๗๕. ความเข้าใจพื้นฐานในการพิจารณาสภาวธรรม  

         Understanding the Basis for Determining the Phenomena   

 

ขอน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น
 In Honor of the Blessed One of the Fully Enlightened One

By Nithee Siripat – Siripat.com and Academiae Network. 2016

Your Reading Number:  796  

 

ความสำคัญของบทความ

 

ในยุคปัจจุบันสมัยใหม่แห่งศตวรรษที่ ๒๑ นี้ อาจกล่าวได้ว่า เป็นยุคใหม่ที่สังคมมนุษย์ทั้งหมดได้ก้าวสู่ “ยุคสังคมข้อมูลสารสนเทศ” [The Era of Informative Society] หรือ เป็นยุคที่สังคมโลกหันมาให้ความสำคัญด้านคุณภาพทางปัญญาความรู้ของทรัพยากรมนุษย์ ที่ประเมินค่าเป็นทรัพย์สินเชิงการบริหารจัดการความรู้ [Knowledge Management] เกี่ยวกับด้าน “ต้นทุนทางปัญญา” [Intellectual Capital] ที่จะเป็นดัชนีบ่งบอกถึงความเจริญของสังคมหรือประเทศชาติในอนาคต ด้วยเหตุนี้ จะเห็นได้ว่า องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงเป็นมหาบุรุษทางด้านการพัฒนาปัญญาญาณแห่งมวลมนุษยชาติ พระองค์ทรงชี้แนะให้พุทธศาสนิกชนและสาธุชนทั่วไป ให้ความสำคัญในการพัฒนาจิตใจและปัญญาของตน ให้เกิดประสิทธิภาพและคุณภาพ เพื่อให้เกิดปัญญาใน ๒ อย่าง ได้แก่ (๑) ปัญญาเห็นธรรมทั้งปวง นั่นคือ อภิญญา–ธรรมจักษุ–ทิพพจักษุ–ความรู้คมชัดยิ่งยวด กับ (๒) ปัญญาตรัสรู้ธรรมทั้งปวง คือ สัมโพธะ–อาสวัขยะ–ความตรัสรู้ [สัมโพธิญาณ] โดยพระองค์ทรงมีจุดมุ่งหมายเพื่อให้พระสงฆ์สาวกผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบย่อมบรรลุเข้าถึง “สัจจภาวะแห่งพระนิพพาน” ได้โดยชอบด้วยตนเองเป็นหลัก [สัมมาสัมโพธิญาณ–อรหัตตผลวิมุตติ–บรมธรรม] ที่เรียกว่า “อนุปาทิเสสนิพพาน–ชีวิตสมสีสี” โดยมีปรีชาสามารถหลุดพ้นทุกข์ทั้งปวงไม่มีเชื้อกิเลสเหลือทั้งสิ้น แต่อย่างไรตาม “ปรีชาญาณ” [Intellect] กับ “ปัญญาญาณ” [Intuition] ทั้งหลายที่ทุกคนบรรลุคุณวิเศษนี้ได้ ย่อมเกิดประโยชน์ทั้งทางโลกและทางธรรมด้วยเสมอกัน ทั้งหลายทั้งปวงนั้น ย่อมเกิดจากความเข้าใจอย่างถูกต้องในสภาวธรรมทั้งหลาย ที่เรียกว่า “โลกียสัมมาทิฏฐิ” กับ “โลกุตตรสัมมาทิฏฐิ” นั่นคือ การเป็นผู้แจ้งโลกและชีวิตอย่างแท้จริง.

 

 

    File Download of Reading References

 
Dictionary of Numerical Dhammas — พจนานุกรมพุทธศาสน์ หมวดธรรม
  Dictionary of Buddhist Terms — พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์
  English Dictionary of Buddhist Terms and Doctrines — พจนานุกรมพุทธศาสน์ คำศัพท์และหลักธรรม

 

 

บทความที่ ๗๕ ประจำปี ๒๕๕๙ – ความเข้าใจพื้นฐานในการพิจารณาสภาวธรรม  

 

