๘. ระดับภูมิจิตบุคคลในพระพุทธศาสนา

      The Quality Hierarchies of Consciousness in Buddhism 

ขอน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น
 In Honor of the Blessed One of the Fully Enlightened One

By Nithee Siripat – Siripat.com and Academiae Network. 2016

Your Reading Number:  1245  

 

ความสำคัญของบทความ

 

จุดมุ่งหมายสูงสุดแห่งการปฏิบัติธรรมในพระพุทธศาสนานั้น คือ การบรรลุได้ถึงความตรัสรู้ถึง “สัจจภาวะแห่งนิพพาน” ที่ได้ชื่อว่า “วิมุตติ” เพราะพ้นแล้วจากสังขตธรรมแห่งวัฏฏะทั้งปวง ในทุกขั้นตอนของการปฏิบัติธรรมนั้น จึงควรมีความก้าวหน้าได้ตลอดเช่นกัน ไม่ใช่หยุดๆ เดินๆ ไม่เป็นจังหวะแห่งความเจริญ จนเกิดอาการฟุ้งซ่านหวั่นไหวในธรรมทั้งหลาย แล้วนึกคิดเอาเองด้วยทิฏฐิตัณหาของตนว่า สำคัญตนผิดว่าได้บรรลุธรรมวิเศษนี้แล้ว [ธัมมุทธัจจะ–ธรรมุธัจจ์ อันเป็นภาวะจิตเกิดจากวิปัสสนูปกิเลส ได้แก่ โอภาส–ปีติ–ญาณ–ปัสสัทธิ–สุข–อธิโมกข์–ปัคคาหะ–อุปัฏฐาน–อุเบกขา–นิกันติ] ฉะนั้น การกำหนดรู้ระดับความเจริญก้าวหน้าในการปฏิบัติธรรมที่ถือเป็นเกณฑ์วัดผลได้ จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่ง เพราะผลแห่งการปฏิบัติในอธิคมธรรมนี้ เป็นเรื่องเฉพาะตน [ปัจจัตตัง] ไม่ต้องไปผะวงหรือกังวลแห่งผลการปฏิบัติธรรมที่จะเกิดขึ้น อนึ่ง ความเป็นผู้ปฏิบัติถึงพร้อมอันถูกต้องด้วย “วิชชากับจรณะ” นั้น ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญอันเป็นคุณสมบัติที่เกื้อกูลถึงความตรัสรู้สัมโพธิญาณได้ [มหาโพธิสมภาร–ปัญญากับกรุณา] ด้วยเหตุนี้ การข้ามโคตรหลีกออกจากโคตรปุถุชนไปสู่โคตรอริยะนั้น ต้องเป็นพุทธภาวะอันสำคัญยิ่งยวดแห่งการประพฤติพรหมจรรย์นี้ ถ้าไม่ตั้ง “อธิษฐานธรรม” ให้มั่นคงไว้ ก็คงไม่ประสบความสำเร็จได้เช่นกัน นั่นคือ ผู้มีปัญญาเป็นฐานที่มั่น ที่เรียกว่า “ปัญญาธิฏฐาน” หมายถึง ที่มั่นคือปัญญา ธรรมที่ควรตั้งไว้ในใจให้เป็นฐานที่มั่น คือ “ปัญญา” และต้องเป็นปัญญาที่เห็นธรรมตามเป็นจริง [ดวงตาเห็นธรรม] และสามารถรู้เห็นได้ถึงภาวะจิตของตนได้ก้าวหน้าวิวัฒน์ไปถึงจุดใดใน “ภูมิ ๓๑–โลกียภูมิ” และข้ามไปสู่ภูมิอันประเสริฐแห่ง “โลกุตตรภูมิ” สำหรับเกณฑ์การกำหนดภาวะแห่งจิตของผู้ปฏิบัติธรรมนี้ ไม่ได้เปรียบเทียบกับปัจจัยภายนอกหรือกับผู้อื่น แต่เป็นเรื่องจิตของตนกำหนดรู้เห็นจิตของตนด้วยตนเอง เพราะเป็นเรื่องจริงตามหลักเกณฑ์ธรรมชาติ.

 

    File Download of Reading References

 
Dictionary of Numerical Dhammas — พจนานุกรมพุทธศาสน์ หมวดธรรม
  Dictionary of Buddhist Terms — พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์

 

บทความที่ ๘ ประจำปี ๒๕๕๙ – ระดับภูมิจิตบุคคลในพระพุทธศาสนา

 

สรรพสิ่งทั้งหลายตามธรรมชาตินั้น มีระดับชั้นแสดงถึงมิติความสัมพันธ์กันและกัน อย่างมีระบบและระเบียบโครงสร้าง อย่างชัดเจน ณ ช่วงเวลาใด ในขณะใด สมัยใด ในสภาวธรรมใด หนึ่งๆ โดยเฉพาะ [กาลเวลากับสถานที่] ไม่ได้คงมั่นถาวรเช่นนั้นตลอดไป คำว่า “สรรพสิ่ง–Reality”แห่งปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ [Natural Phenomena] ในทางหลักธรรมของพระพุทธศาสนานั้น พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงจำแนกไว้อย่างเป็นหมวดหมู่แห่งกลาปสัมมสนะ [พิจารณาตามนัยแห่งไตรลักษณ์ เรียกว่า สามัญลักษณะ: อนิจจัง–Impermanence ทุกขัง–Misery อนัตตา–Impersonality หรือ ธรรมนิยาม ๓: (๑) สพฺเพสงฺขารา อนิจฺจา สังขารทั้งปวง ไม่เที่ยง –(๒) สพฺเพ สงฺขารา ทุกฺขา สังขารทั้งปวง คงทนอยู่มิได้ (๓) สพฺเพ ธมฺมา อนตฺตา ธรรมทั้งปวง ไม่เป็นตัวตน] เรียกว่า “ธรรม–Dhamma” หมายถึง สภาวะ–States สิ่ง–Things ปรากฏการณ์–Phenomena ความนึกคิด–Thought สิ่งที่ถูกต้อง–Righteousness สภาวธรรมแห่งปรมัตถ์–Absolute Truth หรือเรียกว่า “ธรรมทั้งปวง” ได้แก่ ขันธ์ ๕–อายตนะ ๑๒–ธาตุ ๑๘–กุศลธรรม–อกุศลธรรม–อัพยากตธรรม–กามาวจรธรรม–รูปาวจรธรรม–อรูปาวจรธรรม–โลกุตตรธรรม โดยจำแนกแจกออกเป็นหลักใหญ่ๆ ๒ ประเภท อันเป็นปัญญาสำคัญที่บ่งบอกถึงความสำเร็จ [อิทธิ] ในการปฏิบัติธรรมที่ถูกหลักธรรม ดังนี้

 

(๑) “โลกียธรรม–Mundane States” [สังขตธรรม–สอุปาทินนธรรม–อุปาทินนธรรม–อุปาทินนกสังขาร: สังขารที่กรรมยึดครองหรือเกาะกุม] คือ ธรรมอันเป็นวิสัยของโลก สภาวะเนื่องในโลก ได้แก่ ขันธ์ ๕ ที่เป็นสาสวะทั้งหมด นั่นคือ ขันธ์ ๕–อายตนะ ๑๒–ธาตุ ๑๘–อินทรีย์ ๒๒ ที่สัมปยุตต์ด้วย ปิยรูป–สาตรูป ๑๐ หมายถึง สิ่งที่มีสภาวะน่ารักน่าชื่นใจ เป็นที่เกิดและเป็นที่ดับของตัณหา หรือมุ่งเอาส่วนที่เป็นอิฏฐารมณ์ซึ่งเป็นบ่อเกิดแห่งตัณหา ซึ่งทำให้เกิด “อุปาทานขันธ์ ๕ เป็นทุกข์” [รูป–เวทนา–สัญญา–สังขาร–วิญญาณ] เพราะความไม่รู้แจ้งแห่ง “อวิชชา” ที่เรียกว่า “วัฏฏะ ๓” [ปฏิจจสมุปปันนธรรม] หมายถึง วงจร ๓ ส่วนประกอบแห่งองค์ ๑๒ อย่าง ในปฏิจจสมุปบาท ซึ่งหมุนเวียนสืบทอดต่อๆ กันไป ทำให้มีการเวียนว่ายตายเกิด หรือวงจรแห่งทุกข์ นั่นคือ (๑) “กิเลสวัฏฏ์: อวิชชา–ตัณหา–อุปาทาน” (๒) “กรรมวัฏฏ์: สังขาร–ภพ” และ (๓) “วิปากวัฏฏ์: วิญญาณ–นามรูป–สฬายตนะ–ผัสสะ–เวทนา–ชาติ–ชรามรณะ” และพร้อมด้วยอกุศลวิบากผลที่ตามมา นั่นคือ “โสกะ–ปริเทวะ–ทุกข์–โทมนัส–อุปายาส” ดังนี้

(๑) “อายตนะภายใน ๖” ได้แก่ จักขุ–โสตะ–ฆานะ–ชิวหา–กาย–ใจ

(๒) “อายตนะภายนอก ๖” ได้แก่ รูป–เสียง–กลิ่น–รส–โผฏฐัพพะ–ธรรมารมณ์

(๓) “วิญญาณ ๖” ได้แก่ จักขุวิญญาณ–โสตวิญญาณ–ฆานวิญญาณ–ชิวหาวิญญาณ–กายวิญญาณ–มโนวิญญาณ

(๔) “สัมผัส ๖” ได้แก่ จักขุสัมผัส–โสตสัมผัส–ฆานสัมผัส–ชิวหาสัมผัส–กายสัมผัส–มโนสัมผัส

(๕) “เวทนา ๖” ได้แก่ จักขุสัมผัสสชาเวทนา–โสตสัมผัสสชาเวทนา–ฆานสัมผัสสชาเวทนา–ชิวหาสัมผัสสชาเวทนา–กายสัมผัสสชาเวทนา–มโนสัมผัสสชาเวทนา

(๖) “สัญญา ๖” ได้แก่ รูปสัญญา–สัททสัญญา–คันธสัญญา–รสสัญญา–โผฏฐัพพสัญญา–ธรรมสัญญา

(๗) “สัญเจตนา ๖” ได้แก่ รูปสัญเจตนา–สัททสัญเจตนา–คันธสัญเจตนา–รสสัญเจตนา–โผฏฐัพพสัญเจตนา–ธรรมสัญเจตนา

(๘) “ตัณหา ๖” ได้แก่ รูปตัณหา–สัททตัณหา–คันธตัณหา–รสตัณหา–โผฏฐัพพตัณหา–ธรรมตัณหา

(๙) “วิตก ๖” ได้แก่ รูปวิตก–สัททวิตก–คันธวิตก–รสวิตก–โผฏฐัพพวิตก–ธัมมวิตก  

(๑๐) “วิจาร ๖” ได้แก่ รูปวิจาร–สัททวิจาร–คันธวิจาร–รสวิจาร–โผฏฐัพพวิจาร–ธัมมวิจาร  

 

อีกนัยหนึ่งนั้น ก็ให้ผู้ปฏิบัติธรรมคำนึงถึงในบรรดาธรรมที่ควรรู้ยิ่งเพื่อความตรัสรู้ ดังนี้

 

“อภิญเญยธรรม” [๒๒ ข้อ]

(๑) “ขันธ์ ๕” = รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ

(๒) “อายตนะภายใน ๖–อินทรีย์ ๖–สฬายตนะ” = จักขุ โสตะ ฆานะ ชิวหา กาย ใจ

(๓) “อายตนะภายนอก ๖–อารมณ์ ๖” = รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์

(๔) “ิญญาณ ๖” = จักขุวิญญาณ โสตวิญญาณ ฆานวิญญาณ ชิวหาวิญญาณ กายวิญญาณ มโนวิญญาณ

(๕) “ผัสสะ ๖” = จักขุสัมผัส โสตสัมผัส ฆานสัมผัส ชิวหาสัมผัส กายสัมผัส มโนสัมผัส

(๖) “เวทนา ๖” = จักขุสัมผัสสชาเวทนา โสตสัมผัสสชาเวทนา ฆานสัมผัสสชาเวทนา ชิวหาสัมผัสสชาเวทนา กายสัมผัสสชาเวทนา มโนสัมผัสสชาเวทนา

(๗) “สัญญา ๖” = รูปสัญญา สัททสัญญา คันธสัญญา รสสัญญา โผฏฐัพพสัญญา ธรรมสัญญา

(๘) “เจตนา ๖” = รูปสัญเจตนา สัททสัญเจตนา คันธสัญเจตนา รสสัญเจตนา โผฏฐัพพสัญเจตนา ธรรมสัญเจตนา

(๙) “ตัณหา ๖” = รูปตัณหา สัททตัณหา คันธตัณหา รสตัณหา โผฏฐัพพตัณหา ธรรมตัณหา

(๑๐) “วิตก ๖” = รูปวิตก สัททวิตก คันธวิตก รสวิตก โผฏฐัพพวิตก ธรรมวิตก

(๑๑) “วิจาร ๖” = รูปวิจาร สัททวิจาร คันธวิจาร รสวิจาร โผฏฐัพพวิจาร ธรรมวิจาร 

(๑๒) “ธาตุกัมมัฏฐาน ๑๖” = ปฐวีธาตุ อาโปธาตุ เตโชธาตุ วาโยธาตุ อากาสธาตุ วิญญาณธาตุ ปฐวีกสิณ อาโปกสิณ เตโชกสิณ วาโยกสิณ นีลกสิณ ปีตกสิณ โลหิตกสิณ โอทาตกสิณ อากาสกสิณ วิญญาณกสิณ 

(๑๓) “อาการ ๓๒–ทวัตติงสาการ” = ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เนื้อ เอ็น กระดูก เยื่อในกระดูก ม้าม หัวใจ ตับ พังผืด ไต ปอด ไส้ใหญ่ ไส้น้อย อาหารใหม่ อาหารเก่า ดี เสลด หนอง เลือด เหงื่อ มันข้น น้ำตา เปลวมัน น้ำลาย น้ำมูก ไขข้อ มูตร สมองศีรษะ 

(๑๔) “อายตนะ ๑๒” = จักขวายตนะ รูปายตนะ โสตายตนะ สัททายตนะ ฆานายตนะ คันธายตนะ ชิวหายตนะ รสายตนะ กายายตนะ โผฏฐัพพายตนะ มนายตนะ ธัมมายตนะ

(๑๕) “ธาตุ ๑๘” = จักขุธาตุ รูปธาตุ จักขุวิญญาณธาตุ โสตธาตุ สัททธาตุ โสตวิญญาณธาตุ ฆานธาตุ คันธธาตุ ฆานวิญญาณธาตุ ชิวหาธาตุ รสธาตุ ชิวหาวิญญาณธาตุ กายธาตุ โผฏฐัพพธาตุ กายวิญญาณธาตุ มโนธาตุ ธรรมธาตุ มโนวิญญาณธาตุ

