๙๘. ผู้ปฏิบัติธรรมต้องพร้อมเรียนรู้ทุกสถานการณ์

         Buddhists with Exactly Omniscient Promptness  

 

ขอน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น
 In Honor of the Blessed One of the Fully Enlightened One

By Nithee Siripat – Siripat.com and Academiae Network. 2016

Your Reading Number:  468  

 

ความสำคัญของบทความ

 

การเป็นผู้ครอง “สติสัมปชัญญะ” ได้ในทุกขณะในการดำเนินชีวิตตามปกติและในการปฏิบัติธรรมด้วยการสำรวมระวังอินทรีย์ทั้งหลาย มิให้กิเลสทั้งหลายเข้ามาครอบงำจิตใจ จนเกิดอาการวิปริตผิดเพี้ยนจากความเป็นจริง เพราะตนเองเข้าปรุงแต่ง [สังขตธรรม] และนึกคิดว่าเป็นจริงมีอยู่จริงจึงยึดมั่นหมายจับมาเป็นเจ้าของ จึงเกิดความเดือดร้อนเป็นทุกข์ในการไปยึดมั่นในสิ่งที่ตนปรุงแต่งขึ้นมา [อุปาทานทุกข์] เพราะขาดสติลุ่มหลงไม่เป็นสุขอันควร [อวิชชา–อโยนิโสมนสิการ–โมหะ–สัมโมหะ] ที่เรียกว่า “สังสารทุกข์” เพราะฉะนั้น สาเหตุหลักนั้น เกิดจากความไม่ถึงพร้อมแห่งการพิจารณาเรียนรู้สภาวธรรมต่างๆ ที่ปรากฏขึ้นรอบตัว รู้ไม่ถึงการณ์ใดๆ ว่าเกิดดับขึ้นภายในจิตใจตนและคนรอบข้าง ฉะนั้น “สติ” ทำหน้าที่กำหนดรู้หมายจำเป็น “สังขาร–สัญญา” ส่วน “สัมปชัญญะ” ทำหน้าที่เรียนรู้หาข้อสรุปเป็นองค์ความรู้และปัญญาไหวพริบ โดยให้เข้าใจนึกคิดอย่างถูกต้องตาม “กฎธรรมชาติ” ได้แก่ (๑) อริยสัจจ์ ๔–กิจในอริยสัจจ์ ๔ (๒) ปฏิจจสมุปบาท  (๓) ไตรลักษณ์ องค์ความรู้เดิมกับใหม่ประมวลรวมกันกลายเป็นปัญญาใหม่ๆ เป็น หลักการ–ทฤษฎี–กฎ–สูตร ที่เรียกว่า “ธรรม–สภาวธรรม–ปรมัตถสัจจะ–ปรมัตถธรรม” กล่าวโดยรวม คือ “ความจริง–สัจจธรรม” อันประเสริฐ นั่นเอง ดังนั้น การครอบครองสติและสัมปชัญญะให้แน่วแน่ด้วยสมาธิที่บริสุทธิ์ ย่อมส่งผลให้ปัญญาเกิดความบริสุทธิ์ ที่ปราศจากอำนาจครองงำแห่งกิเลสทั้งหลาย ที่ทีให้ประสบความทุกข์และความเดือดร้อนไม่สิ้นสุด เพราะความไม่เข้าใจในการพิจารณาสภาวธรรมรอบตัวตามเป็นจริง ที่ต้องประกอบด้วย “ภูมิรู้–ภูมิธรรม–ภูมิปัญญา” โดยยึดแนวทางปฏิบัติที่ถูกต้อง อันจะต้องดำเนินตามพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้าอย่างจริงจัง.

