๗๑. อย่าเข้าใจผิดในศีลสมาธิและปัญญา  

         Do not Misunderstand the Precepts, Meditation and Wisdom

 

ขอน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น
 In Honor of the Blessed One of the Fully Enlightened One

By Nithee Siripat – Siripat.com and Academiae Network. 2016

Your Reading Number:  581  

 

ความสำคัญของบทความ

 

ความเข้าใจเบื้องต้นที่ถูกต้องในการเกิดศรัทธาปสาทะในการนับถือพระพุทธศาสนานั้น เป็นเรื่องสำคัญที่จะทำให้บุคคลกลายเป็นคนดี เป็นผู้รู้ที่ทรงศีลและธรรม มีปัญญาคู่คุณธรรม และกลายเป็นทรัพยากรมนุษย์ที่มีคุณภาพต่อสังคมอุดมปัญญาคู่คุณธรรม [Knowledge Based Society with Morality] นั่นคือ ไม่ใช่มีเพียงแค่วิชาการ ความฉลาดมีไหวพริบ แต่ไร้ศีลธรรม ประพฤติชั่ว ประกอบอาชีพอย่างเอารัดเอาเปรียบผู้อื่น และเบียดเบียนผู้อื่น ให้เดือดร้อน วุ่นวายไม่สิ้นสุด หลักธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้านั้น ชี้แนะให้บุคคลมีความประพฤติไปในทางสงบอย่างสันติสุข มีชีวิตที่มีคุณค่าต่อตนเองและผู้อื่น กล้าหาญที่จะทำความดี มีเป้าหมายชีวิตอย่างชัดเจน ด้วยองค์ประกอบสำคัญแห่งชีวิต ได้แก่ ปัญญา–ศีล–สมาธิ ที่เรียกว่า “อริยมรรคมีองค์ ๘” โดยมีลำดับในการศึกษาและปฏิบัติตาม “หลักไตรสิกขา” ได้แก่ ศีล–สมาธิ–ปัญญา ฉะนั้น ในทุกขั้นตอนของการดำเนินชีวิตต้องมี “ปัญญาสามัญ–ปัญญาอันยิ่ง” [โลกียปัญญา–เดรัจฉานวิชา กับ โลกุตตรปัญญา] ทำหน้าที่เป็นประทีปแสงสว่างแห่งปัญญา เพื่อประสบความสำเร็จในทางโลกและทางธรรม โดยต้องพัฒนาพฤติกรรมทางกายด้วยศีลบริสุทธิ์อันเป็นอธิศีล และพัฒนาจิตใจให้เบิกบานอยู่กับปัจจุบันธรรมโดยปรมัตถ์ตามเป็นจริง ไม่เข้าไปปรุงแต่งกับสภาวะแห่งจิตไปตามอำนาจครอบงำแห่งกิเลสทั้งหลาย นั่นคือ อธิจิตต์ อันเป็นจิตสะอาดบริสุทธิ์จากนิวรณ์ จิตที่เบิกบานเป็นประภัสสรแห่งจิตดั้งเดิมหรือจิตตามสภาพเดิม ปราศจากการปรุงแต่งให้ผิดเพี้ยนไปจากกำหนดตามธรรมดา ศีลบริสุทธิ์ จิตบริสุทธิ์ ย่อมทำให้เกิดปัญญาความรอบรู้ที่บริสุทธิ์ไปด้วย ด้วยแนวทางปฏิบัติตาม “อริยมรรคมีองค์ ๘ แห่งหลักมัชฌิมาปฏิปทา” ที่ต้องนึกคิดอย่างถูกต้องด้วย “สัมมาทิฏฐิ–สัมมาสังกัปปะ” อันเป็นฝ่ายปัญญา [หยั่งรู้–ญาณ] และโยนิโสมนสิการด้วยปัจจัยธรรมทั้งหลายอันเป็นฝ่ายเหตุผล [หยั่งเห็น–ทัสสนะ] นั่นคือ คุณสมบัติของความเป็นพุทธะ ได้แก่ (๑) ผู้รู้–ปัญญา (๒) ผู้ตื่น–ศีล และ (๓) ผู้เบิกบาน–สมาธิ ด้วยประการฉะนี้.

 

 

    File Download of Reading References

 
Dictionary of Numerical Dhammas — พจนานุกรมพุทธศาสน์ หมวดธรรม
  Dictionary of Buddhist Terms — พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์
  English Dictionary of Buddhist Terms and Doctrines — พจนานุกรมพุทธศาสน์ คำศัพท์และหลักธรรม

 

 

บทความที่ ๗๑ ประจำปี ๒๕๕๙ – อย่าเข้าใจผิดในศีลสมาธิและปัญญา  

 