(๑๖) “อินทรีย์ ๒๒” = จักขุนทรีย์ โสตินทรีย์ ฆานินทรีย์ ชิวหินทรีย์ กายินทรีย์ มนินทรีย์ ชีวิตินทรีย์ อิตถินทรีย์ ปุริสินทรีย์ สุขินทรีย์ ทุกขินทรีย์ โสมนัสสินทรีย์ โทมนัสสินทรีย์ อุเบกขินทรีย์ สัทธินทรีย์ วีริยินทรีย์ สตินทรีย์ สมาธินทรีย์ ปัญญินทรีย์ อนัญญตัญญัสสามีตินทรีย์ [อินทรีย์ของผู้ปฏิบัติด้วยมนสิการว่า เราจักรู้ธรรมที่ยังไม่รู้ อินทรีย์นี้เป็นชื่อของโสดาปัตติมรรคญาณ] อัญญินทรีย์ [อินทรีย์ของผู้รู้จตุสัจธรรมด้วยมรรคนั้น อินทรีย์นี้เป็นชื่อของญาณในฐานะ ๖ คือ โสดาปัตติผลถึงอรหัตมรรคญาณ] อัญญาตาวินทรีย์ [อินทรีย์ของพระขีณาสพผู้รู้จบแล้ว อินทรีย์นี้เป็นชื่อของอรหัตผลญาณ

(๑๗) “ธาตุ ๓” = กามธาตุ รูปธาตุ อรูปธาตุ

(๑๘) “ภพ ๙” = กามภพ รูปภพ อรูปภพ สัญญาภพ อสัญญาภพ เนวสัญญานาสัญญาภพ เอกโวการภพ จตุโวการภพ ปัญจโวการภพ

(๑๙) “ฌาน ๔” = ปฐมฌาน ทุติยฌาน ตติยฌาน จตุตถฌาน

(๒๐) “อัปปมัญญา ๔” = เมตตาเจโตวิมุตติ กรุณาเจโตวิมุตติ มุทิตาเจโตวิมุตติ อุเบกขาเจโตวิมุต

(๒๑) “อรูปสมาบัติ ๔” = อากาสานัญจายตนสมาบัติ วิญญาณัญจายตนสมาบัติ อากิญจัญญายตนสมาบัติ เนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติ

(๒๒) “ปฏิจจสมุปบาท ๑๒” [อิทัปปัจจยตา–ปัจจยาการ–ตถตา] = อวิชชา สังขาร วิญญาณ นามรูป สฬายตนะ ผัสสะ เวทนา ตัณหา อุปาทาน ภพ ชาติ ชรา มรณะ 

 

(๒)  “โลกุตตรธรรม–Supermundane States” [อสังขตธรร–อนุปาทินนธรรม–อนุปาทินนกสังขาร: สังขารที่กรรมไม่ยึดครองหรือเกาะกุม ได้แก่ อนุปาทินนธรรมทั้งหมด เว้นแต่ อสังขตธาตุ คือ นิพพาน] คือ ธรรมอันมิใช่วิสัยของโลก สภาวะพ้นโลก ได้แก่ มรรค ๔ [โสดาปัตติมรรค –สกทาคามิมรรค–อนาคามิมรรค–อรหัตตมรรค] –ผล ๔ [โสดาปัตติผล–สกทาคามิผล–อนาคามิผล–อรหัตตผล] –นิพพาน ๑ [อมตธาตุ] รวมทั้ง โพธิปักขิยธรรม ๓๗ [อภิญญาเทสิตธรรม–เอกายนมรรค] คือ สติปัฏฐาน ๔ [สติสัมปชัญญะ] –สัมมัปปธาน ๔–อิทธิบาท ๔–อินทรีย์ ๕–พละ ๕–โพชฌงค์ ๗–มรรคมีองค์ ๘ และ อาสวักขยญาณ [ความตรัสรู้แห่งสัมโพธิญาณก่อนบรรลุถึงพระนิพพานทั้ง ๒ ได้แก่ สอุปาทิเสสนิพพาน–กิเลสปรินิพพาน = สอุปาทิเสสบุคคล–พระเสขะกับ อนุปาทิเสสนิพพาน –ขันธปรินิพพาน = อนุปาทิเสสบุคคล–ชีวิตสมสีสีบุคคล–พระอเสขะ]

 

อีกนัยหนึ่งนั้น ก็ให้ผู้ปฏิบัติธรรมคำนึงถึงในบรรดาธรรมที่ควรทำให้แจ้งเพื่อความตรัสรู้ ดังนี้

 

“เอกุตตรธรรม” [๑๐ ข้อ]

“ธรรม ๑” ควรทำให้แจ้ง คือ เจโตวิมุตติ ๑ อันไม่กำเริบ คือ ความพ้นแห่งใจ ได้แก่ อรหัตผลวิมุตติ นอกจากนี้ ยังหมายถึง เมตตาเจโตวิมุตติ กรุณาเจโตวิมุตติ มุทิตาเจโตวิมุตติ อุเบกขาเจโตวิมุตติ [อัปปมัญญา ๔]

“ธรรม ๒” ควรทำให้แจ้ง คือ วิชชา ๑ คือ วิชชา ๓ ได้แก่ บุพเพนิวาสานุสติญาณ จุตูปปาตญาณ อาสวักขยญาณ วิมุตติ ๑ คือ พ้นจากปัจนิกธรรมทั้งหลาย [นิวรณ์ ๕ วิตก ๖ วิจาร ๖ เป็นต้น] และน้อมไปในอารมณ์ ได้แก่ วิมุตติ ๒ คือ การน้อมจิตไป –จิตฺตสฺส จ อธิมุตฺติ ๑ และ นิพพาน ๑

“ธรรม ๓” ควรทำให้แจ้ง คือ วิชชา ๓ คือ ความรู้แจ้ง ความรู้วิเศษ ได้แก่ บุพเพนิวาสานุสติญาณ ๑ จุตูปปาตญาณ ๑ อาสวักขยญาณ ๑

“ธรรม ๔” ควรทำให้แจ้ง คือ สามัญญผล ๔ คือ ความเป็นสมณะ ได้แก่ โสดาปัตติผล ๑ สกทาคามิผล ๑ อนาคามิผล ๑ อรหัตผล ๑

“ธรรม ๕” ควรทำให้แจ้ง คือ ธรรมขันธ์ ๕ ได้แก่ สีลขันธ์ ๑ สมาธิขันธ์ ๑ ปัญญาขันธ์ ๑ วิมุตติขันธ์ ๑ วิมุตติญาณทัสนขันธ์ ๑

“ธรรม ๖” ควรทำให้แจ้ง คือ อภิญญา ๖ คือ ญาณอันยิ่ง ได้แก่ อิทธิวิธญาณ ๑ ทิพโสดธาตุญาณ ๑ บุพเพนิวาสานุสติญาณ ๑ เจโตปริยญาณ ๑ ทิพจักขุญาณ ๑ อาสวักขยญาณ ๑

“ธรรม ๗” ควรทำให้แจ้ง คือ กำลังของพระขีณาสพ ๗ ได้แก่ ปัญญาเห็นสังขารไม่เที่ยง ๑ ปัญญาเห็นกามเป็นหลุมถ่านเพลิง ๑ เนกขัมมะ วิเวก ๓ สติปัฏฐาน ๔ อินทรีย์ ๕ โพชฌงค์ ๗ อริยมรรคมีองค์ ๘

“ธรรม ๘” ควรทำให้แจ้ง คือ วิโมกข์ ๘ ได้แก่ ภิกษุมีรูปย่อมเห็นรูป นี้เป็นวิโมกข์ข้อที่ ๑ ภิกษุมีความสำคัญในอรูปภายใน ย่อมเห็นรูปภายนอก นี้เป็นวิโมกข์ข้อที่ ๒  ภิกษุน้อมใจไปว่า นี้งาม เป็นวิโมกข์ข้อที่ ๓ ภิกษุเข้าถึง อากาสานัญจายตนะ ว่า อนนฺโต อากาโส – อากาศไม่มีที่สุดอยู่ เพราะล่วงรูปสัญญาโดยประการทั้งปวงดับปฏิฆสัญญา ไม่ใส่ใจถึงนานัตตสัญญา นี้เป็นวิโมกข์ข้อที่ ๔ ภิกษุเข้าถึง วิญญาณัญจายตนะว่า อนนฺตํ วิญฺญาณํ –วิญญาณไม่มีที่สุดอยู่ เพราะล่วง อากาสานัญจายตะ โดยประการทั้งปวง นี้เป็นวิโมกข์ข้อที่ ๕ ภิกษุเข้าถึง อากิญจัญญายตนะ ว่า นตฺถิ กิญฺจิ –อะไรๆ ไม่มีอยู่ เพราะล่วง วิญญาณัญจายตนะ โดยประการทั้งปวง เป็นวิโมกข์ข้อที่ ๖ ภิกษุเข้าถึง เนวสัญญานาสัญญายตนะ อยู่ เพราะล่วง อากิญจัญญายตนะ โดยประการทั้งปวง นี้เป็นวิโมกข์ข้อที่ ๗ ภิกษุเข้าถึง สัญญาเวทยิตนิโรธ อยู่ เพราะล่วง เนวสัญญานาสัญญายตนะ โดยประการทั้งปวง นี้เป็นวิโมกข์ข้อที่ ๘

“ธรรม ๙” ควรทำให้แจ้ง คือ อนุปุพพนิโรธ ๙ หรือ นิโรธ ๙ ได้แก่ กามสัญญาของผู้เข้าปฐมฌาน ย่อมดับไป ๑ วิตกวิจารของผู้เข้าถึงทุติยฌาน ย่อมดับไป ๑ ปีติของผู้เข้าถึงตติยฌาน ย่อมดับไป ๑ ลมอัสสาสะปัสสาสะของผู้เข้าถึงจตุตถฌาน ย่อมดับไป ๑ รูปสัญญาของผู้เข้าถึงอากาสานัญจายตนะ ย่อมดับไป ๑ อากาสานัญจายตนสัญญาของผู้เข้าถึงวิญญาณัญจายตนะ ย่อมดับไป ๑ วิญญาณัญจายตนสัญญาของผู้เข้าถึงอากิญจัญญายตนะ ย่อมดับไป ๑ อากิญจัญญายตนสัญญาของผู้เข้าถึงเนวสัญญานาสัญญายตนะ ย่อมดับไป ๑ สัญญาและเวทนาของผู้เข้าถึงสัญญาเวทยิตนิโรธ ย่อมดับไป ๑

“ธรรม ๑๐” ควรทำให้แจ้ง คือ อเสกขธรรม ๑๐ ได้แก่ สัมมาทิฏฐิ ๑ สัมมาสังกัปปะ ๑ สัมมาวาจา ๑ สัมมากัมมันตะ ๑ สัมมาอาชีวะ ๑ สัมมาวายามะ ๑ สัมมาสติ ๑ สัมมาสมาธิ ๑ สัมมาญาณะ ๑ สัมมาวิมุตติ ๑

 

ฉะนั้น ธรรมทั้งหมดที่กล่าวมาข้างต้น คือ “อริยสัจจธรรม” คือ ความจริงอันประเสริฐ [Noble] ความจินอันเป็นสามัญ [Universality] หรือสาธารณ์แห่งปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ ที่เกิดขึ้นในจิตใจ [Consciousness and Mind] ในพระสัตถุสาสน์ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้น เรียกว่า “อริยสัจจ์ ๔” หมายถึง ความจริงแห่งสัจจธรรมอันประเสริฐทำให้บุคคลผู้มีโคตรปุถุชน [โคตรแม่และโคตรพ่อ = กัมมพันธุ–DNA อันเป็นรหัสพันธุกรรม ที่ถ่ายทอดสืบแนวพันธุ์หรือขยายพันธุ์จากพ่อแม่ไปสู่ลูกและคนรุ่นต่อไป คือ ผู้มีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์จึงมาจุติและปฏิสนธิในสายพันธุกรรมเดียวกันตามวาระแห่งจิตนั้นๆ คือ จิตเป็นผู้กำหนดสายพันธุ์ เช่น พระอนาคามีจะมาอุบัติในภพหน้า จะเลือกภูมิในครอบครัวที่ทรงศีลทรงธรรมในรอบสุดท้ายก่อนตรัสรู้เป็นพระอรหันตขีณาสพผู้อนุพุทธะในพระธรรมวินัยนี้ คำว่า “อนุพุทธะ” หมายถึง ผู้ตรัสรู้ตาม คือ ตรัสรู้ด้วยได้สดับเล่าเรียนและปฏิบัติตามที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงสอนไว้ ไม่ใช่ผู้มีหน้าที่มาเปิดลัทธินิกายใหม่ในพระพุทธศาสนาให้รกโลก ให้ชาวบ้านปวดหัวกระบาลเล่น ยิ่งหากินก็ลำบากฝืดเคืองอยู่เพราะเบียดเบียนกันเหลือเกิน คือ มีไม่สู้จะพอใช้สอย ผู้ตรัสรู้ตามนั้น ได้แก่ พระอรหันตสาวกทั้งหลาย ผู้เป็นพระพุทธเจ้าน้อย แต่โคตรอริยะอาศัยความเป็นผู้ถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะ] ได้กลายเป็นบุคคลผู้มีโคตรอริยะ [เหนือโคตรภายนอก–กิเลสขันธ์กับสังขารนิมิตภายนอกทั้งสอง ได้แก่ รูปาวจรจิตสหรคตด้วยรูปฌาน ๔ กับ อรูปาวจรจิตสหรคตด้วยอรูปฌาน ๔ เรียกว่า “สมาบัติ ๘–ญาณสมาบัติ ๘” แห่งพรหมโลก ซึ่งวิวัฒน์ด้วยสามาธิและวิปัสสนาไปสู่ภาวะจิตที่เป็นอริยบุคคลแห่งพระอรหัตตวิมุตติแห่งวิสุทธิเทพ–อนุพุทธะได้] ดังนั้น จะเห็นได้ว่าองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า [เจ้าชายสิทธัตถะผู้โคตม] พระศาสดาเอกในโลก ใช้เวลาในการศึกษาค้นคว้าวิจัยธรรมทั้งหลายเป็นเวลานานถึง  ๖ ปี จึงปฏิญาณพระองค์ได้ว่าทรงบรรลุถึง “พระอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ” แล้ว แล้วฉะนั้น พวกนักปฏิบัติธรรมเพิ่งจะลงมือปฏิบัติธรรมเมื่อวานนี้ตอนบ่าย ๔ โมงเย็น แล้วจะให้บรรลุธรรมได้เลยนั้น ไม่ควรอาจหาญตนให้สูงเท่านั้นเลย แต่อย่าไปคิดหักห้ามตนว่าจะไม่มีโอกาสบรรลุธรรมวิเศษนี้ได้ คงต้องได้ในชาติใดชาติหนึ่ง ถ้ายังศรัทธาเลื่อมใสในพระศาสนานี้ ฉะนั้นหรือดังนั้น [ด้วยเหตุฉะนี้ อย่างคิดเล่นๆ แล้วลืมหายใจจะเสียเที่ยวมาเกิดเป็นคนอีก ชาติหน้าอย่ามั่นใจว่าจะได้มาเกิดเป็นอีกหรือไม่ น่าเป็นห่วงเช่นกัน อย่าประมาท...!] จิตวิญญาณของตนนั้น ต้องได้รับการพัฒนาวิวัฒน์มาอย่างถูกต้องหลายภพหลายชาติ ที่เรียกว่า “พระโพธิสัตว์” หมายถึง ท่านผู้ที่จะได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า ซึ่งกำลังบำเพ็ญบารมี ๑๐ ได้แก่ ทาน–ศีล–เนกขัมมะ–ปัญญา–วิริยะ–ขันติ–สัจจะ–อธิษฐาน–เมตตา–อุเบกขา ให้ผู้ปฏิบัติธรรมพิจารณาทบทวนเรื่อง “บารมี” [Perfections: Qualities that lead to the ripening of perfect enlightenment] ในพระพุทธศาสนา ดังนี้

 

