๗๖. อคติและวิปลาสนำไปสู่วิบัติ   

         Prejudice and Distortion Leading to Failure  

 

ขอน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น
 In Honor of the Blessed One of the Fully Enlightened One

By Nithee Siripat – Siripat.com and Academiae Network. 2016

Your Reading Number:  509  

 

ความสำคัญของบทความ

 

ในการบรรลุมรรคผลแห่งการปฏิบัติธรรมนั้น คือ ขั้นตอนสำคัญทางสมาธิกับปัญญาในการดับความไม่รู้จริงแห่งอวิชชาทั้งหลาย [อวิชชา ๔–อวิชชา ๘] โดยเฉพาะความไม่รู้จริงแห่งอวิชชาที่รู้เห็นอย่างประจักษ์แจ้งด้วยการเจริญปัจจัยธรรมทั้งหลาย ที่เรียกว่า “ปฏิจจสมุปบาท ๑๒–ปฏิจจสมุปปันนธรรม ๖” [วิชชา: จุตูปปาตญาณ –ทิพพจักขุญาณ หรือ วิปัสสนาญาณ: ปัจจยปริคคหญาณ] หรือในอีกนัยหนึ่ง คือ การได้ปรีชาสามารถในการหยั่งรู้หยั่งเห็นด้วย “ญาณทัสสนะ” ในการกำหนดรู้สมุทัยสัจจ์ [กังขาวิตรณวิสุทธิ ข้อ ๔ ในวิสุทธิ ๗: ธรรมฐิติญาณ–ยถาภูตญาณ–สัมมมทัสสนะ] ที่ทำให้เกิด “ปัญญาเห็นธรรม–ดวงตาเห็นธรรม–ธรรมจักษุ” [โลกียญาณ] จนสามารถบรรลุถึง “การทุบอุปาทานขันธ์ ๕” ได้ และข้ามโคตรจากปุถุชนถึง “ความเป็นอริยบุคคล” [ญาณทัสสนวิสุทธิ–องค์ความรู้ทั้งหมดในอริยสัจจ์ ๔ หรืออริยมรรค] ได้ เพราะความบริสุทธิ์แห่งไตรสิกขา [อธิสีลสิกขา–อธิจิตตสิกขา–อธิปัญญาสิกขา] ในอันดับสุดท้ายโดยปรมัตถ์นั้น คือ การบรรลุความตรัสรู้ถึง “สัจจภาวะแห่งนิพพาน” โดยการได้ “สัมมาสัมโพธิญาณ” นั้นเอง ในความสำเร็จอันยิ่งใหญ่แห่งการเจริญภาวนากรรมฐานดังกล่าวนี้ เกิดจากความมุมานะพากเพียรด้วยความอดทนแห่งขันติ ที่มีองค์ประกอบสำคัญ ได้แก่ (๑) ปัญญา คือ ความพึงพาตนเอง กับ (๒) กรุณา คือ ความเป็นที่พึ่งของคนอื่นได้ อันแสดงถึง “สัจจภาวะแห่งพุทธะ” ด้วย “สัมมาปฏิปทาแห่งอริยมรรคมีองค์ ๘” นั่นคือ (๑) ความเป็นผู้รู้–อธิปัญญา (๒) ความเป็นผู้ตื่น–อธิศีล และ (๓) ความเป็นผู้เบิกบาน–อธิจิตต์ อันเป็นขั้นสูงสุดในพระธรรมวินัยนี้.

 

 

    File Download of Reading References

 
Dictionary of Numerical Dhammas — พจนานุกรมพุทธศาสน์ หมวดธรรม
  Dictionary of Buddhist Terms — พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์
  English Dictionary of Buddhist Terms and Doctrines — พจนานุกรมพุทธศาสน์ คำศัพท์และหลักธรรม

 

บทความที่ ๗๖ ประจำปี ๒๕๕๙ – อคติและวิปลาสนำไปสู่วิบัติ

 

