๙๖. ให้พิจารณาสภาวธรรมอย่างสืบเนื่องเป็นนิตย์

         Always Investigate the States Constantly  

 

ขอน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น
 In Honor of the Blessed One of the Fully Enlightened One

By Nithee Siripat – Siripat.com and Academiae Network. 2016

Your Reading Number:  455  

 

ความสำคัญของบทความ

 

ปัญญาอันเป็นองค์ความรู้ที่แก่กล้าคมชัดได้นั้น ย่อมเกิดจากการปรารภความเพียรอย่างสม่ำเสมอ ด้วยการใส่ใจอย่างแน่วแน่จริงจัง และอย่างหวังผลแห่งความสำเร็จในการจะบรรลุธรรมวิเศษได้ สิ่งนั้น ก็คือ การฝึกทำเสริมสร้างประสบการณ์ด้วยตนเอง ด้วยจิตเป็นสมาธิภาวนา และเกิดปัญญาในการพิจารณาธรรมตามเป็นจริง [สัมมสนะ–มนสิการในปัจจัยธรรม] นั่นคือ การฝึกอบรมปัญญาให้เกิด “สัมมาทิฏฐิ” อันเป็นไปใน “กฎธรรมชาติ” ซึ่งจะเป็นแนวทางไขความลับของชีวิตจิตใจหรือจิตวิญญาณของตนเอง อย่างมีประสิทธิภาพและก่อให้เกิดประโยชน์ประเทืองปัญญาให้คมชัดยิ่งขึ้น สมกับการเป็นผู้รู้จริง ก็ด้วยการฝึกฝนอบรมจิตใจให้เกิดปัญญาอันยิ่งอย่างสม่ำเสมอ อย่างตั้งใจคิดจริงๆ และตั้งใจทำจริงๆ อันจะส่งอานิสงส์ผลประโยชน์ให้เกิด “ความคิดริเริ่ม–ความคิดสร้างสรรค์–ความคิดประยุกต์ดัดแปลง” [ปฏิภาณ–ไหวพริบ–ความฉลาดเชี่ยวชาญ] ในการต่อยอดองค์ความรู้ใหม่ก้าวหน้าอันจะเป็น “นวัตกรรมทางปัญญา” ทั้งในทางโลกและทางธรรมในเวลาเดียวกัน ด้วยการเจริญภาวนากรรมฐานอย่างสืบเนื่องเป็นนิตย์ ให้เกิดปัญญาสมบูรณ์บริบูรณ์ด้วยปัญญากับเหตุผล และไพบูลย์ด้วยธรรมยิ่งๆ ขึ้นไป เมื่อจิตเป็นสมาธิดีแล้ว ปราศจากนิวรณ์ เป็นจิตที่เบิกบาน ย่อมส่งผลให้การวิปัสสนาภาวนาหรือมนสิการกรรมฐานในครั้งนั้นๆ เกิดผลแห่งปัญญาอันมากมายได้อย่างไม่สิ้นสุดเช่นกัน อย่าละทิ้งภาระความรับผิดชอบของการเป็นชาวพุทธที่ดี ไม่ดำเนินชีวิตด้วยการละเลยไม่ใส่ใจในพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า ด้วยการศึกษาหลักธรรมและน้อมนำมาใส่ตนในการลงมือปฏิบัติจริงอย่างต่อเนื่องและหวังผลแห่งอนุสาสนีปาฏิหาริย์ตามคำสอนของพระตถาคต มีความเป็นจริงอย่างแน่นอน กับบุคคลผู้มีขยันอดทนและมีเป้าหมายชีวิตที่ชัดแจ้งแห่งนิพพานเท่านั้น.

 

    File Download of Reading References

 
Dictionary of Numerical Dhammas — พจนานุกรมพุทธศาสน์ หมวดธรรม
  Dictionary of Buddhist Terms — พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์
  English Dictionary of Buddhist Terms and Doctrines — พจนานุกรมพุทธศาสน์ คำศัพท์และหลักธรรม

 

บทความที่ ๙๖ ประจำปี ๒๕๕๙ – ให้พิจารณาสภาวธรรมอย่างสืบเนื่องเป็นนิตย์

 

ผู้ปฏิบัติธรรมที่มีความเชี่ยวชาญเป็นผู้ดื่มด่ำในธรรมดีแล้ว ย่อมเป็นผู้กำหนดรู้และพิจารณาสภาวะแห่งจิตหรือสภาวธรรมของตนอยู่ตลอดเวลา อย่างเช่น การรู้จักสำรวมระวังอินทรีย์ทั้งหลาย [อินทรียสังวร] ไม่ให้กิเลสทั้งหลายเข้ามาครอบงำจิตใจ จนเกิดวิปลาสและอคติต่อปัจจุบันธรรม [ปรมัตถธรรม] ในขณะนั้น นั่นคือ ไม่ก่ออกุศลกรรมในการทำ การพูด และการคิด ใดๆ ทั้งสิ้น ไม่ปรารถนาอารมณ์อยู่ในสังสารวัฏฏะหรือสังสารจักร [กิเลส–กรรม–วิบาก] อันมีรากเหง้าของอกุศลธรรมมาจาก “อวิชชา–ตัณหา” [กิเลส] ซึ่งทำให้เกิดกรรมภพ [กายกรรม–วจีกรรม–มโนกรรม] และ อุปปัตติภพ–ชาติ–ชรา–มรณะ–โสกะ และ สังกิเลสทั้งหลายเป็นธรรมดา [ให้พิจารณาสภาวธรรมตามอนุโลมปฏิจจสมุปบาท]  ในการพิจารณาสภาวธรรมนั้น ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในวิปัสสนาภูมิเท่านั้น แต่ต้องนำมาพิจารณาตามกระแสแห่งโลกธรรมด้วย ที่เกิดขึ้นในการดำเนินชีวิตประจำวัน ซึ่งกลายเป็นทักษะการคิดที่นำหลักธรรม [ทฤษฎี] มาดัดแปลงประยุกต์ใช้จริง เพื่อให้เห็นผลเป็นอัศจรรย์ตามคำสอนของพระพุทธเจ้า นั่นคือ การเห็นความสำเร็จตามจุดมุ่งหมายแห่งการปฏิบัติธรรม ด้วยการดำเนินชีวิตตามคลองธรรม [ธัมมานุธัมมปฏิปัตติ] ฉะนั้น แนวทางปฏิบัติสัมมาปฏิปทาของผู้ครองสมณเพศนั้น ย่อมมีความเข้มข้นเคร่งครัดมากกว่าของฝ่ายฆราวาส คือ ต้องพิจารณา [สัมมสนะ–มนสิการ] ทุกสิ่งทุกอย่างที่เป็นเครื่องค้ำจุนชีวิตแห่งนามรูป [โลกียเบญจขันธ์] เช่น อาหาร ๔–ปัจจัย ๔ เป็นต้น ซึ่งสัมปยุตต์ด้วยหลักธรรม “อภิณหปัจจเวกขณ์ ๕” และ “ปัพพชิตอภิณหปัจจเวกขณ์ ๑๐” ดังนี้ เป็นต้น กล่าวโดยสรุป เพื่อให้เกิดแนวคิดในการปลงสังขาร นั่นเอง ไม่ให้เพลิดเพลินกับโลกทั้งปวง ไม่ปรารถนาในสังขารทั้งหลาย แต่ให้ใช้สังขารเป็นอุบายวิธีในการพิจารณาสภาวธรรม เพื่อให้หลุดพ้นจากสังสารวัฏฏ์ และเพื่อให้มีโอกาสเข้าถึง “โลกุตตรธรรม” โดยหมายเอาพระนิพพานแห่งบรมธรรม [นิพพานธาตุ–อมตธาตุ] เป็นปรมัตถ์ ถ้าไม่เช่นนั้น ก็จะมาบวชทำไมเพื่อครองผ้ากาสวพัตร์ อันแสดงถึงความเป็นพระสงฆ์สาวกของพระพุทธเจ้า ซึ่งเป็นบุคคลที่ชาวบ้านเคารพกราบไหว้ได้จริง ฉะนั้น การควบคุมตนเองโดยรู้อย่างเท่าทันอำนาจของกิเลสทั้งหลาย จึงเป็นภาระหน้าที่สำคัญของผู้ปฏิบัติธรรมตลอดเวลา นั่นคือ การอยู่อย่างมี “สติสัมปชัญญะ” โดยการเจริญกุศลกรรมด้วย “โยนิโสมนสิการ” [ทิพพจักขุญาณ–ยถาภูตญาณ–สัมมาทัสสนะ–ธรรมฐิติญาณ =  หลักปฏิจจสมุปบาท] ไม่ว่าจะดำเนินชีวิตอยู่ในหรือนอกวิปัสสนาภูมิก็ตาม ต้องมีความสัมพันธ์ซึ่งกันและกันยิ่งกว่านั้น อาจกล่าวได้ว่า “ธรรมชาติคือครู” ในคำว่า “ธรรมชาติ–สรรพสิ่ง” จำแนกออกเป็น ๒ อย่าง ได้แก่ (๑) สภาวะแห่งจิตของตนเอง [เบญจขันธ์–ขันธ์ ๕ = อุปาทานขันธ์–อุปาทิ] และ (๒) สภาวธรรมที่เป็น “ขันธ์ ๕” ของบุคคลแห่งชีวิตินทรีย์ กับสภาวธรรมไม่เกี่ยวข้องกับชีวิตินทรีย์ ผู้ปฏิบัติธรรมต้องกำหนดรู้ธรรมชาติทั้งหลายอย่างละเอียดลึกซึ้ง โดยให้ตัวตนเป็นศูนย์กลางของการเรียนรู้และเทียบเคียงสู่สภาวธรรมรอบตัวออกไปภายนอกตนตามลำดับ ในการเจริญภาวนากรรมฐานนั้น เป็นกระบวนการศึกษาสภาวะแห่งจิต นั่นคือ “จิตพิจารณาจิต” เพื่อแก้ไขปรับปรุงให้เข้าสู่สภาวะที่ถูกต้องตามเป็นจริง [ปรมัตถสัจจะ] โดยเป็นผู้รู้แจ้งโลกแห่งสังขตธรรมที่เป็นสภาพปรุงแต่งตามเหตุปัจจัยของเจตนาที่กลุ้มรุมโดยกิเลสทั้งหลาย เมื่อเข้าใจถูกต้องตามโลกสมมติได้ไม่ผิดตามเป็นจริงดีแล้วด้วยปัญญาและเหตุผล [ทิพพจักขุญาณ] แล้วค่อยกำหนดรู้สภาวธรรมแห่งธรรมฐิติโดยปรมัตถ์ โดยพิจารณาแยกแยะธรรมทั้งหลายให้เป็นไปตามหลักธรรมแห่งพระอภิธรรม [ปรมัตถสัจจะ] โดยเฉพาะเกิดปัญญาเห็น “โลกุตตรธรรม” ทั้งหลาย ได้แก่ “โพธิปักขิยธรรม ๓๗” กับ “โลกุตตรธรรม ๙” และหมายเอาพระนิพพานแห่งบรมธรรม ฉะนั้น หลักธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้าเป็นความจริงอันประเสริฐ [อริยสัจจธรรม–อริยสัจจ์ ๔] ที่เหนือวิสัยโลกเป็นประเด็นสำคัญ คือ ให้พิจารณากำหนดรู้ “โลกียธรรม” ก่อน แล้วตามด้วย “โลกุตตรธรรม” บุคคลผู้จะตรัสรู้ถึง “สัมโพธิญาณ” ได้นั้น จึงต้องรู้แจ้งโลกและชีวิตตามเป็นจริง มิฉะนั้น ย่อมเป็นไปไม่ได้ที่จะบรรลุธรรมวิเศษทั้งหลายได้ สภาวะแห่งจิตในทุกขณะ [อินทรีย์ ๖–อารมณ์ ๖ = อายตนะ ๑๒] นั้น จึงเป็นแบบฝึกหัดกรรมฐาน หรือเจริญมนสิการกรรมฐานอย่างสืบเนื่องเป็นนิตย์ ให้สมบูรณ์บริบูรณ์และไพบูลย์ยิ่งๆ ขึ้นไป การเจริญเสขปฏิปทา [จรณะ ๑๕] สัมปยุตต์ด้วย “อภิญญาเทสิตธรรม” [โพธิปักขิยธรรม ๓๗] นั้น ย่อมเป็นสัมมาปฏิปทาอันยิ่งที่จะเกื้อกูลในความตรัสรู้ [อาสวักขยะ–สัมโพธะ] จนบรรลุถึงระดับขั้น “อรหัตตผลวิมุตติ” [สัมมัตตะ ๑๐–อเสขธรรม­–อริยมรรคมีองค์ ๑๐ = สัมมาวิมุตติ] จึงได้ชื่อว่า “อนุพุทธะ” ผู้เป็นอริยสาวกของพระพุทธเจ้า โดยมี “ปัญญาเห็นธรรม” และ “ปัญญาตรัสรู้ธรรมทั้งหลาย” ตามเป็นจริง [ยถาภูตญาณทัสสนะ] ดังนั้น ในการบรรลุถึง “อมตธรรมแห่งพระธรรมวินัยนี้” ได้นั้น ย่อมเกิดจากแรงศรัทธาและฉันทะ การปรารภความเพียร ความสำรวมระวังอุสาหะอดทน ในการเจริญภาวนากรรมฐานตามหลักธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า ด้วยแนวทางประพฤติปฏิบัติสัมมาปฏิปทาอันประเสริฐ เพื่อบรรลุความตรัสรู้ซึ่ง “สัมโพธิญาณ” ด้วยตนเองโดยชอบ เพราะฉะนั้น ความสมมาตรเป็นเอกภาพเดียวกันระหว่างภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัตินั้น ต้องเกิดขึ้นอย่างสมดุลเท่าเทียบกัน คือ ธรรมทั้งหลายมีความเสมอกัน ตั้งอยู่ตามสมุฏฐานในหลักไตรลักษณ์ และหาข้อสรุปได้ด้วยหลักอนัตตตา [สุญญตา] คือ ความไม่ใช่สัตว์บุคคล ความว่างเปล่า ความสงบ และสันติบทแห่งนิพพาน เป็นที่สุดรอบแห่งการวิวัฒน์ปัญญาของมนุษยชาติ.

 

 

 

 

 

 

 

Visitor Number:
4739508