๘๓. ปัญญาพิจารณาธรรมตามเป็นจริง   

         Knowledge According to Reality    

 

ขอน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น
 In Honor of the Blessed One of the Fully Enlightened One

By Nithee Siripat – Siripat.com and Academiae Network. 2016

Your Reading Number:  515  

 

ความสำคัญของบทความ

 

การเจริญภาวนาตามแนวทางสายกลางโดย “หลักมัชฌิมาปฏิปทา” ด้วยข้อปฏิบัติตาม “อริยมรรคมีองค์ ๘” ตามลำดับขั้นตอนของ “ไตรสิกขา” ได้แก่ ศีล–สมาธิ–ปัญญา ซึ่งมีจุดประสงค์เพื่อพัฒนาจิตให้เกิดสมาธิด้วยฌานจิต จนบรรลุถึง “จตุตถฌาน–จิตประภัสสร” อันทำให้เกิดปัญญาหยั่งรู้ [ญาณ–สัมปชัญญะ] ปัญญาหยั่งเห็น [ทัสสนะ–สติ] ตามความเป็นจริง [ยถาภูตธรรม] ที่เรียกว่า “ญาณทัสสนะ” โดยอำนาจแห่งสมถพละ และ “ยถาภูตญาณทัสสนะ” โดยอำนาจแห่งวิปัสสนาพละ จนถึงขั้นรู้เห็นเข้าใจอย่างถูกต้องในสัจจธรรมอันประเสริฐแห่ง “อริยสัจจ์ ๔” หรือ “อริยมรรค”  ที่เรียกว่า “ญาณทัสสนวิสุทธิ” [ความบริสุทธิ์แห่งไตรสิกขา] เพราะฉะนั้น สมถสมาธิทำให้เกิด “ญาณทัสสนะ” นำไปสู่ความรู้แจ้งหรือความรู้วิเศษ [วิชชา] และ ความรู้ยิ่ง ความรู้ชัด ความรู้ยิ่งยวด [อภิญญา] ซึ่งให้ระลึกได้และรู้ตัวอยู่เสมอและระวังมิให้เป็นคนมัวเมาประมาท [สติสัมปชัญญะ] ในปัญญาความรู้ดังกล่าวนี้ ประกอบด้วย “สุตมยปัญญา–จินตามยปัญญา” ที่จะเกิดขึ้นใน “วิปัสสนาภูมิ–ปัญญาภูมิ ” [วิปัสสนาญาณ] หมายถึง ปรมัตถธรรมอันแยกประเภทเป็น ขันธ์ อายตนะ ธาตุ สัจจะ อินทรีย์ และ ปฏิจจสมุปบา ที่ทำให้เกิดปัญญาญาณต่างๆ ในการเจริญวิปัสสนาภาวนา นั่นคือ  “ญาณในวิปัสสนา” หมายถึง ความหยั่งรู้ เรียกว่า “ภาวนามยปัญญา” ฉะนั้น ในการเจริญภาวนากรรมฐานนั้น จักต้องแสดงลำดับการศึกษาปฏิบัติตาม “ไตรสิกขา” [ศีล–สมาธิ–ปัญญา] แต่ในกระบวนการคิด ความคิดเห็น ความตรึก ความดำริ ความคำนึง ความกำหนดในใจ ทั้งหลายนั้น ต้องประพฤติปฏิบัติไปตามมรรคาแห่ง   “สัมมัตตะ ๑๐” คือ สภาวะอันถูกต้องแห่งอเสขธรรม ได้แก่ (๑)  “อริยมรรคมีองค์ ๘” เพื่อให้ถึง “โลกุตตรมรรค–อรหัตตมัคคญาณ” (๒) “อริยมรรคมีองค์ ๙” เพื่อให้ถึง “โลกุตตรผล–อรหัตตผลญาณ” [สัมมาญาณ] และ (๓) “อริยมรรคมีองค์ ๑๐” เพื่อให้ถึง “อรหัตตผลวิมุตติ” [สัมมาวิมุตติ] โดยมีจุดมุ่งหมายแห่งผลในการปฏิบัติธรรม คือ “นิพพาน” [อนุปาทิเสสนิพพาน–การดับขันธปรินิพพาน] นั่นเอง.

