๙๔. อริยฐานะแห่งความเป็นพหูสูตในพระพุทธศาสนา  

        The Noble States of Omniscience in Buddhism

 

ขอน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น
 In Honor of the Blessed One of the Fully Enlightened One

By Nithee Siripat – Siripat.com and Academiae Network. 2016

Your Reading Number:  469  

 

ความสำคัญของบทความ

 

พระพุทธศาสนานั้น ถือเป็นศาสนาเดียวเท่านั้น ที่มุ่งเน้นการวิวัฒน์ “ปัญญาสามัญ” ไปสู่ “ปัญญาญาณ”  โดยจะต้องเริ่มพัฒนาตนที่จิตใจให้บริสุทธิ์ด้วยฌานสมาธิ เพื่อให้บรรลุถึง “จตุตถฌาน–อัปปนาสมาธิ” และประกอบด้วย (๑) ความสุขในขณะนั้น (๒) สติสัมปชัญญะ (๓) ญาณทัสสนะ และ (๔) อาสวักขยะ ในองค์ประกอบทั้ง ๔ อย่างนี้ ทำให้ระลึกรู้ทั่วถ้วนเป็นสมาธิและวางเฉยในสภาวธรรมนั้นๆ [เอกันตนิพพิทา]  จากนั้น ก็เกิดแนวคิดปัญญาในการละกิเลส [ราคะ] และดับกิเลส [นิโรธ] ย่อมส่งผลให้เกิดความสงบ [อุปสมะ] และกลายเป็นบาทฐานสำคัญในการพัฒนาปัญญาขั้นสูงในวิปัสสนาภูมิต่อไป เพื่อให้เกิด “ปรีชาญาณ” ในการหยั่งรู้ด้วยปัญญาในวิปัสสนาโดยอาศัยความบริสุทธิ์แห่ง “ญาณทัสสนะ” ที่เรียกว่า “ปัญญาญาณ” เพื่อให้สามารถรู้แจ้งแทงตลอดในธรรมทั้งปวง [อภิญญา: จักขุ–ญาณ–ปัญญา–วิชชา–แสงสว่าง] จนสามารถบรรลุความตรัสรู้ [อาสวักขยะ–สัมโพธะ] ได้ด้วย “อาสวักขยญาณ–สัมโพธิญาณ” โดยมีจุดมุ่งหมายในการก้าวไปสู่การพัฒนาปัญญาอันยิ่งด้วย “สมถพละ–วิปัสสนาพละ” เพื่อการดับกิเลสอาสวะทั้งหลาย [อุปาทิ–ขันธ์ ๕] และอุปาทานทุกข์ทั้งปวง อันเข้าถึง “สัจจภาวะแห่งนิพพาน” อันเป็นภาวะปราศจากกิเลสอาสวะทั้งปวงแล้ว [อนุปาทิเสสนิพพาน–อมตธาตุ–บรมธรรม] ฉะนั้น ในปัญญาทั้งหมดนั้น คือ ความเข้าใจ ความนึกคิด ทั้งหลาย ที่อยู่ในสภาวะที่ถูกต้องอันเยี่ยมแห่ง “วิปัสสนาภูมิ–ปัญญาภูมิ” ได้แก่ ขันธ์ ๕–อายตนะ ๑๒–ธาตุ ๑๘–อินทรีย์ ๒๒–อริยสัจจ์ ๔–ปฏิจจสมุปบาท–ปฏิจจสมุปปันนธรรม ๖ โดยในการวิปัสสนานั้น คือ การพิจารณาหรือสัมมสนะสภาวธรรมหรือมนสิการนามรูปโดยไตรลักษณ์ อันเป็นข้อหลุดพ้นด้วยลักษณะสามัญใน ๓ อย่าง โดยสมถะ [สมาธิ ๓] และวิปัสสนา [วิโมกข์ ๓] ได้แก่ (๑) “สุญญตสมาธิ–สุญญตวิโมกข์–อนัตตตา” อาศัยอนัตตานุปัสสนา ถอนอัตตาภินิเวส (๒) “อนิมิตตสมาธิ–อนิมิตตวิโมกข์–อนิจจตา” อาศัยอนิจจานุปัสสนา ถอนวิปัลลาสนิมิต และ (๓) “อัปปณิหิตสมาธิ–อัปปณิหิตวิโมกข์–ทุกขตา”  อาศัยทุกขานุปัสสนา ถอนตัณหาปณิธิ ธรรมทั้งหลายเหล่านี้ คือ ปัญญาของพหูสูต ด้วยประการฉะนี้.

