๘๕. จตุปฏิสัมภิทาญาณแห่งอรหัตขีณาสพ   

         The Four Analytic Insights of the Worthy One  

 

ขอน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น
 In Honor of the Blessed One of the Fully Enlightened One

By Nithee Siripat – Siripat.com and Academiae Network. 2016

Your Reading Number:  430  

 

ความสำคัญของบทความ

 

ความต้องการในปรารถนาแห่งปัญญาญาณของการเจริญภาวนากรรมฐานนั้น เป็นจุดมุ่งหมายสำคัญยิ่งที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานจิตที่ปราศจากนิวรณ์ ความบริสุทธิ์แห่งปัญญาอันยิ่ง คือ ความถูกต้องตามเป็นจริงตาม “กฎธรรมชาติ” ดังเช่น ธรรมฐิติ–ธรรมนิยาม ๓–ปฏิจจสมุปบาท ๑๒–ไตรลักษณ์ เป็นต้น แต่ความจริงแท้แห่งสัจจธรรม คือ “อริยสัจจ์ ๔” ได้แก่ ทุกขสัจจ์–สมุทัยสัจจ์–นิโรธสัจจ์–มรรคสัจจ์ นั่นคือ “มัคคญาณ ๔–มรรค ๔” หรือ “โลกุตตรมรรค” อันเป็นผลเกิดจากการปฏิบัติดำเนินตาม “อริยมรรคมีองค์ ๘” แต่อย่างไรก็ตาม ก็ให้คำนึงถึง สภาวะอันถูกต้องแห่งปัญญาญาณที่เป็น “ปัญญาแตกฉาน–ปฏิสัมภิทา ๔” ที่มีบาทฐานมาจากการเจริญอนุปัสสนากรรมฐาน ซึ่งนับเป็นมรรคาที่ทำให้เกิดความคมชัดแห่งอภิญญา เพื่อความตรัสรู้ซึ่งสัมโพธิญาณ [อาสวักขยะ–สัมโพธะ] ฉะนั้น ปัญญาญาณในวิปัสสนานั้น จึงเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งยวด อันนำไปสู่ความไพบูลย์ด้วยความหยั่งรู้หยั่งเห็น [ญาณทัสสนะ] ที่อยู่เหนือข้อจำกัดในด้านเวลาและสถานที่ได้ อนึ่ง ปัญญาแตกฉาน คือ คุณบทแห่งอริยบุคคลผู้บรรลุถึง “พระอรหันต์–ปฏิสัมภิทัปปัตตะ” ซึ่งสามารถเข้าถึงได้ด้วยวิปัสสนาพละล้วนๆ อีกทางหนึ่ง เพราะเกิดจากการหมั่นเพียรในการเจริญวิปัสสนาภาวนา จนสามารถบรรลุถึง “ปัญญา ๑๐” ได้ เช่น  “ปุถุปัญญา” [ความรู้ทั่วถ้วน–สัพพัญญู] คือ ปัญญาแน่นหนา หรือ  “หาสปัญญา” [ทิพยจักขุ–ปัญญาจักขุ] คือ ปัญญาร่าเริง ดังนี้ เป็นต้น เพราะฉะนั้น พระอรหันต์ทั้งหลายจะต้องเป็นผู้ประกอบด้วย ปัญญาสามัญ [เดรัจฉานวิชา] ๑ ปัญญารู้แจ้ง [วิชชา] ๑ ปัญญาคมชัด [อภิญญา] ๑ ปัญญาหยั่งรู้ [ญาณ–วิปัสสนาญาณ–ปัญญาญาณ] ๑ ปัญญาเห็นธรรม [ธรรมจักษุ] ๑ ปัญญาตรัสรู้ [สัมโพธิญาณ] ๑ ดังนี้ ปัญญาในวิปัสสนาที่ประกอบด้วยภาวะอันถูกต้อง [อริยมรรค] จึงเป็นองค์ประกอบอันยิ่งที่จะทำให้เข้าถึง “สัจจภาวะแห่งนิพพาน” ได้แท้แน่นอน ที่ผู้ปฏิบัติธรรมจะต้องไม่ทอดทิ้งภาวะหน้าที่ในการเจริญปัญญาญาณให้ยิ่งขึ้นไปอย่างสมบูรณ์บริบูรณ์.

