๘๙. สมาธิภาวนาทำให้เกิดปัญญา   

        Concentration Development Causes Wisdom

 

ขอน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น
 In Honor of the Blessed One of the Fully Enlightened One

By Nithee Siripat – Siripat.com and Academiae Network. 2016

Your Reading Number:  443  

 

ความสำคัญของบทความ

 

ปัญญาที่ประกอบด้วย (๑) ความคิดริเริ่ม (๒) ความคิดสร้างสรรค์ และ (๓) ความคิดประยุกต์ดัดแปลง ที่เรียกว่า “ปฏิภาณ” ย่อมแสดงถึงไหวพริบความฉลาดในการแก้ปัญหาต่างๆ ที่กำลังเผชิญอยู่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ว่าจะเป็นทางโลกหรือทางธรรม เมื่อบุคคลนั้นได้ฝึกฝนอบรมตนเองมาอย่างถูกต้องด้วยการเจริญภาวนากรรมฐาน โดยเฉพาะความหมั่นเพียรในการเจริญอนุปัสสนาภาวนาอยู่บ่อยอย่างสืบเนื่องเสมอ ปัญญาทั้งหลายย่อมเกิดความพอกพูนบริบูรณ์และไพบูลย์ด้วยอริยมรรคและอริยธรรม ในนัยของคำว่า “สมาธิ–เอกัคคตา–ฌาน” นั้น มีความสัมพันธ์โดยตรงกับ คำว่า “ปัญญา–ญาณ” ด้วยเงื่อนไขที่ว่า เมื่อ “สมาธิบริสุทธิ์” แล้วฝ่าย “ปัญญา” ย่อมบริสุทธิ์ได้ด้วยเป็นเงาตามตัว เพราะฉะนั้น บุคคลผู้ปฏิบัติธรรมจะต้องหมั่นเพียรและอดทนในการปฏิบัติธรรมด้วยเช่นกัน และต้องประพฤติปฏิบัติอย่างสืบเนื่องๆ อยู่เสมอ ไม่ใช่ขาดๆ เกินๆ จนหาประโยชน์ไม่ได้จริง สมถสมาธิทำให้เกิดความสงบวิเวกได้ จนทำให้เกิดความรู้คมชัด “อภิญญา”  และสามารถตรัสรู้ธรรมวิเศษแห่ง “สัมโพธิญาณ” ได้ นั่นคือ เข้าถึง “สัจจภาวะแห่งนิพพาน” ได้ในที่สุด ฉะนั้น เมื่อต้องการให้เกิด “ปัญญาญาณ” ในการปฏิบัติธรรมอย่างแท้จริง ก็ให้สำรวมระวังอยู่ที่จิตเป็นสำคัญ โดยไม่ให้จิตหวั่นไหวฟุ้งซ่านไปกับกระแสโลกธรรม เพื่ออยู่กับความจริงแห่งปัจจุบันธรรมให้มากที่สุดเท่านั้น ไม่หลงใหลงมงายไปกับอำนาจครอบงำของกิเลสทั้งหลาย ฉะนั้น การอยู่กับความเป็นจริงเสมอ ความจริงดังกล่าวนั้น ย่อมสะสมกลายเป็นประสบการณ์ในชีวิตตามเป็นจริง แล้วกลายเป็นองค์ความรู้สะสมเป็นปัญญาสามัญ และพัฒนาก่อตัวเป็นความหยั่งรู้แห่งปัญญาญาณต่อไป จนสามารถตรัสรู้ และหลุดพ้นจากกิเลสทั้งหลายและกองทุกข์ทั้งปวงได้ในที่สุด.

