CHARITY DISTRIBUTION FILES
2600 YEARS
PLEASE DOWNLOAD THE NEW REVISED VERSION   
Download Lastest Version
THE ABSOLUTE TRUTHS NEVER DIE BY THE BUDDHA   
แก่นสารแห่งพุทธธรรม
Visit Siripat.Com
   Return to Siripat.com and Academiae Network
  คำแนะนำ   
 
การเจริญภาวนาให้เกิดญาณสัมปยุตต์แห่งปรมัตถสัจจะด้วยปัญญาภูมิอันพึงเกิดแด่โยคาวจรทั้งหลาย   
 
ความตรัสรู้อริยสัจจ์ย่อมเป็นสมุฏฐานแห่งสัพพัญญุตญาณอานิสงส์อันไพบูลย์ด้วยปัญญาญาณ   
 ท่านสามารถศึกษาธรรมะผ่านไฟล์ Text–WordDoc–PDF–HTML–ASP และ JAVA Script Webpages  
Download Now
Download Now
พุทธชยันตี ๒๖๐๐ ปี แห่งความตรัสรู้
 เชิญชาวพุทธร่วมฉลองด้วยการศึกษาอริยธรรมและประพฤติพรหมจรรย์แห่งพระธรรมวินัยนี้
Download Siripat RSS Feed
Check Out
 
รู้อยู่ที่ใจ ดูอยู่ที่ใจ เห็นอยู่ที่ใจ        
เพ่งอยู่ที่ใจ กำหนดอยู่ที่ใจ         
          ให้เห็นความแจ้ง ความสว่าง ความสงบ ขึ้นในใจ     หลวงปู่ทา จารุธัมโม
คำถาม FAQ อาจารย์นิธี ศิริพัฒน์    
ฉบับเฉลิมฉลอง “พุทธชยันตี ๒๖๐๐ ปี” ใน “วันวิสาขบูชา–มาฆบูชา–อาสาฬหบูชา“ ตลอดปี    
Siripat.Com and Academiae Network    
    You're Visiting the Buddhism Webpage. Enjoy Learning the Noble Virtues.
Last Modified:   January 3, 2018 9:37 AM  ||        

 
| Main Page | About Us | Academics | Miscellany | Log In | Email | Contact Us |  
  Hi Guest!... May I have a talk with you. I think it's very nice and useful guidance.  
 
ขนาดอักษรมาตรฐานหน้านี้ 18 PT
    ขนาดอังกษร 18 PT     สัพเพเหระกับผู้เขียน Author Miscellancy 2012


Visitor Number:
4705642
สัพเพเหระกับผู้เขียน
(Author's Miscellany)
 
ทศบารมี–คุณธรรมประพฤติปฏิบัติปฏิปทาอย่างยิ่งยวด : ทาน ศีล เนกขัมมะ ปัญญา วิริยะ ขันติ สัจจะ อธิษฐาน เมตตา อุเบกขา
ผู้ถือสมณเพศ: ย่อมได้ชื่อว่า – เป็นนรชนแห่งอริยบุคคลผู้มีคุณสมบัติจะเป็นพระพุทธเจ้าในกาลประโยชน์ข้างหน้าโดยปรมัตถ์

  พุทธพจน์ หลวงปู่ทา จารุธัมโม
 

หลวงปู่ทา จารุธมฺโม
๒๔๕๒ – ๒๕๕๐
 
“ทำให้ได้ ทำให้จริง ... ในการประพฤติปฏิบัตินี่
วาจาสัจจ์เป็นหนทางไม่ตาย ให้ตั้งไว้ ให้มีสัจจะกำหนดไว้
ถ้าไม่มีสัจจะก็ลังเลไปเถอะ ... จะทำอันไหนก็ให้ตั้งสัจจะ
พระพุทธเจ้าเอง ท่านก็ตั้งสัจจะเหมือนกัน”
เจดียพุทธญาณมุนีรัตนจารุธัมมานุสรณ์
 
 
“เราเดินทางไปในแดนสัตว์ร้ายก็ไม่หวาดหวั่น
ถึงจะนอนหลับในที่เช่นนั้นก็ไม่กลัวเกรง
คืนวันผ่านไปไม่มีอะไรให้เราเดือดร้อน
เรามองไม่เห็นว่ามีอะไรที่เราจะเสีย ณ ที่ไหนในโลก
เพราะฉะนั้น เราจึงนอนสบาย
ใจคิดแต่จะช่วยเหลือปวงสัตว์ฯ”

 
(หลวงปู่ทา จารุธัมโม (๒๕๔๖) )
       
    มัชฌิมาปฏิปทา—กระแสวิถีแห่งปัญญา
  นั่นคือ ทางแห่งปัญญา ๓ ประการ ด้วยปฏิปทาอันยิ่งยวดสมควรแก่ธรรม เพื่อดับทุกข์ทั้งปวง ดังนี้
  (๑) เริ่มด้วยปัญญา คือ อธิปัญญาสิกขา ด้วยการเจริญมรรคา ได้แก่ สัมมาทิฏฐิ สัมมสังกัปปะ = พระอภิธรรมปิฎก
  (๒) ดำเนินด้วยปัญญา คือ อธิสีลสิกขา ด้วยการเจริญมรรคา ได้แก่ สัมมาวาจา สัมมกัมมันตะ สัมมาอาชีวะ = พระวินัยปิฎก
  (๓) นำไปสู่ปัญญา คือ อธิจิตตสิกขา ด้วยการเจริญมรรคา ได้แก่ สัมมาวายามะ สัมมสติ สัมมาสมาธิ = พระสุตตันตปิฎก
 
ภาพรวมการเจริญภาวนากรรมฐาน (นิพพาน)
   
 



  บทบาท พระพุทธศาสนา พุทธปรัชญา พุทธศาสตร์ ต่อสังคมโลกยุคใหม่

พระพุทธศาสนาคือแหล่งเกิดสรรพปัญญาทั้งหลายของมวลมนุษยชาติอย่างแท้จริงอันเป็นมรดกโลกทุกยุคสมัย
Buddhism becomes the origin of entire knowledge for humankinds as the forever heritages of the world.
 เขียนให้อ่านฟรี อ่านน่ะลูกหลานเอ้ย ไม่คิดเงินหรอก จะได้ปัญญาบารมีเพื่อสืบทอดพระศาสนาดีๆ ในโลกนี้

ท่านทั้งหลาย ผู้เจริญแล้ว รู้จักคำว่า “บุญบารมี” แล้วหรือยัง...!
พระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสว่า: (๑) ทานที่บุคคลให้แล้วย่อมมีผล (๒) การบูชาย่อมมีผล (๓) การบวงสรวงย่อมมีผล (๔) ผลวิบากแห่งกรรมที่ทำดีทำชั่วมีอยู่
(พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๒ - หน้าที่ 511 FILE 76)




สมทบทุนบริจาคสนับสนุนการเผยแพร่พระศาสนา

  Directory of Updated Article Archives
    Special Annual Articles — บทความพิเศษประจำปี

  Check out all archives of Dhamma articles 
   เขียนให้อ่าน เพื่อเป็นวิทยาทานและสืบทอดพระศาสนา...      
   