ผู้ปฏิบัติธรรมจำนวนมากมักมองข้ามความสำคัญรากฐานในการตรัสรู้ถึง “สัมมาสัมโพธิญาณ” ของพระพุทธเจ้า พระธรรมของพระศาสดานั้น จะเกี่ยวข้องกับกองชีวิตทั้ง ๕ อย่าง ที่เรียกว่า “เบญจขันธ์–ขันธ์ ๕” [The Five Aggregates] หรือเรียกสามัญเหตุปัจจัยแห่ง “อิทัปปัจจยตา–ปฏิจจสมุปบาท” [The Dependent Origination: หมายถึง ธรรมที่แสดงกฎของธรรมชาติ ถึงความเป็นเหตุเป็นผล และความเกี่ยวเนื่องสัมพันธ์กัน จนเป็นผลให้เกิดทุกข์ และแสดงเหตุที่ทำให้ทุกข์นั้นดับลงไป ฉะนั้น โดยคำว่า “ทุกขตา–ทุกข์”  [Suffering] ที่ว่านี้ นั่นคือ “อุปาทานทุกข์”] ว่า “นามรูป” [Mind and Matter] ที่มีองค์ประกอบ ๒ อย่าง ระหว่าง (๑) ร่างกาย–Body กับ (๒) จิตใจ–Mind โดยหลักธรรมจะมุ่งเน้นในส่วนที่เป็นจิตใจหรือความจริงสูงสุดโดยปรมัตถ์หรือ “ปรมัตถสัจจะ–Absolute Truths” คือ “จิต” [Consciousness] โดยเน้นไปสู่สภาวธรรมในฝ่าย “จิตตนิยม” [Idealism] กับ “สัจจนิยม” [Realism] นั่นคือ พิจารณาหาเหตุผลกันในเชิงปรัชญา ที่เรียกว่า “เหตุผลนิยม” [Rationalism] หรือตรรกวิทยา [Logic] ที่จำแนกกระบวนการคิดออกเป็น ๒ อย่าง ซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่งในการพิจารณาสภาวธรรมต่างๆ ใน “วิปัสสนาภูมิ–ปัญญาภูมิ” ตามเกณฑ์องค์ความรู้ที่เป็น “สัมมาทิฏฐิ” หรือกฎเกณฑ์ทางวิธีวิทยาศาสตร์ [กฎธรรมชาติ] ได้แก่ ขันธ์ ๕–อายตนะ ๑๒–ธาตุ ๑๘–อินทรีย์ ๒๒–อริยสัจจ์ ๔–ปฏิจจสมุปบาท ๑๒–ปฏิจจสมุปปันนธรรม ๖ [อัทธา ๓–สังเขป ๔–สนธิ ๓–วัฏฏะ ๓–อาการ ๒๐–มูล ๒] ดังนี้

 

(๑)    “การให้เหตุผลแบบนิรนัย” [Deductive Reasoning] หรือ “การให้เหตุผลจากบนลงล่าง” [Top-Down Logic] เป็นการนำความรู้พื้นฐานซึ่งอาจเป็นกฎ ข้อตกลง ความเชื่อ หรือ บทนิยาม ซึ่งเป็นสิ่งที่รู้มาก่อน และยอมรับว่าเป็นความจริงเพื่อหาเหตุผลนำไปสู่ข้อสรุป เป็นการอ้างเหตุผลที่มีข้อสรุปตามเนื้อหาสาระที่อยู่ภายในขอบเขตของข้ออ้างที่กำหนด แนวคิดนี้ตรงกับทางพระพุทธศาสนา ที่เรียกว่า “อนุโลมปฏิจจสมุปบาท–กำหนดสมุทัยสัจจ์–สมุทยวาร” [การคิดเชิงวิเคราะห์–Analysis โดยอนุมานเปรียบเทียบ] คือ การพิจารณาจากเหตุไปหาผล นั่นคือ “อวิชชา” ไปหา “ทุกขสัจจ์–อุปาทานทุกข์” อนึ่ง “วิธีอนุมาน–นิรนัย” [Deduction Method] คือ การหาเหตุผลจากส่วนที่ยอมรับ เป็นสากลหรือชัดเจน ไปหาข้อสรุปในส่วนที่ยังไม่รู้หรือยังไม่ชัดแจ้ง หรือง่ายๆ จากส่วนใหญ่ไปหาส่วนย่อย หรือจากทุกส่วนไปหาบางส่วน หรือ เรื่องเฉพาะสู่เรื่องทั่วไป

 

(๒) “การให้เหตุผลแบบอุปนัย” [Inductive Reasoning] หรือ “การให้เหตุผลจากล่างขึ้นบน” [Bottom-Up Logic] เป็นวิธีการสรุปผลมาจากการค้นหาความจริงจากการสังเกตหรือการทดลองหลายครั้ง แล้วนำมาสรุปเป็นความรู้แบบทั่วไป เนื่องจากการให้เหตุผลแบบอุปนัยเป็นการสรุปผลเกิดจากหลักฐานข้อเท็จจริงที่มีอยู่  ดังนั้น การหาข้อสรุปหรือความจริงโดยใช้วิธีการให้เหตุผลแบบอุปนัยนั้น ไม่จำเป็นต้องถูกต้องทุกครั้ง ข้อสรุปจะเชื่อถือได้มากน้อยเพียงใดนั้นขึ้นอยู่กับลักษณะของข้อมูล หลักฐานและข้อเท็จจริงที่นำมาอ้างซึ่งได้แก่ จำนวนข้อมูล และ ข้อมูล และแนวคิดนี้ตรงกับทางพระพุทธศาสนา ที่เรียกว่า “ปฏิโลมปฏิจจสมุปบาท–กำหนดนิโรธสัจจ์–นิโรธวาร” [การคิดเชิงสังเคราะห์–Synthesis โดยอุปมานเทียบเคียง] คือ การพิจารณาการดับจากเหตุไปหาผล นั่นคือ ย้อนกลับไปดับความไม่รู้จริงแห่งอวิชชาได้ ย่อมดับอุปาทานทุกข์ได้เช่นกัน นั่นคือ การดับกิเลสดับทุกข์ได้ อนึ่ง “วิธีอุปมาน–อุปนัย” [Induction Method] เป็นวิธีย้อนกลับกับวิธีอนุมาน นั่นคือเป็นวิธีการค้นหาความรู้ความจริงจากข้อเท็จจริงย่อยๆ โดยพิจารณาสิ่งที่เหมือนกัน ต่างกัน สัมพันธ์กัน แล้วจึงสรุปเป็นข้อเท็จจริงใหญ่ หรือ การหาข้อสรุปที่ชัดเจนจากการสรุปทุกๆ ส่วน หรือ จากส่วนย่อยไปหาส่วนใหญ่ หรือ จากเรื่องทั่วไปสู่เรื่องเฉพาะ