เมื่อพิจารณาถึงมรรคผลแห่งการตรัสรู้หรือการบรรลุอริยธรรมในแต่ละขั้นนั้น การหาข้อสรุปที่ผิดพลาดหรือคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริงอันเป็นสัจจธรรมตามกฎธรรมชาติ [อริยสัจจ์ ๔–ปฏิจจสมุปบาท ๑๒–ไตรลักษณ์–ธรรมนิยาม ๓ เป็นต้น] ย่อมถือเป็น “มิจฉาทิฏฐิ” อย่างรุนแรงได้เช่นกัน คือ มีความเห็นผิด ย่อมนึกคิดผิดเช่นกัน ดังนั้น การพิจารณาสภาวธรรมที่มีฐานปัญญา [อธิปัญญาสิกขา] มาจาก “อริยมรรคมีองค์ ๘” จึงเป็นเรื่องสำคัญที่สุดในการปฏิบัติธรรมทุกขั้นตอน หรือทุกลมหายใจที่มีอยู่ ไม่ใช่มีเฉพาะตอนนั่งสมาธิเท่านั้น สภาวธรรมที่ผุดเกิด ตั้งอยู่ และดับไป ในจิตทุกขณะจิตมีความสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน [ตถาตา] สัจจธรรมที่เห็นนั้น คือ ความสัมพันธ์ทุกรูปแบบของสภาวธรรม ที่มารวมกันเป็นเพียงจุดใดจุดหนึ่ง ที่ผู้ปฏิบัติธรรมพิจารณาเห็น ที่เป็นองค์รวมของปัจจัยทั้งหลายใน ๒๔ ลักษณะ [ปัจจัย ๒๔] พื้นจิตสันดานของมนุษย์จึงเป็นจุดกำเนิดของการสร้างกรรมทุกชนิด ที่จะแสดงออกเป็น ๓ ทาง [กรรม ๓] ได้แก่ กายกรรม–วจีกรรม–มโนกรรม ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายกุศลกรรมหรืออกุศลกรรมก็ตาม แต่จิตของพระอรหันต์นั้น สูงข้ามกุศลจิตและอกุศลจิต คือ “กิริยาจิต” [จิตไม่ประกอบด้วยกรรมและวิบาก] โดยยังคงสภาพอยู่ในฐานะแห่งปัญญาอันยิ่ง ที่เรียกว่า “อธิปัญญา” ซึ่งจะต้องสำรวมระวังอินทรีย์ทั้ง ๖ ประการ อย่างจริงจังอยู่ตลอดเวลาด้วยจิตตสมาธิ [จิตใจเบิกบานในปัจจุบันธรรม] คือ “จิตประภัสสร–Glistening Consciousness” [จิตเดิมแท้ที่ยังว่างอยู่ ยังไม่ถูกอะไรปรุงแต่ง ยังไม่ถูกหุ้มห่อด้วยกิเลส ไม่ถูกหุ้มห่อด้วยผลของกิเลส คือความดี ความชั่ว เป็นต้น เหมือนอย่างเพชร มันมีรัศมีในตัวมันเอง มันเรืองแสงของมันได้ เหมือนอย่างจิตเดิมแท้ประภัสสร แต่เป็นอยู่ตามธรรมชาติ มันจึงเปลี่ยนแปลงได้ มันจึงต้องมีการอบรมจนเป็นประภัสสรที่ถาวร ชนิดที่ไม่มีอะไรมาปรุงแต่งให้เปลี่ยนแปลงได้] หมายถึง จิตที่ปราศจากนิวรณ์ทั้งหลาย ที่จะเข้ามาบดบังปัญญาให้อ่อนกำลังลง ทำให้เกิดความฟุ้งซาน [อุทธัจจะ–Restlessness: ไม่สงบ ส่าย พล่านไป ยุ่งยากใจ กลุ้มใจ กังวลใจ] ไม่เกิดปัญญาเห็นธรรมแห่งไตรลักษณ์ [สัมมสนญาณ] และเห็นความไม่งามเป็นงาม หลงเพลิดเพลินในกระแสโลกธรรมทั้งหลาย ย่อมส่งอานิสงส์ให้เกิดศีลบริสุทธิ์และปัญญาบริสุทธิ์ในคราวเดียวกัน องประกอบทั้ง ๓ อย่าง ได้แก่ ศีล–สมาธิ–ปัญญา ต่างมีอิทธิพลต่อกันและกัน ขาดอย่างใดอย่างหนึ่งไม่ได้ นั่นคือ มีสภาพเป็นองค์รวม [Holistic Unit] ไม่ได้แยกออกจากกัน ยกตัวอย่าง เช่น ถ้าขาดปัญญา ก็ทำให้ศีลพร่องไป สมาธิพร่องไป เช่นกัน เพราะเกิดความไม่ศรัทธาปสาทะในศีลข้อห้าม ไม่ให้ความสำคัญกับจิตที่เป็นสมาธิ [ศีลมัวหมอง จิตก็ขุ่นมัว] จึงขาดสติสัมปชัญญะ–Temperance [สติปัญญา–Intelligence] ไป ทำอะไรก็ไม่เกิดมรรคผลแห่งอริยมรรค ไม่ประกอบด้วยปัญญาแห่งหลักมัชฌิมาปฏิปทา ดำเนินชีวิตผิดคลองธรรมด้วยทุศีล ไม่ใช่ทางแห่ง “ธัมมานุธัมมปฏิปัตติ” แม้จะครองเพศเป็นสมณะก็ตาม พาลแต่จะชักนำผู้ไม่รู้จริงผู้ยากให้หลงทิดทางหนักเข้าไปอีก ที่เรียกว่า “ชนผู้หลงทิศ” จึงตกอยู่ในทุคติตลอดไป ไม่พบความเจริญแห่งอริยธรรมตามคำสอนของพระพุทธเจ้า

 

ดังนั้น ธรรมทั้ง ๓ องค์ ได้แก่ ศีล–สมาธิ–ปัญญา ต้องบริสุทธิ์จากกิเลสทั้งหลายอย่างแท้จริง [ญาณทัสสนวิสุทธิ ข้อ ๗ ในวิสุทธิ ๗ คือ องค์ความรู้ทั้งหมดในอริยสัจจ์ ๔ หรืออริยมรรค] นั่นคือ เกิดขึ้นพร้อมกัน ตั้งอยู่พร้อมกัน ดับไปพร้อมกัน โดยอาศัยอยู่ในจิตดวงเดียวกัน ร่างกายร่างเดียวกัน และประกอบด้วยกาลทั้ง ๓ ได้แก่ อดีตกาล อนาคตกาล ปัจจุบันกาล ด้วยความเป็นเหตุเป็นผลซึ่งกันและกันตาม “กฎแห่งกรรม” [Volitional Action Law] คือ “กฎธรรมชาติ” [Natural Law] อันเป็นกฎแห่งความจริงโดยปรมัตถ์ [สัมมาทิฏฐิ ตรงกันข้ามกับ อวิชชา ๘] ได้แก่ (๑) อริยสัจจ์ ๔ (๒) กาลทั้ง ๓ และ (๓) อิทปัปัจจยตา ความเข้าใจที่ถูกต้องนี้ คือ “ปัญญาเห็นธรรม” หรือ “ดวงตาเห็นธรรม–ธรรมจักษุ–The Eye of Truths” อันเป็นพื้นฐานสำคัญในการปฏิบัติธรรม [ภาวนา ๒–Mental Development] ได้แก่ (๑) สมถภาวนา– Tranquility Development และ วิปัสสนาภาวนา–Insight Development ซึ่งสามารถทำลายความไม่รู้จริงแห่งอวิชชาให้หมดสิ้นไปในขณะนั้นๆ คือ “อวิชชา ๘” [Ignorance] เพราะฉะนั้น กระบวนการคิดในการหาข้อสรุปในวิปัสสนาภูมิ [Mental Generalizations] จึงเป็นขั้นตอนทางปัญญาที่สำคัญที่สุด ที่ผู้ปฏิบัติธรรมแต่ละคนจะสามารถพิจารณาเห็นสภาวธรรมได้จริง [ปรมัตถสัจจะ] และในแต่ละขั้นตอนนั้น ก็ต้องอาศัยเวลายาวนานแตกต่างกันไป หลักการใหญ่ที่สำคัญที่สุด คือ การเข้าถึง “สัจจธรรมแห่งธรรมชาติ” หาข้อสรุปออกมาเป็น “กฎธรรมชาติ” [ไตรลักษณ์–The Common Characteristics] จะสื่อสารด้วยข้อความ สูตร ทฤษฎี สมการ ภาพอะไรก็แล้วแต่ หรืออุบายวิธีของปัญญาในตัวบุคคล ว่ามีความฉลาดมากน้อยแตกต่างกันไป [โกศล ๓–ปฏิสัมภิทา ๔] แต่อย่างไรก็ตาม จิตที่เป็นพุทธะนั้น ต้องเริ่มต้นจากกุศลจิตที่บริสุทธิ์จากกิเลสทั้งหลาย แล้วกำหนดนำ “สติสัมปชัญญะ” นั้น ไปพิจารณาสภาวธรรม [อารมณ์แห่งกรรมฐาน อันเป็นธรรมเครื่องระลึกหมายจำของสติ และธรรมเครื่องเรียนรู้ให้เกิดปัญญาของสัมปชัญญะ] จนเกิดเป็นปัญญาอันบริสุทธิ์เช่นกัน เกิดปัญญาเห็นธรรมทั้งหลาย [อภิญญา] เกิดปัญญาตรัสรู้ธรรมทั้งหลาย [อาสวักขยะ–สัมโพธะ] จนเข้าถึง “สัจจภาวะแห่งนิพพาน” [อมตธาตุ–บรมธรรม] ได้ในที่สุด

