๗๐. โครงสร้างผิวและโครงสร้างลึกในทักษะกระบวนการคิด  

         A Surface Structure and Deep Structures of the Thinking Skills

 

ขอน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น
 In Honor of the Blessed One of the Fully Enlightened One

By Nithee Siripat – Siripat.com and Academiae Network. 2016

Your Reading Number:  450  

 

ความสำคัญของบทความ

 

เมื่อพิจารณาถึงกระบวนทัศน์ [Paradigm] ในการเจริญภาวนากรรมฐานทางพระพุทธศาสนานั้น มีรูปแบบกระบวนการคิดโดยจำแนกความเหมือนความต่างกันของข้อธรรมออกเป็นหมวดหรือกลุ่ม อย่างน้อย ๑๐ ลักษณะ หรือมากกว่านั้น แต่การจำแนกกลุ่มนั้น มักพิจารณาไว้แบบ ๒ ลักษณะ เป็นส่วนใหญ่ อย่างเช่น ดี–ชั่ว ขาว–ดำ กุศล–อกุศล หญิง–ชาย หรือ มิตร–ศัตรู เป็นต้น ส่วนความขัดแย้งกันจะมากหรือน้อยแค่ไหนนั้น ก็ขึ้นอยู่กับระดับความเข้าใจของบุคคลที่กำลังสื่อความหมายกันที่เกี่ยวเนื่องด้วยประสบการณ์ของแต่ละคน คนที่รู้น้อยย่อมคิดไม่ลึกซึ้งพอ ส่วนคนที่รู้มากย่อมคิดได้รอบด้านหลายมิติความสัมพันธ์กันระหว่างเหตุกับผลที่เกิดจากการปรุงแต่งด้วยเหตุปัจจัยต่างๆ [อนุโลมปฏิจจสมุปบาท–ปฏิโลมปฏิจจสมุปบาท] แต่ที่เหนือจากนั้น พระพุทธเจ้าทรงให้ชำระไตรสิกขาให้บริสุทธิ์จากกิเลสทั้งหลาย แล้วหยั่งรู้หยั่งเห็นด้วย “ญาณทัสสนะ” จนถึงการแสวงหาความรู้ด้วย “การตรัสรู้–อาสวักขยะ–สัมโพธะ” [Enlightenment] จนถึงขั้นการดับขันธปรินิพพานได้ กล่าวโดยสรุป ในกระบวนการคิดพิจารณาไตร่ตรองสภาวธรรมทั้งหลายที่เกิดขึ้นในจิตใจของผู้ปฏิบัติธรรมนั้น ใช้ปัญญาทั้งหลาย ๓ อย่าง เพื่อให้เกิด “ธรรมสามัคคี–ญาณสัมปยุตต์” ได้แก่ (๑) สุตมยปัญญา (๒) จินตามยปัญญา และ (๓) ภาวนามยปัญญา ซึ่งสามารถลำดับองค์ความรู้ทั้งหลายที่ได้จาก (๑) วิทยาศาสตร์ (๒) ปรัชญา (๓) ศาสนา นำมารวมกันทำให้เกิดการต่อยอมทางปัญญาเป็นไหวพริบปฏิภาณอันชาญฉลาดล้ำเลิศ ได้แก่ (๑) ความคิดริเริ่ม (๒) ความคิดสร้างสรรค์ และ (๓) ความคิดประยุกต์ดัดแปลง ด้วยประการฉะนี้.

 

 

    File Download of Reading References

 
Dictionary of Numerical Dhammas — พจนานุกรมพุทธศาสน์ หมวดธรรม
  Dictionary of Buddhist Terms — พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์
  English Dictionary of Buddhist Terms and Doctrines — พจนานุกรมพุทธศาสน์ คำศัพท์และหลักธรรม

 

บทความที่ ๗๐ ประจำปี ๒๕๕๙ – โครงสร้างผิวและโครงสร้างลึกในทักษะกระบวนการคิด 

 