ผู้ปฏิบัติธรรมจำนวนมากอาจมองข้ามความสำคัญของความสัมพันธ์ระหว่าง “อคติ” กับ “วิปลาส” ไป อันเป็นเหตุให้บุคคลนั้น พังทลายสู่ความหายนะ ที่เรียกว่า “วิบัติ” ที่คาดไม่ถึง เพราะความไม่รู้จริงแห่งวิชชา คำว่า “อคติ” หมายถึง ความประพฤติที่ผิด ความลำเอียง ได้แก่ (๑) ฉันทาคติ–ความอำเอียงเพราะชอบ (๒) โทสาคติ –ความลำเอียงเพราะชัง (๓) โมหาคติ –ความลำเอียดเพราะหลง (๔) ภยาคติ –ความลำเอียงเพราะกลัวภัย ส่วน คำว่า “วิปลาส ๔” หมายถึง ความรู้เห็นคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริง ได้แก่ (๑) สัญญาวิปลาส–หมายรู้ผิดพลาดจากความเป็นจริง (๒) จิตตวิปลาส–ความคิดผิดพลาดจากความเป็นจริง  (๓) ทิฏฐิวิปลาส–ความเห็นผิดพลาดจากความเป็นจริง โดยเฉพาะเชื่อถือไปตามสัญญาวิปลาส หรือจิตตวิปลาสนั้น (๔) ความบกพร่องปัญญาเห็นธรรมโดยไตรลักษณ์ [อนิจจสัญญา–ทุกขสัญญา–อนัตตสัญญา] และ อสุภสัญญา ในข้อนี้กล่าวโดยรวม คือ (๑) วิปลาสในสิ่งที่ไม่เที่ยง ว่าเที่ยง (๒) วิปลาสในสิ่งที่เป็นทุกข์ ว่าเป็นสุข (๓) วิปลาสในสิ่งที่ไม่เป็นตัวตน ว่าเป็นตัวตน (๔) วิปลาสในสิ่งที่ไม่งาม ว่างาม ฉะนั้น สภาวะแห่งจิตของบุคคลนั้น ไม่เป็นสมาธิ ประกอบด้วยความฟุ้งซ่านอย่างสมบูรณ์ มีอวิชชาปิดกั้นปัญญาให้พิจารณาไม่เห็นธรรมตามเป็นจริงหรือตามกำหนดธรรมดา [กฎธรรมชาติ] กล่าวคือ ยอมแพ้ต่ออำนาจความงำของกิเลสทั้งหลาย ผลวิบากแห่งนิสสันท์ คือ วิบัติใน ๔ คติธรรม ได้แก่ (๑) ศีลวิบัติ–เสียศีลทุศีล (๒) อาจารวิบัติ–เสียความประพฤติ (๓) ทิฏฐิวิบัติ–ผิดธรรมผิดวินัยด้วยความเห็นคลาดเคลื่อน (๔) อาชีววิบัติ–ประกอบมิจฉาชีพ กล่าวโดยสรุป กลายเป็นบุคคลต้องอาบัติปาราชิก หรือมีมีคุณสมบัติในการถือครองเพศสมณะ และไม่จัดอยู่ในฐานะของพุทธบริษัททั้ง ๔ กลุ่ม ได้แก่ ภิกษุ–ภิกษุณี–อุบาสก–อุบาสิกา เป็นบุคคลที่ไม่สามารถสั่งสอนพระธรรมได้ หรือเป็นผู้ยอมแพ้ต่อกระแสแห่งโลกธรรมอย่างบริบูรณ์ ได้แก่ มียศ–เสียยศมีลาภ–เสียลาภมีสรรเสริญ–มีนินทามีสุข–มีทุกข์ ๑ อันเกิดสลับสับเปลี่ยนในจิตใจไม่สิ้นสุด หมดโอกาสในการรู้แจ้งเห็นจริงด้วยปัญญาเห็นธรรมตามที่เป็นจริง ในลำดับสุดท้าย ก็เกิดความเสื่อมศรัทธรเลื่อมใสในพระรัตนตรัย ไม่เชื่อความจริงใน “กฎแห่งกรรม” และ “กัมมัสสกตา” ว่า สัตว์ทั้งหลายมีกรรมเป็นของตน จึงไม่มี “หิริ” กับ “โอตตัปปะ” กล้าที่จะประพฤติชั่วได้และคิดชั่วได้ [มิจฉากัมมัตะ–มิจฉาสังกัปปะ] แต่ถ้าพิจารณาง่ายๆ คือ กลายเป็นบุคคลที่ไม่มีสัญญาณเครื่องบ่งบอกว่าจะเข้าถึง “กระแสแห่งอริยมรรคมีองค์ ๘” ได้เลย หมดโอกาสบรรลุเข้าถึง “โลกุตตรธรรม” ในกาลต่อไป