สมองของมนุษย์สามารถจำลองสภาวธรรมได้อย่างไม่จำกัด ขึ้นอยู่กับว่าบุคคลนั้นจะพิจาณาสภาวธรรมเป็นเช่นใด เข้าใจความหมายโดยธรรมตามเป็นจริงหรือไม่ และต้องเป็นไปตามกฎธรรมชาติแห่งสัจจธรรมอย่างแท้จริงด้วยเช่นกัน การบรรยายธรรมต้องประกอบด้วย ๒ มิติ ได้แก่ (๑) ความกว้างที่แผ่ครอบคลุมสภาวธรรมอย่างทั่วถึงในเชิงระบบ [System]  และ (๒) ความลึกที่เจาะลงหารายละเอียดของสภาวธรรมแต่ละอย่างในเชิงโครงสร้าง [Structure] ในมิติอย่างแรกทำให้ผู้พิจารณาสภาวธรรมพิจารณาเห็นระบบ นั่นคือ วิเคราะห์ในลักษณะที่เป็นสากล ส่วนอย่างหลังนั้น ทำให้ผู้พิจารณาสภาวธรรมพิจารณาเห็นโครงสร้าง นั่นคือ วิเคราะห์ในรายละเอียดเฉพาะเรื่อง ในการอธิบายสภาวธรรมนั้น ในขั้นที่ละเอียดประณีตคงบรรยายด้วยภาษามนุษย์ภาษาใดภาษาหนึ่งได้ยากมาก [ปรมัตถสัจจะ–หลักธรรมในพระอภิธรรม –Absolute Truths] เพราะเป็นสภาวะเหนือสมมติบัญญัติ [สมมติสัจจะ–Conventional Truths] ซึ่งเป็นสภาวะความสัมพันธ์ที่สมองจะเข้าใจได้มากเท่าหรือเกินกว่าการอ้างอิงกับถ้อยคำในภาษาใดภาษาหนึ่ง เช่น ภาพนิมิต เสียงนิมิต สัมผัสนิมิต เป็นต้น

ดังนั้น ในการบรรยายสภาวธรรมอันเป็นปรมัตถสัจจะนั้น จึงเป็นเรื่องปัญญาขั้นสูง ที่บุคคลคนหนึ่งจะเข้าใจได้อย่างถูกต้องโดยธรรม จนแยกออกเป็นศาสตร์สาขาต่างๆ ก็ได้ ยิ่งมีความรู้มากเท่าใดความเข้าใจยิ่งมีระดับคมลึกชัดเจนได้มากเท่านั้น แต่ใครจะมีปัญญาลึกล้ำได้มากเท่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ ผู้รู้แจ้งโลกและธรรมทั้งหลาย หรือจะหาพหูสูตผู้ใดมาเปรียบเทียบได้เสมือนพระองค์นั้น อาทิ จักขุ ๕ และ ทศพลญาณ ดังนี้

 

“จักขุ ๕” หมายถึง พระจักษุอันเป็นสมบัติของพระผู้มีพระภาคเจ้า ได้แก่

(๑)    “มังสจักขุ–ตาเนื้อ” คือ ทรงมีพระเนตรอันงาม มีอำนาจ เห็นแจ่มใส ไว และเห็นไกล

(๒)                                                “ทิพพจักขุ–ตาทิพย์” คือ ทรงมีพระญาณอันเห็นหมู่สัตว์ผู้เป็นไปต่างๆ กัน ด้วยอำนาจกรรม

(๓)  “ปัญญาจักขุ–ตาปัญญา” คือ ทรงประกอบด้วยพระปัญญาคุณยิ่งใหญ่ เป็นเหตุให้สามารถตรัสรู้อริยสัจจธรรม เป็นต้น

(๔)  “พุทธจักขุ–ตาพระพุทธเจ้า” คือ ทรงประกอบด้วย อินทริยปโรปริยัตตญาณ และ อาสยานุสยญาณ  เป็นเหตุให้ทรงทราบอัธยาศัยและอุปนิสัยแห่งเวไนยสัตว์ แล้วทรงสั่งสอนแนะนำให้บรรลุคุณวิเศษต่างๆ ยังพุทธกิจให้บริบูรณ์

(๕) “สมันตจักขุ–ตาเห็นรอบ” คือ ทรงประกอบด้วยพระสัพพัญญุตญาณ อันหยั่งรู้ธรรมทุกประการ  

 

“ทศพลญาณ” [ตถาคตพลญาณ ๑๐] หมายถึง พระญาณอันเป็นกำลังของพระตถาคต ๑๐ประการ ที่ทำให้พระองค์สามารถบันลือสีหนาท ประกาศพระศาสนาได้มั่นคง ได้แก่

(๑) “ฐานาฐานญาณ” คือ ปรีชาหยั่งรู้ฐานะและอฐานะ นั่นคือ รู้กฎธรรมชาติเกี่ยวกับขอบเขตและขีดขั้นของสิ่งทั้งหลายว่า อะไรเป็นไปได้ อะไรเป็นไปไม่ได้ และแค่ไหนเพียงไร โดยเฉพาะในแง่ความสัมพันธ์ระหว่างเหตุกับผล และกฎเกณฑ์ทางจริยธรรม เกี่ยวกับสมรรถวิสัยของบุคคล ซึ่งจะได้รับผลกรรมที่ดีและชั่วต่างๆ กัน

(๒) “กรรมวิปากญาณ” คือ ปรีชาหยั่งรู้ผลของกรรม นั่นคือ สามารถกำหนดแยกการให้ผลอย่างสลับซับซ้อน ระหว่างกรรมดีกับกรรมชั่ว ที่สัมพันธ์กับปัจจัยแวดล้อมต่างๆ มองเห็นรายละเอียดและความสัมพันธ์ภายในกระบวนการก่อผลของกรรมอย่างชัดเจน

(๓) “สัพพัตถคามินีปฏิปทาญาณ” คือ ปรีชาหยั่งรู้ข้อปฏิบัติที่จะนำไปสู่คติทั้งปวง นั่นคือ สุคติ ทุคติหรือพ้นจากคติ หรือปรีชาหยั่งรู้ข้อปฏิบัติที่จะนำไปสู่อรรถประโยชน์ทั้งปวง กล่าวคือ ทิฏฐธัมมิกัตถะสัมปรายิกัตถะ หรือ ปรมัตถะ คือรู้ว่าเมื่อปรารถนาจะเข้าถึงคติหรือประโยชน์ใด จะต้องทำอะไรบ้าง มีรายละเอียดวิธีปฏิบัติอย่างไร

(๔) “นานาธาตุญาณ” คือ ปรีชาหยั่งรู้สภาวะของโลกอันประกอบด้วยธาตุต่างๆ เป็นอเนก นั่นคือ รู้สภาวะของธรรมชาติ ทั้งฝ่ายอุปาทินนกสังขารและฝ่ายอนุปาทินนกสังขาร เช่น รู้จักส่วนประกอบต่างๆ ของชีวิต สภาวะของส่วนประกอบเหล่านั้น พร้อมทั้งลักษณะและหน้าที่ของมันแต่ละอย่างอาทิการปฏิบัติหน้าที่ของขันธ์ อายตนะ และธาตุต่างๆ ในกระบวนการรับรู้ เป็นต้น และรู้เหตุแห่งความแตกต่างกันของสิ่งทั้งหลาย

(๕) “นานาธิมุตติกญาณ” คือ ปรีชาหยั่งรู้อธิมุติ นั่นคือ รู้อัธยาศัย ความโน้มเอียง ความเชื่อถือ แนวความสนใจ เป็นต้น ของสัตว์ทั้งหลายที่เป็นไปต่างๆ กัน

(๖) “อินทริยปโรปริยัตตญาณ” คือ ปรีชาหยั่งรู้ความยิ่งและหย่อนแห่งอินทรีย์ของสัตว์ทั้งหลาย คือรู้ว่าสัตว์นั้นๆ มีศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา แค่ไหน เพียงใด มีกิเลสมาก กิเลสน้อย มีอินทรีย์อ่อน หรือแก่กล้า สอนง่าย หรือสอนยาก มีความพร้อมที่จะตรัสรู้หรือไม่

