๙๙. ปัญญาเห็นปัจจัยธรรมโดยธัมมฐิติญาณ

         Relation Insights with Transcending Doubts

 

ขอน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น
 In Honor of the Blessed One of the Fully Enlightened One

By Nithee Siripat – Siripat.com and Academiae Network. 2016

Your Reading Number:  479  

 

ความสำคัญของบทความ

 

เมื่อพิจารณาถึงระบบการศึกษาทางโลกนั้น ระบบการคิดยังไม่บริสุทธิ์จากอำนาจครอบงำของกิเลสทั้งหลาย องค์ความรู้ที่เกิดขึ้นจึงเป็นการค้นหาสิ่งเพื่อตอบสนองกิเลสเป็นสำคัญ จึงไม่สามารถดับทุกข์ของชีวิตได้จริง แม้จะรู้จักการใช้เหตุผลดีแค่ไหนก็ตาม ก็ยังไม่ชนะใจตนเองได้อย่างลึกๆ แต่ในทางตรงกันข้าม ในการปฏิบัติธรรมนั้น กลับเป็นการค้นหาหรือแสวงหาความรู้อันยิ่งยวด โดยมีพื้นฐานมาจากการชำระจิตใจให้บริสุทธิ์จากกิเลสทั้งหลาย ชำไตรสิกขาให้บริสุทธิ์ [วิสุทธิ ๗] เพื่อให้เข้าถึงอริยสัจจธรรมทั้งหลายให้ได้จริง นั่นคือ “อริยสัจจ์ ๔–กิจในอริยสัจจ์ ๔” [อริยมรรคมีองค์ ๘–อริยมรรค–มรรค ๔] แล้วให้บรรลุถึง “อริยผล–ผล ๔” ที่เป็น “โลกุตตรผล–อรหัตตผล” [อริยมรรคมีองค์ ๙–สัมมาญาณ] และในขั้นสูงสุดโดยปรมัตถ์นั้น คือ “อรหัตตผลวิมุตติ” [อริยมรรคมีองค์ ๑๐–สัมมัตตะ ๑๐–สัมมาวิมุตติ] ที่เรียกว่า “อนุปาทิเสสนิพพาน” ในกระบวนการคิดแห่งภาวนากัมมัฏฐานนั้น ประกอบด้วยธรรม ๒ ประการ ได้แก่ (๑) “ปัญญาญาณ” ที่ประกอบด้วย “ญาณทัสสนะ” กับ (๒) กระบวนการคิดในการค้นหาความจริงด้วย “เหตุ” [ธัมมปฏิสัมภิทา] และ “ผล” [อัตถปฏิสัมภิทา] โดยอาศัยกระบวนการคิดตามหลักธรรมแห่งเหตุปัจจัย “ปัจจัยธรรม” ได้แก่ (๑) ปฏิจจสมุปบาท ๑๒ ประกอบด้วย ๒ ลักษณะ ได้แก่ อนุโลมปฏิจจสมุบาท กับ ปฏิโลมปฏิจจสมุปบาท และ (๒) ปฏิจจสมุปปันนธรรม ๖ ได้แก่ อัทธา ๓–สังเขป ๔–สนธิ ๓–วัฏฏะ ๓–อาการ ๒๐–มูล ๒ ในกระบวนการคิดทั้งหมดดังกล่าวนี้ เรียกโดยรวมว่า “โยนิโสมนสิการในภาวนากัมมัฏฐาน” หรือ “ธัมมฐิติญาณ” [สัมมาทัสสนะ–ยถาภูตญาณ] ที่ทำให้เกิด “ภาวนามยปัญญา” ในอีกนัยหนึ่งนั้น ปัญญาเห็นปัจจัยธรรมได้นั้น ประกอบด้วยธรรม ๒ อย่างได้แก่ (๑) สมถภาวนา ได้แก่ สติสัมปชัญญะ–ญาณทัสสนะ และ (๒) วิปัสสนาภาวนา ได้แก่ ญาณในวิปัสสนา–อธิปัญญาธรรมวิปัสสนา–ยถาภูตญาณทัสสนะ –ยถาภูตญาณ หรือ อนุปัสสนา ๗–มหาวิปัสสนา ๑๘ ดังนี้.

 

    File Download of Reading References

 
Dictionary of Numerical Dhammas — พจนานุกรมพุทธศาสน์ หมวดธรรม
  Dictionary of Buddhist Terms — พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์
  English Dictionary of Buddhist Terms and Doctrines — พจนานุกรมพุทธศาสน์ คำศัพท์และหลักธรรม

 

บทความที่ ๙๙ ประจำปี ๒๕๕๙ – ปัญญาเห็นปัจจัยธรรมโดยธัมมฐิติญาณ

 

