๗๘. ความเบื่อหน่ายสังขารโลกทั้งหลายไม่ใช่กำแพงความคิดกั้นนิพพาน   

         Worldly Weariness Is not the Barrier against Nirvana  

 

ขอน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น
 In Honor of the Blessed One of the Fully Enlightened One

By Nithee Siripat – Siripat.com and Academiae Network. 2016

Your Reading Number:  471  

 

ความสำคัญของบทความ

 

ในการบรรลุมรรคผลแห่งการปฏิบัติธรรมนั้น คือ ไม่ถือมั่นยึดมั่นอะไรทั้งสิ้นที่เกี่ยวเนื่องอยู่กับโลกมนุษย์ นั่นคือ ไม่มีจิตผูกพันประกอบทุกข์อันใดกับ “สังขตธรรม” ที่เกิดจากการปรุงแต่งจากเจตนาของตนอันมีกิเลสทั้งหลายครองงำอยู่ในพื้นจิตสันดาน เช่น สังโยชน์อวิชชา หรือ ตัณหาแห่งปฏิจจสมุปบาท หรืออาสวะทั้งหลาย [กาม–ภพ–ทิฏฐิ–อวิชชา] เป็นต้น ที่เรียกว่า “สังสารวัฏฏ์: กิเลส–กรรม–วิบาก” บุคคลผู้ยอมแพ้ต่อกิเลสทั้งหลายนั้น ย่อมไม่เกิดปัญญาเห็นธรรมหรือสภาวธรรมทั้งหลายตามเป็นจริง เพราะยังพอใจติดใจอยู่กับสิ่งสมมติทั้งหลายเหล่านี้ อันเป็นภาพลวงตาหรือเป็นภาพมายา [นึกคิดสร้างขึ้นมาเองตามเจตนาแห่งกรรม–กรรมภพ] ไม่เป็นจริง ไม่เที่ยง เป็นทุกข์แห่งแปรปรวน และ ไม่มีตัวตนอันใดที่ต้องมีปรารถนาอยู่ด้วยทั้งสิ้นอีกต่อไป แม้ตัวตนของตนเองก็ยังเป็นสิ่งที่ไม่สะอาดแห่งปฏิกูลทั้งสิ้น เช่นกัน ไม่เห็นด้วยสิ่งที่นึกคิดในสภาวะแห่งจิต ไม่ยอมรับในความรู้สึกแห่งอินทรีย์ทั้งหลายในรูปร่างรูปขันธ์ทั้งหลายของตนอีกเช่นกัน ฉะนั้น ความเบื่อหน่ายในสังขารทั้งหลายนั้น จึงไม่ใช่อุปสรรคที่จะขัดขวางการเข้าถึงความเป็นจริงแห่งนิพพานแต่อย่างใด เพราะนิพพานต่างมีสภาวะที่ไม่ใช่ตัวตนแห่งสุญญตา นั่นคือ สภาวะที่ปราศจาก “เบญจขันธ์–ขันธ์ ๕” ที่ถูกยึดด้วยตัณหาและทิฏฐิ อันเป็น “โลกียธรรม” ทั้งปวง เพราะฉะนั้น ความแตกต่างกันระหว่าง “โลกมนุษย์” กับ “นิพพาน” [ภูมิของพระอริยเจ้าทั้งหลาย] คือ ขั้นตอนการทำลาย “อุปาทานขันธ์ ๕ เป็นทุกข์–อุปาทานทุกข์” ให้ดับไปจากจิตเพื่อความเป็นอิสระของตนเอง.

 

 

 

    File Download of Reading References

 
Dictionary of Numerical Dhammas — พจนานุกรมพุทธศาสน์ หมวดธรรม
  Dictionary of Buddhist Terms — พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์
  English Dictionary of Buddhist Terms and Doctrines — พจนานุกรมพุทธศาสน์ คำศัพท์และหลักธรรม

 

 

บทความที่ ๗๘ ประจำปี ๒๕๕๙ – ความเบื่อหน่ายสังขารโลกทั้งหลายไม่ใช่กำแพงความคิดกั้นนิพพาน

 

ในทางปฏิบัติธรรมนั้น ความเบื่อหน่ายเป็นธรรมปฏิปักษ์กับความเพลิดเพลินในสังขารทั้งหลายและโลก [โลกียธรรม] โดยรวมความแล้ว คือ “สังขตธรรม” หมายถึง สภาพที่ปรุงแต่งขึ้นด้วยเหตุปัจจัย และมีวัฏฏะเป็นองค์ประกอบสำคัญ [กิเลส–กรรม–วิบาก] ซึ่งผู้ปฏิบัติธรรมจะต้องหลุดพ้นจากวัฏฏะให้ได้ [โลกียภูมิ] เพื่อก้าวไปสู่วิวัฏฏะอันเป็น “โลกุตตรภูมิ”  [นิพพาน] ที่เรียกว่า “อสังขตธรรม” ฉะนั้น การทำลายความปรารถนาใดๆ ในสังขารทั้งหลายและโลก เพื่อให้ไปสู่สภาวะที่เหนือวิสัยโลกนั้น จึงกลายเป็นพุทธกิจอันสำคัญสูงสุด จะไปหยุดอยู่ครึ่งๆ กลางๆ ไม่ได้ เพราะอารมณ์ของพระอรหันต์นั้น ย่อมตัดขาดจากโลกธรรมโดยสิ้นเชิง ไม่เหลือเชื้อกิเลสอีกเลย ไม่เหลืออุปาทิขันธ์แห่งเบญจขันธ์ [อนุปาทินนกสังขาร–อสังขตธาตุ] นั่นคือ สังขารที่กรรรมไม่ยึดครองหรือเกาะกุม [กิริยาจิต] เป็นสภาวะแห่งจิตที่เป็นเพียงการกระทำ ไม่ประกอบด้วยเจตนา [กิเลสตัณหา] เนื่องด้วยพระอรหันต์เป็นบุคคลผู้บริสุทธิ์ ไกลจากกิเลส ทำลายกำแห่งสังสารจักรได้แล้ว นั่นคือ ผู้ปราศจาก ภพ–ชาติ–ชรา–พยาธิ–มรณะ–โสกะ–ปริเทวะ–ทุกข์–โทมนัส–อุปายาสะ เป็นธรรมดา และมีจิตอันอยู่เหนือโลกปุถุชนทั่วไป โดยดำรงอยู่ในกระแสแห่งนิพพาน [โลกุตตรภูมิ] กล่าวโดยสรุป คือ อริยบุคคลผู้ได้ทำลาย “อุปาทานขันธ์ ๕ เป็นทุกข์” [ทุกขตา] ได้อย่างสมบูรณ์ดีแล้ว จึงไม่มีความปรารถนาติดใจเพลิดเพลินในสังขารทั้งหลายและโลกอีกต่อไป แต่ก็ใช่ว่าอยู่ดีๆ ก็มาบอกว่าเบื่อหน่ายโลกทั้งใบ แล้วก็บรรลุความตรัสรู้สัมโพธิญาณ เรื่องนี้คงเป็นไปไม่ได้ง่ายๆ เช่นนั้น ในกรณีดังกล่าวนี้ ก็มีหลายๆ คนสามรถอธิบายขั้นตอนของการปฏิบัติธรรมได้อย่างคล่องแคล้วในเขิงทฤษฎี แต่พอมาภาคปฏิบัติไม่เคยลงมือปฏิบัติจริงในภาคสนาม ก็ไม่สามารถบรรลุถึงคุณวิเศษต่างๆ ได้จริง ซึ่งผิกับแนวทางปฏิบัติที่ถูกต้องของพระพุทธเจ้า เช่น ทุกคนเข้าใจดีเกี่ยวกับหลักไตรลักษณ์ คือ “อนิจจัง–ทุกขัง–อนัตตา” ก็พูดได้แต่ทำจริงไม่ได้ ใจมันไม่ให้ แต่ปากมันพาไป เพราะหลักไตรลักษณ์ในวิปัสสนาภูมินั้น เป็นเรื่อง “ญาณทัสสนะ–ยถาภูตญาณ” ที่เกิดร่วมกันในขณะพิจารณาสภาวธรรมตามเป็นจริงโดยธรรมชาติ [ยถาภูตญาณทัสสนะ] แต่ถ้าเกิดขึ้นในบุคคลผู้มีปัญญาแตกฉานด้วย “จุตปฏิสัมภิทาญาณ”  แล้ว ถึงพร้อมด้วย “สัทธรรม ๓” ได้แก่ (๑) ปริยัตติสัทธรรม (๒) ปฏิบัตติสัทธรรม และ (๓) ปฏิเวธสัทธรรม นั่นคือ คำสั่งสอนอันจะต้องเล่าเรียนศึกษาค้นคว้าวิจัยปฏิปทาอันจะต้องปฏิบัติผลอันพึงเข้าถึงหรือบรรลุด้วยการปฏิบัติ ๑ สำหรับ คำว่า “ญาณทัสสนะ” นั้น ผู้จะบรรลุถึงธรรมวิเศษดังกล่าวนี้ได้ ต้องบำเพ็ญเพียรภาวนากรรมฐานจนลุถึง “รูปฌาน ๔” โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “จตุตถฌาน–ฌานขั้นที่ ๔” [อุเบกขา–เอกัคคตา]