เมื่อพิจารณาถึงโครงสร้างในทักษะกระบวนการคิด [Conceptualizations] นั้น ต้องประกอบด้วยปัญญารู้เห็นทั้งเหตุและผล [Causality and Conditionality] นั่นคือ จิตตสมาธิเพ่งเห็นและรู้ในสภาวธรรมหรือนามรูปแห่งกองชีวิต [ขันธ์ ๕] ที่เป็นทั้งรูปธรรม [Concrete] และนามธรรม [Abstract] ปัญญาหยั่งรู้และหยั่งเห็น [ญาณทัสสนะ] นั้น ต้องแสดงนัยสำคัญของหน่วยความคิด [Conceptual Unit] ที่มีความหมายใน ๒ ระดับ ได้แก่ (๑) โครงสร้างผิว–สมมติสัจจะ และ (๒) โครงสร้างลึก–ปรมัตถสัจจะ นั่นคือ เมื่อเห็นสภาวธรรมใดๆ ปรากฏขึ้นใน ๓ ขณะแห่งกาลทั้ง ๓ ได้แก่ เกิดขึ้น–ตั้งอยู่–ดับไป ตามอำนาจของกิเลสตัณหาทั้งหลาย ย่อมพิจารณาไตร่ตรองถึง สภาวะแห่งจิตอันเป็นความจริงในภาวะที่ปราศจากนิวรณ์ทั้งหลายได้เช่นกัน ถ้าเป็นทักษะการอ่าน ก็ให้นึกถึงความนึกคิดของผู้เขียนที่ซ่อนเร้นอยู่ระหว่างบรรทัดของเรื่องราวได้ [Go Between the Lines] ซึ่งเป็นทักษะการเดาความหมายจากบริบทของคำศัพท์ทั้งหลายในประโยคข้างเคียง [Decontextualization] การเดาความหมาย–Anticipation หรือการพยากรณ์–Forecast ก็คือ กระบวนการตีความ–Interpretation เพื่อสืบค้นเรื่องราวย้อนหลังและมุ่งไปอนาคต–Tracking ในทำนองเดียวกัน เมื่อมนสิการกรรมฐาน เครื่องหมายสัญลักษณ์–Signs ที่เป็นที่ระลึกของ “สติ” [Mindfulness] และเครื่องเรียนรู้ของ “สัมปชัญญะ” [Awareness] คือ นิมิต–มโนภาพ–จิตตภาพ–จินตนาการ อันเป็นสภาวธรรมที่จิตได้ปรุงแต่งขึ้นตาม “สัญชาตญาณ” เมื่อรับรู้สัมผัสอารมณ์ต่างๆ ผ่านเข้ามาทางอินทรีย์ทวารทั้ง ๖ ทาง โดยมี “สติ” ทำหน้าที่พิจารณาด้วยความจำหรือประสบการณ์เดิมใน “สัญญา” และมี “สัมปชัญญะ” ประมวลผลเป็นความรู้ใหม่หรือองค์ความรู้ที่ต่อยอดเป็นปัญญาใหม่ ที่ผสมผสานกับความรู้เดิมและปัญญาเดิม [ทฤษฎี–ข้อสมมติฐาน] ฉะนั้น “โครงสร้างผิวของความคิด” คือ การคิดแบบตื้นๆ ส่วน “โครงสร้างลึกของความคิด” คือ การคิดแบบลึกๆ อย่างเฉพาะเจาะจงถึง ลักษณะเฉพาะ–Uniqueness เอกลักษณ์เฉพาะตน–Distinctive Features หน่วยจำเพาะ–Lineament อันเป็นลักษณะอาการแตกต่างจากผู้อื่น [Heterogeneity] ที่เรียกว่า “ปัจจัตตลักษณะ” คือ คิดแบบอนุมานเทียบเคียง [Deductive Analogy] หรือเชิงวิเคราะห์อนุโลม [Analysis] และการคิดแบบลึกๆ อย่างกว้างๆ ถึง ลักษณะสามัญ–Common Characteristics ลักษณะสากล–Universality การหาข้อสรุป–Generalizations นั่นคือ ธรรมนิยาม ๓–ไตรลักษณ์ อันเป็นลักษณะอาการที่สิ่งทั้งหลายมีคล้ายคลึงกัน [Homogeneity] ที่เรียกว่า “สามัญลักษณะ” คือ คิดแบบปฏิโลมเปรียบเทียบ [Inductive Comparison] หรือเชิงสังเคราะห์อนุโลม [Synthesis] ในทางธรรมเรียกโครงสร้างลึกของความคิดว่า “โยนิโสมนสิการ” [Analytic Thinking] ได้แก่ (๑) อนุโลมปฏิจจสมุปบาท และ (๒) ปฏิโลมปฏิจจสมุปบาท หรือการคิดแบบถูกวิธีพร้อมด้วย “อริยสัจจ์ ๔” โดยเฉพาะ (๑) สมุทยวาร และ (๒) นิโรธวาร หลักจากบุคคลได้รู้เห็นและเข้าใจสภาวะแห่งปัญหาหรือทุกข์แล้ว [ทุกขวาร] ฉะนั้น ในระหว่างที่คิดอยู่ใน ทุกข์–สมุทัย–นิโรธ ดีพร้อมแล้ว ก็จะคิดหาแนวทางในการดับทุกข์ได้ [มรรควาร] ที่เรียกว่า “ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา–มรรค” ด้วยเหตุนี้ โครงสร้างลึกของความคิด จึงเป็น “ความจริงอันประเสริฐแห่งอริยสัจจ์ ๔” กับ “ปัจจัยธรรม” ที่พิจารณา “นามรูปแห่งเบญจขันธ์” เพื่อให้เห็นลักษณะข้อหลุดพ้นด้วย “ไตรลักษณ์” หรือ “สามัญลักษณะ โดยไตรลักษณ์” ที่เรียกว่า “วิปัสสนาภูมิ–ปัญญาภูมิ” อันประกอบด้วย ๒ สภาวธรรม ได้แก่ (๑) นามรูป: ขันธ์ ๕–อายตนะ ๑๒–ธาตุ ๑๘–อินทรีย์ ๒๒ กับ (๒) ธรรม–ทฤษฎี: อริยสัจจ์ ๔–ปฏิจจสมุปบาท ๑๒–ปฏิจจสมุปปันนธรรม ๖ หรือกล่าวโดยสรุป คือ (๑) อัตถะ–ความหมาย–ผล กับ (๒) ธรรม–สาเหตุ–เหตุ ถ้าเป็นฝ่ายปัญญา เรียกว่า (๑) อัตถปฏิสัมภิทา กับ (๒) ธัมมปฏิสัมภิทา เพราะฉะนั้น ภาษาหรือบัญญัติที่ใช้ในกระบวนการคิดเชิงโครงสร้างลึก คือ “อภิธรรม–ปรมัตถสัจจะ–ปรมัตถ์” อันเป็นคำบัญญัติหรือเหนือบัญญัติที่มนุษย์เป็นผู้นิยาม และจัดเป็น “ปรมัตถธรรม ๔: จิต–เจตสิก–รูป–นิพพาน” หรือ “โลกุตตรธรรม ๙: มรรค ๔–ผล ๔–นิพพาน ๑” ธรรมทั้งหมดย่อมประมวลลงที่ “ธรรมขันธ์ ๕: สีลขันธ์–สมาธิขันธ์–ปัญญาขันธ์–วิมุตติขันธ์–วิมุตติญาณทัสสนขันธ์” ในขั้นตอนการตรัสรู้ธรรมนั้น อาศัย “โครงสร้างลึกของความคิด” แบบ “การปริวรรตเพิ่มพูน” ด้วย “ญาณสัมปยุตต์” [Generative Transformation] ส่วนการหลุดพ้นแห่งวิโมกข์นั้น คือ “ปัญญาเห็นนามรูปโดยไตรลักษณ์” [สัมมสนญาณ] โดยแสดงด้วยธรรม ๓ กลุ่ม ได้แก่ อกุศลธรรม–กุศลธรรม–อัพยากตธรรม และถอน (๑) วิปลาสนิมิต–อนิจจานุปัสสนา (๒) ตัณหาปณิธิ–ทุกขานุปัสสนา และ (๓) อัตตาภินิเวส–อนัตตานุปัสสนา โดยมีลำดับ ดังนี้ (๑) มัคคญาณ–อริยมรรคมีองค์ ๘ (๒) ผลญาณ–อรหัตตผล–อริยมรรคมีองค์ ๙–สัมมาญาณ (๓) อรหัตตผลวิมุตติ–ดับขันธปรินิพพาน–อริยมรรคมีองค์ ๑๐–สัมมัตตะ ๑๐–สัมมาวิมุตติ “ทักษะกรบวนการคิดแบบโครงสร้างลึก” เช่น “ญาณทัสสนะอันมีปริวัฏฏ์ ๓ มีอาการ ๑๒” เป็นต้น จึงเป็นรูปแบบลักษณะการคิด วิปัสสนา หรือมนสิการ แห่ง พุทธปัญญาญาณ อันผู้รู้พึงรู้ได้เฉพาะตนในการบำเพ็ญเพียรภาวนากรรมฐาน จนสามารถบรรลุถึงการตรัสรู้และการหลุดพ้นจากกิเลสทั้งหลายและทุกข์ทั้งปวงได้จริง คือ คิดด้วย “โลกุตตรธรรม” อันเหนือ “โลกียธรรม” ฉะนั้น การครุ่นคิดจนเห็นแนวทางดำเนินอันเยี่ยม [ปฏิปทานุตตริยะ] โดย “มรรคภาวนา–โพธิปักขิยธรรม ๒๗” สัมปยุตต์ด้วย “ฌานสมาบัติ ๘–โลกุตตรมรรค ๔–โลกุตตรผล ๔–วิมุตติ ๒ แห่งนิพพาน” จึงเรียกว่า “หลักมัชฌิมาปฏิปทา” แห่งพระพุทธศาสนา ซึ่งถือเป็นคุณบทแห่งอริยบุคคลตามพระธรรมวินัยนี้ อันเป็นความหมดจดบริสุทธิ์แห่งไตรสิกขา [ญาณทัสสนวิสุทธิ ข้อ ๗ ในวิสุทธิ ๗] ทักษะกระบวนการคิดตามภาวะปกติและในการเจริญภาวนานั้น ต้องทำให้เกิด “ปัญญาญาณ” ที่เรียกว่า “ภาวนามยปัญญา” ที่เป็นการต่อยอดองค์ความรู้จาก (๑) สุตมยปัญญา และ (๒) จินตามยปัญญา ไม่ต้องอาศัยอำนาจดลบันดาลจากพระผู้สร้างหรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ใดๆ [วิวรณ์–Revelation] แต่เป็นการพึ่งตนเอง อาศัยการฝึกอบรมจิตและฝึกอบรมปัญญา จนสามารถดับ “สังโยชน์อวิชชา” ได้ในที่สุด ก็เพราะ “ปัญญาญาณของตน” เพื่อดับทุกข์แห่งชีวิตได้จริง ส่วนทุกข์ทางสังคม ทุกข์ตามสภาพ เหล่านั้น บุคคลผู้ปฏิบัติธรรมจริง ย่อมสามารถรู้เห็นหนทางในการดับทุกข์เหล่านั้น อย่างชาญฉลาดด้วยไหวพริบปฏิภาณ ด้วยอุบายวิธีประกอบด้วยปัญญาและเหตุผล ได้เช่นกัน กล่าวโดยสรุป ความอดทนและหมั่นเพียรเป็นองค์ประกอบสำคัญแห่งการบรรลุธรรมวิเศษได้อย่าแน่นอน และคุณสมบัติของผู้ปฏิบัติธรรมหรือผู้บรรลุความเป็นอริยบุคคลแล้ว ย่อมมีความประพฤติสำรวมระวังอินทรีย์ทั้งหลายตลอดทุกขณะจิต มี “สติสัมปชัญญะ” เสมอ โดยระมัดระวังด้วยความไม่ประมาททั้งปวง.

 

 

 

 

 

Visitor Number:
4703174