“บารมี ๑๐” หมายถึง คุณความดีที่บำเพ็ญอย่างยิ่งยวดเพื่อบรรลุจุดหมายอันสูงยิ่ง บารมีที่พระโพธิสัตว์ต้องบำเพ็ญให้ครบบริบูรณ์ จึงจะบรรลุโพธิญาณ เป็นพระพุทธเจ้า มี ๑๐ ประการ [The Ten Perfections] ได้แก่

(๑) “ทาน” [Liberality] คือ การให้ การเสียสละเพื่อช่วยเหลือมวลมนุษย์สรรพสัตว์

(๒) “ศีล” [Morality] คือ ความประพฤติถูกต้องสุจริต ความประพฤติดี มีวินัย ไม่ก่อเวรภัย ได้ฝึกในมรรยาทอันงาม

(๓) “เนกขัมมะ” [Renunciation] คือ ความปลีกออกจากกามได้ ไม่เห็นแก่การเสพบำเรอ การออกบวชอยู่ในสมณเพศด้วยประพฤติพรหมจรรย์ ระงับโทษข้อขัดข้องมัวหมองวุ่นวายอันเกิดจากกิเลสทั้งหลายแล้วทำจิตใจให้สงบได้

(๔) “ปัญญา” [Wisdom] คือ ความรอบรู้เข้าถึงความจริง รู้จักคิดพิจารณาแก้ไขปัญหาและดำเนินการจัดการต่างๆ ให้สำเร็จ การหยั่งรู้ในเหตุผล การพิจารณาให้เข้าใจในสภาวะของสิ่งทั้งหลายจนเข้าถึงความจริง

(๕) “วิริยะ” [Energy] คือ ความเพียรแกล้วกล้าบากบั่นทำการ ไม่ทอดทิ้งธุระหน้าที่

(๖) “ขันติ” [Patience] คือ ความอดทน ควบคุมตนอยู่ได้ในธรรม ในเหตุผล และในแนวทางเพื่อจุดหมายอันชอบ ไม่ยอมลุอำนาจกิเลส  

(๗) “สัจจะ” [Truthfulness] คือ ความจริง ซื่อสัตย์ จริงใจ จริงจัง การดำรงมั่นในความจริงที่รู้ชัดด้วยปัญญา เริ่มแต่จริงวาจาจนถึงปรมัตถสัจจะ

(๘) “อธิษฐาน” [Resolution] คือ ความตั้งใจมั่น ตั้งจุดหมายไว้ดีงามชัดเจนและมุ่งไปเด็ดเดี่ยวแน่วแน่ ธรรมที่ควรใช้เป็นที่ประดิษฐานตน เพื่อให้สามารถยึดเอาผลสำเร็จสูงสุดอันเป็นที่หมายได้ โดยไม่เกิดความสำคัญตนผิด และไม่เกิดสิ่งมัวหมองหมักหมมทับถมตน

(๙) “เมตตา” [Loving-Kindness] ความรักความปรารถนาดี คิดเกื้อกูลหวังให้สรรพสัตว์อยู่ดีมีความสุข ความรักใคร่ ความปรารถนาดี มีไมตรี คิดเกื้อกูลให้ผู้อื่นและเพื่อนร่วมโลกทั้งปวงมีความสุขความเจริญ

(๑๐) “อุเบกขา” [Equanimity] ความวางใจเป็นกลาง อยู่ในธรรม เรียบสงบสม่ำเสมอ ไม่เอนเอียง ไม่หวั่นไหวไปด้วยความยินดียินร้ายชอบชังหรือแรงเย้ายวนยั่วยุใดๆ

 

เพราะฉะนั้น บารมี ๑๐ นั้น จะบริบูรณ์ต่อเมื่อพระโพธิสัตว์บำเพ็ญแต่ละบารมีครบ ๓ขั้น หรือ ๓ ระดับ จึงแบ่งบารมีเป็น ๓ ระดับ ดังนี้  

(๑) “บารมี” คือ คุณความดีที่บำเพ็ญอย่างยิ่งยวด ขั้นต้น

(๒) “อุปบารมี” คือ คุณความดีที่บำเพ็ญอย่างยิ่งยวด ขั้นจวนสูงสุด

(๓) “ปรมัตถบารมี” คือ คุณความดีที่บำเพ็ญอย่างยิ่งยวด ขั้นสูงสุด

 

อนึ่ง เกณฑ์ในการแบ่งระดับของบารมีนั้น มีหลายแง่หลายด้าน ขอยกเกณฑ์อย่างง่ายมาให้ทราบพอเข้าใจ เช่น ในข้อ “ทาน” (๑) สละทรัพย์ภายนอกทุกอย่างได้เพื่อประโยชน์แก่ผู้อื่น เป็น “ทานบารมี” (๒) สละอวัยวะเพื่อประโยชน์แก่ผู้อื่น เป็น “ทานอุปบารมี” (๓) สละชีวิตเพื่อประโยชน์แก่ผู้อื่น เป็น “ทานปรมัตถบารมี” บารมีในแต่ละขั้นมี ๑๐ จึงแยกเป็น (๑) บารมี ๑๐ [ทศบารมี] (๒) อุปบารมี ๑๐ [ทศอุปบารมี] และ (๓) ปรมัตถบารมี ๑๐ [ทศปรมัตถบารมี] รวมทั้งสิ้นเป็นบารมี ๓๐ เรียกเป็นคำศัพท์ว่า “สมดึงสบารมี” [สมติงสบารมี] แปลว่า “บารมีสามสิบถ้วน” หรือ “บารมีครบเต็มสามสิบ” แต่ในภาษาไทย บางทีเรียกสืบๆ กันมาว่า “บารมี ๓๐ ทัศ” ก็ให้ผู้ปฏิบัติพิจารณาถึงความตั้งใจมั่นในการบำเพ็ญเพียรบารมีของความเป็นพระโพธิสัตว์ว่า มีความยากลำบากแค่ไหนกว่าจะมาเป็นพระพุทธเจ้าได้ โดยเฉพาะที่เรียกว่า “ปัจเจกพุทธะ” ซึ่งไม่ใช่ “พุทธเสฏฐะ” หมายถึง ผู้ประเสริฐสุดในพระพุทธะทั้งหลาย เพราะเป็นผู้ตรัสรู้ เป็นผู้สูงสุดและควรสรรเสริญ หรือ (๑) “สัพพัญญูพุทธะ–พระสัมมาสัมพุทธะ–พระพุทธเจ้า” หมายถึง ท่านผู้ตรัสรู้เองและสอนผู้อื่นให้รู้ตาม (๒) “อนุพุทธะ–สาวกพุทธะ–จตุสัจจพุทธะ” หมายถึง ท่านผู้ตรัสรู้ตามพระพุทธเจ้าในอริยสัจจ์ ๔ ตามพระสัตถุสาสน์คำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า (๓) “ปัจเจกพุทธะ” หมายถึง ท่านผู้ตรัสรู้เฉพาะตัว มิได้สั่งสอนผู้อื่น = พระอรหันต์–พระอรหันตขีณาสพ และ (๔) “สุตพุทธะ” หมายถึง ผู้รู้เพราะได้ฟัง ผู้รู้โดยสุตะ นั่นคือ บุคคลที่เป็นพหูสูต พระอริยสาวกส่วนใหญ่จึงเป็น “สาวกพุทธะ” หรือน้อยมากจะเป็น “สุตพุทธะ” ส่วน “ปัจเจกพุทธะ” แทบจะไม่อุบัติขึ้นเองในพระธรรมวินัยนี้

 

อย่างไรก็ตาม เพื่อให้รู้เข้าใจอย่างถูกต้องในทุกขั้นตอนของการปฏิบัติธรรม [ธัมมานุธัมมปฏิปัตติ] นั้น ผู้ปฏิบัติธรรมจำเป็นต้องศึกษาวิจัยค้นคว้าในเรื่อง “พุทธประวัติ” หมายถึง ประวัติของพระพุทธเจ้า นั่นคือ ลำดับกาลในพุทธประวัติตามที่ท่านแบ่งไว้ใน “อรรถกถา” จัดได้เป็น ๓ ช่วงใหญ่ ได้แก่

(๑) “ทูเรนิทาน” คือ เรื่องราวตั้งแต่เริ่มเป็นพระโพธิสัตว์ เสวยพระชาติในอดีต จนถึงอุบัติในสวรรค์ชั้นดุสิต

(๒) “อวิทูเรนิทาน” คือ เรื่องราวตั้งแต่จุติจากสวรรค์ชั้นดุสิต จนถึงตรัสรู้

(๓) “สันติเกนิทาน” คือ เรื่องราวตั้งแต่ตรัสรู้แล้ว จนเสด็จปรินิพพาน

 

ในส่วนของ “สันติเกนิทาน” นั้น ก็คือ “โพธิกาล” นั่นเอง ซึ่งแบ่งย่อยได้เป็น ๓ ช่วง ได้แก่

(๑) “ปฐมโพธิกาล” คือ ตั้งแต่ตรัสรู้ จนถึงได้พระอัครสาวก นั่นคือ เวลาแรกตรัสรู้ ระยะเวลาช่วงแรกหลังจากพระพุทธเจ้าตรัสรู้แล้ว คือ ระยะประดิษฐานพระพุทธศาสนา นับคร่าวๆ ตั้งแต่ตรัสรู้ถึงได้พระอัครสาวก ซึ่งมีเหตุการณ์สำคัญ ที่เรียกว่า “พุทธโอวาท ๓” [โอวาทปาฏิโมกข์] หมายถึง คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้ามีหลักใหญ่ ๓ ข้อ ได้แก่ (๑) “สพฺพปาปสฺส อกรณํ” ไม่ทำความชั่วทั้งปวง (๒) “กุสลสฺสูปสมฺปทา” ทำความดีให้เพียบพร้อม (๓) “สจิตฺตปริโยทปนํ” ทำใจของตนให้สะอาดบริสุทธิ์ อนึ่ง “โอวาทปาฏิโมกข์” หมายถึง ปาฏิโมกข์ที่เป็นพระพุทธโอวาท ได้แก่ พุทธพจน์ ๓ คาถากึ่ง ดังที่ได้ตรัสในที่ประชุมพระอรหันต์ ๑,๒๕๐ องค์ ในวันมาฆปุณมี หลังตรัสรู้แล้ว ๙ เดือน และใน “อรรถกถา” กล่าวว่า พระพุทธเจ้าทรงแสดงโอวาทปาฏิโมกข์ในที่ประชุมพระสงฆ์เป็นประจำตลอด ๒๐ พรรษาแรก ต่อจากนั้น จึงได้รับสั่งให้พระสงฆ์สวดอาณาปาฏิโมกข์กันเองสืบต่อมา

(๓) “มัชฌิมโพธิกาล” คือ ตั้งแต่ประดิษฐานพระศาสนาในแคว้นมคธ จนถึงปลงพระชนมายุสังขาร นั่นคือ ระยะเวลาบำเพ็ญพุทธกิจของพระพุทธเจ้าตอนกลางระหว่าง “ปฐมโพธิกาล” กับ “ปัจฉิมโพธิกาล” นับคร่าวๆตั้งแต่ประดิษฐานพระพุทธศาสนาในแคว้นมคธไปแล้ว ถึงปลงพระชนมายุสังขาร

(๓) “ปัจฉิมโพธิกาล” คือ ตั้งแต่ปลงพระชนมายุสังขาร จนถึงปรินิพพาน นั่นคือ โพธิกาลช่วงหลังระยะเวลาบำเพ็ญพุทธกิจตอนท้าย คือ ช่วงใกล้จนถึงปรินิพพาน กำหนดคร่าวๆ ตาม “มหาปรินิพพานสูตร” ตั้งแต่ปลงพระชนมายุสังขารถึงปรินิพพาน และมีเหตุการณ์สำคัญ ที่เรียกว่า “ปัจฉิมโอวาท” หมายถึง คำสอนครั้งสุดท้าย หรือ “ปัจฉิมวาจา” คือ พระดำรัสสุดท้ายของพระพุทธเจ้าก่อนจะปรินิพพานว่า: “วยธมฺมา สงฺขารา อปฺปมาเทน สมฺปาเทถ” แปลว่า “สังขารทั้งหลาย มีความเสื่อมสลายไปเป็นธรรมดา ท่านทั้งหลายจง [ยังประโยชน์ตนและประโยชน์ผู้อื่น = พุทธคุณ ๒] ให้ถึงพร้อม ด้วยความไม่ประมาทเถิด”

 

 

ฉะนั้น ในพระปัจฉิมโอวาทของพระพุทธเจ้าก่อนจะปรินิพพานนั้น ถือว่าเป็นพระสัตถุสาสน์สำคัญที่เป็นการประมวลหลักธรรมทั้งปวงมาประชุมลงไว้ที่ข้อธรรมว่า “อัปปมาทะ” [Earnestness] หมายถึง “ความไม่ประมาท” ดังพุทธพจน์ ๓ ประการ ที่ว่า:

 

(๑) “รอยเท้าของสัตว์บกทั้งหลาย ชนิดใดๆ ก็ตาม ย่อมลงในรอยเท้าช้างได้ทั้งหมด รอยเท้าช้าง เรียกว่าเป็นยอดของรอยเท้าเหล่านั้น โดยความใหญ่ ฉันใด กุศลธรรมทั้งหลาย อย่างใดๆ ก็ตาม ย่อมมีความไม่ประมาทเป็นมูล ประชุมลงในความไม่ประมาทได้ทั้งหมด ความไม่ประมาท เรียกได้ว่าเป็นยอดของธรรมเหล่านั้น ฉันนั้น”

 

(๒) “ผู้มีกัลยาณมิตร พึงเป็นอยู่โดยอาศัยธรรมเอกข้อนี้ คือ ความไม่ประมาทในกุศลธรรมทั้งหลาย”

 

(๓) “ธรรมเอกอันจะทำให้ยึดเอาประโยชน์ไว้ได้ทั้ง ๒ อย่าง คือ ทั้งทิฏฐธัมมิกัตถะ [ประโยชน์ปัจจุบันประโยชน์เฉพาะหน้า หรือประโยชน์สามัญของชีวิต เช่น ทรัพย์ ยศ กามสุข เป็นต้น] และสัมปรายิกัตถะ [ประโยชน์เบื้องหน้าหรือประโยชน์ขั้นสูงขึ้นไปทางจิตใจหรือคุณธรรม] ก็คือความไม่ประมาท”

 

แต่สิ่งที่นอกเหนือกว่านั้น พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงฝากข้อธรรมสำคัญในสัจจพุทธวาทะนั้นไว้ ๒ ประการ ที่เรียกว่า “พุทธคุณ ๒” [Qualities of the Buddha] ดังนี้

 

“พุทธคุณ ๒” หมายถึง คุณสมบัติแห่งความเป็นพระพุทธเจ้า ที่ถือเป็นธรรมสำคัญอันยิ่ง คือ “มหาโพธิสมภาร” ที่ประกอบด้วย (๑) ปัญญา [Wisdom] กับ (๒) กรุณา [Compassion] ได้แก่   

(๑) “อัตตหิตสมบัติ” คือ ความถึงพร้อมแห่งประโยชน์ตน ทรงบำเพ็ญประโยชน์ส่วนพระองค์เองเสร็จสิ้นสมบูรณ์แล้ว พระคุณข้อนี้มุ่งเอา “พระปัญญา” เป็นหลัก เพราะเป็นเครื่องให้สำเร็จ “พุทธภาวะ” คือ ความเป็นพระพุทธเจ้า และ “ความเป็นอัตตนาถะ” คือ พึ่งตนเองได้