 

ถ้าเป็นทางด้านการเจริญภาวนากรรมฐานนั้น จำแนกออกเป็น “ภาวนา ๒” [Mental Development] หมายถึง การฝึกอบรมจิตใจ ได้แก่ (๑) สมถพละ–สมถภาวนา–จิตวิญญาณ” [ฌานสมาธิ–ทัสสนะ] กับ (๒) “วิปัสสนาพละ–วิปัสสนาภาวนา–ปัญญาญาณ” [วิปัสสนาญาณ] เพื่อพัฒนาตนให้บรรลุถึง (๑) อุปสมะ–ความสงบ (๒) อภิญญา–ความรู้คมชัดยิ่ง (๓) สัมโพธะ–อาสวักขยะ–ความตรัสรู้ และ (๔) นิพพาน–วิวัฏฏะ–ความหลุดพ้นจากกิเลสและทุกข์แล้ว อันเป็นการรู้ประจักษ์แจ้งใน “สัจจภาวะแห่งพุทธะ” [The Truths of Buddha] ที่จำแนกองค์ความรู้ทั้งหลายออกเป็น ๓ ด้าน ดังรายละเอียดเพิ่มเติมในตารางข้างล่างนี้

 

 

สัจจภาวะแห่งพุทธะ–The Truths of Buddha

(๑) ศาสนา–Religion

(๒) ปรัชญา–Philosophy

(๓) วิทยาศาสตร์–Science

สัญชาตญาณนิยม–Intuitionism

เหตุผลนิยม–Rationalism

ประจักษ์นิยม–Empiricism

ศรัทธา–เหตุผล–ญาณทัสสนะ–ปัญญาญาณ Faith–Reasoning–Insight and Knowledge–Intuition

ความเชื่อ–เหตุผล–ปัญญา

Confidence–Reasoning–Knowledge

ความเชื่อ–สมมติฐาน–ทฤษฎี–เหตุผล–หลักฐาน

Assumption–Hypothesis–Theory–Reasoning–Evidence [Data]

ภาวนากรรมฐาน–Mental Development

ตรรกวิทยา–Logic

ญาณวิทยา–Epistemology

ระเบียบวิธีวิจัย–Research Methodology

ภาวนามยปัญญา–ปัญญาญาณ

Mental Developing Knowledge

จินตามยปัญญา–โยนิโสมนสิการ

Reasoning Knowledge

สุตมยปัญญา–ปรโตโฆสะ

Learning Knowledge

พุทธะ–Buddha

ปราชญ์–Philosopher

นักวิทยาศาสตร์–Scientist

 

 

            ดังนั้น อารยธรรมของสังคมมนุษย์ที่เกิดจากวิถีชีวิตเพื่อความอยู่รอดจึงเป็น “องค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์” ที่เรียกว่า “เดรัจฉานวิชา” [หมายถึง ความรู้ที่ไม่สามารถดับทุกข์แห่งชีวิตได้จริงและไม่ได้ดำเนินตามแนวทางมัชฌิมาปฏิปทาหรืออริยมรรคมีองค์ ๘] นั่นคือ “สุตมยปัญญา–ปรโตโฆสะ” จัดเป็นการแสวงหาความรู้แบบกลุ่ม “ประจักษ์นิยม–ประสบการณ์นิยม”  [Empiricism] ที่มุ่งเน้นเป็นแบบ “วัตถุนิยม” [Materialism] และ “สัจจนิยม–Realism” กับ “บริโภคนิยม–Consumerism” ทุกอย่างที่เป็นความจริงต้องสามารถสังเกตเห็นได้ด้วยประสาทสัมผัสทั้ง ๕ [ตา–หู–จมูก–ลิ้น–กาย] ตามหลักการวิจัย [กระบวนการค้นหาความจริง–Discovery Procedures or Best Practice] แล้วมีความเชื่อโดยรากฐานที่พัฒนามาจากการผสมผสานกับองค์ความรู้ด้านหลักปรัชญา [การใช้เหตุผลไตร่ตรอง] นั่นคือ “จินตามยปัญญา–โยนิโสมนสิการ” ซึ่งจัดเป็นการแสวงหาความรู้แบบกลุ่ม “เหตุผลนิยม” [Rationalism] และ “สัจจนิยม–Realism” กับ “จิตตนิยม–Idealism” แต่อย่างไรก็ตาม ทั้งฝ่ายองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์และทางปรัชญานั้น ก็มีบาทฐานการวิวัฒน์พัฒนามาจากความเชื่อทางศาสนา โดยมีวิธีการแสวงหาความรู้ตามแนว “สัญชาตญาณนิยม” [Intuitionism] ที่เรียกว่า “วิธีการอัชฌัตติกญาณ–ปัญญาญาณ” [Intuition] โดยจำแนกการค้นหาความรู้ออกเป็น ๒ ลักษณะ ได้แก่ (๑) “วิวรณ์” [Revelation] คือ การเปิดเผยจากพระเจ้า เช่น คริสต์ศาสนา กับ (๒) “ภาวนามยปัญญา” คือ เจริญภาวนากรรมฐาน หรือการมนสิการกรรมฐาน ซึ่งจำแนกออกเป็น ๒ อย่าง ได้แก่ (๑) สมถภาวนา คือ อารัมมณูปนิชฌาน–การเพ่งอารมณ์ ได้แก่ สมาบัติ ๘ กับ (๒) วิปัสสนาภาวนา คือ ลักขณูปนิชฌาน–การเพ่งลักษณะของนามรูปโดยไตรลักษณ์ ได้แก่ วิปัสสนา–มรรค–และ–ผล โดยมีลำดับขั้นตอนการพัฒนา ๓ ขั้น หรือ “3Is Theory” [อ้างอิงใน: http://pantip.com/topic/30596611] ดังนี้

