัมผัส ฆานสัมผัส ชิวหาสัมผัส กายสัมผัส มโนสัมผัส

(๖) “เวทนา ๖” = จักขุสัมผัสสชาเวทนา โสตสัมผัสสชาเวทนา ฆานสัมผัสสชาเวทนา ชิวหาสัมผัสสชาเวทนา กายสัมผัสสชาเวทนา มโนสัมผัสสชาเวทนา

(๗) “สัญญา ๖” = รูปสัญญา สัททสัญญา คันธสัญญา รสสัญญา โผฏฐัพพสัญญา ธรรมสัญญา

(๘) “เจตนา ๖” = รูปสัญเจตนา สัททสัญเจตนา คันธสัญเจตนา รสสัญเจตนา โผฏฐัพพสัญเจตนา ธรรมสัญเจตนา

(๙) “ตัณหา ๖” = รูปตัณหา สัททตัณหา คันธตัณหา รสตัณหา โผฏฐัพพตัณหา ธรรมตัณหา

(๑๐) “วิตก ๖” = รูปวิตก สัททวิตก คันธวิตก รสวิตก โผฏฐัพพวิตก ธรรมวิตก

(๑๑) “วิจาร ๖” = รูปวิจาร สัททวิจาร คันธวิจาร รสวิจาร โผฏฐัพพวิจาร ธรรมวิจาร 

(๑๒) “ธาตุกัมมัฏฐาน ๑๖” = ปฐวีธาตุ อาโปธาตุ เตโชธาตุ วาโยธาตุ อากาสธาตุ วิญญาณธาตุ ปฐวีกสิณ อาโปกสิณ เตโชกสิณ วาโยกสิณ นีลกสิณ ปีตกสิณ โลหิตกสิณ โอทาตกสิณ อากาสกสิณ วิญญาณกสิณ 

(๑๓) “อาการ ๓๒–ทวัตติงสาการ” = ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เนื้อ เอ็น กระดูก เยื่อในกระดูก ม้าม หัวใจ ตับ พังผืด ไต ปอด ไส้ใหญ่ ไส้น้อย อาหารใหม่ อาหารเก่า ดี เสลด หนอง เลือด เหงื่อ มันข้น น้ำตา เปลวมัน น้ำลาย น้ำมูก ไขข้อ มูตร สมองศีรษะ 

(๑๔) “อายตนะ ๑๒” = จักขวายตนะ รูปายตนะ โสตายตนะ สัททายตนะ ฆานายตนะ คันธายตนะ ชิวหายตนะ รสายตนะ กายายตนะ โผฏฐัพพายตนะ มนายตนะ ธัมมายตนะ

(๑๕) “ธาตุ ๑๘” = จักขุธาตุ รูปธาตุ จักขุวิญญาณธาตุ โสตธาตุ สัททธาตุ โสตวิญญาณธาตุ ฆานธาตุ คันธธาตุ ฆานวิญญาณธาตุ ชิวหาธาตุ รสธาตุ ชิวหาวิญญาณธาตุ กายธาตุ โผฏฐัพพธาตุ กายวิญญาณธาตุ มโนธาตุ ธรรมธาตุ มโนวิญญาณธาตุ

(๑๖) “อินทรีย์ ๒๒” = จักขุนทรีย์ โสตินทรีย์ ฆานินทรีย์ ชิวหินทรีย์ กายินทรีย์ มนินทรีย์ ชีวิตินทรีย์ อิตถินทรีย์ ปุริสินทรีย์ สุขินทรีย์ ทุกขินทรีย์ โสมนัสสินทรีย์ โทมนัสสินทรีย์ อุเบกขินทรีย์ สัทธินทรีย์ วีริยินทรีย์ สตินทรีย์ สมาธินทรีย์ ปัญญินทรีย์ อนัญญตัญญัสสามีตินทรีย์ [อินทรีย์ของผู้ปฏิบัติด้วยมนสิการว่า เราจักรู้ธรรมที่ยังไม่รู้ อินทรีย์นี้เป็นชื่อของโสดาปัตติมรรคญาณ] อัญญินทรีย์ [อินทรีย์ของผู้รู้จตุสัจธรรมด้วยมรรคนั้น อินทรีย์นี้เป็นชื่อของญาณในฐานะ ๖ คือ โสดาปัตติผลถึงอรหัตมรรคญาณ] อัญญาตาวินทรีย์ [อินทรีย์ของพระขีณาสพผู้รู้จบแล้ว อินทรีย์นี้เป็นชื่อของอรหัตผลญาณ

(๑๗) “ธาตุ ๓” = กามธาตุ รูปธาตุ อรูปธาตุ

(๑๘) “ภพ ๙” = กามภพ รูปภพ อรูปภพ สัญญาภพ อสัญญาภพ เนวสัญญานาสัญญาภพ เอกโวการภพ จตุโวการภพ ปัญจโวการภพ

(๑๙) “ฌาน ๔” = ปฐมฌาน ทุติยฌาน ตติยฌาน จตุตถฌาน

(๒๐) “อัปปมัญญา ๔” = เมตตาเจโตวิมุตติ กรุณาเจโตวิมุตติ มุทิตาเจโตวิมุตติ อุเบกขาเจโตวิมุต

(๒๑) “อรูปสมาบัติ ๔” = อากาสานัญจายตนสมาบัติ วิญญาณัญจายตนสมาบัติ อากิญจัญญายตนสมาบัติ เนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติ

(๒๒) “ปฏิจจสมุปบาท ๑๒” [อิทัปปัจจยตา–ปัจจยาการ–ตถตา] = อวิชชา สังขาร วิญญาณ นามรูป สฬายตนะ ผัสสะ เวทนา ตัณหา อุปาทาน ภพ ชาติ ชรา มรณะ 

 

เพราะฉะนั้น ในหลักธรรม “อภิญเญยธรรม” ทั้งหลายนั้น ให้ผู้ปฏิบัติธรรมถือว่า ต้องพิจารณาในกรรมฐานด้วย “อนุปัสสนา ๓” อันเป็นเรื่อง “สามัญลักษณะ” [ความเป็นสากล] หรือ “กฎธรรมชาติ” ที่เป็นปัญญาเห็นนามรูปโดยไตรลักษณ์ [สัมมสนญาณ] ได้แก่ อนิจจนุปัสสนา–ทุกขานุปัสสนา–อนัตตานุปัสสนา หรือ “อนุปัสสนา ๗” ได้แก่ อนิจจานุปัสสนา ๑ ทุกขานุปัสสนา ๑ อนัตตานุปัสสนา ๑ นิพพิทานุปัสสนา ๑ วิราคานุปัสสนา ๑ นิโรธานุปัสสนา ๑ ปฏินิสสัคคานุปัสสนา ๑ ตามลำดับ นอกจากนี้ ให้พิจารณาถึง “ไตรลักษณ์” ที่เกิดขึ้นกับหลักธรรมอื่น ที่แสดงนัยถึง  “วุฏฐานคามินีปฏิปทา” [กระบวนการทุบขันธ์ ๕ คือ ข้อประพฤติปฏิบัติเพื่อหลีกหนีจากสังขารทั้งหลาย เพื่อให้บรรลุถึงจุดหมายแห่งอริยมรรค ๔] ได้แก่ (๑) มหาวิปัสสนา ๑๘ กับ (๒) วิปัสสนาญาณ ๙–วิปัสสนาญาณ ๑๐ ซึ่งสัมปยุตต์ด้วย “วิสุทธิ ๗” ในข้อสุดท้ายคือ “ญาณทัสสนวิสุทธิ” (ข้อ ๗ ในวิสุทธิ ๗) หมายถึง อริยมรรค ๔ ทั้งหมดนั่นเอง ก่อนที่จะบรรลุถึง (๑) อริยผล ๔ (๒) ปัจจเวกขณญาณ (๓) อาสวักขยญาณ และ (๔) นิพพาน โดยธรรมทั้งหลายนี้ ต้องสัมปยุตต์ด้วย “อริยสัจจ์ ๔” และ “โพธิปักขิยธรรม ๓๗” เสมอ คำว่า “สัมปยุตตธรรม” [ญาณสัมปยุตต์] คือ สภาวธรรมขั้นพื้นฐานแห่งการตรัสรู้สัมโพธิญาณ ไม่ได้จำกัดว่าจะเป็นบุคคลนั้นบุคคลนี้ ย่อมเกิดกับผู้ปฏิบัติธรรมผู้ได้ชื่อว่า “อริยบุคคล ๔” อันเป็น “กฎที่ไม่มีข้อยกเว้น” [A Law without Exception = Universality] เพราะฉะนั้น ความรู้ความเข้าใจที่หยั่งรู้ได้ในธรรมเบื้องต้นนี้ [สุตมยญาณ] ย่อมเป็นประสบการณ์ที่สำคัญอย่างยิ่งยวดสำหรับผู้ปฏิบัติแต่ละคน ได้แก่ (๑) “ทักษะการฟัง” [พหุสฺสุตา = ฟังมาก คือ ได้เล่าเรียนสดับฟังไว้มาก] (๒) “ทักษะการอ่าน” [ธัมมวิจยะ = ความเฟ้นธรรม ความสอดส่องสืบค้นธรรม] (๓) “ทักษะการเขียน” [การจดบันทึกข้อความ รายงาน หรือ บทความ] และรวมทั้ง (๔) “ทักษะการพูด” [วจสา ปริจิตา = คล่องปาก คือ ท่องบ่นหรือใช้พูดอยู่เสมอจนแคล่วคล่องจัดเจน] ในบรรดาทักษะทั้ง ๔ นี้ ผู้ปฏิบัติธรรมทุกคนสามารถฝึกฝนอบรมตนเองได้ เพราะเป็นคุณสมบัติที่เกี่ยวกับ คำว่า “พหูสูต” [พหูสูตมีองค์ ๕ = คุณสมบัติที่ทำให้ควรได้รับชื่อว่าเป็นพหูสูต นั่นคือ ผู้ได้เรียนรู้มากหรือคงแก่เรียน ได้แก่ ฟังมาก–จำได้–คล่องปาก–เพ่งขึ้นใจ–ขบได้ด้วยทฤษฎี] โดยให้รวมเอา “ทักษะ ๔” ดังกล่าวข้างต้นรวมเข้าไปด้วย เพราะเป็นส่วนหนึ่งของหน้าที่สมอง การฝึกสมาธิที่สามารถบรรลุถึงรูปฌานทั้ง ๔ ได้ โดยหมายเอา “จตุตถฌาน” [อุเบกขา–เอกัคคตา] ย่อมทำให้สมองแสดงศักยภาพได้เต็ม ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ โดยปุถุชนทั่วไปสามารถใช้พลังสมองจริงอยู่สูงสุดเพียง  ๘๐ เปอร์เซ็นต์ เท่านั้น หรือต่ำกว่านั้นเป็นส่วนใหญ่ ความจริงดังกล่าวนี้ โดยหลักการแล้ว คนไทยน่าจะได้โอกาสสูงกว่าคนชาติอื่น เพราะประกาศตนเป็นพุทธมามกะกันมาตลอด แต่ส่วนใหญ่ก็ไม่เข้าใจในเรื่องนี้ แม้แต่พวกเป็นพ่อแม่รุ่นใหม่ มีชีวิตอยู่อย่างไร้สามัญสำนึกที่เป็นของตนเอง แถมอยากอยู่แบบโดดเดี่ยว “ปัจเจกนิยม” [Individualism] หมายถึง (๑) ทฤษฎีทางสังคมที่ยึดถือในสิทธิเสรีภาพของบุคคล (๒) ความคิดหรือการกระทำที่อิสระ ยกตัวอย่าง สังคมชาวตะวันตก หรือ ประเทศที่ประกาศตนว่าเป็นสังคมที่พัฒนาแล้ว เช่น ฮ่องกง ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ สิงคโปร์ รวมทั้งประเทศไทยในบางซอย คนพวกนี้ไม่ต้องการยุ่งเกี่ยวกับมนุษย์คนอื่นหรือเหล่าเทวดา [เรื่องของกู–ของก็ของกู–อย่ามาเสือก–เดี๋ยวโดนดี (รปภ.ต้องทนกับพวกพันธุ์ใหม่นี้มาก เป็นพวกต้องการแพทย์สูงรวมทั้งหมอดู ไม่เจรจากับพระอริยะ เพราะไม่เชื่อว่ามีจริง และยังคิดว่าตัวมันเองเก่งกว่าเทวดา–พระอรหันต์ ข้อนี้ก็ไม่น่าใช่ว่า พระอรหันต์ประพฤติตนไม่น่าศรัทธาเลื่อมใส แต่เป็นเรื่องกรรมของสัตว์โลกฝูงนั้นต่างหาก คือ บุญบางกรรมหนัก) เนื่องด้วยพวกท่านหลุดโลกไปแล้ว ส่วนใหญ่จะไป อบาย–ทุคติ–วินิบาต–นรก ] กล่าวโดยสรุป ในยุคปัจจุบันและอนาคตต่อไปนั้น ผู้ปฏิบัติธรรมต้องดำเนินชีวิตอย่างท่ามกลางฝูงสัตว์อสุรกายที่อยู่ในร่างคนมากขึ้น เข้าทำนอง “เห็นหน้าไม่รู้ใจ” เพราะโลกในอนาคตมีแต่ความขัดสนวุ่นวาย มีแต่ความขาดแคลนในทุกสิ่ง โดยเฉพาะ การแล้งแคลนน้ำใจ คือ เมตตาธรรม เพราะคนมันมากต้องแย่งกันทำมาหากิน ต้องถึงขั้นกินเลือดเนื้อกันเอง ดูทุกวันนี้ ข้างบ้านข้างห้อง เรายังไม่รู้จักกันดี ถ้ารู้จักกัน ก็เป็นเพียงการประสานผลประโยชน์ร่วมกันเท่านั้น ไม่มีความจริงใจความซื่อสัตย์ให้กันและกัน ทั้งที่ไม่ต้องซื้อขายกันเลย ระบบพื้นฐานสังคมไทยมาจากระบบทาส พวกทาสไม่คิดอะไรดีต่อกัน นอกจากพวกนางเอกด้วยกันในละครที่รักนางเอก [นางเอกละครไทย ส่วนใหญ่โง่เขลา ทนทุกข์ทรมาน ไม่ความสุขไม่ถึง ๑๕ นาที ทั้งที่หนังยาวเกือบ ๓ ชั่วโมง เวลาส่วนใหญ่ คนชั่วได้ดีเสมอหน้า ไม่มีปฏิภาณไหวพริบ เพราะต้องการแสดงสัญลักษณ์ถึงความเป็นคนดีในสังคม ผู้ปฏิบัติธรรมต้องพิจารณาเรื่องนี้ให้เห็นธรรมแห่งชีวิต (คนชั่วได้ดี ย่อมบั่นทอนจิตใจคนดี ที่เชื่อในกฎแห่งกรรมว่า ทำดีย่อมได้ดี ทำชั่วย่อมได้ชั่ว ถ้าไม่ใช้เหตุผลประกอบด้วยปัญญา–ปฏิจจสมุปบาทหรือธัมมัฏฐิติญาณ) อันเป็นฐานสำคัญในการปฏิบัติธรรม เพราะต้องไปผจญกับเครือข่ายพวกมารทั้งหลายในวัดหรือสถานปฏิบัติธรรม ของดีมักเป็นพวกอยู่ใกล้กับเจ้าสำนัก คือ คนชั่วที่คิดจะกลับใจ แต่ได้บรรยากาศประสบเหมาะ ของเก่ากำเริบ (คิดชั่วอีก) หน้าตา–เงินทอง–ทรัพย์สมบัติ สร้างกิเลสตัณหาให้คนชั่ว ปฏิสังขารจิตใหม่จากคนกลายเป็นหมา หมาหลายๆ ตัวรวมกัน ไม่เป็นสากลแน่นอน แต่เรียกว่า “หมาหมู่” (ไม่ใช่หมู่ผู้เป็นหมา) ก็ชั่วอีกเช่นกัน ให้ระวังเป็นพิเศษ โดยเฉพาะพวกที่มีเงินทองร่ำรวย ต้องระวังตัวและทรัพย์เป็นพิเศษ สำหรับข้อนี้ ก็ถือเป็น “ลักษณะสากล” ในสถานที่ที่ได้ชื่อว่าเขตอภัยทานก็ตาม ถ้าเกิดข้อผิดพลาดความซวยมาเยี่ยม อาจเป็นเหตุเปลี่ยนศาสนาไปเลยก็ได้ อย่าเลยเชียงคานก็แล้วกัน]

 

กล่าวโดยสรุป ตามนัยของคำว่า “ความเป็นสากล–ลักษณะสากล–ลักษณะร่วม” [Universality] ย่อมเป็นปัญญาที่เกิดขึ้นในญาณที่เรียกว่า “สัมมสนญาณ” หมายถึง ญาณหรือปัญญาหยั่งรู้ในการพิจารณา [สัมมสนะ] สภาวธรรมแห่งนามรูปโดยไตรลักษณ์ ที่เรียกอีกอย่างว่า “กลาปวิปัสสนา–กลาปสัมมสนะ” [กลาป = กะ-หลาบ หรือ กะ-ลา-ปะ] คือ การกำหนดกลาปะ การพิจารณานามรูปแห่งขันธ์ ๕ เป็นกลุ่มเป็นกอง [รูปกลาป–รูปกาย = Corporeality–Group ซึ่งตรงข้ามกับ นามกาย = Mind–Group] แต่ตามนัยของคำว่า “กลาป” คือ หน่วยรวมย่อยของรูปธรรมทั้งหลาย มี “อวินิพโภครูป ๘” [The Octad = ปฐวี–Solid, อาโป–Liquid, เตโช–Heat, วาโย–Motion; วัณณะ–Colour, คันธะ–Odour, รสะ–Taste and โอชา–Nutriment] นั้นเป็นแกนยืนพื้น ถ้าไม่มีองค์ประกอบอื่นร่วม ก็ถือเป็น “หน่วยรวมหมวด ๘ ล้วน” [ซึ่งเป็นการพิจารณาถึงโครงสร้างของอณูหรือโมเลกูนแห่งรูปธรรม] เรียกว่า “สุทธัฏฐกกลาป” [The Pure Eightfold Unit] แต่อย่างไรก็ตาม ให้พิจารณาในคำว่า “สัมมสนญาณ” ให้ชัดแจ้งยิ่งขึ้น กล่าวอีกนัยหนึ่งว่า:

 

“สัมมสนญาณ–กลาปสัมมสนญาณ” (ข้อ ๓ ในญาณ ๑๖) หมายถึง ญาณคือปัญญาในการถูกต้อง เลือกเฟ้น เพ่งพินิจด้วยดี อธิบายว่า ญาณในการพิจารณาในเบญจขันธ์โดยความเป็นหมวดหมู่ [กลาปะ–Unit] ชื่อว่า “สมฺมสเน ญาณํ” แปลว่า ญาณในการพิจารณาเบญจขันธ์ (พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ - หน้าที่ 52–53 FILE 68) ในการเจริญวิปัสสนา “การพิจารณาโดยกลาป” [ซึ่งมีคำเรียกหลายอย่าง ได้แก่ กลาปวิปัสสนา–กลาปสัมมสนะ–นยวิปัสสนา–สมุทายมนสิการ] หมายถึง พิจารณาธรรมอย่างรวมๆ โดยรวมเป็นหมวด หรือรวบทั้งกลุ่ม แต่ตามนัยของ “สัมมสนญาณ” นั้น คือ พิจารณาให้เห็นนามรูปแห่งขันธ์ ๕ จาก ความไม่เที่ยง–ความแปรปรวน ถึง ความไม่มีตัวตน [อนิจจัง–ทุกขัง–อนัตตา] เช่นว่า รูปธรรมทั้งปวง ไม่เที่ยง ฌานธรรมเหล่านี้ ไม่มีแล้วก็มีขึ้น มีแล้ว ก็ไม่มี เป็นต้น ซึ่งง่ายกว่าการพิจารณาโดยองค์ หรือโดยแยกรายข้อย่อย เช่น พิจารณาองค์ฌานตามลำดับข้อ หรือเป็นรายข้อ ที่เรียกว่า “อนุปทธรรมวิปัสสนา–อังคโตสัมมสนะ”

 

เพราะฉะนั้น การพิจารณาให้เห็นนามรูปโดยไตรลักษณ์นั้น เป็นการกล่าวถึงประเด็น “ความเป็นสากล” ในหลักธรรมแห่งพระพุทธศาสนา อันถือเป็น “กฎธรรมชาติ” [กำหนดแห่งธรรมดา] เพราะเป็นสภาวธรรมที่แท้จริงของบรรดา “สังขารธรรม–สังขตธรรม” ทั้งปวง [สภาพที่จิตใจมีเจตนาปรุงแต่งขึ้นด้วยเหตุปัจจัยทั้งหลาย = Conditioned Genesis โดยนัยว่า ธรรมทั้งหลายเกิดขึ้นและดับไปเพราะอาศัยกันและกัน] ถ้าผู้ปฏิบัติธรรมไม่สามารถเข้าใจในข้อธรรมดังกล่าวนี้ได้ โอกาสในการเกิด (๑) “ปัญญาเห็นธรรม–อภิญญา” [ความรู้คมชัดด้วยญาณทัสสนะกับญาณ] กับ (๒) “ปัญญาตรัสรู้–สัมโพธะ” [Omniscience] ย่อมเป็นได้ยากมาก เพราะปราศจาก “ดวงตาเห็นธรรม” นั่นคือ ไม่เห็น “อาณาจักรธรรม” [ธรรมจักร] ตามเป็นจริง [ด้วยยถาภูตญาณทัสสนะ] กลายเป็น “อโยนิโสมนสิการ” [ญาณวิปยุตต์–Nescience] คือ ความไม่ประกอบด้วยปัญญา เป็นความไม่รู้จริงความไม่รู้แจ้ง [อวิชชา–โมหะ] สำหรับจุดประเด็นนี้ ก็ไม่ทราบเหมือนกันว่า ท่านทั้งหลายจะพากันวิปัสสนาไปเพื่ออะไร ถ้าจิตนั้นไม่สะอาดบริสุทธิ์เพียงพอ จิตปราศจากนิวรณ์ เพื่อให้เกิดความรู้แจ้งด้วยปัญญาหยั่งรู้ตามที่เป็นจริง [ให้เจริญสติปัฏฐาน ๔ ให้มากให้บ่อยเป็นนิตย์ ได้แก่ กายานุปัสสนาสติปัฏฐาน–เวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน–จิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน–ธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน กับเจริญอนุปัสสนา ๗ ให้มากให้บ่อยเป็นนิตย์ ได้แก่ อนิจจานุปัสสนา–ทุกขานุปัสสนา–อนัตตานุปัสสนา–นิพพิทานุปัสสนา–วิราคานุปัสสนา–นิโรธานุปัสสนา–ปฏินิสสัคคานุปัสสนา] ในข้อประเด็นนี้ ก็ถือเป็นเรื่องที่ยากที่สุดแห่งการปฏิบัติธรรมหรือการเจริญภาวนากรรมฐาน [มนสิการกรรมฐาน] สำหรับผู้ด้อยปัญญาบารมีก็ถึงขั้นเลิกราไปเลยก็มี [ให้ผู้ปฏิบัติธรรมพิจารณาข้อธรรม “สีมาโทษ ๑๑ อย่าง” ดังกล่าวมาแล้วข้างต้น ให้เป็นตัวอย่างว่า เป็นเรื่องจริง] อย่างไรก็ตาม ในอันดับต่อไปนี้ ให้ผู้ปฏิบัติธรรมพิจารณาถึง “สามัญลักษณะแห่งไตรลักษณ์” อันแสดงถึง “ความเป็นสากลแห่งทฤษฎีและหลักธรรมในพระพุทธศาสนา” โดยให้ทำการเปรียบเทียบพินิจในสัมปยุตตธรรม ต่อไปนี้ (๑) วิสุทธิ ๗ (๒) ญาณ ๑๖ และ (๓) อริยสัจจ์ ๔ ดังนี้

 

 

“วิสุทธิ ๗” หมายถึง ความหมดจด ความบริสุทธิ์ที่สูงขึ้นไปเป็นขั้นๆ ธรรมที่ชำระสัตว์ให้บริสุทธิ์ ยังไตรสิกขาให้บริบูรณ์เป็นขั้นๆ ไปโดยลำดับ จนบรรลุจุดหมายคือนิพพาน ได้แก่ (๑) สีลวิสุทธิ (๒) จิตตวิสุทธิ (๓) ทิฏฐิวิสุทธิ (๔) กังขาวิตรณวิสุทธิ (๕) มัคคามัคคญาณทัสสนวิสุทธิ (๖) ปฏิปทาญาณทัสสนวิสุทธิ (๗) ญาณทัสสนวิสุทธิ โดยมีรายละเอียดขันตอนต่อไปนี้

 

สัทธรรมหลัก: โพธิปักขิยธรรม ๓๗ ได้แก่ สติปัฏฐาน ๔ (สติสัมปชัญญะ) –สัมมัปปธาน ๔–อิทธิบาท ๔–อินทรีย์ ๕–พละ ๕–โพชฌงค์ ๗–มรรคมีองค์ ๘

 

[A] อธิสีลสิกขา [สีลสัมปทา ๑–อปัณณกปฏิปทา ๓–สัทธรรม ๗ (ข้อ ๑–๓ ในจรณะ ๑๕) = ปัญญาในศีล]

(๑) “สีลวิสุทธิ” คือ ความหมดจดแห่งศีล นั่นคือ รักษาศีลตามภูมิขั้นของตนให้บริสุทธิ์ และให้เป็นไปเพื่อสมาธิ วิสุทธิมัคค์ว่าได้แก่ ปาริสุทธิศีล ๔ 

 

อนึ่ง ผู้ปฏิบัติธรรมพึงกำหนดรู้ในธรรมอันเป็นพื้นฐานแห่งการกระทำกรรมทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นฝ่าย กาย–วาจา–ใจ [กรรม ๓] ก็ตาม หรือ ธรรม ๒: (๑) “อุปาทินนธรรม” คือ ธรรมที่ถูกยึด ธรรมที่กรรมอันสัมปยุตด้วยตัณหาและทิฏฐิเข้ายึดครอง ได้แก่ นามขันธ์ ๔ ที่เป็นวิบาก และรูปที่เกิดแต่กรรมทั้งหมด (๒) “อนุปาทินนธรรม” คือ ธรรมที่ไม่ถูกยึด ธรรมที่กรรมอันสัมปยุตด้วยตัณหาและทิฏฐิไม่เข้ายึดครอง ได้แก่ นามขันธ์ ๔ ส่วนนอกนี้ รูปที่มิใช่เกิดแต่กรรม และโลกุตตรธรรมทั้งหมด แต่ในประเด็นสำคัญ คือ ให้กำหนดรู้การเกิดและการดับขันธ์ ๕ [อุปาทานขันธ์ ๕ เป็นทุกข์] เป็นสำคัญ ฉะนั้น คำว่า “เกิด–ดับ” [อุปาทขณะ–ฐิติขณะ–ภังคขณะ] จึงเป็นลักษณะสากลที่เป็นกลางในการปฏิบัติธรรมทุกขั้นตอน นั่นคือ “ธรรมจักษุ–ดวงตาเห็นธรรม–ธรรมจักร” หมายถึงความรู้เห็นตามเป็นจริงด้วยปัญญาว่า: “สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งหมดมีความดับเป็นธรรมดา” ในคำว่า “เกิด–อุปาทขณะ” คือ กิเลสเกิด ในคำว่า “ดับ–ภังคขณะ” คือ กิเลสดับ และในคำว่า “ตั้งอยู่–ฐิติขณะ” คือ จิตที่ว่างเปล่า จิตปราศจากนิวรณ์ [อนัตตตา–สุญญตา = อุเบกขา–เอกัคคตา (จตุตถฌาน)] ฉะนั้น การเกิดสภาวธรรม ที่เรียกว่า “อุปาทานขันธ์ ๕ เป็นทุกข์” จึงเป็นปัญญาแห่งสัญญาที่ต้องกำหนดรู้หมายจำให้ได้ โดยใช้เหตุผลประกอบด้วยปัญญา ไม่แค่เพียงจำได้เฉยๆ แต่อย่างไรก็ตาม ศีลเป็นเครื่องกำหนดให้ละเว้นในการกระทำชั่ว [อกุศลกรรมบถ ๑๐: กายทุจริต ๓–วจีทุจริต ๔–มโนทุจริต ๓] เพื่อให้ประพฤติปฏิบัติสิ่งดี [กุศลกรรมบถ ๑๐: กายสุจริต ๓–วจีสุจริต ๔–มโนสุจริต ๓] โดยมี “อปัณณกปฏิปทา ๓: อินทรียสังวร–โภชเนมัตตัญญุตา–ชาคริยานุโยค” เป็นธรรมเครื่องประกอบความหมั่นเพียร [วิริยารัมภะ] หมายถึง ข้อปฏิบัติที่ไม่ผิด ปฏิปทาที่เป็นส่วนแก่นสารเนื้อแท้ ซึ่งจะนำผู้ปฏิบัติให้ถึงความเจริญงอกงามในธรรม เป็นผู้ดำเนินอยู่ในแนวทางแห่งความปลอดพ้นจากทุกข์อย่างแน่นอนไม่ผิดพลาด และประเด็นที่สำคัญยิ่ง คือ “สัทธรรม ๗: ศรัทธา–หิริ–โอตตัปปะ–พาหุสัจจะ–วิริยารัมภะ–สติ–ปัญญา” ทำหน้าที่เป็นเริ่มต้นด้วยปัญญาในการปฏิบัติธรรม ในคำว่า “สัทธรรม” หมายถึง ธรรมที่ดี ธรรมที่แท้ ธรรมของคนดี ธรรมของสัตบุรุษมี “สัทธรรม ๓” ได้แก่ (๑) “ปริยัติสัทธรรม” สัทธรรมคือสิ่งที่พึงเล่าเรียน ได้แก่ พุทธพจน์ (๒) “ปฏิบัติสัทธรรม” สัทธรรมคือสิ่งพึงปฏิบัติ ได้แก่ ไตรสิกขา (๓) “ปฏิเวธสัทธรรม” สัทธรรมคือผลที่พึงบรรลุ ได้แก่ มรรค ผล และนิพพาน และในธรรมสำคัญทั้ง ๓ ประการแห่งจรณะ นั้น เป็น “ต้นทุนทางปัญญา” [Intellectual Capital: วิปัสสนาภูมิ–ปัญญาภูมิ] สำหรับสัตบุรุษผู้เจริญในธรรม [ธมฺมปีติ] อันจะส่งเสริมให้เกิด “ปัญญาเห็นธรรม” ตามเป็นจริง [กฎธรรมชาติ–ธรรมนิยาม ๓–ยถาภูตญาณทัสสนะ–ยถาภูตญาณ–ธัมมัฏฐิติญาณ (ปฏิจจสมุปบาท–ปัจจยาตา)] นั่นคือ “ธรรมจักษุ–ดวงตาเห็นธรรม” ย่อมเป็นปัญญาที่หยั่งรู้ความเกิดความดับของธรรมทั้งหลายเป็นธรรมดา [สังขตธรรม] และข้อที่พึงระลึกอยู่เสมอคือ การตรัสรู้ในพระธรรมวินัยนี้ ย่อมเกิดจากดวงตาเห็นธรรมใน “อนัตตตา–สุญญตา” [อสังขตธรรม–นิพพาน–อมตธาตุ] เพราะฉะนั้น ฝ่ายรูปธรรมและฝ่ายนามธรรมที่ประกอบด้วยชีวิตินทรีย์ [อินทรียปัจจัย] ย่อมมีอาหารไปหล่อเลี้ยงให้ดำรงอยู่ในสภาพที่ถูกต้องแห่งกุศลธรรมทั้งปวง  คำว่า “อาหาร–Nutriment” จึงเป็นจุดเริ่มต้นแห่งการปฏิบัติธรรมที่ถูกต้อง เพราะอาหารคือปัจจัย [อาหารปัจจัย] สำคัญที่ทำให้เกิดเบญจขันธ์ [ขันธ์ ๕] และสร้าง “สังขาร” และ “กรรมภพ” [กรรมปัจจัย] ให้เกิดขึ้น และต้องรับทุกข์ทรมานใน “อุปัตติภพ” [วิปากปัจจัย: ภพ–ชาติ–ชรามรณะ และสังกิเลสทั้งหลาย เป็นต้น] ให้กำหนดพินิจใน “อาหาร ๔” [Nutriment] ดังนี้

 

“อาหาร” หมายถึง สภาพที่นำมาซึ่งผลโดยความเป็นปัจจัยค้ำจุนรูปธรรมและนามธรรมทั้งหลาย [อัญญมัญญปัจจัย = ปัจจัยโดยอาศัยซึ่งกันและกัน] –เครื่องค้ำจุนชีวิต–สิ่งที่หล่อเลี้ยงร่างกายและจิตใจ ทำให้เกิดกำลังเจริญเติบโตและวิวัฒน์ได้ ได้แก่

(๑) “กวฬิงการาหาร” [โอชะ] คือ อาหารคือคำข้าว ได้แก่ อาหารสามัญที่กลืนกินดูดซึมเข้าไปหล่อเลี้ยงร่างกาย เมื่อกำหนดรู้ “กวฬิงการาหาร” ได้แล้ว ก็เป็นอันกำหนดรู้ “ราคะ” [ความกำหนัดติดใจ] ที่เกิดจาก “เบญจกามคุณ” [วัตถุกาม–กิเลสกาม (กามสุข)] หรือ กามคุณ ๕: รูป–เสียง–กลิ่น–รส–กายสัมผัส ได้ด้วย นั่นคือ “กาม ๒” (พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ - หน้าที่ 1 -2 FILE 65) ดังนี้

 

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า:

“เมื่อสัตว์ปรารถนากามอยู่ ถ้ากามนั้นย่อมสำเร็จแก่สัตว์นั้น

สัตว์นั้นได้กามตามปรารถนาแล้ว ย่อมเป็นผู้อิ่มใจแน่นอน”

  