(๒) “ปรหิตปฏิบัติ” คือ การปฏิบัติเพื่อประโยชน์แก่ผู้อื่น ทรงบำเพ็ญพุทธจริยาเพื่อประโยชน์แก่ผู้อื่น พระคุณข้อนี้มุ่งเอา “พระกรุณา” เป็นหลัก เพราะเป็นเครื่องให้สำเร็จ “พุทธกิจ” คือ หน้าที่ของพระพุทธเจ้า และ “ความเป็นโลกนาถ” คือ เป็นที่พึ่งของชาวโลกได้

 

“โพธิสมภาร” หมายถึง  คุณความดีที่เป็นเครื่องประกอบของโพธิ คุณความดีทั้งหลายเฉพาะอย่างยิ่ง ประดาบารมีที่เป็นส่วนประกอบอันรวมกันให้สำเร็จโพธิ คือ “ความตรัสรู้” [สัมโพธะ–อาสวักขยญาณ] ตามปกติ หมายถึงประดาบารมีที่พระโพธิสัตว์บำเพ็ญ อันจะให้สำเร็จความเป็นพระพุทธเจ้า ซึ่งบางทีเรียกว่า “มหาโพธิสมภาร” [พุทธคุณ ๒] อันประมวลเข้าได้ในธรรมใหญ่ ๒ ประการ คือ “ปัญญา” และ “กรุณา”  เมื่อใช้อย่างกว้างๆ หมายถึง “โพธิปักขิยธรรม ๓๗” [อภิญญาเทสิตธรรม–เอกายนมรรค] ก็ได้ ดังนี้

(๑) “ปัญญา” [Wisdom] คือ ความรอบรู้เข้าถึงความจริง รู้จักคิดพิจารณาแก้ไขปัญหาและดำเนินการจัดการต่างๆ ให้สำเร็จ การหยั่งรู้ในเหตุผล การพิจารณาให้เข้าใจในสภาวะของสิ่งทั้งหลายจนเข้าถึงความจริง

(๒) “กรุณา” [Compassion] คือ ความสงสาร คิดช่วยให้พ้นทุกข์ ใฝ่ใจในอันจะปลดเปลื้องบำบัดความทุกข์ยากเดือดร้อนของปวงสัตว์

 

ดังนั้น จะเห็นได้ว่า ภารกิจสำคัญในการปฏิบัติธรรมนั้น คือ การชำระล้างกิเลสทั้งหลายใน (๑) ร่างกายด้วยศีลอันยิ่ง (๒) จิตใจด้วยสมาธิแห่งจิตอันยิ่ง รวมทั้ง (๓) ปัญญาด้วยปัญญาอันยิ่ง [ไตรสิกขา] ให้หมดจดบริสุทธิ์จากนิวรณ์ [วิสุทธิ ๗] โดยการตั้งต้นที่ ความเป็นมนุษย์ในชาตินี้ ถ้าใฝ่ทางอกุศลก็อยู่ใน “อบายภูมิ ๔” ที่เรียกว่า “ทุคติ” ถ้าใฝ่ในทางกุศล [ปริตตะ–กามาวจร] ก็อยู่ใน “กามาวจรสุคติ ๗” ซึ่งเรียกรวมกันกับอบายภูมิว่า “ทุคติแห่งสังสารวัฏฏ์” [สังสารทุกข์] แต่ถ้าใฝ่สูงยิ่งนักกว่านั้น ด้วยเจริญสมาธิจนจิตพัฒนาวิวัฒน์ไปถึง “มหัคคตะ–พรหมโลก” คือ “รูปาวจรภูมิ–รูปฌาน ๔” กับ “อรุปาวจรภูมิ–อรูปฌาน ๔” แต่ถ้าวิวัฒน์จิตเข้าสู่ภูมิแห่งปัญญาอันยิ่งกว่านั้นหาประมาณมิได้ คือ “อัปปมาณะ–โลกุตตระ” และแล้วผู้ปฏิบัติธรรมจะเลือกเอาตัวไหน ก็อย่าเผลอลงไปที่ “อุบายภูมิ ๔” ก็แล้วกัน หมายถึง ภูมิที่ไม่เจริญ–ภูมิกำเนิดที่ปราศจากความเจริญ ได้แก่ (๑) นิรยะ–นรก–สภาวะหรือที่อันไม่มีความสุขความเจริญ–ภาวะเร่าร้อนกระวนกระวาย (๒) ติรัจฉานโยนิ–กำเนิดดิรัจฉาน–พวกมืดมัวโง่เขลา (๓) ปิตติวิสัย–ภูมิแห่งเปรต–ภูมิแห่งผู้หิวกระหายไร้สุข (๔) อสุรกาย–พวกอสุรกาย–พวกหวาดหวั่นไร้ความรื่นเริง ก็ให้ผู้ปฏิบัติธรรมจงสำรวมระวังเอาไว้ให้ดีอินทรีย์ทั้ง ๖ อย่าไปแวะกลับมากลับไปอยู่อย่างนั้น เพราะเป็นความฉิบหายวิบัติใน ๔ ประการ ที่เรียกว่า “วิบัติ ๔” หมายถึง ความผิดพลาด–ความเคลื่อนคลาด–ความเสียหาย–ความบกพร่อง–ความใช้การไม่ได้  อย่างเช่น นั่งสมาธิมาดีเกือบตาย แต่ไม่เกิดปัญญาอะไรทั้งสิ้น กลับไปมีคนชั่วเป็นมิตรหรือมีลูกศิษย์ชั่วๆ เป็นบริวาร เสียเวลาในการเจริญธรรมเปล่าๆ ไม่สามารถเปลี่ยนภูมิได้จริง ได้แก่  (๑) “ศีลวิบัติ” คือ วิบัติแห่งศีล เสียศีล สำหรับพระภิกษุ คือ ต้องอาบัติปาราชิก หรือ สังฆาทิเสส  (๒) “อาจารวิบัติ” คือ วิบัติแห่งอาจาระ เสียความประพฤติ จรรยามรรยาทไม่ดี สำหรับพระภิกษุ คือ ต้องลหุกาบัติ แต่ถุลลัจจัย ถึง ทุพภาสิต (๓) “ทิฏฐิวิบัติ” คือ วิบัติแห่งทิฏฐิ ความเห็นคลาดเคลื่อน ผิดธรรมผิดวินัย และ (๔) “อาชีววิบัติ” คือ วิบัติแห่งอาชีวะ ประกอบมิจฉาชีพ หาเลี้ยงชีพในทางที่ผิด ถ้าจะกันอย่างลึกๆ แล้วนั้น คือ ไม่ได้ประพฤติจตุสติปัฏฐานอย่างแท้จริง มีการละเลยไม่คิดระลึกถึงคุณชาติในสมาธินี้และอธิบดีแห่งวิปัสสนาได้เลย [เลยเชียงคายไปอีก เอาไม่อยู่] โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กระบวนการสร้างปัญญาทั้งในสมาธิและในวิปัสสนา ด้วยการเข้าไม่ถึง “รูปฌาน ๔–อรูปฌาน ๔–วิชชา ๓” กับ “อนุปัสสนา ๗–มหาวิปัสสนา ๑๘–ญาณ ๑๖” หรือมิฉะนั้น ก็บกพร่องจากการศึกษาฝึกอบรมอย่างถูกต้องตามลำดับแห่งไตรสิกขา [สิกขา ๓] ที่เรียกว่า “อนุปุพพสิกขา ๓: อธิสีลสิกขา–อธิจิตตสิกขา–อธิปัญญาสิกขา” ที่มีปัญญานำด้วยหลักธรรม “มัชฌิมาปฏิปทา” [ทางสายกลางแห่งปัญญา ไม่ใช่อย่างอื่นโดยวิปริต] นั่นคือ “อริยมรรคมีองค์ ๘” ที่มีลำดับเริ่มด้วย (๑) อธิปัญญาสิกขา–เริ่มต้นด้วยปัญญา (๒) อธิสีลสิกขา–ดำเนินด้วยปัญญา (๓) อธิจิตตสิกขา–นำไปสู่ปัญญา นั่นคือ อริยสัจจ์ ๔–ปฏิจจสมุปบาท ๑๒–ไตรลักษณ์ ต่อไป นอกจากนี้ ยังต้องพอกพูนด้วยอริยมรรค อันสัมปยุตต์ด้วยพระสัตถุสาสน์คำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า นั่นคือ “ธรรม ๘ อย่าง” ได้แก่ (๑) วิราคะ–ความคลายกำหนัด (๒) วิสังโยค–ความหมดเครื่องผูกรัด (๓) อปจยะ–ความไม่พอกพูนกิเลส (๔) อัปปิจฉตา–ความมักน้อย (๕) สันตุฏฐี–ความสันโดษ (๖) ปวิเวก–ความสงัด (๗) วิริยารัมภะ–การประกอบความเพียร (๘) สุภรตา–ความเลี้ยงง่าย กับ “ธรรม ๗ อย่าง” ได้แก่ (๑) เอกันตนิพพิทา–ความหน่ายสิ้นเชิง (๒) วิราคะ–ความคลายกำหนัด (๓) นิโรธ–ความดับ (๔) อุปสมะ–ความสงบ (๕) อภิญญา–ความรู้ยิ่งรู้ชัด (๖) สัมโพธะ–ความตรัสรู้ (๗) นิพพาน–ความสิ้นกิเลสและทุกข์แล้ว ในธรรมทั้ง ๒ อย่าง ดังกล่าวนี้ ย่อมกลายเป็นอินทรีย์และพละในการทำลายธรรมที่เป็นปฏิปักษ์ได้ โดยเฉพาะ “โลกธรรม ๘” หมายถึง ธรรมดาของโลก–เรื่องของโลก–ความเป็นไปตามคติธรรมดาซึ่งหมุนเวียนมาหาสัตวโลกและสัตวโลกก็หมุนเวียนตามมันไป ได้แก่ (๑) ลาภ–ได้ลาภ–มีลาภ (๒) อลาภ–เสื่อมลาภ–สูญเสีย (๓) ยส–ได้ยศ–มียศ (๔) อยส–เสื่อมยศ (๕) นินทา–ติเตียน (๖) ปสังสา–สรรเสริญ (๗) สุข–ความสุข (๘) ทุกข์–ความทุกข์ ฉะนั้น พระอรหันต์ย่อมเป็นบุคคลผู้รู้เท่าทันกับโลกธรรมทั้งหมดนี้ได้ และละระงับได้จนหมดสิ้น จึงได้ชื่อว่า “ผู้ปราศจาก โสกะ–ปริเทวะ–ทุกข์–โทมนัส–อุปายาส เป็นธรรมดา” และย่อมไม่ใช่ในปุถุชนที่จะละข้ามหลีกออกไปได้ง่ายนัก

 

ฉะนั้น การถือประพฤติปฏิบัติตาม (๑) ธรรม ๘ อย่าง (๒) ธรรม ๗ อย่าง และงดเว้นหลักจาก (๓) โลกธรรม ๘ แล้วหันมาสนใจในการพัฒนาปัญญาให้ยิ่งขึ้นไปใน “อัปปมาณะ–ธรรมที่ประมาณมิได้ คือ ความเป็นโลกุตตระ” พร้อมด้วยจิตสหรคตด้วย “มหัคคตะ” [มหรคต–ธรรมที่ถึงความยิ่งใหญ่ คือ ความเป็นรูปาวจร หรือ ความเป็นอรูปาวจร] ด้วยการประพฤติปฏิบัติไปตามลำดับ ที่เรียกว่า “อนุปุพพปฏิปทา” ได้แก่ “อนุปัสสนา ๗–มหาวิปัสสนา ๑๘–การจำแนกอารมณ์ ๓๘ อย่าง–โพธิปักขิยธรรม ๓๗” นอกจากนี้ ยังต้องมีความนึกคิดดำเนินใจในการรักษาอารมณ์แห่งกรรมที่พัฒนาจากจิตที่ปราศจากนิวรณ์ [ญาณทัสสนะ–ยถาภูตญาณทัสสนะ] ไปสู่การวิวัฒน์ทางปัญญาแห่งปัญญาอันยิ่ง [ญาณ–ยถาภูตญาณ–สังขารปริจเฉทญาณ–ธัมมัฏฐิติญาณ–สัมมสนญาณ] ใน “โลกุตตรธรรม ๙” เพราะฉะนั้น ทุนทางปัญญาอันเป็นองค์ความรู้ในถึงขั้นนี้ได้ ก็ไม่ใช่เรื่องสาธารณ์แก่ปุถุชนผู้ไม่ได้ศึกษาพระธรรมคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแต่ประการใดเลย ผู้มีวาสนาในธรรมแห่งปีติปราโมทย์ได้นั้น ย่อมเป็นกุศลบารมีที่จะสั่งสมให้แก่กล้าในการปฏิบัติธรรมให้ยิ่งขึ้นไป ภูมิจิตของผู้ที่เจริญแล้วนั้น ย่อมไปถึง “โลกุตตรธรรม” ได้อย่างแน่นอน ที่เรียกว่า “โลกุตตรภูมิ” หมายถึง ชั้นที่พ้นจากโลก–ระดับแห่งโลกุตตรธรรม–ระดับจิตใจของพระอริยเจ้าอันพ้นแล้วจากโลกียภูมิ ๓ ข้างต้น ได้แก่  กามาวจรภูมิ–รูปาวจรภูมิ–อรูปาวจรภูมิ ข้อนี้ในบาลีที่มา เรียกว่า “อปริยาปันนภูมิ” คือ ขั้นที่ไม่นับเนื่องในวัฏฏะ–ระดับที่ไม่ถูกจำกัด ให้ผู้ปฏิบัติพิจารณาภูมิแห่งการปฏิบัติธรรม เพื่อให้เข้าใจเกณฑ์การเปรียบเทียบความก้าวหน้าในชีวิตและจิตใจ ที่เรียกว่า “จิต ๘๙” หมายถึง ธรรมชาติที่รู้อารมณ์–สภาพที่นึกคิด–ความคิด–ใจ–วิญญาณ พร้อมด้วย “เจตสิก ๕๒ –กิจวิญญาณปวัตติ ๑๔” โดยเปรียบเทียบกับ “ธรรม ๒ แห่งภูมิ ๓๑: อุปาทินนธรรม–อนุปาทินนธรรม” [ภูมิ ๓๑ เป็นโลกียภูมิเท่านั้น ต่อจากนั้นจึงเป็นโลกุตตรภูมิ] ดังนี้

 

(๑) “อุปาทินนธรรม” หมายถึง ธรรมที่ถูกยึด ธรรมที่กรรมอันสัมปยุตด้วยตัณหาและทิฏฐิเข้ายึดครอง ได้แก่ “นามขันธ์ ๔” ที่เป็นวิบาก และรูปที่เกิดแต่กรรมทั้งหมด ซึ่งเป็น “ภูมิแห่งวัฏฏะ ๓” ที่เรียกว่า “ทุคติ”

 

(๑.๑) “กามาวจรภูมิ” (ข้อ ๑ ในภูมิ ๔ และ กามาวจรจิต ๕๔ โดยภูมิประเภท) คือ ชั้นที่ท่องเที่ยวอยู่ในกาม ระดับจิตใจที่ยังปรารภกามเป็นอารมณ์ คือยังเกี่ยวข้องกับกามคุณ ระดับจิตใจของสัตว์ในกามภพทั้ง ๑๑ ชั้น ภูมิทั้ง ๑๑ ใน ๒ หมวดนี้ รวมเป็น “กามาวจรภูมิ ๑๑”

. “อบายภูมิ ๔” (ข้อ ๑ ในภูมิ ๔–ภูมิ ๓๑) คือ ภูมิที่ปราศจากความเจริญ

) นิรยะ [นรก]

) ติรัจฉานโยนิ [กำเนิดดิรัจฉาน]   

) ปิตติวิสัย [แดนเปรต]  

) อสุรกาย [พวกอสูร]

. “กามสุคติภูมิ ๗” (ข้อ ๒ ในภูมิ ๔–ภูมิ ๓๑) คือ กามาวจรภูมิที่เป็นสุคติ ภูมิที่เป็นสุคติซึ่งยังเกี่ยวข้องกับกาม

) มนุษย์ [ชาวมนุษย์]    

) จาตุมหาราชิกา [สวรรค์ชั้นที่ท้าวมหาราช ๔ ปกครอง]

) ดาวดึงส์ [แดนแห่งเทพ ๓๓ มีท้าวสักกะเป็นใหญ่]

) ยามา [แดนแห่งเทพผู้ปราศจากความทุกข์]

) ดุสิต [แดนแห่งเทพผู้เอิบอิ่มด้วยสิริสมบัติของตน]  

) นิมมานรดี [แดนแห่งเทพผู้ยินดีในการเนรมิต]  

) ปรนิมมิตวสวัตดี [แดนแห่งเทพผู้ยังอำนาจให้เป็นไปในสมบัติที่ผู้อื่นนิรมิตให้]  

 

[หมายเหตุ: ในอันดับถัดไป คือ สมาธิภาวนา เพื่อกำจัดนิวรณ์ด้วย “ญาณในธรรมอุปการะแก่สมาธิ ๘” ได้แก่ เนกขัมมะ–อัพยาบาท–อวิเขกปะ–อาโลกสัญญา–ธรรมววัตถาน–ญาณ [ฌาน]–ปราโมทย์–กุศลธรรมทั้งปวง คำว่า “กุศลธรรมทั้งปวง” ได้แก่ รูปฌาน ๔–อรูปฌาน ๔–มหาวิปัสสนา ๑๘–โลกุตตรธรรม ๙ และ โพธิปักขิยธรรม ๓๗]

 

(๑.๒) “รูปาวจรภูมิ” (ข้อ ๒ ในภูมิ ๔ และ รูปาวจรจิต ๑๕ โดยภูมิประเภท) คือ ชั้นที่ท่องเที่ยวอยู่ในรูป ระดับจิตใจที่ปรารภรูปธรรมเป็นอารมณ์ ระดับจิตใจของท่านผู้ได้ฌานหรือผู้อยู่ในรูปภพทั้ง ๑๖ ชั้น

. “รูปาวจรภูมิ ๑๖” (ข้อ ๓ ในภูมิ ๔–ภูมิ ๓๑) คือ ชั้นที่ท่องเที่ยวอยู่ในรูป ชั้นรูปพรหม

ก. “ปฐมฌานภูมิ ๓” [ระดับปฐมฌาน = วิตก–วิจาร–ปีติ–สุข–เอกัคคตา]

) พรหมปาริสัชชา [พวกบริษัทบริวารมหาพรหม]  

) พรหมปุโรหิตา [พวกปุโรหิตมหาพรหม]

) มหาพรหมา [พวกท้าวมหาพรหม]  

ข. “ทุติยฌานภูมิ ๓” [ระดับทุติยฌาน = ปีติ–สุข–เอกัคคตา]  

) ปริตตาภา [พวกมีรัศมีน้อย]  

) อัปปมาณาภา [พวกมีรัศมีประมาณไม่ได้]

) อาภัสสรา [พวกมีรัศมีสุกปลั่งซ่านไป]  

ค. “ตติยฌานภูมิ ๓” [ระดับตติยฌาน = สุข–เอกัคคตา]  

) ปริตตสุภา [พวกมีลำรัศมีงามน้อย]

) อัปปมาณสุภา [พวกมีลำรัศมีงามประมาณมิได้]

) สุภกิณหา [พวกมีลำรัศมีงามกระจ่างจ้า]

ง. “จตุตถฌานภูมิ ๓–” [ระดับจตุตถฌาน = อุเบกขา–เอกัคคตา]  

๑๐) เวหัปผลา [พวกมีผลไพบูลย์]

๑๑) อสัญญีสัตว์ [พวกสัตว์ไม่มีสัญญา]  

(*) “สุทธาวาส ๕” [พวกมีที่อยู่อันบริสุทธิ์ หรือ ที่อยู่ของท่านผู้บริสุทธิ์ คือ ที่เกิดของพระอนาคามี] ดังนี้

๑๒) อวิหา [เหล่าท่านผู้ไม่เสื่อมจากสมบัติของตน หรือผู้ไม่ละไปเร็ว–ผู้คงอยู่นาน]

๑๓) อตัปปา [เหล่าท่านผู้ไม่ทำความเดือดร้อนแก่ใคร หรือผู้ไม่เดือดร้อนกับใคร]

๑๔) สุทัสสา [เหล่าท่านผู้งดงามน่าทัศนา]  

๑๕) สุทัสสี [เหล่าท่านผู้มองเห็นชัดเจนดี หรือผู้มีทัศนาแจ่มชัด]  

๑๖) อกนิฏฐา [เหล่าท่านผู้ไม่มีความด้อยหรือเล็กน้อยกว่าใคร–ผู้สูงสุด]

 

(๑.๓) “อรูปาวจรภูมิ” (ข้อ ๓ ในภูมิ ๔ และ อรูปาวจรจิต ๑๒ โดยภูมิประเภท) คือ ชั้นที่ท่องเที่ยวอยู่ในอรูป ระดับจิตใจที่ปรารภอรูปธรรมเป็นอารมณ์ ระดับจิตใจของท่านผู้ได้อรูปฌาน หรือผู้อยู่ในอรูปภพทั้ง ๔ ชั้น  

 

. “อรูปาวจรภูมิ ๔” (ข้อ ๔ ในภูมิ ๔–ภูมิ ๓๑) คือ ชั้นที่ท่องเที่ยวอยู่ในอรูป ชั้นอรูปพรหม  

) อากาสานัญจายตนภูมิ [ชั้นที่เข้าถึงภาวะมีอากาศไม่มีที่สุด]  

) วิญญาณัญจายตนภูมิ [ชั้นที่เข้าถึงภาวะมีวิญญาณไม่มีที่สุด]

) อากิญจัญญายตนภูมิ [ชั้นที่เข้าถึงภาวะไม่มีอะไร]

) เนวสัญญานาสัญญายตนภูมิ [ชั้นที่เข้าถึงภาวะมีสัญญาก็ไม่ใช่ ไม่มีสัญญาก็ไม่ใช่]  

 

 [หมายเหตุ: กิจในสมาธิภาวนาในส่วนนี้ถัดไป คือ “ญาณทัสนนะ” (ปัญญาในสมาธิ) ที่เกิดขึ้นใน อนุปัสสนา ๗–มหาวิปัสสนา ๑๘–ญาณ ๑๖–วิปัสสนาญาณ ๙ หรือ วิปัสสนาญาณ ๑๐ (ปัญญาในวิปัสสนา)]

 

(๒) “อนุปาทินนธรรม” หมายถึง ธรรมที่ไม่ถูกยึด ธรรมที่กรรมอันสัมปยุตด้วยตัณหาและทิฏฐิไม่เข้ายึดครอง ได้แก่ “นามขันธ์ ๔” ส่วนนอกนี้ รูปที่มิใช่เกิดแต่กรรม และโลกุตตรธรรมทั้งหมด

 

(๒.๑) “โลกุตตรภูมิ” (ข้อ ๔ ในภูมิ ๔ และโลกุตตรจิต ๘ โดยภูมิประเภท) คือ ชั้นที่พ้นจากโลก ระดับแห่งโลกุตตรธรรม ระดับจิตใจของพระอริยเจ้าอันพ้นแล้วจากโลกียภูมิ ๓ ข้างต้น ข้อนี้ในบาลีที่มา เรียกว่า “อปริยาปันนภูมิ” คือ ขั้นที่ไม่นับเนื่องในวัฏฏะ ระดับที่ไม่ถูกจำกัด

 

“โลกุตตรธรรม ๙” คือ ธรรมอันมิใช่วิสัยของโลก สภาวะพ้นโลก (รวมกับ “โพธิปักขิยธรรม ๓๗” = “โลกุตตรธรรม ๔๖” ได้แก่ สติปัฏฐาน ๔ [สติสัมปชัญญะสัมมัปปธาน ๔–อิทธิบาท ๔–อินทรีย์ ๕–พละ ๕–โพชฌงค์ ๗–มรรคมีองค์ ๘)

๑) “มัคคญาณ–มรรค ๔–อริยมรรค ๔” หมายถึง ญาณในอริยมรรค ปัญญาสูงสุดที่กำจัดกิเลสเป็นเหตุให้บรรลุความเป็น “อริยบุคคล” ชั้นหนึ่งๆ ได้แก่ โสดาปัตติมรรค–สกทาคามิมรรค–อนาคามิมรรค–อรหัตตมรรค หรือ โสตาปัตติมัคคญาณ–สกทาคามิมัคคญาณ–อนาคามิมัคคญาณ–อรหัตตมัคคญาณ

๒) “ผลญาณ–ผล ๔–อริยผล ๔–สามัญผล ๔” หมายถึง ญาณในอริยผล ญาณที่เกิดขึ้นในลำดับ ต่อจาก “มัคคญาณ” และเป็น “ผลแห่งมัคคญาณ” นั้น ซึ่งผู้บรรลุแล้วได้ ชื่อว่าเป็นพระอริยบุคคลขั้นนั้นๆ ได้แก่ โสดาปัตติผล–สกทาคามิผล–อนาคามิผล–อรหัตตผล หรือ โสดาบัน–โสดาปัตติผลญาณ ๑ สกทาคามี–สกทาคามิผลญาณ ๑ อนาคามี–อนาคามิผลญาณ ๑ อรหันต์–อรหัตตผลญาณ ๑

๓) “นิพพาน ๑” [อสังขตธาตุ] ได้แก่ สอุปาทิเสสนิพพาน–อนุปาทิเสสนิพพาน

 

(๒.๒) “นิพพาน ๒” คือ สภาพที่ดับกิเลสและกองทุกข์แล้ว ภาวะที่เป็นสุขสูงสุด เพราะไร้กิเลสไร้ทุกข์ เป็นอิสรภาพสมบูรณ์ ได้แก่

(๑) สอุปาทิเสสนิพพาน–นิพพานยังมีอุปาทิเหลือ หรือ กิเลสปรินิพพาน–ดับกิเลส ยังมีเบญจขันธ์เหลือ ซึ่งเป็นนิพพานของพระอรหันต์ผู้ยังเสวยอารมณ์ที่น่าชอบใจและไม่น่าชอบใจทางอินทรีย์ ๕ รับรู้สุขทุกข์อยู่ เรียกว่า “สอุปาทิเสสบุคคล–พระเสขะ”

(๒) อนุปาทิเสสนิพพาน–นิพพานไม่มีอุปาทิเหลือ หรือ ขันธปรินิพพาน–ดับกิเลส ไม่มีเบญจขันธ์เหลือ–วิวัฏฏะ ซึ่งเป็นนิพพานของพระอรหันต์ผู้ระงับการเสวยอารมณ์ทั้งปวงแล้ว เรียกว่า “อนุปาทิเสสบุคคล–พระอเสขะ” [สัมมาวิมุตติ = สัมมัตตะ ๑๐]

 

เพราะฉะนั้น การจำแนกธรรมเป็น ๒ ฝ่าย [อุปาทินนธรรม–อนุปาทินนธรรม] แล้วกำหนดนัยแห่งภูมิทั้ง ๓๑ ชั้น ย่อมทำให้ระดับคุณภาพจิตหรือชีวิตที่เป็นผลวิบากแห่งจิตและปัญญานั้นๆ ได้ ผู้ที่ปฏิบัติธรรมได้บรรลุถึงฌานสมาบัตินั้น จิตย่อมปราศจากนิวรณ์ หน้าตาสดใส หรือมีผิดพรรณดีตามอัตภาพที่เป็น ที่เรียกว่า “แสงพลังแห่งชีวิต” [Life–Light Energy] แต่ก็อย่าไปส่องหามันให้เสียเวลา ให้เป็นทุกข์เปล่าๆ จะดีกว่า มันเป็นเหตุแห่ง “กาม ๒: วัตถุกาม–กิเลสกาม” ได้ [กามคุณ ๕–กามสุข] เพราะความนึกคิดเช่นนี้ขัดแย้งกับหลักธรรมที่ห้ามบริโภคด้วยความเมามัน ที่เรียกว่า “อปัณณกปฏิปทา ๓” ดังนี้

 

“อปัณณกปฏิปทา ๓” หมายถึง ข้อปฏิบัติที่ไม่ผิด–ปฏิปทาที่เป็นส่วนแก่นสารเนื้อแท้ ซึ่งจะนำผู้ปฏิบัติให้ถึงความเจริญงอกงามในธรรม เป็นผู้ดำเนินอยู่ในแนวทางแห่งความปลอดพ้นจากทุกข์อย่างแน่นอนไม่ผิดพลาด ได้แก่

(๑) “อินทรียสังวร” [Control of the Senses] คือ การสำรวมอินทรีย์ คือระวังไม่ให้บาปอกุศลธรรมครอบงำใจ เมื่อรับรู้อารมณ์ด้วยอินทรีย์ทั้ง ๖ 

(๒) “โภชเนมัตตัญญุตา” [Moderation in Eating] คือ ความรู้จักประมาณในการบริโภค นั่นคือ รู้จักพิจารณารับประทานอาหารเพื่อหล่อเลี้ยงร่างกายใช้ทำกิจให้ชีวิตผาสุก มิใช่เพื่อสนุกสนานมัวเมา  

(๓) “ชาคริยานุโยค” [Practice of Wakefulness] คือ การหมั่นประกอบความตื่น ไม่เห็นแก่นอน นั่นคือขยันหมั่นเพียร ตื่นตัวอยู่เป็นนิตย์ ชำระจิตมิให้มีนิวรณ์ พร้อมเสมอทุกเวลาที่จะปฏิบัติกิจให้ก้าวหน้าต่อไป

 

ในอันดับต่อไปนี้ ให้ผู้ปฏิบัติธรรมหันมาพิจารณาธรรมใน “จิต ๘๙–เจตสิก ๕–วิญญาณกิจ ๑๔” ดังนี้  

 

“จิต ๘๙” หมายถึง ธรรมชาติที่รู้อารมณ์–สภาพที่นึกคิด–ความคิด–ใจ–วิญญาณ ในโลกแห่งเป็นจริงนั้น “การพัฒนาตนเอง–การเจริญภาวนากรรมฐาน” ก็มีจุดประสงค์เพื่อปรับเปลี่ยนคุณภาพชีวิตและระดับของจิตต์ แยกออกเป็น ๔ ชั้นภูมิ หรือ “ภูมิ ๔” นั่นคือ ชั้นแห่งจิต ระดับจิตใจ ระดับชีวิต ซึ่งประกอบด้วย “กามาวจรภูมิ–รูปาวจรภูมิ–อรูปาวจรภูมิ–โลกุตตรภูมิ” ได้แก่