 

ขั้นที่ (๑) เป็นเรื่อง “สัญชาตญาณ” [Instinct] ซึ่งมีอยู่แล้วในทุกคน เช่น เวลามีภัยมาถึงตัวก็รู้จักหลบหลีกอย่างนี้ เป็นต้น ซึ่งหากเรามีสัญชาตญาณอย่างเดียวเราก็ไม่ต่างจากสัตว์ เพราะฉะนั้นเราต้องพัฒนาสู่ขั้นที่ ๒ ต่อไป

 ขั้นที่ (๒) เป็นเรื่อง “ปรีชาญาณ” [Intellect] ได้แก่ การรับรู้ เข้าใจ รู้จักตัดสินใจ รู้จักคิดค้น โดยใช้สมองในการวิเคราะห์ เมื่อมีส่วนที่เป็นจิตสำนึก ส่วนนี้ทำให้เราแตกต่างจากสัตว์อื่นๆ แต่ก็ไม่ได้หมายความ ว่าเราเป็นมนุษย์จนกว่าจะถึงขั้นที่ ๓ ต่อไป

ขั้นที่ (๓) เป็นเรื่อง “ปัญญาญาณ” [Intuition] เป็นการเข้าถึงสภาวะจิตใจที่ทำให้เราเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ ปัญญาญาณเป็นส่วนที่เป็นจิตเหนือสำนึก เป็นเรื่องของการหยั่งรู้ [ญาณ–Insight คือ วิปัสสนาพละ] เป็นการรับรู้แบบปิ๊งแว้บ [ทัสสนะ–Vision คือ สมถพละ] เป็นการรู้ที่ก้าวข้ามตรรกะและเหตุผล

 

แต่อย่างไรก็ตาม ทั้ง ๓ สิ่งนี้ มีความเชื่อมโยงกัน กล่าวคือ “ปรีชาญาณ” [Intellect] เป็นสะพานที่จะทำให้คนก้าวไปสู่ “ปัญญาญาณ” [Intuition] ได้ แต่คนหลายคนกลับคิดว่า การพัฒนาปัญญาทั้งหลายที่ก้าวมาถึงขั้นนี้ได้ ก็เพียงพอแล้ว ซึ่งถ้าหากเขาพยายามต่อไปอีกขั้น บุคคลนั้นก็จะสามารถเข้าถึงสภาวะของจิตที่แท้จริงได้ และจะส่งผลดีต่อการดำเนินชีวิตประจำวันไม่น้อยทีเดียว ในเรื่อง “ปัญญาญาณ” ที่สามารถนำมาใช้งานได้นั้น ยกตัวอย่างของ “ดร. อาจอง ชุมสาย ณ อยุธยา” นักวิทยาศาสตร์ของไทยที่ได้ไปทำงานที่องค์การนาซ่า ที่ต้องคิดเรื่องชิ้นส่วนของ “ยานไวกิ้ง” [The Viking 1 Lander Spacecraft] ที่จะลงไปสำรวจดาวอังคาร คิดอยู่นานหลายวัน แต่ก็คิดไม่ออก แม้จะพยายามครุ่นคิดอย่างถึงที่สุดแล้วก็ตาม จนในที่สุด “ดร. อาจอง ชุมสาย ณ อยุธยา” ได้หยุดพัก ไม่คิด แล้วหันไปฝึกสมาธิชั่วขณะหนึ่ง เนื่องจาก ปกติท่านเป็นคนที่ชอบทำสมาธิอยู่แล้ว และในทันใดนั้นเองก็เกิดปิ๊งแว้บขึ้นมาได้คำตอบของส่วนประกอบของ “ยานไวกิ้ง” [The Viking 1 Lander Spacecraft] นั้น ผุดขึ้นมาในใจ ซึ่งท่านก็สามารถนำไปออกแบบและใช้งานได้เป็นผลสำเร็จได้จริง