(๑.๑) “วัตถุกาม” ได้แก่ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ อันเป็นที่ชอบใจ เครื่องลาด เครื่องนุ่งห่ม ทาสี ทาสา แพะ แกะ ไก่ สุกร ช้าง โค ม้า ลา นา ที่ดิน เงิน ทอง บ้าน นิคม ราชธานี แว่นแคว้น ชนบท กองพลรบ คลัง และวัตถุเป็นที่ตั้งแห่งความกำหนัด

(๑.๒) “กิเลสกาม” ได้แก่ ความพอใจ ความกำหนัด ความพอใจและความกำหนัด ความดำริ ความกำหนัดมาก ความดำริและความกำหนัด ความพอใจคือความใคร่ ความกำหนัดคือความใคร่ ความเพลิดเพลินคือความใคร่ ในกามทั้งหลาย ความปรารถนาในกาม ความเสน่หาในกาม ความเร่าร้อนในกาม ความหลงในกาม ความติดใจในกาม ห้วงคือกาม ความประกอบในกาม ความยึดถือในกาม เครื่องกั้นคือกามฉันทะ

 

(๒) “ผัสสาหาร” คือ อาหารคือผัสสะ ได้แก่ การบรรจบแห่ง อายตนะภายใน อายตนะภายนอก และ วิญญาณ เป็นปัจจัยให้เกิด “เวทนา” [การรับรู้ความรู้สึก] พร้อมทั้ง “เจตสิก” [เวทนา–สัญญา–สังขาร คือ อาการลักษณะย่อยของ จิต–วิญญาณ] ทั้งหลาย ที่จะเกิดตามมา เมื่อกำหนดรู้ “ผัสสาหาร” ได้แล้ว ก็เป็นอันกำหนดรู้ “เวทนา ๓” [สุขเวทนา–ทุกขเวทนา–อทุกขมสุขเวทนา (อุเบกขาเวทนา)] ได้ด้วย

(๓) “มโนสัญเจตนาหาร” คือ อาหารคือมโนสัญเจตนา ได้แก่ ความจงใจ เป็นปัจจัยแห่งการทำ พูด คิด ซึ่งเรียกว่า “กรรม” เป็นตัวชักนำมาซึ่ง “ภพ” [กรรมภพ] คือ ให้เกิดปฏิสนธิในภพทั้งหลาย [อุปัตติภพ] เมื่อกำหนดรู้ “มโนสัญเจตนาหาร” ได้แล้ว ก็เป็นอันกำหนดรู้ “ตัณหา ๓” [กามตัณหา–ภวตัณหา–วิภวตัณหา] จนรวมถึงจิตอันสหรคตด้วย “ทิฏฐิ ๒” [สัสสตทิฏฐิ–ความเห็นว่าเที่ยง กับ อุจเฉททิฏฐิ–ความเห็นว่าขาดสูญ] ได้ด้วย

(๔) “วิญญาณาหาร” คือ อาหารคือวิญญาณ ได้แก่ “วิญญาณ” เป็นปัจจัยให้เกิด “นามรูป” เมื่อกำหนดรู้ “วิญญาณาหาร” ได้แล้ว ก็เป็นอันกำหนดรู้ “นามรูปแห่งขันธ์ ๕” [อุปาทิ–อุปาทานขันธ์ = สังขาร ๓: กายสังขาร–วจีสังขาร–มโนสังขาร] ได้ด้วย

 

ดังนั้น อาจกล่าวได้ว่า มีผู้ปฏิบัติธรรมจำนวนมากที่ก้าวข้ามขั้นตอนแห่งอธิศีลไป เพราะความไม่รู้จริง [อวิชชา ๘= ไม่รู้ความจริงในอริยสัจจ์ ๔–ไม่รู้เหตุและผลในปฏิจจสมุปบาท ๑๒–ไม่รู้เหตุและผลในกาลทั้ง ๓] เพราะฉะนั้น ในการปฏิบัติธรรมจึงมุ่งเน้นธรรมเครื่องขัดเกลากิเลส [สัลเลขธรรม] ทั้งหลายให้สงบ [อุปสมะ–ปวิเวก] ที่เรียกว่า “ธรรม ๕ ประการ” เพราะธรรมกำจัดกิเลส ชื่อว่า “ธุตคุเณ–ธุตคุณ–ธุตธรรม” ฉะนั้น บริวารของธุตังคเจตนาเหล่านี้ คือ (๑) อัปปิจฉตา–ความมักน้อย (๒) สันตุฏฐิตา–ความสันโดษ (๓) สัลเลขตา–ความขัดเกลา (๔) ปวิเวกตา–ความสงัด (๕) อิทมัฏฐิกตา–ความมีสิ่งนี้เป็นประโยชน์ (พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย พุทธวงศ์ เล่ม ๙ ภาค ๒ - หน้าที่ 136 FILE 73) ดังนั้น ผู้ถือเพศเป็นสมณะยิ่งต้องสำรวมระวังเป็นหลายเท่าตัวมากกว่าอุบาสกและอุบาสิกา เพราะเป็นบุคคลผู้ได้ชื่อว่า “มีคุณสมบัติจะเป็นพระพุทธเจ้า” การคิดเล่นไม่เป็นจริงเป็นจัง มีนิสัยหลอกตนเองและผู้อื่น จึงไม่ใช่นิสัยอธิมุตติของผู้ใฝ่ในอริมรรคและพระนิพพาน ก็ให้เริ่มพิจารณาหรือมนิสการกรรมฐานจากสมาทานศีลและกรรมฐานเป็นสำคัญ

 

ข้อพึงระวังในขั้นศีลอีกข้อหนึ่ง ชื่อว่า “สังวร ๕” หมายถึง ความสำรวม–ความระวังปิดกั้นบาปอกุศล หรือ สังวรศีล นั่นคือ ศีลคือสังวร–ความสำรวมเป็นศีล ได้แก่ สังวร ๕ อย่าง ดังนี้

(๑) “ปาฏิโมกขสังวร” คือ สำรวมในปาฏิโมกข์ นั่นคือ รักษาสิกขาบทเคร่งครัดตามที่ทรงบัญญัติไว้ในพระปาฏิโมกข์

(๒) “สติสังวร” คือ สำรวมด้วยสติ นั่นคือ สำรวมอินทรีย์มีจักษุเป็นต้น ระวังรักษามิให้บาปอกุศลธรรมเข้าครอบงำ เมื่อเห็นรูป เป็นต้น = อินทรียสังวร

(๓) “ญาณสังวร” คือ สำรวมด้วยญาณ นั่นคือ ตัดกระแสกิเลสมีตัณหาเป็นต้นเสียได้ ด้วยใช้ปัญญาพิจารณา มิให้เข้ามาครอบงำจิต ตลอดถึงรู้จักพิจารณาเสพปัจจัย ๔ = ปัจจัยปัจจเวกขณ์

(๔) “ขันติสังวร” คือ สำรวมด้วยขันติ นั่นคือ อดทนต่อหนาว ร้อน หิว กระหาย ถ้อยคำแรงร้าย และทุกขเวทนาต่างๆ ได้ ไม่แสดงความวิการ

(๕) “วิริยสังวร” คือ สำรวมด้วยความเพียร นั่นคือ พยายามขับไล่ บรรเทา กำจัดอกุศลวิตกที่เกิดขึ้นแล้วให้หมดไปเป็นต้น ตลอดจนละมิจฉาชีพ เพียรแสวงหาปัจจัยสี่เลี้ยงชีวิตด้วยสัมมาชีพ ที่เรียกว่า “อาชีวปาริสุทธิ” = อาชีวปาริสุทธิ

 

ให้ผู้ปฎิบัติธรรมพิจารณาเพิ่มเติมเกี่ยวกับ “ปหานวินัย” [ปหาน ๕] ที่โยงไปเกี่ยวข้องกับไตรลักษณ์ [กลาป] โดยพิจารณาจนครบวงจรแห่งไตรสิกขาในเบื้องต้น ดังนี้

 

 

ว่าด้วย ปหานวินัยแบ่งออกเป็น ๕ อย่าง

( พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จูฬนิเทส เล่ม ๖ - หน้าที่ 411–413 FILE 67)

 

ชื่อว่าวินัยนี้ ๒ อย่าง ใน ๒ อย่างนี้ แต่ละอย่างแบ่งออกเป็น ๕ ส่วน เพราะไม่มีวินัยนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ไม่ได้รับแนะนำ ก็วินัย ๒ อย่างนี้ คือ สังวรวินัย ปหานวินัย ๑ แม้ในวินัย ๒ อย่างนี้ วินัยหนึ่งๆ แบ่งออกเป็น ๕ อย่าง (๑) “สังวรวินัย” ก็มี ๕ อย่าง คือ ศีลสังวร ๑ สติสังวร ๑ ญาณสังวร ๑ ขันติสังวร ๑ วิริยสังวร ๑ (๒) “ปหานวินัย” ก็มี ๕ อย่าง คือ ตทังคปหาน [ละชั่วคราว] ๑ วิกขัมภนปหาน [ละด้วยข่มไว้] ๑ สมุจเฉทปหาน [ละเด็ดขาด] ๑ ปฏิปัสสัทธิปหาน [ละด้วยสงบ] ๑ นิสสรณปหาน [ละพ้นออกไป]

 

ใน “สังวร ๕” เหล่านั้น (๑) การเข้าถึง เข้าถึงพร้อมด้วย “ปาติโมกขสังวร” นี้ชื่อว่า “ศีลสังวร” (๒) การรักษาจักขุนทรีย์ ถึงความสำรวมในจักขุนทรีย์ นี้ชื่อว่า “สติสังวร” [พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อนอชิตะ]

กระแสเหล่าใดในโลก “สติ” เป็นเครื่องกั้นกระแสเหล่านั้น เรากล่าว (๓) ธรรมเป็นเครื่องกั้นกระแสทั้งหลาย

กระแสเหล่านั้น อัน “ปัญญา” ย่อมปิดกั้นได้ นี้ชื่อว่า “ญาณสังวร” (๔) ความอดทนต่อความหนาวความร้อน ชื่อว่า “ขันติสังวร” (๕) ความพยายามไม่ให้กามวิตกที่เกิดขึ้นแล้วท่วมทับได้ นี้ชื่อว่า “วิริยสังวร”

 

อนึ่ง สังวรแม้ทั้งหมดนี้ท่านกล่าวว่า “สํวร” เพราะกั้นกายทุจริต เป็นต้น ที่ควรกั้น และที่ควรนำออกไปตามกำลังของตน กล่าวว่า “วินัย” เพราะการนำออกไป พึงทราบว่า “สังวรวินัย” แบ่งออกเป็น ๕ ส่วน โดยประการฉะนี้

 

 

อนึ่ง การละองค์นั้นๆ ด้วย “วิปัสสนาญาณ” [ญาณ ๑๖] นั้นๆ เหมือนการละความมืดด้วยแสงประทีป เพราะเป็นปฏิปักษ์ใน “วิปัสสนาญาณ” ทั้งหลาย มี “นามรูปปริจเฉทญาณ” เป็นต้น เหมือนอย่างเช่น (๑) การละ “สักกายทิฏฐิ” ด้วยการกำหนดนามรูป (๒) ละความเห็นว่า “สังขาร” ไม่มีเหตุ และความเห็นว่า “สังขาร” มีปัจจัยไม่เสมอกัน ด้วยการกำหนดปัจจัย [ปัจจยปริคคหญาณ] (๓) ละความเป็นผู้สงสัย ด้วยการข้ามพ้นความสงสัยในภายหลังนั้น [ธัมมัฏฐิติญาณ] นั่นเอง (๔) ละการยึดถือว่า “เรา–ของเรา” [ตัวกู–ของกู = อัตตา–อัตตนิยะ] ด้วย “การพิจารณาเป็นกลาปะ” [สัมมสนญาณ] (๕) ละความสำคัญในสิ่งที่ไม่ใช่ทางว่าเป็นทางด้วยการกำหนดว่าทางและมิใช่ทาง [อุทยัพพยญาณ] (๖) ละ “อุจเฉททิฏฐิ” ด้วยเห็นการเกิด (๗) ละ “สัสสตทิฏฐิ” ด้วยเห็นการดับ [ภังคญาณ] (๘) ละความสำคัญในสิ่งที่เป็นภัยว่าไม่เป็นภัย ด้วยการเห็นภัย [ภยญาณ] (๙) ละความสำคัญในสิ่งไม่มีโทษ ด้วยเห็นว่ามีโทษ [อาทีนวญาณ] (๑๐) ละความสำคัญในความยินดียิ่ง ด้วย “นิพพิทานุปัสสนา” (๑๑) ละความเป็นผู้ไม่ประสงค์จะพ้น ด้วย “มุญจิตุกัมยตาญาณ” [แล้วหาหนทางหนีด้วยญาณอันคำนึงพิจารณาหาทางเพราะเห็นไตรลักษณ์ = ปฏิสังขาญาณ] (๑๒) ละความไม่วางเฉยด้วย “อุเบกขาญาณ” [สังขารุเปกขาญาณ] (๑๓) ละความเป็นปฏิโลมในการตั้งอยู่ในธรรมและในนิพพานเป็นสันติบท ด้วย “อนุโลมญาณ” (๑๔) ละการถือสังขารนิมิต ด้วย “โคตรภูญาณ” นี้ชื่อว่า “ตทังคปหาน” (๑๕) การละธรรมมี “นิวรณ์” เป็นต้นเหล่านั้นๆ ด้วยสมาธิอันต่างด้วย “อุปจารสมาธิ” และ “อัปปนาสมาธิ” โดยห้ามความเป็นไป เหมือนห้ามแหนบนหลังน้ำ ด้วยการทุบหม้อเหวี่ยงลงไปฉะนั้น นี้ชื่อว่า “วิกขัมภนปหาน” (๑๖) การละหมู่สรรพกิเลสอันเป็นฝ่ายสมุทัย [เหตุให้เกิดทุกข์] ดังที่ท่านกล่าวไว้โดยนัยมีอาทิว่า เพื่อละทิฏฐิในสันดานของตนๆ ของบุคคลผู้มีมรรคนั้นๆ เพราะอบรม “อริยมรรค ๔” แล้ว โดยไม่ให้เป็นไปได้อีกตลอดไป นี้ชื่อว่า “สมุจเฉทปหาน” (๑๗) ความที่กิเลสทั้งหลายสงบในขณะแห่ง “ผล” [อริยผล ๔–สามัญผล] นี้ชื่อว่า “ปฏิปัสสัทธิปหาน” (๑๘) “นิพพาน” อันละ “สังขตธรรม” ทั้งปวงแล้ว เพราะสลัดออกซึ่ง “สังขตธรรม” ทั้งปวง นี้ชื่อว่า “นิสสรณปหาน” เพราะการละทั้งหมด นี้ชื่อว่า “ปหาน” เพราะอรรถว่า สละออกไป ชื่อว่า “วินัย” เพราะอรรถว่า นำออกไป

 

ฉะนั้น ท่านจึงกล่าวว่า “ปหานวินัย” เพราะละกิเลสนั้นๆ และเพราะมีวินัยนั้นๆ พึงทราบว่า แม้ “ปหานวินัย”นี้ก็แบ่งออกเป็น ๕ อย่าง ด้วยประการฉะนี้

 

 

ว่าด้วย การละ ๕ อย่าง

(พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตก เล่ม ๑ ภาค ๔ - หน้าที่ 67–68 FILE 45)

 

ชื่อว่า “ปหานะ” ในบทนี้ว่า “ปชหถ” นี้ มี ๕ อย่าง คือ ตทังคปหานวิกขัมภนปหานสมุจเฉทปหานปฏิปัสสัทธิปหานนิสสรณปหาน ๑ ในปหานะ ๕ อย่างนั้น การละความโลภ เป็นต้น ด้วยความไม่โลภ

เป็นต้น การละสิ่งไม่มีประโยชน์นั้นๆ ด้วยวิปัสสนาญาณ มีการกำหนดนามรูป เป็นต้น เพราะเป็นปฎิปักษ์กัน เหมือนการกำจัดความมืดด้วยแสงประทีป

 

ฉะนั้น เช่น (๑) การละมลทินมีโลภเป็นต้นด้วยการบริจาค (๒) การละทุศีลมีปาณาติบาตเป็นต้นด้วยศีล (๓) การละความไม่มีศรัทธาเป็นต้น ด้วยศรัทธา (๔) การละสักกายทิฏฐิด้วยกำหนดนามรูป (๕) การละทิฏฐิอันเป็นอเหตุกะและวิสมเหตุ ด้วยการกำหนดปัจจัย (๖) การละความสงสัยด้วยการข้ามพ้นความสงสัยส่วนอื่นๆ นั้นเสียได้ (๗) การละความถือมั่นว่าเราของเรา ด้วยพิจารณาเห็นเป็น “กลาปะ” [กอง] (๘) การละความเห็นในสิ่งที่ไม่เป็นมรรคว่าเป็นมรรค ด้วยกำหนดมรรคและอมรรค [มิจฉามรรค] (๙) การละอุจเฉททิฏฐิ ด้วยการเห็นความเกิด (๑๐) การละสัสสตทิฏฐิด้วยเห็นความเสื่อม (๑๑) การละความสำคัญในสิ่งที่เป็นภัยว่าไม่เป็นภัย ด้วยการเห็นภัย (๑๒) การละความสำคัญในสิ่งที่ชอบใจ ด้วยการเห็นโทษ (๑๓) การละความสำคัญ ในสิ่งที่น่าอภิรมย์ ด้วยการพิจารณาถึงความเบื่อหน่าย (๑๔) การละความที่ไม่อยากหลุดพ้น ด้วยญาณ คือ ความอยากพ้น (๑๕) การละความไม่วางเฉย ด้วยอุเบกขาญาณ (๑๖) การละธรรมฐิติ ด้วยอนุโลม (๑๗) การละความเป็นปฏิโลม ด้วยนิพพาน (๑๘) การละความเป็นสังขารนิมิตด้วยโคตรภู การละนี้ชื่อว่า “ตทังคปหาน” [การละชั่วคราว]

 

การละธรรมมีนิวรณ์ เป็นต้น เหล่านั้นๆ ด้วยอุปจารสมาธิและอัปปนาสมาธิ เหมือนการกำจัด สาหร่ายที่หลังน้ำ ด้วยการทุ่มหม้อน้ำลงไป เพราะห้ามความเป็นไป การละนี้ชื่อว่า “วิกขัมภนปหาน” [การละด้วยการข่มไว้] 

 

การตัดขาดกองกิเลส อันเป็นฝ่ายที่จะให้ตัณหาเกิด ซึ่งท่านกล่าวไว้โดยนัย เป็นต้นว่า “จตุนฺนํ อริยมคฺคานํ ภาวิตฺตา ตํตํมคฺควโต อตฺตโน สนฺตาเน ทิฏฺฐิคตานํ ปหานาย” เพื่อละทิฏฐิในสันดานของตนผู้มีมรรคนั้นๆ เพราะเจริญอริยมรรค ๔ ได้แล้ว การละนี้ชื่อว่า “สมุจเฉทปหาน” [ละได้เด็ดขาด]

 

การละกิเลสทั้งหลาย อันเป็นความสงบในขณะแห่งผล การละนี้ชื่อว่า “ปฏิปัสสัทธิปหาน” [ละด้วยความสงบกิเลส] การดับที่ละเครื่องปรุงแต่งทั้งหมดได้แล้ว เพราะสลัดเครื่องปรุงแต่งทั้งหมดได้ นี้ ชื่อว่า “นิสสรณปหาน” [การละด้วยการสลัดออก

 

ในสูตรนี้พึงทราบว่า ได้แก่  “สมฺจเฉทปหาน” เพราะท่านประสงค์เอาการละที่ทำให้เป็นพระอนาคามี ด้วยการละ ๕ อย่าง ด้วยประการฉะนี้ เพราะฉะนั้น บทว่า “ปชหถ” จึงมีความว่า เธอทั้งหลาย จงสละ จงตัดขาดดังนี้

 

 

[B] อธิจิตตสิกขา [ฌาน ๔–รูปฌาน ๔ (ข้อ ๔ ในจรณะ ๑๕) = ปัญญาในสมาธิ–ญาณทัสสนะ]

 (๒) “จิตตวิสุทธิ” คือ ความหมดจดแห่งจิต นั่นคือ ฝึกอบรมจิตจนบังเกิดสมาธิพอเป็นบาทฐานแห่งวิปัสสนา วิสุทธิมัคค์ว่า ได้แก่ สมาบัติ ๘ พร้อมทั้งอุปจาร ให้พินิจโดยกลาปวิปัสสนาที่กำหนดในอรูปฌาน ได้แก่ อากาสานัญจายตนะ–วิญญาณัญจายตนะ–อากิญจัญญายตนะ–เนวสัญญานาสัญญายตนะ ดังนี้

 

บทว่า “เต ธมฺเม สมนุปสฺสติ” ความว่า เพราะใน “เนวสัญญานาสัญญายตนฌาน” การเห็นแจ้งธรรมตามลำดับบทย่อมมีได้ เฉพาะพระพุทธเจ้าทั้งหลายเท่านั้น สำหรับพระสาวกทั้งหลายย่อมมีไม่ได้ เพราะฉะนั้น เมื่อจะทรงแสดง “วิปัสสนากลาป” [การเห็นแจ้งเป็นหมวดเป็นหมู่ เห็นนามรูปโดยไตรลักษณ์ด้วย “ดวงตาเห็นธรรม” คือ การเกิด ๑ การตั้งอยู่ ๑ การเสื่อมสลายไป ๑] ใน “เนวสัญญานาสัญญายตนฌาน” นี้ จึงตรัสอย่างนี้ (พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์ เล่ม ๓ ภาค ๑ - หน้าที่ 211 FILE 22) นั่นคือ (๑) บทว่า “วิทิตา อุปฺปชฺชนฺติ” ความว่า เมื่อเกิดขึ้น ก็เป็นอันรู้แจ้ง คือ เป็นธรรมปรากฏชัดเกิดขึ้น (๒) บทว่า “วิทิตา อุปฏฺฐหนฺติ” ความว่า แม้ทั้งอยู่ก็เป็นอันรู้แจ้ง คือ เป็นธรรมปรากฏชัดตั้งอยู่ (๓) บทว่า “วิทิตา อพฺภตฺถํ คจฺฉนฺติ” ความว่า แม้ดับไปก็เป็นอันรู้แจ้ง คือเป็นธรรมปรากฏชัดดับไป (พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์ เล่ม ๓ ภาค ๑ - หน้าที่ 208 FILE 22)

 

เพราะฉะนั้น ในการเจริญสมถภาวนานั้น “จิตที่เป็นสติสัมปชัญญะ” [ญาณทัสสนะ] ต้องพิจารณาธรรมทั้งหลายด้วยหลักปฏิจจสมุปบาท อันหมายถึงการเห็นนามรูปโดยไตรลักษณ์เช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นฌานสมาบัติใน “รูปฌาน ๔” หรือใน “อรูปฌาน ๔” ก็ตาม อย่างไรก็ตาม ในขั้นนี้ ผู้ปฏิบัติธรรมหมายเอา “จตุตฌาน” [จิตประภัสสร = อุเบกขา–เอกัคคตา คือ จิตปราศจากนิวรณ์ทั้งหลาย] เป็นสำคัญในเบื้องต้น

  

 

ว่าด้วย “การเจริญอานาปานัสสติสมาธิ”

(พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๒ - หน้าที่ 370–371 FILE 02)

 

(๑) ถามว่า: เริ่มตั้งวิปัสสนาอย่างไร

(๒) แก้ว่า: จริงอยู่ พระโยคีนั้น ครั้นออกจากฌานแล้วกำหนด “องค์ฌาน” [วิตก–วิจาร–ปีติ–สุข–อุเบกขา–เอกัคคตา] ย่อมเห็น “หทัยวัตถุ” ซึ่งเป็นที่อาศัยแห่งองค์ฌาน [สังขาร ๓: กายสังขาร = ลมอัสสาสะกับลมปัสสาสะ (รูป ๒๘) ๑ วจีสังขาร = วิตก–วิจาร (จิต ๘๙) ๑ จิตตสังขาร = สัญญา–เวทนา (เจตสิก ๕๒) ๑] เหล่านั้น ย่อมเห็น “ภูตรูป” [ธาตุ ๔] ซึ่งเป็นที่อาศัยแห่งหทัยวัตถุนั้น และย่อมเห็น “กรัชกาย” [รูปกาย] แม้ทั้งสิ้น ซึ่งเป็นที่อาศัยแห่งภูตรูปเหล่านั้น ในลำดับแห่งการเห็นนั้น เธอย่อมกำหนดรูป [รูปธรรม–รูป ๒๘] และอรูป [อรูปธรรม–จิต ๘๙] ว่าองค์ฌานจัดเป็นอรูป [หทัยวัตถุ เป็นต้น] และจัดเป็นรูป [มหาภูตรูป ๔–อุปาทายรูป ๒๔]

 

อีกอย่างหนึ่ง เธอนั้น ครั้นออกจากสมาบัติแล้ว กำหนดภูตรูปทั้ง ๔ ด้วยอำนาจ ปฐวีธาตุ–อาโปธาตุ–เตโชธาตุ–วาโยธาตุ [ธาตุมนสิการ (ข้อ ๕ ในกายานุปัสสนาสติปัฏฐาน) คือ พิจารณาเห็นร่างกายของตนโดยสักว่าเป็นธาตุแต่ละอย่างๆ] ในบรรดาส่วนทั้งหลายมี ผม–ขน–เล็บ–ฟัน–หนัง–เนื้อ–เอ็น–กระดูก–เยื่อในกระดูก–ม้าม–หัวใจ–ตับ–พังผืด–ไต–ปอด–ไส้ใหญ่–ไส้น้อย–อาหารใหม่–อาหารเก่า หรือสิ่งอื่นใดก็ตามในตัว ที่มีลักษณะแข้นแข็ง เป็นต้น [ปฏิกูลมนสิการ (ข้อ ๔ ในกายานุปัสสนาสติปัฏฐาน) คือ พิจารณาส่วนประกอบอันไม่สะอาดทั้งหลายที่ประชุมเข้าเป็นร่างกายนี้] อย่างเดียวกันนี้ และรูปซึ่งอาศัยภูตรูป [อุปาทายรูป] นั้น ย่อมเห็น “วิญญาณ” [วิญญาณ ๖] พร้อมทั้ง “สัมปยุตธรรม” ซึ่งมีรูปตามที่ตนกำหนดแล้วเป็นอารมณ์ หรือมีรูปวัตถุและ “ทวาร” [อินทรีย์ ๖] ตามที่ตนกำหนดแล้วเป็น “อารมณ์” [อารมณ์ ๖] ลำดับนั้น เธอย่อมกำหนดว่า (๑) ภูตรูป เป็นต้น จัดเป็น รูป [รูปธรรม–รูปขันธ์ = รูป ๒๘ หรือ มหาภูตรูป ๔–ธาตุ ๔ กับ อุปาทายรูป ๒๘] (๒) วิญญาณที่มีสัมปยุตธรรมด้วยจิต จัดเป็น อรูป [อรูปธรรม–นามขันธ์ = เจตสิก ๕๒–จิต ๘๙]

 

อีกอย่างหนึ่ง เธอครั้นออกจากสมาบัติแล้ว ย่อมเห็นว่า “กรัชกาย” [รูปกาย] และ “จิต” [นามกาย] เป็นที่เกิดขึ้นแห่ง “ลมอัสสาสะ” และ “ลมปัสสาสะ” เหมือนอย่างว่า เมื่อสูบของช่างทองยังสูบอยู่ ลมย่อมสัญจรไปมา เพราะอาศัยการสูบ และความพยายามอันเกิดจากการสูบนั้นของบุรุษ ฉันใด “ลมหายใจเข้าและหายใจออก” ย่อมเข้าออก เพราะอาศัยกายและจิตฉันนั้นเหมือนกันแล ลำดับนั้น เธอกำหนดลมหายใจเข้าหายใจออกและกายว่า เป็นรูป กำหนดจิตนั้นและธรรมที่สัมปยุตด้วยจิตว่า เป็นอรูป ครั้น เธอกำหนดนามรูปด้วยอาการอย่างนั้นแล้ว ย่อมแสวงหาปัจจัยแห่งนามรูปนั้น และเธอเมื่อแสวงหาอยู่ ก็ได้เห็นปัจจัยมี “อวิชชา” และ “ตัณหา” [พร้อมด้วย: อุปาทาน–สังขาร [กรรมภพวิญญาณ–นามรูป–สฬายตนะ– ผัสสะ–เวทนา–ภพ [อุปปัตติภพชาติ–ชรามรณะ–ความโศก–ความคร่ำครวญ–ทุกข์–โทมนัส–และ–ความคับแค้นใจ] นั้นแล้วย่อมข้ามความสงสัยปรารภความเป็นไปแห่งนามรูปในกาลทั้ง ๓ เสียได้

 

เธอนั้น (๑) ข้ามความสงสัยได้แล้ว [เกิดดวงตาเห็นธรรมด้วยปฏิจจสมุปบาท ๑๒] (๒) ยก “ไตรลักษณ์” ขึ้นด้วย “อำนาจพิจารณากลาป” [อนิจจัง–ทุกขัง–อนัตตา = สามัญลักษณะ หรือ ลักษณะสากลแห่งสังขตธรรม] (๓) ละ “วิปัสสนูปกิเลส ๑๐” [ได้แก่ (๑) โอภาส–แสงสว่าง (๒) ปีติ–ความอิ่มใจปลาบปลื้มเต็มไปทั้งตัว (๓) ญาณ–ความรู้ที่คมชัด (๔) ปัสสัทธิ–ความสงบเย็นกายใจ (๕) สุข–ความสุขฉ่ำชื่นทั่วทั้งตัวที่ประณีตอย่างยิ่ง (๖) อธิโมกข์–ศรัทธาแรงกล้าที่ทำให้ใจผ่องใสอย่างยิ่ง (๗) ปัคคาหะ–ความเพียรที่พอดี (๘)  อุปัฏฐาน–สติชัด (๙) อุเบกขา–ความวางจิตเป็นกลางที่ลงตัวสนิท (๑๐) นิกันติ–ความติดใจพอใจ] ซึ่งเกิดขึ้นแล้วในส่วนเบื้องต้น ด้วย “อุทยัพพยานุปัสสนา” [การพิจารณาเห็นความเกิดและความดับ] กำหนดปฏิปทาญาณที่พ้นจากอุปกิเลสว่า เป็นมรรค “ละความเกิดเสีย” ถึง “ภังคานุปัสสนา” [การพิจารณาเห็นความดับ] เบื่อหน่ายคลายกำหนัดพ้นไปในสรรพสังขาร ซึ่งปรากฏโดยความเป็นของน่ากลัว ด้วยพิจารณาเห็นความดับติดต่อกันไป ได้บรรลุ “อริยมรรค” ทั้ง ๔ ตามลำดับ แล้วตั้งอยู่ใน “พระอรหัตผล” ถึงที่สุดแห่ง “ปัจจเวกขณญาณ ๑๙ อย่าง” เป็น “อัครทักขิไณยแห่งโลกพร้อมทั้งเทวดา” ก็ “การเจริญอานาปานัสสติสมาธิ” ของภิกษุผู้ประกอบใน “อานาปานกรรมฐาน” นั้น ตั้งต้นแต่การนับ จนถึง “มรรคผล” เป็นที่สุด จบบริบูรณ์เพียงเท่านี้แล

  

 

ว่าด้วย “การเจริญอานาปานัสสติสมาธิ”

(พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๒ - หน้าที่ 191 FILE 69)

 

ครั้นภิกษุกำหนดนามรูปอย่างนี้ แล้วแสวงหาปัจจัยแห่งนามรูปนั้น [นามรูปปริจเฉทญาณ] เมื่อแสวงหา ครั้นเห็นปัจจัยนั้นแล้ว [ปัจจยปริคคหญาณ] ปรารภถึงความเป็นไปแห่งนามรูปในกาลแม้ ๓ แล้ว [ญาณ ๓: อตีตังสญาณ–อนาคตังสญาณ–ปัจจุปปันนังสญาณ = อัทธา ๓] จึงข้ามความสงสัยได้ [กังขาวิตรณญาณ] ข้ามความสงสัยได้แล้ว [ธัมมัฏฐิติญาณ] จึงยกขึ้นสู่พระไตรลักษณ์ว่า “อนิจฺจํ–ทุกขํ–อนตฺตา” ด้วยสามารถแห่ง การพิจารณาเป็น “กลาปะ–Unit” [เรียกว่า “กลาปวิปัสสนา–กลาปสัมมสนะ–นยวิปัสสนา–สมุทายมนสิการ” หมายถึง พิจารณาธรรมอย่างรวมๆ โดยรวมเป็นหมวด เป็นกอง หรือรวบทั้งกลุ่ม]  เมื่อส่วนเบื้องต้นแห่ง “อุทยัพพยานุปัสสนา” เกิด [ตรุณวิปัสสนา–วิปัสสนาอ่อนๆ โดยนับจาก ข้อ ๑– ๔ ในญาณ ๑๖] จึงละ “วิปัสสนูปกิเลส ๑๐” ได้แก่ (๑) โอภาส–แสงสว่าง (๒) ปีติ–ความอิ่มใจปลาบปลื้มเต็มไปทั้งตัว (๓) ญาณ–ความรู้ที่คมชัด (๔) ปัสสัทธิ–ความสงบเย็นกายใจ (๕) สุข–ความสุขฉ่ำชื่นทั่วทั้งตัวที่ประณีตอย่างยิ่ง (๖) อธิโมกข์–ศรัทธาแรงกล้าที่ทำให้ใจผ่องใสอย่างยิ่ง (๗) ปัคคาหะ–ความเพียรที่พอดี (๘)  อุปัฏฐาน–สติชัด (๙) อุเบกขา–ความวางจิตเป็นกลางที่ลงตัวสนิท (๑๐) นิกันติ–ความติดใจพอใจ  แล้วกำหนด “อุทยัพพยานุปัสสนาญาณ” [เรียกว่า “พลววิปัสสนา” คือ วิปัสสนาที่แรงกล้า นับจากข้อ ภยตูปัฏฐานญาณ–อาทีนวญาณ–มุญจิตุกัมยตาญาณ–และ–สังขารุเปกขาญาณ ในวิปัสสนาญาณ ๙] อันพ้นจากอุปกิเลสว่ามรรค [มรรคสัจจ์] ละความเกิด ถึง “ภังคานุปัสสนา” [พิจารณาเห็นความดับ] เมื่อสังขารทั้งปวงปรากฏโดยความเป็นภัย ด้วย “ภังคานุปัสสนา” เป็นลำดับ [นั่นคือ “วิปัสสนาญาณ ๙: อุทยัพพยญาณ–ภังคญาณ–ภยญาณ–อาทีนวญาณ–นิพพิทาญาณ–มุญจิตุกัมยตาญาณ–ปฏิสังขาญาณ–สังขารุเปกขาญาณ–อนุโลมญาณ] จึงเบื่อหน่ายพ้นบรรลุ “อริยมรรค ๔” ตามลำดับ ตั้งอยู่ใน “อรหัตผล” ถึงที่สุดแห่ง “ปัจจเวกขณาญาณ ๑๙ อย่าง” [สัมปยุตต์ด้วย “อาสวักขยญาณ มีอาการ ๖๔” คือ ความตรัสรู้สัมโพธิญาณ] เป็น “ทักษิไณยบุคคลผู้เลิศของโลกพร้อมทั้งเทวโลก” [อริยบุคคล ๔] ด้วยเหตุประมาณเท่านี้ “การเจริญอานาปานสติสมาธิ” ตั้งต้นแต่ “การนับลมอัสสาสะปัสสาสะ” นั้น มีวิปัสสนาเป็นที่สุด เป็นอันครบบริบูรณ์ นี้เป็นการพรรณนาปฐมจตุกะโดยอาการทั้งปวง ดังนี้แล