 
ร่วมทำบุญกุศลบริจาคทานเพื่อสืบทอดพระศาสนา
 
   
 หัวเรื่องสัพเพเหระกับผู้เขียน
๑.
การจับแพะชนแกะ (Misalliance)
๒.
ลมหายใจแห่งความตรัสรู้ (The Breaths of Enlightenment)
๓.
วิปัสสนาภูมิ ๖ (Development Knowledge)
๔.
ข้อคิดสำหรับผู้ปฏิบัติธรรมของหลวงปู่พระมหาสวัสดิ์ (Mental Development Approach)
๕.
รุ่งอรุณแห่งชีวิตที่ดีงาม (Precursor of the Noble Path)
๖.
ฌานสมาบัติกับวิชชา (Absorption and Supernormal Knowledge)
๗.
สูตรตำรับยาสมุนไพรไทยกับภาวนามยปัญญา (Thai Herbal Ingredients and Mental Development Wisdom)
๘.
รู้ปัจจุบันธรรมไม่ให้เลยไปถึงบัญญัติ (Knowing the Present Phenomena beyond the Concept)
๙.
สามัคคีธรรมแห่งสมชีวิธรรมกับกัลยาณมิตรธรรมเชิงธุรกิจ (The Unity of Couple and Good Friend Qualities ...)
๑๐.
อนัตตลักษณะที่ปรากฏจริงทุกขณะจิต (The Selfless Characteristics Occurring All the Time)
๑๑.
การสร้างเครือข่ายกัลยาณมิตรแห่งญาติธรรม  (The Creation of the Good–Company Network)
๑๒.
กระบวนการสร้างความรู้ตามแนวทางพุทธศาสนา  (The Buddhist Process of Conceptualization)
๑๓.
แนวทางปฏิบัติในการชำระจิตให้บริสุทธิ์ (A Practical Approach to Purifying the Mind)
๑๔.
ปราชญ์ทางโลกกับพหูสูตทางธรรม (Academic and Dhamma Scholars)
๑๕.
ความหลงที่เกิดขึ้นในพุทธธรรมปฏิบัติ (Delusion during Buddhist Practice)
๑๖.
โยนิโสมนสิการแห่งความตรัสรู้อริยสัจจ์ ๔ (Analytical Thinking in the Four Noble Truths)
๑๗.
ญาณสัมปยุตต์เพื่อความตรัสรู้ (Insight Omnipotence for Enlightenment)
๑๘.
การบรรลุคุณวิเศษยังพุทธกิจให้สมบูรณ์ (The Specific Attainments to Complete Buddhist Duties)
๑๙.
สรรพสิ่งทั้งหลายล้วนวิปริณาม (All Realities Are Changing Forever)
๒๐.
ปัจจุบันธรรมแห่งเส้นทางอริยมรรค (An Existing Phenomenon on the Noble Path)
๒๑.
ภาวิตัตต์แห่งญายปฏิปันโน (The Self–Actualized of Right Conducts)
๒๒.
สัญเจตนาเพื่อสัมมาปฏิปทาสัมปทา (Volition for the Right Achievement)
๒๓.
ให้พิจารณาถอนอัตตาภินิเวสก่อนอนัตตานุปัสสนา (Take Self Insistence out before Taking ... into Consideration)
๒๔.
อนุรักขนาปธานในกุศลธรรมให้ไพบูลย์ยิ่งขึ้น (The Great Effort to Maintain Arisen Good Virtues)
๒๕.
สัญญมะเครื่องธรรมปิดกั้นสิ่งเสียหาย (Self–Control to Prevent Bad Things)
 

ดาวน์โหลด Author Miscellancy Ariticles ไว้อ่านที่เครื่องของท่าน

สะดวกในการเข้าถึงข้อมูลสารสนเทศที่เป็นปัจจุบันทันเหตุการณ์
Siripat.Com and Academiae Network :
http://www.Siripat.Com/Author_Miscellany2012.xml
 
  ดาวน์โหลดฟรีโปรแกรมอ่าน RSS Feed RSS Feed Reader (www.rssreader.com)
 
   
    การประจักษ์แจ้งในสัจจภาวะแห่งพุทธะ
How to Realize the Universality of Buddhism
 

ในคำศัพท์ว่า “พุทธศาสนา–พุทธปรัชญา–พุทธศาสตร์” นั้น เป็นคำที่บ่งบอกถึง การเชื่อโยงผสมผสานกันระหว่างแนวคิดแห่งบารมีปฏิปทาอันยิ่ง [Approaches] ทางศาสนา ปรัชญา และ วิทยาศาสตร์ อันเป็นองค์ความรู้ที่เกิดจากการวิวัฒน์ปัญญาแห่งมวลมนุษยชาติทั้งหลาย ไม่ได้จำกัดอยู่ในชนเผ่ากลุ่มใด เพราะพระพุทธศาสนาเป็นภูมิความรู้ที่ประเสริฐสุด เป็นอริยะสูงสุด ที่เป็นบาทฐานให้ผู้ประพฤติปฏิบัติเปลี่ยนข้ามโคตรจากความเป็นปุถุชนไปสู่ภูมิแห่งความเป็นอริยบุคคลได้ จากพระโสดาบัน พระสกทาคามี พระอนาคามี และ พระอรหันต์ เป็นที่สุด ความเข้าใจอย่างถูกต้องในเนื้อหาสาระอย่างถูกต้องในศาสตร์ทั้ง ๓ อย่าง นี้ จึงเป็นปัจจัยสำคัญยิ่งแก่พุทธศาสนิกชนทั้งหลาย ที่ควรขบได้ด้วยทฤษฎีและเห็นผลแห่งการปฏิบัติจริง ในธรรม ๖ ประการ ดังนี้

[๑] มัชฌิมาปฏิปทา
[๒] ธรรมจักร–ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร
[๓] พุทธโอวาท
[๔] โอวาทปาฏิโมกข์
[๕] ปัจฉิมโอวาท
[๖] อัปปมาทะ



 การประจักษ์แจ้งในสัจจภาวะแห่งจตุอริยสัจจ์ [How to Realize the Universality of the Four Noble Truths]

[] มัชฌิมาปฏิปทา

“มัชฌิมาปฏิปทา” หมายถึง “ทางสายกลาง” ข้อปฏิบัติเป็นกลางๆ ไม่หย่อนจนเกินไป และไม่ตึงจนเกินไป ไม่ข้องแวะ “ที่สุด ๒ อย่าง” [อันตา ๒] คือ (๑) “กามสุขัลลิกานุโยค” คือ การหมกมุ่นอยู่ด้วยกามสุข และ (๒) “อัตตกิลมถานุโยค” คือ การประกอบความลำบากเดือดร้อนแก่ตนเอง การบีบคั้นทรมานตนให้เดือดร้อน เช่น การบำเพ็ญทุกรกิริยา เป็นต้น หรืออีกนัยหนึ่ง “ทางแห่งปัญญา” [เริ่มด้วยปัญญา–ดำเนินด้วยปัญญา–นำไปสู่ปัญญา] อันพอดีที่จะให้ถึงจุดหมาย คือ “ความดับกิเลสและความทุกข์” [ความตรัสรู้สัมโพธิญาณโดยอาสวักขยญาณ] หรือ “ความหลุดพ้นเป็นอิสระสิ้นเชิง” [นิสสรณวิมุตติ–อรหัตตผลวิมุตติ–อนุปาทิเสสนิพพานธาตุ–ชีวิสมสีสี = การดับขันธปรินิพพาน = “ดับไม่มีเชื้อเหลือ” คือ ดับหมด นั่นคือ ดับทั้งกิเลสทั้งขันธ์] ด้วยถือประพฤติปฏิบัติปฏิปทาอันยิ่ง ได้แก่ อริยมรรคมีองค์ ๘ โดยไตรสิกขา [อธิศีล: ศีล–วินัย–สังวร–อวิปปฏิสาร อธิจิตต์: ปราโมทย์–ปีติ–ปัสสัทธิ–สุข–สมาธิ–ยถาภูตญาณทัสสนะ (ธรรมสมาธิ ๕) อธิปัญญา: นิพพิทา–วิราคะ–วิมุตติ–วิมุตติญาณทัสสนะ–อนุปาทาปรินิพพานุ หรือ อริยธรรม ๔ = อริยศีล–อริยสมาธิ–อริยปัญญา–อริยวิมุตติ] ประกอบพร้อมด้วย (๑) เริ่มด้วยปัญญา–อธิปัญญาสิกขา: สัมมาทิฏฐิ–สัมมาสังกัปปะ โดยนัย คือ พระวินัยปิฎกทั้งปวง นั่นคือ “ผู้รู้” [ปัญญา] (๒) ดำเนินด้วยปัญญา–อธิสีลสิกขา: สัมมาวาจา–สัมมากัมมันตะ–สัมมาอาชีวะ โดยนัย คือ พระสุตตันตปิฎกทั้งปวง นั่นคือ “ผู้ตื่น” [ศีล–วิสุทธิคุณ] (๓) นำไปสู่ปัญญา–อธิจิตตสิกขา: สัมมาวายามะ–สัมมาสติ–สัมมาสมาธิ โดยนัย คือ พระอภิธรรมปิฎกทั้งปวง นั่นคือ “ผู้เบิกบาน” [สมาธิ–กรุณาคุณ = จิตประภัสสร–จิตปราศจากนิวรณ์] เป็นที่สุด

