๘๒. มิจฉาทิฏฐิกับมิจฉาสังกัปปะเหตุแห่งความคลาดเคลื่อน

         Wrong View and Thought Cause Failure

 

ขอน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น
 In Honor of the Blessed One of the Fully Enlightened One

By Nithee Siripat – Siripat.com and Academiae Network. 2016

Your Reading Number:  399  

 

ความสำคัญของบทความ

 

เมื่อบุคคลประกอบด้วยการเห็นผิดและนึกคิดผิดเกิดขึ้น ย่อมแสดงพฤติกรรมที่ผิดๆ คลาดเคลื่อนโดยวิปริตผิดเพี้ยนไปจากความจริง อันหมายถึง “วิปลาส ๔” หมายถึง ความรู้เห็นคลาดเคลื่อน ได้แก่ (๑) “สัญญาวิปลาส” คือ หมายรู้ผิดพลาดจากความเป็นจริง (๒) “จิตตวิปลาส” คือ ความคิดผิดพลาดจากความเป็นจริง (๓) “ทิฏฐิวิปลาส” คือ ความเห็นผิดพลาดจากความเป็นจริง โดยเฉพาะเชื่อถือไปตามสัญญาวิปลาส หรือจิตตวิปลาสนั้น และ (๔) วิปลาส ๓ ระดับนี้ ที่เป็นพื้นฐาน ให้เกิดการหมายรู้เป็นไปใน ๔ ด้าน ดังนี้  (๑) วิปลาสในสิ่งที่ไม่เที่ยง ว่าเที่ยง ด้วย “นิจจสัญญา” (๒) วิปลาสในสิ่งที่เป็นทุกข์ ว่าเป็นสุข ด้วย “สุขสัญญา” (๓) วิปลาสในสิ่งที่ไม่เป็นตัวตน ว่าเป็นตัวตน ด้วย “อัตตสัญญา” (๔) วิปลาสในสิ่งที่ไม่งาม ว่างาม ด้วย “สุภสัญญา”  ดังนั้น ความวิปลาสดังกล่าว ทำให้บุคคลไม่สามารถพิจารณาธรรมได้อย่างถูกต้องในการเจริญภาวนาหรือมนสิการกรรมฐานได้อย่างรู้เห็นตามเป็นจริง นั่นคือ จิตยังถูกครอบงำด้วยนิวรณ์ ยังไม่สะอาดบริสุทธิ์จากกิเลสที่กลุ้มรุมในจิตใจ จึงไม่เกิดปัญญาเห็นธรรมหรือสภาวธรรมเป็นไปตามความเป็นจริง [ยถาภูตญาณ–ธรรมฐิติญาณ] กล่าวอีกนัยหนึ่ง นั่นคือ สภาวะแห่งจิตของบุคคลดังกล่าวนี้ ยังคงดำเนินไปกระแสแห่งโลกธรรมดังเช่นปุถุชนสามัญทั่วไป ผู้ไม่ดำเนินชีวิตตามแนวทางพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า จึงกลายเป็นบุคคลผู้ที่ยังต้องเวียนว่ายตายเกิดในสังสารวัฏฏ์ ผู้มี โสกะ–ปริเทวะ–ทุกข์–โทมนัส–อุปยาส เป็นธรรมดา เพราะไม่เข้าใจใน “ปรมัตถสัจจะ” ในหลักธรรมต่อไปนี้ (๑) อริยสัจจ์ ๔ (๒) ปฏิจจสมุปบาท ๑๒ และ (๓) ไตรลักษณ์ ที่เป็นเหตุทำให้เกิดธรรมวิเศษได้ใน ๒ อย่าง ได้แก่ (๑) ดวงตาเห็นธรรม–อภิญญา กับ (๒) ความตรัสรู้–สัมโพธิญาณ อันเป็นจุดมุ่งหมายแห่งความสำเร็จในการเจริญภาวนา.

 

    File Download of Reading References

 
Dictionary of Numerical Dhammas — พจนานุกรมพุทธศาสน์ หมวดธรรม
  Dictionary of Buddhist Terms — พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์
  English Dictionary of Buddhist Terms and Doctrines — พจนานุกรมพุทธศาสน์ คำศัพท์และหลักธรรม

 

บทความที่ ๘๒ ประจำปี ๒๕๕๙ – มิจฉาทิฏฐิกับมิจฉาสังกัปปะเหตุแห่งความคลาดเคลื่อน

 