  

 

[C] อธิปัญญาสิกขา [อนุปัสสนา ๗–มหาวิปัสสนา ๑๘–ญาณ ๑๖ = ปัญญาในวิปัสสนา]

(๓) “ทิฏฐิวิสุทธิ” คือ ความหมดจดแห่งทิฏฐิ นั่นคือ ความรู้เข้าใจมองเห็นนามรูปตามสภาวะที่เป็นจริงเป็นเหตุข่มความเข้าใจผิดว่าเป็นสัตว์บุคคลเสียได้ [กำหนดพิจารณานามรูปด้วย “อนุปัสสนา ๓” หรือ “อนุปัสสนา ๗” จนเห็นถึง “อนัตตตา–อนัตตลักษณะ” ได้จริง] เริ่มดำรงในภูมิแห่งความไม่หลงผิด ข้อนี้จัดเป็นขั้นกำหนดทุกขสัจจ์ [อุปาทานขันธ์ ๕ เป็นทุกข์]

 

อภิญญา

ญาณ

นิยาม

อริยสัจจ์ ๔

ทุกข์–ทุกขสัจจ์–ทุกขอริยสัจจ์

ความทุกข์ สภาพที่ทนได้ยาก สภาวะที่บีบคั้น ขัดแย้ง บกพร่อง ขาดแก่นสารและความเที่ยงแท้ ไม่ให้ความพึงพอใจแท้จริง ได้แก่ ชาติ ชรา มรณะ การประจวบกับสิ่งอันไม่เป็นที่รัก การพลัดพรากจากสิ่งที่รัก ความ)รารถนาไม่สมหวัง โดยย่อว่า “อุปาทานขันธ์ ๕ เป็นทุกข์”

วิชชา ๓

ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ

ญาณเป็นเหตุระลึกขันธ์ที่อาศัยอยู่ในก่อนได้ ปรีชาระลึกชาติได้ไปในอดีต คือ รู้เห็นสภาพนามรูปแห่งขันธ์ ๕ หลากหลายรูปแบบในแต่ละชาติ

ญาณ ๑๖

นามรูปปริจเฉทญาณ–สังขารปริจเฉทญาณ

ญาณกำหนดแยกนามรูป ญาณหยั่งรู้ว่าสิ่งทั้งหลายเป็นแต่เพียงนามและรูป และกำหนดจำแนกได้ว่าสิ่งใดเป็นรูป สิ่งใดเป็นนามได้แก่ ขันธ์ ๕–อายตนะ ๑๒–ธาตุ ๑๘–อินทรีย์ ๒๒ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งใน “วิปัสสนาภูมิ–ปัญญาภูมิ”

 

ภาพประกอบ ๓: อภิญญาสัมปยุตตธรรมใน อริยสัจจ์ ๔–วิชชา ๓–ญาณ ๑๖

 

 

อย่างไรก็ตาม เพื่อให้ผู้ปฏิบัติธรรมเห็นภาพรวมแห่งกิจในทุกขอริยสัจจ์ นั่นคือ “ปริญญา ๓” การกำหนดรู้โดยศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมใน “ญาตัฏฐญาณ” ดังนี้

 

 

ว่าด้วย ปริญญา ๓

(พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตก เล่ม ๑ ภาค ๔ - หน้าที่ 94 -95 FILE 45)

 

ในปริญญา ๓ นั้น “ญาตปริญญา” เป็นไฉน ภิกษุกำหนดรู้นามรูปเป็นไปในภูมิ ๓ ทั้งหมด คือ รูปมีประเภทเป็นต้นว่า ภูตรูปและปสาทรูป และนามมีประเภท เป็นต้นว่า ผัสสะ ว่านี้ รูป รูปมีเท่านี้ ยิ่งไปจากนี้ไม่มี นี้นาม นามมีเท่านี้ ยิ่งไปจากนี้ไม่มี โดยความเป็นลักษณะ รส ปัจจุปัฏฐาน ปทัฏฐาน และกำหนดปัจจัยของนามรูปนั้นมีกรรมและอวิชชาเป็นต้น นี้ชื่อว่า “ญาตปริญญา”

 

“ตีรณปริญญา” เป็นไฉน ภิกษุพิจารณาปัจจัยทั้งหมดนั้นทำให้รู้โดยอาการ ๔๒ คือ โดยความไม่เที่ยง โดยความเป็นทุกข์ โดยความเป็นโรค เป็นต้น นี้ชื่อว่า “ตีรณปริญญา”

 

“ปหานปริญญา” เป็นไฉน ภิกษุครั้น พิจารณาอย่างนี้แล้วละฉันทราคะในอาการทั้งหมดด้วยมรรคอันเลิศ นี้ชื่อว่า “ปหานปริญญา”

แม้ “ทิฏฐิวิสุทธิ” [ความหมดจดแห่งทิฏฐิ] “กังขาวิตรณวิสุทธิ” [ความหมดจดแห่งญาณเป็นเครื่องข้ามพ้นความสงสัย] ก็ชื่อว่า “ญาตปริญญา”

 

“มัคคามัคคญาณทัสสนวิสุทธิ” [ความหมดจดแห่งญาณเป็นเครื่องเห็นว่าทางหรือมิใช่ทาง] “ปฏิปทาญาณทัสสนวิสุทธิ” [ความหมดจดแห่งญาณเครื่องรู้ทางปฏิบัติ] หรือ ปัญญามีการพิจารณาธรรมเป็นหมวดเป็นกอง [กลาป] เป็นเบื้องต้นมีอนุโลมเป็นที่สุด ชื่อว่า “ตีรณปริญญา”

 

การละด้วยอริยมรรค ชื่อว่า “ปหานปริญญา”

 

ภิกษุใดกำหนดรู้ธรรมทั้งหมด ภิกษุนั้น ชื่อว่ากำหนดรู้ด้วย “ปริญญา ๓” เหล่านี้ แต่ในที่นี้พึง

ทราบว่า กำหนดรู้ด้วยอำนาจแห่ง “ญาตปริญญาและตีรณปริญญา” เพราะการละวิราคะท่านถือเอาต่างกันด้วยการปฏิเสธ ความไม่กำหนดรู้ท่านกล่าวหมายถึงผู้ที่ไม่รู้อย่างนี้ ด้วยประการฉะนี้

 

 

๒๐. อรรถกถาญาตัฏฐญาณุทเทส

ว่าด้วย ญาตัฏฐญาณ

(พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ - หน้าที่ 90–92 FILE 68)

 

บัดนี้ “ปริญญา ๓” [กิจในทุกขอริยสัจจ์] คือ การกำหนดรู้นามรูปโดยประเภทนั้นแลเป็น “ญาตปริญญา” ต่อจากนั้นก็เป็น “ตีรณปริญญา” ในลำดับต่อไปก็เป็น “ปหานปริญญา” และภาวนา–การเจริญ และสัจฉิกิริยา–การทำให้แจ้ง ก็ย่อมมีเพราะเนื่องด้วย “ปริญญา ๓” นั้น เพราะฉะนั้นท่านจึงยกเอาญาณทั้ง ๕ มี “ญาตัฏฐญาณ” เป็นต้น [(๑) ปัญญาอันรู้ยิ่ง–อภิญญา เป็น “ญาตัฏฐญาณ” (๒) ปัญญาเครื่องกำหนดรู้–ปริญญา เป็น “ติรณัฏฐญาณ” (๓) ปัญญาเครื่องละ–ปหานะ เป็น “ปริจจาคัฎฐญาณ” (๔) ปัญญาเครื่องเจริญ–ภาวนา เป็น “เอกรสัฏฐญาณ” (๕) ปัญญาเครื่องกระทำให้แจ้ง–สัจฉิกิริยา เป็น “ผัสสนัฏฐญาณ”] ขึ้นแสดงต่อจาก “ธัมมนานัตตญาณ” [การกำหนดธรรมทั้งหลาย ด้วยสามารถแห่งกามาวจรกุศลจิต ด้วยสามารถแห่งจิตมีความปราโมทย์เป็นมูล และด้วยสามารถแห่งจิตมีมนสิการเป็นมูล]

 

ก็ “ปริญญา ๓” คือ (๑) ญาตปริญญา (๒) ตีรณปริญญา และ (๓) ปหานปริญญา ในปริญญาทั้ง ๓ นั้น ดังนี้

 

ปัญญาอันเป็นไปในการกำหนดลักษณะโดยเฉพาะๆ แห่งสภาวธรรมเหล่านั้นๆ อย่างนี้ว่า รูปมีการแตกดับไปเป็นลักษณะ เวทนามีการเสวยอารมณ์เป็นลักษณะ ชื่อว่า “ญาตปริญญา”

 

วิปัสสนาปัญญาอันมีลักษณะเป็นอารมณ์ ยกสามัญลักษณะแห่งสภาวธรรมเหล่านั้นๆ ขึ้นเป็นไปโดยนัยเป็นต้นว่า “รูปํ อนิจฺจํ ทุกฺขํ อนตฺตา” รูปไม่เที่ยงเป็นทุกข์ เป็นอนัตตา “เวทนา อนิจฺจา ทุกฺขา อนตฺตา” เวทนาไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา ดังนี้ ชื่อว่า “ตีรณปริญญา”

 

ก็วิปัสสนาอันมีลักษณะเป็นอารมณ์ เป็นไปด้วยสามารถแห่งการละวิปลาสทั้งหลาย มีนิจสัญญาวิปลาส เป็นต้น ในธรรมทั้งหลายเหล่านั้นเสียได้นั่นแล ชื่อว่า “ปหานปริญญา”

 

บรรดาปริญญาทั้ง ๓ นั้น ตั้งต้นแต่ “สังขารปริจเฉทญาณ” ญาณในการกำหนดสังขารธรรม จนถึง “ปัจจยปริคคหญาณ” ญาณในการกำหนดสังขารธรรมโดยความเป็นปัจจัย เป็นภูมิของ “ญาตปริญญา” เพราะในระหว่างนี้ ความเป็นอธิบดีย่อมมีแก่พระโยคีบุคคลผู้แทงตลอดลักษณะโดยเฉพาะๆ ของสภาวธรรมทั้งหลายได้

 

ตั้งแต่ “กลาปสัมมสนญาณ” ญาณในการพิจารณาสังขารธรรมโดย “กลาป” จนถึง “อุทยัพพยานุปัสสนาญาณ” ญาณในการเห็นอยู่เนืองๆ ซึ่งการเกิดขึ้นและดับไปของสังขารธรรม เพราะในระหว่างนี้ ความเป็นอธิบดีย่อมมีแก่พระโยคีบุคคลผู้แทงตลอดสามัญลักษณะได้

 

 

ตั้งต้นแต่ “ภังคานุปัสสนาญาณ” ญาณในการเห็นอยู่เนืองๆ ซึ่งความดับไปแห่งสังขารธรรมขึ้นไป เป็น “ภูมิแห่งปหานปริญญา” เพราะจำเดิมแต่นั้นไปความเป็นอธิบดีย่อมมีแก่ “อนุปัสสนา ๗” อันจะให้สำเร็จการละ “วิปลาส” โดยมี นิจสัญญาวิปลาส เป็นต้น ได้อย่างนี้คือ (๑) เมื่อพิจารณาเห็นโดยความเป็นของไม่เที่ยง ก็ย่อมละ “นิจสัญญาวิปลาส” [อาศัยอนิจจานุปัสสนา ถอนวิปัลลาสนิมิต] ได้ (๒) เมื่อพิจารณาเห็นโดยความเป็นทุกข์ ก็ละ “สุขสัญญาวิปลาส” [อาศัยทุกขานุปัสสนา ถอนตัณหาปณิธิ] ได้ (๓) เมื่อพิจารณาเห็นโดยความเป็นอนัตตา ก็ละ “อัตตสัญญาวิปลาส” [อาศัยอนัตตานุปัสสนา ถอนอัตตาภินิเวส] ได้ (๔) เมื่อเบื่อหน่ายก็ละความเพลิดเพลิน [อาศัยนิพพิทานุปัสสนา ถอนนันทิสัญญาวิปลาส] ได้ (๕) เมื่อคลายกำหนัด ก็ละ “ราคะ” [อาศัยวิราคานุปัสสนา ถอนราคสัญญาวิปลาส] ได้ (๖) เมื่อให้ดับก็ละสมุทัย [อาศัยนิโรธานุปัสสนา ถอนสมุทยสัญญาวิปลาส] ได้ (๗) เมื่อสละคืนก็ละ “ความถือมั่น” [อาศัยปฏินิสสัคคานุปัสสนา ถอนอาทานสัญญาวิปลาส] เสียได้  ดังนี้

 

บรรดาคำเหล่านั้น คำว่า “อภิญฺญาปญฺญา” ได้แก่ ปัญญาเป็นเครื่องรู้ตามสภาวะมีรูปปนลักษณะ คือ รูปมีอันแตกดับไปเป็นลักษณะ เป็นต้น แห่งสภาวธรรมทั้งหลาย จริงอยู่ ปัญญานั้นท่านเรียกว่า “อภิญญา” [ความรู้คมชัด–ความรู้ยิ่งยวด] เพราะอธิบายด้วยอภิศัพท์มีอรรถว่างามดังนี้ คือ การรู้งามด้วยสามารถแห่งการรู้สภาวะของธรรมเหล่านั้นๆ คำว่า “ญาตฏฺเฐ ญาณํ” ญาณในอรรถว่า “รู้” ได้แก่ ญาณ อันมีความรู้เป็นสภาวะ

  

 

(๔) “กังขาวิตรณวิสุทธิ” คือ ความหมดจดแห่งญาณเป็นเหตุข้ามพ้นความสงสัย ความบริสุทธิ์ขั้นที่ทำให้กำจัดความสงสัยได้ นั่นคือ กำหนดรู้ปัจจัยแห่งนามรูปได้แล้วจึงสิ้นสงสัยในกาลทั้ง ๓ [ปฏิจจสมุปบาท ๑๒] ข้อนี้ตรงกับ “ธรรมฐิติญาณ–ยถาภูตญาณ–สัมมาทัสสนะ” และจัดเป็นขั้นกำหนดสมุทัยสัจจ์

 

 

อภิญญา

ญาณ

นิยาม

อริยสัจจ์ ๔

สมุทัย–สมุทัยสัจจ์–ทุกขสมุทัยอริยสัจจ์ 

เหตุเกิดแห่งทุกข์ สาเหตุให้ทุกข์เกิด ได้แก่ ตัณหา ๓ คือ (๑) กามตัณหา (๒) ภวตัณหา และ (๓) วิภวตัณหา

วิชชา ๓

จุตูปปาตญาณ–ทิพพจักขุญาณ

ญาณกำหนดรู้จุติและอุบัติแห่งสัตว์ทั้งหลาย อันเป็นไปตามกรรม ปัญญาเห็นการเวียนว่ายตายเกิดของสัตว์ทั้งหลาย

ญาณ ๑๖

นามรูปปัจจัยปริคคหญาณ–ปัจจัยปริคคหญาณ–ปริคคหญาณ–ธัมมัฏฐิติญาณ–กังขาวิตรณญาณ

ญาณกำหนดจับปัจจัยแห่งนามรูป ญาณหยั่งรู้ที่กำหนดจับได้ซึ่งปัจจัยแห่งนามและรูป โดยอาการที่เป็นไปตามหลักปฏิจจสมุปบาท หรือ ปัจจัยธรรม–ปฏิจจสมุปปันนธรรมทั้งหลาย จนรวมถึง กฎแห่งกรรม และ กฎแห่งกรรมของสัตว์ทั้งหลาย [กัมมัสสกตตา]

 

ภาพประกอบ ๔: อภิญญาสัมปยุตตธรรมใน อริยสัจจ์ ๔–วิชชา ๓–ญาณ ๑๖

 

  

“ปฏิจจสมุปบาท ๑๒” หมายถึง การเกิดขึ้นพร้อมแห่งธรรมทั้งหลายเพราะอาศัยกัน, ธรรมที่อาศัยกันเกิดขึ้นพร้อม, การที่สิ่งทั้งหลายอาศัยกันๆ จึงเกิดมีขึ้น ดังนี้

 

“อนุโลมปฏิจจสมุปบาท” = ฝ่ายสมุทัย

(๑) เพราะ อวิชชา เป็นเหตุปัจจัย ปัจจัยธรรม จึงมี

(๒) เพราะ อวิชชา เป็นปัจจัย สังขาร จึงมี

(๓) เพราะ สังขาร เป็นปัจจัย วิญญาณ จึงมี

(๔) เพราะ วิญญาณ เป็นปัจจัย นามรูป จึงมี

(๕) เพราะ นามรูป เป็นปัจจัย สฬายตนะ จึงมี

(๖) เพราะ สฬายตนะ เป็นปัจจัย ผัสสะ จึงมี

(๗) เพราะ ผัสสะ เป็นปัจจัย เวทนา จึงมี

(๘) เพราะ เวทนา เป็นปัจจัย ตัณหา จึงมี

(๙) เพราะ ตัณหา เป็นปัจจัย อุปาทาน จึงมี

(๑๐) เพราะ อุปาทาน เป็นปัจจัย ภพ จึงมี

(๑๑) เพราะ ภพ เป็นปัจจัย ชาติ จึงมี

(๑๒) เพราะ ชาติ เป็นปัจจัย ชรามรณะ จึงมี 

 ความโศก–ความคร่ำครวญ–ทุกข์–โทมนัส–และ–ความคับแค้นใจ ก็มีพร้อม

ความเกิดขึ้นแห่งกองทุกข์ทั้งปวงนี้ จึงมีด้วยประการฉะนี้

 

“ปฏิโลมปฏิจจสมุปบาท” = ฝ่ายนิโรธ

(๑) เพราะ อวิชชา สำรอกดับไปไม่เหลือ

(๒) เพราะ อวิชชา ดับ สังขาร จึงดับ

(๓) เพราะ สังขาร ดับ วิญญาณ จึงดับ

(๔) เพราะ วิญญาณ ดับ นามรูป จึงดับ

(๕) เพราะ นามรูป ดับ สฬายตนะ จึงดับ

(๖) เพราะ สฬายตนะ ดับ ผัสสะ จึงดับ

(๗) เพราะ ผัสสะ ดับ เวทนา จึงดับ

(๘) เพราะ เวทนา ดับ ตัณหา จึงดับ

(๙) เพราะ ตัณหา ดับ อุปาทาน จึงดับ

(๑๐) เพราะ อุปาทาน ดับ ภพ จึงดับ

(๑๑) เพราะ ภพ ดับ ชาติ จึงดับ

(๑๒) เพราะ ชาติ ดับ ชรามรณะ จึงดับ

ความโศก–ความคร่ำครวญ–ทุกข์–โทมนัส–และ–ความคับแค้นใจ ก็ดับ

ความดับแห่งกองทุกข์ทั้งปวงนี้ ย่อมมีด้วยประการฉะนี้

 

 

สำหรับ “ปฏิจจสมุปปันนธรรม” ถือเป็นฝ่ายสมุทัย คือ “อนุโลมปฏิจจสมุปบาท” เพียงแต่นำองค์ประกอบปัจจัยทั้ง ๑๒ อย่าง มาจำแนกแจกตามหลักธรรมย่อย “ปัจจัยธรรม” ส่วนเรื่อง “กฎแห่งกรรม” และ “กฎกรรมของสัตว์” นั้น อยู่ใน “วัฏฏะ ๓–ไตรวัฏฏ์” ดังนี้

 

๑. อัทธา ๓ [Periods]

“อัทธา ๓” หมายถึง กาลเวลาทั้ง ๓ ช่วง ได้แก่

(๑) “อดีต” = อวิชชา–สังขาร

(๒) “ปัจจุบัน” = วิญญาณ–นามรูป–สฬายตนะ–ผัสสะ–เวทนา–ตัณหา–อุปาทาน–ภพ

(๓) “อนาคต” = ชาติ–ชรา มรณะ (โสกะ–ปริเทวะ–ทุกข์–โทมนัส–อุปายาส)

 

๒. สังเขป ๔ [Sections]

“สังเขป ๔” [สังคหะ ๔] หมายถึง ช่วงองค์ประกอบปัจจัยสืบเนื่องกันด้วยเหตุและผลเป็นระยะ ๔ หมวด หรือแยกเป็น ๔ กลุ่ม ได้แก่

(๑) “อดีตเหตุ” = อวิชชา–สังขาร

(๒) “ปัจจุบันผล” = วิญญาณ–นามรูป–สฬายตนะ–ผัสสะ–เวทนา

(๓) “ปัจจุบันเหตุ” = ตัณหา–อุปาทาน–ภพ

(๔) “อนาคตผล” = ชาติ–ชรามรณะ (โสกะ–ปริเทวะ–ทุกข์–โทมนัส–อุปายาส)

 

๓. สนธิ ๓ [Connections]

 “สนธิ ๓” หมายถึง ขั้วต่อ ระหว่างสังเขป หรือช่วงทั้ง ๔ ได้แก่

(๑) ระหว่าง “อดีตเหตุ” กับ “ปัจจุบันผล”

(๒) ระหว่าง “ปัจจุบันผล” กับ “ปัจจุบันเหตุ”

(๓) ระหว่าง “ปัจจุบันเหตุ” กับ “อนาคตผล”

 

๔. วัฏฏะ ๓ [Cycles]

“วัฏฏะ ๓” [ไตรวัฏฏ์] หมายถึง การวน วงเวียน องค์ประกอบปัจจัยใหญ่ที่หมุนเวียนต่อเนื่องกันของ “ภวจักร” หรือ “สังสารจักร” ดังนี้

(๑) “กิเลสวัฏฏ์” คือ วงจรกิเลส ได้แก่ อวิชชา–ตัณหา–และ–อุปาทาน

(๒) “กรรมวัฏฏ์” คือ วงจรกรรม ได้แก่ สังขาร–และ–กรรมภพ (อภิสังขาร ๓ หรือ เจตนา)

(๓) “วิปากวัฏฏ์” คือ วงจรวิบาก ได้แก่ วิญญาณ–นามรูป–สฬายตนะ– ผัสสะ–เวทนา ซึ่งแสดงออกในรูปปรากฏที่เรียกว่า “อุปปัตติภพ” คือ ภพที่อุบัติขึ้น ชาติ–ชรามรณะ–ความโศก–ความคร่ำครวญ–ทุกข์–โทมนัส–และ–ความคับแค้นใจ  

 

๕. อาการ ๒๐ [Modes]

“อาการ ๒๐” หมายถึง องค์ประกอบแต่ละอย่าง อันเป็นดุจกำของล้อ จำแนกตามส่วนเหตุ (Causes) และส่วนผล (Effects) ได้แก่

(๑) “อดีตเหตุ ๕” = อวิชชา–สังขาร–ตัณหา–อุปาทาน–ภพ

(๒) “ปัจจุบันผล ๕” = วิญญาณ–นามรูป–สฬายตนะ–ผัสสะ–เวทนา

(๓) “ปัจจุบันเหตุ ๕” = อวิชชา–สังขาร–ตัณหา–อุปาทาน–ภพ

(๔) “อนาคตผล ๕” = วิญญาณ–นามรูป–สฬายตนะ–ผัสสะ–เวทนา

 

หมายเหตุ:  “อาการ ๒๐” คือ หัวข้อที่กระจายให้เต็มในทุกช่วงของ “สังเขป ๔”

 

 

. มูล ๒ [Roots]

“มูล ๒” หมายถึง กิเลสที่เป็นตัวมูลเหตุ ซึ่งกำหนดเป็นจุดเริ่มต้นในวงจรแต่ละช่วง ได้แก่

(๑) “อวิชชา” เป็นจุดเริ่มต้นในช่วงอดีต ส่งผลถึงเวทนาในช่วงปัจจุบัน

(๒) “ตัณหา” เป็นจุดเริ่มต้นในช่วงปัจจุบัน ส่งผลถึงชรามรณะในช่วงอนาคต

 

ในอันดับต่อไป ให้พิจารณาในเรื่อง “กฎแห่งกรรม–กัมมัสสกตาปัญญา” ตามบทสวดมนต์ ดังนี้   

 

กฎแห่งกรรม [The Law of Volitional Actions]

กฎข้อที่ ๑     กัมมัสสะโกมมะหิ    (เรามีกรรมเป็นของๆ ตน)

กฎข้อที่ ๒     กัมมะทายาโท    (เราเป็นผู้รับผลของกรรม)

กฎข้อที่ ๓     กัมมะโยนิ   (เรามีกรรมเป็นกำเนิด)

กฎข้อที่ ๔     กัมมะพันธุ   (เรามีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์)

กฎข้อที่ ๕     กัมมะปะฏิสะระโณ   (เรามีกรรมเป็นที่พึ่งอาศัย)

กฎข้อที่ ๖     ยัง กัมมัง กะริสสามิ    (เราจักทำกรรมอันใดไว้)

                   กัลละยาณัง วา ปาปะกัง วา   (ดีหรือชั่วก็ตาม)

                   ตัสสะ ทายาโท ภะวิสสามิ   (เราจักเป็นผู้รับผลของกรรมนั้นๆ)

 

 

นอกจากนี้ ยังหลักธรรม “ปัจจัย ๒๔” ที่มีลักษณะกระบวนการคิดคล้ายคลึงกับ “ปฏิจจสมุปบาท ๑๒” ซึ่งเป็นการอธิบายลักษณะความสัมพันธ์ของปัจจัยต่างๆ ดังนี้

 

 

“ปัจจัย ๒๔” [อยู่ในบทสวดพระอภิธรรม –ข้อนี้มีประโยชน์สำหรับนักวิจัยในการอภิปรายผลการ วิจัย เพราะเป็นการแยกความสัมพันธ์ออกเป็น ๒๔ ประการ และเป็น “มหาปัฏฐาน” แห่งพุทธปัญญา]  หมายถึง ลักษณะหรืออาการแห่งความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งทั้งหลาย ที่สิ่งหนึ่งหรือสภาวธรรมอย่างหนึ่ง เป็นองค์ประกอบที่ช่วยเอื้อ เกื้อหนุน ค้ำจุน เป็นเหตุ หรือเป็นเงื่อนไข ให้สิ่งอื่น หรือสภาวธรรมอย่างอื่น เกิดขึ้น คงอยู่ หรือเป็นไปอย่างใดอย่างหนึ่ง และย่อมเห็นผลแห่งอกุศลวิบากที่ตามมา คือ “โสกะ–ปริเทวะ–ทุกข์–โทมนัส–อุปายาส” เช่นกัน ได้แก่

(๑) “เหตุปัจจัย” คือ ปัจจัยโดยเป็นเหตุ

(๒) “อารัมมณปัจจัย” คือ ปัจจัยโดยเป็นอารมณ์

(๓) “อธิปติปัจจัย” คือ ปัจจัยโดยเป็นเจ้าใหญ่

(๔) “อนันตรปัจจัย” คือ ปัจจัยโดยเป็นภาวะต่อเนื่องไม่มีช่องระหว่าง

(๕) “สมนันตรปัจจัย” คือ ปัจจัยโดยเป็นภาวะต่อเนื่องทันที

(๖) “สหชาตปัจจัย” คือ ปัจจัยโดยเกิดร่วมกัน

(๗) “อัญญมัญญปัจจัย” คือ ปัจจัยโดยอาศัยซึ่งกันและกัน

(๘) “นิสสยปัจจัย” คือ ปัจจัยโดยเป็นที่อาศัย

(๙) “อุปนิสสยปัจจัย” คือ ปัจจัยโดยเป็นเครื่องหนุนหรือกระตุ้นเร้า

(๑๐) “ปุเรชาตปัจจัย” คือ ปัจจัยโดยเกิดก่อน

(๑๑) “ปัจฉาชาตปัจจัย” คือ ปัจจัยโดยเกิดทีหลัง

(๑๒) “อาเสวนปัจจัย” คือ ปัจจัยโดยการซ้ำบ่อยหรือทำให้ชิน

(๑๓) “กรรมปัจจัย” คือ ปัจจัยโดยเป็นกรรมคือเจตจำนง

(๑๔) “วิปากปัจจัย” คือ ปัจจัยโดยเป็นวิบาก

(๑๕) “อาหารปัจจัย” คือ ปัจจัยโดยเป็นอาหาร หรือเป็นเครื่องหล่อเลี้ยง

(๑๖) “อินทรียปัจจัย” คือ ปัจจัยโดยเป็นเจ้าการ

(๑๗) “ฌานปัจจัย” คือ ปัจจัยโดยภาวะจิตที่เป็นฌาน

(๑๘) “มรรคปัจจัย” คือ ปัจจัยโดยเป็นมรรค

(๑๙) “สัมปยุตตปัจจัย” คือ ปัจจัยโดยประกอบกัน

(๒๐) “วิปปยุตตปัจจัย” คือ ปัจจัยโดยแยกต่างหากกัน

(๒๑) “อัตถิปัจจัย” คือ ปัจจัยโดยต้องมีอยู่

(๒๒) “นัตถิปัจจัย” คือ ปัจจัยโดยต้องไม่มีอยู่

(๒๓) “วิคตปัจจัย” คือ ปัจจัยโดยต้องปราศไป

(๒๔) “อวิคตปัจจัย” คือ ปัจจัยโดยต้องไม่ปราศไป

 

 

(๕) “มัคคามัคคญาณทัสสนวิสุทธิ” คือ ความหมดจดแห่งญาณที่รู้เห็นว่าเป็นทางหรือมิใช่ทาง นั่นคือ เริ่มเจริญวิปัสสนาต่อไปด้วยพิจารณากลาป จนมองเห็นความเกิดขึ้น และความเสื่อมไปแห่งสังขารทั้งหลาย [ไตรลักษณ์–สามัญลักษณะ ได้แก่ “อนิจจัง–ทุกขัง– อนัตตา”] อันเรียกว่า “อุทยัพพยานุปัสสนา” เป็นตรุณวิปัสสนา คือวิปัสสนาญาณอ่อนๆ แล้วมี “วิปัสสนูปกิเลส” เกิดขึ้น กำหนดได้ว่า “อุปกิเลสทั้ง ๑๐ แห่งวิปัสสนานั้นมิใช่ทาง” ส่วนวิปัสสนาที่เริ่มดำเนินเข้าสู่วิถีนั่นแลเป็นทางถูกต้อง เตรียมที่จะประคองจิตไว้ในวิถีคือ “วิปัสสนาญาณ” นั้นต่อไป ข้อนี้จัดเป็นขั้นกำหนดมัคคสัจจ์

 

 

อภิญญา

ญาณ

นิยาม

อริยสัจจ์ ๔

มรรค–มัคคสัจจ์–ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา–ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจจ์

ปฏิปทาที่นำไปสู่ความดับแห่งทุกข์ ข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์ ได้แก่ “อริยอัฏฐังคิกมรรค” หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า “มัชฌิมาปฏิปทา” แปลว่า “ทางสายกลาง” มรรคมีองค์ ๘ นี้ สรุปลงใน “ไตรสิกขา” คือ “ศีล–สมาธิ–ปัญญา” ในข้อนี้จะดำเนินไปจนถึง “ญาณทัสสนวิสุทธิ–มรรคญาณ–อริยมรรค ๔”

วิชชา ๓

อาสวักขยญาณ–สัมโพธะ [สัมโพธิญาณ]

ญาณหยั่งรู้ในธรรมเป็นที่สิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย ความรู้ที่ทำให้สิ้นอาสวะ ความตรัสรู้ [สัมโพธะ] ให้นับจากข้อนี้ไปจนถึง “โลกุตตรธรรม ๙: มรรค ๔–ผล ๔–นิพพาน ๑”

ญาณ ๑๖

สัมมสนญาณ–กลาปสัมมสนญาณ–กลาปสัมมสนะ–กลาปวิปัสสนา–นยวิปัสสนา–สมุทายมนสิการ

 

ญาณพิจารณานามรูปโดยไตรลักษณ์ ตามอรรถะชื่อ “กลาป” [กะ-หลาบ = กลาปะ] หมายถึง ในการเจริญวิปัสสนา การพิจารณาโดยกลาป คือ พิจารณาธรรมอย่างรวมๆ โดยรวมเป็นหมวด หรือรวบทั้งกลุ่ม โดยกำหนดรู้ด้วย “สามัญลักษณะ ๓: อนิจจตา–ทุกขตา–อนัตตตา”

 

