๘๘. การนึกคิดให้ถูกต้องคลองธรรม   

         Thinking in the Right Way

 

ขอน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น
 In Honor of the Blessed One of the Fully Enlightened One

By Nithee Siripat – Siripat.com and Academiae Network. 2016

Your Reading Number:  486  

 

ความสำคัญของบทความ

 

เมื่อพิจารณาถึงแนวคิดเชิงทฤษฎีและเชิงปฏิบัติในทางโลกและทางธรรมแล้ว จุดเริ่มต้นที่ถูกต้องและมีประสิทธิภาพดีที่สุดนั้น คือ ความคิดเห็น ความเข้าใจ ที่ถูกต้องตามเป็นจริง “ธรรมฐิติ” หรือ “กฎธรรมชาติ” และเป็นปัจจัยสำคัญยิ่ง ที่จะทำหน้าที่บ่งบอกถึงการบรรลุถึงความสำเร็จอย่างแท้จริง ถ้าคนคิดผิดๆ ก็ย่อมแสดงพฤติกรรมออกมาอย่างผิดๆ คลาดเคลื่อนจากความเป็นจริง แต่ถ้าคนคิดถูกต้องประกอบด้วยปัญญาและเหตุผล ก็ย่อมแสดงพฤตกรรมออกมาเป็นประโยชน์ ไม่สร้างความเดือดร้อนอันเป็นพิษภัยหรือโทษทั้งแก่ตนและผู้อื่น ความนึกคิดที่ถูกต้องนั้น ย่อมส่งผลต่อความเชื่อ ความสัทธาปสาทะ ความเลื่อมใส หรือความปลงใจเชื่ออย่างสนิทใจด้วยอธิโมกข์ และประการสำคัญ ยังเป็นส่วนทำให้เกิดอุดมคติอันเป็นความตั้งใจหรือจุดมุ่งหมายอย่างแรงกล้าในการปฏิบัติธรรม เพื่อให้บรรลุธรรมวิเศษทั้งหลายได้จริง นั่นคือ เกิดความขันติอดทนและหมั่นเพียรประกอบความดีกุศลกรรมทั้งหลาย ด้วยความไม่ประมาทในชีวิตที่ยังมีเวลาน้อยที่เหลืออยู่ เมื่อบุคคลถือมั่นในการปฏิบัติธรรม แล้วไม่ดำเนินชีวิตตามครรลองธรรมอันประเสริฐ ย่อมได้รับผลอันไม่ประเสริฐแห่งอริยะเช่นกัน ความรู้เข้าใจจริงถูกต้องแห่งอริยสัจจธรรม ก็ย่อมเข้าถึงภูมิแห่งอริยะหรือโลกุตตระได้เช่นกัน จิตใจไม่มัวหมองขุ่นมัวด้วยกิเลสทั้งหลาย อันเป็นใจที่สว่างไสวปราศจากอกุศลธรรมหรือนิวรณ์ทั้งหลาย ใจย่อมเป็นกลางต่างสภาวธรรมที่ไม่เที่ยง แปรปรวน ไม่ใช่ตัวตน เพราะล่วงรู้ด้วยปัญญาทั้งหลายอย่างดีพร้อมแล้ว ในขณะจิตเป็นสมาธิอย่างแน่วแน่ จิตเป็นอธิบดีด้วยโสภณจิต จิตควรแก่งานและอ่อนนวล บุคคลย่อมสามารถโน้มนำจิตให้ระลึกรู้ตัวได้ในกาลทั้ง ๓ ทำให้สิ้นสงสัยและเห็นสภาวธรรมตามเป็นจริง ไม่นำชีวิตไปสู่สิ่งทั้งหลายที่ไม่ประเสริฐเป็นอริยะแก่ตน ย่อมน้อมนำพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้ามาเป็นครรลองแห่งชีวิตโดยไม่ผิดพลาดด้วยความไม่ประมาท.