 

    File Download of Reading References

 
Dictionary of Numerical Dhammas — พจนานุกรมพุทธศาสน์ หมวดธรรม
  Dictionary of Buddhist Terms — พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์
  English Dictionary of Buddhist Terms and Doctrines — พจนานุกรมพุทธศาสน์ คำศัพท์และหลักธรรม

 

บทความที่ ๙๔ ประจำปี ๒๕๕๙ – อริยฐานะแห่งความเป็นพหูสูตในพระพุทธศาสนา 

 

พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาเดี่ยวในโลกเท่านั้น ที่เน้นความสำคัญแห่งปัญญา อันเป็นความรู้สามัญจนถึงความรู้แจ้ง และความรู้ยิ่งยวด ที่เกิดจากปรีชาญาณแห่งญาณทัสสนะ สมรรถนะแห่งจิตนี้ มนุษย์สามารถพัฒนาตนเองได้ เรียกว่า “บำเพ็ญตบะ” หรือ “บำเพ็ญเพียรภาวนากรรมฐาน” ซึ่งหมายถึง “ภาวนา ๒” หมายถึง การฝึกอบรมจิตใจ โดยยึดอารมณ์เป็นที่ตั้งแห่งงานเจริญภาวนา ได้แก่ (๑) สมถภาวนา คือ การฝึกอบรมจิตให้สงบเป็นสมาธิ ให้รู้เห็นด้วย “ญาณทัสสนะ” แล้วเกิดความรู้แจ้งตามเป็นจริง ที่เรียกว่า “วิชชา”  และ (๒) วิปัสสนาภาวนา คือ การฝึกอบรมปัญญาให้เกิดความหยั่งรู้ตามเป็นจริง ที่เรียกว่า “ญาณ–ปัญญาญาณ” อันเป็นความหยั่งรู้หรือปรีชาหยั่งรู้ เช่น “ญาณ ๓” [อัทธา ๓: อดีตอัทธา–อนาคตอัทธา–ปัจจุบันนัทธา] ได้แก่ ญาณหยั่งรู้ส่วนอดีต–อดีตังสญาณ ญาณหยั่งรู้ส่วนอนาคต–อนาคตังสญาณ หรือ ญาณหยั่งรู้ส่วนปัจจุบัน–ปัจจุปปันนังสญาณ เป็นต้น แต่ปรีชาหยั่งรู้หรือปรีชาญาณที่มีบทบาทยิ่งยวดในวิปัสสนาภูมินั้น คือ การประกอบกุศลกรรมโดยการเจริญ “โยนิโสมนสิการ” ด้วย หลักปฏิจจสมุปบาท–อิทัปปัจจยตา–ปัจจยาการ–ตถตา ที่รวมถึง กังขาวิตรณวิสุทธิ–ธรรมฐิติญาณ–ยถาภูตญาณ–สัมมาทัสสนะ เรียกสามัญว่า “ทิพพจักขุญาณ” หรือ “จุตูปปาตญาณ–ปัจจยปริคคหญาณ” ซึ่งเป็นญาณหยั่งรู้เหตุปัจจัยปรงแต่งนามรูป อันเป็นเหตุให้เกิดสภาพแห่งทุกข์ [อุปาทานทุกข์] ที่มีมูลเหตุเกิดจาก “อวิชชา–ตัณหา” [มูล ๒] นั่นเอง เพราะฉะนั้น อริยบุคคลผู้ถือฐานเป็น “พหูสูต” นั้น ย่อมหมายถึง ผู้มีคุณสมบัติสมควรรับทักษิณาและการเคารพบูชาอย่างแท้จริง นั่นคือ “พระอรหันต์” โดยจำแนกเป็น ๔ กลุ่ม ได้แก่ (๑) สุกขวิปัสสโก–ผู้เจริญวิปัสสนาล้วน (๒) เตวิชโช–ผู้ได้วิชชาสาม (๓) ฉฬภิญโญ–ผู้ได้อภิญญาหก (๔) ปฏิสัมภิทัปปัตโต–ผู้บรรลุปฏิสัมภิทาสี่ [ผู้มนสิการกรรมฐานอยู่เนืองๆ ด้วย “อนุปัสสนา ๗”] แต่อย่างไรก็ตาม “พหูสูต” ควรจำแนกออกเป็น ๒ กลุ่ม ได้แก่ (๑) โลกียพหูสูต ประกอบด้วย ปราชญ์เมธี นักวิทยาศาสตร์ นักวิชาการ ผู้รู้ และ (๒) โลกุตตรพหูสูต หมายถึง อริยบุคคล ๗ ผู้ยังไม่บรรลุอรหัตตผล กับพระอรหันต์ผู้เสวยอรหัตตผลแล้ว แต่สำหรับพระพุทธเจ้านั้น ได้พระนามว่า “องค์สัพพัญญู” คือ ทรงประกอบด้วย “สมันตจักขุ” [ตาเห็นรอบ] หรือด้วย “พระสัพพัญญุตญาณ” อันหยั่งรู้ธรรมทุกประการ โดยไม่สาธารณ์แก่พระสงฆ์สาวกทั้งหลาย ดังนั้น การประพฤติพรหมจรรย์ในพระธรมวินัยนี้  ย่อมหมายถึงการเจริญภาวนากรรมฐาน หรือมนสิการกรรมฐานอย่างสืบเนื่องเป็นนิตย์ เพื่อฝึกอบรมจิตให้เกิด “ญาณทัสสนะ” และฝึกอบปัญญาให้เกิด “อาสวักขยญาณ–สัมโพธิญาณ” [อาสวักขยะ–สัมโพธะ] นั่นเอง คือ ให้เกิดจิตสงบเป็นสมาธิ [อุปสมะ] และเกิดปรีชาหยั่งรู้ในธรรมทั้งหลาย สามารถบรรลุได้ “ดวงตาเห็นธรรม–ธรรมจักษุ” และปัญญาตรัสรู้ธรรมโดย “สัมโพธิญาณ” ด้วยเหตุผลดังกล่าวนี้ “พหูสูต” จึงสมควรเป็น “อริยบุคคล” ตามนัยแห่งพระพุทธศาสนา ไม่ใช่ผู้รู้สามัญทั่วไป ดังเช่น พวกนักวิชาการ หรือ นักปราชญ์ โดยเฉพาะนักวิทยาศาสตร์ หรือแม้แต่กลุ่ม “อัจฉริยบุคคล” เพราะคนเหล่านี้ ไม่ได้อยู่ในระบบการศึกษาปฏิบัติธรรมตาม “หลักไตรสิกขา” นั่นเอง แต่อย่างไรก็ตาม โดยคุณสมบัติขั้นพื้นฐานนั้น “พหูสูต” ต้องประกอบด้วยองค์ ๕ ดังนี้ (๑) พหุสสุตา คือ ฟังมาก (๒) ธตา คือ จำได้ (๓) วจสา ปริจิตา คือ คล่องปาก (๔) มนสานุเปกขิตา คือ เพ่งขึ้นใจ และ (๕) ทิฏฐิยา สุปฏิวิทธา คือ ขบได้ด้วยทฤษฎี โดยมีความเข้าใจอย่างลึกซึ้ง มองเห็นประจักษ์แจ้งด้วยปัญญา ทั้งในแง่ความหมายและเหตุผล ทั้งหมดนี้ รวมกันจึงเป็นอาการของผู้ได้เรียนรู้มาก เป็นการสร้างกุศลกรรมโดยการเจริญ “โยนิโสมนสิการ” ในวิปัสสนาภูมิ นั่นเอง นอกจากนี้ คุณสมบัติของผู้เป็นพุทธะก็ยังประกอบด้วย “พหุสูตมีองค์ ๕” ด้วยเช่นกัน ไม่ใช่แค่การวางท่าทางเป็นผู้คงแก่เรียน แต่ไม่ปรากฏแววของผู้เรียนรู้มากออกมาเลย แต่ควรแสดงออกด้วยธรรมของคนดีด้วย “สัปปุริสธรรม ๗” ได้แก่ (๑) ธัมมัญญุตา คือ ความรู้จักธรรม (๒) อัตถัญญุตา คือ ความรู้จักความหมายและผล (๓) อัตตัญญุตา คือ ความรู้จักตน (๔) มัตตัญญุตา คือ ความรู้จักประมาณ (๕) กาลัญญุตา คือ ความรู้จักกาล (๖) ปริสัญญุตา คือ ความรู้จักชุมชน (๗)  ปุคคลัญญุตา คือ ความรู้จักบุคคล ธรรมดังกล่าวนี้ ย่อมทำให้ “พหูสูต” กลายเป็น “สัตบุรุษ” หรือผู้ดีต่อสาธารณะได้จริง ไม่ใช่เรียนรู้มาก มีนิสัยเสีย หรือ ป่าเถื่อน เช่น จิตนิสัยลึกๆ ยังประกอบด้วย “ปปัญจธรรม ๓” ได้แก่ ตัณหา–ทิฏฐิ–มานะ ทำให้เกิดอาการเพี้ยน มีความเห็นถือผิดคลาดเคลื่อนจากความจริง ไม่ใช่แค่การพูดตลกให้เกิดการเปรียบเทียบหรือเทียบเคียง เพื่อประเทืองปัญญาแต่อย่างใด และการสำรวมระวังกายใจ ก็เป็นเรื่องสำคัญเช่นกัน ที่เรียกว่า “สังวร ๕” ได้แก่ (๑) ปาฏิโมกขสังวร (๒) สติสังวร (๓) ญาณสังวร (๔) ขันติสังวร และ (๕) วิริยสังวร นั่นคือ ไม่แสดงความวิการทั้งหลายด้วยความสำรวมศีล [สังวรศีล] ที่เรียกว่า “มีความรู้คู่คุณธรรม” อันเป็นคุณภาพของทรัพยากรบุคคลในสังคมยุคใหม่ นั่นเอง เพราะฉะนั้น ความเป็นผู้เรียนรู้มาก เช่น พระอริยสงฆ์ ปราชญ์ นักวิทยาศาสตร์ ผู้เชี่ยวชาญ ผู้รู้ จึงเป็นบุคคลผู้มีค่าต่อการพัฒนาพระศาสนาและสังคมไปสู่สังคมมีอารยธรรมจริง คนป่าเถื่อนไม่สามารถสร้างอารยธรรมได้ มีแต่ความคิดเห็นในทางทำลายล้างความดีงาม ทำให้สังคมเดือดร้อนไม่สิ้นสุด หาความสงบสันติไม่ได้ เช่น การก่อการร้าย หรือ สงคราม เป็นต้น ความคิดเห็นอุบาทว์จัญไรดังกล่าวนี้ จะไม่ปรากฏในหมู่สัตบุรุษผู้คงแก่เรียน เพราะเป็นบุคคลผู้รู้เห็นประจักษ์แจ้งด้วยปัญญาทั้งแง่ความหมายประโยชน์และเหตุผล [โยนิโสมนสิการ] ไม่ใช่ปัญญาหางอึ่ง [อโยนิโสมนสิการ] อันเป็นอาการด้อยคุณธรรมหรืออารยธรรม ดังนั้น ผู้มีตนอันได้พัฒนาดีแล้วด้วย “ภาวนา ๔” [กายภาวนา–สีลภาวนา–จิตตภาวนา–ปัญญาภาวนา] ถึงพร้อมดีแล้วด้วย  “พหูสูตมีองค์ ๕” และ “สัปปุริสธรรม ๗” นั้น ย่อมเป็น “อริยบุคคล–ทักขิไญยบุคคล” ได้ในพรหมจรรย์นี้ ผู้ที่จะทำหน้าที่สืบทอดพระพุทธศาสนาได้อย่างถูกต้อง โดยไม่อับจนขาดแคลนปัญญาแห่งพุทธะ เพราะจิตมีความมุ่งมั่นใน “ความแจ้ง–ความสว่าง–ความสงบ” ปราศจากกิเลสทั้งหลายถึงพร้อมดีแล้ว.

 

 

 

 

 

 

 

Visitor Number:
4744528