[] ธรรมจักร–ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร

“ธรรมจักร” หมายถึง จักรคือธรรม–วงล้อธรรม–อาณาจักรธรรม นั่นคือ เทศนากัณฑ์แรก หรือชื่อของปฐมเทศนาที่พระพุทธเจ้าแสดงแก่พระปัญจวัคคีย์ แล้วได้ “ดวงตาเห็นธรรม” [ธรรมจักษุ] หมายถึง ความรู้เห็นตามเป็นจริงด้วยปัญญา [ยถาภูตญาณทัสสนะ–ธัมมัฏฐิติญาณ–ทิพพจักขุญาณ] ว่า: “สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งหมดมีความดับเป็นธรรมดา” [กฎธรรมชาติ–ธรรมนิยาม–สามัญลักษณะ–ความเป็นสากลในกำหนดแห่งธรรมดา] หรือ “ธรรมจักษุ” หมายถึง “ดวงตาเห็นธรรม” คือ ปัญญารู้เห็นความจริงว่า: “สิ่งใดก็ตามมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งปวงล้วนมีความดับไปเป็นธรรมดา” อนึ่ง “ธรรมจักษุ” โดยนัยทั่วไป เช่น ธรรมวิเศษนี้ได้เกิดแก่ “ท่านโกณฑัญญะ” เมื่อสดับ “ธรรมจักร” ได้แก่ “โสดาปัตติมรรค” หรือ “โสดาปัตติมัคคญาณ” คือ ญาณที่ทำให้เป็น “โสดาบัน” หรือ “มรรค” [ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจจ์] อันให้ถึงกระแสที่นำไปสู่พระนิพพานทีแรก “มรรค” [มรรควิถี] อันให้ถึง “ความเป็นพระโสดาบัน” เป็นเหตุละ “สังโยชน์” ได้ ๓ คือ กิเลสอันผูกใจสัตว์ ธรรมที่มัดสัตว์ไว้กับวัฏฏทุกข์ หรือผูกกรรมไว้กับผล ได้แก่ “สักกายทิฏฐิ–วิจิกิจฉา–สีลัพพตปรามาส” และย่อมกำจัด “กิเลสที่ตั้งอยู่ร่วมกันกับทิฏฐิ” (สักกายทิฏฐิ–วิจิกิจฉา–สีลัพพตปรามาส–ทิฏฐานุสัย–วิจิกิจฉานุสัย) ได้

“ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร” หมายถึง “พระสูตรว่าด้วยการยังธรรมจักรให้เป็นไป” พระสูตรว่าด้วยการหมุนวงล้อธรรม เป็นชื่อของ “ปฐมเทศนา” คือ พระธรรมเทศนาครั้งแรก ซึ่งพระพุทธเจ้าทรงแสดงแก่พระปัญจวัคคีย์ ที่ป่า “อิสิปตนมฤคทายวัน” [“อิสิปตนมฤคทายวัน” คือ ป่าเป็นที่ให้อภัยแก่เนื้อ ชื่อ “อิสิปตนะ” อยู่ใกล้เมืองพาราณสี เป็นสถานที่ที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงปฐมเทศนา “ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร” โปรดพระปัญจวัคคีย์ บัดนี้เรียก “สารนาถ”] แขวงเมืองพาราณสี ในวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๘ หลังจากวันตรัสรู้ ๒ เดือน (๑) ว่าด้วย “มัชฌิมาปฏิปทา” คือ “ทางสายกลาง” ซึ่งเว้น “ที่สุด ๒ อย่าง” กามสุขัลลิกานุโยค” คือ การหมกมุ่นอยู่ด้วยกามสุข และ “อัตตกิลมถานุโยค” คือ การบีบคั้นทรมานตนให้เดือดร้อน] และ (๒) ว่าด้วย “อริยสัจจ์ ๔” [ทุกขอริยสัจจ์–สมุทัยอริยสัจจ์–ทุกขนิโรธอริยสัจจ์–ทุกขนิโรธคามินีอริยสัจจ์] ซึ่งพระพุทธเจ้าได้ตรัสรู้ อันทำให้พระองค์สามารถปฏิญาณว่าได้ตรัสรู้ “อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ” [ญาณคือความตรัสรู้เองโดยชอบอันยอดเยี่ยม] “ท่านโกณฑัญญะ” หัวหน้าคณะปัญจวัคคีย์ ฟังพระธรรมเทศนานี้ แล้วได้ “ดวงตาเห็นธรรม” [ธรรมจักษุ] และขอบวชเป็นพระภิกษุรูปแรก เรียกว่า “เป็นปฐมสาวก”