 

 

 

 

ดร. อาจอง ชุมสาย ณ อยุธยา

 

[ความสำเร็จขององค์การนาซาในการสำรวจดาวเคราะห์ที่ต่อเนื่องมาจากโครงการอพอลโล่ ซึ่งครั้งนี้เน้นการสำรวจดาวอังคารโดยเฉพาะ โดยการส่ง “ยานไวกิ้ง 1” ขึ้นไปสำรวจดาวอังคาร เมื่อเดือนสิงหาคม ปี ค.ศ. 1975]

 


NASA - NSSDCA – Spacecraft:  Image of the Viking 1 Lander Spacecraft

[See More Details: http://nssdc.gsfc.nasa.gov/nmc/spacecraftDisplay.do?id=1975-075C]

 

Description

The Viking project consisted of launches of two separate spacecraft to Mars, Viking 1, launched on 20 August 1975, and Viking 2, launched on 9 September 1975. Each spacecraft consisted of an orbiter and a lander. After orbiting Mars and returning images used for landing site selection, the orbiter and lander detached and the lander entered the martian atmosphere and soft-landed at the selected site. The orbiters continued imaging and other scientific operations from orbit while the landers deployed instruments on the surface. The fully fueled orbiter-lander pair had a mass of 3530 kg. After separation and landing, the lander had a mass of about 600 kg and the orbiter 900 kg. The lander was encased in a bioshield at launch to prevent contamination by terrestrial organisms.

 

<<< แปลภาษา >>>

[รายละเอียด

โครงการไวกิ้งประกอบด้วยการปล่อยยานอวกาศไปยังดาวอังคารที่แยกเป็น 2 ยาน ได้แก่ ยานไวกิ้ง 1 เปิดตัวที่ 20 สิงหาคม 1975 และยานไวกิ้ง 2 เปิดตัวที่ 9 กันยายน 1975 ยานอวกาศแต่ละชุดต่างประกอบด้วยยานโคจรและยานลงจอด หลังจากที่โคจรรอบดาวอังคารและส่งภาพกลับมาเพื่อบอกสถานที่การลงจอดยาน  ยานโคจรกับยานลงจอดแยกกัน และยานลงจอดได้โคจรเข้าสู่บรรยากาศดาวอังคารและล่องลงอย่างนุ่มนวลที่สถานที่ที่ได้กำหนดไว้ ส่วนยานโคจรนั้น ยังคงการถ่ายภาพและดำเนินภารกิจทางวิทยาศาสตร์จากวงโคจร ในขณะยานลงจอดได้ใช้เครื่องมืออุปกรณ์บนพื้นผิว ยานอวกาศทั้ง 2 มีเชื้อเพลิงเต็มอัตรา มีน้ำหนัก 3530 กิโลกรัม หลังจากแยกตัวและลงจอด ยานลงจอดมีน้ำหนักประมาณ 600 กก.  และยานโคจรมีน้ำหนัก 900 กิโลกรัม ยานลงจอดห่อหุ้มด้วย Bioshield ขณะล่องลงจอด เพื่อป้องกันการปนเปื้อนสิ่งมีชีวิตต่างดาว]

 

 