 

    File Download of Reading References

 
Dictionary of Numerical Dhammas — พจนานุกรมพุทธศาสน์ หมวดธรรม
  Dictionary of Buddhist Terms — พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์
  English Dictionary of Buddhist Terms and Doctrines — พจนานุกรมพุทธศาสน์ คำศัพท์และหลักธรรม

 

บทความที่ ๘๙ ประจำปี ๒๕๕๙ – สมาธิภาวนาทำให้เกิดปัญญา

 

บุคคลผู้ไม่มีสมาธิแน่วแน่ในกิจที่ตนรับผิดชอบในชีวิตประจำวัน ย่อมเป็นผู้ให้คุณค่าความสนใจในสิ่งที่ตนรับผิดชอบ ทั้งที่เป็นประโยชน์ต่อตนเองและผู้อื่น สมาธิที่ฝึกอบรมจิตใจมาอย่างถูกต้องถูกวิธีปฏิบัติตามคำสอนของพระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า คือ คำว่า “สมาธิ–Concentration” ย่อมหมายถึง “อธิจิตต์–จิตอันยิ่ง” ที่ประกอบด้วยองค์มรรค ๓ อย่าง ได้แก่ (๑) “สัมมาวายามะ” คือ “สัมมัปปธาน ๔: สังวรปธาน–ปหานปธาน–ภาวนาปธาน–อนุรักขนาปธาน” (๒) “สัมมาสติ” คือ “สติปัฏฐาน ๔: กายานุปัสสนาสติปัฏฐาน–เวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน–จิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน–ธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน” และ (๓) “สัมมาสมาธิ” คือ “รูปฌาน ๔: ปฐมฌาน–ทุติยฌาน–ตติยฌาน–จตุตถฌาน” ฉะนั้น สมาธิจึงไม่ใช่แค่ความสงบเย็นแห่งกายและใจ [ปัสสัทธิ] ที่เรียกว่า “สมถะ–Meditation” เพียงอย่างเดียว ไม่ประกอบด้วยเหตุผลและปัญญา หรือการหวังผลแค่ฤทธิ์ปาฏิหาริย์แห่งจิต เพื่อนำไปหาลาภสักการะผลประโยชน์ในการเลี้ยงชีพ ดังเช่น นักบวชนอกพระพุทธศาสนา แต่การเจริญภาวนากรรมฐานตามแนวพระพุทธศาสนานั้น ก็มีจุดมุ่งหมายเพื่อพัฒนาไปสู่ปัญญาอันรู้ยิ่งยวดหรือความรู้แจ้งในธรรมทั้งหลายตามเป็นจริง ที่เรียกว่า “สัจจธรรม–ตถตา” นั่นคือ เกิดปัญญาเห็นสัจจธรรมว่า “สิ่งใดสิ่งหนึ่งเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งหลายมีความดับไปเป็นธรรมดา" ในคำว่า “ธรรมดา” หมายถึง “ธรรมชาติ” โดยอาจมีนัยอื่นตามนี้ “ธรรม–สัจจธรรม–สภาวธรรม–ปรมัตถ์–ปรมัตถสัจจะ–ปรมัตถธรรม” แต่ถ้าพิจารณาตามวิธีคิดโดย “โยนิโสมนสิการ” ที่เป็น “ธรรมฐิติญาณ” ด้วยปัญญาเห็นธรรมองค์ประกอบ ๑๒ ประการ ในปัจจยาการแห่งปัจจัยธรรม ดังเช่น ธรรมอันเกิดจากปัจจัยธรรม ที่เรียกว่า “ปฏิจจสมุปปันนธรรม ๖” ได้แก่ อัทธา ๓–สังเขป ๔–สนธิ ๓–วัฏฏะ ๓–อาการ ๑๒–มูล ๒ รวมทั้ง “กฎแห่งกรรม” กับ “กฎแห่งกรรมของสัตว์” [กัมมัสสกตาญาณ] ปัญญาทั้งหลายเหล่านี้ เป็นปัญญาในสมาธิ ที่เรียกว่า “จุตูปปาตญาณ–ทิพพจักขุญาณ” และเป็นปัญญาในวิปัสสนา ที่เรียกว่า “ปัจจยปริคคหญาณ–ธรรมฐิติญาณ–ยถาภูตญาณ–กังขาวิตรณวิสุทธิ” กล่าวโดยสรุป คือ “หลักอิทัปปัจจยตา–ปฏิจจสมุปบาท–ปัจจยาการ–ตถตา” นั่นเอง เพราะฉะนั้น การนั่งสมาธิจึงไม่ได้หวังผลเพียงความสงบสุขทางร่างกายและจิตใจในขณะนั้นสมัยนั้นในปัจจุบันเพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่การเจริญสมาธิภาวนายังหวังผลใน สติสัมปชัญญะ ๑ ญาณทัสสนะ ๑ และ อาสวักขยญาณ–ความตรัสรู้ ๑ ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับว่าใครจะเป็นบุคคลบรรลุได้ “ฌานสมาบัติ” [จตุตถฌาน–ฌานที่ ๔] คือ ได้สมาธิที่แน่วแน่ในอารมณ์เดียว สมาธิแนบสนิทที่ประณีตละเอียด หรือสมาธิในฌาน ที่เรียกว่า “อัปปนาสมาธิ” นั่นเอง