 

    File Download of Reading References

 
Dictionary of Numerical Dhammas — พจนานุกรมพุทธศาสน์ หมวดธรรม
  Dictionary of Buddhist Terms — พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์
  English Dictionary of Buddhist Terms and Doctrines — พจนานุกรมพุทธศาสน์ คำศัพท์และหลักธรรม

 

บทความที่ ๘๓ ประจำปี ๒๕๕๙ – ปัญญาพิจารณาธรรมตามเป็นจริง 

 

ในการทำลายความไม่รู้จริงแห่งอวิชชา ซึ่งมีมูลเหตุจากกิเลส คือ “โลภะ–โทสะ–โมหะ” จึงไม่ใช่เรื่องง่ายๆ ที่เรียกว่า “วิสุทธิ” หมายถึง ความหมดจดบริสุทธิ์จากกิเลสทั้งหลาย และให้กำหนดไวในไตรสิกขาด้วย ได้แก่ วิสุทธิแห่งอธิศีลสิกขา ๑ วิสุทธิแห่งอธิจิตตสิกขา ๑ และ วิสุทธิแห่งอธิปญญา ๑ ฉะนั้น ความบริสุทธิ์แห่งไตรสิกขานี้ เป็นเหตุให้เกิด “ญาณทัสสนวิสุทธิ” อันเป็นองค์ความรู้ที่รอบรู้แห่งปัญญาเห็นธรรมในวิปัสสนาภูมิ ได้แก่  (๑) อริยสัจจ์ ๔: ทุกข์–สมุทัย–นิโรธ–มรรค (๒) กิจในอริยสัจจ์ ๔: ปริญญา–ปหานะ–สัจฉิกิริยา–ภาวนา  (๓) ญาณ ๓: สัจจญาณ–กิจจญาณ–กตญาณ (๔) ปฏิจจสมุปบาท ๑๒: อวิชชา–สังขาร–วิญญาณ–นามรูป–สฬายตนะ–ผัสสะ–เวทนา–ตัณหา–อุปาทาน–ภพ–ชาติ–ชรามรณะ [มีผลวิบากพร้อมด้วย: ความโศก–ความคร่ำครวญ–ทุกข์–โทมนัส–และ–ความคับแค้นใจ ที่เรียกว่า “สังกิเลส”] และ (๕) ปฏิจจสมุปปันนธรรม ๖: อัทธา ๓–สังเขป ๔–สนธิ ๓–วัฏฏะ ๓–อาการ ๒๐–มูล ๒  ปัญญาทั้งหลายดังกล่าวนี้ ย่อมกลายเป็นเหตุให้หลุดพ้นจากกิเลสทั้งปวงด้วยกำลังพลังแห่งปัญญาญาณหยั่งรู้ ได้แก่ (๑) “อาสวักขยญาณ” [มีอาการ ๖๔] กับ (๒) “อริยอัฏฐังคิกมรรค–อริยมรรคมีองค์ ๘” ได้แก่ สัมมาทิฏฐิ–สัมมาสังกัปปะ–สัมมาวาจา–สัมมากัมมันตะ–สัมมาอาชีวะ–สัมมาวายามะ–สัมมาสติ–สัมมาสมาธิ ที่สัมปยุตต์กับ  (๓) “อภิญญาเทสิตธรรม ๓๗–โพธิปักขิยธรรม ๓๗” ได้แก่ สติปัฏฐาน ๔–สัมมัปปธาน ๔–อิทธิบาท ๔–อินทรีย์ ๕–พละ ๕–โพชฌงค์ ๗–มรรคมีองค์ ๘ เพราะฉะนั้น บุคคลผู้จะตรัสรู้ด้วย “สัมโพธิญาณ” ได้ ต้องมีปัญญารู้แจ้งเห็นจริงในหลักธรรม “อริยมรรคมีองค์ ๘” ที่จะร่วมประกอบกับธรรมทั้งหลายเพื่อความตรัสรู้ [อาสวักขยะ–สัมโพธะ หรือ อาสวักขยญาณ–สัมโพธิญาณ] ปัญญาหยั่งรู้เห็น [ญาณทัสสนะ] ดังกล่าวนี้ มีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง และเป็นภาวะที่ยอดเยี่ยมที่เกิดขึ้นในบุคคล ที่ถึงพร้อมด้วยคุธรรม ๗ ประการ ได้แก่ (๑) กัลยาณมิตตตา (๒) สีลสัมปทา (๓) ฉันทสัมปทา (๔) อัตตสัมปทา (๕) ทิฏฐิสัมปทา (๖) อัปปมาทสัมปทา (๗) โยนิโสมนสิการสัมปทา คุณธรรมเหล่านี้ ทำให้มีความเจริญไพบูลย์ใน “อริยมรรค”  [มรรคมีองค์ ๘–อริยสัจจ์ ๔–โลกุตตรมรรค ๔] อย่างแน่นอน ประกอบด้วยปัญญา–สัมปชัญญะ และเหตุผล–สติ ตามแนวทางสายกลางแห่งปัญญา นั่นคือ “หลักมัชฌิมาปฏิปทา” [อริยมรรคมีองค์ ๘–ไตรสิกขา] ได้แก่ (๑) เริ่มต้นด้วยปัญญา–อธิปัญญา (๒) ดำเนินด้วยปัญญา–อธิศีล และ (๓) นำไปสู่ปัญญา–อธิจิตต์ ซึ่งนำไปสู่คุณสมบัติประกอบพุทธคุณ ๒ ประการ ได้แก่ (๑) “ปัญญาคุณ” เพราะเป็นเครื่องให้สำเร็จ “พุทธภาวะ” คือ ความเป็นพระพุทธเจ้า อันเป็นสัจจภาวะแห่งการพึ่งตนเอง–ความเป็นอัตตนาถะ ที่เรียกว่า “อัตตหิตสมบัติ” หมายถึง ความถึงพร้อมแห่งประโยชน์ตน กับ (๒) “กรุณาคุณ” เพราะเป็นเครื่องให้สำเร็จ “พุทธกิจ” คือ หน้าที่ของพระพุทธเจ้า อันสัจจภาวะแห่งการเป็นที่พึ่งของคนอื่น–ความเป็นโลกนาถ หรือ ความเป็นที่พึ่งของชาวโลกได้ ที่เรียกว่า “ปรหิตปฏิบัติ” หมายถึง การปฏิบัติเพื่อประโยชน์แก่ผู้อื่น ฉะนั้น ปัญญาที่เกิดขึ้นหรือต่อยอดเพิ่มขึ้นนั้น ต้องเป็น (๑) ปัญญาเห็นธรรม–ดวงตาเห็นธรรม–ธรรมจักษุ–ทิพพจักขุญาณ [อภิญญา] กับ (๒) ปัญญาตรัสรู้ธรรม–อาสวักขยญาณ–สัมโพธิญาณ [สัมโพธะ]  

