๗๔. การบรรลุมรรคผลแห่งการปฏิบัติธรรม  

         To Achieve This Ambitious Practice  

 

ขอน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น
 In Honor of the Blessed One of the Fully Enlightened One

By Nithee Siripat – Siripat.com and Academiae Network. 2016

Your Reading Number:  535  

 

ความสำคัญของบทความ

 

ในการบรรลุมรรคผลแห่งการปฏิบัติธรรมนั้น คือ ขั้นตอนสำคัญทางสมาธิกับปัญญาในการดับความไม่รู้จริงแห่งอวิชชาทั้งหลาย [อวิชชา ๔–อวิชชา ๘] โดยเฉพาะความไม่รู้จริงแห่งอวิชชาที่รู้เห็นอย่างประจักษ์แจ้งด้วยการเจริญปัจจัยธรรมทั้งหลาย ที่เรียกว่า “ปฏิจจสมุปบาท ๑๒–ปฏิจจสมุปปันนธรรม ๖” [วิชชา: จุตูปปาตญาณ –ทิพพจักขุญาณ หรือ วิปัสสนาญาณ: ปัจจยปริคคหญาณ] หรือในอีกนัยหนึ่ง คือ การได้ปรีชาสามารถในการหยั่งรู้หยั่งเห็นด้วย “ญาณทัสสนะ” ในการกำหนดรู้สมุทัยสัจจ์ [กังขาวิตรณวิสุทธิ ข้อ ๔ ในวิสุทธิ ๗: ธรรมฐิติญาณ–ยถาภูตญาณ–สัมมมทัสสนะ] ที่ทำให้เกิด “ปัญญาเห็นธรรม–ดวงตาเห็นธรรม–ธรรมจักษุ” [โลกียญาณ] จนสามารถบรรลุถึง “การทุบอุปาทานขันธ์ ๕” ได้ และข้ามโคตรจากปุถุชนถึง “ความเป็นอริยบุคคล” [ญาณทัสสนวิสุทธิ–องค์ความรู้ทั้งหมดในอริยสัจจ์ ๔ หรืออริยมรรค] ได้ เพราะความบริสุทธิ์แห่งไตรสิกขา [อธิสีลสิกขา–อธิจิตตสิกขา–อธิปัญญาสิกขา] ในอันดับสุดท้ายโดยปรมัตถ์นั้น คือ การบรรลุความตรัสรู้ถึง “สัจจภาวะแห่งนิพพาน” โดยการได้ “สัมมาสัมโพธิญาณ” นั้นเอง ในความสำเร็จอันยิ่งใหญ่แห่งการเจริญภาวนากรรมฐานดังกล่าวนี้ เกิดจากความมุมานะพากเพียรด้วยความอดทนแห่งขันติ ที่มีองค์ประกอบสำคัญ ได้แก่ (๑) ปัญญา คือ ความพึงพาตนเอง กับ (๒) กรุณา คือ ความเป็นที่พึ่งของคนอื่นได้ อันแสดงถึง “สัจจภาวะแห่งพุทธะ” ด้วย “สัมมาปฏิปทาแห่งอริยมรรคมีองค์ ๘” นั่นคือ (๑) ความเป็นผู้รู้–อธิปัญญา (๒) ความเป็นผู้ตื่น–อธิศีล และ (๓) ความเป็นผู้เบิกบาน–อธิจิตต์ อันเป็นขั้นสูงสุดในพระธรรมวินัยนี้.

 

 

    File Download of Reading References

 
Dictionary of Numerical Dhammas — พจนานุกรมพุทธศาสน์ หมวดธรรม
  Dictionary of Buddhist Terms — พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์
  English Dictionary of Buddhist Terms and Doctrines — พจนานุกรมพุทธศาสน์ คำศัพท์และหลักธรรม

 

 

บทความที่ ๗๔ ประจำปี ๒๕๕๙ – การบรรลุมรรคผลแห่งการปฏิบัติธรรม  

 

บุคคลจำนวนมากมีปรารถนาแห่งผลสำเร็จจากการทำงานตามที่ตนวางแผนไว้เป็นอย่างดี ไม่ว่าผลลัพธ์นั้นจะมากหรือน้อยก็ตาม ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับกำลังที่ลงทุนไปทั้งกายและใจ รวมทั้งปัญญาความนึกคิด บางคนจะวัดความสำเร็จเป็นเพียงตัวเลยที่ทำเป็นเงินได้เท่านั้น ส่วนความพอใจหรือความปรีดาปราโมทย์นั้น ไม่ค่อยให้ความสำคัญมากสักเท่าไหร่ พอให้มีกินมีใช้ในแต่ละวัน สัปดาห์ เดือน หรือ ปี เป็นต้น เพราะฉะนั้นในความนึกคิดจึงมักแสดงออกเป็น “มโนทุจริต ๓” เป็นส่วนใหญ่ ได้แก่ อภิชฌา พยาบาท  และ มิจฉาทิฏฐิ ในทางตรงกันข้ามนั้น การบรรลุมรรคผลแห่งอริยมรรคนั้น ต้องอาศัย “กุศลกรรมบถ ๑๐” เป็นบรรทัดฐานในทางปฏิบัติอย่างจริงจัง คือ (๑) กายสุจริต ๓ (๒) วจีสุจริต ๔ และ (๓) มโนสุจริต ๓ โดยประพฤติปฏิบัติด้วยการขัดเกลากิเลสทั้งหลายให้หมดสิ้นไปด้วย “ไตรสิกขา” ได้แก่ อธิสีลสิกขา–อธิจิตตสิกขา–อธิปัญญาสิกขา ข้อประพฤติปฏิบัติเหล่านี้เป็นเรื่องพื้นฐานในชีวิตประจำวันที่ต้องทำให้ได้จนกลายเป็นศีลวัตรที่บริสุทธิ์จริงๆ ไม่ใช่สักแต่ปากพูดอ้างไปเท่านั้น สัตบุรุษผู้เลิศด้วยปัญญาย่อมควบคุมพฤติกรรมของตนได้ด้วย “สติสัมปชัญญะ” คือ “สัมมาสติ” ในการควบคุมอินทรีย์ทั้ง ๖ เหล่านั้น ไม่ให้หลงใหลไปตามกิเลสหรือกระแสแห่งโลกธรรม คือ การเป็นผู้มี โสกะ–ปริเทวะ–ทุกข์–โทมนัส–อุปายาส อันเป็นธรรมดาในชีวิต นั่นคือ “ทุคติ” โดยมีทั้งสุขและทุกข์คละเคล้ากันไป ไม่ใช่สุขอันเกิดจากการเจริญ “สมถภาวนา” ที่พัฒนามาจาก “ปราโมทย์–ปีติ–ปัสสัทธิ–สุข–สมาธิ” [ธรรมสมาธิ ๕] อันเป็นสภาวะที่เย็นราบรื่นไม่ติดขัดด้วยอุปสรรคทั้งปวงภายในตน กุญแจสำคัญของการเริ่มปฏิบัติธรรมมาจากพื้นฐานดังกล่าวนี้ เพื่อให้หลุดพ้นจากทุกข์แห่งวัฏฏะ คือ “สังสารทุกข์” เมื่อไม่เห็นทุกข์ ก็ย่อมไม่เข้าใจสุข ว่ามีสภาวะแตกต่างกันอย่างไร ซึ่งทำให้เกิด “สติสัมปชัญญะ” ที่รู้เท่าทันกิเลสที่หมักดองอยู่ในใจพื้นจิตของตน ระงับและกำจัดมันให้หมดไปในที่สุด ในการแยกความแตกต่างระหว่างทุกข์กับสุข [ทุกขเวทนา–สุขเวทนา] ได้จึงเป็นเรื่องสำคัญมาก การยอมรับสิ่งทั้ง ๒ อย่าง ว่าเป็นสิ่งเดียวกัน ก็เท่ากับเป็นการยอมรับสภาวะแห่งสังสารทุกข์ ตามความเพลิดเพลินไปกันโลก หมดโอกาสบรรลุ “โลกุตตรธรรม” ในอนาคต การปฏิบัติอธรรมที่ดีที่สุด คือ การเฝ้าสังเกต ควบคุม ดูแล สภาวะแห่งจิตของตนให้เป็น “กุศลจิต” ตลอดเวลาอย่างเป็นสุข ไม่ใช่ทุกข์ ความสุขสงบทำให้เกิด “ปัญญาเห็นธรรม” ที่ราบเรียบเป็นกุศลด้วย “กรุณาธรรม” นั่นคือ  ปัญญาทำให้พิจารณาเห็นตนเองได้อย่างละเอียดทุกแง่มุม ส่วน “กรุณา” คือ การเสียสละทำให้คนอื่นโดยเทียบเคียงกับตน