๘๑. วิปริณามแห่งนัยอนิจจตาและทุกขตา

         Changes as Impermanence and Suffering

ขอน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น
 In Honor of the Blessed One of the Fully Enlightened One

By Nithee Siripat – Siripat.com and Academiae Network. 2016

Your Reading Number:  433  

 

ความสำคัญของบทความ

 

ความเข้าใจที่ถูกต้องต่อสภาวธรรมที่อยู่รอบตัวนั้น คือ “สัมมาทิฏฐิ” ที่เป็นตามนัยของ “โลกุตตรปัญญา”  [อธิปัญญา–โลกุตตรสัมมาทิฏฐิ–ภาวนามยปัญญา] มากกว่า “โลกียปัญญา” [ปัญญาสามัญ–โลกียสัมมาทิฏฐิ] ในการกำหนดรู้ธรรมทั้งปวงหรือมนสิการกรรมฐานด้วย “วิปัสสนาภูมิ–ปัญญาภูมิ” หมายถึง ความเข้าใจธรรมทั้งหลายอย่างถูกต้องในการพิจารณาไตร่ตรองความแปรปรวนของสภาวะแห่งจิตในการเจริญภาวนากรรมฐาน เพื่อให้เกิดปัญญาเห็นธรรมในนามรูปแห่งเบญจขันธ์โดยไตรลักษณ์ [สัมมสนญาณ ข้อ ๓ ในญาณ ๑๖] ในธรรมชาติของสภาวธรรมทั้งหลายนั้น เป็นเรื่องของ “ปัจจัยธรรม–ตถตา" อันมีเหตุมูลฐานมาจาก “ทุกขตา–สภาพแห่งทุกข์–ทุกขอริยสัจจ์” โดยสามัญเรียกว่า “สังสารทุกข์–ทุคติ” เพราะเนื่องจากสภาวะของความแปรปรวนเปลี่ยนแปลงไม่คงที่ หรือ ความไม่เที่ยงแห่งตัวตน “อนิจจัง–อนิจจตา” [วิปริณาม] โดยผู้ปฏิบัติธรรมต้องหมั่นเจริญภาวนากำหนดรู้ด้วย (๑) อนิจจานุปัสสนา–อนิจจสัญญา ทำให้เกิดปัญญาเร็ว ที่เรียกว่า “ชวนปัญญา” กับ (๒) ทุกขานุปัสสนา–ทุกขสัญญา ทำให้เกิดปัญญาในทำลายกิเลส ที่เรียกว่า “นิพเพธิกปัญญา” เมื่อรู้เห็นถึงสภาพแห่งทุกข์กับเหตุแห่งทุกข์แล้วย่อมทำให้รู้เห็นถึง “อวิชชา–ตัณหา–อุปาทาน” ว่าสิ่งเหล่าก็ไม่เที่ยงเป็นเหตุแห่งทุกข์ จึงควรพิจารณาธรรมทั้งหลายโดย “อนัตตานุปัสสนา–อนัตตสัญญา” ถึงสภาวะแห่งความไม่ใช่ตัวตน ที่จิตจะต้องไปรับสภาพแห่งทุกข์ทั้งหลายเหล่านั้น ปัญญาที่เกิดขึ้นในขั้นตอนนี้ เรียกว่า “มหาปัญญา” คือ ปัญญามากที่ทำให้หลุดพ้นจากอำนาจครอบงำแห่งกิเลสทั้งหลายและกองทุกข์ทั้งปวง แต่อย่างไรก็ตาม ในความไม่เที่ยงแห่งสภาวธรรมทั้งหลายนั้น คือ อาการของเหตุปัจจัยในสภาวธรรมที่ประกอบด้วยความแปรปรวนเปลี่ยนแปลง [วิปริณาม]  ที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง [สันตติ] โดยสังสารวัฏฏ์โดยทุกขณะในกาลทั้ง ๓ ได้แก่ การเกิด–การตั้งอยู่–การดับไป อันเป็นไปตาม “หลักปัจจยาการ” หรือ “หลักปฏิจจสมุปบาท” [อวิชชา–สังขาร–วิญญาณ–นามรูป–ผัสสะ–สฬายตนะ–เวทนา–ตัณหา–อุปาทาน–ภพ–ชาติ–ชรามรณะ พร้อมสังกิเลสทั้งหลาย ได้แก่ โสกะ–ปริเทวะ–ทุกข์–โทมนัส–อุปายาส ที่เรียกว่า “สังสารทุกข์”] ที่เป็นลักษณะของสังขตธรรมทั้งหลายแห่งโลกียธรรม.