แต่อย่างไรก็ตาม มีผู้ปฏิบัติธรรมหลายคนมีความเข้าใจผิดในเรื่อง “อธิจิตตสิกขา” คือ ไม่ทำจริงจังหรือผิดวิธี หรือตั้งเป้าหมายไว้ผิดไปทางอกุศลกรรม เช่น ใฝ่หาไปทาง “มิจฉาอาชีวะ” นั่นคือ มี “มโนทุจริต” เป็นหลัก คือ ประกอบด้วย “อภิชฌา–พยาบาท–มิจฉาทิฏฐิ” แทนที่จะกลายเป็นจิตใจสะอาด เบิกบาน สดใสในธรรมที่ตนปฏิบัติอยู่ หรือกล่าวอีกนัยหนึ่ง ไม่รักษาศีลให้บริสุทธิ์ จิตเลยไม่บริสุทธิ์ไปด้วย เมื่อจิตไม่สะอาดจากนิวรณ์ สมาธิที่เกิดขึ้น สมาธิที่เกิดขึ้นจึงมีฐานมาจาก “มิจฉามรรค” ไม่ใช่ “อริยมรรค” หรือ “อริยอัฏฐังคิกมรรค” ซึ่งเป็นสมาธิของฝ่ายธรรมดำ มีจิตตั้งมั่นในการทำชั่ว ถ้าไม่มีสมาธิดำก็ย่อมทำชั่วไม่สำเร็จเหมือนกัน ดังนั้น ทำดีก็ต้องมีสมาธิขาวฝ่ายกุศล คือ “สัมมาสมาธิ” และทำชั่วก็ต้องมีสมาธิดำฝ่ายอกุศล คือ “มิจฉาสมาธิ” แต่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงอบรมสั่งสอนให้แสวงหาสิ่งที่ประเสริฐ นั่นคือ (๑) กุศลธรรม กับ (๒) อาเนญชาแห่งอัพยากตธรรม จนถึง (๓) โลกุตตรธรรม ที่จะก้าวพัฒนาไปถึง “อมตธรรม–บรมธรรม” [นิพพาน] ที่เรียกว่า “ปรินิพพาน” กล่าวโดยสรุป สมาธิ–อธิจิตต์ เป็นจุดกึ่งกลางระหว่างศีลกับปัญญา ฉะนั้น ในการปฏิบัติธรรมจะต้องทำให้ครบระบบในไตรสิกขา ไม่ใช่ทำแค่ครึ่งๆ กลางๆ นั่นคือ การเป็นคนดี ที่ต้องไปให้ถึง คำว่า “ดีที่สุด–ดีเยี่ยม” และ “ประเสริฐที่สุด” จนถึง “สันติบทแห่งนิพพาน” ซึ่งมีสมุฏฐานมาจากพุทธโอวาท ได้แก่ (๑) ไม่ทำชั่ว (๒) ทำดีทั้งปวง (๓) ทำจิตใจเบิกบาน และ (๔) ใช้ชีวิตไม่ประมาท เพราะฉะนั้น การพัฒนาจิตใจจึงเป็นกิจสำคัญของชาวพุทธว่า จะทำดีและคิดดี คือ มีศีลและมีปัญญา โดยมีสมาธิอยู่กึ่งกลางทั้ง ๒ ฝ่าย นั่นคือ มีใจเป็นประธาน มีใจเป็นเจ้าการใหญ่ จะดีหรือชั่ว จะโง่หรือฉลาด ทุกอย่างเริ่มอยู่ที่จิตใจหรือจิตวิญญาณ สำหรับวิธีการฝึกอบรมจิตนั้น คือ การบำเพ็ญประพฤติตบะ [ความเพียรเพื่อเผากิเลสราคะ] ที่เรียกว่า “ฌานสมาบัติ” [สมาบัติ ๘] โดยแบ่งฌานออกเป็น ๒ ลักษณะ ได้แก (๑) “อารัมมณูปนิชฌาน” คือ การเพ่งอารมณ์แห่งกรรมฐาน ซึ่งเรียกว่า “สมถะ” เพื่อให้จิตเป็นสมาธิโดยอาศัยกรรมฐานทั้ง ๔๐ อย่าง เป็นเครื่องมือในการฝึกอบรมจิต เพื่อให้จิตมี “สติสัมปชัญญะ” [ญาณทัสสนะ] ให้จิตมีความเพียรชอบ ไม่ทำชั่ว ทำดี มีจิตเบิกบานปราศจากนิวรณ์ และ (๒) “ลักขณูปนิชฌาน” คือ การเพ่งลักษณะสามัญโดยไตรลักษณ์ในนามรูปแห่งขันธ์ ๕ ซึ่งเป็นธุระใน “วิปัสสนาธุระ” นั่นคือ ญาณในวิปัสสนาต่างๆ–วิปัสสนาญาณ ๙–โลกุตตรธรรม ๙ [มรรค ๔–ผล ๔–นิพพาน ๑] ดังนั้น การปฏิบัติธรรมในพระพุทธศาสนานั้น คือ การเจริญฌานสมาบัติ โดยการทำจิตให้เป็นสมาธิก่อนเกิดปัญญาในสมาธิ แล้ทำจิตในส่วนที่เป็นสติสัมปชัญญะให้แก่กล้าโดยการพิจารณาสภาวธรรมที่เกิดขึ้นในจิตใจให้เห็นตามเป็นจริง ให้เกิดปัญญาในวิปัสสนา