การปฏิบัติธรรมคือกระบวนการแห่งชีวิต เป็นทุกขั้นตอนของลมหายใจเข้าออก ไม่ใช่เฉพาะวันพระวันศีลเท่านั้น เมื่อผู้ปฏิบัติธรรมเข้าใจตรงถูกต้องเป็นแนวทางเดียวกันเช่นนี้แล้ว ย่อมเห็นได้ว่า ในทุกเสี้ยวเวลาแห่งชีวิตนั้น มันมีค่ามากมายเหลือคณานับ ทำให้เกิดธรรมผุดขึ้นกลางใจด้วยปัญญาเห็นว่า “อย่าประมาท” [อัปปมาทะ] ไม่ทอดทิ้งธุระในการมนสิการ “อภิญญาเทสิธรรม” ทั้ง ๓๗ ประการ นั่น “โพธิปักขิยธรรม ๓๗” หมายถึง ธรรมเครื่องใฝ่หาการตรัสรู้และอริยมรรค ที่เรียกว่า “เอกายนมรรค” คือ ทางอันเอก ข้อประพฤติปฏิบัติอันประเสริฐสุดเยี่ยม ทำให้ผู้ปฏิบัติธรรมเป็นอริยบุคคล เกิดความรู้แจ้งในอริยสัจจธรรมแห่งสภาวธรรมทั้งหลาย อันเป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติตามเป็นจริง ที่เรียกว่า “ตถตา” [สัจจธรรม] หมายถึง สิ่งใดสิ่งหนึ่งเกิดขึ้นเพราะอาศัยสิ่งอื่นๆ ร่วมเป็นสิ่งเดียวกัน ตั้งอยู่เป็นสิ่งเดียวกัน และดับไปพร้อมๆ กัน ตามกำหนแห่งธรรมดา นั่นคือ บุคคลผู้นั้นได้ “ดวงตาเห็นธรรม” มีปัญญาเห็นธรรมแห่งอาณาจักรธรรมทั้งปวง ทั้ง “สังขตธรรม” กับ “อสังขตธรรม” ทั้งสิ้นโดย “อนัตตตา” ด้วย “อนัตตานุปัสสนาญาณ” ไม่ใช่การเห็นธรรมตามสมัยนิยม ไม่ใช้เหตุผลและไม่ประกอบด้วยปัญญาที่ถูกต้องตาม “กฎธรรมชาติ” หรือกล่าวอีกนัยหนึ่ง เกิดปัญญาในวิปัสสนาที่เห็นธรรมทั้งหลายมาประชุร่วมกันเป็นอย่างเดียวกัน มีความเป็นไปในทำนองเดียวกัน ร่วมกัน คือ มีอาการของ “ลักษณะความเป็นสากล” [Universality] และในขณะเดียวกัน ก็พิจารณาเห็นอาการลักษณะของธรรมในส่วนที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตนที่ไม่ละเมิดซึ่งกันและ [Uniqueness] ซึ่งมีอาการ ๓ ขณะ ได้แก่ (๑) เกิดขึ้นร่วมกัน (๒) ตั้งอยู่ร่วมกัน (๓) ดับไปพร้อมๆ กัน นั่นคือ “สังขตธรรม” จนกระทั่งเกิดปัญญามนสิการกรรมฐานด้วยปัญญาบริสุทธิ์จากกิเลสทั้งปวงด้วยปัญญาเห็น (๑) ไม่เห็นความเกิดขึ้น (๒) ไม่เห็นความดับไป (๓) เห็นแต่ความว่างเปล่าไม่มีตัวตน นั่นคือ “อสังขตธรรม” ซึ่งหมายถึง “สัจจภาวะแห่งนิพพาน” ฉะนั้น ในการปฏิบัติธรรมอันประกอบความเพียรด้วยการบำเพ็ญภาวนา เพื่อให้เกิดปัญญาดังกล่าวข้างต้นนี้ ๓ ปัญญา ได้แก่ (๑) สุตมยปัญญา (๒) จินตามยปัญญา (๓) ภาวนามยปัญญา แต่ในการเจริญกรรมฐานนั้น ต้องการปัญญาในส่วน ที่เรียกว่า “ภาวนามยปัญญา” โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “จตุปฏิสัมภิทาญาณ” [ปฏิสัมภิทา ๔] อันเป็นปัญญาของพระอรหันต์เป็น “โลกุตตรญาณ” ไม่ใช่ “โลกียญาณ” สำหรับความเป็นไปได้แก่ฐานะใน “อรหัตตมรรค” และ “อรหัตตผล” นั้น ทุกคนมีโอกาสอย่างเสมอภาคกันทุกคนในพระธรรมวินัยนี้ ไม่เลือกสรรตามถิ่นนิยมหรือเผ่าพันธุ์แต่ประการใด ขึ้นอยู่กับความตั้งใจมุ่งมั่นจริงและทำให้ได้จริงๆ ทำได้จริงเมื่อไหร่ก็บรรลุอธิคมธรรมนี้ได้เมื่อนั้น ไม่จำกัดด้วยกาลเวลาแต่ประการใด

ดังนั้น อิริยาบถในทุกขณะจะต้องสัมปยุตต์ด้วย “สติ” กับ “สัมปชัญญะ” ตลอดเวลา “สติ” ทำหน้าที่กำหนดระลึกได้ จำได้ว่ากำลังทำอะไรอยู่ ส่วน “สัมปชัญญะ” นั้น ทำหน้าที่กำหนดเกณฑ์ อันเป็นขอบเขตของการกระทำที่จะเกิดขึ้น “กรรม ๓” ได้แก่ กายกรรม–วจีกรรม–มโนกรรม หรือ (๑) ลมอัสสาสะ–ลมปัสสาสะ (๒) วิตก–วิจาร (๓) ความนึกคิดในใจ–ธรรมารมณ์ อนึ่ง “สัมปชัญญะ” ก็คือ “สามัญสำนึก” หรือ “มโนธรรม” หรืออาจจะเป็น “สัญชาตญาณ” คือ พื้นจิตตสันดาน อันเป็นจิตดั้งเดิมตามสภาพก็ได้ ที่เรียกว่า “ฐีติภูตัง” อันเป็นแหล่งที่มาของ “อวิชชา” อันเป็นเหตุแห่งทุกข์ เพราะจิตไปยึดมั่นถือมั่นในนามรูปแห่งขันธ์ ๕ ที่เรียกว่า “อุปาทานขันธ์ ๕ เป็นทุกข์” ในกระบวนการคิดที่เป็นความเข้าใจด้วยความเห็นโดยชอบตามเป็นจริง “สัมมาทิฏฐิ” จึงเป็นขั้นตอนสำคัญในการมนสิการกรรมฐาน มิฉะนั้น ก็ไม่รู้จะไปมนสิการกรรมฐานหาพระแสงอะไรกัน กล่าวอีกนัยหนึ่ง คือ การคิดเพื่อจะหนีจากโลกธรรม ธรรมแห่งโลกียะ เพื่อไปสู่ “โลกุตตรธรรม” ทั้งหลาย นั่นคือ “โพธิปักขิยธรรม ๓๗” กับ “โลกุตตรธรรม ๙” โดยหมายเอา “พระนิพพาน” เป็นสำคัญ ที่เรียกว่า “อรหัตตมรรค–อรหัตตผล” เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า “พระอรหันตขีณาสพ” นั่นเอง อนึ่งในการปฏิบัติธรรมนั้น ถ้าไม่หวังหมายเอาพระอรหันต์ ก็ถือว่าผิดจุดมุ่งหมายหลักแห่งการปฏิบัติธรรม เพราะเป็นความคิดที่ผิดเพี้ยนจากความเป็นจริงโดยวิปริต คือ ไม่ตั้งใจมั่นจริงจัง เพื่อความตรัสรู้อริยมรรค ถือเป็นการทำเล่นๆ แค่นั้นเอง เป็นพวกไม่หวังผลเลิศแห่งความสำเร็จ ทั้งที่มีโอกาสจะทำได้จริงในชาตินี้ กล่าวคือ ในคราวนี้ จะเป็นหมาหรือเทวดาก็อยู่ที่ความตั้งใจนั่นแหละ