 

    File Download of Reading References

 
Dictionary of Numerical Dhammas — พจนานุกรมพุทธศาสน์ หมวดธรรม
  Dictionary of Buddhist Terms — พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์
  English Dictionary of Buddhist Terms and Doctrines — พจนานุกรมพุทธศาสน์ คำศัพท์และหลักธรรม

 

บทความที่ ๘๕ ประจำปี ๒๕๕๙ – จตุปฏิสัมภิทาญาณแห่งอรหัตขีณาสพ

 

พระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้านั้น ถือเป็นสัจจธรรมแห่งศาสตร์ทั้งหลายในยุคปัจจุบัน เพราะเป็นหลักการแห่งทฤษฎี ที่นักวิชาการทางโลกวิจัยค้นพบองค์ความรู้ใหม่ๆ ด้วยความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีสมัยใหม่ ประการสำคัญ องค์ความร้ต่างๆ คือ “ปัญญา” [Wisdom or Knowledge] ที่เกิดจากการวิวัฒน์พัฒนาทางกระบวนการคิดภายในสมอง ที่เรียกว่า “จิตวิญาณ” [Spirituality or Consciousness] คือ เจตนาแห่งอภิสังขารที่จะปรงแต่งความคิดตามเหตุปัจจัย โดยแสดงออกเป็น “กรรมภพ” [ชีวิตสันตติตามยถากรรม] คือ สังขารทั้งหลาย [สังขตะ–สังขตธรรม] ซึ่งเป็นได้ทั้งฝ่ายกุศลธรรม [สัมมาทิฏฐิ] และฝ่ายยอกุศลธรรม [มิจฉาทิฏฐิ] ฉะนั้น จิตวิญาณของปุถุชนส่วนใหญ่ยังคละด้วยกิเลสน้อยใหญ่อยู่ตลอดเวลา ไม่ว่าจะตื่นหรือนอนหลับอยู่ก็ตามในทางตรงกันข้าม สภาวะแห่งจิตของพระอรหันต์นั้น ย่อมปราศจากกิเลสอาสวะทั้งหลาย [อาสวักขยญาณ] ด้วยความตรัสรู้โดย “สัมโพธิญาณ” ดีแล้ว นั่นคือ จิตปราศจากนิวรณ์ [จตุตถฌานกุศลจิต–จิตประภัสสร–ฌาน–ทัสสนะ–วิชชา] และปัญญาปราศจากอคติและวิปลาส [ญาณ–ปัญญาญาณ] ซึ่งเกิดญาณสัมปยุตต์ ที่เรียกว่า “ญาณทัสสนะ” คือ ปัญญาหยั่งรู้เห็นแจ้งรู้จริงด้วย “วิปัสสนาญาณ–ญาณในวิปัสสนา” ทั้งหลาย ดังนั้น เกณฑ์มาตรฐานที่ระบุคือความตรัสรู้ [อาสวักขยะ–สัมโพธะ] นั้น จึงวัดได้ด้วย “ปฏิสัมภิทา ๔” [Discrimination] หมายถึง ปัญญาแตกฉาน ได้แก่ (๑) “อัตถปฏิสัมภิทา” คือ ปัญญาแตกฉานด้านความหมายแห่งอรรถศาสตร์อันเป็นฝ่ายผล (๒) “ธัมมปฏิสัมภิทา” คือ ปัญญาแตกฉานในหลักธรรมแห่งทฤษฎีอันเป็นฝ่ายเหตุ (๓) “นิรุตติปฏิสัมภิทา” คือ ปัญญาแตกฉานด้านภาษาแห่งภาษาศาสตร์ และ (๔) “ปฏิภาณปฏิสัมภิทา” คือ ปัญญาแตกฉานด้านปฏิภาณไหวพริบ อนึ่ง “ปฏิสัมภิทา ๔”  นั้น เกิดจากการมนสิการกรรมฐานอยู่เนืองๆ ด้วย “อนุปัสสนา ๗” นั่นคือ ปัญญาญาณที่เกิดต่อเนื่องกันระหว่าง “ทุกขสัจจ์–สมุทัยสัจจ์” กับ “มรรคสัจจ์” (ข้อ ๑–๒–๔ ในอริยสัจจ์ ๔: ความจริงของพระอริยะ ได้แก่ ทุกข์–สมุทัย–มรรค และ ข้อ ๑–๒–๔ ในกิจในอริยสัจจ์ ๔: ข้อที่จะต้องปฏิบัติให้ถูกต้องและเสร็จสิ้นในอริยสัจจ์ 4 แต่ละอย่าง จึงจะชื่อว่ารู้อริยสัจจ์หรือเป็นผู้ตรัสรู้แล้ว ได้แก่ ปริญญา–ปหานะ–ภาวนา)  หรือ อีกนัยหนึ่ง ความบริสุทธิ์ที่สูงขึ้นไปเป็นขั้นๆ ในระหว่าง ข้อ ๓–๔–๕ ในวิสุทธิ ๗ ได้แก่ (๑) “ทิฏฐิวิสุทธิ” คือ ความหมดจดแห่งทิฏฐิ นั่นคือ ความรู้เข้าใจมองเห็นนามรูปตามสภาวะที่เป็นจริง เป็นเหตุข่มความเข้าใจผิดว่าเป็นสัตว์บุคคลเสียได้ เริ่มดำรงในภูมิแห่งความไม่หลงผิด  จัดเป็นขั้นกำหนดทุกขสัจจ์ และ (๒) “กังขาวิตรณวิสุทธิ” คือ ความหมดจดแห่งญาณเป็นเหตุข้ามพ้นความสงสัย ความบริสุทธิ์ขั้นที่ทำให้กำจัดความสงสัยได้ นั่นคือ กำหนดรู้ปัจจัยแห่งนามรูปได้แล้วจึงสิ้นสงสัยในกาลทั้ง ๓ ข้อนี้ตรงกับ “ธรรมฐิติญาณ–ยถาภูตญาณ–สัมมาทัสสนะ” จัดเป็นขั้นกำหนดสมุทัยสัจจ์ กับ (๓) “มัคคามัคคญาณทัสสนวิสุทธิ” คือ ความหมดจดแห่งญาณที่รู้เห็นว่าเป็นทางหรือมิใช่ทาง คือ เริ่มเจริญวิปัสสนาต่อไปด้วยพิจารณากลาป จนมองเห็นความเกิดขึ้น และความเสื่อมไปแห่งสังขารทั้งหลาย ข้อนี้จัดเป็นขั้นกำหนดมัคคสัจจ์ แต่อย่างไรก็ตาม ก็ให้พิจารณาความเกี่ยวเนื่องสัมพันธ์กันระหว่าง “อนุปัสสนา ๗” กับ “ปัญญา ๑๐” ดังนี้  

 

“อนุปัสสนา ๗” หมายถึง การพิจารณาสภาวธรรมในภาวนากรรมฐานอยู่เนืองๆ โดยมีรากฐานมาจากปัญญาเห็นนามรูปโดยไตรลักษณ์ [อนุปัสสนา ๓: อนิจจานุปัสสนา–ทุกขานุปัสสนา–อนัตตานุปัสสนา = สัมมสนะ (พิจารณา–มนสิการ)–สัมมสนญาณ] ในธรรมทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นสังขตธรรมหรืออสังขตธรรมก็ตาม ได้แก่

