๘๔. เส้นทางสู่อริยมรรคแห่งยุคโลกาภิวัตน์    

         An Approach to the Noble Path in the Globalized Ages

 

ขอน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น
 In Honor of the Blessed One of the Fully Enlightened One

By Nithee Siripat – Siripat.com and Academiae Network. 2016

Your Reading Number:  450  

 

ความสำคัญของบทความ

 

สังคมในยุคโลกาภิวัตน์นั้น ปัญญาองค์ความรู้ที่ก้าวทันกับความก้าวหน้าล้ำยุคด้านเทคโนโลยีได้กลายเป็นปัจจัยสำคัญของความก้าวหน้าในอาชีพการงานทางฝ่ายโลก ส่วนปัญญาองค์ความรู้ทางฝ่ายธรรมนั้น ก็กลายเป็นองค์ความรู้พื้นฐานเชิงทฤษฎี ที่ทรงอิทธิพลต่อกระบวนการพัฒนาปัญญาหรือความรู้ต่างๆ ที่เป็นแนวคิดล้ำสมัยและล้ำยุค สำหรับบุคคลที่ฉลาดมีไหวพริบปฏิภาณ ฉะนั้น องค์ความในทางธรรมที่เจริญด้วยญาณในวิปัสสนานั้น ต้องเกิดจากการเจริญภาวนาตามแนวทางแห่งอริยมรรค ที่หมายถึง ปัญญาที่เกิดขึ้นตามภาวะที่ถูกต้องและดีเยี่ยมประกอบกัน ตามกำหนดแห่งธรรมดาหรือ “กฎธรรมชาติ” หรือมีความเป็นไปตามวิธีทางวิทยาศาสตร์ ที่เกิดควบคู่กับความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีสมัยใหม่ อันมุ่งเน้นในการพัฒนาทางด้านวัตถุนิยมเป็นหลัก ซึ่งสวนทางกันกับความก้าวหน้าทางพระพุทธศาสตร์ ที่มุ่งเน้นทางด้านจิตตนิยมและสัจจนิยม แต่อย่างไรก็ตาม รูปแบบของสังคมสมัยใหม่นั้น กำลังกลายเป็น “สังคมอุดมปัญญา” คือ มีปัญญาที่ได้รับการพัฒนาเพียงฝ่ายเดียว ย่อมเป็นไปไม่ได้ เพราะสังคมได้รับบุคคลที่มีคุณภาพเช่นนั้น ย่อมไม่เพียงพอ ต้องมีคุณสมบัติด้านศีลธรรมและจริยธรรมถึงพร้อมเช่นกัน ให้สมดังคำว่า “สังคมอุดมปัญญาคู่คุณธรรม” ซึ่งจะทำให้บุคคลผู้เรียนรู้กลายเป็นทรัพยากรมนุษย์ที่มีค่าอย่างยิ่งต่อสังคมในส่วนรวม นั่นคือ สังคมได้สมาชิกสังคมที่รู้จักใช้ปัญญาและเหตุผลด้วย “สติสัมปชัญญะ” และไม่ใช้ชีวิตอย่างประมาท ไม่ก่อความเดือดร้อนเสียหายให้ส่วนรวมและตนเอง รู้ขอบเขตสิทธิของตนและของคนอื่น รวมทั้งต่อสังคมในขณะเดียวกัน สังคมจะพัฒนาก้าวล้ำมากแค่ไหน ย่อมต้องมีคุณบทของบุคคลทั้งหลายดำเนินตามแนวทางแห่งอริยมรรคมากแค่นั้น คือ มีการพัฒนาตนเองพร้อมด้วยปัญญาทางโลกและทางธรรมอย่างเท่าเทียมกัน ไม่ใช่ใช้การพัฒนาอย่างสุดเอียงในปัญญาฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเพียงอย่างเดียวเท่านั้น.