เมื่อผู้ปฏิบัติธรรมเข้าใจถึงนัยที่ว่า “จิตคือศูนย์กลางของสรรพสิ่งทั้งหลาย” ฉะนั้น “จิตจึงเป็นธรรมชาติอันวิจิตร” ที่สามารถรู้เห็นและหยั่งรู้สรรพสิ่งได้ ซึ่งผู้ปฏิบัติธรรมสามารถเข้าถึงจิตได้ด้วยการเจริญฌานสมาบัติ เพื่อให้จิตเป็นสมาธิ และสามารถหยั่งรู้สภาวธรรมทั้งหลายได้  เป็นวิปัสสนาต่อไปในลำดับสุดท้าย นั่นคือ เป็นบุคคลมีสติสัมปชัญญะ หรือ มีสติปัญญา ๑ รู้อะไรดี–อะไรชั่ว ๑ มีประโยชน์–ไร้ประโยชน์ ๑ และอันเกื้อกูลในการสร้างกุศลบุญบารมีได้ กล่าวอีกนัยหนึ่ง ปัญญาจะเกิดขึ้นได้อย่างถูกต้องตามเป็นจริง [ยถาภูตญาณ] ก็ต่อเมื่อจิตตั้งมั่น เป็นสมาธิ ไม่ฟุ้งซ่าน ไม่หวั่นไหว มีถูกครอบงำด้วยอวิชชา [อโยนิโสมนสิการ] หรือกิเลสทั้งหลาย คือ “สัมมาสมาธิ” [รูปฌาน ๔] ส่งผลให้เกิด “สัมมาสติ” [สติปัฏฐาน ๔] ขึ้นในเวลาเดียวกัน เพราะเป็นความศรัทธาและฉันทะในความเพียรใหญ่ “สัมมาวายามะ” [สัมมัปปธาน ๔ = สังวร–ปหาน–ภาวนา–อนุรักขนา] จิตที่ได้รับการพัฒนาตามขั้นตอนอย่างถูกต้องนี้ จึงเรียกว่า “อธิจิตต์–จิตอันยิ่งแห่งอริยมรรคมีองค์ ๘” ซึ่งเป็นบาทฐานสำคัญให้เกิด “อธิปัญญา–ปัญญาอันยิ่งอริยมรรคมีองค์ ๘” เช่นกัน โดยมีพฤติกรมงดงามดียิ่ง เรียกว่า “อธิศีล–ศีลอันยิ่งแห่งอริยมรรคมีองค์ ๘” กุศลบารมีเหล่านี้ก็เกิดจากพลังอำนาจจากสมาธิทั้งสิ้น