 

    File Download of Reading References

 
Dictionary of Numerical Dhammas — พจนานุกรมพุทธศาสน์ หมวดธรรม
  Dictionary of Buddhist Terms — พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์
  English Dictionary of Buddhist Terms and Doctrines — พจนานุกรมพุทธศาสน์ คำศัพท์และหลักธรรม

 

บทความที่ ๘๘ ประจำปี ๒๕๕๙ – การนึกคิดให้ถูกต้องคลองธรรม

 

ในมุมมองหรือกระบวนทัศน์สำหรับการพิจารณาธรรมโดยโลกทัศน์ที่ถูกต้องเป็นไปตาม “กฎธรรมชาติ” อันหมายถึงความเป็นอริยะที่ประเสริฐสุดในความเป็นจริงที่เป็น “ลักษณะสากล” [Universality] นั่นคือ วิธีคิดที่พิจารณาเห็น “นามรูปแห่งขันธ์ ๕” หรือ “สังขตธรรมแห่งสังสารวัฏฏ์” ตามความเป็นจริงสัจจธรรม [ตถตา] โดยไตรลักษณ์ ที่เรียกว่า “สามัญลักษณะ ๓” ได้แก่ (๑) “อนิจจตา” คือ ลักษณะไม่เที่ยง (๒) “ทุกขตา” คือ ลักษณะแปรปรวนเป็นทุกข์ และ (๓) “อนัตตตา” คือ ลักษณะไม่ใช่ตัวตน อันเป็นปัญญาในสมาธิ [ฌาน] และปัญญาในวิปัสสนา [ญาณ] ที่ต้องมีความสอดคล้องต้องกันอย่างลงตัว ที่เรียกอีกอย่างว่าเป็นลักษณะแห่ง “สุญญตะ–อนิมิตตะ–อัปปณิหิตะ” [อนัตตา–อนิจจา–ทุกขัง] ซึ่งเป็นความรู้ความเข้าใจในสมาธิกับวิปัสสนาอันเป็น “ญาณวิโมกข์” ที่หยั่งรู้สภาวธรรมตามเป็นจริงเพื่อความหลุดพ้นจากกิเลสอาสวะทั้งหลาย ได้แก่ (๑) อนิจจานุปัสสนา–ยถาภูตญาณทัสสนะ (๒) ทุกขานุปัสสนา–ยถาภูตญาณทัสสนะ (๓) อนัตตานุปัสสนา–ยถาภูตญาณทัสสนะ กับ (๑) อนิจจานุปัสสนา–ยถาภูตญาณ (๒) ทุกขานุปัสสนา–ยถาภูตญาณ (๓) อนัตตานุปัสสนา–ยถาภูตญาณ หรืออาจกล่าวได้ว่า [วิมุตติ ๒: ความหลุดพ้น] (๑) เจโตวิมุตติ–สมถพละ กับ (๒) ปัญญาวิมุตติ–ปัญญาวิมุตติ กล่าวโดยสรุป ในการบำเพ็ญเพียรภาวนามักพิจารณาด้วยเกณฑ์อย่างกว้าวๆ ๒ อย่าง ได้แก่ (๑) สมถภาวนา–สมถกรรมฐาน กับ (๒) วิปัสสนาภาวนา–วิปัสสนากัมมัฏฐาน นั่นคือ ฝ่ายสมถะมุ่งเอาปัญญาในญาณทัสสนะแห่งฌาน [วิชชาในสมาธิ] และฝ่ายวิปัสสนามุ่งเอาปัญญาในญาณ [วิปัสสนาญาณ–ญาณในวิปัสสนา] โดยรวม คือ “อภิญญาในภาวนา” [ความรู้ชัดก่อนการตรัสรู้แห่งสัมโพธิญาณ] หรือจะแยกออกเป็นอีก ๒ ฝ่าย ได้แก่ (๑) “ญาณทัสสนะ” คือ “สติ” มีฐานมาจากความเพียรกับสมาธิ แล้วบรรลุได้ วิชชา ๓ [เตวิชชะ คือ อรหันต์ผู้ได้วิชชาสาม]–วิชชา ๘–อภิญญา ๖ กับ (๒) “ญาณ” คือ “สัมปชัญญะ” มีฐานมาจากการหยั่งรู้ด้วยปัญญาที่รู้แจ้งอันเป็นความเพียรด้วย “อนุปัสสนา ๗” แล้วบรรลุได้ “ปฏิสัมภิทา ๔” [ปฏิสัมภิทัปปัตตะ คือ อรหันต์ผู้บรรลุปฏิสัมภิทาสี่] แล้วต่อยอดปัญญาขึ้นไปอีก ได้แก่ ปุถุปัญญา–ปัญญาแน่นหนา กับ หาสปัญญา–ปัญญาร่าเริง ดังนั้น ถ้าฝ่ายสมาธิไม่สามารถเข้าถึง “จตุตถฌาน” [อุเบกขา–เอกัคคตาแห่งสมาธิ] ได้ ย่อมหมดโอกาสได้ วิชชา ๓–วิชชา ๘–อภิญญา ๖ อันเป็นสมุฏฐานสำคัญในวิปัสสนาที่ทำให้เกิด “ญาณในวิปัสสนา” และ “วิปัสสนาญาณ ๙” [วุฏฐานคามินีปฏิปทา = การทุบขันธ์ ๕] อันเป็นเหตุให้ก้าวสู่ภูมิแห่งโลกุตตระ คือ มรรค ๔–มัคคญาณ–อริยมรรค–โลกุตตรมรรค [สัมมามรรค–วิราคะ] กับ ผล ๔–ผลญาณ–อริยผล–โลกุตตรผล [สัมมาญาณ–นิโรธ แล้วตามด้วย อุปสมะ–อภิญญา–นิพพาน] ความรู้ความเข้าใจดังกล่าวข้างต้นนี้ คือ แนวทางปฏิบัติธรรมที่จะเกิดขึ้นในการเจริญภาวนากรรมฐาน ส่วนวิธีคิดอย่างถูกวิธีในกรรมฐานการฝึกอบรมจิตใจนั้น เรียกว่า “โยนิโสมนสิการ” [ปัจจัยแห่งสัมมาทัสสนะ–สัมมาทิฏฐิ] โดยพิจารณาเห็นธรรมในสมาธิและปัญญา คือ “ปัจจัยธรรม” [จุตูปปาตญาณ–ทิพพจักขุญาณ–ปัจจยปริคคหญาณ]  ได้แก่ ปฏิจจสมุปบาท ๑๒ และ ปฏิจจสมุปปันนธรรม ๖ นั่นคือ การหยั่งเห็นการเกิดและการดับของสังขตธรรม จนรวมถึงเห็นสังขตธรรมหรือนามรูปนั้นโดยไตรลักษณ์ อันเป็นขั้นตอน “ทุบขันธ์ ๕” [วิปัสสนาญาณ ๙] นั่นเอง เมื่อทุบขันธ์ ๕ ได้ถูกต้องตาม “วิธีแห่งอริยมรรคมีองค์ ๘” ดีแล้ว ผู้ปฏิบัติธรรมถึงจะเข้าถึงอริยมรรคกับอริยผลได้ ซึ่งต้องสัมปยุตต์ด้วย “ปัญญาในสมาธิ” กับ “ปัญญาในวิปัสสนา” ที่เกิดขึ้นพร้อมๆ กัน ไม่ใช่ต่างฝ่ายต่างเป็นไปไม่เกี่ยวข้องกันแห่งเอกภาพในธรรม [ธรรมสามัคคี: มัคคสมังคี–ผลสมังคี–วิมุตติสมังคี]

แต่อย่างไรก็ตาม มีผู้ปฏิบัติธรรมจำนวนมากพากันบำเพ็ญเพียรภาวนาไป โดยยังไม่ถึงพร้อมด้วย “สัมมาทิฏฐิ” อย่างแท้จริง แต่เป็น “มิจฉาทิฏฐิ” คือ รู้ไม่จริงถึงแนวทางปฏิบัติธรรมอย่างถูกวิธี และยังถือตัวปิดกั้นการเข้าถึงความดีของตนอีกต่างหากว่าตนมีอาจารย์ดีเป็นที่ปรึกษา ตัวกิเลส “ปปัญจธรรม” ทั้ง ๓ อย่าง ได้แก่ ตัณหา–ทิฏฐิ–มานะ มันกลุ่มรุมจิตใจอย่างแน่นหนา ทั้งที่ฝึกอบรมจิตใจให้สงบเบิกบานใจมาอย่างดีก็ตาม มันก็ยังไม่คลายจากกิเลสเหล่านี้ได้ง่ายๆ เพราะมีปัญญาตามไม่ทันฤทธิ์ของกิเลสได้จริง กล่าวโดยย่อ มีโอกาสศึกษาค้นคว้าธรรมมาน้อยเกินไป และไม่เข้าใจถูกต้อง เลยคิดไม่ได้ตามเป็นจริง [ธรรมฐิติญาณ–ยถาภูตญาณ–สัมมาทัสสนะ] รวมทั้ง ในระหว่างเจริญภาวนานั้น พิจารณาไม่เห็น “อริยสัจจธรรม–อริยสัจจ์ ๔” ไม่เห็นปัจจยาการแห่งอิทัปปัจจยตา–ปฏิจจสมุปบาท ที่เรียกว่า “ธัมมฐิตญาณ” จนถึงภาวะไม่เข้าใจ “นามรูปแห่งขันธ์ ๕” ตามความเป็นจริงโดยไตรลักษณ์ [สัมมสนญาณ ข้อ ๓ ในญาณ ๑๖] ไม่ว่าจะเป็นฝ่าย “สังขตะ–สังขตธรรม” หรือ “อสังขตะ–อสังขตธรรม” ก็ตาม สภาวะดังกล่าวนี้ คือ ความอวสานแห่งการปฏิบัติธรรม ที่ประพฤติปฏิบัติมาอย่างผิดทาง ไม่ใช่ “ธัมมานุธัมมปฏิปัตติ” ไม่ดำเนินชีวิตโดย “ธรรมแห่งอริยมรรคมีองค์ ๘” ไม่ยอมเข้าใจภาพองค์รวมแห่งธรรมทั้งหลาย และค้นหาวิธีการหรืออุบายวิธีในการกำจัดหรือรักษาธรรม อะไรควร อะไรไม่ควร ด้วยการใช้สติปัญญาในสมาธิ [สติสัมปชัญญะ–ญาณทัสสนะ] ขั้นตอนดังกล่าวนี้ พูดง่ายๆ แต่เข้าใจได้ยาก ถ้าไม่คิดและลงมือปฏิบัติกันอย่างจริงจัง นั่นคือ “เรียนรู้–เข้าใจ–ด้วยการลงมือทำ” ด้วยใจจริงๆ