ในยุคปัจจุบันนี้ แหล่งความรู้ต่างๆ เกี่ยวกับการปฏิบัติธรรมมีมากมายหลายสื่อ ไม่ได้ขัดสนเช่นสมัยครั้นพุทธกาล ที่มีเพียงการถ่ายทอดความรู้ทางมุขปาฐะ ท่องจากปากต่อปากกันสืบเนื่องต่อๆ มา แล้วจดบันทึกลงโบราณเป็นคัมภีร์ ทุกวันนี้คำสอนของพระพุทธเจ้าได้รับการบนทึกเป็นข้อมูลสารสนเทศระบบดิจิตอล ไม่จำกัดเวลาและสถานที่ที่ต้องเป็นที่วัดหรือสำนักปฏิบัติธรรมอีกต่อไป ประเด็นสำคัญคือ การถ่ายทอดความรู้เหล่านี้ สามารถเผยแพร่พร้อมกันทั่วโลก เพียงแต่ว่าจะเป็นคนฉลาดเลือกหาพระสัจจธรรมจริงหรือไม เพาะฉะนั้น พระที่บรรลุ “อภิญญาธรรม” ในอนาคตจึงจะมีนน้อยลง [อ่านมากปฏิบัติน้อยลง] แต่พุทธศาสนิกชนจะเชี่ยวชาญแค่เพียงภาคทฤษฎี คือ “สุตมยญาณ” เป็นส่วนใหญ่ เช่นเดียวกับการสำเร็จการศึกษาปริญญาโทและปริญญาเอกแค่ได้อ่านหนังสือมามาก ไม่มีการทำวิทยานิพนธ์รองรับคุณภาพอย่างได้มาตรฐาน คือ จบแบบหลอกตนเองและหลอกสังคมที่ของปลอมๆ เทียมๆ กัน [เช่น ที่นิยมเรียกว่า มหาขี้กลาก หรือ ดอกเตอร์ขี้กลาก เป็นต้น] และในทางศาสนาก็มีคนชอบของปลอมมีมากเหมือนกัน เพราะขาดปัญญาที่จะคิดไตร่ตรองในทางที่ถูกต้องโดยธรรม คือ ไม่ใช่พระสัทธรรมของพระพุทธเจ้าอย่างแท้จริง เป็นคำสอนเลียนแบบจนกระทั่งคนคิดว่าเป็นของจริง ถ้าเป็นเช่นนั้น ก็ถือว่าเป็นเพราะคนกลุ่มนั้น มีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์ร่วมกัน ไม่แสวงหาบัณฑิต [ผู้บรรลุปฏิสัมภิทา ๔ หรือ ปฏิสัมภิทัปปัตตะ คือ พระอรหันต์] หรือพระอรหันต์ผู้ถือครองความเป็นสัตบุรุษ ฉะนั้น คุณสมบัติของผู้จะตรัสรู้ “สัมโพธิญาณ” ได้นั้น ต้องประกอบด้วยปัญญาอันเป็นการพึ่งตนเองได้ [อัตนาถะ] ซึ่งเป็นพุทธภาวะอย่างแท้จริง คือ “ผู้รู้–ผู้ตื่น–ผู้เบิกบาน” และยังประกอบด้วย “กรุณาธรรม” ใคร่ปรารถนาให้สัตว์ทั้งหลายเป็นสุขพ้นทุกข์ เพราะมีปัญญาเห็นกรรมของสัตว์ทั้งหลาย ตัวไหนพอจะช่วยให้พ้นจากวัฏฏะสงสาร หรือตัวไหนปล่อยมันไหลไปตามกระแสกรรมของมันไปก่อน ไม่ใช่หนีไปนิพพานเพียงลำพังคนเดียวเท่านั้น เนื่องจากความสำเร็จบรรลุธรรมในพระสัทธรรมนี้ ประกอบด้วยกุศลธรรมแห่งตนและสืบประโยชน์จากผู้อื่นด้วย มิฉะนั้น หลักปฏิบัติธรรมนี้จะขัดแย้งกับคำว่า “ตถตา” คือ ธรรมทั้งหลายแต่อาศัยกันเกิดขึ้น ไม่ใช่เกิดเองเพียงอย่างเดียวหรือเกิดขึ้นตามลำพังเพียงสภาวธรรมเดียวเท่านั้น ธรรมหรือสภาวธรรม คือ “ปรมัตถสัจจะ” เป็นเรื่องราวที่ละเอียดอ่อนประณีต ต้องทำความเข้าใจอย่างลึกซึ้ง พิจารณาให้เห็นแบบองค์รวม คือ เห็น “ปัจจัยธรรม” ทั้งหลายที่เกิดร่วมกัน ดับไปพร้อมกันให้ได้ กระบวนการแห่งธรรมนั้น ก็คือ “จิตของตนเอง” ไม่ใช่เรื่องที่เกิดภายนอกตัวตนของเรา นั่นคือ การับความรู้ [เวทนา ๖] กับการรู้แจ้งในอารมณ์นั้นๆ [อารมณ์ ๖–วิญญาณ ๖] หรือเป็นเรื่อง (๑) เจตสิก กับ (๒) จิต โดยพิจารณาสภาวธรรมนั้น ด้วยความหมายอันสูงสุดโดยปรมัตถ์ คือ “ปรมัตถสัจจะ” [พระอภิธรรมปิฎกทั้งปวง] เพื่ออธิบายสภาวธรรมที่เกิดดับจริง อันเป็นความนึกคิดในใจของตนก่อน อย่าเพิ่งไปคิดถึงจิตของคนอื่น พิจารณาจิตของตนให้เห็นใสๆ ก่อน พร้อมด้วยพิจารณาลมหายใจเข้าออกอยู่อารมณ์เดียว [อานาปานสติ] จิตนั้นกำหนดรู้ให้แจ้งแล้ว ให้เป็น “อุเบกขาจิต” [ตัตตรมัชฌัตตตาเจตสิก] ส่วนลมหายใจ [ลมอัสสาสะ–ลมปัสสาสะ] ให้เป็น “เอกัคคตาแห่งสมาธิ” [เอกัคคตาเจตสิก] ภาวะจิตดังกล่าวนี้ เรียกว่า “จตุตถฌาน” นั่นเอง เป็นจิตปราศจากนิวรณ์จริงๆ ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เช่นเดียวกัน ที่ใครๆ จะบรรลุธรรมวิเศษนี้ได้