(๗) “ฌานาทิสังกิเลสาทิญาณ” คือ ปรีชาหยั่งรู้ความเศร้าหมอง ความผ่องแผ้ว การออกแห่งฌานวิโมกข์ สมาธิ และสมาบัติทั้งหลาย

(๘) “ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ” คือ ปรีชาหยั่งรู้อันทำให้ระลึกภพที่เคยอยู่ในหนหลังได้

(๙) “จุตูปปาตญาณ” คือ ปรีชาหยั่งรู้จุติและอุบัติของสัตว์ทั้งหลายอันเป็นไปตามกรรม

(๑๐) “อาสวักขยญาณ” คือ ปรีชาหยั่งรู้ความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย 

 

เพราะฉะนั้น ความเข้าใจในสภาวธรรมตามเป็นจริง จึงเป็นเรื่องยิ่งใหญ่ในการปฏิบัติธรรม ตามแนวทางสายกลางแห่งมัชฌิมาปฏิปทาในพระพุทธศาสนา ซึ่งเป็นเรื่อง (๑) ปัญญา กับ (๒) กรุณา คือ คุณธรรมแห่งความตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า ที่บุคคลทุกคนสามารถบำเพ็ญกุศลบุญบารมีได้ เพื่อจะได้บรรลุธรรมวิเศษดังกล่าวนี้ [ทศบารมี] อนึ่ง มนุษย์เป็นสัตว์ที่เวียนว่ายตายเกิดตามสังสารวัฏฏ์ การจะบรรลุธรรมวิเศษดังกล่าวนี้ได้ ต้องอาศัยขันติความอดทนในการบำเพ็ญบารมีทั้งหลายที่ยากและบรรลุมรรคผลได้ช้า ไม่ใช่ทำได้ง่ายๆ และรู้ผลเร็ว การฝึกฝนตนเองให้รู้เท่าทัน ศีล–สมาธิ–ปัญญา จึงเป็นภาระอันหนักยิ่งยวดในทางปฏิบัติและทางปฏิเวธ คือ ปฏิบัติสมควรแก่ธรรมและสามารถตรัสรู้โดย “สัมโพธิญาณ” ได้จริง กิเลส ๓ ตัว [ปปัญจธรรม ๓] ต่อไปนี้ ทำให้มนุษย์ติดคาอยู่กับสังสารทุกข์ไม่สิ้นสุด ได้แก่ ตัณหา–ทิฏฐิ–มานะ ก็ลองเอาชนะมันให้ได้ในแต่ละวันก็แล้วกัน ซึ่งน่าจะเป็นกิเลสที่ฝังหมักอยู่ในพื้นจิตสันดาน ชำระล้างให้บริสุทธิ์ได้ยาก ถ้าจะล้างชำระให้หมดจดจริงๆ ต้องทำให้ครบใน ๓ อย่าง ด้วยคุณธรรมอันยิ่งยวด คือ ศีล–สมาธิ–ปัญญา ไม่ใช่เพียงอย่างใดอย่างหนึ่งเท่านั้น คนบางคนแก่ชราพร้อมจะลาจากโลกนี้ไป ก็ยังไม่เคยได้ยินรสพระธรรมของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่เป็นแก่นแท้ แถมยังไปเจอกับพระสัทธรรมปลอม ของไม่จริงอีกต่างหาก เลยทำให้ชีวิตวิบัติฉิบหายเพราะไม่ได้ฝึก ศีล–สมาธิ–ปัญญา อย่างถูกวิธีโดยธรรมตามคำสอนของพระพุทธเจ้า การเป็นพุทธมามกะจึงเริ่มต้นด้วยคุณธรรม ๓ อย่าง [อริยมรรคมีองค์ ๘] ได้แก่ (๑) เริ่มด้วยปัญญา (๒) ดำเนินด้วยปัญญา (๓) นำไปสู่ปัญญา อันประกอบด้วยศรัทธา ๔ ประการ ดังนี้

 

 

“สัทธา ๔” หมายถึง ความเชื่อที่ประกอบด้วยเหตุผล ได้แก่

(๑) “อาคมนสัทธา–อาคมนียสัทธา–อาคมสัทธา” คือ ความเชื่อความมั่นใจของพระโพธิสัตว์ อันสืบมาจากการบำเพ็ญสั่งสมบารมี

(๒) “อธิคมสัทธา–อธิคมนสัทธา” คือ ความเชื่อมั่นของพระอริยบุคคล ซึ่งเกิดจากการเข้าถึงด้วยการบรรลุธรรมเป็นประจักษ์

(๓) “โอกัปปนสัทธา–โอกัปปนียสัทธา–อธิโมกข์–อธิโมกขสัทธา” คือ ความเชื่อหนักแน่นสนิทแน่วเมื่อได้ปฏิบัติก้าวหน้าไปในการเห็นความจริง

(๔) “ปสาทสัทธา” คือ ความเชื่อที่เป็นเพียงความเลื่อมใสจากการได้ยินได้ฟัง

 

“ศรัทธา ๔” หมายถึง ความเชื่อที่ประกอบด้วยเหตุผล ได้แก่

(๑) “กัมมสัทธา” คือ เชื่อกรรม เชื่อการกระทำ เชื่อกฎแห่งกรรม เชื่อว่ากรรมมีอยู่จริง นั่นคือ เชื่อว่า “เมื่อทำอะไรโดยมีเจตนา คือ จงใจทำทั้งรู้ ย่อมเป็นกรรม คือ เป็นความดีความชั่วมีขึ้นในตนเป็นเหตุปัจจัยก่อให้เกิดผลดีผลร้ายสืบเนื่องต่อไป การกระทำไม่ว่างเปล่า” และเชื่อว่า “ผลที่ต้องการจะสำเร็จได้ด้วยการกระทำ มิใช่ด้วยอ้อนวอนหรือนอนคอยโชค” เป็นต้น 

(๒) “วิปากสัทธา” คือ เชื่อวิบาก เชื่อผลของกรรม เชื่อว่า “ผลของกรรมมีจริง” นั่นคือ เชื่อว่า “กรรมที่ทำแล้วต้องมีผล และผลต้องมีเหตุ ผลดีเกิดจากกรรมดี ผลชั่วเกิดจากกรรมชั่ว” 

(๓) “กัมมัสสกตาสัทธา” คือ เชื่อความที่สัตว์มีกรรมเป็นของของตน นั่นคือ เชื่อว่า “แต่ละคนเป็นเจ้าของ จะต้องรับผิดชอบเสวยวิบากเป็นไปตามกรรมของตน”

(๔) “ตถาคตโพธิสัทธา” คือ เชื่อความตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า มั่นใจในองค์พระตถาคต ว่า “ทรงเป็นพระสัมมาสัมพุทธะ ทรงพระคุณทั้ง ๙ ประการ ตรัสธรรม บัญญัติวินัยไว้ด้วยดี ทรงเป็นผู้นำทางที่แสดงให้เห็นว่า มนุษย์คือเราทุกคนนี้ หากฝึกตนด้วยดี ก็สามารถเข้าถึงภูมิธรรมสูงสุด บริสุทธิ์หลุดพ้นได้ ดังที่พระองค์ได้ทรงบำเพ็ญไว้เป็นแบบอย่าง”

 

ความเชื่อความศรัทธาทั้ง ๒ อย่าง ข้างต้นนั้น ทำให้เกิดสิ่งที่เรียกว่า “ทิฏฐิสัมปทา” (พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๒ - หน้าที่ 510–511 FILE 76) ตามนัยต่อไปนี้