(๑) “อนิจจานุปัสสนา” คือ พิจารณาเห็นความไม่เที่ยง ซึ่งบุคคลเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมยัง “ชวนปัญญา” [ปัญญาเร็ว] ให้บริบูรณ์

(๒) “ทุกขานุปัสสนา” คือ พิจารณาเห็นสภาพแห่งทุกข์ ซึ่งบุคคลเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมยัง “นิพเพธิกปัญญา” [ปัญญาทำลายกิเลส] ให้บริบูรณ์

(๓) “อนัตตานุปัสสนา” คือ พิจารณาเห็นความไม่มีตัวตน ซึ่งบุคคลเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมยัง “มหาปัญญา” [ปัญญามาก] ให้บริบูรณ์

(๔) “นิพพิทานุปัสสนา” คือ พิจารณาเห็นความเบื่อหน่าย ซึ่งบุคคลเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมยัง “ติกขปัญญา” [ปัญญาคมกล้า] ให้บริบูรณ์

(๕) “วิราคานุปัสสนา” คือ พิจารณาเห็นความคลายกำหนัดในราคะ ซึ่งบุคคลเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมยัง “วิบูลปัญญา” [ปัญญากว้างขวาง] ให้บริบูรณ์

(๖) “นิโรธานุปัสสนา” คือ การพิจารณาเห็นความดับแห่งสมุมัยโดยความเป็นเหตุเกิด ซึ่งบุคคลเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมยัง “คัมภีรปัญญา” [ปัญญาลึกซึ้ง] ให้บริบูรณ์

(๗) “ปฏินิสสัคคานุปัสสนา” คือ พิจารณาความถือมั่นตั้งไว้โดยความถือผิดยึดมั่น ซึ่งบุคคลเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมยัง “อัสสามันตปัญญา” [ปัญญาไม่ใกล้] ให้บริบูรณ์

 

“ปัญญา ๑๐” หมายถึง ปัญญาที่เกิดจากการเจริญอนุปัสสนา ได้แก่

(๑) “ชวนปัญญา” คือ ปัญญาเร็ว โดยเจริญ “อนิจจานุปัสสนา” [เห็นความไม่เที่ยง]

(๒) “นิพเพธิกปัญญา” คือ ปัญญาทำลายกิเลส โดยเจริญ “ทุกขานุปัสสนา” [เห็นความทุกข์]

(๓) “มหาปัญญา” คือ ปัญญามาก โดยเจริญ “อนัตตานุปัสสนา” [เห็นความไม่ใช่ตัวตน]

(๔) “ติกขปัญญา” คือ ปัญญาคมกล้า โดยเจริญ “นิพพิทานุปัสสนา” [หน่ายในกองทุกข์]

(๕) “วิบูลปัญญา” คือ ปัญญากว้างขวาง โดยเจริญ “วิราคานุปัสสนา” [ดับความกระหายวัฏฏะ]

(๖) “คัมภีรปัญญา” คือ ปัญญาลึกซึ้ง โดยเจริญ “นิโรธานุปัสสนา” [ดับกิเลส]

(๗) “อัสสามันตปัญญา” คือ ปัญญาไม่ใกล้ โดยเจริญ “ปฏินิสสัคคานุปัสสนา” [สลัดคืน]

(๘) “ปฏิสัมภิทา ๔” คือ ปัญญาแตกฉาน โดยเจริญ “อนุปัสสนา ๗” [ปัญญาแตกฉาน–อุเบกขา]

(๙) “ปุถุปัญญา” คือ ปัญญาแน่นหนา โดยเจริญ “ปัญญา ๘” [ความรู้ทั่วถ้วน–สัพพัญญู]

(๑๐) “หาสปัญญา” คือ ปัญญาร่าเริง โดยเจริญ “ปัญญา ๙” [ทิพยจักขุ–ปัญญาจักขุ]