ถ้าพิจารณาการปฏิบัติธรรมตามความเป็นจริงนั้น พระโยคาวจรขีณาสพเจ้าทั้งหลายย่อมเป็นผู้ถึงพร้อมด้วยคุณธรรมแห่งพระรัตนตรัยอยู่ในตนเองโดยปริยาย มิฉะนั้น ก็ไม่สามารถกล่าวถึงความเป็นพระอริยสาวกและอริยสาวิกาแห่งพระตถาคตเจ้าได้เช่นกัน คำว่า “ความจริง–สัจจะ” จึงเป็นเรื่องยิ่งใหญ่ในการประพฤติพรหมจรรย์ทุกขั้นตอน โดยแบ่งออกเป็น ๒ อย่าง ได้แก่ (๑) “สมมติสัจจะแห่งโลกียธรรม” กับ (๒) “ปรมัตถสัจจะแห่งโลกุตตรธรรม” สำหรับแบบอย่างแรกนั้น จัดเป็น (๑) “อุปาทานขันธ์ ๕ เป็นทุกข์” [อุปาทานทุกข์–สังขตธรรม–วัฏฏะ = โลกียภูมิ] ส่วนแบบอย่างหลังนั้น จัดเป็น (๒) “วิมุตติขันธ์แห่งสุข” [อสังขตธรรม–นิพพาน–วิวัฏฏะ = โลกุตตรภูมิ] ในการแบ่งแยกจำแนกธรรมได้ดังกล่าวนี้ จึงทำให้เห็น (๑) “กุศลธรรม” แยกออกจาก (๒) “อกุศลธรรม” โดยพิจารณาเห็น (๓) “อัพยากตธรรม” ว่าเป็น “ธรรม–สภาวธรรม–ปรมัตถ์–ปรมัตถธรรม–ปรมัตถสัจจะ” ที่ถูกต้องด้วยลำดับแห่งการปฏิเวธใน “คุณวิเศษ” หรือ “อุตตริมนุสสธรรม” ดังนี้  (๑) อริยมรรคมีองค์ ๘–โลกุตตรมรรค–มัคคญาณ ๔ (๒) อริยมรรคมีองค์ ๙–สัมมาญาณ–โลกุตตรผล–ผลญาณ ๔ และ (๓) อริยมรรคมีองค์ ๑๐–สัมมัตตะ ๑๐–อเสขธรรม–สัมมาวิมุตติ–ปัจจเวกขณญาณ มีอาการ ๑๙–อาสวัขยญาณ มีอาการ ๖๔–อรหัตผลวิมุตติ แต่อย่าลืมว่า การปฏิบัติธรรมหรือการเจริญภาวนาในทุกขั้นตอนต้องอาศัยเวลามากน้อยต่างกัน ก็ขึ้นอยู่กับความพากเพียรและความอดทนในการบำเพ็ญภาวนากรรมฐานด้วย “ภูมิรู้–ภูมิธรรม–ภูมิปัญญา” [วิปัสสนาภูมิ–ปัญญาภูมิ: ขันธ์ ๕–อายตนะ ๑๒–ธาตุ ๑๘–อินทรีย์ ๒๒–อริยสัจจ์ ๔–ปฏิจจสมุปบาท ๑๒–ปฏิจจสมุปปันนธรรม ๖ ที่สัมปยุตต์กับ โพธิปักขิยธรรม ๓๗: สติปัฏฐาน ๔–สัมมัปปธาน ๔–อิทธิบาท ๔–อินทรีย์ ๕–พละ ๕–โพชฌงค์ ๗–มรรคมีองค์ ๘] ที่มีปัญญาร้แจ้งเห็นจริงแทงตลอดในธรรมทั้งปวง