อนึ่ง ความรู้ความเข้าใจอย่างถูกต้องตามคำสอนของพระพุทธเจ้าในการปฏิบัติธรรมนั้น เป็นจุดเริ่มต้นที่ดีที่สุด เพราะประกอบด้วย ความศรัทธา ความเลื่อมใส ตามแนวทางแห่งพุทธ โดยใช้เหตุผลประกอบด้วยปัญญา คำว่า “เหตุผล” [Reasoning] คือ คิดตามหลักปฏิจจสมุปบาท [ปัจจัยธรรมทั้งหลาย] ส่วนคำว่า “ปัญญา” [Wisdom] คือ รู้เห็นความจริงตามความสัมพันธ์แห่งเหตุปัจจัย ที่มารวมกันกลายเป็นสภาวธรรมอย่างใดอย่างหนึ่งขึ้นแล้ว ก็ดับเสื่อมไปในปัจจยาการ ที่เรียกว่า “ธรรมฐิติญาณ” ฉะนั้น เมื่อกล่าวว่า “เหตุผล” คือ “ปฏิจจสมุปบาท ๑๒–ปฏิจจสมุปปันนธรรม ๖” ส่วน คำว่า “ปัญญา” คือ “ธรรมฐิติญาณ” โดยกระบวนการคิดในภาวนาธรรมนั้น เรียกว่า “ภาวนามยปัญญา” ซึ่งมีความแตกต่างกันกับโลกียปัญญาที่สหรคตด้วย “ปปัญจธรรม ๓” [ตัณหา–ทิฏฐิ–มานะ] แต่ปัญญาในทางธรรมนั้น ปราศจากนิวรณ์ [นิวรณ์: กามฉันทะ–พยาบาท–ถีนมิทธะ–อุทธัจจกุกกุจจะ–วิจิกิจฉา–อรติ–อวิชชา–อกุศลธรรมทั้งหลาย] จิตที่เป็นสมาธิแห่งจิตตสมาธิเป็นจิตปราศจากนิวรณ์ ปลอดภัยจากสังกิเลสธรรม เป็นจิตสหรคตด้วย “โวทานธรรม” [อาเนญชา = ธรรมจำพวกที่ทำให้เจริญงอกงามดียิ่งขึ้นไปจนปลอดพ้นจากประดาสิ่งมัวหมองบริสุทธิ์บริบูรณ์] ด้วยเหตุนี้ ปัญญาในภาวนากรรมฐาน จึงเป็นปัญญาที่บริสุทธิ์จากกิเลสทั้งหลาย ทั้งในฝ่ายสมถะและวิปัสสนา นั่นคือ ความรู้เห็นกับความหยั่งรู้ด้วยการประจักษ์แจ้งจนลุล่วงถึงความตรัสรู้อริยสัจจธรรมได้ ที่เรียกว่า “สัมโพธิญาณ–Enlightenment” ไม่ใช่การรับรองความรู้แบบทางโลกที่ทำการศึกษาวิจัยเฉพาะความรู้ทางศาสตร์สาขาของตนเพียงอย่างเดียวเท่านั้น ที่ตั้งอยู่ในเกณฑ์แบบวัตถุนิยมสุดโต่ง ที่เรียกว่า “วิทยาศาสตร์บริสุทธิ์–Pure Science” แต่ในทางตรงกันข้าม “ภาวนามยปัญญา–Insight Knowledge” นั้น ผู้ได้ตรัสรู้สัมโพธิญาณเป็นพระอรหันต์ มีคุณบทแห่งบุคคลผู้รู้แจ้งโลกทั้งหมดอันเป็น “ธรรมชาติแห่งสากลลักษณะ” [The Nature of Universality] ที่เรียกว่า “อริยสัจจ์ ๔” คือ เครื่องมือหรือแนวทางสัมมาปฏิปทาในการดับทุกข์ทั้งปวง ไมว่าจะเป็นทางกายหรือใจ นั่นคือ “ทุกข์แห่งชีวิต–สังสารทุกข์” แต่ในทางโลกนั้น เน้นความสำคัญอยู่ที่สนองความต้องการทางกายภาคแห่งโลกวัตถุไว้ก่อน