 

นอกจากนี้ ผู้เป็นพระอรหันต์นั้น ก็ย่อมหมายถึง “พหูสูต” นั่นเอง เพราะมีปัญญาอันล้ำเลศอย่างประเสริฐ เหนือความเป็นปราชญ์ทางโลกที่มีปัญญาเป็น “เดรัจฉานวิชา” ที่เป็นปัญญาความรู้ไม่สามารถชักนำให้หลุดพ้นจากกิเลสและทุกข์ทั้งปวง แต่พระอรหันต์เป็นผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบด้วย “วิชชาและจรณะ” เป็นสำคัญยิ่ง หลักธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้าที่อยู่ในพระไตรปิฎกนั้น ล้วนเป็นเรื่องอริยมรรคและอริยธรรม ไม่ใช่หลักความรู้สามัยทั่วไปตามโลกียคติ [เดรัจฉานวิชา] ฉะนั้น หลักธรรมส่วนใหญ่จึงเป็นการบรรยายถึงคุณสมบัติของพระอรหันต์เป็นหลัก ที่นอกเหนือจาก โสดาบัน–สกทาคามี–อนาคามี รวมทั้งธรรมสำหรับปุถุชนผู้ครอบเรือน เมื่อพุทธมามกะศึกษาพระธรรมนั้น จึงต้องจำแนกแจกธรรมออกเป็นหมวดหมู่ให้ถูกต้อง เพื่อไม่ให้เกิดสติฟั่นเฟือนไปตามกระแสแห่งโลกธรรม กล่าวโดยสรุป ให้เป็นผู้รู้แจ้งโลกและชีวิตตามเป็นจริง ไม่หลงเพลิดเพลินในโลกทั้งปวงและไม่ปรารถนาในสังขารทั้งปวง นั่นคือ “อุปาทานขันธ์ ๕” [อุปาทิ] การเข้าใจอย่างถูกต้องดังกล่าวนี้ ย่อมเกิดจาก สมถพละ [สมถะ–สมาธิ–ฌาน–วิชชา = ความรู้แจ้ง] กับ วิปัสสนาพละ [ญาณ–อภิญญา = ความรู้ชัด] หรือ  สมถะกับวิปัสสนา–ฌานกับญาณ และเกิดอารมณ์เบื่อหน่ายสิ้นเชิงในสิ่งปรางแต่งแห่งสังขตธรรมด้วยปัญญาเห็นธรรม คือ “นิพพิทาญาณ” หรือ “นิพพิทานุปัสสนาญาณ” (ข้อ ๕ ในวิปัสสนาญาณ ๙) อันทำให้เกิด “ติกขปัญญา” [ปัญญาคมกล้า]

