๗๙. แนวทางศึกษาค้นคว้าอริยสัจจธรรม  

        An Approach to Investigate the Noble Truths

 

ขอน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น
 In Honor of the Blessed One of the Fully Enlightened One

By Nithee Siripat – Siripat.com and Academiae Network. 2016

Your Reading Number:  506  

 

ความสำคัญของบทความ

 

ความเป็นพุทธะที่สำคัญที่สุด คือ การพัฒนาปัญญาทั้งในและนอกวิปัสสนา โดยให้เกิดความเท่าเทียมกันและเกื้อหนุนประโยชน์ซึ่งกันและกันอย่างสร้างสรรค์หรือเป็นการต่อยอดปัญญาองค์ความรู้ต่างๆ ให้สูงขึ้นไปเรื่อยๆ สมกับที่จะได้รับการสรรเสริญเรียกว่า “อริยบุคคลผู้เป็นพระสงฆ์สาวกของพระพุทธเจ้า” ให้ได้จริงๆ ฉะนั้น ผู้ที่นับถือพระพุทธศาสนาและลงมือถือปฏิบัติธรรมตามคำสอนของพระพุทธเจ้าได้ ย่อมได้รับอานิสงส์ผลบุญขั้นสูงสุดในพระศาสนานี้ คือ “ดวงตาเห็นธรรม–ธรรมจักษุ” และในลำดับต่อไป ย่อมเป็นบุคคลที่จะเกิด (๑) ปัญญาเห็นธรรมทั้งปวง และ (๒) ปัญญาตรัสรู้ธรรมทั้งปวง เช่นกัน จนสามารถบรรลุธรรมวิเศษต่างๆ เพื่อเข้าถึง “สัจจภาวะแห่งนิพพาน” ได้ในที่สุดแห่งผลของการปฏิบัติธรรมที่ถูกต้องและดีเยี่ยมในเวลาเดียวกัน เพราะฉะนั้น บุคคลผู้สามารถบรรลุธรรมวิเศษได้ จนถึงขั้นสูงสุดโดยปรมัตถ์แห่งบรมธรรมนั้น ย่อมเป็น “จิตพุทธะ” ได้แก่ (๑) ผู้รู้ (๒) ผู้ตื่น และ (๓) ผู้เบิกบาน ด้วยการเจริญธรรมแห่งไตรสิกขาอย่างดีพร้อมด้วยข้อประพฤติปฏิบัติตาม “อริยมรรคมีองค์ ๘” เป็นหลัก ในคุณสมบัติแรกนั้น เป็นเรื่องของฝ่ายปัญญาเป็นหลัก ต้องสามารถพัฒนาตนเองให้ถึง ความเป็นปราชญ์ ผู้รู้ พหูสูต ทั้งทางโลกและทางธรรม อาศัยความสามารถในการต่อยอดปัญญาองค์ความรู้ที่ผู้รู้ต่างๆ หรือพระอริยเจ้าได้ดำเนินมาแล้วอย่างถูกต้องตามคำสอนของพระพุทธเจ้า เพื่อก้าวสู่ความตรัสรู้ถึงสัมโพธิญาณให้ได้ในที่สุด.

 

 

    File Download of Reading References

 
Dictionary of Numerical Dhammas — พจนานุกรมพุทธศาสน์ หมวดธรรม
  Dictionary of Buddhist Terms — พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์
  English Dictionary of Buddhist Terms and Doctrines — พจนานุกรมพุทธศาสน์ คำศัพท์และหลักธรรม

 

 

บทความที่ ๗๙ ประจำปี ๒๕๕๙ – แนวทางศึกษาค้นคว้าอริยสัจจธรรม

 