ฉะนั้น การได้ฌานในขั้นที่ ๔ นี้ คือ “จตุตถฌาน” นั้น ไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องค่อยๆ สะสมบารมีขึ้นไปเรื่อยๆ จาก ปฐมฌาน–ทุติยฌาน–และ–ตติยฌาน ตามลำดับ วันเดียวคงไม่สำเร็จหรอก อาจต้องเป็นปีหรือว่าหลายชาติก็ได้ ก็ขึ้นอยู่กับความมักง่ายหรือมักยาก [ปฏิปทา ๔] อันเป็นจริตของแต่ละบุคคล แต่อย่างน้อยที่สุด ต้องเข้าใจอย่างถูกต้อง [สัมมาทิฏฐิ] ในขั้นตอนของการปฏิบัติธรรม ไม่ใช่มั่วทำไปเรื่อยๆ ไม่เป็นขั้นตอนที่เป็นวิธีวิทยาศาสตร์ แต่การปฏิบัติธรรมในพระพุทธศาสนานั้น เป็นขั้นตอนที่เป็นวิธีทางวิทยาศาสตร์ คือ “โยนิโสมนสิการ” ด้วยจิตแห่งสติสัมปชัญญะ ประกอบด้วยเหตุและผลตามหลักปฏิจจสมุปบาท คือ “ปัจจัยธรรม” กับธรรมที่เกิดขึ้นด้วยปัจจัยทั้งหลายหรือ “ปัจจยาการ–ปฏิจจสมุปปันนธรรม” หรือจะเรียกว่า “ธัมมฐิติญาณ” คือ ปัญญาเห็นองค์ประกอบ ๑๒ อย่าง ใน “ปัจจยาการ” นั้นๆ โดยมีการพัฒนาไปสู่ปัญญาเห็นนามรูปแห่งขันธ์ ๕ เกิดดับตามความเป็นจริงโดยไตรลักษณ์พร้อมๆ กัน “สัมมสนญาณ” ตามลำดับ จนเข้าใจถูกต้องใน “สามัญลักษณะ ๓” ได้แก่ (๑) อนิจจตา (๒) ทุกขตา (๓) อนัตตตา เรียกว่า “ธรรมนิยาม ๓–ธรรมฐิติ” [ฐิติภูตัง] ที่สามารถอธิบายถึงสภาวธรรมตามเป็นจริง ทั้ง (๑) สังขตธรรม และ (๑) อสังขตธรรม ในกระบวนการคิดดังกล่าวนี้ จึงเรียกว่า “กฎธรรมชาติ” หรือ “กฎจักรวาล” [Universality] แต่พระพุทธเจ้าทรงเรียกว่า “อริยสัจจ์ ๔–อริยสัจจธรรม” หมายถึง ความจริงอันประเสริฐดีเยี่ยมแห่งธรรมทั้งหลาย ที่ทำให้ผู้ปฏิบัติตามเป็น “อริยบุคคล” โดยหมายเอา “พระอรหันตขีณาสพ” เป็นประโยชน์สูงสุด หรือความงามเลิศเบื้องปลาย คือ “อธิปัญญา–ปัญญาอันยิ่ง” ความงามเบื้องต้น คือ “อธิศีล–ศีลอันยิ่ง” ส่วนความงามเบื้องกลาง คือ “อธิจิต–จิตอันยิ่ง” นั่นคือ การศึกษาปฏิบัติธรรมตามลำดับ “อนุปุพพสิกขา” โดยไตรสิกขา ได้แก่ (๑) อธิสีลสิกขา (๒) อธิจิตตสิกขา (๓) อธิปัญญาสิกขา นั่นเอง ด้วยเหตุนี้ ความแม่นยำถูกต้องทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติในการปฏิบัติธรรม จึงเป็นคุณสมบัติสำคัญประกอบด้วยคุณชาติแห่งสมถะกับอธิบดีแห่งวิปัสสนา จึงจะถึง “ความพร้อมแห่งความตรัสรู้สัมโพธิญาณ” ได้ในชาตินี้ อย่าไปรอถึงชาติหน้าเลย ชาตินี้ก็น่าจะบรรลุถึง “โสดาปัตติมรรค” [ดวงตาเห็นธรรม–ธรรมจักษุ: อนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์ คือ อินทรีย์แห่งผู้ปฏิบัติด้วยมุ่งว่าเราจักรู้สัจจธรรมที่ยังมิได้รู้ ได้แก่ โสตาปัตติมัคคญาณ] เป็นเบื้องต้นได้ ที่เรียกว่า “ธรรมจักษุ” [ธรรมจักร–อาณาจักรแห่งธรรม] หรือจะปัญญาที่รู้ชัดจนเป็นญาณได้ ที่เรียกว่า “สตุมยญาณ” [จักขุ–ญาณ–ปัญญา–วิชชา–แสงสว่าง] เพราะเป็น “สุตมยปัญญา” ที่ได้พัฒนาขึ้นการหยั่งรู้แห่งภูมิโดยไตรลักษณ์ อันก้าวสู่ “โลกุตตรภูมิ” ได้บ้างแล้ว