ภาพประกอบ ๕: อภิญญาสัมปยุตตธรรมใน อริยสัจจ์ ๔–วิชชา ๓–ญาณ ๑๖

 

ให้ผู้ปฏิบัติธรรมพิจารณานัยแห่งกลาปสัมมสนญาณเพิ่มเติมที่มีการอ้างถึงในพระไตรปิฎก ดังนี้

 

  

ว่าด้วย “สัมมสนญาณ”

(พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ - หน้าที่ 52–53 FILE 68)

 

“ญาณ” คือ ปัญญาในการถูกต้อง เลือกเฟ้น เพ่งพินิจด้วยดี อธิบายว่า “ญาณ” ในการพิจารณาในเบญจขันธ์โดยความเป็นหมวดหมู่ [กลาปะ] ชื่อว่า “สมฺมสเน ญาณํ” แปลว่า “ญาณในการพิจารณาเบญจขันธ์”

 

จริงอยู่ “กลาปสัมมสนญาณ” นี้ ย่อมเกิดแก่พระโยคีบุคคลผู้ได้ “ธัมมัฏฐิติญาณ” [ปัจจยปริคคหญาณ] เป็นเครื่องกำหนดปัจจัยของนามรูป ในลำดับแห่ง “นามรูปววัตถานญาณ” [นามรูปปริจเฉทญาณ] ยกแต่ละขันธ์ๆ ที่กำหนดไว้แล้วในก่อนขึ้นสู่ “พระไตรลักษณ์” แล้วเห็นแจ้งอยู่ โดยความเป็น “อนิจจัง–ทุกขัง–อนัตตา” [อนุปัสสนา ๓] ด้วยสามารถแห่งการพิจารณาตามที่กล่าวแล้ว โดยนัยแห่งพระบาลี เป็นต้นว่า

 

พระโยคีบุคคล (๑) กำหนดรูปอย่างใดอย่างหนึ่ง ทั้งที่เป็น อดีต–อดีตอัทธา อนาคต–อนาคตอัทธา และปัจจุบัน–ปัจจุปันนัทธา [ญาณ ๓: อตีตังสญาณ–อนาคตังสญาณ–ปัจจุปปันนังสญาณ = อัทธา ๓] เป็นภายในก็ตาม ภายนอกก็ตาม หยาบก็ตาม ละเอียดก็ตาม เลวก็ตาม ประณีตก็ตาม มีในที่ไกลก็ตาม ในที่ใกล้ก็ตาม โดยความเป็นของไม่เที่ยง [อนิจจานุปัสสนา] การกำหนดนี้เป็น “สัมมสนญาณ” ประการหนึ่ง (๒) กำหนดโดยความเป็นทุกข์ [ทุกขานุปัสสนา] การกำหนดนี้ เป็น “สัมมสนญาณ” ประการหนึ่ง (๓) กำหนดโดยความเป็นอนัตตา [อนัตตานุปัสสนา] การกำหนดนี้ก็เป็น “สัมมสนญาณ” ประการหนึ่ง

  

 

(๖) “ปฏิปทาญาณทัสสนวิสุทธิ” คือ ความหมดจดแห่งญาณอันรู้เห็นทางดำเนิน นั่นคือ ประกอบความเพียรในวิปัสสนาญาณทั้งหลายเริ่มแต่ “อุทยัพพยานุปัสสนาญาณ” ที่พ้นจากอุปกิเลสดำเนินเข้าสู่วิถีทางแล้วนั้น เป็นต้นไป จนถึง “สัจจานุโลมิกญาณ” หรือ “อนุโลมญาณ” อันเป็นที่สุดแห่งวิปัสสนา ต่อแต่นี้ก็จะเกิด “โคตรภูญาณ” คั่นระหว่างวิสุทธิข้อนี้กับข้อสุดท้าย เป็นหัวต่อแห่ง “ความเป็นปุถุชน” กับ “ความเป็นอริยบุคคล” โดยสรุป วิสุทธิข้อนี้ ก็คือ “วิปัสสนาญาณ ๙” [กระบวนการทุบขันธ์ ๕] อย่างไรก็ตาม การข้ามโคตรปุถุชนไปสู่โคตรอริยะนั้น ต้องข้ามด้วยปัญญาเช่นกัน ที่เรียกว่า “โคตรภูญาณ” ที่ผู้ปฏิบัติธรรมต้องทำความเข้าใจให้ถูกต้อง [สัมมาทิฏฐิ] และคิดให้เป็น [สัมมาสังกัปปะ] ดังรายละเอียดเพิ่มเติมต่อไปนี้

 

 

๑๐. อรรถกถาโคตรภูญาณุทเทส

ว่าด้วย โคตรภูญาณ

(พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ - หน้าที่ 68 -70 FILE 68)

 

ในคำว่า “พหิทฺธา วุฏฺฐานวิวฏฺฏเน ปญฺญา โคตฺรภูญาณํ” แปลว่า ปัญญาในการออกและหลีกไปจาก “สังขารนิมิตภายนอก” [สังขาร ๓] เป็น “โคตรภูญาณ” นี้มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้

 

บทว่า “พหิทฺธา” ได้แก่ “สังขารนิมิต” เพราะว่า สังขารนิมิตนั้น ท่านกล่าวว่า “พหิทฺธา–ภายนอก” เพราะอาศัยกุศลขันธ์ในจิตสันดานในภายในโดยเห็นไปตามจริง [พหิทฺธา สงฺขารนิมิตฺตํ –สังขารนิมิตภายนอก ได้แก่ “สังขารนิมิต” อันเป็นภายนอกจากกุศลขันธ์ [นั่นคือ ได้ข้ามจาก รูปวาจรธรรม–อรูปาวจรธรรม ไปสู่อริยะ] อันเป็นไปแล้วในสันดานของตน คือ “ความเป็นอริยบุคคล”  แต่ตัวท่านอยู่ในกามภพนี้อยู่ จริงอยู่ สังขารอันเป็นโลกิยะ ท่านกล่าวว่า เป็น “นิมิต” [รูปนิมิต–เวทนานิมิต–สัญญานิมิต–สังขารนิมิต–วิญญาณนิมิต] เพราะเป็นเครื่องหมายแห่งกิเลสทั้งหลาย (กิเลสขันธ์) หรือ เพราะตั้งขึ้นด้วย “อาการของนิมิต” อีกนัยหนึ่ง บทว่า “นิมิตฺตํ–นิมิต” คือ ย่อมรู้สังขารนิมิตอันเป็นอารมณ์ตามความเป็นจริง เพราะละ “นิจจสัญญา” ได้ด้วยการแยก “สันตติ” และ “ฆนะ” ออกไป บทว่า “เตน วุจฺจติ สมฺมาทสฺสนํ” เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า “สัมมาทัศนะ–สัมมาทัสสนะ” เพราะรู้ตามความเป็นจริงนั้น ท่านจึงกล่าวญาณนั้นว่า “สัมมาทัศนะ” บทว่า “ปวตฺตํ” ความเป็นไป คือ รู้ความเป็นไปอันเป็นวิบาก แม้รู้ว่าสุขตามความเป็นจริง เพราะละตัณหา กล่าวคือ “ปณิธิ–ตัณหาปณิธิ = ความตั้งปรารถนาในความอยาก” ได้ด้วยการถอน “สุขสัญญา” ในอาการอันถึงทุกข์แล้ว “ทุกขสัญญา” ละด้วย “สุขสัญญา” บทว่า “นิมิตฺตญฺจ ปวตฺตญฺจ” ย่อมรู้ย่อมเห็นนิมิตและความเป็นไป คือ ย่อมรู้สังขารนิมิต และความเป็นไปอันเป็นวิบากตามความเป็นจริง เพราะละ “อัตตสัญญา” แม้โดยประการทั้งสองด้วยการถอน “ฆนะ” อันรวมกันอยู่ด้วยมีมนสิการถึงธาตุต่างๆ] เพราะฉะนั้น “โคตรภูญาณ” นั้นย่อมออก คือ ตั้งอยู่ในเบื้องบนปราศจากสังขารนิมิตภายนอก ฉะนั้น “โคตรภูญาณ” นั้นจึงชื่อว่า “วุฏฐานะ” [การออกไปจากสังขารธรรมเพื่อให้เข้าถึงอริยมรรค ๔ คือ การทุบขันธ์ ๕ = วุฏฐานคามินีปฏิปทา นั่นคือ “วิปัสสนาญาณ ๙–วิปัสสนาญาณ ๑๐” ได้แก่ สัมมสนญาณ–อุทยัพพยญาณ–ภังคญาณ–ภยญาณ–อาทีนวญาณ–นิพพิทาญาณ–มุญจิตุกัมยตาญาณ–ปฏิสังขาญาณ–สังขารุเปกขาญาณ–อนุโลมญาณ หรือ “อนุปัสสนา ๗ [ใน๗ ข้อแรกมหาวิปัสสนา ๑๘” ได้แก่ อนิจจานุปัสสนา–ทุกขานุปัสสนา–อนัตตานุปัสสนา–นิพพิทานุปัสสนา–วิราคานุปัสสนา–นิโรธานุปัสสนา–ปฏินิสสัคคานุปัสสนา–ขยานุปัสสนา–วยานุปัสสนา–วิปริณามานุปัสสนา–อนิมิตตานุปัสสนา–อัปปณิหิตานุปัสสนา–สุญญตานุปัสสนา–อธิปัญญาธรรมวิปัสสนา– ยถาภูตญาณทัสนะ–อาทีนวานุปัสสนา–ปฎิสังขานุปัสสนา–วิวัฏฏนานุปัสสนา ตามลำดับ]

 

“โคตรภูญาณ” นั้น ย่อมหลีกออก ย่อมหมุนกลับ คือ หันหลังให้ ฉะนั้น “โคตรภูญาณ” นั้นจึงชื่อว่า “วิวัฏฏนะ” และ “วุฏฐานะ” [การออกไป] นั้นด้วย “วิวัฏฏนะ” [การหลีกไป]นั้นด้วย ฉะนั้น จึงชื่อว่า “วุฏฐานวิวัฏฏนะ” [การออกและหลีกไป] เพราะเหตุนั้นท่านพุทธโฆสาจารย์จึงกล่าวว่า

 

“โคตรภูญาณ” ยังไม่ออกจาก “ปวัตตขันธ์” เพราะตัด “สมุทัย” ยังไม่ขาด แต่ออกจาก “นิมิต” ได้ เพราะมี “พระนิพพาน” เป็นอารมณ์ ฉะนั้น จึงชื่อว่า “เอกโตวุฏฐานะ” คือ ออกจากสังขารนิมิตโดยส่วนเดียว ดังนี้

 

ชื่อว่า “โคตรภู” เพราะครอบงำเสียได้ซึ่ง “โคตรปุถุชน” และเพราะก้าวขึ้นสู่ “โคตรอริยะ” เพราะ “โคตรภูญาณ” นี้กระทำพระนิพพาน ชื่อว่า “อนิมิตตะ” ไม่มีนิมิตให้เป็นอารมณ์ในที่สุดแห่ง “อาเสวนะแห่งอนุโลมญาณ” ของจิตที่เหนื่อยหน่ายจากสังขารทั้งปวงดุจน้ำตกจากใบบัว ก้าวล่วงเสียซึ่ง “โคตรปุถุชน” ซึ่งอันนับว่า “ปุถุชน” ซึ่ง “ภูมิแห่งปุถุชน” หยั่งลงสู่ “โคตรแห่งอริยะ” อันนับว่า “อริยะ” [ประเสริฐ] เป็น “ภูมิแห่งอริยะ” ยังความเป็นปัจจัยให้สำเร็จแก่ “มรรค” [มรรคญาณ คือ ปัญญาในการออกไปและหลีกไปจาก (๑) กิเลสขันธ์ และ (๒) สังขารนิมิตภายนอก ทั้งสอง] ด้วยอำนาจปัจจัย ๖ คือ (๑) อนันตระ [อนันตรปัจจัย (ข้อ ๔ ในปัจจัย ๒๔) –ภาวะต่อเนื่องไม่มีช่องระหว่าง]  (๒) สมนันตระ [สมนันตรปัจจัย (ข้อ ๕ ในปัจจัย ๒๔) –ภาวะต่อเนื่องทันที] (๓) อาเสวนะ [อาเสวนปัจจัย (ข้อ ๑๒ ในปัจจัย ๒๔) –การซ้ำบ่อยหรือทำให้ชิน] (๔) อุปนิสสยะ [อุปนิสสยปัจจัย (ข้อ ๙ ในปัจจัย ๒๔) –เครื่องหนุนหรือกระตุ้นเร้า] (๕) นัตถิ [นัตถิปัจจัย (ข้อ ๒๒ ในปัจจัย ๒๔) –ไม่มีอยู่] (๖) วิคตะ [วิคตปัจจัย (ข้อ ๒๓ ในปัจจัย ๒๔) –ปราศไป] อันเป็นไปในครั้งแรกความเสพในครั้งแรก อันประชุมพร้อมกันในครั้งแรกในอารมณ์ คือ “นิพพาน” ถึงยอดเป็นศีรษะวิปัสสนา ย่อมเกิดขึ้นกระทำให้เป็นภาพที่ให้หมุนกลับอีกไม่ได้

  

 

โคตรภูญาณนิทเทส

(พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ - หน้าที่ 743–746 FILE 68)

 

[๑๓๖] ปัญญาในการออกและหลีกไปจากสังขารนิมิตภายนอกเป็น “โคตรภูญาณ” อย่างไร

 

ชื่อว่า “โคตรภู” เพราะอรรถว่า:  ครอบงำความเกิดขึ้น–ครอบงำความเป็นไป–ครอบงำนิมิต–ครอบงำกรรมเครื่องประมวลมา–ครอบงำปฏิสนธิ–ครอบงำคติ–ครอบงำความบังเกิด–ครอบงำอุบัติ–ครอบงำชาติ–ครอบงำชรา–ครอบงำพยาธิ–ครอบงำมรณะ–ครอบงำความเศร้าโศก–ครอบงำความรำพัน–ครอบงำความคับแค้นใจ–ครอบงำสังขารนิมิตภายนอก

 

ชื่อว่า “โคตรภู” เพราะอรรถว่า: แล่นไปสู่นิพพาน อันไม่มีความเกิดขึ้น–อันไม่มีความเป็นไป–อันไม่มีนิมิต–อันไม่มีกรรมเครื่องประมวลมา–อันไม่มีปฏิสนธิ–อันไม่มีคติ–อันไม่มีความบังเกิด–อันไม่มีอุบัติ–อันไม่มีชาติ–อันไม่มีชรา–อันไม่มีพยาธิ–อันไม่มีมรณะ–อันไม่มีความเศร้าโศก–อันไม่มีความรำพัน–อันไม่มีความคับแค้นใจ–อันไม่มีสังขารนิมิตภายนอก  แล่นไปสู่นิพพานอันเป็นที่ดับ

 

ชื่อว่า “โคตรภู” เพราะอรรถว่า: ครอบงำความเกิดขึ้นแล้ว แล่นไปสู่นิพพานอันไม่มีความเกิดขึ้น–ครอบงำความเป็นไปแล้ว แล่นไปสู่นิพพานอันไม่มีความเป็นไป–ครอบงำนิมิตแล้ว แล่นไปสู่นิพพานอันไม่มีนิมิต–ครอบงำกรรมเครื่องประมวลมาแล้ว แล่นไปสู่นิพพานอันไม่มีกรรมเครื่องประมวลมา–ครอบงำปฏิสนธิแล้ว แล่นไปสู่นิพพานอันไม่มีปฏิสนธิ–ครอบงำคติแล้ว แล่นไปสู่นิพพานอันไม่มีคติ–ครอบงำความบังเกิดแล้ว แล่นไปสู่นิพพานอันไม่มีความบังเกิด–ครอบงำอุบัติแล้ว แล่นไปสู่นิพพานอันไม่มีอุบัติ–ครอบงำชาติแล้ว แล่นไปสู่นิพพานอันไม่มีชาติ–ครอบงำชราแล้ว แล่นไปสู่นิพพานอันไม่มีชรา–ครอบงำพยาธิแล้ว แล่นไปสู่นิพพานอันไม่มีพยาธิ–ครอบงำมรณะแล้ว แล่นไปสู่นิพพานอันไม่มีมรณะ–ครอบงำความเศร้าโศกแล้ว แล่นไปสู่นิพพานอันไม่มีความเศร้าโศก–ครอบงำความรำพันแล้ว แล่นไปสู่นิพพานอันไม่มีความรำพัน–ครอบงำความคับแค้นใจแล้ว แล่นไปสู่นิพพานอันไม่มีความคับแค้นใจ–ครอบงำสังขารนิมิตภายนอกแล้ว แล่นไปสู่นิพพานอันเป็นที่ดับ

 

[๑๓๗] ชื่อว่า “โคตรภู” เพราะอรรถว่า: ออกจากความเกิดขึ้น–ออกจากความเป็นไป–ออกจากนิมิต–ออกจากกรรมเครื่องประมวลมา–ออกจากปฏิสนธิ–ออกจากคติ–ออกจากความบังเกิด–ออกจากอุบัติ–ออกจากชาติ–ออกจากชรา–ออกจากพยาธิ–ออกจากมรณะ–ออกจากความเศร้าโศก–ออกจากความรำพัน–ออกจากความคับแค้นใจ–ออกจากสังขารนิมิตภายนอก  

 

ชื่อว่า “โคตรภู” เพราะอรรถว่า: แล่นไปสู่นิพพานอันไม่มีความเกิดขึ้น–แล่นไปสู่นิพพานอันไม่มีความเป็นไป–แล่นไปสู่นิพพานอันไม่มีนิมิต–แล่นไปสู่นิพพานอันไม่มีกรรมเครื่องประมวลมา–แล่นไปสู่นิพพานอันไม่มีปฏิสนธิ–แล่นไปสู่นิพพานอันไม่มีคติ–แล่นไปสู่นิพพานอันไม่มีความบังเกิด–แล่นไปสู่นิพพานอันไม่มีอุบัติ–แล่นไปสู่นิพพานอันไม่มีชาติ–แล่นไปสู่นิพพานอันไม่มีชรา–แล่นไปสู่นิพพานอันไม่มีพยาธิ–แล่นไปสู่นิพพานอันไม่มีมรณะ–แล่นไปสู่นิพพานอันไม่มีความเศร้าโศก–แล่นไปสู่นิพพานอันไม่มีความรำพัน–แล่นไปสู่นิพพานอันไม่มีความคับแค้นใจ–แล่นไปสู่นิพพานอันไม่มีสังขารนิมิตภายนอก แล่นไปสู่นิพพานอันเป็นที่ดับ

 

ชื่อว่า “โคตรภู” เพราะอรรถว่า: ออกจากความเกิดขึ้นแล้ว แล่นไปสู่นิพพานอันไม่มีความเกิดขึ้น–ออกจากความเป็นไปแล้ว แล่นไปสู่นิพพานอันไม่มีความเป็นไป–ออกจากนิมิตแล้ว แล่นไปสู่นิพพานอันไม่มีนิมิต–ออกจากกรรมเครื่องประมวลมาแล้ว แล่นไปสู่นิพพานอันไม่มีกรรมเครื่องประมวลมา–ออกจากปฏิสนธิแล้ว แล่นไปสู่นิพพานอันไม่มีปฏิสนธิ–ออกจากคติแล้ว แล่นไปสู่นิพพานอันไม่มีคติ–ออกจากความบังเกิดแล้ว แล่นไปสู่นิพพานอันไม่มีความบังเกิด–ออกจากอุบัติแล้ว แล่นไปสู่นิพพานอันไม่มีอุบัติ–ออกจากชาติแล้ว แล่นไปสู่นิพพานอันไม่มีชาติ–ออกจากชราแล้ว แล่นไปสู่นิพพานอันไม่มีชรา–ออกจากพยาธิแล้ว แล่นไปสู่นิพพานอันไม่มีพยาธิ–ออกจากมรณะแล้ว แล่นไปสู่นิพพานอันไม่มีมรณะ–ออกจากความเศร้าโศกแล้ว แล่นไปสู่นิพพานอันไม่มีความเศร้าโศก–ออกจากความรำพันแล้ว แล่นไปสู่นิพพานอันไม่มีความรำพัน–ออกจากความคับแค้นใจแล้ว แล่นไปสู่นิพพานอันไม่มีความคับแค้นใจ–ออกจากสังขารนิมิตภายนอกแล้ว แล่นไปสู่นิพพานอันเป็นที่ดับ

 

ชื่อว่า “โคตรภู” เพราะอรรถว่า: หลีกออกจากความเกิดขึ้น–หลีกออกจากความเป็นไป–หลีกออกจากนิมิต–หลีกออกจากกรรมเครื่องประมวลมา–หลีกออกจากปฏิสนธิ–หลีกออกจากคติ–หลีกออกจากความบังเกิด–หลีกออกจากอุบัติ–หลีกออกจากชาติ–หลีกออกจากชรา–หลีกออกจากพยาธิ–หลีกออกจากมรณะ–หลีกออกจากความเศร้าโศก–หลีกออกจากความรำพัน–หลีกออกจากความคับแค้นใจ–หลีกออกจากสังขารนิมิตภายนอก  

 

ชื่อว่า “โคตรภู” เพราะอรรถว่า:  แล่นไปสู่นิพพานอันไม่มีความเกิดขึ้น–แล่นไปสู่นิพพานอันไม่มีความเป็นไป–แล่นไปสู่นิพพานอันไม่มีนิมิต–แล่นไปสู่นิพพานอันไม่มีกรรมเครื่องประมวลมา–แล่นไปสู่นิพพานอันไม่มีปฏิสนธิ–แล่นไปสู่นิพพานอันไม่มีคติ–แล่นไปสู่นิพพานอันไม่มีความบังเกิด–แล่นไปสู่นิพพานอันไม่มีอุบัติ–แล่นไปสู่นิพพานอันไม่มีชาติ–แล่นไปสู่นิพพานอันไม่มีชรา–แล่นไปสู่นิพพานอันไม่มีพยาธิ–แล่นไปสู่นิพพานอันไม่มีมรณะ–แล่นไปสู่นิพพานอันไม่มีความเศร้าโศก–แล่นไปสู่นิพพานอันไม่มีความรำพัน–แล่นไปสู่นิพพานอันไม่มีความคับแค้นใจ–แล่นไปสู่นิพพานอันไม่มีสังขารนิมิตภายนอก แล่นไปสู่นิพพานอันเป็นที่ดับ

 

ชื่อว่า “โคตรภู” เพราะอรรถว่า: หลีกออกจากความเกิดขึ้นแล้ว แล่นไปสู่นิพพานอันไม่มีความเกิดขึ้น–หลีกออกจากความเป็นไปแล้ว แล่นไปสู่นิพพานอันไม่มีความเป็นไป–หลีกออกจากนิมิตแล้ว แล่นไปสู่นิพพานอันไม่มีนิมิต–หลีกออกจากกรรมเครื่องประมวลมาแล้ว แล่นไปสู่นิพพานอันไม่มีกรรมเครื่องประมวลมา–หลีกออกจากปฏิสนธิแล้ว แล่นไปสู่นิพพานอันไม่มีปฏิสนธิ–หลีกออกจากคติแล้ว แล่นไปสู่นิพพานอันไม่มีคติ–หลีกออกจากความบังเกิดแล้ว แล่นไปสู่นิพพานอันไม่มีความบังเกิด–หลีกออกจากอุบัติแล้ว แล่นไปสู่นิพพานอันไม่มีอุบัติ–หลีกออกจากชาติแล้ว แล่นไปสู่นิพพานอันไม่มีชาติ–หลีกออกจากชราแล้ว แล่นไปสู่นิพพานอันไม่มีชรา–หลีกออกจากพยาธิแล้ว แล่นไปสู่นิพพานอันไม่มีพยาธิ–หลีกออกจากมรณะแล้ว แล่นไปสู่นิพพานอันไม่มีมรณะ–หลีกออกจากความเศร้าโศกแล้ว แล่นไปสู่นิพพานอันไม่มีความเศร้าโศก–หลีกออกจากความรำพันแล้ว แล่นไปสู่นิพพานอันไม่มีความรำพัน–หลีกออกจากความคับแค้นใจแล้ว แล่นไปสู่นิพพานอันไม่มีความคับแค้นใจ–หลีกออกจากสังขารนิมิตภายนอกแล้ว แล่นไปสู่นิพพานอันเป็นที่ดับ

 

[๑๓๘] “โคตรภูธรรม” เท่าไร ย่อมเกิดขึ้นด้วยอำนาจแห่งสมถะ “โคตรภูธรรม” เท่าไร ย่อมเกิดขึ้นด้วยอำนาจแห่งจะวิปัสสนา “โคตรภูธรรม ๘” ย่อมเกิดขึ้นด้วยอำนาจแห่งสมถะ “โคตรภูธรรม ๑๐” ย่อมเกิดขึ้นด้วยอำนาจแห่งวิปัสสนา

 

[๑๓๙] “โคตรภูธรรม ๘” เป็นไฉน ย่อมเกิดขึ้นด้วยอำนาจแห่งสมถะ

 

ชื่อว่า “โคตรภู” เพราะอรรถว่า:  ครอบงำนิวรณ์เพื่อได้ปฐมฌาน ๑ ครอบงำวิตกและวิจารเพื่อได้ทุติยฌาน ๑ ครอบงำปีติเพื่อได้ตติยฌาน ๑ ครอบงำสุขและทุกข์เพื่อได้จตุตถฌาน ๑ ครอบงำรูปสัญญา ปฏิฆสัญญา

นานัตตสัญญาเพื่อได้อากาสานัญจายตนสมาบัติ ๑ ครอบงำอากาสานัญจายตนสัญญาเพื่อได้วิญญาณัญจายตนสมาบัติ ครอบงำวิญญานัญจายตนสัญญาเพื่อได้อากิญจัญญายตนสมาบัติ ๑ ครอบงำอากิญจัญญายตนสัญญาเพื่อได้เนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติ ๑ โคตรภูตธรรม ๘ นี้ ย่อมเกิดขึ้นด้วยอำนาจแห่งสมถะ

 

[๑๔๐] “โคตรภูตธรรม ๑๐” เป็นไฉน ย่อมเกิดขึ้นด้วยอำนาจแห่งวิปัสสนา

 

ชื่อว่า “โคตรภู” เพราะอรรถว่า: (๑) ครอบงำความเกิดขึ้น ความเป็นไป นิมิตกรรมเครื่องประมวลมา ปฏิสนธิ คติ ความบังเกิด อุบัติ ชาติ ชรา พยาธิ มรณะ ความเศร้าโศก ความร่ำไร ความคับแค้นใจ สังขารนิมิตภายนอก เพื่อได้โสดาปัตติมรรค (๒) ครอบงำความเกิดขึ้น ความเป็นไป นิมิต กรรมเครื่องประมวลมา ปฏิสนธิ เพื่อโสดาปัตติผลสมาบัติ (๓) ครอบงำความเกิดขึ้น ความเป็นไป นิมิตกรรมเครื่องประมวลมา ปฏิสนธิ คติ ความบังเกิด อุบัติ ชาติ ชรา พยาธิ มรณะ ความเศร้าโศก ความร่ำไร ความคับแค้นใจ สังขารนิมิตภายนอก เพื่อได้สกทาคามรรค (๔) ครอบงำความเกิดขึ้น ความเป็นไป นิมิต กรรมเครื่องประมวลมา ปฏิสนธิ เพื่อสกทาคามิผลสมาบัติ (๕) ครอบงำความเกิดขึ้น ความเป็นไป นิมิตกรรมเครื่องประมวลมา ปฏิสนธิ คติ ความบังเกิด อุบัติ ชาติ ชรา พยาธิ มรณะ ความเศร้าโศก ความร่ำไร ความคับแค้นใจ สังขารนิมิตภายนอก เพื่อได้อนาคามิมรรค (๖) ครอบงำความเกิดขึ้น ความเป็นไป นิมิต กรรมเครื่องประมวลมา ปฏิสนธิ เพื่ออนาคามิผลสมาบัติ (๗) ครอบงำความเกิดขึ้น ความเป็นไป นิมิต กรรมเครื่องประมวลมา ปฏิสนธิ คติ ความบังเกิด อุบัติ ชาติ ชรา พยาธิ มรณะ ความเศร้าโศก ความร่ำไร ความคับแค้นใจ สังขารนิมิตภายนอก เพื่อได้อรหัตมรรค (๘) ครอบงำความเกิดขึ้น ความเป็นไป นิมิต กรรมเครื่องประมวลมา ปฏิสนธิ เพื่ออรหัตผลสมาบัติ (๙) เพื่อสุญญตวิหารสมาบัติ และ (๑๐) เพื่อสมาบัติ “โคตรภูธรรม ๑๐” นี้ ย่อมเกิดขึ้นด้วยอำนาจแห่งวิปัสสนา

 

[๑๔๑] “โคตรภูธรรม” เป็นกุศลเท่าไร เป็นอกุศลเท่าไร เป็นอัพยากฤตเท่าไร โคตรภูธรรมเป็นกุศล ๑๕ เป็นอัพยากฤต ๓ เป็นอกุศลไม่มี

 

[๑๔๒] (๑) “โคตรภูญาณ ๘” คือ โคตรภูญาณที่มีอามิส ๑ ไม่มีอามิส ๑ มีที่ตั้ง ๑ ไม่มีที่ตั้ง ๑ เป็นสุญญตะ ๑ เป็นวิสุญญตะ ๑ เป็นวุฏฐิตะ ๑ เป็นอวุฏฐิตะ ๑ เป็นปัจจัยแห่งสมาธิ (๒) “โคตรภูญาณ ๑๐” เป็นโคตรแห่งวิปัสสนาญาณ (๓) “โคตรภูธรรม ๑๘” เป็นปัจจัยแห่งวิโมกข์ ๓ ฉะนั้น “โคตรภูธรรมมีอาการ ๑๘” นี้ พระโยคาวจรอบรมแล้วด้วยปัญญา พระโยคาวจรเป็นผู้ฉลาดใน “โคตรภูญาณ” อันเป็นเครื่องหลีกไป และใน “โคตรภูญาณ” อันเห็นเครื่องออกไป ย่อมไม่หวั่นไหวเพราะทิฏฐิต่างๆ ฉะนี้

 

ชื่อว่า “ญาณ” เพราะอรรถว่า รู้ธรรมนั้น ชื่อว่า “ปัญญา” เพราะอรรถว่า รู้ชัด เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า ปัญญาในการออกไป และหลีกไปจากสังขารนิมิตภายนอก เป็น “โคตรภูญาณ”

 

 

(๗) “ญาณทัสสนวิสุทธิ” คือ ความหมดจดแห่งญาณทัสสนะ นั่นคือ ความรู้ใน “อริยมรรค ๔–มรรคญาณ” [ปัญญาอริยะ–โลกุตตรปัญญา] อันเกิดถัดจาก “โคตรภูญาณ” เป็นต้นไป เมื่อมรรคเกิดแล้วผลจิตแต่ละอย่างย่อมเกิดขึ้นในลำดับถัดไปจาก “มรรคญาณ” นั้นๆ “ความเป็นอริยบุคคล” ย่อมเกิดขึ้นโดยวิสุทธิข้อนี้ เป็นอันบรรลุผลที่หมายสูงสุดแห่งวิสุทธิ หรือไตรสิกขา หรือการปฏิบัติธรรมในพระพุทธศาสนาทั้งสิ้น

 

อย่างไรก็ตาม คำว่า “มรรค–มรรคญาณ–มัคคญาณ” [อริยมรรค ๔] นั้น จะตรงกับ คำว่า “ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา” [มรรคสัจจ์–ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจจ์ = วิธีการแก้ปัญหา–Methods] คือ ปฏิปทาที่นำไปสู่ความดับแห่งทุกข์ ข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์ ได้แก่ “อริยอัฏฐังคิกมรรค” หรือ เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า “มัชฌิมาปฏิปทา” แปลว่า “ทางสายกลาง” หรือ “มรรคมีองค์ ๘” นี้ สรุปลงในไตรสิกขา คือ “ศีล–สมาธิ–ปัญญา” ซึ่งตรงกับข้อปฏิบัติที่เรียกว่า “ภาวนา” คือ การเจริญ เป็นกิจในมรรค กล่าวคือ “มรรค” ควรเจริญ ควรฝึกอบรม ลงมือปฏิบัติ กระทำตามวิธีการที่จะนำไปสู่จุดหมาย ได้แก่ การลงมือแก้ไขปัญหา เป็นขั้นกำหนดวิธีการ ขั้นตอน และรายละเอียดที่จะต้องปฏิบัติในการลงมือแก้ปัญหา โดยแสดงนัยถึง “ปฏิภาณปฏิสัมภิทา” คือ ปัญญาแตกฉานในปฏิภาณ ปรีชาแจ้งในความคิดทันการ มีไหวพริบ ซึมซาบในความรู้ที่มีอยู่ เอามาเชื่อมโยงเข้าสร้างความคิดและเหตุผลขึ้นใหม่ ใช้ประโยชน์ได้สบเหมาะ เข้ากับกรณีเข้ากับเหตุการณ์ ในอันดับต่อไปนี้ ให้ผู้ปฏิบัติธรรมพิจารณาประเด็นสำคัญ คือ “โลกุตตรธรรม ๙” [รวมทั้งให้พิจารณาเพิ่มเติมในส่วน “โพธิปักขิยธรรม ๓๗” ด้วย] ได้แก่ มรรค ๔–ผล ๔ [ปัจจเวกขณญาณ (โลกียญาณ) –อาสวักขยญาณ (โลกุตตรญาณ)นิพพาน ๑ โดยลำดับจากหัวข้อ  [A] ถึงหัวข้อ [F] ดังนี้

 

[A] “อริยบุคคล ๔” หมายถึง บุคคลผู้ประเสริฐ ผู้บรรลุธรรมพิเศษตั้งแต่โสดาปัตติมรรคขึ้นไป ผู้เป็นอารยะในความหมายของพระพุทธศาสนา ได้แก่

