๘๗. ธรรมทั้งหลายมาประชุมรวมกันเป็นหนึ่งเดียว    

         The Single Unity of All Ultimate Realities

 

ขอน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น
 In Honor of the Blessed One of the Fully Enlightened One

By Nithee Siripat – Siripat.com and Academiae Network. 2016

Your Reading Number:  451  

 

ความสำคัญของบทความ

 

แนวคิดเกี่ยวกับการรวมกันพุ่งเข้าจุดศูนย์กลางนั้น เป็นลักษณะโครงสร้างระบบเชิงสังเคราะห์ หรือการอธิบายสภาวธรรมด้วยหลักการในเชิงทฤษฎีหรือกฎเกณฑ์ ที่เขียนสั้นๆ อันเป็นสูตรคล้ายกับสมการเชิงคณิตศาสตร์ แต่บุคคลสามารถอ้างถึงสัญลักษณ์นั้น แล้วอธิบายด้วยถ้อยคำได้อีกมากมาย โดยอาศัยทักษะหรือประสบการณ์ที่แตกต่างกันในแต่ละบุคคลที่สะสมมา นั่นคือ “ปัญญา–ความรู้รอบ–องค์ความรู้”  ที่ทำหน้าที่เป็นบาทฐานสำคัญที่มีอิทธิพลต่อกระบวนการคิดพิจารณาสภาวธรรม ที่เรียกว่า “ความเข้าใจ–ความนึกคิด–ความคิดเห็น” หรือ “ความเชื่อ–ความศรัทธา–ปสาทะ–อธิโมกข์” ดังนี้ ในทักษะการคิดแบบเชิงสังเคราะห์นั้น เป็นลักษณะการคิดขั้นสูง ที่เกิดจากการคิดเชิงเทียบเคียงในความเหมือนกันของสภาวธรรมหลายๆ หน่วย เพื่อนำลักษณะต่างๆ มาพิจารณาหาสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างคล้ายคลึงกัน แล้วพิจารณาหาข้อสรุป ที่สื่อความหมายด้วยกฎหรือทฤษฎี ที่ผ่านขั้นตอนการพิสูจน์ด้วยหลักฐานชุดข้อมูลของสภาวธรรมใดๆในวิปัสสนาภูมิ ว่าธรรมหรือสภาวธรรมทั้งหลายที่สัมพันธ์กันในเชิง “ญาณสัมปยุตต์–ธรรมสามัคคี” กันได้อย่างใด ภายใต้เงื่อนไขของปรากฏการณ์หนึ่งๆ ที่เกี่ยวข้องกับสภาวะแห่งจิตในภาวนากรรมฐานนั้นๆ เช่นกัน ยกตัวอย่าง เช่น ธรรมนิยาม ๓–ไตรลักษณ์–อัปปมาทะ หรือ อริยสัจจ์ ๔ เป็นต้น เพราะฉะนั้น ในการบำเพ็ญเพียรภาวนากรรมฐานนั้น ผู้ปฏิบัติธรรมจะต้องสามารถหาข้อสรุปสภาวธรรมใดๆ ที่เกิดขึ้นเกี่ยวข้องกัน แล้วสามารถพิสูจน์ข้อสมมติฐานทั้งหลายอันเกี่ยวกับอารมณ์แห่งกรรมฐานนั้นๆ ว่าเป็นจริงมากน้อยแค่ไหน ว่าเป็นไปสิ่งที่คาดหวังไว้ในหลักธรรมหรือทฤษฎีหรือไม่ โดยพิจารณาด้วยปัญญาและเหตุผลร่วมกันอย่างสร้างสรรค์เป็นประโยชน์สูงสุด อันเกิดจากสัจจธรรมของธรรมทั้งหลายที่มารวมกัน.