(๑)  กามาวจรจิต ๕๔ [กามาวจรภูมิ] คือ ชั้นที่ท่องเที่ยวอยู่ในกาม ระดับจิตใจที่ยังปรารภกามเป็นอารมณ์ คือ ยังเกี่ยวข้องกับกามคุณ ระดับจิตใจของสัตว์ในกามภพทั้ง ๑๑ ชั้น ได้แก่ (๑) “อบายภูมิ ๔” ภูมิที่ปราศจากความเจริญ คือ นิรยะ–ติรัจฉานโยนิ–ปิตติวิสัย–อสุรกาย (๒) “กามสุคติภูมิ ๗” กามาวจรภูมิที่เป็นสุคติ คือ มนุษย์–จาตุมหาราชิกา–ดาวดึงส์–ยามา–ดุสิต–นิมมานรดี–ปรนิมมิตวสวัตดี

(๒)      รูปาวจรจิต ๑๕ [รูปาวจรภูมิ] คือ ชั้นที่ท่องเที่ยวอยู่ในรูป ระดับจิตใจที่ปรารภรูปธรรมเป็นอารมณ์ ระดับจิตใจของท่านผู้ได้ฌานหรือผู้อยู่ในรูปภพทั้ง ๑๖ ชั้น ได้แก่ (๑) “ปฐมฌานภูมิ ๓” คือ พรหมปาริสัชชา–พรหมปุโรหิตา–มหาพรหมา (๒) “ทุติยฌานภูมิ ๓” คือ ปริตรตาภา–อัปปมาณาภา–อาภัสสรา (๓) “ตติยฌานภูมิ ๓” คือ ปริตตสุภา–อัปปมาณสุภา–สุภกิณหา (๔) “จตุตถฌานภูมิ ๗” คือ เวหัปผลา–อสัญญีสัตว์–อวิหา–อตัปปา–สุทัสสา สุทัสสี–อกนิฏฐา

(๓) อรูปาวจรจิต ๑๒ [อรูปาวจรภูมิ] คือ ชั้นที่ท่องเที่ยวอยู่ในอรูป ระดับจิตใจที่ปรารภอรูปธรรมเป็นอารมณ์ ระดับจิตใจของท่านผู้ได้อรูปฌาน หรือผู้อยู่ในอรูปภพทั้ง ๔ ชั้น ได้แก่ (๑) อากาสานัญจายตนภูมิ (๒) วิญญาณัญจายตนภูมิ (๓) อากิญจัญญายตนภูมิ (๔) เนวสัญญานาสัญญายตนภูมิ

(๔) โลกุตตรจิต ๘ [โลกุตตรภูมิ] คือ ชั้นที่พ้นจากโลก ระดับแห่งโลกุตตรธรรม ระดับจิตใจของพระอริยเจ้าอันพ้นแล้วจากโลกียภูมิ ๓ ข้างต้น ได้แก่ (๑) “มรรค ๔” คือ โสดาปัตติมรรค–สกทาคามิมรรค–อนาคามิมรรค–อรหัตตมรรค (๒) “ผล ๔” คือ  โสดาปัตติผล–สกทาคามิผล–อนาคามิผล–อรหัตตผล (๓) “นิพพาน ๑” คือ อรหัตตผลวิมุตติ [อนุปาทิเสสนิพพาน–นิพพานไม่มีอุปาทิเหลือ] ข้อนี้ในบาลีที่มา เรียกว่า “อปริยาปันนภูมิ” คือ ขั้นที่ไม่นับเนื่องใน “วัฏฏะ” ระดับที่ไม่ถูกจำกัด

 

ถ้าจำแนกแจกธรรมให้ละเอียดนั้น เรียกว่า “การจำแนกระดับจิตโดยภูมิประเภท” มีรายละเอียดดังนี้

 

๑. กามาวจรจิต ๕๔ [จิตที่เป็นไปในกามภูมิ]

๑) อกุศลจิต ๑๒ จิตอันเป็นอกุศล ประกอบด้วย อกุศลมูล ๓ ได้แก่ โลภะ–โทสะ–โมหะ

โลภมูลจิต ๘

โทสมูลจิต ๒

โมหมูลจิต ๒

๒) อเหตุกจิต ๑๘ จิตอันไม่มีสัมปยุตตเหตุ คือ ไม่ประกอบด้วยเหตุ ๖ ได้แก่ โลภะ–โทสะ–โมหะ–อโลภะ–อโทสะ–อโมหะ

อกุศลวิบากจิต ๗

กุศลวิบากอเหตุกจิต ๘

อเหตุกกิริยาจิต ๓

๓) กามาวจรโสภณจิต ๒๔ จิตดีงามที่เป็นไปในกามภูมิ

มหากุศลจิต ๘

มหาวิบากจิต ๘

มหากิริยาจิต ๘

๒. รูปาวจรจิต ๑๕ [จิตอันเป็นไปในรูปภูมิ]

๑) รูปาวจรกุศลจิต ๕ กุศลจิตที่เป็นไปในรูปภูมิ ได้แก่จิตของผู้เข้าถึงรูปฌาน

๒) รูปาวจรวิบากจิต ๕ วิบากจิตที่เป็นไปในรูปภูมิ คือ จิตที่เป็นผลของรูปาวจรกุศล

๓) รูปาวจรกิริยาจิต ๕ กิริยาจิตที่เป็นไปในรูปภูมิ คือ จิตของพระอรหันต์ผู้กระทำรูปาวจรกุศล

๓. อรูปาวจรจิต ๑๒ [จิตที่เป็นไปในอรูปภูมิ]

๑) อรูปาวจรกุศลจิต ๔ กุศลจิตที่เป็นไปในอรูปภูมิ ได้แก่ จิตของผู้เข้าถึงอรูปฌาน

๒) อรูปาวจรวิบากจิต ๔ วิบากจิตที่เป็นไปในอรูปภูมิ คือ จิตที่เป็นผลของอรูปาวจรกุศล

๓) อรูปาวจรกิริยาจิต ๔ กิริยาจิตที่เป็นไปในอรูปภูมิ คือ จิตของพระอรหันต์ผู้กระทำอรูปาวจรกุศล

๔. โลกุตตรจิต ๘ [จิตที่เป็นโลกุตตระ]

๑) โลกุตตรกุศลจิต ๔ กุศลจิตที่เป็นโลกุตตระ คือ กุศลจิตที่ทำให้ข้ามพ้นอยู่เหนือโลก

๒) โลกุตตรวิบากจิต ๔ วิบากจิตที่เป็นโลกุตตระ คือ จิตที่เป็นผลของโลกุตตรกุศล

 

ให้พิจารณาลงรายละเอียดยิ่งขึ้นถึง “จิต ๘๙” ที่มี “เจติสิก ๕๒” ต่างๆ ที่มาสัมปยุตต์ด้วย ดังนี้

 

๑. กามาวจรจิต ๕๔ [จิตที่เป็นไปในกามภูมิ]

๑) อกุศลจิต ๑๒ [จิตอันเป็นอกุศล] อกุศลจิตมีแต่ที่เป็นกามาวจรนี้เท่านั้น คือ

• โลภมูลจิต ๘ [จิตมีโลภะเป็นมูล]

๑. จิตที่เกิดพร้อมด้วยโสมนัสสเวทนา ประกอบด้วยมิจฉาทิฏฐิ ไม่มีการชักนำ

๒. จิตที่เกิดพร้อมด้วยโสมนัสสเวทนา ประกอบด้วยมิจฉาทิฏฐิ มีการชักนำ

๓. จิตที่เกิดพร้อมด้วยโสมนัสสเวทนา ไม่ประกอบด้วยมิจฉาทิฏฐิ ไม่มีการชักนำ

๔. จิตที่เกิดพร้อมด้วยโสมนัสสเวทนา ไม่ประกอบด้วยมิจฉาทิฏฐิ มีการชักนำ

๕. จิตที่เกิดพร้อมด้วยอุเบกขาเวทนา ประกอบด้วยมิจฉาทิฏฐิ ไม่มีการชักนำ

๖. จิตที่เกิดพร้อมด้วยอุเบกขาเวทนา ประกอบด้วยมิจฉาทิฏฐิ มีการชักนำ

๗. จิตที่เกิดพร้อมด้วยอุเบกขาเวทนา ไม่ประกอบด้วยมิจฉาทิฏฐิ ไม่มีการชักนำ

๘. จิตที่เกิดพร้อมด้วยอุเบกขาเวทนา ไม่ประกอบด้วยมิจฉาทิฏฐิ มีการชักนำ

 

• โทสมูลจิต ๒ [จิตมีโทสะเป็นมูล]

๑. จิตที่เกิดพร้อมด้วยโทมนัสสเวทนา ประกอบด้วยปฏิฆะ ไม่มีการชักนำ

๒. จิตที่เกิดพร้อมด้วยโทมนัสสเวทนา ประกอบด้วยปฏิฆะ มีการชักนำ

 

• โมหมูลจิต ๒ [จิตมีโมหะเป็นมูล]

๑. จิตที่เกิดพร้อมด้วยอุเบกขาเวทนา ประกอบด้วยวิจิกิจฉา

๒. จิตที่เกิดพร้อมด้วยอุเบกขาเวทนา ประกอบด้วยอุทธัจจะ

 

๒) อเหตุกจิต ๑๘ [จิตอันไม่มีสัมปยุตตเหตุ คือ ไม่ประกอบด้วยเหตุ ๖ ได้แก่ โลภะ–โทสะ–โมหะ–อโลภะ–อโทสะ–อโมหะ]

• อกุศลวิบากจิต ๗ [จิตที่เป็นผลของอกุศล]

๑. จักขุวิญญาณจิต ที่เกิดพร้อมด้วยอุเบกขาเวทนา

๒. โสตวิญญาณจิต ที่เกิดพร้อมด้วยอุเบกขาเวทนา

๓. ฆานวิญญาณจิต ที่เกิดพร้อมด้วยอุเบกขาเวทนา

๔. ชิวหาวิญญาณจิต ที่เกิดพร้อมด้วยอุเบกขาเวทนา

๕. กายวิญญาณจิต ที่เกิดพร้อมด้วยทุกขเวทนา

๖. สัมปฏิจฉันนจิต ที่เกิดพร้อมด้วยอุเบกขาเวทนา

๗. สันตีรณจิต ที่เกิดพร้อมด้วยอุเบกขาเวทนา

 

• กุศลวิบากอเหตุกจิต ๘ [จิตที่เป็นผลของกุศล ไม่มีสัมปยุตตเหตุ]

๑. จักขุวิญญาณจิต ที่เกิดพร้อมด้วยอุเบกขาเวทนา

๒. โสตวิญญาณจิต ที่เกิดพร้อมด้วยอุเบกขาเวทนา

๓. ฆานวิญญาณจิต ที่เกิดพร้อมด้วยอุเบกขาเวทนา

๔. ชิวหาวิญญาณจิต ที่เกิดพร้อมด้วยอุเบกขาเวทนา

๕. กายวิญญาณจิต ที่เกิดพร้อมด้วยสุขเวทนา

๖. สัมปฏิจฉันนจิต ที่เกิดพร้อมด้วยอุเบกขาเวทนา

๗. สันตีรณจิต ที่เกิดพร้อมด้วยโสมนัสสเวทนา

๘. สันตีรณจิต ที่เกิดพร้อมด้วยอุเบกขาเวทนา

 

• อเหตุกกิริยาจิต ๓ [จิตที่เป็นเพียงกิริยา ไม่มีสัมปยุตตเหตุ]

๑. ปัญจทวาราวัชชนจิต* ที่เกิดพร้อมด้วยอุเบกขาเวทนา

๒. มโนทวาราวัชชนจิต** ที่เกิดพร้อมด้วยอุเบกขาเวทนา

๓. หสิตุปปาทจิต*** ที่เกิดพร้อมด้วยโสมนัสสเวทนา

 

* จิตที่รำพึงถึงอารมณ์ที่กระทบทวารทั้ง ๕

** จิตที่รำพึงถึงอารมณ์อันมาถึงคลองในมโนทวาร = โวฏฐัพพนะ

*** จิตที่ทำให้เกิดการแย้มยิ้มของพระอรหันต์

 

๓) กามาวจรโสภณจิต ๒๔ [จิตดีงามที่เป็นไปในกามภูมิ]

• มหากุศลจิต หรือ สเหตุกกามาวจรกุศลจิต ๘ [จิตที่เป็นกุศลยิ่งใหญ่ หรือ กุศลจิตที่เป็นไปในกามภูมิ มีสัมปยุตตเหตุ]

๑. จิตที่เกิดพร้อมด้วยโสมนัสสเวทนา ประกอบด้วยปัญญา ไม่มีการชักนำ

๒. จิตที่เกิดพร้อมด้วยโสมนัสสเวทนา ประกอบด้วยปัญญา มีการชักนำ

๓. จิตที่เกิดพร้อมด้วยโสมนัสสเวทนา ไม่ประกอบด้วยปัญญา ไม่มีการชักนำ

๔. จิตที่เกิดพร้อมด้วยโสมนัสสเวทนา ไม่ประกอบด้วยปัญญา มีการชักนำ

๕. จิตที่เกิดพร้อมด้วยอุเบกขาเวทนา ประกอบด้วยปัญญา ไม่มีการชักนำ

๖. จิตที่เกิดพร้อมด้วยอุเบกขาเวทนา ประกอบด้วยปัญญา มีการชักนำ

๗. จิตที่เกิดพร้อมด้วยอุเบกขาเวทนา ไม่ประกอบด้วยปัญญา ไม่มีการชักนำ

๘. จิตที่เกิดพร้อมด้วยอุเบกขาเวทนา ไม่ประกอบด้วยปัญญา มีการชักนำ

 

• มหาวิบากจิต หรือ สเหตุกกามาวจรวิบากจิต ๘

[จิตอันเป็นผลของมหากุศล หรือวิบากจิตที่เป็นไปในกามภูมิ มีสัมปยุตตเหตุ]

[เหมือนกับมหากุศลจิตทุกข้อ]

๑. จิตที่เกิดพร้อมด้วยโสมนัสสเวทนา ประกอบด้วยปัญญา ไม่มีการชักนำ

๒. จิตที่เกิดพร้อมด้วยโสมนัสสเวทนา ประกอบด้วยปัญญา มีการชักนำ

๓. จิตที่เกิดพร้อมด้วยโสมนัสสเวทนา ไม่ประกอบด้วยปัญญา ไม่มีการชักนำ

๔. จิตที่เกิดพร้อมด้วยโสมนัสสเวทนา ไม่ประกอบด้วยปัญญา มีการชักนำ

๕. จิตที่เกิดพร้อมด้วยอุเบกขาเวทนา ประกอบด้วยปัญญา ไม่มีการชักนำ

๖. จิตที่เกิดพร้อมด้วยอุเบกขาเวทนา ประกอบด้วยปัญญา มีการชักนำ

๗. จิตที่เกิดพร้อมด้วยอุเบกขาเวทนา ไม่ประกอบด้วยปัญญา ไม่มีการชักนำ

๘. จิตที่เกิดพร้อมด้วยอุเบกขาเวทนา ไม่ประกอบด้วยปัญญา มีการชักนำ

 

• มหากิริยาจิต หรือ สเหตุกกามาวจรกิริยาจิต ๘

[จิตอันเป็นกิริยาอย่างที่ทำมหากุศลแต่ไม่มีวิบาก ได้แก่ การกระทำมหากุศลของพระอรหันต์ หรือกิริยาจิตในกามภูมิ มีสัมปยุตตเหตุ]

[เหมือนกับมหากุศลจิตทุกข้อ]