ฉะนั้น “สังขารโลก” คือ สภาวธรรมทั้งปวงที่มีการปรุงแต่งตามเหตุปัจจัยนั้น ย่อมไม่ใช่ปรารถนาของพระอรหันต์ทั้งหลาย ความเป็นผู้มีปัญญาแตกฉานของพระอรหันต์นั้น [ผู้มีกิเลสสังโยชน์สิ้นแล้ว] จึงไม่ใช้สภาวธรรมที่จะเกิดขึ้นได้ง่ายๆ อันเป็นคุณสมบัติครบถ้วนด้วย “จตุปฏิสัมภิทาญาณ” [ปฏิสัมภิทา ๔] ดังเช่น พระพุทธเจ้าของเราทั้งหลายผู้ทรงอำนาจด้วย “สัพพัญญูญาณ” [จักขุ ๕] ที่เหนือกว่า “อัจฉริยบุคคล” ทางโลกียะทั้งหลาย [เดรัจฉานวิชา = ความรู้ทางโลกตั้งแต่อนุบาลถึงปริญญาเอก] จึงเรียกว่า “พระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า” [พระพุทธเจ้า] “อริยบุคคล” ผู้เป็นผลแห่งการปฏิบัติธรรมในพรหมจรรย์นี้ คือ “พระอรหันตขีณาสพ” เท่านั้น อันเป็นยอดปรารถนาสูงสุด ไม่ใช่บุคคลผู้แสดง (๑) อิทธิปาฏิหาริย์ กับ (๒)  เอเทศนาปาฏิหาริย์ เพียงเท่านั้น ยังไม่ประกอบด้วย “ปฏิสัมภิทา ๔” [ปัญญาแตกฉาน] ครบถ้วนแต่ประการใด และในที่สุดนั้นอาจชักพาบุคคลอื่นไปสู่ความเสียหายใน “วิบัติ ๔” ได้แก่ ศีลวิบัติ–อาจารวิบัติ–ทิฏฐิวิบัติ–อาชีววิบัติ แท่นที่จะเป็น “พระอรหันต์” ก็กลายเป็น “มนุษยวิบัติแห่งอลัชชี” ดังนั้น สมณะผู้ประกอบด้วย “ญาณวิปยุตต์แห่งอโยนิโสมนสิการสัมปทา” [ปราศจากปัญญาหยั่งรู้ที่ถึงพร้อมแห่งอวิชชา] ไม่ควรนับเป็นพระสงฆ์อริยสาวกของพระตถาคตได้เลย เพราะยังเป็นบุคคลผู้ถูกครอบงำด้วยมูลเหตุแห่งอกุศลธรรมทั้งหลาย ได้แก่ โลกะ–โทสะ–โมหะ จิตจึงมี “นิวรณ์–นิวรณธรรม” ทั้งหลาย  [นิวรณ์: กามฉันทะ–พยาบาท–ถีนมิทธะ–อุทธัจจกุกกุจจะ–วิจิกิจฉา–อรติ–อวิชชา–อกุศลธรรมทั้งหลาย] และปัญญากลายเป็น “มิจฉาทิฏฐิ–มิจฉาสังกัปปะ” และไม่ใช่ “กัลยาณมิตร” ของสาธุชนควรคบหาเพื่อเป็น “ธรรมิก” [สหายธรรม] อีกต่อไป ฉะนั้น พระอริยสงฆ์จึงเป็นบุคคลผู้มี “สังฆคุณ ๙” ครบสมบูรณ์ดีพร้อมด้วย “ธรรมไพบูลย์” [ธรรมปีติ] และประกอบด้วยคุณสมบัติของการตรัสรู้สัมโพธิญาณ [โพธิสมภาร] ได้แก่ (๑) ปัญญา–จตุปฏิสัมภิทาญาณ คือ ความเป็นอัตตนาถะแห่งพุทธกิจ และ (๒) กรุณา–โลกนาถ คือ ความเป็นที่พึ่งของผู้อื่น เพราะฉะนั้น การประพฤติปฏิบัติธรรมเหมาะควรแก่ธรรม [ธัมมานุธัมมปฏิปัตติ] ด้วยการดำเนินชีวิตตามคลองธรรมของพุทธบริษัทนั้น จึงไม่ใช่การประพฤติปฏิบัติได้ง่าย และรู้ผลได้เร็ว ต้องอาศัยความเพียรความอดทนอดกลั้นอย่างสูง ในการต่อสู้กับอุปสรรคปัญหาต่างๆ อย่างมากมาย และไม่ใช่นึกอยากจะทำอย่างไร ก็จะประสบความสำเร็จได้เร็วและง่ายๆ ในการบรรลุความตรัสรู้ [อาสวักขยะ–สัมโพธะ] ซึ่ง “โลกุตตรธรรม” ทั้งหลาย ได้แก่ โพธิปักขิยธรรม ๓๗ และ โลกุตตรธรรม ๙ เพื่อเข้าถึง “บรมธรรมแห่งพระนิพพาน” นั่นเอง.

 

 

 

 

 

 

 

Visitor Number:
4705594