นอกจากนี้ มีข้อคิดประการหนึ่ง ที่พึงทำความเข้าใจอย่างลึกซึ้ง คือ “อย่าทำตัวเก่งเกินสอน” นั่นคือ จิตใจมัวหมองและขุ่นมัว ไม่สามารถรับคุณธรรมความดีจากผู้อื่นแห่งกัลยาณมิตรได้ ทำให้เสียโอกาสได้รับคำแนะนำดีๆ มีประโยชน์แก่ตน อนึ่ง คือ จิตไม่เป็นสมาธิหรือฟุ้งซ่าน แต่ชำระจิตให้สะอาดปราศจากนิวรณ์ และกิเลสทั้งหลายให้ได้มากที่สุด ให้ลึกลงไปถึงสามารถปิดปั้นกิเลสที่หมักหมมในพื้นจิตตสันดานได้ยิ่งดี ปัญญาจะเกิดขึ้นได้เพราะจิตเป็นสมาธิ [จิตตสมาธิ–เอกัคคตาแห่งสมาธิ] เพราะมีเวลาวินิจฉัยปัญหาแห่งทุกข์ หาเหตุผลในข้อประเด็นนั้น จนเกิดปัญญาหยั่งรู้ความจริงในสภาวธรรมเหล่านั้นโดยตามลักษณะข้อหลุดพ้นโดยไตรลักษณ์ ดังเช่น การมนสิการกรรมฐานตามลำดับปฏิบัติ ได้แก่ (๑) อนุปัสสนา ๗ (๒) มหาวิปัสสนา ๑๘ (๓) การจำแนกอารมณ์ ๓๘ (๔) โพธิปักขิยธรรม ๓๗ ซึ่งเรียกว่า “อนุปพพปฏิปทา” ซึ่งจะเกิดขึ้นพร้อมลำดับขั้นการศึกษาค้นคว้าและลงมือปฏิบัติธรรมตามลำดับในหลักไตรสิกขา และให้สอดคล้องกับหลักมัชฌิมาปฏิทาโดยมรรคาแห่งอริยอัฏฐังคิกมรรค ได้แก่ (๑) อธิสีลสิกขา ปฏิบัติตนด้วย สัมมาวาจา–สัมมากัมมันตะ–สัมมาอาชีวะ (๒) อธิจิตตสิกขา ปฏิบัติตนด้วย สัมมาวายามะ–สัมมาสติ–สัมมาสมาธิ และ (๓) อธิปัญญาสิกขา ปฏิบัติตนด้วย สัมมาทิฏฐิ–สัมมาสังกัปปะ ซึ่งเรียกว่า “อนุปุพพสิกขา” หรือจะยึดมั่นปฏิบัติตามหลัก “เสขปฏิทา” [ข้อปฏิบัติสำหรับอริยบุคคลต่อไปนี้ โสดาบัน–สกทาคามี–อนาคามี–อรหัตตมรรค–อรหัตตผล หรือผู้ได้สอุปาทิเสสบุคคล] ก็ได้ ที่เรียกว่า “จรณะ ๑๕” หมายถึง ข้อประพฤติปฏิบัติเพื่อให้บรรลุวิชชาหรือนิพพาน ได้แก่ (๑) สีลสัมปทา ๑ (๒) อปัณณกปฏิปทา ๓ (๓) สัทธรรม ๗ และ (๔) ฌาน ๔ ทั้งหมดที่กล่าวมาข้างต้น คือ ข้อประพฤติปฏิบัติปฏิปทาอันประเสริฐ เพื่อนำไปสู่ความเป็นเลิศทางปัญญา ได้แก่ (๑) ปัญญาเห็นธรรม [อภิญญา] กับ (๒) ปัญญาตรัสรู้ [สัมโพธะ–อาสวักขยะ] เพื่อให้เข้าถึง “วิมุตติญาณ” [ญาณวิโมกข์: อนุปัสสนา ๗ สัมปยุตต์กับ ยถาภูตญาณ ในมหาวิปัสสนา ๑๘] ในสัจจภาวะแห่งนิพพานอย่างแท้จริง ไม่ใช่ไปหลงทิศหลงทางในการปฏิบัติธรรม เพราะความไม่รู้จริงในอริยสัจจธรรมทั้งหลาย ทั้งที่สามารถศึกษาค้นคว้าได้ด้วยตนเอง