(๑) “โสดาบัน” คือ “ผู้ถึงกระแส” ท่านผู้บรรลุโสดาปัตติผลแล้ว  

(๒) “สกทาคามี” คือ “ผู้กลับมาอีกครั้งเดียว” ท่านผู้บรรลุสกทาคามิผลแล้ว 

(๓) “อนาคามี” คือ “ผู้ไม่เวียนกลับมาอีก” ท่านผู้บรรลุอนาคามิผลแล้ว 

(๔) “อรหันต์” คือ “ผู้ควร–ผู้หักกำแห่งสงสารแล้ว” ท่านผู้บรรลุอรหัตตผลแล้ว 

 

  

[B] “อริยมรรค ๔” หมายถึง ทางเข้าถึงความเป็นอริยบุคคล ญาณที่ทำให้ละสังโยชน์ได้ขาด ได้แก่ 

(๑) “โสดาปัตติมรรค” คือ มรรคอันให้ถึงกระแสที่นำไปสู่พระนิพพานทีแรก มรรคอันให้ถึงความเป็นพระโสดาบัน เป็นเหตุละสังโยชน์ได้ ๓ ได้แก่ “สักกายทิฏฐิ–วิจิกิจฉา–สีลัพพตปรามาส” และย่อมกำจัด “กิเลสที่ตั้งอยู่ร่วมกันกับทิฏฐิ” (สักกายทิฏฐิ–วิจิกิจฉา–สีลัพพตปรามาส–ทิฏฐานุสัย–วิจิกิจฉานุสัย) ได้

(๒) “สกทาคามิมรรค” คือ มรรคอันให้ถึงความเป็นพระสกทาคามี เป็นเหตุละสังโยชน์ได้ ๓ ข้อต้น ได้แก่ “สักกายทิฏฐิ–วิจิกิจฉา–สีลัพพตปรามาส” กับทำราคะ โทสะ โมหะ ให้เบาบางลง และย่อมกำจัด “กิเลสหยาบๆ” (กามราคสังโยชน์–ปฏิฆสังโยชน์อย่างหยาบ–กามราคานุสัย–ปฏิฆานุสัยอย่างหยาบ) ได้

(๓) “อนาคามิมรรค” คือ มรรคอันให้ถึงความเป็นพระอนาคามี เป็นเหตุละสังโยชน์เบื้องต่ำได้ทั้ง ๕ ได้แก่ “สักกายทิฏฐิ–วิจิกิจฉา–สีลัพพตปรามาส–กามราคะ–ปฏิฆะ” และย่อมกำจัด “กิเลสละเอียด” (กามราคสังโยชน์–ปฏิฆสังโยชน์อย่างละเอียด–กามราคานุสัย–ปฏิฆานุสัยอย่างละเอียด) ได้

(๔) “อรหัตมรรค” คือ มรรคอันให้ถึงความเป็นพระอรหันต์ เป็นเหตุละสังโยชน์ได้หมดทั้ง ๑๐ ได้แก่ “สักกายทิฏฐิ–วิจิกิจฉา–สีลัพพตปรามาส–กามราคะ–ปฏิฆะ–รูปราคะ–อรูปราคะ–มานะ–อุทธัจจะ–อวิชชา” และย่อมกำจัด “กิเลสทั้งหลาย” (รูปราคะ–อรูปราคะ–มานะ–อุทธัจจะ–อวิชชา–มานานุสัย–ภวราคานุสัย–อวิชชานุสัย) ได้หมด

 

 

[C] “อริยผล ๔–สามัญญผล ๔” หรือ “ผลญาณ” หมายถึง ผลที่เกิดสืบเนื่องจากการละกิเลสได้ด้วยมรรค ธรรมารมณ์อันพระอริยะพึงเสวย ที่เป็นผลเกิดเองในเมื่อกิเลสสิ้นไปด้วยอำนาจมรรคนั้นๆ ที่เรียกว่า “สัมมาญาณ” นั่นคือ ญาณในอริยผล นั่นคือ ความหยั่งรู้ที่เป็นผลสำเร็จของพระอริยบุคคลชั้นนั้นๆ = “โลกุตตรผล [ผล ๔–ผลสมังคี–ผลญาณแห่งมรรค ๘ ได้แก่ โสดาปัตติผล–สกทาคามิผล–อนาคามิผล–อรหัตตผล = โลกุตตรญาณ ดังนี้

(๑) “โสดาปัตติผล” คือ ผลแห่งการเข้าถึงกระแสที่นำไปสู่พระนิพพาน ผลอันพระโสดาบันพึงเสวย

(๒) “สกทาคามิผล” คือ ผลอันพระสกทาคามีพึงเสวย  

(๓) “อนาคามิผล” คือ ผลอันพระอนาคามีพึงเสวย

(๔) “อรหัตตผล” คือ ผลคือความเป็นพระอรหันต์ ผลอันพระอรหันต์พึงเสวย

 

 

[D] “ปัจจเวกขณญาณ” [โลกียญาณ] คือ ญาณหยั่งรู้ด้วยการพิจารณาทบทวน ที่เรียกว่า “ญาณทัสสนะมีปริวัฏฏ์ ๓ มีรอบ ๓ มีอาการ ๑๒” หรือ มีอาการ ๑๙ ประการ นั่นคือ (๑) สำรวจรู้มรรค (๒) สำรวจรู้ผล (๓) สำรวจรู้กิเลสที่ละแล้ว (๔) สำรวจรู้กิเลสที่เหลืออยู่ และ (๕) สำรวจรู้นิพพาน เว้นแต่ว่าพระอรหันต์ไม่มีการพิจารณากิเลสที่ยังเหลืออยู่ ซึ่งสุดท้ายทำให้เกิด “อาสวักขยญาณ” [โลกุตตรญาณ] = “ปัญญาตรัสรู้” [สัมโพธะ–สัมโพธิญาณ–นิพพาน ๒] อันมีอาการ ๖๔ แห่งอินทรีย์ ดังรายละเอียดข้างล่างนี้

 

ปัจจเวกขณวิถี

มัคควิถี

จำนวน

ปัจจเวกขณวิถีที่เกิดภายหลัง 

โสดาปัตติมัคควิถี

มี      ๕      ประการ

ปัจจเวกขณวิถีที่เกิดภายหลัง

สกทาคามิมัคควิถี

มี      ๕      ประการ

ปัจจเวกขณวิถีที่เกิดภายหลัง

อนาคามิมัคควิถี

มี      ๕      ประการ

ปัจจเวกขณวิถีที่เกิดภายหลัง

อรหัตตมัคควิถี

มี      ๔      ประการ

รวม

๑๙      ประการ

อาสวักขยญาณ [มีอาการ ๖๔] ได้แก่ อินทรีย์ ๓ และ อินทรีย์ ๘ ประการ ในแต่ละขั้นของ มรรค ๔–ผล ๔

                              

(๑) “อินทรีย์ ๓” ได้แก่ อนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์ ๑ อัญญินทรีย์ ๑ อัญญาตาวินทรีย์ ๑

(๒) “อินทรีย์ ๘ ประการ” ได้แก่ สัทธินทรีย์ ๑ วิริยินทรีย์ ๑ สตินทรีย์ ๑ สมาธินทรีย์ ๑ ปัญญินทรีย์ ๑ มนินทรีย์ ๑ โสมนัสสินทรีย์ ๑ ชีวิตินทรีย์ ๑ โดยมีนัยแสดงความเป็นบริวาร ดังต่อไปนี้

(๑) “สัทธินทรีย์” ซึ่งมีความน้อมใจเชื่อเป็นบริวาร (๒) “วิริยินทรีย์” มีการประคองไว้เป็นบริวาร (๓) “สตินทรีย์” มีความตั้งมั่นเป็นบริวาร (๔) “สมาธินทรีย์” มีความไม่ฟุ้งซ่านเป็นบริวาร (๕) “ปัญญินทรีย์” มีความเห็นเป็นบริวาร (๖) “มนินทรีย์” มีความรู้แจ้งเป็นบริวาร (๗) “โสมนัสสินทรีย์” มีความยินดีเป็นบริวาร และ (๘) “ชีวิตินทรีย์” มีความเป็นอธิบดี

 

 

[E] “อาสวักขยญาณ” หมายถึง การตรัสรู้–สัมโพธะ ฉะนั้น “มรรค ๔” = “อาสวักขยญาณ มีอาการ ๓๒” กับ “ผล ๔” = “อาสวักขยญาณ มีอาการ ๓๒” รวมจำนวนอินทรีย์ทั้งหมดเป็น “มีอาการ ๖๔” = โลกุตตรญาณ

  

 

(๑) โสดาบัน–ผู้บรรลุโสดาปัตติผลแล้ว

(๑) สำรวจมรรค

โสดาปัตติมรรค–สมุจเฉทนิโรธ = อนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์ [อินทรีย์ ๘]

(๒) สำรวจผล

โสดาปัตติผล–ปฏิปัสสัทธินิโรธ = อัญญินทรีย์ [อินทรีย์ ๘]

(๓) กิเลสละแล้ว

กิเลสที่ตั้งอยู่ร่วมกันกับทิฏฐิ [สักกายทิฏฐิ–วิจิกิจฉา–สีลัพพตปรามาส–ทิฏฐานุสัย–วิจิกิจฉานุสัย]

(๔) กิเลสเหลืออยู่

กิเลสหยาบๆ–กิเลสละเอียด–กิเลสทั้งหลาย

(๕) นิพพาน

ผู้ถึงกระแส  [ยังไม่ถึงนิพพาน]

 

 

(๒) สกทาคามี–ผู้บรรลุสกทาคามิผลแล้ว

(๑) สำรวจมรรค

สกทาคามิมรรค–สมุจเฉทนิโรธ = อัญญินทรีย์ [อินทรีย์ ๘]

(๒) สำรวจผล

สกทาคามิผล–ปฏิปัสสัทธินิโรธ = อัญญินทรีย์ [อินทรีย์ ๘]

(๓) กิเลสละแล้ว

กิเลสหยาบๆ [กามราคสังโยชน์–ปฏิฆสังโยชน์อย่างหยาบ–กามราคานุสัย–ปฏิฆานุสัยอย่างหยาบ]

(๔) กิเลสเหลืออยู่

กิเลสละเอียด–กิเลสทั้งหลาย

(๕) นิพพาน  

ผู้กลับมาอีกครั้งเดียว [ยังไม่ถึงนิพพาน]

 

 

(๓) อนาคามี–ผู้บรรลุอนาคามิผลแล้ว

(๑) สำรวจมรรค

อนาคามิมรรค–สมุจเฉทนิโรธ = อัญญินทรีย์ [อินทรีย์ ๘]

(๒) สำรวจผล

อนาคามิผล–ปฏิปัสสัทธินิโรธ = อัญญินทรีย์ [อินทรีย์ ๘]

(๓) กิเลสละแล้ว

กิเลสละเอียด [กามราคสังโยชน์–ปฏิฆสังโยชน์อย่างละเอียด–กามราคานุสัย–ปฏิฆานุสัยอย่างละเอียด]

(๔) กิเลสเหลืออยู่

กิเลสทั้งหลาย

(๕) นิพพาน

ผู้ไม่เวียนกลับมาอีก [ยังไม่ถึงนิพพาน]

 

 

(๔) อรหันต์–ผู้บรรลุอรหัตตผลแล้ว

(๑) สำรวจมรรค

อรหัตตมรรค–สมุจเฉทนิโรธ = อัญญินทรีย์ [อินทรีย์ ๘]

(๒) สำรวจผล

อรหัตตผล–ปฏิปัสสัทธินิโรธ–นิสสรณนิโรธ [นิพพาน] = อัญญาตาวินทรีย์  [อินทรีย์ ๘]

(๓) กิเลสละแล้ว

กิเลสทั้งหลาย  [รูปราคะ–อรูปราคะ–มานะ–อุทธัจจะ–อวิชชา–มานานุสัย–ภวราคานุสัย–อวิชชานุสัย]

(๔) กิเลสเหลืออยู่

 [ไม่มีการพิจารณา]

(๕) นิพพาน

ผู้หักกำแห่งสงสารแล้ว [บรรลุถึงนิพพานแล้ว–วิวัฏฏะ]

 

  

[F] “นิพพาน ๒” หมายถึง สภาพที่ดับกิเลสและกองทุกข์แล้ว–ภาวะที่เป็นสุขสูงสุด เพราะไร้กิเลสไร้ทุกข์ เป็นอิสรภาพสมบูรณ์ ได้แก่ = โลกุตตรญาณ ดังนี้

 

(๑) “สอุปาทิเสสนิพพาน” หมายถึง นิพพานยังมีอุปาทิเหลือ โดยดับกิเลส ยังมีเบญจขันธ์เหลือ นั่นคือ “กิเลสปรินิพพาน” ซึ่งเป็นนิพพานของพระอรหันต์ผู้ยังเสวยอารมณ์ที่น่าชอบใจและไม่น่าชอบใจทางอินทรีย์ ๕ รับรู้สุขทุกข์อยู่ [บุคคลผู้ยังต้องเจริญ “เสขปฏิปทา–จรณะ ๑๕” นั่นคือ ทางดำเนินของพระเสขะ ข้อปฏิบัติของพระเสขะ ได้แก่ สีลสัมปทา ๑ อปัณณกปฏิปทา ๓ สัทธรรม ๗ และ ฌาน ๔] ท่านผู้บรรลุอธิคมธรรมนี้ เรียกว่า “สอุปาทิเสสบุคคล = พระเสขะ” [พระอรหันต์ผู้ปราศจาก โสกะ–ปริเทวะ–ทุกข์–โทมนัส–อุปายาส เป็นธรรมดา แต่ยังรักษาชีวิตินทรีย์อยู่ เพื่อดับขันธ์ ๕ ที่เหลือ นั่นคือ สัญญาและเวทนา อันเป็นจิตตสังขารที่เหลืออยู่ ไม่ส่งผลแห่งกรรมซึ่งเป็นกิริยาจิตแห่งพระอรหันต์ผู้นั้น] หรือได้ชื่อว่า “เสขบุคคล” หมายถึง บุคคลที่ยังต้องศึกษาอยู่ ผู้อยู่ใน “เสขภูมิ” คือ ภูมิของพระเสขะ ระดับจิตใจและคุณธรรมของพระอริยบุคคลที่ยังต้องศึกษา ที่เรียกว่า “เสขปฏิปทา–จรณะ ๑๕” ดังกล่าวนั้น เพื่อก้าวสู่ภูมิแห่งพระอเสขะ อันเป็นการดับจิตดวงสุดท้ายแห่งพระนิพพาน ซึ่งก็เริ่มในธรรม ๕ อย่าง ได้แก่ (๑) มัคคญาณ–อรหัตตมรรค (๒) ผลญาณ–อรหัตตผล (๓) ปัจจเวกขณญาณ [เฉพาะ อรหัตตมรรค–อรหัตตผล] (๔) อาสวักขยญาณ [เฉพาะ อัญญินทรีย์–อัญญาปัญญาอันรู้ทั่วถึง–อรหัตตมัคคญาณ กับ อัญญาตาวินทรีย์–อินทรีย์แห่งท่านผู้รู้ทั่วถึงแล้วแห่งปัญญาของพระอรหันต์–อรหัตตผลญาณ] (๕) อนุปาทิเสสนิพพานธาตุ–ชีวิสมสีสี [ชี–วิด–สะ–มะ–สี–สี] อย่างไรก็ตาม พระอรหันต์อาจเจริญสมาบัติ ๘ [ฌานสมาบัติ] เพื่อต่อยอดฌานจิตตสมาธิให้เป็นความละเอียดประณีตตามลำดับ ที่เรียกว่า “อนุปุพพวิหาร ๙ –อนุปุพพ นิโรธ ๙” [นิโรสมาบัติ] = โลกียญาณ ดังนี้

 

(๑) “รูปฌาน ๔” หมายถึง จิตที่เป็นไปในรูปภูมิ โดยจำแนกเป็นปัญจกฌาน ได้แก่

(๑) ปฐมฌานกุศลจิต–วิบากจิต–กิริยาจิต ที่ประกอบด้วย วิตก–วิจาร–ปีติ–สุข–เอกัคคตา

(๒) ทุติยฌานกุศลจิต–วิบากจิต–กิริยาจิต ที่ประกอบด้วย วิจาร–ปีติ–สุข–เอกัคคตา

(๓)  ตติยฌานกุศลจิต–วิบากจิต–กิริยาจิต ที่ประกอบด้วย ปีติ–สุข–เอกัคคตา

(๔) จตุตถฌานกุศลจิต–วิบากจิต–กิริยาจิต ที่ประกอบด้วย สุข–เอกัคคตา

(๕) ปัญจมฌานกุศลจิต–วิบากจิต–กิริยาจิต ที่ประกอบด้วย อุเบกขา–เอกัคคตา

 

(๒) “อรูปฌาน ๔” หมายถึง จิตที่เป็นไปในอรูปภูมิ ได้แก่

(๑) อรูปาวจรกุศลจิต–วิบากจิต–กิริยาจิต ประกอบด้วยอากาสานัญจายตนฌาน

(๒) อรูปาวจรกุศลจิต–วิบากจิต–กิริยาจิต ประกอบด้วยวิญญาณัญจายตนฌาน

(๓) อรูปาวจรกุศลจิต–วิบากจิต–กิริยาจิต ประกอบด้วยอากิญจัญญายตนฌาน

(๔) อรูปาวจรกุศลจิต–วิบากจิต–กิริยาจิต ประกอบด้วยเนวสัญญานาสัญญายตนฌาน

 

(๓) “สัญญาเวทยิตนิโรธ ๑” หมายถึง การเข้านิโรธ คือ ดับสัญญาความจำได้หมายรู้ และดับเวทนาการเสวยอารมณ์ โดยผู้เข้านิโรธสมาบัตินี้ ก็คือ การดับสังขาร ๓ [สภาพปรุงแต่งแห่งสังขตธรรม] = โลกุตตญาณได้แก่

(๑) วจีสังขาร–วิตกกับวิจาร [ความตรึกกับความตรอง]

(๒) กายสังขาร–ลมหายใจอัสสาสะกับลมหายใจปัสสาสะ

(๓) จิตตสังขาร–สัญญากับเวทนา ย่อมดับไปตามลำดับ

 

(๒) “อนุปาทิเสสนิพพาน” หมายถึง นิพพานไม่มีอุปาทิเหลือ โดยดับกิเลส ไม่มีเบญจขันธ์เหลือ นั่นคือ “ขันธปรินิพพาน” ซึ่งเป็นนิพพานของพระอรหันต์ผู้ระงับการเสวยอารมณ์ทั้งปวงแล้ว ท่านผู้บรรลุอธิคมธรรมนี้ เรียกว่า “อนุปาทิเสสบุคคล = พระอเสขะ” สำหรับ “จิตดวงสุดท้าย” [สติ–ญาณทัสสนะ = ปัญญาในสมาธิ กับ สัมปชัญญะ–ญาณในวิปัสสนา = ปัญญาในวิปัสสนา ซึ่งหมายถึง “อานันตริกสมาธิญาณ” นั่นคือ ปัญญาในการตัดอาสวะขาด  เพราะความบริสุทธิ์แห่งสมาธิอันเป็นเหตุไม่ฟุ้งซ่าน] ซึ่งจะดับไปเมื่อพระอรหันต์ปรินิพพานด้วย “อนุปาทิเสสนิพพานธาตุ” [อันเป็นขั้นตอน ที่เรียกว่า “การดับขันธปรินิพพาน” คือ ดับสัญญาและเวทนา–จิตตสังขาร (มโนสังขาร) ที่ประกอบด้วย “ชีวิตินทรีย์–ปวัตตสีสะ”กับ “อวิชชาสวะ–กิเลสสีสะ”= ที่เรียกว่า “ชีวิตสมสีสี” อันเป็น “อรหัตตผลวิมุตติ–สัมมาวิมุตติ” (ข้อ ๑๐ ในสัมมัตตะ ๑๐)] ซึ่งเรียกว่า “ปรินิพพานจิต–จริมกจิต–จริมกวิญญาณ”

 

 

ดังนั้น ในขั้นตอนของการตรัสรู้สัมโพธิญาณนั้น ถือเป็นสาระสำคัญแห่ง “สากลลักษณะ” [Universality] เนื่องจาก เกี่ยวข้องกับ “สามัญลักษณะแห่งไตรลักษณ์” ที่ประกอบด้วย (๑) “นิจจานุปัสสนา–ทุกขานุปัสสนา–อนัตตานุปัสสนา” กับ “อนิมิตตานุปัสสนา–อัปปณิหิตานุปัสสนา–สุญญตานุปัสสนา” [สมาธิ ๓: อนิมิตตสมาธิ–อัปปณิหิตสมาธิ–สุญญตสมาธิ กับ วิโมกข์ ๓: อนิมิตตวิโมกข์–อัปปณิหิตวิโมกข์–สุญญตวิโมกข์] ถ้าผู้ปฏิบัติธรรมไม่สามารถเข้าถึงสภาวะแห่งความหลุดพ้นดังกล่าวนี้ได้ ย่อมไม่สามารถตรัสรู้สัมโพธิญาณได้อย่างเด็ดขาด ซึ่งมีความเกี่ยวข้องกับ “กลาปสัมมสนะ” [อนิจจัง–ทุกขัง–อนัตตา] ตั้งแต่เริ่มเจริญสติปัฏฐาน ๔ เป็นต้นมา ดังนี้

 

“วิมุตติ ๒” หมายถึง ความหลุดพ้น ได้แก่

(๑) “เจโตวิมุตติ” คือ ความหลุดพ้นแห่งจิต ความหลุดพ้นด้วยอำนาจการฝึกจิต ความหลุดพ้นแห่งจิตจากราคะ ด้วยกำลังแห่งสมาธิ

(๒) “ปัญญาวิมุตติ” คือ ความหลุดพ้นด้วยปัญญา ความหลุดพ้นด้วยอำนาจการเจริญปัญญา ความหลุดพ้นแห่งจิตจากอวิชชา ด้วยปัญญาที่รู้เห็นตามเป็นจริง  

 

“สมาธิ ๓” [ปัญญาในสมาธิ] หมายถึง ความตั้งมั่นแห่งจิต นั่นคือ “สมาธิในวิปัสสนา” หรือ “ตัววิปัสสนา” นั่นเอง แยกประเภทตามลักษณะการกำหนดพิจารณาไตรลักษณ์ ข้อที่ให้สำเร็จความหลุดพ้น ได้แก่  

(๑) “สุญญตสมาธิ” คือ สมาธิอันพิจารณาเห็นความว่าง ได้แก่ วิปัสสนาที่ให้ถึงความหลุดพ้นด้วยกำหนดอนัตตลักษณะ [อนัตตตา]

(๒) “อนิมิตตสมาธิ” คือ สมาธิอันพิจารณาธรรมไม่มีนิมิต ได้แก่ วิปัสสนาที่ให้ถึงความหลุดพ้นด้วยกำหนดอนิจจลักษณะ [อนิจจตา]

(๓) “อัปปณิหิตสมาธิ” คือ สมาธิอันพิจารณาธรรมไม่มีความตั้งปรารถนา ได้แก่ วิปัสสนาที่ให้ถึงความหลุดพ้นด้วยกำหนดทุกขลักษณะ [ทุกขตา]

 

“วิโมกข์ ๓” [ปัญญาในวิปัสสนา] หมายถึง ความหลุดพ้น ประเภทของความหลุดพ้น จัดตามลักษณะการเห็นไตรลักษณ์ข้อที่ให้ถึงความหลุดพ้น ได้แก่

(๑) “สุญญตวิโมกข์” คือ หลุดพ้นด้วยเห็นความว่างหมดความยึดมั่น ได้แก่ ความหลุดพ้นที่เกิดจากปัญญาพิจารณาเห็นนามรูป โดยความเป็น “อนัตตา” คือ หลุดพ้นด้วยเห็น “อนัตตตา” แล้วถอนความยึดมั่นเสียได้ = อาศัย “อนัตตานุปัสสนา” [อนัตตสัญญา] ถอน “อัตตาภินิเวส” [อัตตสัญญา]

(๒) “อนิมิตตวิโมกข์” คือ หลุดพ้นด้วยไม่ถือนิมิต ได้แก่ ความหลุดพ้นที่เกิดจากปัญญาพิจารณาเห็นนามรูป โดยความเป็น “อนิจจัง” คือ หลุดพ้นด้วยเห็น “อนิจจตา” แล้วถอนนิมิตเสียได้ = อาศัย “อนิจจานุปัสสนา” [อนิจจสัญญา] ถอน “วิปัลลาสนิมิต” [นิจจสัญญา]

(๓) “อัปปณิหิตวิโมกข์” คือ หลุดพ้นด้วยไม่ทำความปรารถนา ได้แก่ ความหลุดพ้นที่เกิดจากปัญญาพิจารณาเห็นนามรูป โดยความเป็น “ทุกข์” คือ หลุดพ้นด้วยเห็น “ทุกขตา” แล้วถอนความปรารถนาเสียได้ = อาศัย “ทุกขานุปัสสนา” [ทุกขสัญญา] ถอน “ตัณหาปณิธิ” [สุขสัญญา]

 

 

อย่างไรก็ตาม ให้ผู้ปฏิบัติพิจารณาถึงสัมปยุตตธรรมที่เกิดกับ “โพธิปักขิยธรรม ๓๗” [อภิญญาเทสิตธรรม] –ภายใต้หัวข้น “วิเวก” ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับ “โลกุตตรธรรม ๙” พร้อมด้วย “ปัจจเวกขณญาณ” และ “อาสวักขยญาณ” ดังรายละเอียดต่อไปนี้

 

“วิเวก ๓” หมายถึง ความสงัด–ความปลีกออก ได้แก่

(๑) “กายวิเวก” คือ ความสงัดกาย ได้แก่ อยู่ในที่สงัดก็ดี ดำรงอิริยาบถและเที่ยวไปผู้เดียวก็ดี  

(๒) “จิตตวิเวก” คือ ความสงัดใจ ได้แก่ ทำจิตให้สงบผ่องใส สงัดจากนิวรณ์ สังโยชน์ และอนุสัย เป็นต้น หมายเอาจิตแห่งท่านผู้บรรลุฌาน และอริยมรรค อริยผล  

(๓) “อุปธิวิเวก” คือ ความสงัดอุปธิ ได้แก่ ธรรมเป็นที่สงบระงับสังขารทั้งปวง ปราศจากกิเลสก็ดี ขันธ์ก็ดี อภิสังขารก็ดี ที่เรียกว่า “อุปธิ” หมายเอาพระนิพพาน

 

 

ว่าด้วย วิเวกกถา

(พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๒ - หน้าที่ 780–785 FILE 69)

 

[A] การเจริญภาวนาในอริยมรรคมีองค์ ๘

 

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย การงานที่ต้องทำด้วยกำลังอย่างใดอย่างหนึ่ง การงานทั้งหมดนั้น บุคคลต้องอาศัยแผ่นดิน ตั้งอยู่บนแผ่นดินจึงทำกันได้ การงานที่ต้องทำด้วยกำลังนี้ บุคคลย่อมทำได้ด้วยประการอย่างนี้

แม้ฉันใด ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุอาศัยศีล ตั้งอยู่ในศีลแล้ว ย่อมเจริญทำให้มากซึ่ง “อริยมรรคมีองค์ ๘” ได้ ฉันนั้นเหมือนกัน

 

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ภิกษุอาศัยศีล ตั้งอยู่ในศีลแล้ว ย่อมเจริญ ทำให้มากซึ่ง “อริยมรรคมีองค์ ๘” ได้ ดังนี้

 

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้

ย่อมเจริญ สัมมาทิฏฐิ อันอาศัยวิเวก อาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธ น้อมไปในความสละ เพื่อพระนิพพาน

ย่อมเจริญ สัมมาสังกัปปะ อันอาศัยวิเวก อาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธ น้อมไปในความสละ เพื่อพระนิพพาน

ย่อมเจริญ สัมมาวาจา อันอาศัยวิเวก อาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธ น้อมไปในความสละ เพื่อพระนิพพาน

ย่อมเจริญ สัมมากัมมันตะ อันอาศัยวิเวก อาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธ น้อมไปในความสละ เพื่อพระนิพพาน

ย่อมเจริญ สัมมาอาชีวะ อันอาศัยวิเวก อาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธ น้อมไปในความสละ เพื่อพระนิพพาน

ย่อมเจริญ สัมมาวายามะ อันอาศัยวิเวก อาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธ น้อมไปในความสละ เพื่อพระนิพพาน

ย่อมเจริญ สัมมาสติ อันอาศัยวิเวก อาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธ น้อมไปในความสละ เพื่อพระนิพพาน

ย่อมเจริญ สัมมาสมาธิ อันอาศัยวิเวก อาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธ น้อมไปในความสละ เพื่อพระนิพพาน

 

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุอาศัยศีล ตั้งอยู่ในศีลแล้ว ย่อมเจริญทำให้มาก ซึ่ง “อริยมรรคมีองค์ ๘” อย่างนี้แล

 

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พีชคามและภูตคามเหล่าใดเหล่าหนึ่ง พีชคามและภูตคามทั้งหมดนั้น อาศัยแผ่นดิน ตั้งอยู่บนแผ่นดิน ย่อมถึงความเจริญงอกงามไพบูลย์ พีชคามและภูตคามเหล่านี้ ย่อมถึงความเจริญงอกงามไพบูลย์ด้วยประการฉะนี้ แม้ฉันใด ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุก็ฉันนั้นเหมือนกันแลอาศัยศีล ตั้งอยู่ในศีลแล้ว เจริญ ทำให้มากซึ่ง “อริยมรรคมีองค์ ๘” ย่อมถึงความเจริญงอกงามไพบูลย์ในธรรมทั้งหลาย

 

พีชคาม” หมายถึง “พืช ๕” อย่าง คือ พืชจากราก ๑ พืชจากต้น ๑ พืชจากยอด ๑ พืชจากข้อ ๑ พืชจากพืช ๑ รวมพืชชื่อว่า “พีชคาม” ชื่อว่า “ภูตคาม” คือ ความปรากฏแห่งหน่อเขียวสมบูรณ์แล้ว นั่นคือ “บ้านของภูตคือเทวดา”]

 

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ภิกษุอาศัยศีล ตั้งอยู่ในศีลแล้ว เจริญทำให้มากซึ่ง “อริยมรรคมีองค์ ๘” ย่อมถึงความเจริงอกงามไพบูลย์ในธรรมทั้งหลาย [ศีล–สมาธิ–ปัญญา] ดังนี้

 

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้

(๑) เจริญ สัมมาทิฏฐิ อันอาศัยวิเวก อาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธ น้อมไปในความสละ เพื่อพระนิพพาน

(๒) เจริญ สัมมาสังกัปปะ อันอาศัยวิเวก อาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธ น้อมไปในความสละ เพื่อพระนิพพาน

(๓) เจริญ สัมมาวาจา อันอาศัยวิเวก อาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธ น้อมไปในความสละ เพื่อพระนิพพาน

(๔) เจริญ สัมมากัมมันตะ อันอาศัยวิเวก อาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธ น้อมไปในความสละ เพื่อพระนิพพาน

(๕) เจริญ สัมมาอาชีวะ อันอาศัยวิเวก อาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธ น้อมไปในความสละ เพื่อพระนิพพาน

(๖) เจริญ สัมมาวายามะ อันอาศัยวิเวก อาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธ น้อมไปในความสละ เพื่อพระนิพพาน

(๗) เจริญ สัมมาสติ อันอาศัยวิเวก อาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธ น้อมไปในความสละ เพื่อพระนิพพาน

(๘) เจริญ สัมมาสมาธิ อันอาศัยวิเวก อาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธ น้อมไปในความสละ เพื่อพระนิพพาน

 

(๑) สัมมาทิฏฐิ มีวิเวก ๕ มีวิราคะ ๕ มีนิโรธ ๕ มีความสละ ๕ มีนิสัย ๑๒

(๒) สัมมาสังกัปปะ มีวิเวก ๕ มีวิราคะ ๕ มีนิโรธ ๕ มีความสละ ๕ มีนิสัย ๑๒

(๓) สัมมาวาจา มีวิเวก ๕ มีวิราคะ ๕ มีนิโรธ ๕ มีความสละ ๕ มีนิสัย ๑๒

(๔) สัมมากัมมันตะ มีวิเวก ๕ มีวิราคะ ๕ มีนิโรธ ๕ มีความสละ ๕ มีนิสัย ๑๒

(๕) สัมมาอาชีวะ มีวิเวก ๕ มีวิราคะ ๕ มีนิโรธ ๕ มีความสละ ๕ มีนิสัย ๑๒

(๖) สัมมาวายามะ มีวิเวก ๕ มีวิราคะ ๕ มีนิโรธ ๕ มีความสละ ๕ มีนิสัย ๑๒

(๗) สัมมาสติ มีวิเวก ๕ มีวิราคะ ๕ มีนิโรธ ๕ มีความสละ ๕ มีนิสัย ๑๒

(๘) สัมมาสมาธิ มีวิเวก ๕ มีวิราคะ ๕ มีนิโรธ ๕ มีความสละ ๕ มีนิสัย ๑๒

 

หมายเหตุ

บทว่า ฉนฺทชาโต โหติ คือ ภิกษุเป็นผู้เกิดฉันทะ ย่อมเป็นผู้เกิดความพอใจในธรรมในส่วนเบื้องต้น

บทว่า สทฺธาธิมุตฺโต คือ เป็นผู้น้อมไปด้วยศรัทธาในส่วนเบื้องต้น

บทว่า จิตฺตํ จสฺส สฺวาธิฏฺฐิตํ คือ มีจิตตั้งมั่นด้วยดี นั่นคือ จิตของพระโยคาวจรนั้นตั้งมั่นด้วยดี และมั่นคงด้วยดีในส่วนเบื้องต้น

ฉะนั้น ธรรม ๓ ประการเหล่านี้ คือ ฉันทะ ๑ สัทธา ๑ จิต ๑ ชื่อว่า “เป็นที่อาศัย” [นิสสยะ = นิสสยปัจจัย คือ ปัจจัยโดยเป็นที่อาศัย] เพราะเป็นที่เข้าไปอาศัยแห่งวิเวกอันเกิดขึ้นแล้วในส่วนเบื้องต้น แล้ววิวัฏฏ์ ๓ รอบกับธรรม ๔ คือ วิเวก ๕ วิราคะ ๕ นิโรธ ๕ ความสละ ๕ เท่ากับ ๑๒ คือ “นิสัย ๑๒”