ฉะนั้น คำที่ควรพิจารณาอย่างเข้าใจเป็นอย่างดี นั่นคือ “อริยสัจจ์ ๔” อันแสดงถึง การปฏิบัติธรรมให้ถูกหลักวิธีเพื่อก้าวสู่ “โลกุตตระ” [ภาวะเหนือวิสัยโลกธรรม ความเหนือโลกียะแบบโลกๆ = วิวัฏฏะ คือ ความปราศจากขันธ์ = ขันธวินิมุต] คือ คำว่า “สะอาดบริสุทธิ์” [วิสุทธิ ๗: (๑) สีลวิสุทธิ–ความหมดจดแห่งศีล (๒) จิตตวิสุทธิ–ความหมดจดแห่งจิต (๓) ทิฏฐิวิสุทธิ–ขั้นกำหนดทุกขสัจจ์ (๔) กังขาวิตรณวิสุทธิ–ขั้นกำหนดสมุทัยสัจจ์ (๕) มัคคามัคคญาณทัสสนวิสุทธิ–ขั้นกำหนดมัคคสัจจ์ (๖) ปฏิปทาญาณทัสสนวิสุทธิ–วิปัสสนาญาณ ๙ (๗) ญาณทัสสนวิสุทธิ–ความรู้ในอริยมรรค ๔–มรรคญาณ ซึ่งตรงกับ อริยธรรม ๔: อริยศีล–อริยสมาธิ–อริยปัญญา–อริยวิมุตติ] ซึ่งตรงกับ คำว่า “ประเสริฐ” (พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๒ - หน้าที่ 147–149 FILE 12) หมายถึง ปราศจากอุปกิเลส–บริสุทธิ์อย่างยิ่ง คำว่า “อย่างยิ่ง” นั่นคือ “สูงสุด” ด้วย “ศีล” [อธิสีลสิกขา] นับแต่ “ศีล ๕–เบญจศีล” เป็นต้น ตลอดถึง “ปาฏิโมกขสังวรศีล” ชื่อว่า “ศีล” [สีลขันธ์] เหมือนกัน ส่วนศีลที่ประกอบด้วย โลกุตตระ–มรรค–และ–ผล ชื่อ “บรมศีล” ในคำว่า “อธิศีล” คือ อุดมศีล [อริยศีล] และในคำว่า “ตบะ” [สมถะ–สมาธิ = อธิจิตตสิกขา–สมาธิขันธ์] คือ ความเพียรที่เผากิเลส–ความเกลียดชังกิเลส [อธิเชคุจฺฉํ: ความเกลียดชังอย่างอุดม] สำหรับใน คำว่า “อริยะ” [อย่างยิ่ง] คือ ภาวะที่ปราศจากโทษ ความเกลียดชังด้วยตปะ ความเพียรด้วยวิปัสสนาเกิดขึ้นด้วยอำนาจแห่งวัตถุมีอารมณ์ ๘ ประการ [วิโมกข์ ๘–ความเกลียดชังกิเลสด้วยตปะ = อริยสมาธิ] สำหรับในฝ่ายวิปัสสนากัมมัฏฐานนั้น ผู้ที่ได้ถึง “กัมมัสสกตาปัญญา” [ปฏิจจสมุปบาท ๑๒] และ “วิปัสสนาปัญญา” [ไตรลักษณ์] ชื่อว่า “ปัญญา” [ปัญญาที่สัมปยุตด้วยมรรคและผล ชื่อว่า “ยอดเยี่ยม” นั่นคือ “อธิปัญญา–ปรมปัญญา” = อริยปัญญา–อธิปัญญาสิกขา–ปัญญาขันธ์] และใน คำว่า “วิมุตติ” [วิมุตติขันธ์] ได้แก่ (๑) “ตทังควิมุตติ” คือ หลุดพ้นด้วยองค์นั้นๆ และ (๒) “วิกขัมภนวิมุตติ” คือ หลุดพ้นด้วยข่มไว้ ส่วน“อธิวิมุตติ–ปรมวิมุตติ” [อริยวิมุตติ] ได้แก่ (๓) “สมุจเฉทวิมุตติ” [อริยมรรค] คือ หลุดพ้นด้วยตัดขาด (๔) “ปฏิปัสสัทธิวิมุตติ” [อริยผล] คือ หลุดพ้นด้วยสงบระงับ  และ (๕) “นิสสรณวิมุตติ” [นิพพาน] คือ หลุดพ้นด้วยสลัดออกได้ ด้วยเหตุนี้ จึงกล่าวได้ว่า พระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงเป็นพระศาสดาที่ปฏิเวธตรัสรู้ในอริยสัจจธรรมอย่างรู้แจ้งแทงตลอดในนิยามแห่งอริยธรรมทั้งหมดที่กล่าวมาเบื้องต้น นอกจากนี้ ผู้ปฏิบัติธรรมต้องทำความเข้าใจอย่างถูกต้องในคำว่า “ปัญญา” [Wisdom–Knowledge] หมายถึง (๑) ปัญญา: กิริยาที่รู้ชัด–ความวิจัย –ความเลือกสรร–ความวิจัยธรรม–ความกำหนดหมาย –ความเข้าไปกำหนด–ความเข้าไปกำหนดเฉพาะ –ภาวะที่รู้–ภาวะที่ฉลาด–ภาวะที่รู้ละเอียด –ความรู้แจ่มแจ้ง–ความค้นคิด–ความใคร่ครวญ–ปัญญาเหมือนแผ่นดิน –ปัญญาเครื่องทำลายกิเลส–ปัญญาเครื่องนำทาง–ความเห็นแจ้ง–ความรู้ชัด–ปัญญาเหมือนปฏัก (๒) ปัญญา: ปัญญินทรีย์–ปัญญาพละ–ปัญญาเหมือนศัสตรา–ปัญญาเหมือนปราสาท –ความสว่างคือปัญญา–แสงสว่างคือปัญญา –ปัญญาเหมือนประทีป–ปัญญาเหมือนดวงแก้ว –ความไม่หลง –ความวิจัยธรรม–สัมมาทิฏฐิ โดยสรุป ยอมตรงกับนัยของคำว่า  “สัมปชัญญะ” คือ ญาณ [ความรู้] เพราะฉะนั้น การปฏิบัติธรรมในพระธรรมวินัยนี้ จึงเป็นเรื่องของการถือข้อประพฤติปฏิบัติในการวิวัฒน์ปัญญาของตนเองให้ถึงขั้นในโลกุตตรภูมิให้ได้ในที่สุด

[] พุทธโอวาท

“พุทธโอวาท” หมายถึง คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้ามีหลักใหญ่ ๓ ข้อ คือ (๑) “สพฺพปาปสฺสอกรณํ” ไม่ทำความชั่วทั้งปวง (๒) “กุสลสฺสูปสมฺปทา” ทำความดีให้เพียบพร้อม (๓) “สจิตฺตปริโยทปนํ” ทำใจของตนให้สะอาดบริสุทธิ์

[] โอวาทปาฏิโมกข์

“โอวาทปาฏิโมกข์” [โอวาทปาติโมกข์: โอ-วา-ทะ-ปา-ติ-โมก] หมายถึง ปาฏิโมกข์ที่เป็นพระพุทธโอวาท หลักคำสอนสำคัญของพระพุทธศาสนา คำสอนอันเป็นหัวใจของพระพุทธศาสนา ได้แก่ พระพุทธพจน์ ๓ คาถากึ่งที่พระพุทธเจ้าตรัสแก่พระอรหันต์ ๑,๒๕๐ รูป ผู้ไปประชุมกันโดยมิได้นัดหมาย ณ พระเวฬุวนาราม ในวันเพ็ญเดือน ๓ ใน “วันมาฆปุณมี” หลังตรัสรู้แล้ว ๙ เดือน ที่เราเรียกกันว่า “วันมาฆบูชา” ในอรรถกถากล่าวว่า พระพุทธเจ้าทรงแสดง “โอวาทปาฏิโมกข์” ในที่ประชุมพระสงฆ์เป็นประจำตลอด ๒๐ พรรษาแรก ต่อจากนั้น จึงได้รับสั่งให้พระสงฆ์สวด “อาณาปาฏิโมกข์” [ปาฏิโมกข์ที่เป็นพระพุทธอาณา ได้แก่ ภิกขุปาฏิโมกข์ และภิกขุนีปาฏิโมกข์ = โอวาทวรรค คือ ตอนที่ว่าด้วยเรื่องให้โอวาทแก่นางภิกษุณี เป็นต้น, เป็นชื่อวรรคที่ ๓ แห่งปาจิตติยกัณฑ์ ในมหาวิภังค์ พระวินัยปิฎก] กันเองอย่างปัจจุบันนี้แทนสืบต่อมา “คาถาโอวาทปาฏิโมกข์” มีดังนี้