อย่างไรก็ตาม มีผู้รู้จำนวนมากมักกล่าวถึง คำว่า “ดวงตาเห็นธรรม” เป็นคำที่ติดปากติดสำนักปฏิบัติธรรม จนทำให้คนส่วนใหญ่กลังไม่รู้จริงในความหมายที่ลึกซึ้งอันเป็น “ปรมัตถสัจจะ” ไปอย่างสิ้นเชิง นั่นคือ พูดไปแล้วก็ไม่รู้จริง เลยเป็นเหตุให้เกิดอาการความเห็นผิดเพี้ยนไปจากความจริงโดยวิปริต พร้อมสื่อความหมายผิดเพี้ยน ไม่ตรงกับคำศัพท์บัญญัติตามพจนานุกรมพุทธศาสตร์ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การถ่อยทอดความรู้ด้วยการฟัง ยิ่งต้องระวังการตีความหมายให้มากๆ หลายเท่าตัว อย่าคิดเหมาเอาว่า เป็นอย่างนั้นเป็นอย่างนี้ ไม่ตรงกับคำสอนของพระพุทธเจ้าหรือตามพระไตรปิฎก ในความเป็นจริงนั้น พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาแห่งธรรมชาติ นั่นคือ “ธรรมชาติคือครู” เพราะธรรมชาติย่อมเป็นธรรมชาติแห่งสรรพสิ่งทั้งหลาย มีความเที่ยงธรรม มีความเกิดกับความดับตามกระยวนธรรมตามธรรมชาติ ไม่ใครเป็นผู้กำหนดให้เป็นไป ดังนั้น จิตของมนุษย์ ก็เป็นธรรมชาติแห่งนามธรรม ที่มีความเป็นธรรมชาติ  ปราศจากการปรุงแต่งตามแรงปรารถนาของมนุษย์ การปฏิบัติธรรมต้องการให้ผู้ปฏิบัติธรรมเข้าไปให้ถึงสภาวธรรมดงกล่าวนั้นก่อน คือ เลยอวิชชาไปที่ “ฐิติภูตัง” [จิตประภัสสร–จิตตามสภาพดั้งเดิมปราศจากนิวรณ์หรือปริยุฏฐานกิเลส] เพื่อชำระจิตดังกล่าวนั้นให้บริสุทธิ์ขึ้นไปอีกจาก “อนุสยกิเลส” [กิเลสอาสวะทั้งหลาย] ที่ลึกลงไปอีกขั้นหนึ่ง มากกว่ากิเลสนิวรณ์แห่งปริยุฏฐานกิเลส โดยต้องกำจัดด้วย “มัคคญาณ” คู่กับ “ผลญาณ” จนถึงขั้นหลุดพ้นจาก “สังโยชน์ ๑๐” และ “อาสวะ ๔” โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คือ ความไม่รู้จริงแห่งอวิชชา [กิเลสสีสะ] อันยังครอบงำ “สัญญา ๖” กับ “เวทนา ๖” อยู่ ถึงแม้จะไม่ส่ง “ผลวิบากแห่งกรรม” นั้นๆ อยู่ ก็ตาม ที่เรียกว่า “อุปาทิขันธ์ ๕” ถ้ำจัดดับให้หมดสิ้นได้ ย่อมดับตัว “ชีวิตินทรีย์แห่งนามรูป” [ปวัตถสีสะ] ในปฏิจจสมุปบาท ที่เรียกว่า “ชีวิตสมสีสี” [อนุปาทิเสสนิพพานจิต] นั่นคือ การดับขันธปรินิพพานของพระอรหันต์ นั่นเอง สำหรับธรรมที่บรรยายข้างต้นดังกล่าวนี้ มีความละเอียดประณีตมาก ผู้ปฏิบัติธรรมต้องศึกษาค้นคว้าอย่างละเอียดจริงๆ อันเป็นทฤษฎีหลัก [พระไตรปิฎก] ถ้าไม่รู้ ก็ต้องทำให้รู้จริงๆ ด้วยการลงมือปฏิบัติจริงๆ ในแต่ละขั้นตอน อย่าไปเชื่ออย่างงมงาย ต้องรู้เห็นด้วยตนเอง ตามคำสอนของพระพุทธเจ้าเท่านั้น เพราะพระธรรมของพระศาสดามีความน่าอัศจรรย์ยิ่งนัก [อนุสาสนีปาฏิหาริย์] ต้องลงมือศึกษาและปฏิบัติด้วยตนเองเท่านั้น ถึงจะบอกว่าเป็นอริยสัจจธรรม