โวสสัคคะ [ความสละ] มี ๒ อย่าง คือ (๑) ปริจจาคโวสสัคคะ [ปล่อยด้วยการสละ] คือ การละกิเลสด้วยตทังคะในขณะแห่งวิปัสสนา ด้วยสมุจเฉทในขณะแห่งมรรค และ (๒) ปักขันทนโวสสัคคะ [ปล่อยด้วยการแล่นไป] คือ การแล่นไปสู่นิพพานด้วยความน้อมไปสู่นิพพานนั้นในขณะแห่งวิปัสสนา ด้วยการทำนิพพานให้เป็นอารมณ์ในขณะแห่งมรรค  

 

 

สัมมาทิฏฐิมีวิเวก ๕

“วิเวก ๕” คือ วิกขัมภนวิเวก–ตทังควิเวก–สมุจเฉทวิเวก–ปฏิปัสสัทธิวิเวก–นิสสรณวิเวก

วิกขัมภนวิเวก ในการดับข่มนิวรณ์ของผู้เจริญถึงปฐมฌานขึ้นไป ๑

ตทังควิเวก ในการดับละทิฏฐิด้วยองค์นั้นๆ โดยผู้เจริญสมาธิอันมีส่วนในการทำลายกิเลส ๑

สมุจเฉทวิเวก ในการดับดัดออกกิเลสโดยผู้เจริญโลกุตรมรรคอันให้ถึงความสิ้นไป ๑

ปฏิปัสสัทธิวิเวก ในการดับสงบระงับกิเลสขณะโลกุตตรผล ๑

นิสสรณวิเวก ในการดับสลัดออกกิเลสเป็นนิโรธแห่งอรหัตตผลวิมุตติ คือ นิพพาน ๑

สัมมาทิฏฐิมีวิเวก ๕ เหล่านี้ ภิกษุเป็นผู้เกิดฉันทะ น้อมใจไปด้วยศรัทธา และมีจิตตั้งมั่นด้วยดี ในวิเวก ๕ นี้

 

สัมมาทิฏฐิมีวิราคะ ๕

“วิราคะ ๕” คือ วิกขัมภนวิราคะ–ตทังควิราคะ–สมุจเฉทวิราคะ–ปฏิปัสสัทธิวิราคะ–นิสสรณวิราคะ

วิกขัมภนวิราคะ ในการดับข่มนิวรณ์ของผู้เจริญถึงปฐมฌานขึ้นไป ๑

ตทังควิราคะ ในการดับละทิฏฐิด้วยองค์นั้นๆ โดยผู้เจริญสมาธิอันมีส่วนในการทำลายกิเลส ๑

สมุจเฉทวิราคะ ในการดับดัดออกกิเลสโดยผู้เจริญโลกุตรมรรคอันให้ถึงความสิ้นไป ๑

ปฏิปัสสัทธิวิราคะ ในการดับสงบระงับกิเลสขณะโลกุตตรผล ๑

นิสสรณวิราคะ ในการดับสลัดออกกิเลสเป็นนิโรธแห่งอรหัตตผลวิมุตติ คือ นิพพาน ๑

สัมมาทิฏฐิมีวิราคะ ๕ เหล่านี้ ภิกษุเป็นผู้เกิดฉันทะ น้อมใจไปด้วยศรัทธา และมีจิตตั้งมั่นด้วยดี ในวิราคะ ๕ นี้

 

สัมมาทิฏฐิมีนิโรธ ๕ 

“นิโรธ ๕” คือ วิกขัมภนนิโรธ–ตทังคนิโรธ–สมุจเฉทนิโรธ–ปฏิปัสสัทธินิโรธ–นิสสรณนิโรธ

วิกขัมภนนิโรธ ในการดับข่มนิวรณ์ของผู้เจริญถึงปฐมฌานขึ้นไป ๑

ตทังคนิโรธ ในการดับละทิฏฐิด้วยองค์นั้นๆ โดยผู้เจริญสมาธิอันมีส่วนในการทำลายกิเลส ๑

สมุจเฉทนิโรธ ในการดับดัดออกกิเลสโดยผู้เจริญโลกุตรมรรคอันให้ถึงความสิ้นไป ๑

ปฏิปัสสัทธินิโรธ ในการดับสงบระงับกิเลสขณะโลกุตตรผล ๑

นิสสรณนิโรธ ในการดับสลัดออกกิเลสเป็นนิโรธแห่งอรหัตตผลวิมุตติ คือ นิพพาน ๑

สัมมาทิฏฐิมีนิโรธ ๕ เหล่านี้ ภิกษุเป็นผู้เกิดฉันทะ น้อมใจไปด้วยศรัทธา และมีจิตตั้งมั่นด้วยดี ในนิโรธ ๕ นี้

  

สัมมาทิฏฐิมีความสละ ๕

“โวสัคคะ ๕” คือ วิกขัมภนโวสัคคะ–ตทังคโวสัคคะ–สมุจเฉทโวสัคคะ–ปฏิปัสสัทธิโวสัคคะ–นิสสรณโวสัคคะ

วิกขัมภนโวสัคคะ ในการดับข่มนิวรณ์ของผู้เจริญถึงปฐมฌานขึ้นไป ๑

ตทังคโวสัคคะ ในการดับละทิฏฐิด้วยองค์นั้นๆ โดยผู้เจริญสมาธิอันมีส่วนในการทำลายกิเลส ๑

สมุจเฉทโวสัคคะ ในการดับดัดออกกิเลสโดยผู้เจริญโลกุตรมรรคอันให้ถึงความสิ้นไป ๑

ปฏิปัสสัทธิโวสัคคะ ในการดับสงบระงับกิเลสขณะโลกุตตรผล ๑

นิสสรณโวสัคคะ ในการดับสลัดออกกิเลสเป็นนิโรธแห่งอรหัตตผลวิมุตติ คือ นิพพาน ๑

สัมมาทิฏฐิมีความสละ ๕ เหล่านี้ ภิกษุเป็นผู้เกิดฉันทะ น้อมใจไปด้วยศรัทธา และมีจิตตั้งมั่นด้วยดี ในความสละ ๕ และ มีนิสัย ๑๒ เหล่านี้

 

ฉะนั้น สัมมาทิฏฐิ มีวิเวก ๕–มีวิราคะ ๕–มีนิโรธ ๕–มีความสละ ๕–มีนิสัย ๑๒ เหล่านี้

 

สัมมาสังกัปปะมีวิเวก ๕

“วิเวก ๕” คือ วิกขัมภนวิเวก–ตทังควิเวก–สมุจเฉทวิเวก–ปฏิปัสสัทธิวิเวก–นิสสรณวิเวก

วิกขัมภนวิเวก ในการดับข่มนิวรณ์ของผู้เจริญถึงปฐมฌานขึ้นไป ๑

ตทังควิเวก ในการดับละทิฏฐิด้วยองค์นั้นๆ โดยผู้เจริญสมาธิอันมีส่วนในการทำลายกิเลส ๑

สมุจเฉทวิเวก ในการดับดัดออกกิเลสโดยผู้เจริญโลกุตรมรรคอันให้ถึงความสิ้นไป ๑

ปฏิปัสสัทธิวิเวก ในการดับสงบระงับกิเลสขณะโลกุตตรผล ๑

นิสสรณวิเวก ในการดับสลัดออกกิเลสเป็นนิโรธแห่งอรหัตตผลวิมุตติ คือ นิพพาน ๑

สัมมาสังกัปปะมีวิเวก ๕ เหล่านี้ ภิกษุเป็นผู้เกิดฉันทะ น้อมใจไปด้วยศรัทธา และมีจิตตั้งมั่นด้วยดี ในวิเวก ๕ นี้

 

สัมมาสังกัปปะมีวิราคะ ๕

“วิราคะ ๕” คือ วิกขัมภนวิราคะ–ตทังควิราคะ–สมุจเฉทวิราคะ–ปฏิปัสสัทธิวิราคะ–นิสสรณวิราคะ

วิกขัมภนวิราคะ ในการดับข่มนิวรณ์ของผู้เจริญถึงปฐมฌานขึ้นไป ๑

ตทังควิราคะ ในการดับละทิฏฐิด้วยองค์นั้นๆ โดยผู้เจริญสมาธิอันมีส่วนในการทำลายกิเลส ๑

สมุจเฉทวิราคะ ในการดับดัดออกกิเลสโดยผู้เจริญโลกุตรมรรคอันให้ถึงความสิ้นไป ๑

ปฏิปัสสัทธิวิราคะ ในการดับสงบระงับกิเลสขณะโลกุตตรผล ๑

นิสสรณวิราคะ ในการดับสลัดออกกิเลสเป็นนิโรธแห่งอรหัตตผลวิมุตติ คือ นิพพาน ๑

สัมมาสังกัปปะมีวิราคะ ๕ เหล่านี้ ภิกษุเป็นผู้เกิดฉันทะ น้อมใจไปด้วยศรัทธา และมีจิตตั้งมั่นด้วยดีในวิราคะ ๕ นี้

  

สัมมาสังกัปปะมีนิโรธ ๕ 

“นิโรธ ๕” คือ วิกขัมภนนิโรธ–ตทังคนิโรธ–สมุจเฉทนิโรธ–ปฏิปัสสัทธินิโรธ–นิสสรณนิโรธ

วิกขัมภนนิโรธ ในการดับข่มนิวรณ์ของผู้เจริญถึงปฐมฌานขึ้นไป ๑

ตทังคนิโรธ ในการดับละทิฏฐิด้วยองค์นั้นๆ โดยผู้เจริญสมาธิอันมีส่วนในการทำลายกิเลส ๑

สมุจเฉทนิโรธ ในการดับดัดออกกิเลสโดยผู้เจริญโลกุตรมรรคอันให้ถึงความสิ้นไป ๑

ปฏิปัสสัทธินิโรธ ในการดับสงบระงับกิเลสขณะโลกุตตรผล ๑

นิสสรณนิโรธ ในการดับสลัดออกกิเลสเป็นนิโรธแห่งอรหัตตผลวิมุตติ คือ นิพพาน ๑

สัมมาสังกัปปะมีนิโรธ ๕ เหล่านี้ ภิกษุเป็นผู้เกิดฉันทะ น้อมใจไปด้วยศรัทธา และมีจิตตั้งมั่นด้วยดี ในนิโรธ ๕ นี้

 

สัมมาสังกัปปะมีความสละ ๕

“โวสัคคะ ๕” คือ วิกขัมภนโวสัคคะ–ตทังคโวสัคคะ–สมุจเฉทโวสัคคะ–ปฏิปัสสัทธิโวสัคคะ–นิสสรณโวสัคคะ

วิกขัมภนโวสัคคะ ในการดับข่มนิวรณ์ของผู้เจริญถึงปฐมฌานขึ้นไป ๑

ตทังคโวสัคคะ ในการดับละทิฏฐิด้วยองค์นั้นๆ โดยผู้เจริญสมาธิอันมีส่วนในการทำลายกิเลส ๑

สมุจเฉทโวสัคคะ ในการดับดัดออกกิเลสโดยผู้เจริญโลกุตรมรรคอันให้ถึงความสิ้นไป ๑

ปฏิปัสสัทธิโวสัคคะ ในการดับสงบระงับกิเลสขณะโลกุตตรผล ๑

นิสสรณโวสัคคะ ในการดับสลัดออกกิเลสเป็นนิโรธแห่งอรหัตตผลวิมุตติ คือ นิพพาน ๑

สัมมาสังกัปปะมีความสละ ๕ เหล่านี้ ภิกษุเป็นผู้เกิดฉันทะ น้อมใจไปด้วยศรัทธา และมีจิตตั้งมั่นด้วยดี ในความสละ ๕ และ มีนิสัย ๑๒ เหล่านี้

 

ฉะนั้น สัมมาสังกัปปะ มีวิเวก ๕–มีวิราคะ ๕–มีนิโรธ ๕–มีความสละ ๕–มีนิสัย ๑๒ เหล่านี้

 

สัมมาวาจามีวิเวก ๕

“วิเวก ๕” คือ วิกขัมภนวิเวก–ตทังควิเวก–สมุจเฉทวิเวก–ปฏิปัสสัทธิวิเวก–นิสสรณวิเวก

วิกขัมภนวิเวก ในการดับข่มนิวรณ์ของผู้เจริญถึงปฐมฌานขึ้นไป ๑

ตทังควิเวก ในการดับละทิฏฐิด้วยองค์นั้นๆ โดยผู้เจริญสมาธิอันมีส่วนในการทำลายกิเลส ๑

สมุจเฉทวิเวก ในการดับดัดออกกิเลสโดยผู้เจริญโลกุตรมรรคอันให้ถึงความสิ้นไป ๑

ปฏิปัสสัทธิวิเวก ในการดับสงบระงับกิเลสขณะโลกุตตรผล ๑

นิสสรณวิเวก ในการดับสลัดออกกิเลสเป็นนิโรธแห่งอรหัตตผลวิมุตติ คือ นิพพาน ๑

สัมมาวาจามีวิเวก ๕ เหล่านี้ ภิกษุเป็นผู้เกิดฉันทะ น้อมใจไปด้วยศรัทธา และมีจิตตั้งมั่นด้วยดีในวิเวก ๕ นี้

 

สัมมาวาจามีวิราคะ ๕

“วิราคะ ๕” คือ วิกขัมภนวิราคะ–ตทังควิราคะ–สมุจเฉทวิราคะ–ปฏิปัสสัทธิวิราคะ–นิสสรณวิราคะ

วิกขัมภนวิราคะ ในการดับข่มนิวรณ์ของผู้เจริญถึงปฐมฌานขึ้นไป ๑

ตทังควิราคะ ในการดับละทิฏฐิด้วยองค์นั้นๆ โดยผู้เจริญสมาธิอันมีส่วนในการทำลายกิเลส ๑

สมุจเฉทวิราคะ ในการดับดัดออกกิเลสโดยผู้เจริญโลกุตรมรรคอันให้ถึงความสิ้นไป ๑

ปฏิปัสสัทธิวิราคะ ในการดับสงบระงับกิเลสขณะโลกุตตรผล ๑

นิสสรณวิราคะ ในการดับสลัดออกกิเลสเป็นนิโรธแห่งอรหัตตผลวิมุตติ คือ นิพพาน ๑

สัมมาวาจามีวิราคะ ๕ เหล่านี้ ภิกษุเป็นผู้เกิดฉันทะ น้อมใจไปด้วยศรัทธา และมีจิตตั้งมั่นด้วยดี ในวิราคะ ๕ นี้

 

สัมมาวาจามีนิโรธ ๕  

“นิโรธ ๕” คือ วิกขัมภนนิโรธ–ตทังคนิโรธ–สมุจเฉทนิโรธ–ปฏิปัสสัทธินิโรธ–นิสสรณนิโรธ

วิกขัมภนนิโรธ ในการดับข่มนิวรณ์ของผู้เจริญถึงปฐมฌานขึ้นไป ๑

ตทังคนิโรธ ในการดับละทิฏฐิด้วยองค์นั้นๆ โดยผู้เจริญสมาธิอันมีส่วนในการทำลายกิเลส ๑

สมุจเฉทนิโรธ ในการดับดัดออกกิเลสโดยผู้เจริญโลกุตรมรรคอันให้ถึงความสิ้นไป ๑

ปฏิปัสสัทธินิโรธ ในการดับสงบระงับกิเลสขณะโลกุตตรผล ๑

นิสสรณนิโรธ ในการดับสลัดออกกิเลสเป็นนิโรธแห่งอรหัตตผลวิมุตติ คือ นิพพาน ๑

สัมมาวาจามีนิโรธ ๕ เหล่านี้ ภิกษุเป็นผู้เกิดฉันทะ น้อมใจไปด้วยศรัทธา และมีจิตตั้งมั่นด้วยดี ในนิโรธ ๕ นี้

 

สัมมาวาจามีความสละ ๕

“โวสัคคะ ๕” คือ วิกขัมภนโวสัคคะ–ตทังคโวสัคคะ–สมุจเฉทโวสัคคะ–ปฏิปัสสัทธิโวสัคคะ–นิสสรณโวสัคคะ

วิกขัมภนโวสัคคะ ในการดับข่มนิวรณ์ของผู้เจริญถึงปฐมฌานขึ้นไป ๑

ตทังคโวสัคคะ ในการดับละทิฏฐิด้วยองค์นั้นๆ โดยผู้เจริญสมาธิอันมีส่วนในการทำลายกิเลส ๑

สมุจเฉทโวสัคคะ ในการดับดัดออกกิเลสโดยผู้เจริญโลกุตรมรรคอันให้ถึงความสิ้นไป ๑

ปฏิปัสสัทธิโวสัคคะ ในการดับสงบระงับกิเลสขณะโลกุตตรผล ๑

นิสสรณโวสัคคะ ในการดับสลัดออกกิเลสเป็นนิโรธแห่งอรหัตตผลวิมุตติ คือ นิพพาน ๑

สัมมาวาจามีความสละ ๕ เหล่านี้ ภิกษุเป็นผู้เกิดฉันทะ น้อมใจไปด้วยศรัทธา และมีจิตตั้งมั่นด้วยดี ในความสละ ๕ และ มีนิสัย ๑๒ เหล่านี้

 

ฉะนั้น สัมมาวาจา มีวิเวก ๕–มีวิราคะ ๕–มีนิโรธ ๕–มีความสละ ๕–มีนิสัย ๑๒ เหล่านี้

 

สัมมากัมมันตะมีวิเวก ๕

“วิเวก ๕” คือ วิกขัมภนวิเวก–ตทังควิเวก–สมุจเฉทวิเวก–ปฏิปัสสัทธิวิเวก–นิสสรณวิเวก

วิกขัมภนวิเวก ในการดับข่มนิวรณ์ของผู้เจริญถึงปฐมฌานขึ้นไป ๑

ตทังควิเวก ในการดับละทิฏฐิด้วยองค์นั้นๆ โดยผู้เจริญสมาธิอันมีส่วนในการทำลายกิเลส ๑

สมุจเฉทวิเวก ในการดับดัดออกกิเลสโดยผู้เจริญโลกุตรมรรคอันให้ถึงความสิ้นไป ๑

ปฏิปัสสัทธิวิเวก ในการดับสงบระงับกิเลสขณะโลกุตตรผล ๑

นิสสรณวิเวก ในการดับสลัดออกกิเลสเป็นนิโรธแห่งอรหัตตผลวิมุตติ คือ นิพพาน ๑

สัมมากัมมันตะมีวิเวก ๕ เหล่านี้ ภิกษุเป็นผู้เกิดฉันทะ น้อมใจไปด้วยศรัทธา และมีจิตตั้งมั่นด้วยดี ในวิเวก ๕ นี้

 

สัมมากัมมันตะมีวิราคะ ๕

“วิราคะ ๕” คือ วิกขัมภนวิราคะ–ตทังควิราคะ–สมุจเฉทวิราคะ–ปฏิปัสสัทธิวิราคะ–นิสสรณวิราคะ

วิกขัมภนวิราคะ ในการดับข่มนิวรณ์ของผู้เจริญถึงปฐมฌานขึ้นไป ๑

ตทังควิราคะ ในการดับละทิฏฐิด้วยองค์นั้นๆ โดยผู้เจริญสมาธิอันมีส่วนในการทำลายกิเลส ๑

สมุจเฉทวิราคะ ในการดับดัดออกกิเลสโดยผู้เจริญโลกุตรมรรคอันให้ถึงความสิ้นไป ๑

ปฏิปัสสัทธิวิราคะ ในการดับสงบระงับกิเลสขณะโลกุตตรผล ๑

นิสสรณวิราคะ ในการดับสลัดออกกิเลสเป็นนิโรธแห่งอรหัตตผลวิมุตติ คือ นิพพาน ๑

สัมมากัมมันตะมีวิราคะ ๕ เหล่านี้ ภิกษุเป็นผู้เกิดฉันทะ น้อมใจไปด้วยศรัทธา และมีจิตตั้งมั่นด้วยดี ในวิราคะ ๕ นี้

 

สัมมากัมมันตะมีนิโรธ ๕ 

“นิโรธ ๕” คือ วิกขัมภนนิโรธ–ตทังคนิโรธ–สมุจเฉทนิโรธ–ปฏิปัสสัทธินิโรธ–นิสสรณนิโรธ

วิกขัมภนนิโรธ ในการดับข่มนิวรณ์ของผู้เจริญถึงปฐมฌานขึ้นไป ๑

ตทังคนิโรธ ในการดับละทิฏฐิด้วยองค์นั้นๆ โดยผู้เจริญสมาธิอันมีส่วนในการทำลายกิเลส ๑

สมุจเฉทนิโรธ ในการดับดัดออกกิเลสโดยผู้เจริญโลกุตรมรรคอันให้ถึงความสิ้นไป ๑

ปฏิปัสสัทธินิโรธ ในการดับสงบระงับกิเลสขณะโลกุตตรผล ๑

นิสสรณนิโรธ ในการดับสลัดออกกิเลสเป็นนิโรธแห่งอรหัตตผลวิมุตติ คือ นิพพาน ๑

สัมมากัมมันตะมีนิโรธ ๕ เหล่านี้ ภิกษุเป็นผู้เกิดฉันทะ น้อมใจไปด้วยศรัทธา และมีจิตตั้งมั่นด้วยดี ในนิโรธ ๕ นี้

  

สัมมากัมมันตะมีความสละ ๕

“โวสัคคะ ๕” คือ วิกขัมภนโวสัคคะ–ตทังคโวสัคคะ–สมุจเฉทโวสัคคะ–ปฏิปัสสัทธิโวสัคคะ–นิสสรณโวสัคคะ

วิกขัมภนโวสัคคะ ในการดับข่มนิวรณ์ของผู้เจริญถึงปฐมฌานขึ้นไป ๑

ตทังคโวสัคคะ ในการดับละทิฏฐิด้วยองค์นั้นๆ โดยผู้เจริญสมาธิอันมีส่วนในการทำลายกิเลส ๑

สมุจเฉทโวสัคคะ ในการดับดัดออกกิเลสโดยผู้เจริญโลกุตรมรรคอันให้ถึงความสิ้นไป ๑

ปฏิปัสสัทธิโวสัคคะ ในการดับสงบระงับกิเลสขณะโลกุตตรผล ๑

นิสสรณโวสัคคะ ในการดับสลัดออกกิเลสเป็นนิโรธแห่งอรหัตตผลวิมุตติ คือ นิพพาน ๑

สัมมากัมมันตะมีความสละ ๕ เหล่านี้ ภิกษุเป็นผู้เกิดฉันทะ น้อมใจไปด้วยศรัทธา และมีจิตตั้งมั่นด้วยดี ในความสละ ๕ และ มีนิสัย ๑๒ เหล่านี้

 

ฉะนั้น สัมมากัมมันตะ มีวิเวก ๕–มีวิราคะ ๕–มีนิโรธ ๕–มีความสละ ๕–มีนิสัย ๑๒ เหล่านี้

 

สัมมาอาชีวะมีวิเวก ๕

“วิเวก ๕” คือ วิกขัมภนวิเวก–ตทังควิเวก–สมุจเฉทวิเวก–ปฏิปัสสัทธิวิเวก–นิสสรณวิเวก

วิกขัมภนวิเวก ในการดับข่มนิวรณ์ของผู้เจริญถึงปฐมฌานขึ้นไป ๑

ตทังควิเวก ในการดับละทิฏฐิด้วยองค์นั้นๆ โดยผู้เจริญสมาธิอันมีส่วนในการทำลายกิเลส ๑

สมุจเฉทวิเวก ในการดับดัดออกกิเลสโดยผู้เจริญโลกุตรมรรคอันให้ถึงความสิ้นไป ๑

ปฏิปัสสัทธิวิเวก ในการดับสงบระงับกิเลสขณะโลกุตตรผล ๑

นิสสรณวิเวก ในการดับสลัดออกกิเลสเป็นนิโรธแห่งอรหัตตผลวิมุตติ คือ นิพพาน ๑

สัมมาอาชีวะมีวิเวก ๕ เหล่านี้ ภิกษุเป็นผู้เกิดฉันทะ น้อมใจไปด้วยศรัทธา และมีจิตตั้งมั่นด้วยดี ในวิเวก ๕ นี้

 

สัมมาอาชีวะมีวิราคะ ๕

“วิราคะ ๕” คือ วิกขัมภนวิราคะ–ตทังควิราคะ–สมุจเฉทวิราคะ–ปฏิปัสสัทธิวิราคะ–นิสสรณวิราคะ

วิกขัมภนวิราคะ ในการดับข่มนิวรณ์ของผู้เจริญถึงปฐมฌานขึ้นไป ๑

ตทังควิราคะ ในการดับละทิฏฐิด้วยองค์นั้นๆ โดยผู้เจริญสมาธิอันมีส่วนในการทำลายกิเลส ๑

สมุจเฉทวิราคะ ในการดับดัดออกกิเลสโดยผู้เจริญโลกุตรมรรคอันให้ถึงความสิ้นไป ๑

ปฏิปัสสัทธิวิราคะ ในการดับสงบระงับกิเลสขณะโลกุตตรผล ๑

นิสสรณวิราคะ ในการดับสลัดออกกิเลสเป็นนิโรธแห่งอรหัตตผลวิมุตติ คือ นิพพาน ๑

สัมมาอาชีวะมีวิราคะ ๕ เหล่านี้ ภิกษุเป็นผู้เกิดฉันทะ น้อมใจไปด้วยศรัทธา และมีจิตตั้งมั่นด้วยดี

ในวิราคะ ๕ นี้

  

สัมมาอาชีวะมีนิโรธ ๕ 

“นิโรธ ๕” คือ วิกขัมภนนิโรธ–ตทังคนิโรธ–สมุจเฉทนิโรธ–ปฏิปัสสัทธินิโรธ–นิสสรณนิโรธ

วิกขัมภนนิโรธ ในการดับข่มนิวรณ์ของผู้เจริญถึงปฐมฌานขึ้นไป ๑

ตทังคนิโรธ ในการดับละทิฏฐิด้วยองค์นั้นๆ โดยผู้เจริญสมาธิอันมีส่วนในการทำลายกิเลส ๑

สมุจเฉทนิโรธ ในการดับดัดออกกิเลสโดยผู้เจริญโลกุตรมรรคอันให้ถึงความสิ้นไป ๑

ปฏิปัสสัทธินิโรธ ในการดับสงบระงับกิเลสขณะโลกุตตรผล ๑

นิสสรณนิโรธ ในการดับสลัดออกกิเลสเป็นนิโรธแห่งอรหัตตผลวิมุตติ คือ นิพพาน ๑

สัมมาอาชีวะมีนิโรธ ๕ เหล่านี้ ภิกษุเป็นผู้เกิดฉันทะ น้อมใจไปด้วยศรัทธา และมีจิตตั้งมั่นด้วยดี ในนิโรธ ๕ นี้

 

สัมมาอาชีวะมีความสละ ๕

“โวสัคคะ ๕” คือ วิกขัมภนโวสัคคะ–ตทังคโวสัคคะ–สมุจเฉทโวสัคคะ–ปฏิปัสสัทธิโวสัคคะ–นิสสรณโวสัคคะ

วิกขัมภนโวสัคคะ ในการดับข่มนิวรณ์ของผู้เจริญถึงปฐมฌานขึ้นไป ๑

ตทังคโวสัคคะ ในการดับละทิฏฐิด้วยองค์นั้นๆ โดยผู้เจริญสมาธิอันมีส่วนในการทำลายกิเลส ๑

สมุจเฉทโวสัคคะ ในการดับดัดออกกิเลสโดยผู้เจริญโลกุตรมรรคอันให้ถึงความสิ้นไป ๑

ปฏิปัสสัทธิโวสัคคะ ในการดับสงบระงับกิเลสขณะโลกุตตรผล ๑

นิสสรณโวสัคคะ ในการดับสลัดออกกิเลสเป็นนิโรธแห่งอรหัตตผลวิมุตติ คือ นิพพาน ๑

สัมมาอาชีวะมีความสละ ๕ เหล่านี้ ภิกษุเป็นผู้เกิดฉันทะ น้อมใจไปด้วยศรัทธา และมีจิตตั้งมั่นด้วยดี ในความสละ ๕ และ มีนิสัย ๑๒ เหล่านี้

 

ฉะนั้น สัมมาอาชีวะ มีวิเวก ๕–มีวิราคะ ๕–มีนิโรธ ๕–มีความสละ ๕–มีนิสัย ๑๒ เหล่านี้

 

สัมมาวายามะมีวิเวก ๕

“วิเวก ๕” คือ วิกขัมภนวิเวก–ตทังควิเวก–สมุจเฉทวิเวก–ปฏิปัสสัทธิวิเวก–นิสสรณวิเวก

วิกขัมภนวิเวก ในการดับข่มนิวรณ์ของผู้เจริญถึงปฐมฌานขึ้นไป ๑

ตทังควิเวก ในการดับละทิฏฐิด้วยองค์นั้นๆ โดยผู้เจริญสมาธิอันมีส่วนในการทำลายกิเลส ๑

สมุจเฉทวิเวก ในการดับดัดออกกิเลสโดยผู้เจริญโลกุตรมรรคอันให้ถึงความสิ้นไป ๑

ปฏิปัสสัทธิวิเวก ในการดับสงบระงับกิเลสขณะโลกุตตรผล ๑

นิสสรณวิเวก ในการดับสลัดออกกิเลสเป็นนิโรธแห่งอรหัตตผลวิมุตติ คือ นิพพาน ๑

สัมมาวายามะมีวิเวก ๕ เหล่านี้ ภิกษุเป็นผู้เกิดฉันทะ น้อมใจไปด้วยศรัทธา และมีจิตตั้งมั่นด้วยดี ในวิเวก ๕ นี้

 

สัมมาวายามะมีวิราคะ ๕

“วิราคะ ๕” คือ วิกขัมภนวิราคะ–ตทังควิราคะ–สมุจเฉทวิราคะ–ปฏิปัสสัทธิวิราคะ–นิสสรณวิราคะ

วิกขัมภนวิราคะ ในการดับข่มนิวรณ์ของผู้เจริญถึงปฐมฌานขึ้นไป ๑

ตทังควิราคะ ในการดับละทิฏฐิด้วยองค์นั้นๆ โดยผู้เจริญสมาธิอันมีส่วนในการทำลายกิเลส ๑

สมุจเฉทวิราคะ ในการดับดัดออกกิเลสโดยผู้เจริญโลกุตรมรรคอันให้ถึงความสิ้นไป ๑

ปฏิปัสสัทธิวิราคะ ในการดับสงบระงับกิเลสขณะโลกุตตรผล ๑

นิสสรณวิราคะ ในการดับสลัดออกกิเลสเป็นนิโรธแห่งอรหัตตผลวิมุตติ คือ นิพพาน ๑

สัมมาวายามะมีวิราคะ ๕ เหล่านี้ ภิกษุเป็นผู้เกิดฉันทะ น้อมใจไปด้วยศรัทธา และมีจิตตั้งมั่นด้วยดี ในวิราคะ ๕ นี้

 

สัมมาวายามะมีนิโรธ ๕ 

“นิโรธ ๕” คือ วิกขัมภนนิโรธ–ตทังคนิโรธ–สมุจเฉทนิโรธ–ปฏิปัสสัทธินิโรธ–นิสสรณนิโรธ

วิกขัมภนนิโรธ ในการดับข่มนิวรณ์ของผู้เจริญถึงปฐมฌานขึ้นไป ๑

ตทังคนิโรธ ในการดับละทิฏฐิด้วยองค์นั้นๆ โดยผู้เจริญสมาธิอันมีส่วนในการทำลายกิเลส ๑

สมุจเฉทนิโรธ ในการดับดัดออกกิเลสโดยผู้เจริญโลกุตรมรรคอันให้ถึงความสิ้นไป ๑

ปฏิปัสสัทธินิโรธ ในการดับสงบระงับกิเลสขณะโลกุตตรผล ๑

นิสสรณนิโรธ ในการดับสลัดออกกิเลสเป็นนิโรธแห่งอรหัตตผลวิมุตติ คือ นิพพาน ๑

สัมมาวายามะมีนิโรธ ๕ เหล่านี้ ภิกษุเป็นผู้เกิดฉันทะ น้อมใจไปด้วยศรัทธา และมีจิตตั้งมั่นด้วยดี ในนิโรธ ๕ นี้

 

สัมมาวายามะมีความสละ ๕

“โวสัคคะ ๕” คือ วิกขัมภนโวสัคคะ–ตทังคโวสัคคะ–สมุจเฉทโวสัคคะ–ปฏิปัสสัทธิโวสัคคะ–นิสสรณโวสัคคะ

วิกขัมภนโวสัคคะ ในการดับข่มนิวรณ์ของผู้เจริญถึงปฐมฌานขึ้นไป ๑

ตทังคโวสัคคะ ในการดับละทิฏฐิด้วยองค์นั้นๆ โดยผู้เจริญสมาธิอันมีส่วนในการทำลายกิเลส ๑

สมุจเฉทโวสัคคะ ในการดับดัดออกกิเลสโดยผู้เจริญโลกุตรมรรคอันให้ถึงความสิ้นไป ๑

ปฏิปัสสัทธิโวสัคคะ ในการดับสงบระงับกิเลสขณะโลกุตตรผล ๑

นิสสรณโวสัคคะ ในการดับสลัดออกกิเลสเป็นนิโรธแห่งอรหัตตผลวิมุตติ คือ นิพพาน ๑

สัมมาวายามะมีความสละ ๕ เหล่านี้ ภิกษุเป็นผู้เกิดฉันทะ น้อมใจไปด้วยศรัทธา และมีจิตตั้งมั่นด้วยดี ในความสละ ๕ มีนิสัย ๑๒ เหล่านี้

 

ฉะนั้น สัมมาวายามะ มีวิเวก ๕–มีวิราคะ ๕–มีนิโรธ ๕–มีความสละ ๕–มีนิสัย ๑๒ เหล่านี้