คือ “การศึกษา–อำนาจ–เงิน” ไม่เน้นคุณธรรมขั้นสูงทางจิตใจ เพราะฉะนั้น พวกที่ประสบความสำเร็จสูงๆ จึงมักบ้าเสียสติ ไม่ค่อยมีสามัญสำนึกใน “ความเป็นมนุษยธรรม” [เมตตาธรรม] จะมุ่งรัดไถคนอื่นต่อไปเรื่อยๆ ทำวิปฏิสารความเดือดร้อน [ตัวจัญไรทางสังคม] ประกอบด้วย (๑) อภิชฌา (๒) พยาบาท (๓) มิจฉาทิฏฐิ–ความเบียดเบียนคนอื่นๆ ซึ่งเป็นลักษณะเด่นองระบบทุนนิยมเสรี แปลว่า “กดขี่ได้ตามใจชอบด้วยกฎหมาหมู่เพราะร่างกฎหมายเอง” ฉะนั้น ผู้ประกอบอาชีพอย่างมีจริยธรรมนั้น มีน้อยมากที่จะไม่เอาเปรียบผู้อื่นๆ เพราะความได้เปรียบ มันสามารถคำนวณออกมาเป็นผลกำไรสินทรัพย์อย่างงดงาม ให้พิจารณาถึงสภาพทำมาหากิน นายจ้างก็คิดชั่วๆ ทำชั่ว แล้วลูกจ้างก็คิดชั่วทำชั่ว บรรยากาศในที่ทำงานทุกคน คือ “ศัตรูคู่เวร” ที่ตนต้องเหยียบหัวมันเพื่อไต่บันไดขึ้นไป ไม่เช่นนั้นก็ไม่ได้เลื่อนขั้นเงินเดือนสูงขึ้นไปอีก ฉะนั้น ต้องกำจัดคู่แข่งในที่ทำงานไว้ก่อน [พวกนี้ส่วนใหญ่ป่วยเป็นมะเร็ง] ความเจริญอย่างมุ่งมั่นตั้งใจอยากได้ของสังคมไทย ได้ทำกันมาเกือบหลายร้อยปี ปัจจุบันเราก็สมใจอยาก เพราะคนไทยยิ้มไม่ออกในคนรุ่นปัจจุบัน เพราะคนส่วนใหญ่ทิ้งศาสนาไปเชื่อพวกปีศาจซาตาน จากสังคมอุตสาหกรรมและตะวันตกนิยม หรือจะเทียบเคียงกับสังคมญี่ปุ่น เกาหลีใต้ สิงคโปร์ ที่ประชาชนยิ้มไม่ค่อยออก คือ พากันเป็นทาสเงินตามค่านิยมทางสังคม ใช้ชีวิตแบบปศุสัตว์ไม่พูดคุยทักทายกัน ตัวใครตัวมัน ไม่ต้องรับผิดชอบต่อกัน ทั้งในญาติและผู้อื่นๆ คือ เอาวัฒนธรรมแบบวัวควายหมาแมวมาถือปฏิบัติ ไม่เชื่อลองเดินไปข้างบ้าน ถึงมีคนอยู่มากมายก็เหมือนไม่มีคน เพราะไม่มีการสื่อสารกันในระดับเป็นมนุษย์ ยังถือปฏิบัติแบบสัตว์ มีแต่จะกัดกันเวลาข้ามเขตกัน ในการปฏิบัติธรรมนั้น จึงมีข้อห้ามภิกษุถือข้อปฏิบัติมูลวัตรอยู่แบบปศุสัตว์ ให้รู้จักทักทายสนทนาธรรมกัน เพื่อให้เหลือความเป็นคนอยู่ ไม่ใช่สัตว์  ที่คนชอบใช้ คำว่า “สัตว์” มาด่ากันนั้น อาจมีมูลเหตุมาจากแนวคิดนี้ก็ได้ ดังนั้น จึงต้องมีการพูดคุยทักทายสนทนากันและกัน แต่ต้องอยู่ในขอบเขตของเรื่อง “กถาวัตถุ ๑๐” หมายถึง เรื่องที่ควรพูด เรื่องที่ควรนำมาสนทนากันในหมู่ภิกษุ ดังนี้