แต่อย่างไรก็ตาม เหตุแห่งความวิบัตินั้น ย่อมเกิดจากความไม่เชื่อ ความไม่ศรัทธาเลื่อมใสในคำสอนของพระพุทธเจ้า ซึ่งผู้ปฏิบัติธรรมจะต้องประพฤติปฏิบัติด้วยสัมมาปฏิปทา เพื่อไตร่ตรอง พิสูจน์ ให้เห็นความจริงตามเป็นจริงด้วยตนเอง นั่นคือ มีความเห็น มีความนึกคิด ที่ประกอบด้วยปัญญาและเหตุผล อันเป็นการพัฒนากระบวนความคิดอย่างถูกวิธีขั้นสูง ที่มีรากฐานด้วยกระบวนการศึกษาค้นคว้าปฏิบัติโดย “ไตรสิกขา” ได้แก่ อธิสีลสิกขา–อธิจิตตสิกขา–อธิปัญญาสิกขา โดยมีข้อสรุปลงที่ข้อคุณธรรมทั้ง ๘ ประการ ตาม “อริยมรรคมีองค์ ๘” เพื่อนำไปสู่การค้นหาความจริงโดย “อริยสัจจ์ ๔” และกระบวนการคิดโดย “โยนิโสมนสิการแห่งจินตามยปัญญา” ซึ่งประกอบด้วย (๑) ปฏิจจสมุปบาท ๑๒ กับ (๒) ปฏิจจสมุปปันนธรรม ๖ เมื่อเกิด “สภาวะแห่งญาณสัมปยุตต์” ตามเป็นจริง “ปัญญาญาณ” ทั้งหลายที่อุบัติขึ้นใน “วิปัสสนาภูมิ” จึงเรียกว่า “ภาวนามยปัญญา” ซึ่งก็สัมปยุตต์ด้วย “สุตมยปัญญา–ปรโตโฆสะ” กับ “จินตามยปัญญา–โยนิโสมนสิการ” นั่นเอง ฉะนั้น “ภาวนามยปัญญา” จึงเป็น “ญาณทัสสนะ” [ปัญญาหยั่งรู้สติหยั่งเห็น–สติสัมปชัญญะ] ที่ทำให้เกิด “ปัญญาญาณ” [Intuition] ที่เรียกว่า “ญาณทัสสนวิสุทธิ” [โลกุตตรมรรค] หรือ “ยถาภูตญาณทัสสนะ” หมายถึง การหยั่งรู้หยั่งเห็นสภาวธรรมตามเป็นจริงโดยความสัมพันธ์แห่งเหตุปัจจัยที่ปรุงแต่งสภาวธรรมขึ้น ญาณในวิปัสสนาเหล่านี้ จะทำหน้าที่เกื้อหนุนให้บรรลุถึงความตรัสรู้ธรรมทั้งปวงได้โดย “สัมโพธิญาณ” [สัมโพธะ–อาสวักขยะ: Enlightenment] เมื่อ “ปัญญาญาณ” ทั้งหลายอันเกิดขึ้นในวิปัสสนาภูมิแห่งกรรมฐานนั้น มาประชุมรวมกันอย่างเป็นเอกเทศหนึ่งเดียวกัน และเกิดความสว่างไสวด้วยความสงบสุขในใจ [อุปสมะ] จนเหลือข้อธรรมเอกว่า “อัปปมาทะ–ความไม่ประมาท” อันเป็นปัจฉิมโอวาทของพระพุทธเจ้า เรียกว่า “ญาณสัมปยุตต์–ธรรมสามัคคี” [Synchronization] อันเป็นสภาวะแห่งจิตที่หลุดพ้นจากกิเลสทั้งหลายและทุกข์ทั้งปวงแล้ว [นิพพาน–บรมธรรม–อมตธาตุ] นั่นคือ “สัมโพธะ–อาสวักขยะ” หรือความตรัสรู้–ความรู้แจ้งเห็นจริงแห่งปฏิเวธ จนสามารถบรรลุถึง “สัจจภาวะแห่งนิพพาน” [The Truths of Nirvana] ได้ อันดำเนินตามลำดับธรรมในคำสอนของพระพุทธเจ้าทุกประการ