 

    File Download of Reading References

 
Dictionary of Numerical Dhammas — พจนานุกรมพุทธศาสน์ หมวดธรรม
  Dictionary of Buddhist Terms — พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์
  English Dictionary of Buddhist Terms and Doctrines — พจนานุกรมพุทธศาสน์ คำศัพท์และหลักธรรม

 

บทความที่ ๘๔ ประจำปี ๒๕๕๙ – เส้นทางสู่อริยมรรคแห่งยุคโลกาภิวัตน์ 

 

ความสำเร็จทางโลกนั้น ย่อมเสวยสุขด้วยโสมนัสกับโทมนัส เพราะสังขารทั้งหลายไม่เที่ยงและเป็นทุกข์ และไม่มีตัวตนอยู่จริง อันเป็นลักษณะแห่งสังขตธรรมที่ประกอบด้วย “สามัญลักษณะแห่งไตรลักษณ์” ได้แก่ อนิจจัง–ทุกขัง–อนัตตา แต่ความสำเร็จในทางธรรมนั้น จะเป็นความบริบูรณ์และไพบูลย์ด้วย “วิมุตติสุข” ล้วนๆ อย่างเดียว หมายถึง สุขเกิดแต่ความหลุดพ้นจากกิเลสอาสวะและปวงทุกข์แล้ว อันเป็นภาวะที่ปราศจากตัวตนแห่งอัตตา [อนัตตตา] เพราะเป็นความหลุดพ้นจากการยึดมั่นหน่วงเหนี่ยวอยู่กับโลกียธรรมทั้งหลาย แต่เป็น “สัจจภาวะแห่งนิพพาน” ด้วยความเป็นอิสระโดยโลกุตตรธรรม [สงบ–ว่างเปล่า] ที่เรียกว่า “อมตธรรม–บรมธรรม” [นิพพานธาตุ] ฉะนั้น ความสำเร็จทางโลกจึงเป็นเรื่อง “วัฏฏะแห่งสังสารจักร” [สังสารทุกข์–ทุคติ] เป็นเรื่องอวิชชากับผลวิบากแห่งสังกิเลสทั้งหลาย ที่เรียกว่า “อุปาทานขันธ์ ๕ เป็นทุกข์–อุปาทานทุกข์” ในทางตรงกันข้าม ความสำเร็จทางธรรมนั้น เป็นเรื่องสภาวะแห่งจิตที่หลุดพ้นจากกิเลสทั้งหลาย และปัญญาที่รู้แจ้งเห็นจริงแทงตลอดในธรรมทั้งหลาย คือ “การบรรลุถึงความตรัสรู้โดยสัมโพธิญาณ” [ปฏิเวธ: เข้าใจตลอด แทงตลอด ตรัสรู้ รู้ทะลุปรุโปร่ง ลุล่วงผลปฏิบัติ หรือ  ปฏิเวธสัทธรรม: สัทธรรมคือผลที่พึงบรรลุ ได้แก่ มรรค ผล และนิพพาน] หรือปัญญาตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า คือ “พุทธภาวะ–ความเป็นพุทธะ” [พุทธโอวาท ๓] หมายถึง (๑) ความเป็นผู้รู้ (๒) ความเป็นผู้ตื่น (๓) ความเป็นผู้เบิกบาน และในทำนองเดียวกัน คุณสมบัติดังกล่าวนี้ ก็แสดงนัยถึง “พุทธศาสนิก–พุทธมามกะ–พุทธบริษัท” เช่นกัน เพราะความเข้าใจที่ถูกต้องตามเป็นจริงนี้ คือ ความตั้งใจอันเด็ดเดี่ยวของผู้เป็นพุทธะทั้งหลาย