 

(๑) “อัปปิจฉกถา” คือ เรื่องความมักน้อย ถ้อยคำที่ชักนำให้มีความปรารถนาน้อย ไม่มักมากอยากเด่น 

(๒) “สันตุฏฐิกถา” คือ เรื่องความสันโดษ ถ้อยคำที่ชักนำให้มีความสันโดษ ไม่ชอบฟุ้งเฟ้อหรือปรนปรือ 

(๓) “ปวิเวกกถา” คือ เรื่องความสงัด ถ้อยคำที่ชักนำให้มีความสงัดกายใจ 

(๔) “อสังสัคคกถา” คือ เรื่องความไม่คลุกคลี ถ้อยคำที่ชักนำให้ไม่คลุกคลีด้วยหมู่

(๕) “วิริยารัมภกถา” คือ เรื่องการปรารภความเพียร ถ้อยคำที่ชักนำให้มุ่งมั่นทำความเพียร 

(๖) “สีลกถา” คือ เรื่องศีล ถ้อยคำที่ชักนำให้ตั้งอยู่ในศีล 

(๗) “สมาธิกถา” คือ เรื่องสมาธิ ถ้อยคำที่ชักนำให้ทำจิตมั่น 

(๘) “ปัญญากถา” คือ เรื่องปัญญา ถ้อยคำที่ชักนำให้เกิดปัญญา 

(๙) “วิมุตติกถา” คือ เรื่องวิมุตติ ถ้อยคำที่ชักนำให้ทำใจให้พ้นจากกิเลสและความทุกข์ 

(๑๐) “วิมุตติญาณทัสสนกถา” คือ เรื่องความรู้ความเห็นในวิมุตติ ถ้อยคำที่ชักนำให้สนใจและเข้าใจเรื่องความรู้ความเห็นในภาวะที่หลุดพ้นจากกิเลสและความทุกข์  

 