องค์ความรู้ที่เกิดขึ้นระหว่าง “ปัญญา” [Wisdom] กับ “กรุณา” [Compassion] เรียกว่า “ความสว่างไสวแห่งสัจจะเพื่อให้ถึงนิพพาน” นั่นคือ “สันติบทแห่งนิพพาน” จิตที่หลุดพ้นแห่งความว่างเปล่ากลับไปสู่ธรรมชาติดั้งเดิม คือ การก้าวไปถึงความไม่มีอะไรที่ต้องยึดมั่นถือมั่นเป็นตัวตน “ตัวกู–ของกู” อีกต่อไป การเห็น “ขันธ์ ๕” แล้วถือมั่นถือครอบใน “ขันธ์ ๕” ซึ่งทำให้เกิด “โสกะ–ปริเทวะ–ทุกข์–โทมนัส–อุปายาส อันเป็นธรรมดา” โดยต้องเกิด “ปัญญาเห็นธรรมแห่งไตรลักษณ์” โดยพิจารณาว่า สิ่งทั้งหลายเหล่านี้ เป็นสิ่งไม่งามแต่ประการใดอีกเลย ให้ปล่อยวางเสีย โลกทั้งใบเกิดจากการยึดตัวตนในขันธ์ ๕ คือ “อุปาทานขันธ์ ๕ เป็นทุกข์” ฉะนั้น การเห็น “ขันธ์ ๕” แล้ววาง “ขันธ์ ๕” ไว้เช่นนั้น ยอมเป็นสุขเกิดปัญญาเห็นสภาวธรรม [ปรมัตถสัจจะ] ตามที่เป็นจริง เห็นภัยและโทษอันใหญ่หลวงในการเป็นเจ้าของ “ขันธ์ ๕” ทั้งกองเหล่านั้น คือ “ทุกข์” จากนั้นบุคคลย่อมแสวงหาสิ่งมาบำเรอ “ขันธ์ ๕” โดยหวังว่าเป็นความสุข โดยประกอบกรรมต่างๆ ด้วย “อกุศลกรรมบถ ๑๐” ขั้นตอนการทุบ “ขันธ์ ๕” ต้องใช้ “สมถพละ” กับ “วิปัสสนาพละ” รวมกัน โดยดับกิเลสด้วย “ศีล–สมาธิ–ปัญญา” คือ ถือปฏิบัติด้วย “อริยมรรคมีองค์ ๘” เริ่มด้วยปัญญารักษาศีล ศีลรักษาสมาธิ และสมาธิรักษาปัญญา ใครคิดได้ระลึกได้ ย่อมเกิดปัญญาเห็นสุขได้ แต่ไม่ติดยึดในปัญญาที่เกิดขึ้นนั้น [สังขารแห่งวิถีจิต] เพราะเป็นสัจจธรรมตาม “กฎธรรมชาติ” เพราะสิ่งที่กล่าวมาทั้งหมดนั้น ล้วนเป็น “อนัตตา” ความไม่ใช่ตัวตน ความว่างเปล่า ความไม่มีอะไร คือ “สุญญตา” [Void] โดยรู้ระลึกได้ด้วยปัญญา คือ “สติสัมปชัญญะ” ไม่ใช่เพราะ “อวิชชา” [Ignorance] หรือกล่าวอีกนัยหนึ่ง เจริญภาวนาด้วย “โยนิโสมนสิการ” ไม่ใช่ “อโยนิโสมนสิการ” [อวิชชา–โมหะ] คือ ด้วย “ปัญญาญาณ” ไม่ใช่ “อวิชชา” นั่นเอง การไม่หมั่นเพียรในการพัฒนาตนเองที่ค่อยๆ ก้าวไป ย่อมเกิด “ปัญญาเห็นธรรม” ได้ยาก เพราะเห็นธรรมย่อมเห็นชีวิตตามเป้ฯจริงแห่ง “อุปาทานขันธ์ ๕ เป็นทุกข์” ต้องรู้เห็น “สัจจภาวะแห่งพุทธะ” จริงๆ ไม่ใช่แค่การกล่าวกันลอยๆ เล่นๆ ตามสมัยนิยมเท่านั้น ทฤษฎีนั้นเขียนสั้นๆ แต่ภาคปฏิบัตินั้น ใช้เวลาฝึกฝนอีกยาวนาน ถึงจะบรรลุมรรคผลนิพพานได้จริง  มีคนจำนวนมากเข้าใจผิดๆ ว่าการนุ่งห่มผ้าเหลือง ผ้าขาว จะทำให้บรรลุธรรมวิเศษได้ จนทำให้เกิดความอาการฟุ้งซ่าน สำคัญตนเองผิดว่าได้บรรลุธรรมวิเศษแล้ว เสียสติไประหว่างเส้นทางปฏิบัติ เป็นบ้าคนเดียวยังไม่พอ ยังขยันหาเพื่อนร่วมเดินทางเข้าไปอีก โดยบกพร่องการใช้ปัญญาและเหตุผลอย่างถูกวิธีด้วย “โยนิโสมนสิการ” แต่กลายเป็น “อโยนิโสมนสิการแห่งอวิชชา” นั่นเอง