ในการเข้าถึงนัยแห่งสภาวธรรมตามเป็นจริง [ธรรมฐิติ–ยถาภูตธรรม–สัมมาทัสสนะ] ได้นั้น  บุคคลต้องประกอบด้วยคุณธรรม ๓ ประการ ดังนี้ (๑) ความประพฤติต้องบริสุทธิ์ด้วยอธิสีลสิกขา  [จรณะ ๑๕: สีลสัมปทา–อปัณณกธรรม ๓–สัทธรรม ๗–ฌาน ๔ =  เสขปฏิปทา เพื่อให้บรรลุถึง “วิชชา ๓” ได้แก่ ปุพเพนิวาสานุสติญาณ–จุตูปปาตญาณ–อาสวักขยญาณ] ได้แก่ สัมมาวาจา–สัมมากัมมันตะ–สัมมาอาชีวะ (๒) จิตต้องบริสุทธิ์ด้วยอธิจิตตสิกขา ได้แก่ สัมมาวายามะ–สัมมาสติ–สัมมาสมาธิ [ฌาน ๔ ในจรณะ ๑๕] และ (๓) ปัญญาต้องบริสุทธิ์ด้วยอธิปัญญาสิกขา ได้แก่ สัมมาทิฏฐิ–สัมมาสังกัปปะ เพื่อการปฏิบัติธรรมนั้น ให้หลุดพ้นจากกิเลสทั้งหลาย โดยไม่มี “อุปาทาน ๔–วิปลาส ๔–อคติ ๔” อันเป็นพื้นฐานสำคัญในการเจริญภาวนากรรมฐาน อนึ่ง ประกาศสำคัญ คือ จิตต้องปราศจากนิวรณ์ [กามฉันทะ–พยาบาท–ถีนมิทธะ–อุทธัจจกุกกุจจะ–วิจิกิจฉา–อรติ–อวิชชา–อกุศลธรรมทั้งหลาย] ที่เรียกว่า “จิตประภัสสร” [กุศลจตุตถฌานจิต: อุเบกขา–เอกัคคตาแห่งจิต คำว่า “จิตประภัสสร” หมายถึง จิตเดิมแท้ที่ยังว่างอยู่ ยังไม่ถูกอะไรปรุงแต่ง ยังไม่ถูกหุ้มห่อด้วยกิเลส ไม่ถูกหุ้มห่อด้วยผลของกิเลส คือความดี ความชั่ว เป็นต้น เหมือนอย่างเพชร มันมีรัศมีในตัวมันเอง มันเรืองแสงของมันได้ เหมือนอย่างจิตเดิมแท้ประภัสสร แต่เป็นอยู่ตามธรรมชาติ มันจึงเปลี่ยนแปลงได้ มันจึงต้องมีการอบรมจนเป็นประภัสสรที่ถาวร ชนิดที่ไม่มีอะไรมาปรุงแต่งให้เปลี่ยนแปลงได้] อนึ่ง ด้วยเหตุนี้ “ญาณทัสสนะ” [การหยั่งรู้หยังเห็น–การรู้เห็นในอำนาจสมาธิอย่างแน่วแน่น] ที่เกิดขึ้นในวิปัสสนาภูมิ อันเนื่องด้วยการบรรลุรูปฌานขั้นใดขั้นหนึ่งใน ๔ ขั้น [ปฐมฌาน–ทุติยฌาน–ตติยฌาน–จตุตถฌาน] ต้องสัมปยุตต์ด้วย “โพธิปักขิยธรรม ๓๗–อภิญญาเทสิตธรรม ๓๗–สันติธรรม–มรรคภาวนา” ได้แก่ สติปัฏฐาน ๔–สัมมัปปธาน ๔–อิทธิบาท ๔–อินทรีย์ ๕–พละ ๕–โพชฌงค์ ๗–มรรคมีองค์ ๘ ที่เรียกว่า “ภาวนามยปัญญา” เพื่อสนับสนุนการตรัสรู้ด้วย “ปัญญาญาณ–ญาณในวิปัสสนา–วิปัสสนาญาณ” ที่พิจารณาไตร่ตรองสภาวธรรมตามเป็นจริง [นั่นคือ สติสัมปชัญญะอันเป็นตัวจิตผู้วิปัสสนาหรือมนสิการกรรมฐาน = ญาณทัสสนะ] ด้วย “ยถาภูตญาณทัสสนะ” โดยแยกออกเป็นธรรมที่เสมอกัน ๒ ฝ่าย ได้แก่ (๑) “สมถพละ” สังขยุตด้วย “วิชชา ๓” กับ (๒) “วิปัสสนาพละ” สัมปยุตต์ด้วย “ญาณในวิปัสสนา ๓” [ข้อ ๑–๓ ในญาณ ๑๖] ในธรรมดังกล่าวนี้ ให้พิจารณาโดย “อริยสัจจ์ ๔” หมายถึง ความจริงอันประเสริฐอันทำให้บุคคลกลายเป็นอริยบุคคลได้ด้วยกิจต่างๆ [กิจในอริยสัจจ์ ๔: ปริญญา–ปหานะ–สัจฉิกิริยา–ภาวนา] ดังนี้ (๑) ปัญญาเห็น “ทุกขอริยสัจจ์” คือ สภาพแห่งทุกข์ = ด้วยกิจแห่งปริญญา คือ การกำหนดรู้ (๒) ปัญญาเห็น “สมุทัยอริยสัจจ์” คือ เหตุแห่งทุกข์ทั้งหลาย = ด้วยกิจแห่งปหานะ คือ การกำหนดละ (๓) ปัญญาเห็น “ทุกขนิโรธอริยสัจจ์” คือ สภาพหลุดพ้นจากทุกข์แล้ว = ด้วยกิจแห่งสัจฉิกิริยา คือ การทำให้แจ้ง และ (๔) ปัญญาเห็น “ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจจ์” คือ แนวทางในการดับทุกข์ทั้งปวง = ด้วยกิจแห่งภาวนา คือ การเจริญ ด้วยวิริยะและขันติ [เปรียบเทียบกับ “อุปัญญาตธรรม ๒” หมายถึง ธรรมที่พระพุทธเจ้าได้ทรงปฏิบัติเห็นคุณประจักษ์กับพระองค์ และได้ทรงอาศัยเพื่อดำเนินอริยมรรคาจนบรรลุจุดหมายสูงสุด ที่เรียกว่า “สัมมาสัมโพธิญาณ” ได้แก่ (๑) ความไม่สันโดษในกุศลธรรม กับ (๒) ความไม่ระย่อในการพากเพียร]