ด้วยเหตุนี้ พุทธศาสนิกชนผู้หมั่นเพียรในการปฏิบัติธรรมเจริญภาวนากรรมฐานนั้น จึงต้องหมั่นตรวจสอบพิจารณากรรมฐาน [มนสิการกรรมฐาน] อยู่เนืองๆ ให้เกิดธรรมที่สมบูรณ์และไพบูลย์ยิ่งขึ้นไป ขั้นตอนการปฏิบัติธรรมจึงเปรียบเสมือนกับน้ำซึมบ่อทราย ที่ต้องค่อยๆ ประพฤติปฏิบัติสัมมาปฏิปทาอย่างต่อเนื่อง ไม่สามารถจบสมบูรณ์ลงในคราวเดียวกันทันทีได้ กว่าบุคคลจะลุได้ถึง “ดวงตาเห็นธรรม–ธรรมจักษุ” [The Eye of Truths] ในขั้นแรกนั้น จึงไม่ใช่เรื่องสามัญในสาธุชนทั่วไป ฉะนั้น กระบวนการตัดสินใจลงมือปฏิบัติธรรมในพระธรรมวินัยนี้ จึงเป็นเรื่องยากละเอียดอ่อนและรู้ผลได้ช้า ยิ่งเป็นบุคคลในยุคสมัยใหม่นี้ ยิ่งทวีคูณความยากขึ้นเป็นหลายเท่า เพราะปัจจัยสภาพแวดล้อมทางสังคมมีอิทธิพลต่อสภาวะแห่งจิตใจอย่างซับซ้อนมาก ดังนั้น ปัจจัยที่เป็นอุปสรรคต่อการปฏิบัติธรรมสำหรับสังคมสมัยใหม่ จึงแยกออกเป็น ๒ องค์ประกอบ ได้แก่ (๑) ปัจจัยภายในที่เป็นสภาวะแห่งจิตของผู้ปฏิบัติธรรม ที่ถูกกิเลสทั้งหลายครอบงำ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “นิวรณ์ ๕” และ “อุปกิเลส ๑๖” และ (๒) ปัจจัยภายนอกที่มีอิทธิพลต่อวิถีการดำเนินชีวิตและทำให้เกิดความทุกข์ โดยจำแนกออกเป็น ๒ ด้าน นั่นคือ (๑) สภาพสังคมและเศรษฐกิจ เช่น ภาวะพลเมืองล้นโลก ภาวะความอดอยาก ภาวะความก้าวกระโดยของการพัฒนาเทคโนโลยีสมัยใหม่ ภาวะระบบเศรษฐกิจและการเมืองยุคใหม่ เป็นต้น และ (๒) สภาพภัยธรรมชาติ เช่น ภาวะโลกร้อนด้วยก๊าซเรือนกระจก ภาวะความรุนแรงของภัยพิบัติทั่วโลก เป็นต้น ฉะนั้นปัจจัยทั้ง ๒ ประการ ดังกล่าวนี้มีพลังบีบคั้นร่างกายและจิตใจมนุษย์ให้แสวงหาหนทางเอาชีวิตรอดในทิศทางที่ไม่เจริญอย่างประเสริฐ โดยแสดงออกในกรรม ๓ อย่าง ได้แก่ กายกรรม–วจีกรรม–มโนกรรม ที่เรียกว่า “อกุศลกรรมบถ ๑๐” [อนริยปฏิเยสนา] แทนที่จะเลือกการแสวงหาอย่างประเสริฐ ที่เรียกว่า “อริยปริเยสนา” อันเป็นเหตุให้บุคคลแสวหาธรรมอันเกษม คือ “นิพพาน” กล่าวอีกนัยหนึ่ง ก็เป็นผู้มีปัญญาเห็นธรรมว่า ตนเป็นผู้มี ชาติ ชรา พยาธิ มรณะ โสกะ และ สังกิเลสทั้งหลายเป็นธรรมดา และเข้าใจรู้จักโทษข้อบกพร่องของสิ่งที่มีสภาพเช่นนั้น ด้วยการใช้ “ปัญญาญาณ” คือ “จุตูปปาตญาณ–ทิพพจักขุญาณ” [ปฏิจจสมุปบาท ๑๒–ปฏิจจสมุปปันนธรรม ๖] เพราะฉะนั้น จึงเห็นได้ว่า คนในยุคข้างหน้าจะมี “ปัญญาเห็นธรรม” ตามคำสอนของพระพุทธเจ้าได้ยากมากขึ้น จะมีปัญญาสูงกว่าพวกสัตว์เดรัจฉานเพียงเล็กน้อย มีกิจกรรมในชีวิตไม่แตกต่างจากสัตว์เดรัจฉาน ไม่มีมนุษยธรรมสมกับที่จะเรียกว่ามนุษย์ได้ ยิ่งในสังคมที่บ้านเมืองเปิดโอกาสให้คนชั่วได้ดีมากเท่าไหร่ ความเดือดร้อนเสียหายยิ่งแพร่กระจายสู่คนส่วนรวมของสังคมมากเท่านั้น เพราะสังคมนั้นนิยมชื่นชอบคนชั่ว คือ ความชั่วเจริญอย่างสุดรอบ [อกุศลกรรมบถ ๑๐] นั่นหมายความว่า ความเชื่อ ความศรัทธา ความนึกคิด ของผู้คนในยุคนั้น ประกอบด้วย “อคติ” และ “วิปลาส” สังคมจึงย่างสู่ความวิบัติเสียหายอย่างสมบูรณ์ อันมีสภาพที่เหนือความบรรยายจะอธิบายได้  ในอีกแนวคิดหนึ่งนั้น สภาพสังคมของมนุษย์เป็นสังคมแบบสัตว์เดรัจฉานพร้อมดีแล้ว สัตว์ที่แข็งแรงกว่าและฉลาดกว่า ย่อมดำรงเผ่าพันธุ์ของตนอยู่ได้ ซึ่งก็เป็นไปตามหลัก “การคัดเลือกโดยธรรมชาติ–ทฤษฎีการคัดเลือกโดยธรรมชาติ” [The Theory of Natural Selection] ในเชิงชีววิทยาของสิ่งมีชีวิต [Charles Darwin and Alfred Russel Wallace] ฉะนั้น คำว่า “เมตตาธรรม” [Loving-Kindness] กับ “กรุณาธรรม” [Compassion] จึงไม่สามารถเกิดขึ้นได้ในสังคมเช่นนั้น ทุกคนต้องการมีชีวิตอยู่รอด เพราะปัจจัยทุกอย่างมีอยู่อย่างจำกัดและศีลธรรมก็อ่อนกำลังลงด้วย