            ด้วยเหตุนี้ ถ้าบุคคลนั้น เป็นพุทธมามกะอย่างแท้จริง ก็จะกลายเป็นบุคคลมีองค์ความรู้ในคติ ๓ อย่าง ได้แก่ (๑) ศาสนา (๒) ปรัชญา และ (๓) วิทยาศาสตร์ ในความเป็นจริง บุคคลผู้เป็น “อริยบุคคล” หรือ “ทักขิไณยบุคคล” จะมีศาสตร์แห่งคติทั้ง ๓ โดยปริยาย ไม่ต้องอาศัยใบวุฒิบัตรรับรองแต่ประการใดเลย ดังเช่น พระอรหันตขีณาสพเจ้าทั้งหลาย ผู้เป็นอริยสาวกของพระพุทธเจ้า ไม่ใช่กลุ่มสมมติสงฆ์ที่ยังปฏิบัติผิดปฏิบัติถูกในพระธรรมวินัยนี้ ฉะนั้น พุทธศาสนาจึงมีอิทธิพลต่อพุทธปรัชญา และศาสตร์ทั้ง ๒ ด้าน นี้ ก็มีอิทธิพลต่อ สัจจธรรมแห่งพุทธศาสตร์ [วิทยาศาสตร์] อย่างลึกซึ้งในเชิง “ภาคทฤษฎีต้นแบบ” [Prototype Theory] ทั้งหมด ที่พระพุทธเจ้าเป็นบุคคลผู้รู้แจ้งโลกและชีวิตทั้งหมดได้จริงๆ ก็ให้พวกมนุษย์ทั้งหลายได้ทำความเข้าใจให้ถูกต้องในเรื่องนี้กันจริงๆ จะได้ไม่เสียโอกาสในชีวิตของตนไปอย่างน่าเสียดาย คือ พากันตายก่อนได้ศึกษาพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า ที่เรียกว่า “ชนผู้หลงทิศ” ซึ่งเป็นผู้ไม่รู้จริงใน “อริยสัจจ์ ๔–เหตุผลในกาลทั้ง ๓–อิทัปปัจจยตา” [อวิชชา ๔–อวิชชา ๘] อนึ่ง พระธรรมของพระพุทธเจ้าได้อธิบายถึง “ปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ” [Natural Phenomena] ได้ทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นเชิงวัตถุนิยมหรือจิตตนิยมก็ตาม ปัญหาหลักก็คือ มนุษย์ไม่มีสมรรถนะทางปัญญาจะคิดพิจารณาได้ทั่วถึง คือ โง่เขลาเบาปัญญาที่จะเข้าถึงพระธรรมได้จริง ก็เลยสมประมาทพระธรรมนั่นว่าไม่เป็นจริง โง่ไม่พอยังชอบหาเวรนรกใส่กระบาลตนเองอีกต่างหาก  ก็เลยปฏิเสธไม่นับถือศาสนา ว่าเป็นเรื่องไม่จริง แต่แปลกที่ว่า เวลาตายกลับให้สวดพระอภิธรรมศพเพราะกลัวตกนรก ทำไมไม่โยนศพพวกนี้ทิ้งตามกองขยะให้เทศบาลมาเก็บไปทิ้งเหมือนหมาตายตัวหนึ่ง “อวิชชา” ทั้งหลายจะปิดบังปัญญาให้อ่อนกำลังลง เพราะคิดไม่ออกบอกไม่ถูก รอให้พวกนักวิชาการฝรั่งสรุปให้ฟังก่อน แล้วจึงลงมติที่ประชุมว่าเป็นจริง ความอาภัพทางความคิดนี้ คนบ้านเราชำนาญเป็นพิเศษอย่างยิ่ง จองหองกันจนไม่ได้ดีทั้งสังคม โทษของความโง่จะเกิดคู่กับความทุกข์ยากลำบาก ความฉิบหาย ความหายนะ พร้อมความเดือดร้อนที่เกิดขึ้นอย่างไม่รู้จบ ซึ่งจะถึงพร้อมด้วยสังกิเลสทั้งหลายเข้าครอบงำอยู่เรื่อยไป ได้แก่ โสกะ–ปริเทวะ–ทุกข์–โทมนัส–อุปายาส เป็นธรรมดา เรื่องง่ายๆ แค่นี้ ก็คิดให้ได้ก็แล้วกัน เดี๋ยวตายก่อนเวลาอันควร พระพุทธศาสนาเป็นแนวทางปฏิบัติไปสู่ความสงบสุข หรือ “สันติบทแห่งนิพพาน” คือ เริ่มจากสุขน้อยๆ เพิ่มขึ้นไปตามระดับ “ภูมิรู้–ภูมิธรรม–ภูมิปัญญา” ที่มีอยู่ในแต่ละบุคคล จนถึงขั้นรู้แจ้งเห็นจริงในธรรมทั้งหลาย ด้วยสมถพละและวิปัสสนาพละ จนสามารถตรัสรู้โดย “สัมโพธิญาณ” ได้ ที่เรียกว่า “วิมุตติสุข” อันเป็นความปีติสูงสุด ที่ให้ผลแห่งการปฏิบัติตามอริยมรรค แต่อย่างไรก็ตาม ก็อย่าเชื่อตามที่ได้บรรยายมา ต้องลงมือปฏิบัติด้วยตนเองให้เห็นมรรคผลตามเป็นจริง

พระพุทธเจ้าทรงพิจารณาเห็นชีวิตเป็นทุกข์ คำว่า “ชีวิต” [Life] หมายถึง “ขันธ์ ๕: รูป–เวทนา–สัญญา–สังขาร–วิญญาณ” ความทุกข์เกิดขึ้นจากการมีเจตนาเข้าไปปรุงแต่งในเบญจขันธ์ ตามอำนาจกิเลสที่เข้ากลุ้มรุมจิตใจของตน แล้วคิดว่าความคิดนั้น ต้องเป็นจริง โดยปฏิเสธสัจจธรรมโดยไตรลักษณ์ [อนิจจัง–ทุกขัง–อนัตตา] กลับไปยึดมั่นถือมั่นความนึกคิดนั้น ว่าเป็นจริง ที่เรียกว่า “อุปาทานขันธ์ ๕ เป็นทุกข์” [อุปาทานทุกข์] เพราะฉะนั้น พระพุทธเจ้าจึงทรงชี้แนะให้เห็น “ขันธ์ ๕ เป็นทุกข์” ด้วยการใช้ปัญญาและเหตุผลในการพิจารณาไตร่ตรอง ต่อจากนั้น ก็ให้เห็นเหตุแห่งทุกข์โดยอวิชชาด้วยปัญญาเห็น “ปฏิจจสมุปบาท–ปัจจยาการ” ในองค์ประกอบปัจจัยทั้ง ๑๒ อย่าง แล้วพิจารณาสภาวธรรมด้วยปัญญาเห็นไตรลักษณ์ [สัมมสนญาณ] แล้วค่อยเห็นสภาวะที่ปราศจากทุกข์ เป็นสุขปกติ เป็นวิมุตติสุข แล้วค่อยพัฒนาปัญญาเห็นข้อประพฤติปฏิบัติเพื่อหลีกหนีให้หลุดพ้นจากกิเลสอาสวะทั้งหลาย ทั้งหลายทั้งปวงนี้ เรียกว่า “อริยสัจจ์ ๔” [ทุกข์–สมุทัย–นิโรธ–มรรค] หมายถึง ความจริงอันประเสริฐ ความจริงของพระอริยะ ความจริงที่ทำให้ผู้เข้าถึงกลายเป็นอริยะ อนึ่ง ในขั้นตอนนี้ เป็นกระบวนการคิดที่ซับซ้อนมายยิงขึ้น เพราะเป็นการแยกปัญญาออกเป็น ๒ ระดับ ได้แก่ (๑) โลกียธรรม กับ (๒) โลกุตตรธรรม หรือ (๑) วัฏฏะ กับ (๒) วิวัฏฏะ–นิพพาน ยิ่งผู้มาปฏิบัติธรรมเป็นผู้ทนทุกข์ทรมานอยู่ด้วยอกุศลมูลทั้งหลาย ได้แก่ โลภะ–โทสะ–โมหะ อย่างหนักหน่วง ก็ต้องปฏิบัติทั้งยากลำบากและรู้ผลได้ช้า [ทุกฺขา ปฏิปทา ทนฺธาภิญญา] คือ ปฏิบัติลำบาก ทั้งรู้ได้ช้า เลยฟุ้งซ่านไปว่า พระธรรมนี้ไม่เป็นจริง ไปไม่ถึงวิวัฏฏะ ขออยู่ในวัฏฏะหรือสังสารวัฏฏ์ดีกว่า