ลักษณะพิเศษอีกอย่างหนึ่งของการปฏิบัติธรรมทางพระพุทธศาสนานั้น คือ ปฏิบัติได้ยาก ทั้งรู้ผลได้ช้า เพราะผู้ปฏิบัติธรรมส่วนใหญ่มีกิเลสหนาเป็นพิเศษ บุคคลที่จะบรรลุมรรคผลนิพพานได้ จึงต้องเป็นคนมีความมุ่งมั่นในภารกิจอย่างสูงโดยธรรม นั่นคือ “กุศลจิต” มองโลกในแง่ดีอย่างสร้างสรรค์ที่เป็นประโยชน์แห่งตนและผู้อื่นอยู่เสมอ ประการสำคัญ ต้องประกอบด้วยปัญญาและการคิดอย่างถูกวิธีมีเหตุมีผลที่ถูกต้องตาม “กฎธรรมชาติ” จริงๆ ที่เรียกว่า “อริยสัจจธรรม” [อริยสัจจ์ ๔–เหตุผลในกาลทั้ง ๓–อิทัปปัจจยตา = สัมมาทิฏฐิ อันเป็นปฏิปักษ์ต่อ อวิชชา ๔–อวิชชา ๘] นอกจากนี้ บุคคลผู้จะบรรลุธรรมวิเศษได้นั้น สภาวะแห่งจิตต้องเป็นเลิศและประเสริฐเหนืออื่นใด นั่นคือ “อนุตตริยะ ๓” ได้แก่