(๑) ทานที่บุคคลให้แล้วย่อมมีผล

(๒) การบูชาย่อมมีผล

(๓) การบวงสรวงย่อมมีผล

(๔) ผลวิบากแห่งกรรมที่ทำดีทำชั่วมีอยู่

(๕)โลกนี้มีอยู่ โลกอื่นมีอยู่

(๖) มารดามีอยู่ บิดามีอยู่

(๗) สัตว์ที่จุติและอุบัติมีอยู่

(๘) สมณพราหมณ์ผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบมีอยู่ในโลก

(๙) สมณพราหมณ์ที่ทำให้แจ้ง ซึ่งโลกนี้และโลกอื่นมีอยู่ด้วย

(๑๐) ปัญญาอันยิ่งเองแล้วประกาศให้ผู้อื่นรู้ได้มีอยู่ในโลก

 

ดังนั้น ความเชื่อที่ผิด “มิจฉาทิฏฐิ” ย่อมทำให้เกิดทุจริตในกรรม ๓ อย่าง ได้แก่ กายทุจริต ๓–วจีทุจริต ๔–มโนทุจริต ๓ รวมเป็น “อกุศลกรรมบถ ๑๐” นั่นเอง อาการดังกล่าวนี้ ถือเป็นการล้มสลายของชีวิตอย่างสมบูรณ์ เป็นปฏิเสธธรรม ๓ อย่าง ได้แก่ กัลยาณมิตตตา–โยนิโสมนสิการ–อัปปมาทะ นั่นคือ ถูกครอบงำด้วยอำนาจแห่งอวิชชา โดยไม่คบบัณฑิต ไม่รู้จักใช้เหตุผล ขาดสติสัมปชัญญะ ครบองค์ประกอบของความเป็นบ้าดีๆ นั่นเอง คนบ้าไม่สามารถบรรลุธรรมวิเศษได้ แต่ผู้จะบรรลุธรรมวิเศษได้ต้องสามารถดับความบ้าเสียสติได้ เพราะรู้เท่าทันกิเลสในทุกขณะจิตในกาลทั้ง ๓ อย่าง อดีต–อนาคต–ปัจจุบัน โดยเห็นความสัมพันธ์ของสภาวธรรมแห่งปัจจัยต่างๆ ด้วยปัญญาเห็นแจ้งใน “อริยสัจจ์ ๔” ถ้าจิตไม่ประกอบด้วยคุณธรรม ๓ อย่าง ดังกล่าวนี้ ย่อมหมดโอกาสบรรลุ “โลกุตตรธรรม” ได้จริง ถึงแม้จะบำเพ็ญจนขี้แตกเยี่ยวราดก็ไม่สามารถเห็นธรรมวิเศษได้ เป็นการเสียเวลาเปล่าๆ เป็นที่น่าสังเวชแก่ชาวบ้านเปล่าๆ เพราะดำเนินผิดทาง ไม่ใช่ทางแห่งอริยธรรม ข้อพึงพิจารณาประการหนึ่ง คือ โลก–จักรวาล–ธรรมชาติ ในความคิดของคน ๑๐ คน ย่อมอธิบายไม่เหมือนกัน เห็นไม่เหมือนกัน เพราะมี “ภูมิรู้–ภูมิธรรม–ภูมิปัญญา” ที่แตกต่างกันไม่เสมอกัน ใครจะเห็นนิมิตได้ชัดถูกต้องกว่ากัน ก็ขึ้นอยู่กับ “สมถพละ” กับ “วิปัสสนาพละ” ที่ฝึกมาอย่างคมกล้ากว่ากัน แต่อย่างไปแข่งขันเอาดีเอาเด่นกัน เพราะนั่นคือ อาการกิเลอวิชชา อย่างเช่นพวกนักวิชาการทางโลกใช้แสวงหาทรัพย์ ชื่อเสียง โดยเบียดเบียนกัน กล่าวโดยสรุป การปฏิบัติธรรมทางพระพุทธศาสนา คือ ความเข้าใจโดยธรรมในการขยายเขตพรหมแดนของความให้กว้างใหญ่ไพศาลและคมลึกอย่างสุขุม ประกอบด้วยปัญญาและเหตุผลที่ถูกต้องตามกฎธรรมชาติเท่านั้น.

 

 

---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

หมายเหตุ: อ่านบทความเพิ่มเติมเกี่ยวกับ “หลักไตรสิกขา” ในพระพุทธศาสนา ดังรายละเอียดข้างล่างนี้

 

 

URL Source: http://www.doisai.com

 >>> ทำอย่างไรจึงจะเข้าใจ ศีล สมาธิ ปัญญา ถูกต้อง

            ถ้าเราต้องการจะเข้าใจ  ศีล  สมาธิ  ปัญญา ถูกต้อง ต้องศึกษาพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้าให้มากจนเข้าใจพระธรรมว่าพระธรรมคำสอนส่วนไหนเป็นเหตุส่วนไหนเป็นผลของการปฏิบัติ แล้วเลือกเอาพระธรรมส่วนที่เป็นเหตุมาปฏิบัติอย่างนี้ เรียกว่าเข้าใจพระธรรมคำสอนถูกต้อง ตั้งแต่เริ่มต้นปฏิบัติธรรมเมื่อเข้าใจคำสอนแล้วต้องเข้าใจการเรียงลำดับธรรมที่จะนำมาปฏิบัติให้ถูกต้องด้วยตามเหตุและปัจจัย เช่น เมื่อเราจะเอาคำสอนที่ท่านผู้รู้ทั้งหลายสรุปไว้ คือ ศีล สมาธิ ปัญญา เรียกว่า ไตรสิกขามาเป็นหลักในการปฏิบัติเราต้องรู้ต่อไปอีกว่าท่านผู้รู้เอามาจากไหน ศีล  สมาธิ  ปัญญา นี้ก็พอจะมองเออกโดยสรุปว่าท่านผู้รู้ได้สรุปองค์ธรรม ศีล  สมาธิ  ปัญญา มาให้ปฏิบัตินั้น จุดประสงค์ของท่าน คือ การดับทุกข์ได้ เมื่อเป็นองค์ธรรมนำไปปฏิบัติเพื่อการดับทุกข์ได้นั้นก็ต้องรู้ต่อไปว่า ศีล  สมาธิ  ปัญญา นี้อยู่ในธรรมหมวดไหนจะเห็นว่ามีอยู่ในมรรคมีองค์ ๘ ในหมวดของอริยสัจ  ๔ ซึ่งเป็นทางดับทุกข์ได้