ฉะนั้น การปฏิบัติธรรมจึงประกอบด้วย ๓ ขั้นตอน ได้แก่ (๑) ไม่ทำชั่วทั้งปวง คือ ผู้รู้–อธิปัญญาสิกขา (๒) ทำแต่ความดี คือ ผู้ตื่น–อธิสีลสิกขา และ (๓) ทำจิตให้สะอาดบริสุทธิ์ คือ ผู้เบิกบาน–อธิจิตตสิกขา [ปฐมพุทธโอวาท ๓–สัมมัปปธาน ๔] ทั้งหมดประกอบด้วยการใช้ปัญญาและเหตุผล [โยนิโสมนสิการ] เมื่อมีศีลบริสุทธิ์ จิตบริสุทธิ์ ปัญญาบริสุทธิ์ ด้วย นั่นคือ การเกิดปัญญาเห็นแนวทางปฏิบัติอันประเสริฐ [บุพนิมิตแห่งมรรค ๗: กัลยาณมิตตตา–สีลสัมปทา–ฉันทสัมปทา–อัตตสัมปทา–ทิฏฐิสัมปทา–อัปปมาทสัมปทา–โยนิโสมนสิการสัมปทา] ที่เรียกว่า “อริยมรรคมีองค์ ๘” [ไตรสิกขา–สิกขา ๓: ศีล–สมาธิ–ปัญญา] โดยเริ่มต้นจากปัญญาที่ถูกต้อง [อริยสัจจ์ ๔] ดำเนินด้วยศีลที่ถูกต้อง และนำไปสู่ปัญญาด้วยจิตที่บริสุทธิ์ ซึ่งเป็นลำดับข้อปฏิบัติปฏิปทาที่ถูกต้องใน “อริยมรรคมีองค์ ๘” และเป็นองค์ประกอบสำคัญในการตรัสรู้ถึง “สัมโพธิญาณ” [อาสวักขยญาณ] ตามแนวทางปฏิบัติโดย “โพธิปักขิยธรรม ๓๗–อภิญญาเทสิตธรรม ๓๗–สันติธรรม–มรรคภาวนา” ได้แก่ สติปัฏฐาน ๔–สัมมัปปธาน ๔–อิทธิบาท ๔–อินทรีย์ ๕–พละ๕–โพชฌงค์ ๗–มรรคมีองค์ ๘ เมื่อเกิดปัญญาเห็นธรรม [ทิพพจักขุญาณ–สัมมสนญาณ ได้แก่ หลักปฏิจจสมุปบาท กับ หลักไตรลักษณ์] แล้ว ย่อมตามด้วยปัญญาตรัสรู้ธรรมทั้งปวงได้เช่นกัน ที่เรียกว่า “สัมโพธิญาณ” [อาสวักขยญาณ] นั่นเอง