 

สัมมาสติมีวิเวก ๕

“วิเวก ๕” คือ วิกขัมภนวิเวก–ตทังควิเวก–สมุจเฉทวิเวก–ปฏิปัสสัทธิวิเวก–นิสสรณวิเวก

วิกขัมภนวิเวก ในการดับข่มนิวรณ์ของผู้เจริญถึงปฐมฌานขึ้นไป ๑

ตทังควิเวก ในการดับละทิฏฐิด้วยองค์นั้นๆ โดยผู้เจริญสมาธิอันมีส่วนในการทำลายกิเลส ๑

สมุจเฉทวิเวก ในการดับดัดออกกิเลสโดยผู้เจริญโลกุตรมรรคอันให้ถึงความสิ้นไป ๑

ปฏิปัสสัทธิวิเวก ในการดับสงบระงับกิเลสขณะโลกุตตรผล ๑

นิสสรณวิเวก ในการดับสลัดออกกิเลสเป็นนิโรธแห่งอรหัตตผลวิมุตติ คือ นิพพาน ๑

สัมมาสติมีวิเวก ๕ เหล่านี้ ภิกษุเป็นผู้เกิดฉันทะ น้อมใจไปด้วยศรัทธา และมีจิตตั้งมั่นด้วยดี ในวิเวก ๕ นี้

 

สัมมาสติมีวิราคะ ๕

“วิราคะ ๕” คือ วิกขัมภนวิราคะ–ตทังควิราคะ–สมุจเฉทวิราคะ–ปฏิปัสสัทธิวิราคะ–นิสสรณวิราคะ

วิกขัมภนวิราคะ ในการดับข่มนิวรณ์ของผู้เจริญถึงปฐมฌานขึ้นไป ๑

ตทังควิราคะ ในการดับละทิฏฐิด้วยองค์นั้นๆ โดยผู้เจริญสมาธิอันมีส่วนในการทำลายกิเลส ๑

สมุจเฉทวิราคะ ในการดับดัดออกกิเลสโดยผู้เจริญโลกุตรมรรคอันให้ถึงความสิ้นไป ๑

ปฏิปัสสัทธิวิราคะ ในการดับสงบระงับกิเลสขณะโลกุตตรผล ๑

นิสสรณวิราคะ ในการดับสลัดออกกิเลสเป็นนิโรธแห่งอรหัตตผลวิมุตติ คือ นิพพาน ๑

สัมมาสติมีวิราคะ ๕ เหล่านี้ ภิกษุเป็นผู้เกิดฉันทะ น้อมใจไปด้วยศรัทธา และมีจิตตั้งมั่นด้วยดี ในวิราคะ ๕ นี้

 

สัมมาสติมีนิโรธ ๕ 

“นิโรธ ๕” คือ วิกขัมภนนิโรธ–ตทังคนิโรธ–สมุจเฉทนิโรธ–ปฏิปัสสัทธินิโรธ–นิสสรณนิโรธ

วิกขัมภนนิโรธ ในการดับข่มนิวรณ์ของผู้เจริญถึงปฐมฌานขึ้นไป ๑

ตทังคนิโรธ ในการดับละทิฏฐิด้วยองค์นั้นๆ โดยผู้เจริญสมาธิอันมีส่วนในการทำลายกิเลส ๑

สมุจเฉทนิโรธ ในการดับดัดออกกิเลสโดยผู้เจริญโลกุตรมรรคอันให้ถึงความสิ้นไป ๑

ปฏิปัสสัทธินิโรธ ในการดับสงบระงับกิเลสขณะโลกุตตรผล ๑

นิสสรณนิโรธ ในการดับสลัดออกกิเลสเป็นนิโรธแห่งอรหัตตผลวิมุตติ คือ นิพพาน ๑

สัมมาสติมีนิโรธ ๕ เหล่านี้ ภิกษุเป็นผู้เกิดฉันทะ น้อมใจไปด้วยศรัทธา และมีจิตตั้งมั่นด้วยดี ในนิโรธ ๕ นี้

 

สัมมาสติมีความสละ ๕

“โวสัคคะ ๕” คือ วิกขัมภนโวสัคคะ–ตทังคโวสัคคะ–สมุจเฉทโวสัคคะ–ปฏิปัสสัทธิโวสัคคะ–นิสสรณโวสัคคะ

วิกขัมภนโวสัคคะ ในการดับข่มนิวรณ์ของผู้เจริญถึงปฐมฌานขึ้นไป ๑

ตทังคโวสัคคะ ในการดับละทิฏฐิด้วยองค์นั้นๆ โดยผู้เจริญสมาธิอันมีส่วนในการทำลายกิเลส ๑

สมุจเฉทโวสัคคะ ในการดับดัดออกกิเลสโดยผู้เจริญโลกุตรมรรคอันให้ถึงความสิ้นไป ๑

ปฏิปัสสัทธิโวสัคคะ ในการดับสงบระงับกิเลสขณะโลกุตตรผล ๑

นิสสรณโวสัคคะ ในการดับสลัดออกกิเลสเป็นนิโรธแห่งอรหัตตผลวิมุตติ คือ นิพพาน ๑

สัมมาสติมีความสละ ๕ เหล่านี้ ภิกษุเป็นผู้เกิดฉันทะ น้อมใจไปด้วยศรัทธา และมีจิตตั้งมั่นด้วยดี ในความสละ ๕ มีนิสัย ๑๒ นี้

 

ฉะนั้น สัมมาสติ มีวิเวก ๕–มีวิราคะ ๕–มีนิโรธ ๕–มีความสละ ๕–มีนิสัย ๑๒ เหล่านี้

 

สัมมาสมาธิมีวิเวก ๕

“วิเวก ๕” คือ วิกขัมภนวิเวก–ตทังควิเวก–สมุจเฉทวิเวก–ปฏิปัสสัทธิวิเวก–นิสสรณวิเวก

วิกขัมภนวิเวก ในการดับข่มนิวรณ์ของผู้เจริญถึงปฐมฌานขึ้นไป ๑

ตทังควิเวก ในการดับละทิฏฐิด้วยองค์นั้นๆ โดยผู้เจริญสมาธิอันมีส่วนในการทำลายกิเลส ๑

สมุจเฉทวิเวก ในการดับดัดออกกิเลสโดยผู้เจริญโลกุตรมรรคอันให้ถึงความสิ้นไป ๑

ปฏิปัสสัทธิวิเวก ในการดับสงบระงับกิเลสขณะโลกุตตรผล ๑

นิสสรณวิเวก ในการดับสลัดออกกิเลสเป็นนิโรธแห่งอรหัตตผลวิมุตติ คือ นิพพาน ๑

สัมมาสมาธิมีวิเวก ๕ เหล่านี้ ภิกษุเป็นผู้เกิดฉันทะ น้อมใจไปด้วยศรัทธา และมีจิตตั้งมั่นด้วยดี ในวิเวก ๕ นี้

 

สัมมาสมาธิมีวิราคะ ๕

“วิราคะ ๕” คือ วิกขัมภนวิราคะ–ตทังควิราคะ–สมุจเฉทวิราคะ–ปฏิปัสสัทธิวิราคะ–นิสสรณวิราคะ

วิกขัมภนวิราคะ ในการดับข่มนิวรณ์ของผู้เจริญถึงปฐมฌานขึ้นไป ๑

ตทังควิราคะ ในการดับละทิฏฐิด้วยองค์นั้นๆ โดยผู้เจริญสมาธิอันมีส่วนในการทำลายกิเลส ๑

สมุจเฉทวิราคะ ในการดับดัดออกกิเลสโดยผู้เจริญโลกุตรมรรคอันให้ถึงความสิ้นไป ๑

ปฏิปัสสัทธิวิราคะ ในการดับสงบระงับกิเลสขณะโลกุตตรผล ๑

นิสสรณวิราคะ ในการดับสลัดออกกิเลสเป็นนิโรธแห่งอรหัตตผลวิมุตติ คือ นิพพาน ๑

สัมมาสมาธิมีวิราคะ ๕ เหล่านี้ ภิกษุเป็นผู้เกิดฉันทะ น้อมใจไปด้วยศรัทธา และมีจิตตั้งมั่นด้วยดี ในวิราคะ ๕ นี้

 

สัมมาสมาธิมีนิโรธ ๕ 

“นิโรธ ๕” คือ วิกขัมภนนิโรธ–ตทังคนิโรธ–สมุจเฉทนิโรธ–ปฏิปัสสัทธินิโรธ–นิสสรณนิโรธ

วิกขัมภนนิโรธ ในการดับข่มนิวรณ์ของผู้เจริญถึงปฐมฌานขึ้นไป ๑

ตทังคนิโรธ ในการดับละทิฏฐิด้วยองค์นั้นๆ โดยผู้เจริญสมาธิอันมีส่วนในการทำลายกิเลส ๑

สมุจเฉทนิโรธ ในการดับดัดออกกิเลสโดยผู้เจริญโลกุตรมรรคอันให้ถึงความสิ้นไป ๑

ปฏิปัสสัทธินิโรธ ในการดับสงบระงับกิเลสขณะโลกุตตรผล ๑

นิสสรณนิโรธ ในการดับสลัดออกกิเลสเป็นนิโรธแห่งอรหัตตผลวิมุตติ คือ นิพพาน ๑

สัมมาสมาธิมีนิโรธ ๕ เหล่านี้ ภิกษุเป็นผู้เกิดฉันทะ น้อมใจไปด้วยศรัทธา และมีจิตตั้งมั่นด้วยดี ในนิโรธ ๕ นี้

 

สัมมาสมาธิมีความสละ ๕

“โวสัคคะ ๕” คือ วิกขัมภนโวสัคคะ–ตทังคโวสัคคะ–สมุจเฉทโวสัคคะ–ปฏิปัสสัทธิโวสัคคะ–นิสสรณโวสัคคะ

วิกขัมภนโวสัคคะ ในการดับข่มนิวรณ์ของผู้เจริญถึงปฐมฌานขึ้นไป ๑

ตทังคโวสัคคะ ในการดับละทิฏฐิด้วยองค์นั้นๆ โดยผู้เจริญสมาธิอันมีส่วนในการทำลายกิเลส ๑

สมุจเฉทโวสัคคะ ในการดับดัดออกกิเลสโดยผู้เจริญโลกุตรมรรคอันให้ถึงความสิ้นไป ๑

ปฏิปัสสัทธิโวสัคคะ ในการดับสงบระงับกิเลสขณะโลกุตตรผล ๑

นิสสรณโวสัคคะ ในการดับสลัดออกกิเลสเป็นนิโรธแห่งอรหัตตผลวิมุตติ คือ นิพพาน ๑

สัมมาสมาธิมีความสละ ๕ เหล่านี้ ภิกษุเป็นผู้เกิดฉันทะ น้อมใจไปด้วยศรัทธา และมีจิตตั้งมั่นด้วยดี ในความสละ ๕ มีนิสัย ๑๒ เหล่านี้

 

ฉะนั้น สัมมาสมาธิ มีวิเวก ๕–มีวิราคะ ๕–มีนิโรธ ๕–มีความสละ ๕–มีนิสัย ๑๒ เหล่านี้

 

 

[B] การเจริญภาวนาในอินทรีย์ ๕–พละ ๕–โพชฌงค์ ๗

 

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย การงานที่ต้องทำด้วยกำลัง อย่างใดอย่างหนึ่ง การงานทั้งหมดนั้น บุคคลต้องอาศัยแผ่นดิน ตั้งอยู่บนแผ่นดินจึงทำกันได้ การงานที่ต้องทำด้วยกำลังนี้ บุคคลย่อมทำได้ด้วยประการฉะนี้

 

แม้ฉันใด ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุอาศัยศีล ตั้งอยู่ในศีลแล้ว ย่อมเจริญทำให้มากซึ่ง โพชฌงค์ ๗ ได้ ฉันนั้นเหมือนกัน ภิกษุเจริญ ทำให้มากซึ่ง โพชฌงค์ ๗ อยู่ ย่อมถึงความเจริญงอกงามไพบูลย์ในธรรมทั้งหลาย  

 

แม้ฉันใด ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุอาศัยศีล ตั้งอยู่ในศีลแล้ว ย่อมเจริญทำให้มากซึ่ง พละ ๕ ได้ ฉันนั้นเหมือนกัน ภิกษุเจริญ ทำให้มากซึ่ง พละ ๕ อยู่ ย่อมถึงความเจริญงอกงามไพบูลย์ในธรรมทั้งหลาย

 

แม้ฉันใด ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุอาศัยศีล ตั้งอยู่ในศีลแล้ว ย่อมเจริญทำให้มากซึ่ง อินทรีย์ ๕ ได้ ฉันนั้นเหมือนกัน  ภิกษุเจริญ ทำให้มากซึ่ง อินทรีย์ ๕ อยู่ ย่อมถึงความเจริญงอกงามไพบูลย์ในธรรมทั้งหลาย

 

[C] การเจริญภาวนาโพธิปักขิยธรรมโดยอินทรีย์ ๕

 

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พืชคามและภูตคามเหล่าใดเหล่าหนึ่ง พืชคามและภูตคามทั้งหมดนั้น อาศัยแผ่นดิน ตั้งอยู่บนแผ่นดิน ย่อมถึงความเจริญงอกงามไพบูลย์ พืชคามและภูตคามเหล่านั้น ย่อมถึงความเจริญงอกงามไพบูลย์ ด้วยประการฉะนี้

 

แม้ฉันใด ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุก็ฉันนั้นเหมือนกัน แลอาศัยศีล ตั้งอยู่ในศีลแล้วเจริญ ทำให้มากอยู่ซึ่ง อินทรีย์ ๕ ย่อมถึงความเจริญงอกงามไพบูลย์ในธรรมทั้งหลาย

 

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ภิกษุอาศัยศีล ตั้งอยู่ในศีลแล้ว เจริญทำให้มากซึ่ง อินทรีย์ ๕ ย่อมถึงความเจริญงอกงามไพบูลย์ในธรรมทั้งหลาย ดังนี้

 

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้

(๑) เจริญ สัทธินทรีย์ อันอาศัยวิเวก–อาศัยวิราคะ–อาศัยนิโรธ–น้อมไปในความสละ เพื่อพระนิพพาน

(๒) เจริญ วิริยินทรีย์ อันอาศัยวิเวก–อาศัยวิราคะ–อาศัยนิโรธ–น้อมไปในความสละ เพื่อพระนิพพาน

(๓) เจริญ สตินทรีย์ อันอาศัยวิเวก–อาศัยวิราคะ–อาศัยนิโรธ–น้อมไปในความสละ เพื่อพระนิพพาน

(๔) เจริญ สมาธินทรีย์ อันอาศัยวิเวก–อาศัยวิราคะ–อาศัยนิโรธ–น้อมไปในความสละ เพื่อพระนิพพาน

(๕) เจริญ ปัญญินทรีย์ อันอาศัยวิเวก–อาศัยวิราคะ–อาศัยนิโรธ–น้อมไปในความสละ เพื่อพระนิพพาน

  

(๑) สัทธินทรีย์ มีวิเวก ๕–มีวิราคะ ๕–มีนิโรธ ๕–มีความสละ ๕–มีนิสัย ๑๒

(๒) วิริยินทรีย์ มีวิเวก ๕–มีวิราคะ ๕–มีนิโรธ ๕–มีความสละ ๕–มีนิสัย ๑๒

(๓) สตินทรีย์ มีวิเวก ๕–มีวิราคะ ๕–มีนิโรธ ๕–มีความสละ ๕–มีนิสัย ๑๒

(๔) สมาธินทรีย์ มีวิเวก ๕–มีวิราคะ ๕–มีนิโรธ ๕–มีความสละ ๕–มีนิสัย ๑๒

(๕) ปัญญินทรีย์ มีวิเวก ๕–มีวิราคะ ๕–มีนิโรธ ๕–มีความสละ ๕–มีนิสัย ๑๒

 

สัทธินทรีย์มีวิเวก ๕

“วิเวก ๕” คือ วิกขัมภนวิเวก–ตทังควิเวก–สมุจเฉทวิเวก–ปฏิปัสสัทธิวิเวก–นิสสรณวิเวก

วิกขัมภนวิเวก ในการดับข่มนิวรณ์ของผู้เจริญถึงปฐมฌานขึ้นไป ๑

ตทังควิเวก ในการดับละทิฏฐิด้วยองค์นั้นๆ โดยผู้เจริญสมาธิอันมีส่วนในการทำลายกิเลส ๑

สมุจเฉทวิเวก ในการดับดัดออกกิเลสโดยผู้เจริญโลกุตรมรรคอันให้ถึงความสิ้นไป ๑

ปฏิปัสสัทธิวิเวก ในการดับสงบระงับกิเลสขณะโลกุตตรผล ๑

นิสสรณวิเวก ในการดับสลัดออกกิเลสเป็นนิโรธแห่งอรหัตตผลวิมุตติ คือ นิพพาน ๑

สัทธินทรีย์มีวิเวก ๕ เหล่านี้ ภิกษุเป็นผู้เกิดฉันทะ น้อมใจไปด้วยศรัทธา และมีจิตตั้งมั่นด้วยดีในวิเวก ๕ นี้  

ฉะนั้น ในทำนองเดียวกัน สัทธินทรีย์ มีวิเวก ๕–มีวิราคะ ๕–มีนิโรธ ๕–มีความสละ ๕–มีนิสัย ๑๒ เหล่านี้ด้วย

 

วิริยินทรีย์มีวิเวก ๕

“วิเวก ๕” คือ วิกขัมภนวิเวก–ตทังควิเวก–สมุจเฉทวิเวก–ปฏิปัสสัทธิวิเวก–นิสสรณวิเวก

วิกขัมภนวิเวก ในการดับข่มนิวรณ์ของผู้เจริญถึงปฐมฌานขึ้นไป ๑

ตทังควิเวก ในการดับละทิฏฐิด้วยองค์นั้นๆ โดยผู้เจริญสมาธิอันมีส่วนในการทำลายกิเลส ๑

สมุจเฉทวิเวก ในการดับดัดออกกิเลสโดยผู้เจริญโลกุตรมรรคอันให้ถึงความสิ้นไป ๑

ปฏิปัสสัทธิวิเวก ในการดับสงบระงับกิเลสขณะโลกุตตรผล ๑

นิสสรณวิเวก ดับสลัดออกกิเลสเป็นนิโรธแห่งอรหัตตผลวิมุตติ คือ นิพพาน ๑

วิริยินทรีย์มีวิเวก ๕ เหล่านี้ ภิกษุเป็นผู้เกิดฉันทะ น้อมใจไปด้วยศรัทธา และมีจิตตั้งมั่นด้วยดีในวิเวก ๕ นี้  

ฉะนั้น ในทำนองเดียวกัน วิริยินทรีย์ มีวิเวก ๕–มีวิราคะ ๕–มีนิโรธ ๕–มีความสละ ๕–มีนิสัย ๑๒ เหล่านี้ด้วย

  

สตินทรีย์มีวิเวก ๕

“วิเวก ๕” คือ วิกขัมภนวิเวก–ตทังควิเวก–สมุจเฉทวิเวก–ปฏิปัสสัทธิวิเวก–นิสสรณวิเวก

วิกขัมภนวิเวก ในการดับข่มนิวรณ์ของผู้เจริญถึงปฐมฌานขึ้นไป ๑

ตทังควิเวก ในการดับละทิฏฐิด้วยองค์นั้นๆ โดยผู้เจริญสมาธิอันมีส่วนในการทำลายกิเลส ๑

สมุจเฉทวิเวก ในการดับดัดออกกิเลสโดยผู้เจริญโลกุตรมรรคอันให้ถึงความสิ้นไป ๑

ปฏิปัสสัทธิวิเวก ในการดับสงบระงับกิเลสขณะโลกุตตรผล ๑

นิสสรณวิเวก ในการดับสลัดออกกิเลสเป็นนิโรธแห่งอรหัตตผลวิมุตติ คือ นิพพาน ๑

สตินทรีย์มีวิเวก ๕ เหล่านี้ ภิกษุเป็นผู้เกิดฉันทะ น้อมใจไปด้วยศรัทธา และมีจิตตั้งมั่นด้วยดีในวิเวก ๕ นี้  

ฉะนั้น ในทำนองเดียวกัน สตินทรีย์ มีวิเวก ๕–มีวิราคะ ๕–มีนิโรธ ๕–มีความสละ ๕–มีนิสัย ๑๒ เหล่านี้ด้วย

 

สมาธินทรีย์มีวิเวก ๕

“วิเวก ๕” คือ วิกขัมภนวิเวก–ตทังควิเวก–สมุจเฉทวิเวก–ปฏิปัสสัทธิวิเวก–นิสสรณวิเวก

วิกขัมภนวิเวก ในการดับข่มนิวรณ์ของผู้เจริญถึงปฐมฌานขึ้นไป ๑

ตทังควิเวก ในการดับละทิฏฐิด้วยองค์นั้นๆ โดยผู้เจริญสมาธิอันมีส่วนในการทำลายกิเลส ๑

สมุจเฉทวิเวก ในการดับดัดออกกิเลสโดยผู้เจริญโลกุตรมรรคอันให้ถึงความสิ้นไป ๑

ปฏิปัสสัทธิวิเวก ในการดับสงบระงับกิเลสขณะโลกุตตรผล ๑

นิสสรณวิเวก ในการดับสลัดออกกิเลสเป็นนิโรธแห่งอรหัตตผลวิมุตติ คือ นิพพาน ๑

สมาธินทรีย์มีวิเวก ๕ เหล่านี้ ภิกษุเป็นผู้เกิดฉันทะ น้อมใจไปด้วยศรัทธา และมีจิตตั้งมั่นด้วยดีในวิเวก ๕ นี้  

ฉะนั้น ในทำนองเดียวกัน สมาธินทรีย์ มีวิเวก ๕–มีวิราคะ ๕–มีนิโรธ ๕–มีความสละ ๕–มีนิสัย ๑๒ เหล่านี้ด้วย 

 

ปัญญินทรีย์มีวิเวก ๕

“วิเวก ๕” คือ วิกขัมภนวิเวก–ตทังควิเวก–สมุจเฉทวิเวก–ปฏิปัสสัทธิวิเวก–นิสสรณวิเวก

วิกขัมภนวิเวก ในการดับข่มนิวรณ์ของผู้เจริญถึงปฐมฌานขึ้นไป ๑

ตทังควิเวก ในการดับละทิฏฐิด้วยองค์นั้นๆ โดยผู้เจริญสมาธิอันมีส่วนในการทำลายกิเลส ๑

สมุจเฉทวิเวก ในการดับดัดออกกิเลสโดยผู้เจริญโลกุตรมรรคอันให้ถึงความสิ้นไป ๑

ปฏิปัสสัทธิวิเวก ในการดับสงบระงับกิเลสขณะโลกุตตรผล ๑

นิสสรณวิเวก ในการดับสลัดออกกิเลสเป็นนิโรธแห่งอรหัตตผลวิมุตติ คือ นิพพาน ๑

ปัญญินทรีย์มีวิเวก ๕ เหล่านี้ ภิกษุเป็นผู้เกิดฉันทะ น้อมใจไปด้วยศรัทธา และมีจิตตั้งมั่นด้วยดีในวิเวก ๕ นี้  

ฉะนั้น ในทำนองเดียวกัน ปัญญินทรีย์ มีวิเวก ๕–มีวิราคะ ๕–มีนิโรธ ๕–มีความสละ ๕–มีนิสัย ๑๒ เหล่านี้ด้วย

 

[D] การเจริญภาวนาโพธิปักขิยธรรมโดยพละ ๕

 

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พืชคามและภูตคามเหล่าใดเหล่าหนึ่ง พืชคามและภูตคามทั้งหมดนั้น อาศัยแผ่นดิน ตั้งอยู่บนแผ่นดิน ย่อมถึงความเจริญงอกงามไพบูลย์ พืชคามและภูตคามเหล่านั้น ย่อมถึงความเจริญงอกงามไพบูลย์ ด้วยประการฉะนี้

 

แม้ฉันใด ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุก็ฉันนั้นเหมือนกัน แลอาศัยศีล ตั้งอยู่ในศีลแล้วเจริญ ทำให้มากอยู่ซึ่ง พละ ๕ ย่อมถึงความเจริญงอกงามไพบูลย์ในธรรมทั้งหลาย

 

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ภิกษุอาศัยศีล ตั้งอยู่ในศีลแล้ว เจริญทำให้มากซึ่ง พละ ๕ ย่อมถึงความเจริญงอกงามไพบูลย์ในธรรมทั้งหลาย ดังนี้

 

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้

(๑) เจริญ สัทธาพละ อันอาศัยวิเวก–อาศัยวิราคะ–อาศัยนิโรธ–น้อมไปในความสละ เพื่อพระนิพพาน

(๒) เจริญ วิริยพละ อันอาศัยวิเวก–อาศัยวิราคะ–อาศัยนิโรธ–น้อมไปในความสละ เพื่อพระนิพพาน

(๓) เจริญ สติพละ อันอาศัยวิเวก–อาศัยวิราคะ–อาศัยนิโรธ–น้อมไปในความสละ เพื่อพระนิพพาน

(๔) เจริญ สมาธิพละ อันอาศัยวิเวก–อาศัยวิราคะ–อาศัยนิโรธ–น้อมไปในความสละ เพื่อพระนิพพาน

(๕) เจริญ ปัญญาพละ อันอาศัยวิเวก–อาศัยวิราคะ–อาศัยนิโรธ–น้อมไปในความสละ เพื่อพระนิพพาน

 

(๑) สัทธาพละ มีวิเวก ๕–มีวิราคะ ๕–มีนิโรธ ๕–มีความสละ ๕–มีนิสัย ๑๒

(๒) วิริยพละ มีวิเวก ๕–มีวิราคะ ๕–มีนิโรธ ๕–มีความสละ ๕–มีนิสัย ๑๒

(๓) สติพละ มีวิเวก ๕–มีวิราคะ ๕–มีนิโรธ ๕–มีความสละ ๕–มีนิสัย ๑๒

(๔) สมาธิพละ มีวิเวก ๕–มีวิราคะ ๕–มีนิโรธ ๕–มีความสละ ๕–มีนิสัย ๑๒

(๕) ปัญญาพละ มีวิเวก ๕–มีวิราคะ ๕–มีนิโรธ ๕–มีความสละ ๕–มีนิสัย ๑๒

 

สัทธาพละมีวิเวก ๕

“วิเวก ๕” คือ วิกขัมภนวิเวก–ตทังควิเวก–สมุจเฉทวิเวก–ปฏิปัสสัทธิวิเวก–นิสสรณวิเวก

วิกขัมภนวิเวก ในการดับข่มนิวรณ์ของผู้เจริญถึงปฐมฌานขึ้นไป ๑

ตทังควิเวก ในการดับละทิฏฐิด้วยองค์นั้นๆ โดยผู้เจริญสมาธิอันมีส่วนในการทำลายกิเลส ๑

สมุจเฉทวิเวก ในการดับดัดออกกิเลสโดยผู้เจริญโลกุตรมรรคอันให้ถึงความสิ้นไป ๑

ปฏิปัสสัทธิวิเวก ในการดับสงบระงับกิเลสขณะโลกุตตรผล ๑

นิสสรณวิเวก ในการดับสลัดออกกิเลสเป็นนิโรธแห่งอรหัตตผลวิมุตติ คือ นิพพาน ๑

สัทธาพละมีวิเวก ๕ เหล่านี้ ภิกษุเป็นผู้เกิดฉันทะ น้อมใจไปด้วยศรัทธา และมีจิตตั้งมั่นด้วยดีในวิเวก ๕ นี้  

ฉะนั้น ในทำนองเดียวกัน สัทธาพละ มีวิเวก ๕–มีวิราคะ ๕–มีนิโรธ ๕–มีความสละ ๕–มีนิสัย ๑๒ เหล่านี้ด้วย

 

วิริยพละมีวิเวก ๕

“วิเวก ๕” คือ วิกขัมภนวิเวก–ตทังควิเวก–สมุจเฉทวิเวก–ปฏิปัสสัทธิวิเวก–นิสสรณวิเวก

วิกขัมภนวิเวก ในการดับข่มนิวรณ์ของผู้เจริญถึงปฐมฌานขึ้นไป ๑

ตทังควิเวก ในการดับละทิฏฐิด้วยองค์นั้นๆ โดยผู้เจริญสมาธิอันมีส่วนในการทำลายกิเลส ๑

สมุจเฉทวิเวก ในการดับดัดออกกิเลสโดยผู้เจริญโลกุตรมรรคอันให้ถึงความสิ้นไป ๑

ปฏิปัสสัทธิวิเวก ในการดับสงบระงับกิเลสขณะโลกุตตรผล ๑

นิสสรณวิเวก ในการดับสลัดออกกิเลสเป็นนิโรธแห่งอรหัตตผลวิมุตติ คือ นิพพาน ๑

วิริยพละมีวิเวก ๕ เหล่านี้ ภิกษุเป็นผู้เกิดฉันทะ น้อมใจไปด้วยศรัทธา และมีจิตตั้งมั่นด้วยดีในวิเวก ๕ นี้  

ฉะนั้น ในทำนองเดียวกัน วิริยพละ มีวิเวก ๕–มีวิราคะ ๕–มีนิโรธ ๕–มีความสละ ๕–มีนิสัย ๑๒ เหล่านี้ด้วย

 

สติพละมีวิเวก ๕  

“วิเวก ๕” คือ วิกขัมภนวิเวก–ตทังควิเวก–สมุจเฉทวิเวก–ปฏิปัสสัทธิวิเวก–นิสสรณวิเวก

วิกขัมภนวิเวก ในการดับข่มนิวรณ์ของผู้เจริญถึงปฐมฌานขึ้นไป ๑

ตทังควิเวก ในการดับละทิฏฐิด้วยองค์นั้นๆ โดยผู้เจริญสมาธิอันมีส่วนในการทำลายกิเลส ๑

สมุจเฉทวิเวก ในการดับดัดออกกิเลสโดยผู้เจริญโลกุตรมรรคอันให้ถึงความสิ้นไป ๑

ปฏิปัสสัทธิวิเวก ในการดับสงบระงับกิเลสขณะโลกุตตรผล ๑

นิสสรณวิเวก ในการดับสลัดออกกิเลสเป็นนิโรธแห่งอรหัตตผลวิมุตติ คือ นิพพาน ๑

สติพละมีวิเวก ๕ เหล่านี้ ภิกษุเป็นผู้เกิดฉันทะ น้อมใจไปด้วยศรัทธา และมีจิตตั้งมั่นด้วยดีในวิเวก ๕ นี้  

ฉะนั้น ในทำนองเดียวกัน สติพละ มีวิเวก ๕–มีวิราคะ ๕–มีนิโรธ ๕–มีความสละ ๕–มีนิสัย ๑๒ เหล่านี้ด้วย

 

สมาธิพละมีวิเวก ๕  

“วิเวก ๕” คือ วิกขัมภนวิเวก–ตทังควิเวก–สมุจเฉทวิเวก–ปฏิปัสสัทธิวิเวก–นิสสรณวิเวก

วิกขัมภนวิเวก ในการดับข่มนิวรณ์ของผู้เจริญถึงปฐมฌานขึ้นไป ๑

ตทังควิเวก ในการดับละทิฏฐิด้วยองค์นั้นๆ โดยผู้เจริญสมาธิอันมีส่วนในการทำลายกิเลส ๑

สมุจเฉทวิเวก ในการดับดัดออกกิเลสโดยผู้เจริญโลกุตรมรรคอันให้ถึงความสิ้นไป ๑

ปฏิปัสสัทธิวิเวก ในการดับสงบระงับกิเลสขณะโลกุตตรผล ๑

นิสสรณวิเวก ในการดับสลัดออกกิเลสเป็นนิโรธแห่งอรหัตตผลวิมุตติ คือ นิพพาน ๑

สมาธิพละมีวิเวก ๕ เหล่านี้ ภิกษุเป็นผู้เกิดฉันทะ น้อมใจไปด้วยศรัทธา และมีจิตตั้งมั่นด้วยดีในวิเวก ๕ นี้  

ฉะนั้น ในทำนองเดียวกัน สมาธิพละ มีวิเวก ๕–มีวิราคะ ๕–มีนิโรธ ๕–มีความสละ ๕–มีนิสัย ๑๒ เหล่านี้ด้วย

 

ปัญญาพละมีวิเวก ๕  

“วิเวก ๕” คือ วิกขัมภนวิเวก–ตทังควิเวก–สมุจเฉทวิเวก–ปฏิปัสสัทธิวิเวก–นิสสรณวิเวก

วิกขัมภนวิเวก ในการดับข่มนิวรณ์ของผู้เจริญถึงปฐมฌานขึ้นไป ๑

ตทังควิเวก ในการดับละทิฏฐิด้วยองค์นั้นๆ โดยผู้เจริญสมาธิอันมีส่วนในการทำลายกิเลส ๑

สมุจเฉทวิเวก ในการดับดัดออกกิเลสโดยผู้เจริญโลกุตรมรรคอันให้ถึงความสิ้นไป ๑

ปฏิปัสสัทธิวิเวก ในการดับสงบระงับกิเลสขณะโลกุตตรผล ๑

นิสสรณวิเวก ในการดับสลัดออกกิเลสเป็นนิโรธแห่งอรหัตตผลวิมุตติ คือ นิพพาน ๑

ปัญญาพละมีวิเวก ๕ เหล่านี้ ภิกษุเป็นผู้เกิดฉันทะ น้อมใจไปด้วยศรัทธา และมีจิตตั้งมั่นด้วยดีในวิเวก ๕ นี้  

ฉะนั้น ในทำนองเดียวกัน ปัญญาพละ มีวิเวก ๕–มีวิราคะ ๕–มีนิโรธ ๕–มีความสละ ๕–มีนิสัย ๑๒ เหล่านี้ด้วย

 

 

[D] การเจริญภาวนาโพธิปักขิยธรรมโดยโพชฌงค์ ๗

 