๑. จิตที่เกิดพร้อมด้วยโสมนัสสเวทนา ประกอบด้วยปัญญา ไม่มีการชักนำ

๒. จิตที่เกิดพร้อมด้วยโสมนัสสเวทนา ประกอบด้วยปัญญา มีการชักนำ

๓. จิตที่เกิดพร้อมด้วยโสมนัสสเวทนา ไม่ประกอบด้วยปัญญา ไม่มีการชักนำ

๔. จิตที่เกิดพร้อมด้วยโสมนัสสเวทนา ไม่ประกอบด้วยปัญญา มีการชักนำ

๕. จิตที่เกิดพร้อมด้วยอุเบกขาเวทนา ประกอบด้วยปัญญา ไม่มีการชักนำ

๖. จิตที่เกิดพร้อมด้วยอุเบกขาเวทนา ประกอบด้วยปัญญา มีการชักนำ

๗. จิตที่เกิดพร้อมด้วยอุเบกขาเวทนา ไม่ประกอบด้วยปัญญา ไม่มีการชักนำ

๘. จิตที่เกิดพร้อมด้วยอุเบกขาเวทนา ไม่ประกอบด้วยปัญญา มีการชักนำ

 

๒. รูปาวจรจิต ๑๕ [จิตอันเป็นไปในรูปภูมิ]

๑) รูปาวจรกุศลจิต ๕ [กุศลจิตที่เป็นไปในรูปภูมิ ได้แก่ จิตของผู้เข้าถึงรูปฌาน]

๑. ปฐมฌานกุศลจิต ที่ประกอบด้วย วิตก–วิจาร–ปีติ–สุข–เอกัคคตา

๒. ทุติยฌานกุศลจิต ที่ประกอบด้วย วิจาร–ปีติ–สุข–เอกัคคตา

๓. ตติยฌานกุศลจิต ที่ประกอบด้วย ปีติ–สุข–เอกัคคตา

๔. จตุตถฌานกุศลจิต ที่ประกอบด้วย สุข–เอกัคคตา

๕. ปัญจมฌานกุศลจิต ที่ประกอบด้วย อุเบกขา–เอกัคคตา

 

๒) รูปาวจรวิบากจิต ๕ [บากจิตที่เป็นไปในรูปภูมิ คือ จิตที่เป็นผลของรูปาวจรกุศล]

[เหมือนกับรูปาวจรกุศลจิตทุกข้อ เปลี่ยนแต่คำท้ายเป็น วิบากจิต]

๑. ปฐมฌานวิบากจิต ที่ประกอบด้วย วิตก–วิจาร–ปีติ–สุข–เอกัคคตา

๒. ทุติยฌานวิบากจิต ที่ประกอบด้วย วิจาร–ปีติ–สุข–เอกัคคตา

๓. ตติยฌานวิบากจิต ที่ประกอบด้วย ปีติ–สุข–เอกัคคตา

๔. จตุตถฌานวิบากจิต ที่ประกอบด้วย สุข–เอกัคคตา

๕. ปัญจมฌานวิบากจิต ที่ประกอบด้วย อุเบกขา–เอกัคคตา

 

๓) รูปาวจรกิริยาจิต ๕

[กิริยาจิตที่เป็นไปในรูปภูมิ คือ จิตของพระอรหันต์ผู้กระทำรูปาวจรกุศล]

[เหมือนกับรูปาวจรกุศลจิตทุกข้อ เปลี่ยนแต่คำท้ายเป็น กิริยาจิต]

๑. ปฐมฌานกิริยาจิต ที่ประกอบด้วย วิตก–วิจาร–ปีติ–สุข–เอกัคคตา

๒. ทุติยฌานกิริยาจิต ที่ประกอบด้วย วิจาร–ปีติ–สุข–เอกัคคตา

๓. ตติยฌานกิริยาจิต ที่ประกอบด้วย ปีติ–สุข–เอกัคคตา

๔. จตุตถฌานกิริยาจิต ที่ประกอบด้วย สุข–เอกัคคตา

๕. ปัญจมฌานกิริยาจิต ที่ประกอบด้วย อุเบกขา–เอกัคคตา

 

๓. อรูปาวจรจิต ๑๒ [จิตที่เป็นไปในอรูปภูมิ]

๑) อรูปาวจรกุศลจิต ๔ [กุศลจิตที่เป็นไปในอรูปภูมิ ได้แก่ จิตของผู้เข้าถึงอรูป]

๑. กุศลจิตประกอบด้วยอากาสานัญจายตนฌาน

๒. กุศลจิตประกอบด้วยวิญญาณัญจายตนฌาน

๓. กุศลจิตประกอบด้วยอากิญจัญญายตนฌาน

๔. กุศลจิตประกอบด้วยเนวสัญญานาสัญญายตนฌาน

 

๒) อรูปาวจรวิบากจิต ๔ [วิบากจิตที่เป็นไปในอรูปภูมิ คือ จิตที่เป็นผลของอรูปาวจรกุศล]

[เหมือนกับอรูปาวจรกุศลจิตทุกข้อ เปลี่ยนแต่คำท้ายเป็น วิบากจิต]

๑. อรูปาวจรวิบากจิต ประกอบด้วยอากาสานัญจายตนฌาน

๒. อรูปาวจรวิบากจิต ประกอบด้วยวิญญาณัญจายตนฌาน

๓. อรูปาวจรวิบากจิต ประกอบด้วยอากิญจัญญายตนฌาน

๔. อรูปาวจรวิบากจิต ประกอบด้วยเนวสัญญานาสัญญายตนฌาน

 

๓) อรูปาวจรกิริยาจิต ๔

[กิริยาจิตที่เป็นไปในอรูปภูมิ คือ จิตของพระอรหันต์ผู้กระทำอรูปาวจรกุศล]

[เหมือนกับอรูปาวจรกุศลจิตทุกข้อ เปลี่ยนแต่คำท้ายเป็น กิริยาจิต]

๑. อรูปาวจรกิริยาจิต ประกอบด้วยอากาสานัญจายตนฌาน

๒. อรูปาวจรกิริยาจิต ประกอบด้วยวิญญาณัญจายตนฌาน

๓. อรูปาวจรกิริยาจิต ประกอบด้วยอากิญจัญญายตนฌาน

๔. อรูปาวจรกิริยาจิต ประกอบด้วยเนวสัญญานาสัญญายตนฌาน

 

๔. โลกุตตรจิต ๘ หรือ ๔๐ [จิตที่เป็นโลกุตตระ]

๑) โลกุตตรกุศลจิต ๔ หรือ ๒๐ [กุศลจิตที่เป็นโลกุตตระ คือ กุศลจิตที่ทำให้ข้ามพ้นอยู่เหนือโลก]

๑. จิตที่ประกอบด้วยโสตาปัตติมัคคญาณ คือ กุศลจิตที่เป็นทางให้ถึงกระแสอันไหลไปสู่นิพพาน

๒. จิตที่ประกอบด้วยสกทาคามิมัคคญาณ คือ กุศลจิตที่เป็นทางให้ถึงความเป็นพระสกทาคามี

๓. จิตที่ประกอบด้วยอนาคามิมัคคญาณ คือ กุศลจิตที่เป็นทางให้ถึงความเป็นพระอนาคามี

๔. จิตที่ประกอบด้วยอรหัตตมัคคญาณ คือ กุศลจิตที่เป็นทางให้ถึงความเป็นพระอรหันต์

   (อย่างพิสดาร ให้แจกมัคคจิต ๔ นี้ ด้วยฌาน ๕ ตามลำดับ ก็จะได้จำนวน ๒๐)

 

๒) โลกุตตรวิบากจิต ๔ หรือ ๒๐ [วิบากจิตที่เป็นโลกุตตระ คือ จิตที่เป็นผลของโลกุตตรกุศล]

๑. จิตที่ประกอบด้วยโสตาปัตติผลญาณ

๒. จิตที่ประกอบด้วยสกทาคามิผลญาณ

๓. จิตที่ประกอบด้วยอนาคามิผลญาณ

๔. จิตที่ประกอบด้วยอรหัตตผลญาณ

 

 

“เจตสิก ๕๒” หมายถึง ธรรมที่ประกอบกับจิต หรือ สภาวธรรมที่เกิดดับพร้อมกับจิต มีอารมณ์และวัตถุที่อาศัยเดียวกันกับจิต หรือ อาการและคุณสมบัติต่างๆ ของจิต ได้แก่

 

ก. อัญญสมานาเจตสิก ๑๓ [เจตสิกที่มีเสมอกันแก่จิตพวกอื่น คือ ประกอบเข้าได้กับจิตทุกฝ่ายทั้งกุศลและอกุศล มิใช่เข้าได้แต่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งพวกเดียว]

๑) สัพพจิตตสาธารณเจตสิก ๗ [เจตสิกที่เกิดทั่วไปกับจิตทุกดวง]

๑. ผัสสะ [ความกระทบอารมณ์]

๒. เวทนา [ความเสวยอารมณ์]

๓. สัญญา [ความหมายรู้อารมณ์]

๔. เจตนา [ความจงใจต่ออารมณ์]

๕. เอกัคคตา [ความมีอารมณ์เป็นอันเดียว]

๖. ชีวิตินทรีย์ [อินทรีย์ คือ ชีวิต สภาวะที่เป็นใหญ่ในการรักษานามธรรมทั้งปวง]

๗. มนสิการ [ความกระทำอารมณ์ไว้ในใจ ใส่ใจ]

๒) ปกิณณกเจตสิก ๖ [เจตสิกที่เรี่ยรายแพร่กระจายทั่วไป คือ เกิดกับจิตได้ทั้งฝ่ายกุศลและอกุศล แต่ไม่แน่นอนเสมอไปทุกดวง]

๘. วิตก [ความตรึกอารมณ์]

๙. วิจาร [ความตรองหรือพิจารณาอารมณ์]

๑๐. อธิโมกข์ [ความปลงใจหรือปักใจในอารมณ์]

๑๑. วิริยะ [ความเพียร]

๑๒. ปีติ [ความปลาบปลื้มในอารมณ์ ความอิ่มใจ]

๑๓. ฉันทะ [ความพอใจในอารมณ์]

ข. อกุศลเจตสิก ๑๔ [เจตสิกฝ่ายอกุศล]

๑) สัพพากุสลสาธารณเจตสิก ๔ [เจตสิกที่เกิดทั่วไปกับอกุศลจิตทุกดวง]

๑๔. โมหะ [ความหลง]

๑๕. อหิริกะ [ความไม่ละอายต่อบาป]

๑๖. อโนตตัปปะ [ความไม่สะดุ้งกลัวต่อบาป]

๑๗. อุทธัจจะ [ความฟุ้งซ่าน]

๒) ปกิณณกอกุสลเจตสิก ๑๐ [อกุศลเจตสิกที่เกิดเรี่ยรายแก่อกุศลจิต]

๑๘. โลภะ [ความอยากได้อารมณ์]

๑๙. ทิฏฐิ [ความเห็นผิด]

๒๐. มานะ [ความถือตัว]

๒๑. โทสะ [ความคิดประทุษร้าย]

๒๒. อิสสา [ความริษยา]

๒๓. มัจฉริยะ [ความตระหนี่]

๒๔. กุกกุจจะ [ความเดือดร้อนใจ]

๒๕. ถีนะ [ความหดหู่]

๒๖. มิทธะ [ความง่วงเหงา]

๒๗. วิจิกิจฉา [ความคลางแคลงสงสัย]

ค. โสภณเจตสิก ๒๕ [เจตสิกฝ่ายดีงาม]

๑) โสภณสาธารณเจตสิก ๑๙ [เจตสิกที่เกิดทั่วไปกับจิตดีงามทุกดวง]

๒๘. สัทธา [ความเชื่อ]

๒๙. สติ [ความระลึกได้ ความสำนึกพร้อมอยู่]

๓๐. หิริ [ความละอายต่อบาป]

๓๑. โอตตัปปะ [ความสะดุ้งกลัวต่อบาป]

๓๒. อโลภะ [ความไม่อยากได้อารมณ์]

๓๓. อโทสะ [ความไม่คิดประทุษร้าย]

๓๔. ตัตรมัชฌัตตตา [ความเป็นกลางในอารมณ์นั้นๆ]

๓๕. กายปัสสัทธิ [ความสงบแห่งกองเจตสิก]

๓๖. จิตตปัสสัทธิ [ความสงบแห่งจิต]

๓๗. กายลหุตา [ความเบาแห่งกองเจตสิก]

๓๘. จิตตลหุตา [ความเบาแห่งจิต]

๓๙. กายมุทุตา [ความอ่อนหรือนุ่มนวลแห่งกองเจตสิก]

๔๐. จิตตมุทุตา [ความอ่อนหรือนุ่มนวลแห่งจิต]

๔๑. กายกัมมัญญตา [ความควรแก่การงานแห่งกองเจตสิก]

๔๒. จิตตกัมมัญญตา [ความควรแก่การงานแห่งจิต]

๔๓. กายปาคุญญตา [ความคล่องแคล่วแห่งกองเจตสิก]

๔๔. จิตตปาคุญญตา [ความคล่องแคล่วแห่งจิต]

๔๕. กายุชุกตา [ความซื่อตรงแห่งกองเจตสิก]

๔๖. จิตตุชุกตา [ความซื่อตรงแห่งจิต]

๒) วิรตีเจตสิก ๓ [เจตสิกที่เป็นตัวความงดเว้น]

๔๗. สัมมาวาจา [เจรจาชอบ]

๔๘. สัมมากัมมันตะ [กระทำชอบ]

๔๙. สัมมาอาชีวะ [เลี้ยงชีพชอบ]

๓) อัปปมัญญาเจตสิก ๒ [เจตสิก คือ อัปปมัญญา]

๕๐. กรุณา [ความสงสารสัตว์ผู้ถึงทุกข์]

๕๑. มุทิตา [ความยินดีต่อสัตว์ผู้ได้สุข]

๔) ปัญญินทรียเจตสิก ๑ [เจตสิก คือ ปัญญินทรีย์]

๕๒. ปัญญินทรีย์–อโมหะ [ความรู้เข้าใจ ไม่หลง]

 

“กิจ ๑๔–วิญญาณกิจ ๑๔” หมายถึง กิจของวิญญาณ หน้าที่ของจิต ที่เรียกว่า “วิญญาณปวัตติ–วิญญาณปวัตติอาการ” ซึ่งเป็นองค์ความรู้ที่ทำให้รู้แจ้งในการทำงานของจิตใน ๑ ขณะจิต [วิถีจิต = มโนทวารวิถี คือ การคำนึงอารมณ์ใหม่ทางทวารนั้นๆ ในทวารทั้ง ๕ เรียกว่า “มโนทวาราวัชชนะ” หรือ “ชวนจิต” คือ หมายถึงจิตซึ่งทำหน้าที่รับอารมณ์ในวิถี หรือ การทำหน้าที่ของจิตในการรับอารมณ์นั้น] ได้แก่

(๑)  “ปฏิสนธิ” คือ หน้าที่สืบต่อภพใหม่ ได้แก่ จิต ๑๙ คือ อุเบกขาสันตีรณะ ๒ มหาวิบาก ๘ รูปวิบาก ๕ อรูปวิบาก ๔  

(๒)“ภวังคะ” คือ หน้าที่เป็นองค์ของภพ ได้แก่ จิต ๑๙ อย่างเดียวกับปฏิสนธิ 

(๓) “อาวัชชนะ” คือ หน้าที่คำนึงอารมณ์ใหม่ ได้แก่ จิต ๒  คือ ปัญจทวาราวัชชนะ–มโนทวาราวัชชนะ 