 

    File Download of Reading References

 
Dictionary of Numerical Dhammas — พจนานุกรมพุทธศาสน์ หมวดธรรม
  Dictionary of Buddhist Terms — พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์
  English Dictionary of Buddhist Terms and Doctrines — พจนานุกรมพุทธศาสน์ คำศัพท์และหลักธรรม

 

บทความที่ ๙๘ ประจำปี ๒๕๕๙ – ผู้ปฏิบัติธรรมต้องพร้อมเรียนรู้ทุกสถานการณ์

 

ในความหมายของคำว่า “พร้อมเรียนรู้ทุกสถานการณ์” นั้น หมายถึง การสำรวมระวังปิดกั้นบรรดากิเลสทั้งหลาย ไม่เปิดโอกาสให้กิเลสเหล่านั้น ขุกเข้ากลุ้มรุมจิตใจ เพราะความฟุ้งซ่าน ไม่เห็นประจักษ์แจ้งในธรรมทั้งปวงด้วยปัญญาทั้งประโยชน์ความหมายและเหตุผล คือ ไม่หมั่นเพียรในการเจริญภาวนากรรมฐาน คำว่า “สถานการณ์” นั้น ประกอบด้วยเหตุปัจจัยหลักๆ ได้แก่ (๑) เวลา กับ (๒) สถานที่ และให้รู้จักเลือกเป็นอย่างชาญฉลาดด้วย นั่นคือ “สถานการณ์อันเหมาะควรแก่ธรรม” [สัปปายะ ๗: สิ่งที่สบาย–สภาพเอื้อ–สิ่งที่เกื้อกูล ได้แก่ (๑) อาวาสสัปปายะ–ที่อยู่อันเหมาะ (๒) โคจรสัปปายะ–แหล่งอาหารอำนวย (๓) ภัสสสัปปายะ–การพูดคุยที่เหมาะกัน (๔) ปุคคลสัปปายะ–บุคคลที่ถูกกันเหมาะกัน (๕) โภชนสัปปายะ–อาหารที่เหมาะกัน (๖) อุตุสัปปายะ–ดินฟ้าอากาศธรรมชาติแวดล้อมที่เหมาะ และ (๗) อิริยาปถสัปปายะ–อิริยาบถที่เหมาะกัน] เมื่อรู้สึกตัวว่าอยู่ในสถานการณ์อันเป็น “อโคจร–โคจรวิบัติ” [หมายถึง ความเสียหายในการไปมาหาสู่ เช่น ภิกษุไปในที่อโคจรมีร้านสุรา หญิงแพศยา แม่หม้าย บ่อนการพนัน เป็นต้น] ไม่เหมาะสมกับฐานะอันความเป็นของตนแล้ว ย่อมเกิดดำริชอบ [สัมมาสังกัปปะ] หรือ “สัปปายสัมปชัญญะ” (ข้อ ๒ ในสัมปชัญญะ ๔) หมายถึง  รู้ชัดว่าเป็นสัปปายะ [สิ่งที่สบาย–สภาพเอื้อ–สิ่งที่เกื้อกูล] หรือตระหนักในความเหมาะสมเกื้อกูล คือ รู้ตัวตระหนักชัดว่าสิ่งของนั้น การกระทำนั้น ที่ที่จะไปนั้น เหมาะกันกับตน  เกื้อกูลแก่สุขภาพแก่กิจเอื้อต่อการสละละลดแห่งอกุศลธรรมและการเกิดขึ้นเจริญงอกงามแห่งกุศลธรรม จึงใช้ จึงทำ จึงไป หรือ เลือกให้เหมาะ เพื่อที่จะเลือกกาลเทศะที่เหมาะสมกว่านั้น  นั่นคือ “ไม่คบคนพาลเป็นกัลยาณมิตร” [อย่าประมาทโดยคิดเอาเองว่าตนมีธรรมเหนือกว่าคนชั่ว] นั่นเอง