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พืชคามและภูตคามเหล่าใดเหล่าหนึ่ง พืชคามและภูตคามทั้งหมดนั้น อาศัยแผ่นดิน ตั้งอยู่บนแผ่นดิน ย่อมถึงความเจริญงอกงามไพบูลย์ พืชคามและภูตคามเหล่านั้น ย่อมถึงความเจริญงอกงามไพบูลย์ ด้วยประการฉะนี้

 

แม้ฉันใด ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุก็ฉันนั้นเหมือนกัน แลอาศัยศีล ตั้งอยู่ในศีลแล้วเจริญ ทำให้มากอยู่ซึ่ง โพชฌงค์ ๗ ย่อมถึงความเจริญงอกงามไพบูลย์ในธรรมทั้งหลาย

 

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ภิกษุอาศัยศีล ตั้งอยู่ในศีลแล้ว เจริญทำให้มากซึ่ง โพชฌงค์ ๗  ย่อมถึงความเจริญงอกงามไพบูลย์ในธรรมทั้งหลาย ดังนี้

 

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้

(๑) เจริญ สติสัมโพชฌงค์ อันอาศัยวิเวก–อาศัยวิราคะ–อาศัยนิโรธ–น้อมไปในความสละ เพื่อพระนิพพาน

(๒) เจริญ ธัมมวิจยสัมโพชฌงค์ อันอาศัยวิเวก–อาศัยวิราคะ–อาศัยนิโรธ–น้อมไปในความสละ เพื่อพระนิพพาน

(๓) เจริญ วิริยสัมโพชฌงค์ อันอาศัยวิเวก–อาศัยวิราคะ–อาศัยนิโรธ–น้อมไปในความสละ เพื่อพระนิพพาน

(๔) เจริญ ปีติสัมโพชฌงค์ อันอาศัยวิเวก–อาศัยวิราคะ–อาศัยนิโรธ–น้อมไปในความสละ เพื่อพระนิพพาน 

(๕) เจริญ ปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ อันอาศัยวิเวก–อาศัยวิราคะ–อาศัยนิโรธ–น้อมไปในความสละ เพื่อพระนิพพาน

(๖) เจริญ สมาธิสัมโพชฌงค์ อันอาศัยวิเวก–อาศัยวิราคะ–อาศัยนิโรธ–น้อมไปในความสละ เพื่อพระนิพพาน

(๗) เจริญ อุเบกขาสัมโพชฌงค์ อันอาศัยวิเวก–อาศัยวิราคะ–อาศัยนิโรธ–น้อมไปในความสละ เพื่อพระนิพพาน

 

(๑) สติสัมโพชฌงค์ มีวิเวก ๕–มีวิราคะ ๕–มีนิโรธ ๕–มีความสละ ๕–มีนิสัย ๑๒

(๒) ธัมมวิจยสัมโพชฌงค์ มีวิเวก ๕–มีวิราคะ ๕–มีนิโรธ ๕–มีความสละ ๕–มีนิสัย ๑๒

(๓) วิริยสัมโพชฌงค์ มีวิเวก ๕–มีวิราคะ ๕–มีนิโรธ ๕–มีความสละ ๕–มีนิสัย ๑๒

(๔) ปีติสัมโพชฌงค์ มีวิเวก ๕–มีวิราคะ ๕–มีนิโรธ ๕–มีความสละ ๕–มีนิสัย ๑๒

(๕) ปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ มีวิเวก ๕–มีวิราคะ ๕–มีนิโรธ ๕–มีความสละ ๕–มีนิสัย ๑๒

(๖) สมาธิสัมโพชฌงค์ มีวิเวก ๕–มีวิราคะ ๕–มีนิโรธ ๕–มีความสละ ๕–มีนิสัย ๑๒

(๗) อุเบกขาสัมโพชฌงค์ มีวิเวก ๕–มีวิราคะ ๕–มีนิโรธ ๕–มีความสละ ๕–มีนิสัย ๑๒

 

สติสัมโพชฌงค์มีวิเวก ๕

“วิเวก ๕” คือ วิกขัมภนวิเวก–ตทังควิเวก–สมุจเฉทวิเวก–ปฏิปัสสัทธิวิเวก–นิสสรณวิเวก

วิกขัมภนวิเวก ในการดับข่มนิวรณ์ของผู้เจริญถึงปฐมฌานขึ้นไป ๑

ตทังควิเวก ในการดับละทิฏฐิด้วยองค์นั้นๆ โดยผู้เจริญสมาธิอันมีส่วนในการทำลายกิเลส ๑

สมุจเฉทวิเวก ในการดับดัดออกกิเลสโดยผู้เจริญโลกุตรมรรคอันให้ถึงความสิ้นไป ๑

ปฏิปัสสัทธิวิเวก ในการดับสงบระงับกิเลสขณะโลกุตตรผล ๑

นิสสรณวิเวก ในการดับสลัดออกกิเลสเป็นนิโรธแห่งอรหัตตผลวิมุตติ คือ นิพพาน ๑

สติสัมโพชฌงค์มีวิเวก ๕ เหล่านี้ ภิกษุเป็นผู้เกิดฉันทะ น้อมใจไปด้วยศรัทธา และมีจิตตั้งมั่นด้วยดีในวิเวก ๕ นี้ ฉะนั้น ในทำนองเดียวกัน สติสัมโพชฌงค์ มีวิเวก ๕–มีวิราคะ ๕–มีนิโรธ ๕–มีความสละ ๕–มีนิสัย ๑๒ เหล่านี้ด้วย

 

ธัมมวิจยสัมโพชฌงค์มีวิเวก ๕

“วิเวก ๕” คือ วิกขัมภนวิเวก–ตทังควิเวก–สมุจเฉทวิเวก–ปฏิปัสสัทธิวิเวก–นิสสรณวิเวก

วิกขัมภนวิเวก ในการดับข่มนิวรณ์ของผู้เจริญถึงปฐมฌานขึ้นไป ๑

ตทังควิเวก ในการดับละทิฏฐิด้วยองค์นั้นๆ โดยผู้เจริญสมาธิอันมีส่วนในการทำลายกิเลส ๑

สมุจเฉทวิเวก ในการดับดัดออกกิเลสโดยผู้เจริญโลกุตรมรรคอันให้ถึงความสิ้นไป ๑

ปฏิปัสสัทธิวิเวก ในการดับสงบระงับกิเลสขณะโลกุตตรผล ๑

นิสสรณวิเวก ในการดับสลัดออกกิเลสเป็นนิโรธแห่งอรหัตตผลวิมุตติ คือ นิพพาน ๑

ธัมมวิจยสัมโพชฌงค์มีวิเวก ๕ เหล่านี้ ภิกษุเป็นผู้เกิดฉันทะ น้อมใจไปด้วยศรัทธา และมีจิตตั้งมั่นด้วยดีในวิเวก ๕ นี้ ฉะนั้น ในทำนองเดียวกัน ธัมมวิจยสัมโพชฌงค์ มีวิเวก ๕–มีวิราคะ ๕–มีนิโรธ ๕–มีความสละ ๕–มีนิสัย ๑๒ เหล่านี้ด้วย

 

วิริยสัมโพชฌงค์มีวิเวก ๕

“วิเวก ๕” คือ วิกขัมภนวิเวก–ตทังควิเวก–สมุจเฉทวิเวก–ปฏิปัสสัทธิวิเวก–นิสสรณวิเวก

วิกขัมภนวิเวก ในการดับข่มนิวรณ์ของผู้เจริญถึงปฐมฌานขึ้นไป ๑

ตทังควิเวก ในการดับละทิฏฐิด้วยองค์นั้นๆ โดยผู้เจริญสมาธิอันมีส่วนในการทำลายกิเลส ๑

สมุจเฉทวิเวก ในการดับดัดออกกิเลสโดยผู้เจริญโลกุตรมรรคอันให้ถึงความสิ้นไป ๑

ปฏิปัสสัทธิวิเวก ในการดับสงบระงับกิเลสขณะโลกุตตรผล ๑

นิสสรณวิเวก ในการดับสลัดออกกิเลสเป็นนิโรธแห่งอรหัตตผลวิมุตติ คือ นิพพาน ๑

วิริยสัมโพชฌงค์มีวิเวก ๕ เหล่านี้ ภิกษุเป็นผู้เกิดฉันทะ น้อมใจไปด้วยศรัทธา และมีจิตตั้งมั่นด้วยดีในวิเวก ๕ นี้ ฉะนั้น ในทำนองเดียวกัน วิริยสัมโพชฌงค์ มีวิเวก ๕–มีวิราคะ ๕–มีนิโรธ ๕–มีความสละ ๕–มีนิสัย ๑๒ เหล่านี้ด้วย

 

ปีติสัมโพชฌงค์มีวิเวก ๕

“วิเวก ๕” คือ วิกขัมภนวิเวก–ตทังควิเวก–สมุจเฉทวิเวก–ปฏิปัสสัทธิวิเวก–นิสสรณวิเวก

วิกขัมภนวิเวก ในการดับข่มนิวรณ์ของผู้เจริญถึงปฐมฌานขึ้นไป ๑

ตทังควิเวก ในการดับละทิฏฐิด้วยองค์นั้นๆ โดยผู้เจริญสมาธิอันมีส่วนในการทำลายกิเลส ๑

สมุจเฉทวิเวก ในการดับดัดออกกิเลสโดยผู้เจริญโลกุตรมรรคอันให้ถึงความสิ้นไป ๑

ปฏิปัสสัทธิวิเวก ในการดับสงบระงับกิเลสขณะโลกุตตรผล ๑

นิสสรณวิเวก ในการดับสลัดออกกิเลสเป็นนิโรธแห่งอรหัตตผลวิมุตติ คือ นิพพาน ๑

ปีติสัมโพชฌงค์มีวิเวก ๕ เหล่านี้ ภิกษุเป็นผู้เกิดฉันทะ น้อมใจไปด้วยศรัทธา และมีจิตตั้งมั่นด้วยดีในวิเวก ๕ นี้ ฉะนั้น ในทำนองเดียวกัน ปีติสัมโพชฌงค์ มีวิเวก ๕–มีวิราคะ ๕–มีนิโรธ ๕–มีความสละ ๕–มีนิสัย ๑๒ เหล่านี้ด้วย

 

ปัสสัทธิสัมโพชฌงค์มีวิเวก ๕

“วิเวก ๕” คือ วิกขัมภนวิเวก–ตทังควิเวก–สมุจเฉทวิเวก–ปฏิปัสสัทธิวิเวก–นิสสรณวิเวก

วิกขัมภนวิเวก ในการดับข่มนิวรณ์ของผู้เจริญถึงปฐมฌานขึ้นไป ๑

ตทังควิเวก ในการดับละทิฏฐิด้วยองค์นั้นๆ โดยผู้เจริญสมาธิอันมีส่วนในการทำลายกิเลส ๑

สมุจเฉทวิเวก ในการดับดัดออกกิเลสโดยผู้เจริญโลกุตรมรรคอันให้ถึงความสิ้นไป ๑

ปฏิปัสสัทธิวิเวก ในการดับสงบระงับกิเลสขณะโลกุตตรผล ๑

นิสสรณวิเวก ในการดับสลัดออกกิเลสเป็นนิโรธแห่งอรหัตตผลวิมุตติ คือ นิพพาน ๑

ปัสสัทธิสัมโพชฌงค์มีวิเวก ๕ เหล่านี้ ภิกษุเป็นผู้เกิดฉันทะ น้อมใจไปด้วยศรัทธา และมีจิตตั้งมั่นด้วยดีในวิเวก ๕ นี้ ฉะนั้น ในทำนองเดียวกัน ปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ มีวิเวก ๕–มีวิราคะ ๕–มีนิโรธ ๕–มีความสละ ๕–มีนิสัย ๑๒ เหล่านี้ด้วย

 

สมาธิสัมโพชฌงค์มีวิเวก ๕

“วิเวก ๕” คือ วิกขัมภนวิเวก–ตทังควิเวก–สมุจเฉทวิเวก–ปฏิปัสสัทธิวิเวก–นิสสรณวิเวก

วิกขัมภนวิเวก ในการดับข่มนิวรณ์ของผู้เจริญถึงปฐมฌานขึ้นไป ๑

ตทังควิเวก ในการดับละทิฏฐิด้วยองค์นั้นๆ โดยผู้เจริญสมาธิอันมีส่วนในการทำลายกิเลส ๑

สมุจเฉทวิเวก ในการดับดัดออกกิเลสโดยผู้เจริญโลกุตรมรรคอันให้ถึงความสิ้นไป ๑

ปฏิปัสสัทธิวิเวก ในการดับสงบระงับกิเลสขณะโลกุตตรผล ๑

นิสสรณวิเวก ในการดับสลัดออกกิเลสเป็นนิโรธแห่งอรหัตตผลวิมุตติ คือ นิพพาน ๑

สมาธิสัมโพชฌงค์มีวิเวก ๕ เหล่านี้ ภิกษุเป็นผู้เกิดฉันทะ น้อมใจไปด้วยศรัทธา และมีจิตตั้งมั่นด้วยดีในวิเวก ๕ นี้ ฉะนั้น ในทำนองเดียวกัน สมาธิสัมโพชฌงค์ มีวิเวก ๕–มีวิราคะ ๕–มีนิโรธ ๕–มีความสละ ๕–มีนิสัย ๑๒ เหล่านี้ด้วย

 

อุเบกขาสัมโพชฌงค์มีวิเวก ๕

“วิเวก ๕” คือ วิกขัมภนวิเวก–ตทังควิเวก–สมุจเฉทวิเวก–ปฏิปัสสัทธิวิเวก–นิสสรณวิเวก

วิกขัมภนวิเวก ในการดับข่มนิวรณ์ของผู้เจริญถึงปฐมฌานขึ้นไป ๑

ตทังควิเวก ในการดับละทิฏฐิด้วยองค์นั้นๆ โดยผู้เจริญสมาธิอันมีส่วนในการทำลายกิเลส ๑

สมุจเฉทวิเวก ในการดับดัดออกกิเลสโดยผู้เจริญโลกุตรมรรคอันให้ถึงความสิ้นไป ๑

ปฏิปัสสัทธิวิเวก ในการดับสงบระงับกิเลสขณะโลกุตตรผล ๑

นิสสรณวิเวก ในการดับสลัดออกกิเลสเป็นนิโรธแห่งอรหัตตผลวิมุตติ คือ นิพพาน ๑

อุเบกขาสัมโพชฌงค์มีวิเวก ๕ เหล่านี้ ภิกษุเป็นผู้เกิดฉันทะ น้อมใจไปด้วยศรัทธา และมีจิตตั้งมั่นด้วยดีในวิเวก ๕ นี้ ฉะนั้น ในทำนองเดียวกัน อุเบกขาสัมโพชฌงค์ มีวิเวก ๕–มีวิราคะ ๕–มีนิโรธ ๕–มีความสละ ๕–มีนิสัย ๑๒ เหล่านี้ด้วย

 

จบ ว่าด้วยวิเวกกถา ----------

 

 

ในการขั้นตอนลำดับการปฏิบัติธรรมนั้น ก็มีความสำคัญเช่นเดียวกัน แต่ว่าผู้ปฏิบัติธรรมท่านใดจะมีความสามารถในการจำแนกแจกธรรม [กลาปสัมมสนญาณแห่งโยนิโสมนสิการ] ได้รวดเร็วและเชี่ยวชาญชำนาญกว่ากัน ที่เรียกว่า “ธรรมสามัคคี–สหชาตธรรม” [ญาณสัมปยุตต์] นั่นคือ พิจารณาคัดแยกจัดกลุ่มตามลักษณะที่เหมือนกันหรือคล้ายคลึงกัน [Universality = ลักษณะสากล คือ คิดเชิงสังเคราะห์–Synthesis นั่นคือ ปฏิโลมปฏิจจสมุปบาท หรือ อุปนัย–อุปมาน = Induction] โดยที่หลักธรรมแต่ละส่วนไม่ละเมิดซึ่งกันและกัน มีความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตน [Uniqueness = ลักษณะเฉพาะ คือ คิดเชิงวิเคราะห์–Analysis นั่นคือ อนุโลมปฏิจจสมุปบาท หรือ นิรนัย–อนุมาน = Deduction] เพราะฉะนั้น “การเห็นความเหมือนในความต่าง” [Homogeneity] กับ “การเห็นความต่างในความเหมือน” [Heterogeneity] นั้น ย่อมเป็นปัญญารู้ยิ่งคมชัดในการพิจารณาสภาวธรรมทั้งหลาย [มนสิการกรรมฐาน] ในการพิจารณาเห็นด้วยปัญญาดังกล่าวนี้ ทำให้พิจารณาเห็นอาณาจักรธรรมทั้งปวง [ธรรมจักร] คือ “การบรรลุถึงดวงตาเห็นธรรม” [ธรรมจักษุ] แต่อุปสรรคอันยิ่งยวดที่ผู้ปฏิบัติธรรมต้องเผชิญอย่างหนัก คือ “คำศัพท์บัญญัติทางพุทธศาสตร์” [Buddhist Terminology] ที่จะใช้สื่อความหมายในความเข้าใจที่รู้เห็นหรือเห็นแจ้งประจักษ์ในภูมิแห่งวิปัสสนา ซึ่งในบางกรณี จะเป็นสภาวธรรมที่อยู่เหนือบัญญัติได้เช่นกัน คือ ไม่สามารถหาคำมาบรรยายสภาวธรรมในระดับนามธรรมขั้นสูงได้จริง เพราะเป็น “เรื่องจิตพิจารณาจิตของผู้เป็นอริยบุคคล” นั่นเอง โดยภาพรวม หมายถึง การอธิบายสภาวธรรมในเชิงทฤษฎี [Theoretic Descriptivism] ที่เหนือสูตรทางสถิติและคณิตศาสตร์เชิงนามธรรม เพราะทฤษฎีศาสตร์ทางโลกไม่สามารถอธิบายปรากฏการณ์ทางธรรมชาติได้อย่างครอบคลุม เพราะเป็นเหตุการณ์ที่อยู่เหนือระดับเชาว์ปัญญาสมองมนุษย์ปุถุชนสามัญ เพราะไม่ใช่พระอริยะหรือผู้เป็นอริยบุคคลเช่นพระอรหันตขีณาสพ นั่นเอง แต่ก็ใช่ว่า ผู้ปฏิบัติธรรทที่มีศรัทธาและฉันทะอย่างแรงกล้าจะไม่มีโอกาสจะบรรลุคุณวิเศษนี้ได้ ความสำเร็จทุกอย่างย่อมอยู่ไม่เกินความสามารถและความพยายามของบุคคล ที่ประกอบความเพียรอย่างไม่หยุดยั้งในกุศลธรรมทั้งหลาย ความชั่วมันก็ยอมแพ้แรงพยายามของผู้ตั้งใจจริง เหมือนเช่น คนคิดชั่วจะเสียอกเสียใจ [อรติ] ที่เห็นคนดีได้ดี ไม่เป็นอันกินอันนอน เพราะเสียใจมาก นั่นเอง ส่วนคนขยันทำความดี ก็สร้างบุญบารมีอย่างไม่กินไม่นอนเช่นกัน

 

ในกระบวนทัศน์ [Paradigm] ที่จะมองดูโลกหรือธรรมชาตินั้น ก็ให้คิดหาความจริงที่เป็นตัวแทนของกลุ่มความจริงทั้งหลายนั้น เช่นเดียวกับการคิดหาค่าคะแนนเฉลี่ย [Mean] เพื่อแสดงถึงความคิดเห็นของกลุ่มคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง เพื่อใช้ในการเขียนรายงานการวิจัยศึกษาพฤติกรรมมนุษย์ หรือปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ แล้วหาข้อสรุปทั่วไปออกมาเป็นทฤษฎี [Theoretic Generalizations] เพื่อยืนยันหรือล้มทฤษฎีที่ตั้งขึ้นมาก่อนล่วงหน้า ในประเด็นนี้ เป็นศาสตร์ทางโลกียะหรือทางวิสัยโลก [ศาสตร์สมัยใหม่–วิทยาศาสตร์] แต่ในทางธรรมนั้น เป็นไปเพื่อยืนยันการรู้เห็นหรือการเห็นแจ้งตามพระสัตถุสาสน์คำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า [อนุสาสนีปาฏิหาริย์] ไม่ต้องไปคิดหาการสร้างทฤษฎีหรือหลักธรรมใหม่ให้เสียเวลา มีแต่เพียงว่า จะต่อยอดทางปัญญาให้ละเอียดอ่อนกว่านี้ ที่คิดเป็นอุบายวิธีที่แยบคายของตน [โยนิโสมนสิการ] เพราะไม่จำเป็นต้องไปตั้งนิกายลัทธิใหม่อะไรขึ้นมา เพื่อหาเงินสะสมทรัพย์เป็นพวกเดียรถีย์เปล่าๆ ให้คิดเอาตัวให้รอดให้หลุดพ้นจากกิเลสทั้งหลายทุกข์ทั้งปวง ดีกว่ากันเยอะเลย ไม่ต้องไปหลอกเขากิน หรือเบียดเบียนผู้อื่น ทำวิปฏิสารความเดือดร้อนให้ตนและผู้อื่นไม่สิ้นสุด นรกจะกินหัวกระบาลเปล่าๆ [อยู่ในทุคติแห่งวัฏฏะ] คำสั่งสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามีแต่ชี้ทางสว่างให้ดับความมืดแห่งอวิชชา แปลว่า “ไม่ให้โง่เขลาเบาปัญญา” แต่ให้ “เกิดบุญหนักปัญญาหนัก” มากกว่า แล้วสะสมบุญบารมีดังกล่าวนั้น ให้เกื้อหนุนให้ถึงพระนิพพานในชาตินี้ให้ได้ พระสัตถุสาสน์ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า มีแต่ให้ขัดเกลาดับกิเลส ไม่เกิดความพอกพูนสะสมหมักดองในพื้นจิตตสันดาน จนล้างไม่ออก [อนุสัย–สังโยชน์–อาสวะ] โดยเฉพาะพวกกิเลสธรรมดาที่ติดหมักอยู่ในพื้นจิต ที่เรียกว่า “ปปัญจะ ๓” ได้แก่ “ตัณหา–ทิฏฐิ–มานะ” หมายถึง กิเลสเครื่องเนิ่นช้า กิเลสที่เป็นตัวการทำให้คิดปรุงแต่งยืดเยื้อพิสดาร ทำให้เขวห่างออกไปจากความเป็นจริงที่ง่ายๆ เปิดเผย ก่อให้เกิดปัญหาต่างๆ และขัดขวางไม่ให้เข้าถึงความจริงหรือทำให้ไม่อาจแก้ปัญหาอย่างถูกทางตรงไปตรงมา และสุดท้าย ก็นำความล้มเหลว ความฉิบหายเสียคุณอันใหญ่ ที่จะได้มีโอกาสบรรลุถึง “โลกุตตรธรรม” ทั้งหลายได้ โดยส่วนใหญ่ก็ยังขาดสติสัมปชัญญะ มักมองข้ามกิเลสง่ายๆ กลุ่มนี้ไป คือ แก้ผิดจุดผิดเวลาไม่ทันการ มีแต่ความวิบัติวิปลาส จับต้นชนปลายไม่ถูก เป็นจิตที่หมายเอา อบาย–ทุคติ–วินิบาต–นรก มาเป็นที่ตั้งสรณะที่พึ่ง นั่นเอง ฉะนั้น ในการหาข้อสรุปจากการสังเกตการณ์สืบค้นในการมนสิการกรรมฐานนั้น จึงเป็นการค้นหาความจริง ที่เรียกว่า “อริยสัจจธรรม–อริยสัจจ์ ๔” [The Four Noble Truths: The Universality of Suffering, Causes of Suffering, Cessation of Suffering and Path Leading to Cessation of  Suffering] ถ้าเป็นทางฝ่ายวิธีวิทยาศาสตร์ ก็คือ “ระเบียบวิธีวิจัย” [Research Methodology] โดยกระบวนการค้นหาความจริงดังกล่าวนี้ ย่อมตั้งสมมติฐานจากทฤษฎีหรือความเชื่อดั้งเดิมที่เป็นภูมิหลังในประเด็นปัญหา [ทุกข์] นั้นๆ ด้วยการพยากรณ์หรือการคาดคะเนล่วงหน้า คือ การตั้งข้อสมมติฐานต่างๆ [Hypotheses] บนพื้นฐานตามหลักการหรือทฤษฎีนั้นๆ [พระวินัยปิฎก–พระสุตตันตปิฎก–พระอภิธรรมปิฎก = วรรณกรรมที่เกี่ยวข้อง] ขึ้นอยู่กับว่า ผู้ปฏิบัติธรรมจะมีความคิดไหวพริบปฏิภาณดีแค่ไหน คมชัดละเอียดลึกซึ้งแค่ไหน ไม่ใช่มาจากความว่างเปล่า [ความไม่รู้อะไร–Nescience] ที่เรียกว่า “อวิชชา ๔–อวิชชา ๘” นั่นคือ ความไม่รู้จริงใน (๑) อริยสัจจ์ ๔ (๒) กาลทั้ง ๓ อย่าง (๓) อิทัปปัจจยตา ในการศึกษาค้นคว้าหลักธรรมต่างๆ มาก่อนอย่างเข้าใจแจ่มชัด จัดหมวดหมู่ หาข้อสรุปเป็นหลักการเชิงวิทยาศาสตร์ หรือ “กฎธรรมชาติ” [อริยสัจจ์ ๔–ปฏิจจสมุปบาท ๑๒–สามัญลักษณะแห่งไตรลักษณ์–ธรรมนิยาม ๓ = พระไตรปิฎก] จึงเป็นการพอกพูนปัญญาด้วยอริยมรรค [ไตรสิกขา–สัทธรรม ๓] อันเป็นการเตรียมพร้อมที่ดีเยี่ยมและสมบูรณ์ด้วยประสบการณ์แห่งการเรียนรู้ขั้นสูงที่เป็นจริง ไม่การไปลองผิดลองถูกในการเจริญภาวนากรรมฐาน [สมถะกับวิปัสสนา] เป็นเรื่องของพวกมือสมัครเล่น [Amateur] ไม่ใช่มืออาชีพ [Professional = ภาวิตัตต์] ผู้มีปัญญาดีมีมาตรฐานที่พร้อมจะประสบความสำเร็จในการปฏิบัติธรรมอย่างแท้จริง

  

ประการสุดท้ายนี้ “ปัญญา” [Wisdom] ถือเป็นประสบการณ์ [Experience] ที่ฝึกอบรมให้เกิดความเชี่ยวชาญ [Proficiency] จนกลายเป็นทักษะ [Skill] เฉพาะตนได้ อันสั่งสมพอกพูนข้ามภพข้ามชาติได้ และสามารถนำมาต่อยอดเพิ่มพูนได้อีกด้วย ที่เรียกว่า “อริยทรัพย์” [ปัญญาของเก่ามาดี–สัญญาบริสุทธิ์] ความรู้ความเข้าใจในปรากฏการณ์ทางธรรมชาติทุกประการนั้น ไม่ใช่การเล่าเรื่องไปเรื่อยๆ หาข้อสรุปกฎเกณฑ์ไม่ได้ จนเกิดความฟุ้งซ่าน ไม่สามารถหาข้อสรุปเป็นทฤษฎีได้ ที่เรียกว่า “กฎธรรมชาติ” [Natural Law] ก็ไม่น่าจะเรียกบุคคลนั้นว่า “ภาวิตัตต์” [พระอรหันต์ผู้ออกจากกิเลสขันธ์และสังขารนิมิตภายนอกทั้งสอง] คือ บุคคลผู้ยังไม่ถึงการมีตนอันได้พัฒนาแล้ว [อัตตสัมปทา: Self–Actualization] พร่องตนในการประพฤติอนุปัสสนาทั้ง ๗ ไม่สามารถเข้าถึง “ปฏิสัมภิทา ๔” [จตุปฏิสัมภิทาญาณ] ได้เลย หรือปราศจากทักษะการคิดขั้นสูงตามแนวการศึกษาทางโลก ที่เรียกว่า “ผู้ด้อยปัญญา” [อภัพบุคคล]

 

ทักษะการคิดขั้นสูง

[A] ทักษะการคิดซับซ้อน

ทำความกระจ่าง                         สรุปลงความเห็น         ให้คำจำกัดความ 

วิเคราะห์                                     สังเคราะห์                   ประยุกต์ใช้ความรู้

จัดระเบียบ                                  สร้างความรู้                 จัดโครงสร้าง

ปรับโครงสร้าง                           หาแบบแผน                 พยากรณ์

หาความเชื่อพื้นฐาน                    ตั้งสมมติฐาน               พิสูจน์ความจริง

ทดสอบสมมติฐาน                      ตั้งเกณฑ์                      ประเมิน 

[B] ทักษะลักษณะการคิด

คิดคล่อง                                     คิดหลากหลาย             คิดละเอียด

คิดชัดเจน                                   คิดอย่างมีเหตุผล          คิดถูกทาง

คิดกว้าง                                      คิดไกล                        คิดลึกซึ้ง 

[C] ทักษะกระบวนการคิด

คิดวิจารณญาณ                          คิดตัดสินใจ                 คิดแก้ปัญหา

คิดวิจัย                                       คิดริเริ่ม                        คิดสร้างสรรค์  

 

 

ฉะนั้น การผสมผสานทักษะการคิดขั้นสูงกับทักษะการเจริญสมถะและวิปัสสนานั้น ย่อมกลายเป็นคุณชาติสำคัญสำหรับผู้ปฏิบัติธรรมในยุคสมัยใหม่นี้ ไม่ใช่ยุคไม่มีสื่อการเรียนการสอน ดังเช่น สมัยครั้นพุทธกาล ที่ต้องท่องจำจากปากต่อปาก [มุขปาฐะ = การว่าปากเปล่า หมายถึง การสวด สาธยาย บอกกล่าว เล่าเรียน สืบทอดกันมาด้วยปากต่อปากโดยตรง ไม่ใช้ตัวหนังสือ] ยุคสมัยศตวรรษที่ ๒๑ นี้ ผู้ปฏิบัติธรรมสามารถสืบค้นและศึกษาค้นคว้าความรู้ในพระธรรมได้อย่างไม่จำกัดด้วยคุณประโยชน์จากความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีสมัยใหม่ ที่เอาชนะกาลเวลาและสถานที่ได้เกือบสมบูรณ์ เพียงแต่ว่าผู้ใช้เทคโนโลยีดังกล่าวนี้ จะมีปัญญาถึงของดีได้มากแค่ไหน โดยไม่ต้องไปทำตัวเป็น “ทาสเทคโนโลยี” ให้เป็น “นายเทคโนโลยี” เพราะโทษมหันต์ของเทคโนโลยี คือ “ตัวการสร้างกิเลสขันธ์อันแยบคาย” นั่นคือ ศัตรูปรปักษ์กับ “ธรรม ๕ ประการ” อันเป็นธรรมกำจัดกิเลส ชื่อว่า “ธุตคุเณ–ธุตคุณ–ธุตธรรม” ซึ่งประกอบด้วยบริวารของธุตังคเจตนาเหล่านี้ คือ (๑) อัปปิจฉตา–ความมักน้อย (๒) สันตุฏฐิตา–ความสันโดษ (๓) สัลเลขตา–ความขัดเกลา (๔) ปวิเวกตา–ความสงัด (๕) อิทมัฏฐิกตา–ความมีสิ่งนี้เป็นประโยชน์ (พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย พุทธวงศ์ เล่ม ๙ ภาค ๒ - หน้าที่ 136 FILE 73) ถ้าฝ่าฝืนในคุณธรรมดังกล่าวนี้ ก็คงไปไม่ได้ดีอย่างแน่นอน [เช่น สมณะชอบส่งไลน์อันไม่ควรที่เรียกว่าเป็นกิจของสงฆ์ เพราะทำให้ฟุ้งซ่านไม่อยู่ในการรักษาอารมณ์กรรมฐานแห่งตน ไม่สำรวมอินทรีย์ทั้ง ๖ ที่เรียกว่า “อารักขกรรมฐาน” ได้แก่ พุทธานุสติภาวนา–เมตตาภาวนา–อสุภภาวนา–มรณสติภาวนา] อนึ่ง บุคคลผู้ได้ชื่อว่า “ผู้รู้จักพอดี เป็นบุคคลผู้หาได้ยาก” [สัตบุรุษ] ผู้ที่มีพื้นฐานชีวิตดี ย่อมเป็นผู้มีภูมิชีวิตจิตใจที่ดีพร้อม ที่จะก้าวพัฒนาไปข้างหน้าได้อย่างเหมาะควรแก่ธรรม ไม่ขาดไม่เกินจากความพอดีแห่ง “มัชฌิมาปฏิปทา” [ไตรสิกขา–อริยอัฏฐังคิกมรรค]  และ “อริยสัจจ์ ๔” [ธรรมจักร] หรือจะหมายถึง  “แก่นแท้แห่งสัทธรรม” [โพธิปักขิยธรรม ๓๗–อภิญญาเทสิตธรรม = เอกายนมรรค หมายถึง ทางอันเอก คือ ข้อปฏิบัติอันประเสริฐที่จะนำผู้ปฏิบัติไปสู่ความบริสุทธิ์หมดจด หมดความทุกข์ และบรรลุนิพพาน] เอาล่ะ! ก็อย่าลืม “กลาป–กลาปะแห่งสัมมสนญาณ” คือ ปัญญาหยั่งรู้นามรูปโดยไตรลักษณ์ ก็แล้วกัน ก็ให้ “รู้–ดู–เห็น–เพ่ง–กำหนด ในใจ–ให้เห็น ความแจ้ง–ความสว่าง–ความสงบ ขึ้นในใจ” ด้วยหมายเอาปัญญาใน “กฎธรรมชาติสัมปยุตต์ด้วยลักษณะสากล” นั่นคือ ขอให้เห็นความเป็นสากล ความเป็นสามัญลักษณะ ในธรรมทั้งหลาย ที่เจริญพอกพูนด้วยอริยมรรคและสัจจภาวะแห่งพระนิพพาน ด้วยประการฉะนี้.

 

 

 

 

Visitor Number:
4703206