(๔) “ทัสสนะ” คือ หน้าที่เห็นรูป ได้แก่ จักขุวิญญาณ ๒

(๕) “สวนะ” คือ หน้าที่ได้ยินเสียง ได้แก่ โสตวิญญาณ ๒

(๖)  “ฆายนะ” คือ หน้าที่รู้กลิ่น ได้แก่ ฆานวิญญาณ ๒

(๗) “สายนะ” คือ หน้าที่ลิ้มรส ได้แก่ ชิวหาวิญญาณ ๒

(๘) “ผุสนะ” คือ หน้าที่ถูกต้องโผฏฐัพพะ ได้แก่ กายวิญญาณ ๒

(๙)  “สัมปฏิจฉนะ” คือ หน้าที่รับอารมณ์ ได้แก่ สัมปฏิจฉนะ ๒

(๑๐)   “สันตีรณะ” คือ หน้าที่พิจารณาอารมณ์ ได้แก่ สันตีรณะ ๓

(๑๑)   “โวฏฐัพพนะ–โวฏฐปนะ” คือ หน้าที่ตัดสินอารมณ์ ได้แก่ มโนทวาราวัชชนะ ๑  

(๑๒) “ชวนะ” คือ หน้าที่แล่นเสพอารมณ์ อันเป็นช่วงที่ทำกรรม ได้แก่ จิต ๕๕ คือ กุศลจิต ๒๑ อกุศลจิต ๑๒ กิริยาจิต ๑๘ คือ เว้นอาวัชชนะทั้งสอง โลกุตตรผลจิต ๔  

(๑๓)  “ตทาลัมพนะ” คือ หน้าที่รับอารมณ์ต่อจากชวนะก่อนตกภวังค์ ได้แก่ จิต ๑๑ คือ มหาวิบาก ๘ สันตีรณะ ๓

(๑๔)  “จุติ” คือ หน้าที่เคลื่อนจากภพปัจจุบัน ได้แก่ จิต ๑๙ อย่างเดียวกับในปฏิสนธิ 

 

สำหรับรายละเอียดใน “กิจ ๑๔–วิญญาณกิจ ๑๔” นั้น คือ ภาวะจิตอย่างแท้จริงที่เกิดขึ้นในทุกขณะแห่งจิต ที่เรียกว่า “จิตตามกระแสแห่งวิถี” ที่เป็นบ่อเกิดแห่งความยึดมั่นถือมั่นในภาวะแห่ง “ตัวกู–ของกู” [‘I’ and ‘Mine’ = อัตตา–อัตตริยะ หรือ ตัวเรา–ของเรา อันทำให้ไม่เข้าใจถึง “อัตตา–อัตตสัญญา” กับ “อนัตตา–อนัตตสัญญา” นั่นเอง] ที่เรียกว่า “อุปาทานขันธ์ ๕ เป็นทุกข์” [ปัญญาหยั่งรู้นี้เกิดจาก “ปัญญาในสมาธิ–ญาณทัสสนะ” คือ “ปุพเพนิวาสานุสติญาณ” คือ ความระลึกชาติได้แห่งขันธ์ ๕ กับ “ปัญญาในวิปัสสนา–ญาณ–ยถาภูตญาณ” คือ “นามรูปปริจเฉทญาณ–สังขารปริจเฉทญาณ” คือ ปัญญากำหนดแยกรูปแยกนามได้ ที่เกิดขึ้นในขั้นกำหนดทุกขสัจจ์แห่ง “ทิฏฐิวิสุทธิ” ข้อ ๓ ในวิสุทธิ ๗) นั่นเอง] โดยกล่าวสรุปย่อๆ คือ (๑) “การเกิดดับแห่งภวังคจิต” [มโน–อายตนะที่ ๖–มโนทวาร] ซึ่งเป็นจิตตามสภาพ หรือตามปกติของมัน ยังไม่ขึ้นสู่วิถีรับรู้อารมณ์ เป็นเพียงมโน ยังไม่เป็นมโนวิญญาณ กับ (๒) “การเกิดดับแห่งวิถีจิต” หมายถึง “จิตในวิถี” คือ จิตในวิถีแห่งการรับรู้เสพอารมณ์ จิตซึ่งเกิดขึ้นเป็นไปในวิถีคือพ้นจากภวังค์ หรือพ้นจากภาวะที่เป็นภวังคจิต นั่นเอง ดังนี้

 

(๑) “ภวังคจิต” [จิตเกิดเป็น จิตประภัสสร–จิตปราศจากนิวรณ์]

(๒) “วิถีจิต” [จิตสหรคตด้วยอุปกิเลสทั้งหลายที่ผ่านเข้ามาทางทวารทั้ง ๖]

(๓) “ตกภวังค์” [จิตดับเป็น จุติจิต และเกิดเป็น ภวังคจิต ใหม่คือ ปฏิสนธิจิต กลายเป็น วิถีจิต อีกต่อไป]

 

 

ภาพประกอบ ๑: เปรียบเทียบขณะจิตกับอัทธา ๓

 

หมายเหตุ: สภาวธรรมดังกล่าวนั้น เกิดขึ้นในกาลทั้ง ๓ อย่าง [ญาณ ๓: อตีตังสญาณ–อนาคตังสญาณ–ปัจจุปปันนังสญาณ] ที่เรียกว่า “อัทธา ๓” อันเป็น “ปัจจัยธรรม” หรือ “ปฏิจจสมุปปันนธรรม” อย่างหนึ่ง ได้แก่ อดีตอัทธาอนาคตอัทธาปัจจุบันนัทธาข้อควรระวัง: คือ ให้พยายามจำแนกแจกธรรมให้ครอบคลุมในธรรมทั้งปวงให้ได้ คือ ขันธ์ ๕–อายตนะ ๑๒–ธาตุ ๑๘–กุศลธรรม–อกุศลธรรม–อัพยากตธรรม–กามาวจรธรรม–รูปาวจรธรรม–อรูปาวจรธรรม–โลกุตตรธรรม เพื่อจะได้เปรียบเทียบกับ “จิต ๘๙” หรือ ให้เกิดปัญญาเห็นธรรมในอาณาจักรธรรมเกิดไปดับไป [ธรรมจักร–ดวงตาเห็นธรรม–ธรรมจักษุ] ด้วยประการฉะนี้

 

อย่างไรก็ตาม ในทางฝ่ายรูปธรรมนั้น ให้ผู้ปฏิบัติธรรมเปรียบเทียบกับ “อุปาทายรูป” [Derivative Materiality] ดังนี้

 

“ลักขณรูป ๔” [รูปัสสะ = Material Quality of Salient Features] หมายถึง รูปคือลักษณะหรืออาการเป็นเครื่องกำหนด ได้แก่

(๑) “อุปจยะ–รูปัสสะ อุปจยะ” [Growth] คือ ความก่อตัวหรือเติบขึ้น  

(๒) “สันตติ–รูปัสสะ สันตติ” [Continuity] คือ ความสืบต่อ

(๓) “ชรตา–รูปัสสะ ชรตา” [Decay] คือ ความทรุดโทรม

(๔) “อนิจจตา–รูปัสสะ อนิจจตา” [Impermanence] คือ ความปรวนแปรแตกสลาย

 

ดังนั้น ไม่ว่าจะเป็นปัญญาเห็นธรรมตามเป็นจริง คือ “ดวงตาเห็นธรรม–ธรรมจักษุ” อันเป็นปัญญาที่เรียกว่า “ปัจจยปริคคหญาณ–ธัมมัฏฐิติ–สัมมทัสสนะ” [หลังจากจิตสหรคตด้วยมหัคคตะ คือ รูปฌาน ๔ หรือ อรูปฌาน ๔ ได้แล้ว ที่เป็น “อาเนญชาภิสังขาร” โดยหมายเอา “จตุตถฌาน–ฌานที่ ๔” เป็นหลัก] ด้วยปัญญาที่ว่า:

 

“สิ่งใดสิ่งหนึ่งเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งหลายย่อมดับไปเป็นธรรมดา”

 

โดยพยายามกำหนดสติสัมปชัญญะพินิจโดย “กลาปสัมมสนะ–กลาปสัมมสนญาณ” คือ ปัญญาหยั่งรู้นามรูปโดยไตรลักษณ์ [อนุปัสสนา ๓: อนิจจานุปัสสนา–ทุกขานุปัสสนา–อนัตตานุปัสสนา หรือจะกำหนดสติตามพิจารณาสภาวธรรมทั้งหลายด้วย สติปัฏฐาน ๔: กายานุปัสสนาสติปัฏฐาน–เวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน–จิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน–ธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน] นั่นคือ อยู่ในขั้น “วิปัสสนาญาณ ๙: อุทยัพพยญาณ–ภังคญาณ–ภยญาณ–อาทีนวญาณ–นิพพิทาญาณ–มุญจิตุกัมยตาญาณ–ปฏิสังขาญาณ–สังขารุเปกขาญาณ–อนุโลมญาณ” ที่เรียกว่า “วุฏฐานะ–วุฏฐานคามินีปฏิปทา” คือ ขั้นตอนทุบขันธ์ ๕ ออกจากหลีกออกจากสังขารนิมิตภายนอกทั้งหลาย [รูปฌาน ๔ หรือ อรูปฌาน ๔] เพื่อให้ถึงอริยมรรค [มรรค ๔–มัคคญาณ] โดยจะผ่าน “โคตรภูตญาณ” คือ ปัญญาหยั่งรู้ออกจากและหลีกออกไปจากสังขารนิมิต โดยข้ามโคตรปุถุชนไปสู่ความเป็นอริยบุคคลใน “อริยมรรค ๔: โสตาปัตติมรรค–สกทาคามิมรรค–อนาคามิมรรค–อรหัตตมรรค” ดังรายละเอียดต่อไปนี้

 

(๑) โลกุตตรกุศลจิต ๔ หรือ ๒๐ [กุศลจิตที่เป็นโลกุตตระ คือ กุศลจิตที่ทำให้ข้ามพ้นอยู่เหนือโลก]

๑. จิตที่ประกอบด้วยโสตาปัตติมัคคญาณ คือ กุศลจิตที่เป็นทางให้ถึงกระแสอันไหลไปสู่นิพพาน

๒. จิตที่ประกอบด้วยสกทาคามิมัคคญาณ คือ กุศลจิตที่เป็นทางให้ถึงความเป็นพระสกทาคามี

๓. จิตที่ประกอบด้วยอนาคามิมัคคญาณ คือ กุศลจิตที่เป็นทางให้ถึงความเป็นพระอนาคามี

๔. จิตที่ประกอบด้วยอรหัตตมัคคญาณ คือ กุศลจิตที่เป็นทางให้ถึงความเป็นพระอรหันต์

 

(๒) โลกุตตรวิบากจิต ๔ หรือ ๒๐ [วิบากจิตที่เป็นโลกุตตระ คือ จิตที่เป็นผลของโลกุตตรกุศล]

๑. จิตที่ประกอบด้วยโสตาปัตติผลญาณ

๒. จิตที่ประกอบด้วยสกทาคามิผลญาณ

๓. จิตที่ประกอบด้วยอนาคามิผลญาณ

๔. จิตที่ประกอบด้วยอรหัตตผลญาณ

 

ในอันดับถัดไป คือ การบรรลุถึง “ปัจจเวกขณญาณ” (ข้อ ๑๖ ในญาณ ๑๖) คือ ญาณหยั่งรู้ด้วยการพิจารณาทบทวน นั่นคือ สำรวจรู้มรรคผล กิเลสที่ละแล้ว กิเลสที่เหลืออยู่ และนิพพาน เว้นแต่ว่าพระอรหันต์ไม่มีการพิจารณากิเลสที่ยังเหลืออยู่ ซึ่งเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า “สัมมาญาณ” (ข้อ ๙ ในสัมมัตตะ ๑๐) คือ รู้ชอบ ได้แก่ (๑) ผลญาณ ๔ และ (๒) ปัจจเวกขณญาณทั้ง ๑๙ ประเภท [ญาณทัสสนะอันมีปริวัฏฏ์ ๓] กับ “อาสวักขยญาณ” (ข้อ ๓ ในวิชชา ๓) คือ ปรีชาหยั่งรู้ความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย ที่เรียกว่า “ความตรัสรู้สัมโพธิญาณ” ซึ่งเป็นขั้นตอน ที่เรียกอีกอย่างว่า “สัมมาวิมุตติ” (ข้อ ๑๐ ในสัมมัตตะ ๑๐) คือ หลุดพ้นชอบ ได้แก่ “อรหัตตผลวิมุตติ” จึงเป็นการเข้าถึง “สัจจภาวะแห่งนิพพาน” คือ “นิพพาน ๒: สอุปาทิเสสนิพพาน–อนุปาทิเสสนิพพาน” ซึ่งเรียกอีกอย่างว่า “อมตธาตุ” [อนุปาทิเสสนิพพานธาตุ–ชีวิสมสีสีบุคคล เพราะความบริสุทธิ์สมบูรณ์แห่งไตรสิกขาดีพร้อมแล้ว] อันเป็นที่สิ้นสุดแห่งการวิวัฒน์ปัญญาแห่งมวลมนุษยชาติ นั่นเอง เพราะฉะนั้น ให้ผู้ปฏิบัติธรรมกำหนดสติสัมปชัญญะพิจารณาถึงการปฏิบัติธรรมของตนในแต่ละวันนั้น ไม่พัฒนาจิตใจและปัญญาของตนก้าวไปอยู่ในขั้นใดจาก “ภูมิ ๓๑ แห่งโลกียภูมิ”  ไปสู่ “โลกุตตรภูมิ” ได้จริงหรือไม่ แต่คงไม่มีการเปลี่ยนโคตรกลับมากกลับไประหว่าง “ความเป็นปุถุชน” [โคตรปุถุชน] กับ “ความเป็นอริยบุคคล” [โคตรอริยะ] ให้ผู้ปฏิบัติธรรมพึงสำรวมระวังไว้อย่างหนึ่ง คือ ในการปฏิบัติธรรมในพระพุทธศาสนานั้น ให้ถือว่าตนเป็นผู้ปฏิบัติที่มี “ราคะ–โทสะ–โมหะ” [อกุศลมูล ๓] อันแรงกล้าครอบงำจิตใจอยู่ ต้องเสวยทุกข์โทมนัสเนื่องจาก “ราคะ–โทสะ–โมหะ” นั้นอยู่เนืองๆ หรือ เจริญกรรมฐานที่มีอารมณ์ไม่น่าชื่นใจ เช่น อสุภะ–ปฏิกูลมนสิการ เป็นต้น อีกทั้งอินทรีย์ก็อ่อน จึงบรรลุ “โลกุตตรมรรค” [อริยมรรค ๔] ได้อย่างล่าช้า ที่เรียกว่า “ทุกฺขา ปฏิปทา ทนฺธาภิญฺญา” (ข้อ ๑ ในปฏิปทา ๔) คือ “ปฏิบัติลำบาก ทั้งรู้ได้ช้า” อันเป็นแนวปฏิบัติ ทางดำเนิน การปฏิบัติแบบที่เป็นทางดำเนินให้ถึงจุดหมาย นั่นคือ ความหลุดพ้นหรือความสิ้นอาสวะ ทั้งหลายทั้งปวงนั้น ทุกสิ่งทุกอย่างขึ้นอยู่ที่ใจ โดยมีใจเป็นประธาน ไม่ใช่สิ่งที่อยู่ภายนอกใจของตนเอง ที่จะเป็นปัจจัยบันดาลให้ประสบความสำเร็จในการปฏิบัติธรรมของตนเอง.

 

 

 

 

Visitor Number:
4674113