ดังนั้น “ภูมิรู้–ภูมิธรรม–ภูมิปัญญา” นี้ ย่อมไม่สาธารณ์แก่สามัญปุถุชนทั่วไป ผู้มีจิตกลุ้มรุมด้วยกิเลสอาสวะทั้งหลาย หรือกิเลสมูลเหตุ ๓ อย่าง ได้แก่ โลภะ–โทสะ–โมหะ ด้วยเหตุนี้ ถ้าบุคคลพัฒนาตนถึงพร้อมแล้วด้วย “อธิสีลสิกขา” [สัมมาวาจา–สัมมากัมมันตะ–สัมมาอาชีวะ] ย่อมก้าวไปสู่ “อธิจิตตสิกขา” [สัมมาวายามะ–สัมมาสติ–สัมมาสมาธิ] อันเป็นพื้นฐานสำคัญสำหรับ “อธิปัญญาสิกขา” [สัมมาทิฏฐิ–สัมมาสังกัปปะ] หรือในอีกมุมหนึ่ง หมายถึง การปฏิบัติตามสัมมาปฏิปทาแห่ง “อริยมรรคมีองค์ ๘” นั่นเอง ดังนี้ (๑) เริ่มต้นด้วยปัญญา: สัมมาทิฏฐิ–สัมมาสังกัปปะ (๒) ดำเนินด้วยปัญญา: สัมมาวาจา–สัมมากัมมันตะ–สัมมาอาชีวะ (๓) นำไปสู่ปัญญา: สัมมาวายามะ–สัมมาสติ–สัมมาสมาธิ โดยสรุปแล้ว ย่อมหมายรวมถึง เส้นทางสายกลางแห่งปัญญา ที่เรียกว่า “หลักมัชฌิมาปฏิปทา” ซึ่งต้องเจริญด้วย “จรณะ ๑๕” ได้แก่ สีลสัมปทา ๑–อปัณณกปฏิปทา ๓–สัทธรรม ๗–ฌาน ๔ ที่เรียกว่า “เสขปฏิปทา” อันเป็นแนวทางประพฤติปฏิบัติของพระเสขะ [พระอรหันต์แห่งเสขบุคคล–สอุปาทิเสสบุคคล–สอุปาทิเสสนิพพาน] เพื่อให้บรรลุวิชชาความรู้แจ้งอันวิเศษและอภิญญาความรู้คมชัดยิ่ง ซึ่งถือเป็นแนวทางดำเนินปฏิบัติสัมมาปฏิปทาให้ลุล่วงถึง “วิชชา” คือ ความรู้แจ้ง–ความรู้วิเศษ อันเลิศล้ำเหนือมนุษย์ทั่วไป ได้แก่ วิชชา ๓–วิชชา ๘–อภิญญา ๖ นอกจากนี้ ปัญญาองค์ความรู้ดังกล่าวนี้ ทำให้ดับความไม่รู้จริง [นิโรธ] ได้แก่ อวิชชา ๔–อวิชชา ๘–อุปาทาน ๔–วิบัติ ๔–วิปลาส ๔–อคติ ๔–ทิฏฐิ ๒–ทิฏฐิ ๓–ลัทธินอกพระพุทธศาสนา ๓–อันตา ๒ เป็นต้น อกุศลธรรมเหล่านี้ ถือเป็นธรรมปฏิปักษ์ต่อ “หลักมัชฌิมาปฏิปทา” และอกุศลธรรมทั้งหลายเหล่านี้ ยังแสดงถึงคุณภาพชีวิตและระดับจิตของชาวโลกทั่วไปผู้เป็น “ชนผู้หลงทาง” [โลกธรรม ๘] คือ จิตที่ถูกครอบงำด้วยความคิดคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริงแห่ง “กฎธรรมชาติ” [วิปัสสนาภูมิ–ปัญญาภูมิ] และบุคคลยังพยายามไปเอาชนะกิเลสเหล่านั้นด้วยกิเลสที่มีกำลังมากกว่าสูงกว่าขึ้นไป นั่นคือ “คิดชั่ว–ทำชั่ว” [มิจฉาทิฏฐิ–มิจฉาสังกัปปะ] ให้มากยิ่งขึ้นไปอีก