            ในเมื่อท่านสรุปคำสอนของพระพุทธองค์ที่เป็นทางดับทุกข์ คือ มรรคมีองค์ ๘ นี้มาให้พวกเราปฏิบัติก็ดูต่อไปว่าองค์ธรรมในมรรคมีองค์ ๘ นั้น ท่านเรียงลำดับไว้อย่างไร มรรคมีองค์ ๘ ข้อที่ ๑ สัมมาทิฏฐิ  ข้อ ๒ สัมมาสังกัปปะ สองข้อนี้เป็นส่วนของปัญญา ข้อที่ ๓ สัมมาวาจา ข้อที่ ๔ สัมมากัมมันตะ  ข้อ ๕ สัมมาอาชีวะ สามข้อนี้เป็นส่วนของศีล ข้อ ๖ สัมมาวายามะ ข้อ ๗ สัมมาสติ ข้อ ๘ สัมมาสมาธิ สามข้อหลังนี้เป็นส่วนของสมาธิ ดูการเรียงลำดับองค์ธรรมนี้แล้วท่านให้ส่วนที่เป็นปัญญาขึ้นก่อนแล้วตามมาด้วย ศีล และสุดท้ายเป็นสมาธิ เป็นอันว่ามรรคมีองค์ ๘ ที่ถูกต้องเรียงลำดับองค์ธรรมเป็น ปัญญา ศีล สมาธิ มาถึงตรงนี้ก็สรุปได้ว่าท่านผู้รู้สรุปคำสอนของพระพุทธเจ้าไว้ถูกต้อง แต่เรียงลำดับองค์ธรรมให้เอาไปใช้หรือเอามาเป็นแนวทางให้คนไทยปฏิบัติผิด ไปเรียงลำดับองค์ธรรมเป็น ศีล  สมาธิ  ปัญญา การเรียงลำดับอย่างนี้เมื่อนำไปปฏิบัติก็ต้องไปเริ่มต้นที่ศีลก่อนแล้วเมื่อมีศีลก็ไปทำสมาธิพอได้สมาธิแล้วจะไปหาปัญญานั้นไปไม่ได้มันติดตัน เพราะสมาธิเป็นเหตุปัจจัยให้เกิดความสงบเท่านั้น ไม่ได้เป็นเหตุปัจจัยให้เกิดปัญญาแต่อย่างใด ถ้าเรียงองค์ธรรมอย่างนี้ให้ชาวพุทธปฏิบัติอุปมาเหมือนปลูกต้นไม้เอาส่วนของรากชี้ฟ้า เอาส่วนยอดฝังดินต้นไม้ไม่มีโอกาสเจริญเติบโตได้ เช่นเดียวกับคนไทยพุทธที่เอาหลักธรรมนี้มาปฏิบัติก็ไม่เติบโตเช่นกัน (ไม่ทราบว่าท่านผู้รู้ท่านนี้มีเจตนาอย่างไรจึงสรุปเรียงลำดับองค์ธรรมของการดับทุกข์มาให้ปฏิบัติอย่างนี้มองได้ ๒ แง่ คือ ในแง่ที่ ๑ ไม่เข้าใจหลักคำสอน ในแง่ที่ ๒ มีเจตนาบิดเบือนพระธรรมวินัยให้ผิดเพี้ยนเพื่อทำลายพระพุทธศาสนาหรือไม่ ขอฝากท่านผู้รู้ทั้งหลายช่วยนำไปคิดหาเหตุผลให้ด้วย)

           เมื่อเรียงลำดับองค์ธรรมถูกเหตุถูกปัจจัยถูกต้องตามลำดับก่อนหลังในมรรคมีองค์ ๘ แล้วก็ต้องรู้ว่ามรรคมีองค์ ๘ เป็นผลไม่ใช่เหตุของการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า เริ่มต้นปฏิบัติก็จะเป็นการเริ่มต้นถูกต้องตามเหตุปัจจัย เมื่อเราต้องการปัญญาเอาไปแก้ไขปัญหาในชีวิตประจำวัน หรือทุกข์ของเรา เราก็ต้องเอาหลักคำสอนของพระพุทธองค์ที่สอนไว้ในทางสายเอกที่เป็นเหตุของการตรัสรู้ของพระพุทธองค์ท่าน คือ การวิปัสสนาภาวนาเจริญสติปัญญา โดยการพิจารณาขันธ์ ๕ และอินทรีย์ ๖ ให้รู้เห็นสิ่งทั้งปวงตามความเป็นจริงของโลกและชีวิต เมื่อมีสติและปัญญาเกิดขึ้นแล้วก็เอาสติปัญญาที่ได้มาจากการวิปัสสนานี้ไปแก้ปัญหาหรือทุกข์ในชีวิตประจำวันของเรา เมื่อแก้ไขปัญหาได้แล้วก็ยังมีปัญญาป้องกันมิให้ปัญหาหรือทุกข์ใหม่เกิดขึ้นมาทับถมตนเองอีก เราจะเห็นขบวนการของเหตุปัจจัยไหลลื่นไม่ไปติดตันตรงไหน องค์ธรรมแต่ละอย่างสอดรับกันราบรื่นดังต่อไปนี้

 

                     วิปัสสนา      เป็นเหตุเป็นปัจจัยให้เกิด ปัญญา

                     ปัญญา        เป็นเหตุเป็นปัจจัยให้เกิด ศีล

                     ศีล             เป็นเหตุเป็นปัจจัยให้เกิด สมาธิ

                     สมาธิ          เป็นเหตุเป็นปัจจัยให้เกิด ความสงบสุข

 

             การปฏิบัติตามองค์ธรรมอย่างนี้เรียกว่า ปฏิบัติตามมรรคมีองค์ ๘ หรือสัมมามรรค มีปัญญาดับทุกข์ได้จะพบความสุขตั้งแต่เริ่มปฏิบัติเป็นต้นไป

 

             ถ้ามองดูขบวนการของเหตุปัจจัยในการปฏิบัติวิปัสสนาก่อนเพื่อเข้าถึงองค์ธรรมของมรรค จะเห็นว่ามีเหตุปัจจัยรองรับกันเป็นทอด ๆ ตามลำดับต่อเนื่องไม่ติดตัน ขัดข้องตรงไหน ดังนี้เมื่อเริ่มวิปัสสนาเจริญสติปัญญา ทำให้เกิดความรู้จริงเป็นเหตุเป็นปัจจัยที่เกิดขึ้นถูกต้อง เรียกว่า ปัญญา เมื่อมีปัญญาเกิดขึ้นก็จะรู้เห็นว่าอันไหนผิดอันไหนถูก อันไหนดีอันไหนไม่ดี แล้วปัญญาก็เลือกเอาสิ่งที่ดี ที่ถูกไปปฏิบัติ ศีล ก็เกิดขึ้นทันที เมื่อมีศีลเกิดขึ้นแล้วจิตใจจะหายฟุ้งซ่าน สมาธิก็เกิดขึ้นตามมา เมื่อมีสมาธิเกิดขึ้นแล้ว ความสงบสุขก็เกิดขึ้นตามมาให้รู้เห็นได้ทันทีเช่นกัน จะเห็นว่าถ้าปฏิบัติถูกต้องตามองค์ธรรมแล้วก็จะถูกเหตุและปัจจัยผลก็ออกมาตรงกับเหตุเสมอ เมื่อมีปัญญาแก้ไขปัญหาในชีวิตประจำวันหรือดับทุกข์ได้ตั้งแต่ถูกกระทบสัมผัสไปจนถึงปัญหาที่จะเกิดขึ้นในอนาคตก็ป้องกันได้ สุขถาวรที่เราต้องการที่เป็นเป้าหมายของชีวิตของเราก็เกิดขึ้น แต่ตลอดเวลาที่ผ่านมาการปฏิบัติธรรมของคนไทยนั้นผิด คือผิดทั้งความคิดเห็นและผิดทั้งการปฏิบัติ ดังนี้