คาถาโอวาทปาฏิโมกข์

สพฺพปาปสฺส อกรณํ กุสลสฺสูปสมฺปทา

สจิตฺตปริโยทปนํ เอตํ พุทฺธาน สาสนํ ฯ

ขนฺตี ปรมํ ตโป ตีติกฺขา

นิพฺพานํ ปรมํ วทนฺติ พุทฺธา

น หิ ปพฺพชิโต ปรูปฆาตี

สมโณ โหติ ปรํ วิเหฐยนฺโต ฯ

อนูปวาโท อนูปฆาโต ปาติโมกฺเข จ สํวโร

มตฺตญฺญุตา จ ภตฺตสฺมึ ปนฺตญฺจ สยนาสนํ

อธิจิตฺเต จ อาโยโค เอตํ พุทฺธาน สาสนํ ฯ

 

แปลภาษา:

การไม่ทำความชั่วทั้งปวง ๑ การบำเพ็ญแต่ความดี ๑ การทำจิตต์

ของตนให้ผ่องใส ๑ นี้เป็นคำสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย

 

ขันติ คือความอดกลั้น เป็นตบะอย่างยิ่ง

พระพุทธเจ้าทั้งหลายกล่าวว่านิพพาน เป็นบรมธรรม

ผู้ทำร้ายคนอื่นไม่ชื่อว่าเป็นบรรพชิต

ผู้เบียดเบียนคนอื่น ไม่ชื่อว่าเป็นสมณะ

 

การไม่กล่าวร้าย ๑ การไม่ทำร้าย ๑ ความสำรวมในปาฏิโมกข์ ๑

ความเป็นผู้รู้จักประมาณในอาหาร ๑ ที่นั่งนอนอันสงัด ๑

ความเพียรในอธิจิตต์ ๑ นี้เป็นคำสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย

 

อย่างไรก็ตาม “โอวาทปาฏิโมกข์” ที่เข้าใจกันโดยทั่วไป และจำกันได้มาก ก็คือ ความในคาถาแรกที่ว่า “ไม่ทำชั่ว ทำแต่ความดี ทำจิตต์ใจให้ผ่องใส” [โอวาทานุสาสนี คือ คำกล่าวสอนและพร่ำสอน คำตักเตือนและแนะนำพร่ำสอน]

 

[ธรรมชาติวิจิตรแห่งจิตอันกำหนดความต่างแห่งกรรม]

หีนะ [หยาบ–ต่ำต้อย]

มัชฌิมะ [ปานกลาง]

ปณีตะ [ละเอียดมาก]

อธิบดี [ยิ่งใหญ่]

รู้อยู่ที่ใจ ดูอยู่ที่ใจ เห็นอยู่ที่ใจ เพ่งอยู่ที่ใจ กำหนดอยู่ที่ใจ ให้เห็นความแจ้ง ความสว่าง ความสงบ ขึ้นในใจ

[ภูมิ ๔–ภูมิ ๓๑ แห่งโลกียะ รวมกับ โลกุตตระ ๙]

กามาวจรภูมิ ๑๑

รูปาวจรภูมิ ๑๖

อรูปาวจรภูมิ ๔

โลกุตตรภูมิ ๙

อกุศลจิต–กุศลจิต

อาเนญชจิต

อาเนญชจิต

โลกุตตรจิต

อกุศลวิบากจิต ๘–มหาวิบากจิต ๘

รูปาวจรวิบากจิต ๕

อรูปาวจรวิบากจิต ๔

โลกุตตรวิบากจิต ๔

อบายภูมิ ๔–กามสุคติภูมิ ๗

ฌานสมาบัติ–สมาบัติ ๘

นิโรธสมาบัติ

ทุคติ–มนุษยโลก

พรหมโลก

เทวโลก–นิพพาน

[ไตรสิกขา: ศีล–สมาธิ–ปัญญา รวมกับ อริยสัจจ์ ๔–ปฏิจจสมุปบาท ๑๒–ไตรลักษณ์]

อธิสีลสิกขา

อธิจิตตสิกขา

อธิปัญญาสิกขา

ดับวีตีกกมกิเลส

ดับปริยุฏฐานกิเลส

ดับอนุสยกิเลส

วัฏฏะ [สังสารทุกข์–ชีวิตสันตติในสังสารวัฏฏ์]

วิวัฏฏะ

ปุถุชน–พระโสดาบัน–พระสกทาคามี–พระอนาคามี  [เสียชีวิตหรือละสังขารก่อนควร]

พระอรหันต์


[] ปัจฉิมโอวาท

“ปัจฉิมโอวาท” หมายถึง “คำสอนครั้งสุดท้าย” หรือหมายถึง “ปัจฉิมวาจา” คือ พระดำรัสสุดท้ายของพระพุทธเจ้าก่อนจะปรินิพพานว่า: “วยธมฺมา สงฺขารา อปฺปมาเทน สมฺปาเทถ” แปลว่า “สังขารทั้งหลาย มีความเสื่อมสลายไปเป็นธรรมดา ท่านทั้งหลายจง [พุทธคุณ ๒: ยังประโยชน์ตนและประโยชน์ผู้อื่น] ให้ถึงพร้อม ด้วยความไม่ประมาทเถิด” ฉะนั้น “พุทธคุณ ๒” หมายถึง คุณของความเป็นพุทธะหรือความเป็นพระพุทธเจ้า ที่ประกอบด้วยคุณสมบัติเกื้อกูลความตรัสรู้สัมโพธิญาณ ที่เรียกว่า “โพธิสมภาร” [มหาโพธิสมภาร: ปัญญา–กรุณา อันปฏิสังยุตไพบูลย์แด่พระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า] ได้แก่ (๑) “อัตตหิตสมบัติ” คือ ความถึงพร้อมแห่งประโยชน์ตน ทรงบำเพ็ญประโยชน์ส่วนพระองค์เองเสร็จสิ้นสมบูรณ์แล้ว พระคุณข้อนี้มุ่งเอา “พระปัญญา” เป็นหลัก เพราะเป็นเครื่องให้สำเร็จ “พุทธภาวะ” คือ “ความเป็นพระพุทธเจ้า” และ “ความเป็น–อัตตนาถะ” คือ “พึ่งตนเองได้” (๒) “ปรหิตปฏิบัติ” คือ การปฏิบัติเพื่อประโยชน์แก่ผู้อื่น ทรงบำเพ็ญพุทธจริยาเพื่อประโยชน์แก่ผู้อื่น พระคุณข้อนี้มุ่งเอา “พระกรุณา” เป็นหลัก เพราะเป็นเครื่องให้สำเร็จ “พุทธกิจ” คือ “หน้าที่ของพระพุทธเจ้า” และ “ความเป็น–โลกนาถ” คือ “เป็นที่พึ่งของชาวโลกได้”

[] อัปปมาทะ

“อัปปมาทะ” หมายถึง “ความไม่ประมาท” คือ ความเป็นอยู่อย่างไม่ขาดสติ หรือความเพียรที่มีสติเป็นเครื่องเร่งเร้าและควบคุม ได้แก่ การดำเนินชีวิตโดยมีสติเป็นเครื่องกำกับความประพฤติปฏิบัติและการกระทำทุกอย่าง ระมัดระวังตัว ไม่ยอมถลำลงไปในทางเสื่อม แต่ไม่ยอมพลาดโอกาสสำหรับความดีงามและความเจริญก้าวหน้า ตระหนักในสิ่งที่พึงทำและพึงละเว้น ใส่ใจสำนึกอยู่เสมอในหน้าที่อันจะต้องรับผิดชอบ ไม่ยอมปล่อยปละละเลย กระทำการด้วยความจริงจัง รอบคอบ และรุดหน้าเรื่อยไป ข้อนี้เป็น องค์ประกอบภายในและเป็นฝ่ายสมาธิ [สัมมาสมาธิ–รูปฌาน ๔]