แต่อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าทางฝ่ายโลกียะหรือโลกุตตะก็ตาม การดำเนินชีวิตต้องอาศัย “สมาธิ–เอกัคคตา” ทั้งนั้น จึงจะประสบความสำเร็จในกิจหน้าที่ด้วยสติปัญญาไหวพริบปฏิภาณ [สติสัมปชัญญะ–ญาณทัสสนะ] เพียงแต่ว่า ฝ่ายแรกนั้น มีรากฐานมาจากกิเลสเป็นเหตุ ส่วนฝ่ายหลังนั้น ปราศจากกิเลสทั้งหลาย จึงมีความเพียร “วิริยะ–สัมมัปปธาน ๔” และ “สติสัมปชัญญะ–สติปัฏฐาน ๔” ที่บริสุทธิ์จากกิเลสอาสวะทั้งหลาย [โสภณจิต–จิตงดงาม] เพราะฉะนั้น ปัญญาที่เกิดขึ้นจึงมีความบริสุทธิ์ด้วยเช่นกัน เป็นปัญญาฝ่ายธรรมหรือ “กุศลธรรม” ที่รวมสัมปยุตต์ด้วย “อัพยากตธรรม” จนรวมถึง “โลกุตตรธรรม ๙” เมื่อผู้ปฏิบัติธรรมมีความเข้าใจดีอย่างถูกต้อง ก็ย่อมเกิดปัญญาที่จะคิดดีทำดี มีความศรัทธาในเรื่อง “กฎแห่งกรรม–กัมมัสสกตา” อย่างมีเหตุผลประกอบด้วยปัญญาพินิจพิเคราะห์เห็นธรรมในปัจจยาการ ประการสำคัญ คือ เกิดขยันประความเพียรอยู่เสมอ ไม่ลังเลสงสัยในธรรมที่กำลังปฏิบัติอยู่ เพราะยิ่งมีความอดทันและความเพียรมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งเกิดปราโมทย์ปีติดื่มด่ำอิ่มเอิบในธรรมที่สำเร็จนั้น ได้แก่ รักษาศีล นั่งสมาธิ เจริญปัญญา โอกาสจะไปนึกคิดและทำในเรื่องชั่วๆ นั้น ย่อมเป็นไปได้ยาก เพราะเป็นเรื่องของพวกหมดความคิดหรือสิ้นคิดแล้ว ไม่ใช่ทางไปสูอริยมรรคแต่ประการใด ดังนั้น เคล็ดลับที่ง่ายๆ ในการปฏิบัติธรรม คือ ทำจิตให้เบิกบานเป็นสมาธิอยู่กับลมหายใจเข้าออกให้เป็นปัจจุบันธรรม ได้แก่ (๑) เพ่งลมหายใจที่ปลายจมูก (๒) เพ่งสมาธิ และ (๓) เพ่งคิดในความว่างเป็นอิสระ ไม่ว่าจะทำกิจอันใดให้กำหนดสติตามกำหนดระลึกรู้ มีสัมปชัญญะตามกำหนดเรียนรู้ลมหายใจให้ละเอียดเป็นสมาธิเสมอ ไม่ฟุ้งซ่าน หวั่นไหว ในธรรมทั้งหลาย เมื่อจะคิดอะไร พิจารณาอะไร อยากรู้อะไร ก็สามารถค้นหาทางออกได้หรือทางเลือกที่ดีที่สุดเสมอ เพราะจิตเป็นสมาธิและปราศนิวรณ์มาปิดกั้นการเข้าถึงความดีแห่งกรรมทั้ง ๓ อย่าง ที่งดงามเสมอ คือ กายสุจริต ๓–วจีสุจริต ๔–มโนสุจริต ๓ เพราะประกอบด้วย ศีล–สมาธิ–ปัญญา ที่บริสุทธิ์อยู่ตลอดไป.

 

 

 

 

 

 

 

Visitor Number:
4674170