             ความคิดเห็นผิด คือได้รับการอบรมสั่งสอนมาผิดๆ คือได้ถูกสอนให้เอาพระธรรมคำสอนในส่วนที่เป็นผลของการตรัสรู้มาเป็นเหตุของการปฏิบัติพร้อมกับเรียงองค์ธรรมของมรรคมีองค์ ๘ ผิดเป็น ศีล  สมาธิ  ปัญญา มาปฏิบัติ ทำให้ผู้ได้รับคำสอนเกิดความคิดว่าการทำวิปัสสนาภาวนาเพื่อให้เกิดสติปัญญามาดับทุกข์ได้นั้น ต้องเริ่มต้นด้วยการกำหนดจิตให้เป็นสมาธิก่อนแล้วเอาจิตที่เป็นสมาธินั้นไปวิปัสสนาต่อนั้นคิดว่าเป็นทางปฏิบัติที่ดีที่ถูก แต่ถ้าเป็นไปตามธรรมชาติแล้วทำเหตุใดก่อน เหตุใดมากกว่าผลก็ออกมาตามเหตุปัจจัยนั้นก่อนเมื่อทำสมาธิก่อนจะให้ผลออกมาเป็นปัญญานั้นไม่ได้ ผลออกมาเป็นความสงบตรงกับเหตุที่ทำไว้ก่อนนั้นโอกาสที่จะได้ปัญญานั้นไม่มีเลย

             การปฏิบัติผิด คือ ไปเอาองค์ธรรมของมรรคมีองค์ ๘ ที่เรียงลำดับองค์ธรรมผิดมาปฏิบัติ คือ เรียงเป็น ศีล  สมาธิ  ปัญญา เมื่อปฏิบัติแล้วผลออกมาไม่ได้มีปัญญามาดับทุกข์ได้ มีแต่ความสงบหลบทุกข์เท่านั้น เพราะเหตุปัจจัยเรียงลำดับไปไม่ได้ คือ ศีล ไปหาสมาธิได้ สมาธิไปหาปัญญาไม่ได้ เพราะไม่ตรงเหตุปัจจัยมีผู้ปฏิบัติบางคนมีข้อโต้แย้งว่าทำสมาธิก่อนแล้วไปทำวิปัสสนาตามหลัก ศีล  สมาธิ  ปัญญา นี้ไม่มีปัญญาเกิดขึ้นได้อย่างไร อันนี้เป็นเพียงความรู้สึกของท่านเท่านั้นไม่ตรงกับเหตุปัจจัยของธรรมชาติ ธรรมชาติสมาธิเป็นเหตุปัจจัยให้เกิดความสงบวิปัสสนาเป็นเหตุปัจจัยให้เกิดปัญญา การปฏิบัติธรรมนั้นถ้าเริ่มต้นอันใดก่อน เช่น เริ่มต้นทำสมาธิก่อนกว่าท่านจะได้สมาธิใช้เวลาอยู่หลายปี การกระทำของท่านกลายเป็นนิสัยหรือความเคยชินแล้ว แก้ไขเปลี่ยนแปลงได้ยาก ผลของการทำเหตุของสมาธิก็จะเกิดขึ้นนั้นคือความสงบ เมื่อความสงบเกิดขึ้นจากความเคยชินแล้วท่านจะมาเปลี่ยนการกระทำของท่านมาทำวิปัสสนานั้นทำได้ยาก หรือทำไม่ได้เลย อุปมาเหมือนกับท่านปลูกต้นมะม่วงก่อนแล้วท่านพยายามจะต่อยอดให้เป็นต้นลำไย นั้นทำไม่ได้เลยฉันใดฉันนั้น ท่านทำสมาธิผลจะออกมาเป็นความสงบเท่านั้นไม่ถึงปัญญา เพราะเหตุปัจจัยไม่เพียงพอหรือไม่ครบหรือน้อยไปสู้เหตุปัจจัยที่ทำสมาธิไว้ไม่ได้ แรงผลักจากความ    เคยชินที่เป็นสมาธิมีมากกว่า สมาธิเป็นความเคยชินที่ละเอียดมาก แม้แต่ความเคยชินอย่างหยาบๆ เช่น ติดเหล้า ติดยาเสพติด บุหรี่ ท่านลองถามพวกที่ติดของเหล่านี้ดูว่าเลิกได้ยากขนาดไหน บางคนทำไม่ได้เลยตลอดชีวิตนี้ ขนาดของหยาบๆ ยังทำได้ยากแล้วของที่ละเอียดอย่างสมาธินั้นท่านลองคิดดูว่าท่านจะเลิกได้ไหม เพราะเป็นความเคยชินที่ละเอียดยิ่งกว่าติดเหล้า บุหรี่ เสียอีก ความจริงอันนี้ถูกมองข้ามมาตลอด

           แรงผลัดดันอันละเอียดลึกซึ้งนี้ที่เกิดจากความเคยชินในการฝึกสมาธิก็จะกลายเป็นนิสัยของท่านไปโดยไม่รู้ตัว พลังอันนี้ก็ผลักดันให้ท่านไปหาความสงบตลอดเวลา ท่านไม่สามารถจะทำการวิปัสสนาให้ได้ผลตามที่ท่านต้องการได้ ที่ท่านผู้ปฏิบัติคิดว่าได้เพียงความรู้สึกนึกคิดเท่านั้น ไม่มีเหตุปัจจัยที่เป็นการกระทำรองรับเพียงพอ ในที่สุดสิ่งที่ท่านผู้ปฏิบัติเอาไปกำหนดพิจารณาวิปัสสนานั้นจะเป็นอารมณ์ของกรรมฐานของสมาธิไปสู่ความสงบไม่ทำให้เกิดปัญญาใดๆ ที่จะดับทุกข์ขึ้นมาเลย เพราะแรงผลักดันที่เป็นสมาธิมีมากกว่าการวิปัสสนา จะได้แค่ความสงบหลบทุกข์เท่านั้น

             ตามความเป็นจริงที่แท้จริงแล้วตัวของเราเองสั่งให้ตัวเราเองทำอะไรไม่ได้เลย เพราะเราไม่มีตัวตนที่แท้จริง ที่ทำอันนั้นอันนี้บางครั้งเหมือนกับว่าตัวเราสั่งตัวเองทำนั้น ความจริงแล้วการกระทำของพวกเราทั้งหมดทุกครั้ง ทุกวันทุกวินาทีเกิดจากแรงผลักดันของเหตุปัจจัยที่พวกเราทำกันมาเป็นความเคยชินเป็นนิสัยประจำตัวของเราเองนั่นแหละ นิสสยปัจจัย อุปนิสสยปัจจัยผลักให้เราทำไม่มีผู้ใดสั่งให้ตัวเองทำนั่นทำนี่ได้ เรียกแรงผลักดันอันนี้ตามภาษาสมัยใหม่ว่า แรงผลักดันไร้สำนึกของแต่ละคนที่สะสมมานั่นเอง ถ้าเราสั่งตัวเองทำนั่นทำนี่ได้ ทุกคนก็จะสั่งตัวเองไม่แก่ ไม่เจ็บ ไม่ตาย ไม่ทุกข์ ไม่โศกได้ ขอให้ท่านเข้าใจตัวของท่านใหม่ได้ว่าท่านสั่งตัวเองไม่ได้เลย ถ้าท่านต้องการสิ่งใดท่านต้องฝึกฝนตนเองให้มีความเคยชินในสิ่งนั้นๆ จนเป็นนิสัยประจำตัวของท่าน แล้วความเคยชินของท่านจะสั่งท่านให้ทำเอง ท่านสั่งสมความเคยชิน ดีๆ ก็จะผลักท่านไปทางที่ดี ถ้าท่านสั่งสมแต่สิ่งเลวร้ายไว้ สิ่งเลวก็จะผลักท่านไปทางที่เลวร้าย ตัวของท่านมีบวกมีลบอยู่ในตัว หรือ มีดีมีชั่วอยู่ในตัว พระพุทธเจ้าจึงตรัสความเป็นสิริมงคลข้อแรกใน ๓๘ ข้อ ไว้ว่าไม่ให้ท่านคบคนพาล เพราะความเป็นพาลของคนพาลที่เราคบจะไปเพิ่มพาลให้กับตัวเรามากขึ้น เราก็จะเป็นคนพาลไปด้วย ด้วยแรงผลักดันของพาลผลักดันไปดังนี้เป็นต้น นี่ข้อแรกท่านห้ามคบคนพาล ข้อ ๒ ท่านให้คบคนดี ก็เพราะเอาความดีของคนที่ไปคบหามาเพิ่มความดีให้กับตัวเรา เราก็จะถูกแรงผลักดันที่ดีที่มีมากกว่าพาล ผลักดันให้เราเป็นคนดี ทำดี มีความสุข นี่แหละแรงผลักดันจากความเคยชินมีผลต่อชีวิตของเรามาก มองข้ามไม่ได้ ถ้ารู้จักตัวเองแล้วจะเห็นความสำคัญของความเคยชินได้ชัดเจน นี่แหละ อุปนิสสยปัจจัย  นิสสยปัจจัยซึ่งเป็น ๒ ใน ๒๔ ปัจจัยที่กำหนดวิถีชีวิตของคนเรา (ที่พระสงฆ์สวดอภิธรรมในงานศพ บทสุดท้ายให้เราฟังที่ขึ้นต้นว่าเหตุปัจจะโย นั่นแหละ)