ฉะนั้น ความเข้าใจในทางทฤษฎีที่ถูกต้อง และความเข้าใจในทางปฏิบัติที่ถูกต้องนั้น ถือเป็นหัวใจขั้นตอนที่สำคัญในการปฏิบัติธรรม และจุดมุ่งหมายในการปฏิบัติธรรมจึงต้องเป็นไปเพื่อการดับทุกข์ ไม่ใช่เพื่อให้ร่ำรวยมากยิ่งขึ้นด้วยการพอกพูนกิเลสทั้งหลาย หรือเพิ่มอนุสัยให้แกกล้ายิ่งขึ้นในทางใฝ่ชั่ว ดังนั้น อย่าลืมว่าการตรัสรู้สัมโพธิญาณนั้น ก็เพื่อละทิ้งความเพลิดเพลินกับโลกียะไปสู่โลกุตตระ โดยไม่ยึดหมายอยู่ที่ กามาวจรธรรม ๑  รูปาวจรธรรม ๑ และ อรูปาวจรธรรม[คือ เป็นแค่ฤทธิ์อยู่ในระดับฤษี–ปาริพาชก–หรือ–เดียรถีย์ รวมทั้งหมออาคม–หมอผี] แต่ให้เป็น “โลกุตตรธรรม” การพิจารณาหาอุบายวิธีในการดับทุกข์ของตน จึงเป็นภาระหน้าที่สำคัญยิ่ง เห็นทุกข์ของตน เห็นสาเหตุแห่งทุกข์ของตน เห็นสภาพปลอดทุกข์ของตน และเห็นแนวทางในการปลดทุกข์ของตน ที่เรียกว่า “ญาณทัสสนวิสุทธิ–อริยสัจจ์ ๔–กิจในอริยสัจจ์ ๔”  เมื่อคิดพิจารณาดูแล้ ดูคล้ายๆ ว่าจะง่ายๆ แต่พอดูในสภาพชีวิตจริง กลับเป็นเรื่องที่ทำได้ยากมาก เป็นเรื่องที่มืดบอด มองไม่เห็นหนทาง หาทางหนีทีไล่ไม่เจอ มืดสนิทด้วยจนปัญญาอย่างไม่น่าเชื่อ ด้วยเหตุนี้ ผู้ปฏิบัติธรรมจึงไม่ควรดำเนินชีวิตด้วยความประมาท [อัปปมาทะ] ความไม่รู้จริง [อวิชชา] หรือความหลงงมงาย [โมหะ] มีชีวิตอย่างปราศจากสติสัมปชัญญะด้วยเสียสติ ปล่อยจิตใจเลื่อนลอดไปตามกระแสแห่งโลกธรรมทั้งหลาย จนต้องประสบเคราะห์กรรมใน “สังสารทุกข์” ไม่สิ้นสุด แล้วสรุปว่า “มันเป็นเช่นนี้ตามพระประสงค์ของเทพเจ้า” ทั้งๆ ที่ตนเองเป็นผู้ก่อกรรมทำเวรขึ้นมาเองทั้งนั้น แต่การปฏิบัติธรรมสอนให้ผู้ปฏิบัติเห็นสาเหตุแห่งทุกข์ และดับสาเหตุแห่งทุกข์นั้นๆ ด้วยการใช้เหตุผลประกอบด้วยปัญญาเห็นธรรมตามเป็นจริง ไม่ใช่ตามอารมณ์ที่ไร้เหตุผลประกอบด้วยอคติความลำเอียงโดยวิปริต

ดังนั้น ในการใช้ “สติสัมปชัญญะ–สติปัญญา–โยนิโสมนสิการ–ธัมมฐิติญาณ” อย่างถูกต้องนั้น ก็ต้องเริ่มตั้งแต่การเจริญ “สัมมาสมาธิ–ทำจิตให้เบิกบาน” ซึ่งประกอบด้วย “สัมมาวายามะ–ไม่ทำชั่วทั้งปวง” และ “สัมมาสติ–ทำความดีทั้งปวง” ในคำว่า “เริ่มต้น” หมายถึง การดำเนินชีวิตด้วยธรรมที่ถูกต้องโดยเริ่มจาก “สัมมาวายามะ” เมื่อองค์มรรคาทั้ง ๓ ส่วน มารวมกัน เรียกว่า “อธิจิตตสิกขา” โดยดำเนินด้วย (๑) สัมมัปปธาน ๔ (๒) สติปัฏฐาน ๔ และ (๓) ฌาน ๔–รูปฌาน ๔ ตามลำดับ ให้พิจารณาเปรียบเทียบกับ “โพธิปักขิยธรรม ๓๗” ประกอบด้วย แต่อย่างไรก็ตาม อย่ามองข้ามเรื่องการทำ “ศีล ๕” ให้บริสุทธิ์ คือ ตั้งใจตั้งจิตอธิษฐานสมาทานศีล ๕ ข้อ ไว้ตามระยะเวลาเท่าใดว่า จะไม่ทุศีล โดยให้ประพฤติปฏิบัติให้เป็น “อธิศีล–อธิสีลสิกขา” คือ “สัมมาวาจา–สัมมากัมมันตะ–สัมมาอาชีวะ” นั่นคือ ความประพฤตินั้นสะอาดบริสุทธิ์ได้ เมื่อศีลมีความบริสุทธิ์ การคุมครองอินทรีย์ทั้ง ๖ ย่อมปลอดภัยจากกิเลสและอกุศลธรรมในเบื้องต้น ที่มีความหมายสูงสุดโดยปรมัตถ์ คือ ไม่เกิดความเดือดร้อน เป็นทุกข์ร้อนใจ คือ “อวิปปฏิสาร–สุขสงบกายใจ”  เพราะเป็นบุคคลมีวินับระเบียบในชีวิตอย่างดีพร้อม มีศีลพื้นฐานอันบริสุทธิ์ดีพร้อมแล้ว ย่อมมีสามัญสำนึกไม่ทำ “วิปฏิสาร–ความเดือดร้อน” หรือประกอบ “อเนสนา–หลอกผู้อื่นเลี้ยงชีพ” ปากร้าย ทำร้ายผู้อื่น ทั้งต่อหน้าและลับหลัง ศีลวินัยทั้งหลาย ย่อมนำความยินดีร่าเริงใจจากพฤติกรรมอันบริสุทธิ์นั้น ชื่อว่า “ปราโมทย์” ทำให้เกิด “ศรัทธาและฉันทะ” ที่แรงกลังยิ่งขึ้นในธรรมที่ประพฤติอยู่นั้น เป็นเรื่องประพฤตที่ไม่ผิดทางจาก “หลักมัชฌิมาปฏิปทา” อย่างแน่นอน ความปราโมทย์เบิกบานใจในธรรม ย่อมเป็นเหตุให้เกิดความปลื้มใจปีติในธรรมที่ปฏิบัติเช่นกัน ด้วยอาการแผ่ซ่านทั่วกายและใจ เพราะธรรมที่ได้ประพฤติปฏิบัติจนเห็นผลแห่งการปฏิบัติ ย่อมส่งอานิสงส์ (๑) ความไม่เดือดร้อนสงบสุขปัสสัทธิ (๑) ความปราโมทย์ปรีดา (๓) ความปีติสราญใจ [องค์ธรรมในศีลทั้งหลายย่อมเกิดกุศลจิตเข้าสู่ “ธรรมสมาธิ ๕” ได้: ปราโมทย์–ปีติ–ปัสสัทธิ–สุข–สมาธิ เมื่อเจริญฌานสมาธิย่อมได้ฌานในขั้นต่างๆ ได้ง่ายขึ้น เพราะตั้งตนมาได้ถูกต้องแล้ว ซึ่ง “ปีติ–ปัสสัทธิ–สุข–สมาธิ (เอกัคคตา)” นั้น ก็คือ องค์ฌานที่เป็นองค์ประกอบในการเจริญฌานสมาบัติอยู่แล้ว] ในขั้นนี้ สภาวะแห่งจิตใจย่อมเสวยความดื่มด่ำอิ่มเอิบในธรรม ชื่อว่า “ธรรมปีติ–ธัมฺมปิติ” เพราะเห็นธรรมในทางดำเนินปฏิบัติโดยธรรม เห็นผลโดยอัตถประโยชน์ที่เกิดขึ้นจริงตามคำสอนของพระพุทธเจ้า เป็นปาฏิหาริย์น่าอัศจรรย์จริงแท้

ด้วยเหตุนี้ ความศรัทธาและความพอใจในธรรมที่ปฏิบัติถูกต้องด้วยความสงบสุข คือ “ธัมมานุธัมมปฏิปัตติ” อันผสมผสานกับ (๑) “สมาธิ–ฌาน ๔” กับการกำหนดสติพิจารณาธรรมหรืออารมณ์แห่งกรรมฐาน [สติปัฏฐาน ๔] ด้วยความไม่ท้อถอยหลบหนธุระนี้ [ไม่คิดชั่ว–ทำชั่ว–สัมมัปปธาน ๔] และ (๒) “ปัญญา–วิปัสสนา–อนุปัสสนา ๓” [ปัญญาเห็นนามรูปโดยไตรลักษณ์–สัมมสนะ–สัมมสนญาณ] คือ การเจริญปัญญาในวิปัสสนาโดย (๑) อนิจจานุปัสสนา–ชวนปัญญา (๒) ทุกขานุปัสสนา–นิพเพธิกปัญญา และ (๓) อนัตตานุปัสสนา–มหาปัญญา สำหรับอานิสงส์ประโยชน์ที่เกิดขึ้นทันตาในขณะนั้นสมัยนั้น คือ “ปัญญา ๓” ได้แก่ (๑) “ชวนปัญญา” คือ มีความนึกคิดได้รวดเร็วไม่ติดขัด (๒) “นิพเพธิกปัญญา” คือ มีความนึกคิดทำลายกิเลสได้ และ (๓) “มหาปัญญา” คือ มีความนึกคิดได้มากมาย มีปัญญามาก จนสามารถพัฒนาไปสู่ปัญญาแตกฉานต่อไปได้ [ปฏิสัมภิทา ๔ = พระอรหันต์แห่งปฏิสัมภิทัปปัตตะ] เพราะฉะนั้น (๑) สติต้องดำรงมั่นด้วยสัมมาสติ–สติปัฏฐาน ๔ (๒) สมาธิต้องตั้งมั่นด้วยสัมมาสมาธิ–รูปฌาน ๔ และ (๓) ความเพียรใหญ่ต้องประกอบด้วยสัมมาวายามะ–สัมมัปปธาน ๔ เรียกโดยรวมว่า “อธิจิตตสิกขา”  จิตดวงนี้จึงได้พัฒนาลึกลงไปถึงพื้นจิตดั้งเดิมได้ คือ “จิตประภัสสร” โดยมีสติกำหนดเห็น [ทัสสนะ] มีสัมปชัญญะกำหนดเรียนรู้จนเกิดการต่อยอดทางปัญญาได้ด้วยการหยั่งรู้ [ญาณ] นั่นคือ (๑) เกิด “ญาณทัสสนะ” คือ รู้เห็นหรือการหยั่งรู้หยั่งเห็น กับ (๒) เกิด “ญาณในวิปัสสนา” คือ เห็น–พบความจริงตามสภาพที่เป็น ดังนั้น “ญาณทัสสนะ” กับ “ญาณ” นั้น จึงหมายถึง “สมถะกับวิปัสสนา” [ภาวนา ๒] หรืออีกนัยหนึ่ง คือ “สติ–สัมปชัญญะ” เรียกสามัญว่า “สติปัญญา” เพราะฉะนั้น ผู้ปฏิบัติธรรมจึงต้องปรารภความเพียรในการบำเพ็ญภาวนา คือ “มนสิการกรรมฐาน” โดยเริ่มจาก “อานาปานสติ” (ข้อ ๑ ในกายานุปัสสนา–สติปัฏฐาน) หรือ “สติปัฏฐาน ๔” โดยมีสัญญาหมายรู้ถึง (๑) ทุกข์–ปริญญา (๒) สมุทัย–ปหานะ (๓) นิโรธ–สัจฉิกิริยา (๔) มรรค–ภาวนา นั่นคือ “อริยสัจจ์ ๔–กิจในอริยสัจจ์ ๔” อันเป็นสัจจธรรมแห่งตถตา ที่ผู้ปฏิบัติธรรมจะละเลยประมาทธรรมนี้ไม่ได้เด็ดขาด เพราะฉะนั้น (๑) “ทุกข์” เป็นตัวกำหนดขอบเขตแห่งปัญญาโดย “ปริญญา” (๒) “สมุทัย” เป็นตัวกำหนดแนวทางปฏิบัติกำจัดเหตุแห่งทุกข์โดย “ปหานะ” (๓)“นิโรธ” เป็นตัวทำให้แจ้งในภาวะปลอดทุกข์ที่จะเกิดขึ้นโดย “สัจฉิกิริยา”  และ (๔) “มรรค” เป็นตัวรู้ขั้นตอนอุบายวิธีดับทุกข์อย่างถูกวิธีโดยโยนิโสมนสิการและ “ภาวนา” จนกว่าจะบรรลุความตรัสรู้ความรู้แจ้งแทงตลอดในปัญหาแห่งทุกข์ของสภาวธรรมนั้นๆ อย่างสิ้นเชิงไม่มีข้อสงสัยใดๆ อีก