ในอันดับต่อไปนี้ เมื่อผู้ปฏิบัติธรรมเห็น “อุปาทานขันธ์ ๕ เป็นทุกข์–อุปาทานทุกข์” ต้องเกิดปัญญาพิจารณาเห็นธรรมในการดับทุกข์ได้ด้วย “วิปัสสนาญาณ ๙” [ปฏิปทาญาณทัสสนวิสุทธิ ข้อ ๖ ในวิสุทธิ ๗] นั่นคือ “การทุบขันธ์ ๕” จึงจะข้ามโคตรจากปุถุชนไปสู่ความเป็นอริยบุคคลได้ [มรรค ๔–ผล ๔] จนสามารถบรรลุถึง “อาสวักขยญาณ–อรหัตตผลวิมุตติ” ที่เรียกว่า “นิพพาน–การดับขันธปรินิพพาน” [นิพพาน ๒: สอุปาทิเสสนิพพาน–อนุปาทิเสสนิพพาน] คือ สภาวะแห่งจิตที่หลุดพ้นจากทุกข์และอาสวะทั้งหลายอย่างสมบูรณ์แล้ว การบรรยายเพียงสั้นๆ แค่นี้ ก็ใช่ว่าทุกคนรู้เข้าใจแล้ว จะบรรลุธรรมวิเศษนี้ได้ง่ายนัก แต่ถ้ายังไม่เห็นจริงก็ยิ่งบรรลุธรรมวิเศษนี้ไม่ได้เลย ก็ต้องหมั่นเพียรเจริญ “โพธิปักขิยธรรม ๓๗” ต่อไปจนกว่าจะบรรลุเป้าหมายของตนให้ได้ อาจจะใช้เวลาหลายๆ ชาติก็ได้ ก็อยู่ที่การสั่งสมบุญบารมีของตนเป็นสำคัญ หรือในชาตินี้มีวาสนาแสวงหาได้ถึง “อนุตตริยะ ๖” หมายถึง ภาวะอันอยดเยี่ยมที่เกื้อกูลการบรรลุธรรมวิเศษได้ ได้แก่ ทัสสนานุตตริยะ–สวนานุตตริยะ–ลาภานุตตริยะ–สิกขานุตตริยะ–ปาริจริยานุตตริยะ–อนุสสตานุตตริยะ ซึ่งคุณธรรมเหล่านี้ ก็เป็นเหตุให้หลุดพ้นจากสังกิเลสทั้งหลาย จนสามารถบรรลุถึง “ญายธรรม” ทำให้แจ้งซึ่งนิพพานได้ ดังเช่น บรรดาลูกศิษย์ของพระสงฆ์สาวกอริยเจ้าทั้งหลายในยุคปัจจุบัน ผู้มีโอกาสเข้าถึงธรรมวิเศษได้มากกว่าคนอื่นๆ แต่อย่างไรก็ตาม ในลำดับการบรรลุธรรมวิเศษนี้ ผู้จะบรรลุต้องประกอบด้วยธรรม ๓ อย่าง ที่เรียกว่า “อนุตตริยะ ๓” หมายถึง ภาวะอันเยี่ยม ได้แก่ ทัสสนานุตตริยะ–ปฏิปทานุตตริยะ–วิมุตตานุตตริยะ ซึ่งในขั้นนี้ จึงจะทำให้เห็นแจ้งซึ่งนิพพานด้วยตนเองโดยชอบ [สัมมัตตะ ๑๐–อริยมรรคมีองค์ ๑๐–อเสขธรรม–สัมมาวิมุตติ] อย่างแท้จริง ดังเช่น พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงกระทำประพฤติปฏิบัติอย่างถูกต้องและยอดเยี่ยมเป็นตัวอย่างมาแล้วครั้นพุทธกาลที่ผ่านมา

ดังนั้น ธรรมทังหลายมีแหล่งกำเนิดจากเบญจขันธ์ทั้งปวง อันมาจากตัวตนของตนเอง แล้วค่อยอุปมานถึงธรรมทั้งหลายอันอยู่ภายนอกตน อันธรรมเสมอธรรมตามปรมัตถสัจจะ การไม่เข้าใจตนเองหรือเข้าใจอย่างผิดๆ ย่อมไม่สามารถเข้าถึง “กระแสแห่งอริยมรรค” ได้ เพราะคนหลงใหลเสียสติย่อมรู้แจ้งเห็นจริงในธรรมทั้งหลายไม่ได้อย่างแน่นอน ไม่สามารถเกิดปัญญาเห็นธรรมทั้งหลายได้ [ธรรมจักร] อนึ่งนั้น ความรู้ทางโลก [เดรัจฉานวิชา–ปัญญาสามัญ: สุตมยปัญญ–จินตามยปัญญา] ทั้งหลายนั้น ก็เป็นได้แค่ฐานในเกิดรวมกับ “ภาวนามยปัญญา” ในวิปัสสนาภูมิ ไม่ใช่ปัญญาที่ทำให้หลุดพ้นจากกิเลสและกองทุกข์ทั้งปวง ด้วยเหตุนี้ ถ้าจะว่าไปแล้ว อายุขัยช่วงปลายของชีวิตของทุกคนนั้น จึงถือเป็นช่วงเวลาอันมีค่าในการแสวงหาความเจริญอันประเสริฐที่จะเป็น “สัจจภาวะแห่งนิพพาน” ก็อยากให้ได้ดีกัน จึงบรรยายมาถึงขั้นนี้ ที่เหลือก็เลือกทำเอาเองทุกๆ คน อย่าประมาทเวลาและพระธรรมของพระพุทธเจ้าก็แล้วกัน ขอความสวัสดี จงมีแก่ท่านทั้งหลายด้วยดีโดยเอื้อเฟื้อ.

 

 

 

 

Visitor Number:
4739537