[] “ภิกษุทั้งหลาย เมื่อดวงอาทิตย์อุทัยอยู่ ย่อมมีแสงอรุณขึ้นมาก่อน เป็นบุพนิมิต ฉันใด ความถึงพร้อมด้วยความไม่ประมาท ก็เป็นตัวนำ เป็นบุพนิมิตแห่งการเกิดขึ้นของอริยอัษฎางคิกมรรค แก่ภิกษุ ฉันนั้น”

[] “ธรรมเอก ที่มีอุปการะมาก เพื่อการเกิดขึ้นแห่งอริยอัษฎางคิกมรรค ก็คือ ความถึงพร้อมด้วยความไม่ประมาท” [อัปปมาทสัมปทา]

[] “เราไม่เล็งเห็นธรรมอื่น แม้สักข้อหนึ่ง ซึ่งเป็นเหตุให้อริยอัษฎางคิกมรรคที่ยังไม่เกิด ก็เกิดขึ้น ที่เกิดขึ้นแล้ว ก็เจริญบริบูรณ์ เหมือนอย่างความถึงพร้อมด้วยความไม่ประมาทนี้เลย”

[] “รอยเท้าของสัตว์บกทั้งหลาย ชนิดใดๆ ก็ตาม ย่อมลงในรอยเท้าช้างได้ทั้งหมด รอยเท้าช้าง เรียกว่า เป็นยอดของรอยเท้าเหล่านั้น โดยความใหญ่ ฉันใด กุศลธรรมทั้งหลาย อย่างใดๆ ก็ตาม ย่อมมีความไม่ประมาทเป็นมูล ประชุมลงในความไม่ประมาทได้ทั้งหมด ความไม่ประมาท เรียกได้ว่าเป็นยอดของธรรมเหล่านั้น ฉันนั้น”

[] “ผู้มีกัลยาณมิตร พึงเป็นอยู่โดยอาศัยธรรมเอกข้อนี้ คือ ความไม่ประมาทในกุศลธรรมทั้งหลาย”

[] “ธรรมเอกอันจะทำให้ยึดเอาประโยชน์ไว้ได้ทั้ง ๒ อย่าง คือ ทั้งทิฏฐธัมมิกัตถะ (ประโยชน์ปัจจุบันประโยชน์เฉพาะหน้า หรือประโยชน์สามัญของชีวิต เช่น ทรัพย์ ยศ กามสุข เป็นต้น) และสัมปรายิกัตถะ (ประโยชน์เบื้องหน้าหรือประโยชน์ขั้นสูงขึ้นไปทางจิตใจหรือคุณธรรม) ก็คือความไม่ประมาท”

[] “สังขาร (สิ่งที่ปัจจัยปรุงแต่งขึ้น) ทั้งหลาย มีความเสื่อมสิ้นไปเป็นธรรมดา ท่านทั้งหลายจงยังประโยชน์ที่มุ่งหมายให้สำเร็จ ด้วยความไม่ประมาทเถิด”

[] “ความไม่ประมาท ย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์ยิ่งใหญ่ เพื่อความดำรงมั่น ไม่เสื่อมสูญ ไม่อันตรธานแห่งสัทธรรม”

 

 

ญาณสัมปยุตต์ระหว่างสมถะกับวิปัสสนา
(A Synergy between Meditative and Insight Development)
 

ขั้นตอนในการวิปัสสนากรรมฐาน
(Mental Development Hierarchy)
 



Source: Siripat.Com: Special Annual Article 2016. 16. How to Think of One’s Own Egocentricism.
  URL = Http://www.Siripat.Com/Annual-Special-Articles-2016/16. How-to-Think-of-One-s-Own-Egocentricism-2016.asp

Source: Siripat.Com: Special Annual Article 2016. 15. The Origin of All Phenomena.
  URL = Http://www.Siripat.Com/Annual-Special-Articles-2016/15. The-Origin-of-All-Phenomena-2016.asp


 ความถึงพร้อมไพบูลย์ด้วยปัญญาแห่งโลกียะกับโลกุตตระ [The Accomplishment of Entire Wisdoms]

พุทธศาสนิกชนพึงเข้าถึงปัญญา ระหว่าง พระพุทธศาสนา–พุทธปรัชญา–พุทธศาสตร์

ในคำว่า “โลก” นั้น ได้จำแนกแยกออกเป็น ๒ ภูมิหลักๆ คือ (๑) “โลกียะ” ได้แก่ กามาวจรภูมิ–รูปาวจรภูมิ–อรูปาวจรภูมิ ซึ่งเรียกว่า “ทุคติ–สังสารทุกข์–วัฏฏะ” กับ (๒) “โลกุตตระ” ได้แก่ โลกุตตรภูมิ ซึ่งเรียกว่า “อปริยาปันนภูมิ–วิวัฏฏะ” นั่นคือ ความเป็นพระอรหันตขีณาสพ แล้วพากันไปปฏิบัติธรรมนั้น เคยคิดถึงข้อประเด็นนี้บ้างหรือไม่ หรือไปกันตามแฟชั่นสมัยนิยมแค่นั้นเอง จุดประสงค์หลักในการปฏิบัติธรรมนั้น ก็เพื่อความหลุดพ้นจากวัฏฏะเป็นสำคัญ ไม่ใช่เพื่อให้รวยยิ่งขึ้นด้วยกิเลสตัณหา ถ้าขึ้นต้นนับผิด มันก็ย่อมผิดไปตลอดเพราะความไม่รู้จริงแห่งอวิชชา จะไปโทษใครได้ เพราะไม่รู้จักไตร่ตรองคิดเอาเองเสียบ้าง ทำไมต้องให้คนอื่นมาสั่งสอนมากนัก พระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงชี้แนะให้พึ่งตนเองเป็นสรณะด้วยพระรัตนตรัย อย่าไปเชื่อผี ผีบ้าผีบอร่างทรง อะไรทำนองนั้น คือ ถ้าใช่ มันก็ใช่ แต่ส่วนใหญ่มันไม่ใช่ การปฏิบัติธรรมในพระพุทธศาสนานั้น สอนให้ทำใน ธรรม ๓ อย่าง ได้แก่ (๑) ไม่ทำชั่วทั้งปวง (๒) พร้อมทำดีได้ตลอด (๓) ชำระจิตใจให้สะอาด นั่นคือ เจริญภาวนาสมาธิให้เป็นมั่นคงแห่งจิต ประกอบความเพียร ด้วยมีสติสัมปชัญญะ หมายถึง ความระลึกรู้ตัวทั่วถ้วนด้วยใช้เหตุผล และ “ปัญญาในสมาธิ” [วิชชา ๓–วิชชา ๘–อภิญญา ๖ แห่งจตุตถฌาน: อุเบกขา–เอกัคคตาแห่งสมาธิ] กับ “ปัญญาในวิปัสสนา” [อนุปัสสนา ๗–มหาวิปัสสนา ๑๘–ญาณ ๑๖] ในปัญญาเหล่านี้ ย่อมสร้างสรรค์ปั้นแต่งด้วยจิตแห่งจิตของตนเองทั้งนั้น ไม่ใช่จากคนอื่นจะมาทำให้แก่ตนที่ไหนเหล่านิ....! อธิคมธรรมหรืออุตตริมนุสสธรรมในพระธรรมวินัยนี้ อุบัติหรืออุปปาทะภายในตนแห่งธรรมกาย [จตุสติปัฏฐานกรรมฐาน] ไม่ใช่ไปเรียนในมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงที่สุดในโลก [ดิรัจฉานวิชา–วิชาความรู้ไม่ได้ช่วยในการดับทุกข์ได้จริง มีแต่พอกพูนกิเลสความเกลียดชังกัน คิดร้ายต่อกัน เบียดเบียนกัน] ซึ่งเป็นได้แค่ ปัญญา ๒ คือ สุตมยปัญญา–ปรโตโฆสะ กับ จินตามยปัญญา–โยนิโสมนสิการ แบบโลกๆ ผสมกิเลสตัณหา [ปปัญจะ ๓: ตัณหา–ทิฏฐิ–มานะ] ปัญญาทั้ง ๒ นี้ ก็ไม่ใช่ของเสียอะไรนัก แต่ทำให้คนไม่รู้จริงเวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะไม่สิ้นสุด คือ เป็นหมาเป็นคนสลับกันไปทุกขณะจิต ให้พิจารณาปัญญาทั้ง ๒ นี้ และทำให้ได้ ดังนี้