พระพุทธศาสนาถือเป็นศาสนาแห่งปัญญาญาณของมวลมนุษยชาติ ไม่ใช่สมบัติของใครคนใดคนหนึ่ง และเป็นศาสนาแห่งธรรมชาติ ที่ผู้ปฏิบัติต้องค้นคว้าหาความจริงโดยปรมัตถ์ด้วยตนเองจริงๆ ฉะนั้น ในลำดับการพัฒนาทักษะการคิดและการเรียนรู้นั้น ประกอบด้วยปัญญา ๓ ประการ ได้แก่ (๑) สุตมยปัญญา–ปรโตโฆสะ (๒) จินตามยปัญญา–โยนิโสมนสิการ (๓) ภาวนามยปัญญา–ยถาภูตญาณทัสสนะ และปัญญาทั้งหมดนี้ ต้องเกิดขึ้นพร้อมๆ กัน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การพัฒนา “สุตมยปัญญา” ให้เป็น “สุตมยญาณ” ให้ได้ และ “จินตามยปัญญา” ให้เป็น “ทิพพจักขุญาณ” ซึ่งปัญญาญาณทั้ง ๒ อย่างนี้ เป็นกำลังสนับสนุนให้เกิด “ปัญญาญาณในวิปัสสนา” อีกหลากหลายอย่าง จนถึง “อาสวักขยญาณ” [ความตรัสรู้] การต่อยอดปัญญาญาณในวิปัสสนานั้น ย่อมเกิดจากการบำเพ็ญเพียรภาวนากรรมฐานอย่างไม่ละความเพียรและความอดทนอย่างสูง แต่อย่างไรก็ตาม โดยนัยแห่ง “สุตมยปัญญา” นั้น ผู้ปฏิบัติธรรม [โยคาวจร]  ต้องเป็นผู้มีคุณสมบัติการเป็นปราชญ์หรือพหูสูตจริงๆ คือ อ่านมากรู้มากด้วย “สติสัมปชัญญะ” ที่แก่กล้า เนื่องจากเป็นการพัฒนาทักษะการคิดทั้งในขั้นพื้นฐานและขั้นสูง โดยอาศัยอานิสงส์ทั้งฝ่าย “สมถภาวนา” กับ “วิปัสสนาภาวนา” เข้าด้วยกัน ฉะนั้น การสร้างแรงผลักดันภายในตนเองจึงเป็นเรื่องใหญ่อย่างไม่ลดละ คือ การประกอบความตื่นในการสร้างกุศลบุญบารมีของตนอยู่เป็นนิตย์ [ชาคริยานุโยค] รวมทั้งวิริยารัมภะกับขันติอดทนอย่างจริงจัง อนึ่ง การเข้าถึงสมุมยปัญญาได้นั้น ก็โดยอาศัยปฏิภาณไหวพริบที่ประกอบด้วย (๑) ความคิดริเริ่ม (๒) ความคิดสร้างสรรค์ (๓) ความคิดประยุกต์ดัดแปลง เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดทั้งของตนเองและผู้อื่น นั่นคือ การหาข้อสรุปจากการศึกษาพิจารณาธรรม จากกเอกสารคัมภีร์และคำเทศนาของพระอริยสงฆ์ผู้เป็นกัลยาณมิตร สำหรับข้อสรุปที่เป็นเอกฉันท์นั้น คือ “ทฤษฎี–หลักธรรม” ซึ่งเป็นหน่วยความคิด [Concepts] ที่เรียกว่า “สัมมาทิฏฐิ–สัมมาสังกัปปะ” ที่เป็นญาณสัมปยุตต์และกลายเป็นปัญญาญาณในวิปัสสนา นั่นคือ “ญาณทัสสนะ–ยถาภูตญาณทัสสนะ” อันเป็นความรู้แจ้งเห็นจริง [ปฏิเวธ] หรือ สัมโพธะ [ความตรัสรู้] ที่สามารถเข้าถึง “สัจจภาวะแห่งนิพพาน” โดยปรมัตถธรรม ได้แก่ จิต–เจตสิก–รูป–นิพพาน หรือ วิปัสสนาภูมิ ได้แก่ ขันธ์ ๕–อายตนะ ๑๒–ธาตุ ๑๘–อินทรีย์ ๑๒–อริยสัจจ์ ๔–ปฏิจจสมุปบาท ๑๒–ปฏิจจสมุปปันนธรรม ๖ ก่อนจะสัมปยุตต์ด้วย “สัมมสนญาณแห่งไตรลักษณ์” ที่ทำให้เกิดบรรดา “ญาณในวิปัสสนา” ทั้งหลายตามมา นั่นคือ “โสฬสญาณ–ญาณ ๑๖” เป็นต้น ในการค้นคว้าหลักธรรมโดยปรมัตถ์นั้น ต้องอาศัย “พหูสูตมีองค์ ๕” ได้แก่ ฟังมาก–จำได้–คล่องปาก–เพ่งขึ้นใจ–ขบได้ด้วยทฤษฎี [พหุสฺสุตา–ธตา–วจสา ปริจิตา–มนสานุเปกฺขิตา–ทิฏฺฐิยา สุปฏิวิทฺธา] ส่วนหลักธรรมหรือหมวดทฤษฎีนั้น คือ การศึกษาทบทวนอย่างสม่ำเสมอจากพจนานุกรมพุทธศาสตร์ ท่องจำหมวดธรรมต่างๆ ให้ขึ้นใจ จากนั้นค่อยศึกษาธรรมต่างๆ ในพระไตรปิฎกซึ่งมีจำนวนทั้งสิ้น ๙๑ เล่ม “สุตยญาญ” จากการศึกษค้นคว้านี้ จะเป็นประโยชน์อานิสงส์อย่างสูงสุดในการศึกษาพระไตรปิฎก อันเป็นแหล่งข้อมูลของพระธรรมที่ยังไม่ได้จัดหมวดหมู่เป็นหมวดธรรมอย่างเป็นระบบระเบียบง่ายต่อการท่องจำเป็นทฤษฎี คำว่า “อ่านพระไตรปิฎกไม่รู้เรื่อง” ก็จะไม่บังเกิดขึ้นกับผู้ปฏิบัติธรรมได้อย่างถูกต้อง เพราะอ่านพระไตรปิฎกเล่มไหนก็เข้าใจได้ถูกต้องตามหลักธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า ถึงแม้จะเป็นข้อมูลทุติยภูมิก็ตา ส่วนข้อมูลปฐมภูมินั้น ย่อมเข้าถึงได้ด้วย “ญาณในวิปัสสนา” [ญาณทัสสนะ–ยถาภูตญาณทัสสนะ] อีกนัยหนึ่ง ก็คือ เป็นขั้นตอนการพิสูจน์ทฤษฎีด้วยตนเอง เรียกว่า “อนุสาสนีปาฏิหาริย์” อย่าไปยึดเอาอย่างถือผิดด้วย (๑) อิทธิปาฏิหาริย์–แสดงฤทธิ์ได้เป็นอัศจรรย์ กับ (๒) อาเทศนาปาฏิหาริย์–การทายใจเป็นอัศจรรย์ ซึ่งผู้ปฏิบัติธรรมที่มีจิตฟุ้งซ่านมักหลงทางในฤทธิ์ทั้ง ๒ อย่าง นี้ จนทำให้เกิด “วิบัติ ๔” ได้แก่ ศีลวิบัติ–อาจารวิบัติ–ทิฏฐิวิบัติ–อาชีววิบัติ [นั่นคือ กลายเป็นอรหันต์ข้างๆ คูๆ] ที่เรียกว่า “เดียรถีย์–อลัชชี” ไปในที่สุด กล่าวง่ายๆ คือ “ผู้หลงญาณสมาบัติ” พอเข้าถึงวิปัสสนาก็สำคัญตนผิดว่าได้บรรลุมรรคผลนิพพาน [ธัมมุทัจจ์แห่งวิปัสสนูปกิเลส] และขั้นตอนนี้จัดอยู่ใน “มัคคามัคคญาณทัสสนวิสุทธิ” (ข้อ ๕ ในวิสุทธิ ๗) ประการสุดท้ายนี้ ความไม่ย่อท้อในการศึกษาทบทวนอย่างจริงจังในบรรดาหมวดธรรมจากพจนานุกรมพุทธศาสตร์ทุกวันอย่างสืบเนื่อง จะช่วยเกื้อหนุนให้เกิด “ปัญญาแตกฉาน” ในหลักธรรมได้ รวมทั้งความหมายแห่งธรรม นั้นคือ “ธัมมปฏิสัมภิทา–อัตถปฏิสัมภิทา” การศึกษาค้นคว้าพระธรรมนั้น อย่าทำไปเพื่อสะสมใบประกาศใดๆ แต่ให้เป็นไปเพื่อ “ปัญญาเห็นธรรม–ธรรมจักษุ” เพื่อให้บรรลุถึงนัยแห่งตถาคตว่า “ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเป็นตถาคต” คือ พละกำลังโดยสมถะและวิปัสสนา ที่สามรถบรรลุความตรัสรู้สัมโพธิญาณได้ในที่สุด.

 

 

 

 

 

Visitor Number:
4739598