           นอกจากนี้ผู้ปฏิบัติจะต้องเข้าใจคำสอนของพระพุทธเจ้าในพระไตรปิฎกให้ดีว่า พระพุทธเจ้าสอนผู้ใดในสูตรนี้ ถ้าสอนคนโง่จะสอนตั้งแต่เหตุไปจนถึงผล ถ้าสอนอริยบุคคลหรือพระอรหันต์ท่านจะสอนหรือแสดงธรรมที่เป็นผลไม่ใช่เหตุเพราะแสดงอย่างนี้ พระอริยบุคคลเข้าใจว่าเป็นธรรมส่วนของผล เอาไปปฏิบัติโดยตรงไม่ได้ต้องหาธรรมที่เป็นเหตุมาปฏิบัติก่อนจึงจะถูกต้อง ยกตัวอย่างที่พระพุทธเจ้าตรัสกับพระอรหันต์ ๑,๒๕๐ รูป ในวันมาฆบูชา สรุปโอวาทปาฏิโมกข์ว่า ๑. ให้ละเว้นการทำชั่ว  ๒. ให้กระทำความดี  ๓. ทำจิตใจให้ผ่องใส ธรรม ๓ อย่าง ที่ท่านสรุปออกมานี้เป็นธรรมส่วนของผลเอาไปปฏิบัติทันทีไม่ได้ ต้องหาธรรมที่เป็นเหตุของการละชั่ว ทำดี ทำจิตให้ผ่องใส มาปฏิบัติก่อนจึงจะเป็นการปฏิบัติธรรมถูกธรรม ธรรมที่เป็นเหตุก็คือการวิปัสสนาพิจารณาขันธ์ ๕ และอินทรีย์ ๖ ให้รู้เห็นสิ่งทั้งปวงตามความเป็นจริงของโลกและชีวิตว่าไม่เที่ยงเป็นทุกข์ เป็นอนัตตา เกิดจากเหตุและปัจจัยไม่มีตัวตนเป็นของตนเอง วิปัสสนาอย่างนี้แหละจะเกิดปัญญาขึ้น เมื่อมีปัญญาเกิดขึ้นรู้ดีรู้ชั่ว ก็จะละชั่วได้แล้วเลือกทำดี ศีลก็เกิดขึ้น เมื่อมีศีลจิตใจสงบไม่ฟุ้งซ่านสมาธิเกิด โอวาทปาฏิโมกข์ ๓ ข้อ นี้ คือ ปัญญา ศีล สมาธิ หรือมรรคมีองค์ ๘ นั่นเอง ซึ่งมีอยู่ในอริยสัจ ๔ เป็นผลการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า ถ้าไม่เข้าใจเหตุหรือผลของการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้าแล้วเอาพระธรรมคำสอนของพระองค์ท่านไปปฏิบัติแล้วส่วนมากผิด เมื่อปฏิบัติไปไม่ได้มักจะมีการแก้ไขธรรมวินัยให้เป็นไปตามความรู้สึกของตนเอง เช่น แก้ไของค์ธรรมของมรรคมีองค์ ๘ จาก ปัญญา ศีล สมาธิ นำไปปฏิบัติแล้วไม่มีปัญญาดับทุกข์ได้ ได้แต่หลบทุกข์ชั่วคราวเท่านั้น

             สรุปถ้าจะเอา ศีล  สมาธิ  ปัญญา หรือไตรสิกขาหรือศึกษา ๓ ไปวางเป็นแนวทางการสอนการปฏิบัติต่อไปก็ขอให้เรียงองค์ธรรมของมรรคมีองค์ ๘ ที่พระพุทธเจ้าตรัสบอกทางดับทุกข์ไว้ให้เรียงลำดับองค์ธรรมตามมรรคมีองค์ ๘ เป็นไตรสิกขาใหม่ดังนี้ เรียงเป็น ปัญญา ศีล สมาธิ แล้วเอาไปวางเป็นแนวการสอนการปฏิบัติให้กับชาวพุทธใหม่พร้อมบอกว่า ปัญญา ศีล สมาธิ เอาไปปฏิบัติโดยตรงทันทีไม่ได้เพราะเป็นพระธรรมในส่วนของผลของการตรัสรู้จะต้องหาพระธรรมในส่วนที่เป็นเหตุของการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้ามาปฏิบัติก่อน นั่นคือ ทางสายเอกที่พระพุทธองค์ตรัสบอกทางดับทุกข์หรือแก้ไขปัญหาไว้ให้ คือ วิปัสสนาภาวนา พิจารณาขันธ์ ๕ และอินทรีย์ ๖ เมื่อเอาพระธรรมอันนี้ไปปฏิบัติก็จะได้ปัญญามาเป็นอันดับแรก ปัญญาเป็นเหตุปัจจัยให้เกิดศีล ได้ศีลมา ศีลเป็นเหตุปัจจัยให้เกิดสมาธิอย่างนี้ เรียกว่าปฏิบัติธรรมถูกธรรม หรือสัมมามรรคมีองค์ธรรมเกิดขึ้นครบคือ ปัญญา ศีล สมาธิ นี่คือการเข้าใจศีล  สมาธิ  ปัญญา ถูกต้องไม่ผิดเพี้ยนไปจากพระธรรมวินัย ปฏิบัติแล้วมีปัญญาดับทุกข์ได้ ต้องเรียงองค์ธรรมนี้ไปปฏิบัติให้ถูกต้องเป็น ปัญญา ศีล สมาธิ อย่างนี้จึงจะเป็นการเข้าใจธรรมวินัยของพระพุทธเจ้าถูกต้องตั้งแต่ต้น (ถ้าเรียงองค์ธรรมเป็น ศีล  สมาธิ  ปัญญา แล้วนำมาสอนมาปฏิบัติกันอย่างทุกวันนี้เป็นคำสอนของพราหมณ์ เป็นมิจฉามรรคไม่ใช่คำสอนของพระพุทธเจ้า ทำไมเอามาสอนกันอยู่ได้ ฝากให้ท่านผู้รู้ทั้งหลายนำไปพิจารณาด้วย)

------------------------------------------------

 

 

 

 

 

 

 

Visitor Number:
4739533