(๑) “ทัสสนานุตตริยะ” คือ การเห็นอันเยี่ยมในภาพองค์รวมแห่งธรรมทั้งปวง

(๒) “ปฏิปทานุตตริยะ” คือ การปฏิบัติอันเยี่ยมเพื่อให้บรรลุเป้าหมายอันยิ่งใหญ่

(๓) “วิมุตตานุตตริยะ” คือ การพ้นอันเยี่ยมที่เข้าถึงเป้าหมายอันประเสริฐได้จริง

 

ทั้งหลายทั้งปวงนั้น เกิดจากการศึกษาค้นคว้าอย่างรอบด้าน เช่น พหูสูต ผู้รู้ทั้งหลาย พึงปฏิบัติโดยสัมมาปฏิปทาใน “หลักมัชฌิมาปฏิปทา” เพื่อให้บรรลุความตรัสรู้ “สัจจภาวะแห่งนิพพาน” ด้วย “สัมโพธิญาณ” มันไม่ใช่การมาพูดเอาใจกันเล่นๆ เพราะเป็นเรื่องของการใช้ปัญญาประกอบเหตุผลด้วยการเจริญ “โยนิโสมนสิการ” ในทุกขั้นตอน เพื่อมีเป้าหมายในกำจัดความไม่รู้จริงแห่งอวิชชาให้หมดไปจริงๆ อย่างเช่น การบรรยายข้างต้น ธรรมที่นำเสนอในเนื้อเรื่อง ผู้ปฏิบัติธรรมก็ควรเข้าใจถึง “ขอบเขตของอาณาจักรธรรม” ที่เป็นบริวารทั้งหลายอย่างถ่องแท้ [ธรรมย่อยรวมเป็นธรรมใหญ่] เพราะการพูดเขียนบรรยายคำๆ หนึ่ง ช่องว่าแห่งปัญญาที่เกิดขึ้น ก็ต้องรู้จักเติมเต็มให้สมบูรณ์สมมาตร [Complete Symmetry] เต็มระบบและโครงสร้างแห่งธรรมหรือสภาวธรรม ที่เป็นปัจจัยร่วมทั้งหลายด้วย เพื่อให้บรรลุอย่างรู้แจ้งในการตรัสรู้ธรรมทั้งหลาย [Enlightenment: สัมโพธะ–อาสวักขยะ] ดังนั้น ในการเข้าถึงสภาวะดังกล่าวนั้น จึงต้องอาศัยความเข้าใจ ความเชื่อ ความเห็น ที่ดำเนินมาอย่างถูกต้องโดยธรรมเท่านั้น จะเป็นอย่างอื่นมิได้เลย เพราะฉะนั้น ในขั้นตอนของการตรัสรู้ธรรมวิเศษนั้น ต้องมีลำดับที่ถูกต้องโดยธรรมเท่านั้น [Right Hierarchy] การมั่วส่งเดชนั้น ย่อมไม่ใช่หนทางแห่งความสำเร็จอันสูงสุดได้ เป็นเรื่องปัญญาล้วนๆ ที่ต้องเกิดในภูมิแห่งอริยะหรือโลกุตตระเท่านั้นเช่นกัน [Supramandane States: โลกุตตรภูมิ] ไม่ใช่โลกียะแต่ประการใดอีกเลย

            ดังนั้น ผู้จะมีสามารถแห่งปฏิเวธรู้แจ้งแทงตลอดใน “โลกุตตรธรรม” ทั้งปวงได้นั้น จึงต้องบำเพ็ญกุศลบุญบารมีอันยิ่งใหญ่จริงๆ ถึงจะบรรลุธรรมวิเศษในแต่ละขั้นได้ โดยสามารถเข้าถึงขั้นสูงสุ คือ “สัจจภาวะแห่งนิพพาน” อันเป็นภาวะแห่งความว่างเปล่า [อนัตตตา–สุญญตา] ที่จิตหลุดพ้นจากการยึดมั่นถือมั่นในขันธ์ ๕ นั่นคือ “อุปาทานขันธ์ ๕ เป็นทุกข์” พร้อมด้วยการหลุดพ้นจากสังกิเลสทั้งหลาย ที่อยู่ในชุด “โสกะ–ปริเทวะ–ทุกข์–โทมนัส–อุปายาส” นั่นเอง ก็คือ มีปัญญาในการกำจัดมูลเหตุแห่งการเกิดอุบัติของอุปาทานขันธ์ทั้งหลายอย่างถ่องแท้ให้ได้ เมื่อจิตไม่ติดยึดใน “ขันธ์ ๕” ดีแล้ว บรรดากิเลสทั้งหลายย่อมหมดสิ้นไป จิตอยู่ใน “สภาวะแห่งจิตประภัสสร” [อุเบกขา–เอกัคคตาแห่งสมาธิ โดยปราศจากนิวรณ์] ได้จริง ย่อมเกิดฤทธิ์เดชแห่งพลังจิตในคุณวิเศษบางประการได้พร้อมด้วย “ปัญญาญาณ” [Intuition] หรือ “ปรีชาญาณ” [Intellect] และทำให้สามารถเจริญวิปัสสนาภาวนาได้ถูกต้องโดยธรรม และเกิด “ปัญญาเห็นธรรม–ธรรมจักษุ–ดวงตาเห็นธรรม” [The Eye of Truths] จนสามารถบรรลุถึง “ปัญญาตรัสรู้” โดย “สัมโพธิญาณ” [Enlightenment] ได้ในที่สุด มรรคย่อมเกิด ผลย่อมเกิด นิพพานย่อมเกิด ตามลำดับแห่งการปฏิบัติธรรมนั้นๆ กล่าวโดยสรุป ในการเจริญภาวนากรรฐานเพื่อใช้ “ศีล–สมาธิ–ปัญญา” กำจัดกิเลสทั้งปวงออกไปจากจิต เพื่อให้เกิด “ปัญญาญาณ” และให้บรรลุมรรคผลนิพพาน ตามกำลังภูมิปัญญาของตน.

 

 

 

 

 

Visitor Number:
4744544