อันตรงกับนัยแห่งธรรมว่า “กัลยาณมิตตตา–โยนิโสมนสิการ–อัปปมาทะ” หมายถึง คบหากัลยาณมิตร คิดให้ถูกวิธี และไม่ประมาท เพื่อไม่ให้ประสบกับภาวะเสียธรรม คำว่า “ธรรม–สัจจธรรม–สภาวธรรม–ปรมัตถสัจจะ”  มีอรรถนัยเหมือนกัน และยังรวมถึงคำต่อไปนี้ด้วย ได้แก่ เหตุการณ์–ปรากฏการณ์–สภาวการณ์–สถานการณ์ โดยรวมหมายถึง “ปัจจัย–เงื่อนไข–ข้อแถลง” หมายถึง ลักษณะอาการแห่งความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งทั้งหลาย ที่มีสิ่งหนึ่งหรือสภาวธรรมอย่างหนึ่ง เป็นองค์ประกอบที่ช่วยเอื้อ เกื้อหนุน ค้ำจุน เป็นเหตุหรือเงื่อนไข ให้สิ่งอื่นหรือสภาวธรรมอย่างอื่น เกิดขึ้น–คงอยู่–ดับไป หรือ เป็นไปอย่างใดอย่างหนึ่ง [อุปาทขณะ–ฐิติขณะ–ภังคขณะ] ซึ่งเป็นกระบวนการคิด พิจารณาธรรม ให้เป็นไปตาม “หลักปฏิจจสมุปบาท–อิทัปปัจจยตา–ปัจจยาการ–ตถตา” [ทิพพจักขุญาณ–จุตูปปาตญาณ–ปัจจยปริคคหญาญ–กัมมัสสกตาญาณ (ข้อ ๒ ในวิชชา ๓ และ ญาณ ๑๖ กับ ข้อ ๓ ในศรัทธา ๔: กัมมัสสกตาสัทธา หรือ ข้อ ๕ ในอภิณหปัจจเวกขณ์ ๕: กัมมัสสกตา หรือ “กัมมัสสกตาญาณ” คือ ปรีชาหยั่งรู้ความที่สัตว์มีกรรมเป็นของตน)] นั่นอง ลักษะการคิดดังกล่าวนี้ เป็นมุมมองธรรมทั้งหลาย [สังขตธรรม–อสังขตธรรม] ด้วยปัญญาพร้อมผลแห่งความหมายและเหตุผล [อัตถปฏิสัมภิทา–ธัมมปฏิสัมภิทา ข้อ ๑–๒ ในปฏิสัมภิทา ๔] อันดำเนินไปตาม “หลักไตรลักษณ์” [อนิจจัง–ทุกขัง–อนัตตา] ฉะนั้น ตามนิยามแห่งธรรมดังกล่าวข้างต้นนี้ มีบทบาทสำคัญยิ่งต่อแนวทางความเข้าใจในการเจริญภาวนาหรือมนสิการกรรมฐาน เพราะร่างกายและจิตใจของผู้ปฏิบัติธรรมต้องสัมผัสกับความเปลี่ยนแปลงของธรรมทั้งหลาย [วิปฏิสารของสภาวะแห่งจิต–ความไม่เที่ยงอันเป็นทุกข์] อยู่ตลอดเวลา โดยผ่านความสัมพันธ์ของความรู้ระหว่างอินทรีย์ทั้ง ๖ [อายตนะภายใน ๖: จักขุ–ตา ๑ โสตะ–หู ๑ ฆานะ–จมูก ๑ ชิวหา–ลิ้น ๑ กาย–กาย  ๑ มโน–ใจ ๑ = สฬายตนะ] กับ อารมณ์ทั้ง ๖ [อายตนะภายนอก ๖: รูปะ–สิ่งที่เห็น ๑ สัททะ–เสียง ๑ คันธะ–กลิ่น ๑ รสะ–รส ๑ โผฏฐัพพะ–สัมผัสทางกาย ๑ ธรรม–ธรรมารมณ์ ๑ = พาหิรายตนะ] สภาวธรรมที่เกิดขึ้นใน “อายตนะ ๑๒” ดังกล่าวนี้ อาจจะมี “เจตนา–สัญเจตนา–มโนสัญเจตนา” [ความตั้งใจ–ความปรารถนา–ความต้องการ = ตัณหา] เป็นตัวการในการปรุงแต่งตามเหตุปัจจัย [ตัณหา ๓–อภิสังขาร ๓] หรือกำกับและกำหนดรู้อย่างเท่าทันก็ได้ ไม่เข้าไปปรุงแต่ง พิจารณาเห็นประจักษ์แจ้งด้วยปัญญาและเหตุผลตามเป็นจริง [ยถาภูตญาณ–ยถาภูตญาณทัสสนะ] จึงหลุดพ้นจากสังสารจักรหรือสังสารทุกข์ การมนสิการกรรมฐานอยู่เนื่องๆ อย่างสืบเนื่องเป็นนิตย์ อย่างบริบูรณ์สมบูรณ์ และไพบูลย์ยิ่งด้วย “ปรมัตถสัจจะ–ปรมัตถธรรม” จึงเป็นทักษะกระบวนการคิดที่สำคัญด้วย (๑) สมาธิในวิปัสสนา และ (๒) ปรีชาหยั่งรู้ในวิปัสสนา  ไม่ใช่ความประมาทไม่รู้จักอะไรเลยในแต่ละวันว่า จะคิด–จะทำ อะไรเลย ความเป็นผู้มีตนอันได้พัฒนาแล้วด้วยภาวนาทั้ง ๔ ด้าน [อัตตสัมปทา] ได้แก่ กายภาวนา–สีลภาวนา–จิตตภาวนา–ปัญญาภาวนา ย่อมเรียกว่า “ภาวิตัตต์” นั่นคือ ฉะนั้น ความประจักษ์แจ้งถึงความรู้ในการปฏิบัติธรรมอย่างถูกต้องตามหลัก “ธัมมานุธัมมปฏิปัตติ” จึงเป็นคุณสมบัติอันยิ่งในการพึงตนเองต่อการบรรลุธรรมวิเศษ การฝึกซ้ำๆ และทบทวนกระบวนการคิดในวิปัสสนาภูมินั้น ต้องทำให้เกิดความคุ้นเคยเป็นนิสัย อันเป็นการเจริญกุศลกรรมโดย “โยนิโสมนสิการ” ด้วยดำรงไว้ซึ่ง “สัมมาทิฏฐิ–สัมมาสังกัปปะ” โดยไม่แสดงความวิการด้วย “วิปลาส ๔” คือ ความรู้เห็นคลาดเคลื่อน–ความรู้เข้าใจผิดเพี้ยนจากความเป็นจริง และ “อคติ ๔” คือ ทางความประพฤติที่ผิด–ความไม่เที่ยงธรรม–ความลำเอียง พร้อมด้วย “วิบัติ ๔” คือ ความผิดพลาด ความเคลื่อนคลาด– ความเสียหาย–ความบกพร่อง–ความใช้การไม่ได้ เพราะฉะนั้น แนวทางปฏิบัติสัมมาปฏิปทานั้น จึงต้องประกอบด้วยการปรารภความเพียรอย่างไม่ลดละ มีการทบทวน ตรวจสอบ ปรับปรุง แก้ไข ตามคลองธรรม อย่างมีมาตรฐานตามเป็นจริง ที่สามารถวัดประเมินผลความก้าวหน้าได้ มีขั้นตอนถูกต้องตามหลักวิธีวิทยาศาสตร์ ไม่บกพร่องด้วย “อวิชชา” คือ ความไม่รู้จริง–ความไม่รู้แจ้งด้วย “อริยสัจจ ๔–กาลทั้ง ๓–อิทัปปัจจยตา” หรือ “โมหะ” คือ ความหลง–ความโง่เขลา หรือไม่เป็นไปตาม “หลักมัชฌิมาปฏิทา” ที่จะเข้าถึง “อริยมรรค–อริยสัจจ์ ๔” ได้โดยมีแนวทางปฏิบัติตาม “อริยมรรคมีองค์ ๘” [อริยอัฏฐังคิกมรรค] ดังนั้น ไม่ว่าสภาวธรรมใดๆ ที่เกิดขึ้นภายในจิตของตน บุคคลนั้นต้องเผ้าสำรวมระวังด้วยการมี “สติปัญญา–สติสัมปชัญญะ” อยู่เสมอ ด้วยจิตที่ฝึกอบรมมาแล้วเป็นอย่างดี คือ “จิตปราศจากนิวรณ์–จิตประภัสสร” เป็นจิตที่ซื่อตรง นุ่มนวล อ่อนไหว ควรแก่งาน ผู้ปฏิบัติธรรมจึงสามารถน้อมนำจิตนั้น ไปใช้งานได้จริง และกลายเป็น “ญาณทัสสนะ” คือ ปรีชาหยั่งรู้และเห็นแจ้งที่จะปิดกั้นกิเลสทั้งหลายได้ด้วย “อาสวักขยญาณ” คือ ปัญญาหยั่งรู้ในความตรัสรู้ อันมีสมุฏฐานมาจากความรู้แจ้ง “วิชชา” และ “วิปัสสนาญาณ” [ฌาน–ญาณ] ดังเช่น ญาณ ๑๖–โสฬสญาณ หรือ วิปัสสนาญาณ ๙ [วุฏฐานคามินีปฏิปทา–การทุบขันธ์ ๕] อันเป็นปัญญาที่จะดับ “อุปาทานขันธ์ ๕” [ทุบขันธ์ ๕] ซึ่งนับเป็น “โลกียญาณ” แล้วข้ามโคตรจากปุถุชนไปสู่ “ความเป็นอริยบุคคล” โดยเข้าถึงกระแสแห่งอริยมรรค นั่นคือ “โลกุตตรญาณ” หรือ “โลกุตตรธรรม ๙” ได้แก่ มรรค ๔–ผล ๔–นิพพาน ๑ ที่สัมปยุตต์ด้วย “โพธิปักขิยธรรม ๓๗” หมายถึง ธรรมเครื่องสนับสนุนความตรัสรู้ ได้แก่ สติปัฏฐาน ๔–สัมมัปปธาน ๔–อิทธิบาท ๔–อินทรีย์ ๕–พละ ๕–โพชฌงค์ ๗–มรรคมีองค์ ๘ ในบรรดาธรรมทั้งหมดเหล่านี้ ต้องเกิดขึ้นพร้อม “อริยมรรคมีองค์ ๘” เสมอ ไม่ได้เกิดเป็นอิสระเฉพาะตนแต่อย่างใด ที่เรียกว่า “ญาณสัมปยุตต์” [ธรรมสามัคคี] อนึ่ง ในกระบวนการคิดในวิปัสสนาภูมินั้น ต้องเห็นประจักษ์แจ้งด้วยปัญญาและเหตุผลอย่างครบวงจร ตั้งแต่ต้นจนจบการปรากฏสภาวธรรมนั้นๆ เรียกว่า “โยนิโสมนสิการ” [ทิพพจักจุญาณ] ไม่ว่าจะพิจารณาเชื่อมโยงหลักธรรมใดๆ ที่ถือเป็นทฤษฎีนั้น ผู้ปฏิบัติธรรมต้องขบได้ด้วยทฤษฎี ไม่ใช่อะไรก็ไม่ออก บอกอะไรก็ไม่ถูก ทุกอย่างเกิดความเชี่ยวชาญขึ้นจากการฝึกอบรมทักษะกระบวนการคิดทั้งนั้น ไม่ต้องรอให้คนอื่นมาบอกชี้นำมากมายนัก ต้องดำเนินการเองและเห็นประจักษ์แจ้งด้วยปัญญาและความหมายประโยชน์กับเหตุผลของตนเป็นหลัก อันเกิดจากการศึกษาค้นคว้าพิสูจน์หลักฐานธรรมทั้งหลาย [ปริยัตติสัทธรรม–ปฏิปัตติสัทธรรม–ปฏิเวธสัทธรรม] โดยผสมผสานกับ “หลักไตรสิกขา” [ศีล–สมาธิ–ปัญญา = อริยสัจจ์ ๔–กิจในอริยสัจจ์ ๔] และดำเนินไปตามแนวทางปฏิบัติใน “อริยมรรคมีองค์ ๘” อย่างสมบูรณ์บริบูรณ์ เพราะฉะนั้น “การเห็นธรรมทั้งปวง จึงเป็นเห็นตถตา” [อาณาจักรแห่งปัจจัยธรรม] สืบเนื่องจากบุคคลนั้น ได้ถือประพฤติปฏิบัติสัมมาปฏิปทามาอย่างถูกต้องแม่นยำตามคำสอนของพระพุทธเจ้า.

 

 

 

 

 

 

 

Visitor Number:
4674131