ดังนั้น เมื่อศีลบริสุทธิ์ สมถพละกับวิปัสสนาพละย่อมบริสุทธิ์สมบูรณ์ด้วยในเวลาเดียวกัน และมีกำลังสำเร็จเกิดขึ้นพร้อมๆ กัน มาประชุมรวมกันเป็นเพียงหนึ่งเดียว [ฌานกับญาณ] โดยแต่ละฝ่ายต่างเป็นอิสระเอกเทศจากันและกัน ไตรสิกขาจึงต้องประกอบด้วยปัญญาและเหตุผล ที่พิจารณาสภาวธรรม [ปรมัตถสัจจะ] ตามความเป็นจริง คือ รู้แจ้งเห็นจริงด้วย “ยถาภูตญาณทัสสนะ” และแทงตลอดในธรรมทั้งหลาย [ปฏิเวธ–สัมโพธะ–ความตรัสรู้] จนกระทั้งรวมถึงปัญญาญาณที่มีกำลังสามารถทบทวนกิจทั้งหมดในการตรัสรู้โดย “สัมโพธิญาณ” ด้วย “ปัจจเวกขณญาณ” มีอาการ ๑๙ อันหมายถึง ญาณหยั่งรู้ด้วยการพิจารณาทบทวน คือ สำรวจรู้ (๑) มรรค–๔ (๒) ผล–๔ (๓) กิเลสที่ละแล้ว–๔ (๔) กิเลสที่เหลืออยู่–๔และ (๕) นิพพาน–๓ เว้นแต่ว่าพระอรหันต์ไม่มีการพิจารณากิเลสที่ยังเหลืออยู่ [โลกุตตรธรรม ๙: มรรค ๔–ผล ๔–นิพพาน ๑] ที่สัมปยุตต์ด้วย  “อาสวักขยญาณ” [ความตรัสรู้ด้วยอาการ ๖๔] แห่งนิพพานจิต อันเป็นการดับจิตดวงสุดท้ายด้วย “ชีวิตสมสีสี” [พระอเสขะ–อนุปาทิเสสบุคคล] นั่นคือ “ญาณทัสสนะอันมีปริวัฏฏ์ ๓” มีอาการ ๑๒ [กิจในอริยสัจจ์ ๔ กับ ญาณ ๓] ที่เรียกว่า “อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ” ซึ่งเป็นผู้สำเร็จพุทธกิจด้วยสภาพอันถูกต้องแห่ง “สัมมัตตะ ๑๐” อย่างดีพร้อมสมบูรณ์และไพบูลย์ตาม “สัจจภาวะแห่งอมตธรรม” [นิพพาน] ตามพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า ด้วยประการฉะนี้.

 

 

 

 

 

 

Visitor Number:
4743977