ทักษะการคิดขั้นสูง [วิธีทางวิทยาศาสตร์]

[A] ทักษะการคิดซับซ้อน [วิชชา ๓–ปริญญา ๓–ระเบียบวิธีวิจัย = หลักปฏิจจสมุปบาท]

(๑) ทำความกระจ่าง

(๒) สรุปลงความเห็น

(๓) ให้คำจำกัดความ

(๔) วิเคราะห์

(๕) สังเคราะห์

(๖) ประยุกต์ใช้ความรู้

(๗) จัดระเบียบ

(๘) สร้างความรู้

(๙) จัดโครงสร้าง

(๑๐) ปรับโครงสร้าง

(๑๑) หาแบบแผน

(๑๒) พยากรณ์

(๑๓) หาความเชื่อพื้นฐาน

(๑๔) ตั้งสมมติฐาน

(๑๕) พิสูจน์ความจริง

(๑๖) ทดสอบสมมติฐาน

(๑๗) ตั้งเกณฑ์

(๑๘) ประเมิน


[B] ทักษะลักษณะการคิด [อนุปัสสนา ๗–มหาวิปัสสนา ๑๘–วิปัสสนาญาณ ๙ = วุฏฐานคามินีปฏิปทา]

(๑) คิดคล่อง

(๒) คิดหลากหลาย

(๓) คิดละเอียด

(๔) คิดชัดเจน

(๕) คิดอย่างมีเหตุผล

(๖) คิดถูกทาง

(๗) คิดกว้าง

(๘) คิดไกล

(๙) คิดลึกซึ้ง


[C] ทักษะกระบวนการคิด [อริยสัจจ์ ๔–กิจในอริยสัจจ์ ๔ = อริยมรรค ๔–อริยผล ๔]

(๑) คิดวิจารณญาณ

(๒) คิดตัดสินใจ

(๓) คิดแก้ปัญหา

(๔) คิดวิจัย

(๕) คิดริเริ่ม

(๖) คิดสร้างสรรค์


[D] ทักษะควบคุมและประเมินการคิดของตนเอง [ปัจจเวกขณญาณ]

(๑) ตรวจสอบระบบโครงสร้าง

(๒) เฟ้นหาทางเลือกที่ดีที่สุด

(๓) ปรับปรุงขั้นตอนใหม่


แหล่งที่มา: ทิศนา แขมมณี และคณะ, ๒๕๔๙.


แต่เมื่อใดนำปัญญาเหล่านั้นมาชำระในภูมิแห่งภาวนากรรมฐานตามพระสัตถุสาสน์คำสอนของพระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้ว ก็จะเปลี่ยนโลกียะไปเป็นโลกุตตระได้จริง จาก “หมา–แอนด์–คน” ไปเป็น “มนุษย์–และ–เทวดา” [วิสุทธิเทพ–พระอรหันต์ ] ข้ามโคตรไปอยู่ในภูมิแห่งอริยะ อันประเสริฐดียอดเยี่ยม ที่เรียกว่า “อนุปาทิเสสนิพพานธาตุ–พระอเสขะ” [ชีวิตสมสีสี] ถ้าคิดจะปฏิบัติธรรม ต้องไปให้ถึงฝั่งโน้นให้ได้ คือ ภาวนามยปัญญา: ปัญญาในสมาธิ–ปัญญาในวิปัสสนา นั่นคือ ถ้าจะตายก็ให้ตั้งจิตอธิษฐานไว้ด้วย การรู้ตายก่อนที่จะตาย การรู้นิพพานก่อนนิพพาน [ทัสสนานุตตริยะ] และควรรู้ข้อปฏิบัติอันยิ่งยอดไปสู่พระนิพพานนั้น [ปฏิปทานุตตริยะ] ด้วยการหลุดพ้นอันยอดเยี่ยม [วิมุตตานุตตริยะ] ซึ่งจะกลายเป็นภูมิปัญญาแห่งพระอรหันต์ นั่นเอง ในยุคนี้ พุทธศาสนิกชนทั้งหลาย กำลังเดินทางเข้าสู่ยุคไพบูลย์ด้วยปัญญาทั้งปวงอันท้าทายความหนักปัญญาของเราทั้งหลาย แล้วท่านผู้เจริญแล้วเตรียมตัวพร้อมหรือยัง ก็ด้วยประการฉะนี้

 
Source: Biovisions at Harvard University. Power of Cell Mitochondria: The Inner Life of the Cell
  URL = Http://www.Biovisions.mcb.harvard.edu or Https://www.youtube.com/watch?v=RrS2uROUjK4

การเปรียบเทียบ: วิวัฒนาการทางปัญญาของมวลมนุษยชาติที่ก้าวมาบรรจบกันระหว่างพระพุทธศาสนกับปรัชญาและวิทยาศาสตร์


 สภาวะด้วยสมมาตรอย่างสมบูรณ์แห่งปัญญาภิวัตน์ [The Accomplishment of Wisdom Revolution]

ในศตวรรษที่ ๒๑ นี้ คือ ยุคที่มนุษย์ได้ วิวัตน์ปัญญาถึงภาวะสมมาตรกันระหว่าง พระพุทธศาสนา พุทธปรัชญา พุทธศาสตร์