ฉะนั้น ผู้ปฏิบัติธรรมต้องเป็น “ผู้คงแก่เรียน–พาหุสัจจะ” หรือ “ผู้รู้–พหูสูต” ให้ได้ ไม่ว่าจะเป็นกาฟังธรรม การสนทนาธรรม หรือ การศึกษาค้นคว้าวิจัยธรรม ก็ตาม เพื่อเป็นการปรับความเข้าใจและความเห็นที่ถูกต้องตาม “กฎธรรมชาติ” ไม่ใช่เพื่อสนอง “กิเลสตัณหา–ทิฏฐิ–มานะ” [ปปัญจธรรม] ของตนตามความพอใจ สำหรับภาวะจิตของผู้เจริญภาวนธรรมนั้น ต้องตัดคำว่า “ตัวตนแห่งตน” [ภวจักร] ออกไปให้เหลือแค่คำว่า “ธรรมชาติ” ถ้ายังหน้าด้านไม่ยอมเข้าใจ คำว่า “ธรรมชาติ” ก็เป็นไปยากมากที่จะเกิด (๑) ปัญญาเห็นธรรม–อภิญญา กับ (๒) ปัญญาตรัสรู้–สัมโพธะ–อาสวักขยะ เพราะคำว่า “ตัวตนแห่งตน” หมายถึง  “สังขตธรรม” [สภาพปรุงแต่งด้วยเหตุปัจจัย] หรือ “นามรูปแห่งขันธ์ ๕” ที่มีกิเลสครอบครอง ในการปฏิบัติธรรมนั้น ก็มีเป้าหมายเพื่อกำจัดตัวตนแห่งตนนี้ทิ้งไป [วิวัฏฏะ–ขันธวินิมุต] ให้เหลือแต่ความว่างเปล่า คือ “สุญญตา” หรือ ความไม่ใช่ตัวตน “อนัตตตา” ซึ่งหมายถึง “อสังขตธรรม” นั่นคือ “นิพพาน” สำหรับผู้มีพื้นฐานการศึกษาทางโลกมาน้อย ก็ไม่ได้หมายความว่า หมดโอกาสในการบรรลุอริยมรรคในชาตินี้ ซึ่งก็ไม่จริง เพราะมนุษย์ทุกคนสามารถเปลี่ยนแปลงความนึกคิด ความเห็น ให้เกิดใหม่ได้ และเป็นไปในทางที่ถูกต้อง ที่ผู้เจริญพากันใฝ่แสวงหากันทั้งโลก ไม่ใช่เรื่องขี้ๆ จะมาทำกันเล่นๆ อนึ่ง “ธรรมชาติ” กับ “กองชีวิต” [ขันธ์ ๕] คือ “ธรรม–สภาวธรรม–ปรมัตถสัจจะ–ปรมัตถธรรม” ที่มีความเกิดดับอยู่ในทุกขณะจิต [ตถตา–ปัจจัยธรรม] เพราะมีเหตุปัจจัยทั้งหลายมารมกันเป็นอันเดียว ตั้งอยู่เป็นอันเดียว เสื่อมสลายไปพร้อมๆ กัน ไม่มีตัวตนอย่างแท้จริง ข้อคิดดังกล่าวนี้ ก็เป็นเรื่องที่ยากสำหรับผู้มีปัญญาอ่อนแรงไม่แก่กล้าลึกซึ้ง ส่วนผู้หมั่นเพียรประกอบความเพียรด้วยกุศลธรรม คือ เจริญ “อนุปัสสนา ๗” หรือ “สติปัฏฐาน ๔” รวมทั้งธรมทั้งหลายที่หลือใน “โพธิปักขิยธรรม ๓๗” อย่างจริงจัง ย่อมเข้าใจได้ง่ายทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ แต่ก็ใช่ว่าจะง่ายไร้ปัญหาไปหมดเสียที่เดียว และอย่าลืมว่า ปัญหามีไว้ให้แก้ไข หาอุบายวิธีกำจัดมันทิ้งไป การปฏิบัติธรรมก็อาศัยแนวทางแบบเดียวกัน เพียงแต่นึกคิดพิจารณาในวิปัสสนาภูมิ เมื่อจิตสงบเย็นเป็นสมาธิ ปลอดภัยจากกิเลสธรรมทั้งหลายได้ดี จิตปราศจากนิวรณ์ ทำให้สามารถหยั่งรู้สภาวธรรมทั้งหลายได้อย่างรอบรู้ วางเฉยเป็นกลางในอารมณ์นั้นๆ ที่มากระทบจิตในสมาธิ [สติ–สัมปชัญญะ] ซึ่งจะรู้เห็นปรากฏการณ์แห่งธรรมชาติตามเป็นจริง โดยจิตเป็น “อุเบกขา” และ “สมาธิ” [รูปาวจรกุศลจิตแห่งจตุตถฌาน] ดังนั้น การค่อยๆ คิดพิจารณาปรับความเห็นให้ถูกต้องเห็นธรรมตามเป็นจริง จึงเป็นคุณสมบัติแห่งความเป็นพุทธะ ความมีใจเปิดกว้างด้วยปัญญาเห็นธรรม และมองโลกในแง่ดีด้วยกรุณาธรรม จึงเป็นโพธิสมภารแห่งความตรัสรู้ในพระธรรมวินัยนี้ได้