 

    File Download of Reading References

 
Dictionary of Numerical Dhammas — พจนานุกรมพุทธศาสน์ หมวดธรรม
  Dictionary of Buddhist Terms — พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์
  English Dictionary of Buddhist Terms and Doctrines — พจนานุกรมพุทธศาสน์ คำศัพท์และหลักธรรม

 

บทความที่ ๘๗ ประจำปี ๒๕๕๙ – ธรรมทั้งหลายมาประชุมรวมกันเป็นหนึ่งเดียว

 

เมื่อสิ่งสองสิ่งหรือธาตุสองธาตุมารวมกันเป็นสิ่งใหม่หรือสภาวธรรมใหม่นั้น ย่อมเป็นแนวคิดในการกำหนดสติสัมปชัญญะตามพิจารณาในวิปัสสนาภูมิ โดยเกิดเป็นองค์ความรู้ใหม่ที่ต่อยอดขึ้นใหม่ กลายเป็นความรู้ใหม่แห่งปัญญาญาณ โดยอาศัยเครื่องมือในการค้นคว้าวิจัยสภาวธรรมเหล่านั้นด้วย “ญาณทัสสนะ–ญาณทัสสนวิสุทธิ–ยถาภูตญาณทัสสนะ” ที่เกิดขึ้นในการเจริญวิปัสสนาภาวนา ที่เรียกว่า “มหาวิปัสสนาญาณ ๑๘” สำหรับกระบวนการรวมกันและอาศัยกันของสภาวธรรมทั้งหลาย นั้น ต่างเรียกว่า “อิทัปปัจจยตา–ปฏิจจสมุปบาท–ปัจจยาการ–ตถตา” โดยปราศจากความสงสัย เพราะรู้เหตุปัจจัยแห่งนามรูปจึงสิ้นสงสัยในกาลทั้ง ๓ [อัทธา ๓ = ปฏิจจสมุปปันนธรรม–ปัจจัยธรรมทั้งหลายแห่งภวจักรหรือสังสารจักร] องค์ความรู้ที่เกิดขึ้นเป็นขั้นกำหนดสมุทัยสัจจ์ [กังขาวิตรณวิสุทธิ ข้อ ๔ ในวิสุทธิ ๗] ส่วนปัญญาญาณในวิปัสสนาภูมิ เรียกว่า “ธรรมฐิติญาณ–ยถาภูตญาณ–สัมมาทัสสนะ” ถ้าจะกล่าวโดยสรุป คือ บุคคลนั้นได้บรรลุถึง “ปัญญาเห็นธรรม–ดวงตาเห็นธรรม–ธรรมจักษุ” [ปัญญาจักขุ] แต่ยังไม่ได้ถึงขั้นบรรลุความตรัสรู้โดย “สัมโพธิญาณ” ซึ่งต้องอาศัยปัญญาญาณเห็นธรรมด้วย “หลักไตรลักษณ์” [สามัญลักษณะ: อนิจจัง–ทุกขัง–อนัตตา] นั่นคือ “สมาธิ ๓” ในวิปัสสนา กับ “วิโมกข์ ๓” โดยพิจารณาตาม (๑) อนิจจตา–อนิมิตตา (๒) ทุกขตา–อัปปณิหิตา (๓) อนัตตตา–สุญญตา หรือ ลำดับตามการพิจารณาในวิปัสสนา (๑) ทุกขตา (๒) อนิจจตา (๓) อนัตตตา ฉะนั้น ในการสัมปยุตต์กันของธรรมทั้งหลายนั้น จะมีองค์ประกอบหลักๆ ๒ อย่าง ได้แก่ (๑) จิตตภาวนา–สมถภาวนา กับ (๒) ปัญญาภาวนา–วิปัสสนาภาวนา โดยสรุป คือ (๑) ฌาน กับ (๒) ญาณ โดยเชื่อมโยงด้วย “ญาณทัสสนะ” ในขณะที่ “สติสัมปชัญญะ” มีความแก่กล้าหรือคมชัด หมายถึง ปัญญารู้แจ้งเห็นจริง–หยั่งรู้หยั่งเห็น โดยพิจารณาสภาวธรรมตามเป็นจริงด้วย “ยถาภูตญาณ–ยถาภูตญาณทัสสนะ–กังขาวิตรณญาณ–กังขาวิตรณวิสุทธิ” หมายถึง ปัญญาหยั่งรู้องค์ประกอบแห่งปัจจยาการ ที่เรียกว่า “ปัจจัยธรรม” ได้แก่ (๑) ปฏิจจสมุปบาท ๑๒ และ (๒) ปฏิจจสมุปปันนธรรม ๖ ซึ่งเรียกว่า “ภวจักร–สังสารจักร” เพราะฉะนั้น เมื่อกล่าวถึงสภาวธรรมในวิปัสสนาภูมินั้น จะมีองค์ประกอบ ๒ อย่าง ที่เกิดขึ้นรวมกันเป็นองค์รวมเดียวกัน ได้แก่ (๑) สมาธิ–อธิจิตตสิกขา กับ (๒) ปัญญา–อธิปัญญาสิกขา โดยสมาธิจะเป็นเหตุให้เกิดปัญญาหยั่งรู้เห็นตามเป็นจริงของความบริสุทธิ์แห่งสมาธิ [ญาณทัสสนะ] กลายเป็น “ญาณในวิปัสสนา” (ข้อ ๑ ในวิชชา ๘) นั่นคือ ในการบำเพ็ญเพียรภาวนากรรมฐานนั้น ต้องเจริญด้วย “ภาวนา ๒” ได้แก่ (๑) สมถะ–สมถภาวนา กับ (๒)) วิปัสสนา–วิปัสสนาภาวนา นั่นคือ เมื่อจิตสะอาดบริสุทธิ์ปราศจากกิเลสนิวรณ์ทั้งหลาย “จิตประภัสสร” ดีพร้อมแล้ว คือ ปราศจากนิวรณ์ [นิวรณ์: กามฉันทะ–พยาบาท–ถีนมิทธะ–อุทธัจจกุกกุจจะ–วิจิกิจฉา–อรติ–อวิชชา–อกุศลธรรมทั้งหลาย] จิตนั้นสรคตด้วย “ฌานกุศลจิต” [รูปาวจรจิต ๑๕–อรูปาวจรจิต ๑๒–โลกุตตรจิต ๘] ซึ่งทำให้จิตไม่เกิดความลำเอียง [อคติ ๔] และไม่มีความเห็นคลาดเคลื่อนถือผิด [วิปลาส ๔] ฉะนั้น ฝ่ายปัญญาในวิปัสสนานั้น ย่อมเป็นองค์ความรู้ที่เป็นจริงโดยปรมัตถ์ คือ “ปรมัตถสัจจะ” [อภิธรรม] ไม่ใช่ “สมมติสัจจะ” ที่เรียกว่า “โลกียธรรม” ในบางส่วนเป็นเรื่องความเห็นคลาดเคลื่อน [ทิฏฐิ–อุปาทาน] และอีกบางส่วนก็เป็นนัยแห่งปรมัตถ์ ที่ไม่ใช่ “ปรมัตถสัจจะ” ตามหลักธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า ที่เรียกว่า “ปรมัตถสัจจะ” ซึ่งแตกต่างจากปรมัตถ์ทางวัตถุนิยมที่เป็นข้อเท็จจริงเชิงวิทยาศาสตร์บริสุทธิ์ เพราะไม่เกี่ยวข้องโดยตรงกับ “ขันธ์ ๕” ที่ประกอบด้วย “ชีวิตินทรีย์–จิตวิญญาณ” และแตกต่างจาก “อินทรียวัตถุ” ที่ไม่อ้างถึงเรื่องจิตวิญญาณที่เน้นสภาวธรรมในวัฏฏะ [กิเลส–กรรม–วิบาก = ปฏิจจสมุปบาท ๑๒] ส่วนทางแนวคิดทางวิทยาศาสตร์นั้น ไม่กล่าวถึงเรื่อง “กฎแห่งกรรม” และ “กัมมัสสกตา” เพราะความรู้ทางปรัชญากับวิทยาศาสตร์ทั้งหมด เรื่องว่า “เดรัจฉานวิชา” คือ ความรู้ที่ไม่ได้ช่วยให้หลุดพ้นจากกิเลสและทุกข์ทั้งปวง ซึ่งต่างจากหลักธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า ที่เน้นถึงความเจริญอันประเสริฐด้วยอริยมรรคและอริยธรรม เพราะฉะนั้น สภาวธรรมทั้งหลายต้องพึ่งพากันมาเกิดรวมกันเป็นหนึ่งเดียว เพื่อกลายเป็นอีกสภาวธรรมหนึ่ง และตั้งอยู่แล้วดับไป แล้วมีสภาวธรรมอื่นมารวมกันใหม่อาจเป็นสภาวะที่เล็กลง เท่าเดิม หรือโตกว่าเดิม พระพุทธเจ้าทรงอธิบายปรากฏการณ์แห่งจิตนี้ด้วย “หลักปฏิจจสมุปบาท” [ปัจจัยธรรม] และ “ปัจจัย ๒๔” ที่อธิบายลักษณะความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยต่างๆ ของสภาวธรรมใดๆ ที่ “เกิดขึ้น–ตั้งอยู่–ดับไป” แต่สภาวธรรมที่เกิดขึ้นจากสภาวะการพึ่งอาศัยกันและกันของกลุ่มสภาวธรรมนั้น คือ สภาวะแห่งจิตที่แปรปรวนไปทุกขณะจิต ที่กิเลสทั้งหลายเข้าครอบงำจิตใจบุคคล ที่เรียกว่า “สังขตธรรม” คือ สภาพปรุงแตงด้วยเหตุปัจจัย อันเป็นไปตามหลักไตรลักษณ์ ส่วนจุดหมายสำคัญของการปฏิบัติธรรมนั้น คือ การบรรลุถึง “โลกุตตรธรรม ๙” ได้แก่ มรรค ๔–ผล ๔–นิพพาน ๑ โดยนิพพานนั้น เรียกว่า “อสังขตธรรม” [อมตธรรม–บรมธรรม] ซึ่งทั้ง “สังขตธรรม” และ “อสังขตธรรม” ต่างดำรงอยู่ด้วย “อนัตตตา” [ธรรมนิยาม ๓] ดังนั้น พุทธบริษัทจึงต้องเข้าใจรู้เห็นสภาวธรรมอย่างถูกต้องตามเป็นจริงด้วย “ยถาภูตญาณทัสสนะ” การหมั่นเพียรภาวนากรรมฐานอย่างสืบเนื่องเป็นนิตย์ เพื่อให้เกิดปัญญาเห็นธรรมทั้งปวง อย่างสมบูรณ์และไพบูลย์ยิ่งขึ้น และยิ่งกว่านั้น ต้องเป็นบุคคลที่จำแนกแยกธรรมและมีทักษะกระบวนการคิดด้วยปัญญาตรัสรู้สัมโพธิญาณด้วยหลักธรรม “ธรรมสามัคคี” ที่เป็นสภาวะที่ธรรมทั้งหลายมาประชุมรวมกันเป็นหนึ่งเดียวและไม่ขัดแย้งกัน ต่างธรรมต่างมีเอกลักษณ์เฉพาะตน ดังเช่น พระธรรมทั้งหมดของพระตถาคตมาประชุมรวมกันที่ธรรมเอกว่า “อัปปมาทะ–ความไม่ประมาท” ดังนี้ เป็นต้น.

 

 

 

 

 

 

 

Visitor Number:
4703201