 

 

 

Charles Darwin: [12 February 1809 – 19 April 1882] An English Naturalist and Geologist

 

 

Alfred Russel Wallace: [8 January 1823 – 7 November 1913]

A British Naturalist, Explorer, Geographer, Anthropologist, and Biologist

 

 

นอกจากนี้ “มโนทุจริต ๓” ได้แก่ อภิชฌา–พยาบาท–มิจฉาทิฏฐิ ย่อมเป็นเหตุให้เกิด “วจีทุจริต ๔” ได้แก่ มุสาวาท–ปิสณาวาจา–ผรุสวาจา–สัมผัปปลาปะ และ “กายทุจริต ๓” ได้แก่ ปาณาติบาต–อทินนาทาน–กาเมสุมิจฉาจาร เมื่อสังคมส่วนใหญ่ปรารถนาในฝ่ายทุจริตกรรมเป็นเกณฑ์หลัก การยอมรับ “อคติ” [Prejudice] กับ “วิปลาส” [Distortion] ก็ย่อมเป็นไปได้ง่าย เป็นหนทางไปสู่ความวิบัติฉิบหายในที่สุด สภาวะแห่งจิตพอกพูนด้วยกิเลสนิวรณ์ได้ง่าย นั่นคือ กามฉันทะ–พยาบาท–ถีนมิทธะ–อุทธัจจกุกกุจจะ–วิจิกิจฉา–อรติ–อวิชชา–อกุศลธรรมทั้งหลาย คนพวกนี้จึงบอกบุญไม่รับ มีแต่ความกดดันในชีวิตให้เดือดร้อนตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นเวลาตื่นหรือนอนหลับก็ตาม คุณภาพชีวิตตกอยู่ใน “คติ ๔ แห่งอบายภูมิ” ได้แก นิรยะ–ติรัจฉานโยนิ–ปิตติวิสัย–อสูรกาย หรือ พวกไม่มีความสุขความเจริญ–พวกมืดมัวโง่เขลา–พวกกิวกระหายไร้สุข–พวกหวาดหวั่นไร้ความรื่นเริง การมีชีวิตร่วมอยู่กับคนพวกนี้ในจำนวนมากนั้น ก็ย่อมไม่แตกต่างกับการอยู่ร่วมกับพวกคนเสียสติ ผีบ้า นั่นเอง คนเหล่านี้ไม่มี “สติปัญญา” [Intelligence] ในการดับทุกข์ได้จริง ก็แค่ขอมีชีวิตอยู่ไปวันๆ ให้อยู่รอดเท่านั้นเอง วิธีประเมินผลสังคมใดเป็นเช่นนี้หรือไม่ ก็แค่ตรวจดูลักษณะรั้วบ้านจะสูงๆ คล้ายกับเรือนจำขังตัวเอง  ก็ทั้งที่ศาลยังไม่มีคำสั่งตัดสินบังคับ มีเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยในเกือบทุกที่ เพราะมีโจรชุกชุม ถ้ามองหน้ากัน ก็จะทำร้ายหรือห่ากันได้เหมือนหมากัดกัน ดังนี้ เป็นต้น นอกจากนี้ มีข้อสังเกตอีกประการหนึ่ง คือ กลุ่มรับผลประโยชน์และเอาเปรียบสังคมทุกด้าน จะอยู่รวมกันเป็นนิคมหมู่บ้านเฉพาะกลุ่ม โดยมักคิดเอาเองว่า พวกตนปลอดภัยจากพวกคนตกทุกข์ยากลำเข็ญ แม้บ้านจะหลังใหญ่แค่ไหน คนอาศัยก็ไม่มีความสุขหรอก ยิ่งหลังใหญ่แค่ไหนก็ทุกข์มากแค่นั้นเอง อย่างไรก็ตาม ทางรอดของผู้ปฏิบัติธรรม ก็ควรอยู่รวมกันเช่นกัน แต่ต้องเผยแผ่ “เมตตาธรรม” [Mercy or Loving-Kindness] ให้ทั่วถึงคนรอบข้างให้เป็นคนดีเช่นตน ให้ “อภัยทาน” [Forgivingness] ด้วยปัญญาประกอบด้วยเหตุผลเพื่อไม่ให้เสียธรรม มีปรารถนาให้ผู้อื่นพ้นทุกข์ ปัญญากับเหตุผลจะกลายเป็นยาวิเศษรักษา “สังคมพิการ” [Disabled Society] ให้กลายเป็น “สังคมอุดมปัญญา” [Knowledge Based Society or Learning Society] พูดจากภาษาเดียวกันก็รู้เรื่องเข้าใจกัน มีไมตรีจิตที่ประเสริฐต่อกัน ฉะนั้น “ความรัก–ความเมตตา–ปัญญาและเหตุผล”  [โยนิโสมนสิการ–วิชชา–ปัญญาญาณ–สติสัมปชัญญะ–อสัมโมหะ] จึงเป็นธรรมเครื่องดับทุกข์ในยามยากของมวลมนุษย์ได้จริงอย่างแน่นอน ไม่ใช่เงินและความมั่งคั่งเพียงอย่างเดียวที่ปราศจาการใช้ปัญญาและเหตุผล [อโยนิโสมนสิการ–อวิชชา–โมหะ] แต่อะไรจะเป็นอย่างไรต่อก็ตาม ก็ทุกอย่างนั้น ขึ้นอยู่ที่ “จิตใจ–มโน” [Mind] ของมนุษย์เท่านั้น.

 

 

 

 

Visitor Number:
4705599