เพื่อเอาชนะอย่างผิดๆ ที่เรียกว่า “สงสารทุกข์” เพราะฉะนั้น ผู้ปฏิบัติธรรมบางคนจึงไม่สามารถตัดขาดจากกิเลสอาสวะทั้งหลายได้ง่ายๆ มีระดับคุภาพชีวิตขึ้นๆ ลงๆ อยู่ใน “ภูมิ ๓๑” ไม่สามารถรักษาจิตให้อยู่ในภูมิแห่งพระอรหันต์ได้ตลอดเวลา ตราบใดที่ยังมาเกี่ยวข้องกับมนุษย์ธรรมดาทั่วไป ถ้ายังเกี่ยวข้องอยู่ก็ให้อยู่ในคุณธรรม ๒ อย่าง ได้แก่ ปัญญา–กรุณา เท่านั้น หรือการทำประโยชน์แก่ตน–อัตตหิตสมบัติ และการถือประโยชน์แก่ผู้อื่น–ปรหิตสมบัติ คุณสมบัติทั้ง ๒ ประการ ดังกล่าวนี้ นำมาซึ่งความตรัสรู้บรมธรรมแห่งอริมรรคได้ ดังนั้น ความสำเร็จทางโลกเกิดจำ “ความรอบรู้แห่งเดรัจฉานวิชา” ที่ไม่ชักนำให้หลุดพ้นจากวัฏฏะ ๓ อย่าง ส่วนความสำเร็จทางธรรมนั้น ย่อมเกิดจาก “ความรอบรู้แห่งวิชชา”  อันเป็นปัญญาวิเศษ [ยถาภูตญาณทัสสนะ] อันเกิดจากรากฐานแห่งพุทธะ ๓ ประการ ได้แก่ (๑) ปัญญาคุณ (๒) วิสุทธิคุณ และ (๓) กรุณาคุณ แต่อย่าไรก็ตาม สาธุชนผู้เจริญแล้วทั้งหลาย ควรศึกษาค้นคว้าเคล็ดลับความสำเร็จในการปฏิบัติธรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การพิจารณาความสัมพันธ์ระหว่างหลักธรรมทั้งหลาย ที่มาประชุมรวมกันเป็นหนึ่งเดี่ยว และเป็นเอกเทศจากกัน [Universality against Uniqueness] ซึ่งเป็นมุมมองแบบองค์รวม [Holism Oriental Perspectives] คือ กระบวนการคิดด้วย “จินตามยปัญญา” [Reasoning Thinking] หมายถึง การศึกษาค้นคว้าหาความรู้ในเชิงเหตุผลนิยม [Rationalism] หรือ “โยนิโสมนสิการ” [Analytical Thinking] ซึ่งเป็นกระบวนการคิดตามหลัก “อิทัปปัจจยตา–ปฏิจจสมุปบาท–ปัจจยาการ–ปฏิจจสมุปปันนธรรม” [ปัจจัยธรรม] จนทำให้บรรลุถึง “ภาวนามยปัญญา” [Insight Wisdom] หมายถึง ปัญญาหยั่งรู้ถึงสภาวธรรมทั้งหลายโดยไตรลักษณ์–สัมมสนญาณ (ข้อ ๓ ในญาณ ๑๖–โสฬสญาณ: ญาณในวิปัสสนาที่พิจารณานามรูปโดยไตรลักษณ์ คำว่า “สัมมสนะ” มักแปลกันว่า “พิจารณา”] จนถึงความตรัสรู้ [อาสวักขยะ–สัมโพธะ] แล้วทำให้เข้าถึงอริยมรรคได้ อันประกอบด้วย (๑) อริยมรรคมีองค์ ๘ (๒) อริยมรรค ๔ และ (๓) อริยสัจจ์ ๔ ในจากนี้ ยังหมายรวมถึง “วิปัสสนาภูมิ–ปัญญาภูมิ” ได้แก่ ขันธ์ ๕–อายตนะ ๑๒–ธาตุ ๑๘–อินทรีย์ ๒๒–อริยสัจจ์ ๔–ปฏิจจสมุปบาท ๑๒–ปฏิจจสมุปปันนธรรม ๖ ซึ่งเป็นองค์ความรู้ที่ต้องรู้แจ้งเห็นจริงก่อนการเกิดปัญญาเห็นธรรมทั้งหลายโดยไตรลักษณ์ จนถึงความตรัสรู้ [อาสวักขยญาณ] ถึง “สัมโพธิญาณ–ปรินิพพานจิต” ปัญญาญาณทั้งหลายที่เกิดขึ้นในวิปัสสนาภูมิ [ภูมิแห่งวิปัสสนา ๑ ฐานที่ตั้งอันเป็นพื้นที่ซึ่งวิปัสสนาเป็นไป ๑ พื้นฐานที่ดำเนินไปของวิปัสสนา ๑ หรือ ธรรมที่เป็นภูมิของปัญญา ๑] นั้น ก็ขึ้นอยู่กับ “ภูมิรู้–ภูมิธรรม–ภูมิปัญญา” ของแต่ละบุคคลผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบเท่านั้น ฉะนั้น ผู้ปฏิบัติธรรมตามกระแสนิยมเพื่อสร้างภาพ จึงมีโอกาสน้อยมากในการบรรลุธรรมวิเศษในพระธรรมวินัยนี้ ในทางกลับกัน อาจถูกกิเลสกลุ้มรุมจิตใจหนักกว่าเดิม ถึงขั้นประกาศตนเป็นปฏิปักษ์กับพระธรรมของพุทธเจ้า เพราะกิเลสทั้งหลายนี้ ได้แก่ นิวรณ์ทั้งหลาย: กามฉันทะ–พยาบาท–ถีนมิทธะ–อุทธัจจกุกกุจจะ–วิจิกิจฉา–อรติ–อวิชชา–อกุศลธรรมทั้งหลาย กล่าวโดยสรุป ความสำเร็จช้าหรือเร็วในการปฏิบัติธรรมตามคำสอนของพระพุทธเจ้า จึงขึ้นอยู่กับปัญญาไม่สันโดษในการสร้างบุญกุศล กับความหมั่นเพียรอดทนในการลงมือปฏิบัติจริงจัง แต่ทั้งหลายทั้งปวงนั้น ปัญญาเห็นธรรมทั้งหลายย่อมมาประชุมรวมกันลงที่หลักธรรมว่า “อัปปมาทะ–อย่าประมาท” หรือก็ให้อยู่คุณสมบัติแห่งบุคคล ที่เรียกว่า “ผู้มีราตรีเดียวเจริญ” หมายถึง ผู้มีความเพียรไม่เกียจคร้านทั้งกลางวันกลางคืน อยู่ด้วยความไม่ประมาท และไม่หวาดกลัว คิดเร่งขวนขวายบำเพ็ญกิจและทำความดี มีกำลังที่จะทำความเพียรปฏิบัติธรรมต่อไป [เช่น พิจารณาเนืองๆ ด้วย “มรณสติ–มรณัสสติ”  (ข้อ ๗ ในอนุสติ ๑๐) หรือ “สังเวควัตถุ” คือ เรื่องที่พิจารณาแล้วจะทำให้เกิดความสังเวช คือ เร้าเตือนสำนึกให้มีจิตใจน้อมมาในทางกุศล เกิดความคิดไม่ประมาทและมีกำลังที่จะทำความเพียรปฏิบัติธรรมต่อไป เช่น ความเกิด ความแก่ ความเจ็บ ความตาย และ “อาหารปริเยฏฐิทุกข์” คือ ทุกข์ในการหากิน เป็นต้น] โดยมีการจิตตภาวนาด้วย “สติปัฏฐาน ๔” ที่ทำให้ดำรงชีวิตอยู่ด้วย “สติสัมปชัญญะ” ด้วยเช่นกัน.

 

 

 

 

 

 

 

Visitor Number:
4703176