นอกจากนี้ ยังมีอีกประเด็นหนึ่ง คือ “กฎแห่งกรรม” [กัมมผลสัทธา] กับ “กฎแห่งกรรมของสัตว์” [กัมมัสสกตาสัทธา] กฎข้อแรกนั้น เป็นความเข้าใจอย่างถูกต้องใน “วัฏฏะ ๓–สังสารวัฏฏ์” อันเป็นชีวิตสันตติของตน ที่มีการเสวยผลวิบากเช่นนี้  สวนกฎข้อหลังนั้น เป็นเรื่องของชาวบ้านที่อยู่ล้อมรอบตัวเรา ทำไมมีวิถีชีวิตเป็นเช่นนี้ได้ และเรามีผลวิบากอะไรเป็นส่วยร่วมกันและกัน ไม่ว่าจะเป็นสุคติหรือทุคติก็ตาม แนวคิดความเชื่อทั้งหมดนี้ จะกลายเป็นสมุฏฐานสำคัญในการแสวงหาสิ่งต่างๆ ในชีวิตต่อไป เช่น พร้อมจะปฏิบัติธรรมให้ได้ดีหรือไม่ หรือยังไม่มีเวลา ก็เนื่องจากผลกรรมทั้งสิ้น ว่าจะมีความเข้าใจละเอียดลึกซึ้งมากน้อยแค่ไหน จนเกิดเป็นปัญญาญาณในวิปัสสนาภูมิได้อย่างแท้จริง ได้แก่ “ทุกขญาณ–ทุกขสมุทยญาณ–กัมมัสสกตาญาณ” หรือ “ธัมมฐิติญาณ” ฉะนั้น การเลือกตัดสินใจปฏิบัติธรรมได้นั้น ก็มาจากความเชื่อหรือความศรัทธาใน “กฎแห่งกรรม” โดยต้องพิจารณาเห็นพรรถธรรมแห่งการปฏิบัติจริงว่า จะหลุดพ้นจาก “สังสารวัฏฏ์” เข้าถึง “นิพพาน” ได้ตามข้อสมมติฐานว่า “ทำดีย่อได้ดี–ทำชั่วย่อมได้ชั่ว” [กัมมผลสัทธา] เป็นการดับความคิดถือผิดคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริงตาม “กฎธรรมชาติ” ได้แก่ สัสสตทิฏฐิ–ความเห็นว่าเที่ยงอุจเฉทิฏฐิ–ความเห็นว่าขาดสูญอกิริยาทิฏฐิ–ความเห็นว่ากระทำไม่มีผลอเหตุกทิฏฐิ–ความเห็นว่าสิ่งทั้งหลายไม่เหตุปัจจัยนิตถิกทิฏฐิ–ความเห็นว่าไม่มี ๑ จนรวมถึง “ที่สุด ๒ อย่าง” [อันตา ๒] อันเป็นปรปักษ์ต่อหลักมัชฌิมาปฏิปทา ได้แก่ กามสุขัลลิกานุโยค–มักมากในกามคุณ ๑ กับ อัตตกิลมถานุโยค–ทำความลำบากเดือดร้อนให้ตนเอง พร้อมด้วย “ลัทธิความเชื่อนอกพระพุทธศาสนา” ทั้ง ๓ อย่าง ได้แก่ (๑) ลัทธิกรรมเก่า (๒) ลัทธิพระเป็นเจ้า (๓) ลัทธิเสี่ยงโชค เพราะฉะนั้น ความเชื่อ ความศรัทธา ความเลื่อมใสในทิฏฐิและลัทธิต่างๆ เหล่านี้ ทำให้ไม่คิดประกอบความดีอันเป็นกุศลผลบุญในปัจจุบัน นั่งงอตีนงอมือ ไม่ดิ้นรนทำมาหากินที่สุจริต ประการสำคัญ เห็นการปฏิบัติธรรมเป็นสูญเปล่า ไม่มีผลเป็นจริง เพราะเป็นเรื่องฝืนกระแสของกิเลส ความคิดคลาดเคลื่อนโดวิปริต อันตรงกับจริตพื้นจิตตสันดานใฝ่ต่ำในอกุศลธรรม ตะบ่ายเบ็ดของกิเลสนั้น มีขนาดทุกเบอร์ ช้อนจิตมนุษย์ได้แทบทุกครั้ง รอดผ่านตะขายเบ็ดลิ่มของกิเลสทั้งหลายได้ยาก ไม่อยากดิ้นรนค้นหาสัจจธรรม เป็นสิงโตเฝ้าถ้ำ ไม่คิดว่านอกถ้ำมีสิ่งเจริญเป็นอริยะคอคอยอยู่ ก็พากันมีชีวิตเวียนว่ายตายเกิดเช่นๆ เดิม อยู่อย่างนั้นจนเกิดความเคยชินคุ้นเคย ไม่อยากให้มีอะไรเปลี่ยนแปลง เพราะขัดกับความรู้สึกที่คุ้นเคยอยู่ประจำ เป็นพวกหัวอนุรักษ์ผลประโยชน์ของตนฝ่ายเดียว [มัจฉริยะ–เห็นแก่ตัว] ไม่ต้องการความคิดแตกแจกจากสิ่งนี้ เพราะตนเสียประโยชน์ เสียฐานะการเป็นผู้นำ และเสียผลประโยชน์ส่วนตนให้แก่ส่วยรม ก็ยอมไม่ได้ เช่น แนวคิดตามลัทธิพราหมณ์สมัยพุทธกาล เพราะฉะนั้น การเปลี่ยนแปลงแนวคิดเช่นนี้ คือ ใช้การเจริญภาวนากรรมฐาน ที่เรียกว่า  “สมถะกับวิปัสสนา” เป็นธรรมเครื่องขัดเกลาจิตใจไปสู่ความเพียร ถือเป็นมาตรการอย่างเดียวเท่านั้นในประเด็นที่กล่าวมาทั้งหมด.

 

 

 

 

 

 

 

Visitor Number:
4744500