 

 

    File Download of Reading References

 
Dictionary of Numerical Dhammas — พจนานุกรมพุทธศาสน์ หมวดธรรม
  Dictionary of Buddhist Terms — พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์
  English Dictionary of Buddhist Terms and Doctrines — พจนานุกรมพุทธศาสน์ คำศัพท์และหลักธรรม

 

บทความที่ ๘๑ ประจำปี ๒๕๕๙ – วิปริณามแห่งนัยอนิจจตาและทุกขตา

 

ในความรู้สึกทั่วไปของปุถุชนนั้น ไม่มีใครปรารถนาอยากให้สิ่งที่ตนยึดมั่นถือมั่น [อุปาทานขันธ์] แปรเปลี่ยนไปจากสภาพเดิมที่ดำรงอยู่ ที่เรียกว่า “วิปริณาม” [Changes] ซึ่งตรงกับความหมาของ “อนิจจตา” คือ ความไม่เที่ยง และยังเป็นเหตุให้เกิดเป็นทุกข์เพราะความยึดมั่นแห่งอุปาทานในสภาวะแห่งจิตที่ตนปรุงแต่งขึ้นตามเจตนาที่ไม่มีสติสัมปชัญญะ คือ ความไม่รู้จริงแห่งอวิชชา อันสืบเนื่องจากภาวะที่ปราศจาก “โยนิโสมนสิการสัมปทา” [นั่นคือ ความไม่รู้แห่งอวิชชา = อโยนิโสมนสิการ–โมหะ] ความเปลี่ยนแปลงที่ทำให้เกิดทุกข์ [วิปริณามทุกขตา] นี้ ส่วนใหญ่มักทำให้ปุถุชนผู้ด้อยปัญญาที่จะพิจารณาสภาวธรรมที่ “เกิดขึ้น–ตั้งอยู่–ดับไป” ไม่เป็นไปไปตามจริงแห่งปัจจยาการ [อิทัปปัจจยตา–ปฏิจจสมุปบาท = ปัจจัยธรรม] นั่นคือ (๑) อยากให้คงอยู่–ภวตัณหา กับ (๒) อยากให้ดับไป–วิภวตัณหา โดยเรียกสามัญว่า “อุปาทานขันธ์ ๕ เป็นทุกข์–อุปาทานทุกข์” [ทุกขอริยสัจจ์] ซึ่งมีอรุประกอบหลัก ๒ ประการ ได้แก่ (๑) อนิจจตา–ภาวะแห่งความไม่เที่ยง (๒) ทุกขตา–ภาวะแห่งความเป็นทุกข์ สำหรับผู้มีปัญญาเห็นธรรมตามเป็นจริง ก็ย่อมรู้เห็นด้วย “ญาณทัสสนะ” [การหยั่งรู้–การหยั่งเห็น] ถึงสาเหตุของทุกข์นั้นๆ คือ เกิดปัญญาหยั่งรู้ถึงความตั้งอยู่มั่นคงของธรรม ที่เรียกว่า “ธรรมฐิติญาณ” [ทิพพจักขุญาณ] นั่นคือ “ทุกขสมุทัยอริยสัจจ์” หมายถึง กำหนดรู้ถึงสาเหตุของการเกิดทุกข์ [สมุทัย–อนุโลมปฏิจจสมุปบาท] คือ “อวิชชา–ตัณหา” [มูล ๒] ซึ่งเป็นรากเหง้าของทุกข์ และค่อยเข้าใจพิจารณาถึงสภาวะที่ปราศจากทุกข์ได้เช่นกัน [นิโรธ–ปฏิโลมปฏิจจสมุปบาท] คือ เมื่อดับ “อวิชชา–ตัณหา” ได้เมื่อใด ย่อมดับทุกข์ได้เมื่อนั้น นั่นคือ การหลุดพ้นจาก “อุปปัตติภพ–ชาติ–ชรา–พยาธิ–มรณะ–โสกะ” และ สังกิเลสทั้งหลาย ด้วยความเห็นตามเป็นจริงโดย “สัมมาทิฏฐิ” ใน “อภิณหปัจจเวกขณ์ ๕” อันเป็นสภาวธรรมที่เกิดขึ้นตามกำหนดแห่งธรรมดาที่ต้องพิจารณาอยู่เนืองๆ ได้แก่ (๑) ชราธัมมตา (๒) พยาธิธัมมตา (๓) มรณธัมมตา (๔) ปิยวินาภาวตา (๕) กัมมัสสกตา สภาวธรรมทั้งหมดนี้ อยู่ภายใต้ความเป็นไปตาม “กฎแห่งความเปลี่ยนแปลง” [The Law of Changes] ไม่มีข้อยกเว้นสำหรับบรรดา “สังขตธรรม” ทั้งหลาย ยกเว้น “นิพพานแห่งอสังขตธรรม” ที่เรียกว่า “อมตธรรม–อมตธาตุ” [วิวัฏฏะ] เท่านั้น นั่นคือ “อนัตตตา–สุญญตา” คือ ความไม่ใช่ตัวตน–ความว่างเปล่า–ความไม่ยึดมั่นถือมั่น [ไม่ว่าจะเป็นสังขตธรรมหรืออสังขตธรรมก็ตาม] ดังนั้น ความคิดเห็น ความเข้าใจอย่างถูกต้องโดยธรรมในขั้นพื้นฐานนี้ มีความสำคัญต่อแนวคิดดำริ [สัมมาสังกัปปะ] ในการดำรงชีวิตที่เหมาะควรแก่ธรรม [ธัมมานุธัมมปฏิปัตติ] ของชาวพุทธทั้งหลาย นั่นคือ ความเป็นบุคคลผู้เกิด “ญาณสัมปยุตต์” ในคติ ๒ อย่าง ได้แก่ (๑) ปัญญาเห็นธรรมแห่งอยริยสัจจ์ ๔ และ (๒) ปัญญาเห็นธรรมแห่งอิทัปปัจจยตา [จุตูปปาตญาณ (ข้อ ๒ ในวิชชา ๓) –ทิพพจักขุญาณ–ปัจจยปริคคหญาณ (ข้อ ๒ ในญาณ ๑๖) คือ ปัญญาพิจารณาเห็นความจริงใน ปัจจัยธรรม = ปฏิจจสมุปบาท ๑๒–ปฏิจจสมุปปันนธรรม ๖] ปัญญาทั้ง ๒ ประการ ดังกล่าวนี้ ย่อมทำให้เกิด “ปัญญาตรัสรู้ธรรมแห่งไตรลักษณ์” [สัมมสนญาณ ข้อ ๓ ในญาณ ๑๖] ได้จริง ได้แก่ (๑) สมาธิในวิปัสสนา คือ สุญญตสมาธิ–อนิมิตตสมาธิ–อัปปณิหิตสมาธิ กับ (๒) ปัญญาหลุดพ้นโดยไตรลักษณ์ คือ สุญญตวิโมกข์–อนิมิตตวิโมกข์–อัปปณิหิตวิโมกข์ ซึ่งเป็นสภาวธรรมที่ธรรมเกิดขึ้นคู่กันหรือเสมอกัน ที่เรียกว่า “ปัสสัทธิยุคาฬาทิ” ในคู่ “สมถะ–วิปัสสนา” ย่อมมาประชุมรวมกันเป็นหนึ่งเดียวเอกภาพเดียวกัน โดยประกอบด้วยปัญญาและเหตุผลโดยธรรม [ญาณสัมปยุตต์] หรืออีกนัยหนึ่ง เกิดความเห็นถูกต้องทั้ง (๑) โลกียสัมมาทิฏฐิ กับ (๒) โลกุตตรสัมมาทิฏฐิ โดยดำรงอยู่ใน “วิปัสสนาภูมิ–ปัญญาภูมิ” เท่านั้น ได้แก่ (๑) ขันธ์ ๕ (๒) อายตนะ ๑๒ (๓) ธาตุ ๑๘ (๔) อินทรีย์ ๒๒ (๕) อริยสัจจ์ ๔ (๖) ปฏิจจสมุปบาท ๑๒ และ (๗) ปฏิจจสมุปปันนธรรม ๖ [สังสารจักร] ดังนั้น ความเข้าใจอย่างถูกต้องตามเป็นจริงในบรรดาสังขตธรรม [อนิจจัง–ทุกขัง–อนัตตา] นั้น ย่อมทำให้ลงข้อสรุปได้ว่า ตนกำลังดำรงชีวิตอยู่ “โลกแห่งความแปรปรวน” [วิปริณาม] อันเป็นทุคติ ไม่ว่าเป็นทุกข์หรือสุขก็ตาม ไม่ว่าจะอยู่ในภูมิใดก็ตาม [ภูมิ ๓๑] ยกเว้น จะอยู่ใน “โลกุตตรภูมิของพระอรหันต์” เท่านั้น ที่มีสภาวะแห่งจิตเป็น “กิริยาจิต” ปราศจาก “กิเลสตัณหา–กรรม–วิบาก” [วัฏฏะ ๓] ที่เรียกว่า “วิวัฏฏะ–ขันธวินิมุต” หรือ “สันติบทแห่งนิพพาน” สำหรับใน “ภูมิ ๓๑” นั้น ถือเป็น “โลกียภูมิ” นับจากปุถุชนถึงอนาคามี ด้วยเหตุนี้ พระโยคาวจรขีณาสพจึงต้องคงบำเพ็ญเพียรภาวนา [วิชชาและจรณะ กับ อภิญญาเทสิตธรรม ๓๗ = เสขปฏิปทา] อยู่เสมอ อย่างสืบเนื่องเป็นนิตย์ เพื่อให้จิตดำรงอยู่ด้วย “สัมมัตตะ ๑๐–มรรคมีองค์ ๑๐–อเสขธรรม” ให้ได้ พร้อมด้วย “อนุตตริยะ ๓–อนุตตริยะ ๖” โดยมีเป้าหมายเพื่อดำรงอยู่ใน “โลกุตตรภูมิ” [นิพพาน] จนกว่าจะถึงวาระสุดท้ายของชีวิต ที่เรียกว่า “ชีวิตสมสีสี” [การดับขันธปรินิพพาน] หรือ “อนุปาทิเสสบุคคล–อเสขบุคคล–พระอเสขะ” ดังนั่น “อมตธาตุ–นิพพานธาตุ” นั้น จึงเป็นสภาวธรรมที่อริยสาวกของพระตถาคตดำรงอยู่ในขณะที่มีชีวิต [มีสัญญา–เวทนา = พระเสขะ] ด้วยกิริยาจิต กับในขณะดับชีวิตหรือละสังขาร [ดับสัญญา–เวทนา = พระอเสขะ] ซึ่ง “วิปริณาม–ความแปรปรวน” ใดๆ จึงไม่เกิดขึ้นใน “สันติบทแห่งนิพพาน” ไม่ว่าขณะมีชีวิตอยู่หรือละสังขารไปแล้ว คือ การดับชีวิตด้วยอนัตตา [อนัตตานุปัสสนา] ในสังขตธรรมและอสังขตธรรม โดยได้บรรลุความตรัสรู้ “โลกุตตรธรรม ๙” [มรรค ๔–ผล ๔–นิพพาน ๑] เสวยวิมุตติผลเป็นพระอรหันตขีณาสพดีแล้ว “นิพพานธาตุ” จึงไม่ใช่ “สภาวะแห่งวิปริณาม” อีกต่อไป อันเป็น “โลกุตตรสุขแห่งอมตธรรม” [บรมธรรม] ในพระธรรมวินัยนี้ตลอดไป.

 

 

 

 

 

Visitor Number:
4705598