แต่อย่างไรก็ตาม สำหรับสมถภาวนานั้น เป็นเรื่องการชำระจิตใจให้สะอาดบริสุทธิ์จากนิวรณ์ ที่เรียกว่า “จิตประภัสสร” ด้วยรูปาวจรกุศลจิต [ฌานจิต–จตุตถฌาน] ส่วนวิปัสสนาภาวนานั้น เป็นการทำความเข้าใจให้ถูกต้องด้วย “สัมมาทิฏฐิ” ในการพิจารณาสภาวธรรมด้วยสภาวะแห่งจิตปราศจากนิวรณ์ นั่นคือ ความถูกต้องและยอดเยี่ยมที่เกิดขึ้นกับตัวตนของผู้บำเพ็ญเพียรภาวนานั้น มี ๒ ประการ ได้แก่ (๑) สมถพละ คือ อธิจิตตสิกขา [สัมมาวายามะ–สัมมาสติ–สัมมาสมาธิ] กับ (๒) วิปัสสนาพละ คือ อธิปัญญาสิกขา [สัมมทิฏฐิ–สัมมาสังกัปปะ] โดยต้องประกอบด้วยแนวคิดอย่างถูกต้องตามเป็นจริง ที่เรียกว่า “สัญญา ๑๐” หมายถึง แนวความคิดความเข้าใจ สำหรับใช้กำหนดพิจารณาในการเจริญกรรมฐานหรือมนสิการกรรมฐาน ได้แก่ (๑) อนิจจสัญญา–กำหนดหมายความไม่เที่ยงแห่งสังขาร (๒) อนัตตสัญญา–กำหนดหมายความเป็นอนัตตาแห่งธรรมทั้งหลาย (๓) อสุภสัญญา–กำหนดหมายความไม่งามแห่งกาย (๔) อาทีนสัญญา–กำหนดหมายโทษทุกข์ของกายอันมีความเจ็บไข้ต่างๆ (๕) ปหานสัญญา– กำหนดหมายเพื่อละอกุศลวิตกและบาปธรรมทั้งหลาย (๖) วิราคสัญญา–กำหนดหมายวิราคะว่าเป็นธรรมละเอียดประณีต (๗) นิโรธสัญญา–กำหนดหมายนิโรธว่าเป็นธรรมละเอียดประณีต (๘) สัพพโลเก อนภิรตสัญญา–กำหนดหมายความไม่น่าเพลิดเพลินในโลกทั้งปวง (๙สัพพสังขาเรสุ อนิฏฐสัญญา) –กำหนดหมายความไม่น่าปรารถนาในสังขารทั้งปวง (๑๐) อานาปานสติ–สติกำหนดลมหายใจเข้าออก] ถ้าไม่เกิดปัญญาในวิปัสสนาภูมิด้วยสัญญาแห่งความเข้าใจถูกต้อง[ยถาภูตญาณ] นั้น ย่อมพิจารณาสภาวธรรมคลาดเคลื่อนผิดพลาดจากความเป็นจริง เพราะไม่เกิด (๑) ปัญญาเห็นธรรม และ (๒) ปัญญาตรัสรู้ธรรม ก็จะมีแต่ความฟุ้งซ่านและร้อนใจ [อุทธัจจกุกกุจะ] ไม่สงด้วยสมาธิ [เอกัคคตา] และ การวางเฉยเป็นกลาง [ตัตตรมัชฌัตตตา] เพระเกิดปัญญาเห็นธรรมทั้งปวง [ธรรมจักษุ] เมื่อเกิดดวงตาเห็นธรรมตามเป็นจริงแล้ว ย่อมไม่เกิดความสงสัยลังเลในธรรมทั้งหลาย นั่นคือ (๑) “สังขตธรรม” หมายถึง สิ่งที่ปัจจัยปรุงแต่ง คือ ขันธ์ ๕ ทั้งหมด กับ (๒) “อสังขตธรรม” หมายถึง สิ่งที่ปัจจัยไม่ปรุงแต่ง คือ “นิพพาน” ฉะนั้น ธรรมทั้งหลายนั้น ต่างไม่มีตัวตน [อนัตตสัญญา] หรือ ความว่างเปล่าไม่มีอะไรเป็นสรณะที่พึ่ง [สุญญตา] ด้วยเหตุนี้ จึงสามารถเกิดปัญญาตรัสรู้สัมโพธิญาณ [สัมโพธะ] ได้  และสามารถบรรลุถึง “สัจจภาวะแห่งนิพพาน” ได้ สำหรับความรู้แจ้งโลก [สังขารทั้งหลายเป็นอนิจจัง–ทุกขัง–อนัตตา] นั้น ต้องประกอบด้วย “ปัญญาเห็นธรรม” [สัญญา ๑๐] และเหตุผล [ทิพพจักขุญาณ = ปฏิจจสมุปบาท ๑๒ และ ปฏิจจสมุปปันนธรรม ๖] หรือธรรมที่เรียกว่า “วิปัสสนาภูมิ” ได้แก่ ขันธ์ ๕–อายตนะ ๑๒–ธาตุ ๑๘–อินทรีย์ ๑๒–อริยสัจจ์ ๔–ปฏิจจสมุปบาท ๑๒–ปฏิจจสมุปปันนธรรม ๖ ซึ่งจะต้องเกิดร่วมกับ “โพธิปักขิยธรรม ๓๗” อันเป็นปัญญาในสมถภาวนากับวิปัสสนาภาวนา ได้แก่ สติปัฏฐาน ๔–สัมมัปปธาน ๔–อิทธิบาท ๔–อินทรีย์ ๕–พละ ๕–โพชฌงค์ ๗–มรรคมีองค์ ๘ เมื่อธรรมทั้งหลายมาประชุมรวมกันเป็นเอกภาพเดียวกัน [ธรรมสามัคคี] แล้ว ย่อมทำให้เกิดสภาวะถูกต้องและยอดเยี่ยม [สัมมัตตะ ๑๐–อนุตตริยะ ๓] ที่จะไม่เพลิดเพลินในโลกทั้งปวงและเบื่อหน่ายไม่ปรารถนาในสังขารทั้งหลายอีกต่อไป มุ่งหน้าเข้าสู่กระแสแห่งอริยมรรคและสันติบทแห่งนิพพาน นั่นคือ เกิดปัญญาเห็น “ความแจ้ง–ความสว่าง–ความสงบ” [พุทธะ ๓: ผู้รู้–ผู้ตื่น–ผู้เบิกบาน] ขึ้นในใจ ที่เรียกว่า “ความตรัสรู้สัมโพธิญาณ” นั่นเอง.

 

 

 

 

 

 

Visitor Number:
4705653