ดังรายละเอียดที่บรรยายมาทั้งหมดนั้น การปฏิบัติจึงไม่ใช่การตั้งท่าใหญ่ ม้วนขาพับนั่งลง เล็งญาณใหญ่ที่ไม่รู้ที่ไปที่มา แต่ให้เข้าใจให้ถูกต้องว่า ธรรมหรือสภาวธรรมอันเป็น “ปรมัตถสัจจะแห่งปัจจยาการ” นี้ เรียกว่า “ตถตา” [ปัจจัยธรรม] เกิดจากธรรมน้อยใหญ่ทั้งหลายมารวมกัน อย่างมีความสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน กลายเป็นธรรมใหญ่ขึ้น เป็นปัญหาหรืออุปสรรคใหญ่โดยภาพรวมแห่งมิติความสัมพันธ์ของเหตุปัจจัยทั้งหลาย แล้วมีหรือประกอบด้วยสภาวธรรมที่ ความเกิดดับ ความตั้งอยู่ ความเสื่อมไป และ ก็เวียนว่ายตายเกิดไม่สิ้นสุด [ภวจักร–สังสารจักร–สังสารทุกข์] ซึ่งอาการลักษณะดังกล่าวนี้ ก็เกิดขึ้นในจิตของตนเองทั้งสิ้น ไม่ได้เกิดขึ้นที่อื่นหรือที่ไหนเลย โดยมีเหตุมาจากกิเลสทั้งหลายที่ครอบงำอยู่ในใจพื้นจิตของตน ฉะนั้น กิเลสคือจิตสติสัมปชัญญะก็คือจิตอริยสัจจ์ ๔ ก็คือจิตศีลก็คือจิตสมาธิก็คือจิตปัญญาก็คือจิต ๑ ธรรมทั้งหลายเหล่านี้ ก็สิงสถิตอยู่ในสมองในหัวกะโหลกกระบาลของตนเองทั้งสิ้น มันไม่ได้อยู่ในป่าหรือธรรมชาติลึกลับที่ไหนเลย มันคือตัวตน [ร่างกาย–จิตใจ] ของตนเองทั้งสิ้น เพราะฉะนั้น การมองเห็นภาพใหญ่ทุกมุมมองทัศนะและเห็นภาพย่อยลงไปในรายละเอียดเฉพาะ จึงเป็นการปฏิบัติธรรม คำว่า “มองเห็น” คือ สมาธิอันเป็นสติ คำว่า “ภาพ” คือ วิปัสสนาอันเป็นสัมปชัญญะ โดยคิดถึงการใช้เหตุและผล คำว่า “เหตุ” คือ ปัญญาแตกฉานในธรรม คำว่า “ผล” คือ ปัญญาแตกฉานในความหมายประโยชน์ที่จะเกิดเป็นผลลัพธ์ขึ้นมาให้รู้เห็น ซึ่งเป็นกระบวนการคิดตาม “หลักปฏิจจสมุปบาท–อิทัปปัจจยตา” [ธรรมฐิติญาณ–กังขาวิตรณวิสุทธิ] สำหรับหน่วยความคิดที่สื่อความหมาย คือ ปัญญาแตกฉานในภาษา และอรรถศาสตร์ และกระบวนการคิดที่ถูกต้องด้วยเหตุและผลอย่างถูกวิธี คือ ปัญญาแตกฉานในปฏิภาณ ดังนั้น สภาวธรรมที่กำหนดรู้จึงหมายถึง เหตุการณ์หรือปรากฏการณ์หลายๆ อย่างมารวมกันกลายเป็นหนึ่งหน่วยหรือหน่วยรวมหลักของความนึกคิด การเห็นหน่วยรวมหลัก ก็คือ การคิดแบบสังเคราะห์ [ทฤษฎี–ระบบ] การเห็นหน่วยรวมย่อยลงไป คือ การคิดแบบวิเคราะห์ [กฎ–เกณฑ์–โครงสร้าง] หรือคิดใช้เหตุและผลแบบ (๑) “อนุโลมปฏิจจสมุปบาท” คือ เห็นเหตุ กับ (๒) “ปฏิโลมปฏิจจสมุปบาท” คือ ดับเหตุแห่งผลนั้นๆ ซึ่งเรียกว่า “จุตูปปาตญาณ–ปัจจยปริคคหญาณ–ธรรมฐิติญาณ” อนึ่ง ในการปฏิบัติธรรมนั้น ถ้าเข้าถึงปัญญาในระดับนี้ไม่ได้นั้น ก็ย่อมหมดโอกาสที่จะได้ “ดวงตาเห็นธรรม” อันเป็นด่านแรกของการวิปัสสนากัมมัฏฐาน ให้คิดทบทวนและค้นหาอุบายวิธีที่จะเข้าใจใน “อริยสัจจ์ ๔–กิจในอริยสัจจ์ ๔” ไห้ได้ มิฉะนั้น ความตั้งใจจุดมุ่งหมายที่กำลังปฏิบัติก็สูญเปล่าไม่เกิดมรรคผลนิพพานแต่ประการใดได้เลย.

 

 

 

 

 

 

 

Visitor Number:
4675626