ในการปฏิบัติธรรมที่เกิดความคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริงนั้น มักมีเหตุปัจจัยจากความเข้าใจผิดเกี่ยวกับแก่นแท้ของพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า โดยเบี่ยงเบนออกจาก “หลักมัชฌิมาปฏิปทา” และเป็นปฏิปักษ์ต่อ “อริยมรรคมีองค์ ๘” คือ “ความประมาท–ปมาทะ” โดยเข้าใจผิดๆ เกี่ยวกับเรื่อง “ความไม่ประมาท–อัปปมาทะ” จึงทำให้เกิด “มิจฉาทิฏฐิ–มิจฉาสังกัปปะ” และเป็นเหตุให้สำคัญตนผิดว่าได้บรรลุธรรมวิเศษ หรือรู้แจ้งแทงตลอดในมรรคผลนิพพาน [โลกุตตรธรรม ๙] ดีแล้ว ด้วยอาการหวั่นไหวฟุ้งซ่าน ด้วยจิตที่วิปลาสและมีอคติผิดเพี้ยนไป ไม่ถึงพร้อมด้วย “โยนิโสมนสิการ” อย่างแท้จริง ทำให้ผิดพลาดในการบำเพ็ญเพียรภาวนาซึ่ง “อัตตสัมปทาแห่งพระอรหันต์” ได้ ฉะนั้น ความไม่เกิดปัญญาหยั่งรู้ใน “หลักมัชฌิมาปฏิปทา” นั้น ย่อมปิดกั้นปัญญารู้แจ้งประจักษ์ใน “อริยมรรคมีองค์ ๘” ย่อมไม่เกิดการบรรลุความตรัสรู้ “อริยสัจจ์ ๔” กับ “มัคคญาณ” ได้อีกส่วนหนึ่ง เมื่อมีความเห็นผิด แล้วนำมาสำคัญผิดยึดมั่นในวาทะแห่งตน ว่าถูกต้องและเป็นใหญ่ ปิดกั้นความเจริญก้าวหน้าในการปฏิบัติธรรมของตนไปในสิ่งที่ถูกต้อง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ความยึดมั่นในกามคุณ “กามุปาทาน” [กามฉันทะ] ทำให้ไม่สำรวมระวังใน “อินทรียสังวร” และเป็นเหตุให้เกิด “อุปาทานขันธ์ ๕ เป็นทุกข์” สภาวธรรมพื้นฐานง่ายๆ เช่นนี้ เกิดขึ้นในทุกขณะของจิต ตราบใดยังมีลมหายใจอยู่ แม้แต่ขณะนอนหลับอยู่ กิเลสน้อยใหญ่ยังเข้าไปปรุงแต่งสังขารแห่งกรรมภพให้เกิดขึ้นได้เสมอ เมื่อจิตมีสภาพอ่อนแอ หวั่นไหว ฟุ้งซ่าน ไม่เป็นสมาธิโดย “จิตประภัสสร”  และปราศจากนิวรณ์ เมื่อจิตครุ่นคิดเสพแต่สิ่งปรุงแต่งแห่งสังขารทั้งหลายที่ผิดๆ ตามกระแสโลกธรรม อยู่ในวงเวียนของ ภพ–ชาติ–พยาธิ–ชรา–โสกะ และสังกิเลสทั้งหลาย [ภวจักร] ไฉนเลยจะพ้นจากความทุกข์แห่งสังสารจักรได้ คือ รู้เห็นอวิชชาวาเป็นวิชชาแห่งความรู้แจ้ง ก็เลยมองโลกเบี้ยวๆ บิดๆ ผิดๆ จากความเป็นจริง ว่าเป็นสิ่งที่ถูกต้อง ไปเสียอย่างนั้นได้เหมือนกัน กล่าวโดยสรุป ไม่มีสติสัมปชัญญะ ไม่มีปัญญาหยั่งรู้ ไม่มีเหตุผลแห่งปัจจัยธรรมทั้งหลาย [ปฏิจจสมุปปันนธรรม] และไม่รู้ความสัมพันธ์แห่งเหตุปัจจัย [อิทัปปัจจยตา] นั่นคือ ไม่เกิดปัญญาเห็นธรรมทั้งปวง ฉะนั้น พระพุทธศาสนามุ่งเน้นความสำคัญในการใช้ปัญญาและเหตุผล คือ “โยนิโสมนสิการสัมปทา” ซึ่งเป็นความถึงพร้อมวิธีการคิดอย่างถูกต้องด้วยเหตุและผลตามเป็นจริงโดยปรมัตถ์

            ตามหลักธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้านั้น ไม่สนับสนุนให้เชื่ออะไรง่ายๆ แต่ให้พิจารณาให้เห็นประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นแก่ตนและผู้อื่นได้จริง การจะเห็นได้หยั่งรู้ได้นั้น ต้องประกอบด้วยจิตที่สะอาดบริสุทธิ์จากนิวรณ์ มีสติสัมปชัญญะ ซึ่งประกอบด้วยปัญญาและเหตุผล ที่เรียกว่า “อธิปัญญาสิกขา” ได้แก่ สัมมาทิฏฐิ–สัมมาสังกัปปะ คือ ความรู้แจ้งเห็นจริงใน “อริยสัจจ์ ๔–ปฏิจจสมุปบาท ๑๒–ปฏิจจสมุปปันนธรรม ๖ [ภวจักร]” ซึ่งจะเป็นปัญญาญาณที่ทำลาย “อวิชชา ๔–อวิชชา ๘” ได้จริง และย่อมไม่ใช่การเจริญภาวนากรรมฐานในการประพฤติปฏิบัติด้วยแนวทางที่ถูกต้องและดีเยี่ยมอย่างประเสริฐ ฉะนั้น สิ่งที่น่ากลัวสำหรับนักปฏิบัติธรรมนั้น จึงต้องเป็นอกุศลธรรมกับกิเลสธรรมเครื่องทำให้จิตใจเศร้าหมอง โดยเฉพาะรากเหง้าของกิเลสที่เกิดจากความรู้แห่งอวิชชา–อโยนิโสมนสิการ การคิดที่ไม่ประกอบด้วยปัญญาและเหตุผล ปราศจากปัญญาหยั่งรู้ [ญาณทัสสนะ] อันเกิดจากสมถภาวนากับวิปัสสนาภาวนา ที่กลายเป็น “ภาวนามยปัญญา” จริง ไม่ใช่เพียงแค่ “สุตมยปัญญา” กับ “จินตามยปัญญา” เท่านั้น ฉะนั้น “ภาวนามยปัญญา” เกิดจากการลงมือปฏิบัติอย่างจริงจังด้วย “ทิฏฐิสัมปทา” อันเสามารถบรรลุถึงมรรคผลนิพพานได้จริงด้วยตนเอง สำหรับความลำบากหรือง่ายกับความรู้ผลช้าหรือเร็วนั้น ก็ขึ้นอยู่กับวิริยารัมภะกับขันติอดทนของตนเองที่ใฝ่ในการบำเพ็ญเพียรภาวนาอย่างสืบเนื่องเป็นนิตย์ เห็นความเจริญก้าวหน้าของตนอยู่เป็นนิตย์อย่างสมบูรณ์และไพบูลย์ยิ่งขึ้นไปด้วย “ธัมมฺปีติ” คือ ความดื่มด่ำในธรรม ซึ่งหมายถึง “ปัญญาเห็นธรรมทั้งปวงตามเป็นจริง” [ความตรัสรู้ได้ด้วยยถาภูตญาณทัสสนะ] ซึ่งต้องประกอบด้วย “อวิชชา–ตัณหา” อยู่ตลอดไป คือ ความไม่รู้จริง กับ ความทะยานอยาก อันทำให้เกิดความมัวเมาเพลิดเพลินอยู่กับโกธรรม [ภวจัก–สังสารทุกข์] ที่เรียกว่า “อุปาทานขันธ์ ๕ เป็นทุกข์–อุปาทานทุกข์” การถอดความหมายอย่างถูกต้องตามนัยนี้ได้ จึงเป็นเรื่องของ “สมาธิ” กับ “ปัญญา” [สมถะ–วิปัสสนา หรือ ฌาน–ญาณ] นั่นคือ จิตอันยิ่ง ที่ลบล้างภาวะที่ผิดในส่วน มิจฉาทิฏฐิ–มิจฉาสังกัปปะ ได้จริง พร้อมด้วย “อคติ ๔” กับ “วิปลาส ๔” ที่นำไปสู่ “วิบัติ ๔” ในพระธรรมวินัยนี้ ดังนั้น ปัญญาตรัสรู้สัมโพธิญาณ จึงเป็นเรื่อง “ยถาภูตญาณทัสสนะ” อันยิ่งที่สัมปยุตต์ด้วย “ไตรลักษณ์” [อนิจจัง–ทุกขัง–อนัตตา] และ “วิมุตติขันธ์–วิมุตติญาณทัสสนขันธ์” ซึ่งเป็นสภาวะที่รู้แจ้งเห็นจริงแทงตลอด [ปฏิเวธ] ในธรรมทั้งปวง และเป็นเป้าหมายสูงสุดในการปฏิบัติเพื่อบรรลุตรัสรู้บรมธรรมแห่งนิพพานอย่างแท้จริง.

 

 

 

 

 

 

 

Visitor Number:
4674155