ในศตวรรษที่ ๒๑ นี้ ได้ชื่อว่า เป็นสังคมแห่งการเรียนรู้ [Learning Society] หรือ สังคมอุดมปัญญา [Knowledge Based Society] เพราะฉะนั้น การประเมินคุณค่าของสังคมจึงกลายเป็นเรื่องการบริหารจัดการทุนทางปัญญา [Intellectual Capital Management] ซึ่งมีความสัมพันธ์อย่างแท้จริงกับต้นทุนทางสังคมไทยที่มีพระพุทธศาสนาเป็นแหล่งกำเนิดภูมิปัญญาชาวบ้านมาแต่ครั้งอดีต แม้จะต่อยอดกันผิดๆ ถูกๆ เพราะความไม่รู้จริงแห่งอวิชชาก็ตาม เทวดาย่อมให้อภัยโทษอันมหันต์นี้แก่ชาวไทยเสมอ เพราะคุยกับเทวดารู้เรื่อง พูดคุยภาษาเดียวกันจึงเกิดเข้าใจถูกต้อง รอดตายไปวันๆ เท่านั้นเอง ยังไม่ยั่งยืน นักวิทยาศาสตร์ทางโลกตะวันตก ถึงดวงอาทิตย์จะตก แต่คนกลุ่มนี้ไม่รู้จักนอนเป็นเวลาเหมือนคนตะวันออก ประกอบความตื่นศึกษาวิจัยค้นคว้าศาสตร์สาขาต่างๆ ลงลึกอย่างดิ่งด่ำลึกซึ้ง จนเกิดอาการนึกว่าตนเองเป็นพระผู้สร้างไปแล้ว ก็เพราะความไม่รู้จริงแห่งอวิชชาอีกเช่นกัน ต้นทุนความโง่ระหว่างสังคมไทยกับต่างประเทศจึงเท่ากันเสมอ ยกเว้น อริยบุคคลผู้บรรลุอธิคมธรรมในขั้นพระอรหันตขีณาสพเท่านั้น ผู้ไร้ปราณีแก่ความโง่เขลาทั้งหลาย สิ่งหนึ่งที่คนไทยไม่ยอมเข้าใจอย่างถูกต้องว่า พระพุทธศาสนาได้มีการศึกษาค้นคว้าวิจัยธรรมแห่งรูปธรรม ที่เรียกว่า “กลาปสัมมสนะ” [การหยั่งรู้รูปธรรมอย่างลึกซึ้งโดยไตรลักษณ์ = สัมมสนญาณ–วิปัสสนาญาณ ๙ โดยพิจารณาสภาวธรรมด้วยหลักปฏิจจสมุปบาทโดยโยนิโสมนสิการอย่างถูกวิธี] คำว่า “กลาปะ–กลาป” นั้น คือ หน่วยรวมเล็กที่สุดมีอะตอมหรืออณูรวมต่ำสุด ๘ หน่วย [วินิพโภครูป ๘: ปฐวี–อาโป– เตโช–วาโย–วัณณะ–คันธะ–รสะ–โอชา (คำข้าว–กวฬิงการาหาร)] ที่เกิดเป็นองค์ประกอบในอินทรียวัตถุในจักรวาล ในความรู้ฝ่ายโลกนั้น นักวิทยาศาสตร์ได้ค้นพบระบบโครงสร้างโมเลกุล ด้วย Nanotechnology [One thousand millionth of a metre] และ Nanosecond Technology [เล็ก ๑ ในพันล้านหน่วยต่อวินาที One thousand millionth of a second = NS] ที่เรียกว่า Quarks [ควอร์ค] คือ อนุภาคมูลฐาน ๓ ชั้นที่เป็นรากฐานของมวลทั้งหมดในจักรวาล องค์ความรู้นี้ทำให้มนุษย์เข้าใจอนุภาคแห่งอินทรียวัตถุในระบบโครงสร้างเซลล์สิ่งมีชีวิต ที่เรียกว่า Mitochondrion [ไมทะคอน'ดรีอัน = รูปทรงกลมที่พบในไซโตปลาสซึมของเซลล์เป็นแหล่งเกิดพลังงานในรูปการสังเคราะห์ คำพหูพจน์ คือ Mitochondria ไมทะคอน'เดรีย ในวงการแพทย์สมัยใหม่ ค้นพบการรักษาสุขภาพด้วยสารอาหารที่ใช้เลี้ยงจุลินทรีย์นี้ให้แข็งแรง เป็นการปรับระบบโครงสร้าง DNA ให้แข็งแรง ไม่ต้องใช้ยาเคมีอันเป็นทางเลือก “ได้อย่างแล้วเสียอย่าง” ไม่ครบองค์รวม [Holism] เช่น คนเป็นเบาหวาน กินยามาก น้ำตาลลด ตับดี แต่เป็นโรคไตต่อ ก็มี โรคหัวใจ กล้ามเนื้ออ่อนแรง หรือ สมองเสื่อม เป็นของแถม ในร่างกายมนุษย์มีเซลล์มากกว่า 100 Trillion Cells (1,000,000,000,000,000,000 = 1018) ซึ่งแต่ละวินาทีจะมีปฏิกิริยาเคมีในร่างกายมากกว่า 500 Quadrillion /Second Chemical Reactions (500,000,000,000,000,000,000,000,000 = 1024) แค่นี้เอง] ที่ทำหน้าที่สนับสนุนพัฒนารหัสพันธุกรรม [DNA: Deoxyribonucleic Acid] โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การสร้างพลังงานชีวิต [ทางธรรมให้ชื่อว่า “เทวดาประจำองค์” ของแต่ละคน] แต่ที่เหนือกว่านั้น จิตอันเป็นธรรมชาติวิจิตรของมนุษย์ทำหน้าที่กำหนดความต่างแห่งกรรม ให้ชีวิตของตนสมบูรณ์หรือบกพร่องได้ ก็มาจาก “สัญเจตนา” [อภิสังขาร ๓: บุญ–บาป–อาเนญชา (จตุตถฌาน–อรูปฌาน ๔ ) ถ้าได้ฌานที่ ๔ เรียกว่า “จิตประภัสสร” จิตปราศจากนิวรณ์ อันเป็นฐานสำคัญแห่งบาทฐานก้าวไปสุ่ความเป็นอริยบุคคล ในสมาธิแห่งจตุตถฌานนั้น จะประกอบด้วย วิชชา ๓: ปุพเพนิวาสนุสติญาณ–จุตูปปาตญาณ–อาสวักขยญาณ] นั่นเอง ดังนั้น ยิ่งศาสตร์ทางโลกก้าวหน้ามากเท่าไหร่ ก็ยิ่งเป็นการยืนยันหลักธรรมในพระพุทธศาสนาว่าเป็นจริงเท่านั้น แล้วทำไมพวกเราทั้งหลายไม่ศึกษาให้จริงจังตามพระสัตถุสาสน์คำสอนของพระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าอย่างจริงจังสักที และทำไมยังชักชวนกันประมาทพระธรรมอยู่อีก อย่าเป็นเพราะทำจิตถึงญาณไม่ได้จริง แล้วหาเรื่องว่าไม่มีจริงก็แล้วกัน อย่าให้อวิชชาปิดบังปัญญาอีกต่อไปเลย ด้วยประการฉะนี้

 


กลาปะ คือ หน่วยรวมอนุภาคมูลฐาน ๘–๑๓ ชั้น ที่เป็นรากฐานของมวลทั้งหมดในจักรวาล [การหยั่งรู้ของพระพุทธเจ้าเมื่อ ๒,๖๐๐ ปี] 
Quarks คือ อนุภาคมูลฐาน ๓ ชั้น ที่เป็นรากฐานของมวลทั้งหมดในจักรวาล [การค้นพบของนักวิทยาศาสตร์ในศตวรรษที่ ๒๑] 
Source: Webster's NewWorld Dictionary of American English. Third College Edition, 1988.

การเปรียบเทียบ: พระพุทธศาสนาได้เจริญกลาปสัมมสนะเมื่อ ๒,๖๐๐ ปีมาแล้ว ที่เป็นทฤษฎีพื้นฐานในศาสตร์สมัยใหม่สาขาฟิสิกส์ปรมาณู หลวงพี่อินเมียน RU4  ได้ตรัสรู้สัมโพธิญาณแล้ว...! ด้วยอนุปาทิเสสนิพานธาตุ  Buddha Robot

Source: SPLENDID FILM. AMASIA: The Finest Art of Asian Movie. Lotte Entertainment, SH2U Doomsday Book (2012) 720p [Episode 2] หรือ ค้นหาด้วย Key Words: doomsday book robot buddha [มีปัญหาเรื่องลิขสิทธิ์]

  URL = https://www.youtube.com/watch?v=NK85d8AofMM

การเปรียบเทียบ: สังคมมนุษย์ก้าวสู่ยุคหุ่นยนต์ในศตวรรษที่ ๒๑ นี้ ให้พิจารณาประเด็นหุ่นยนต์พุทธะ


 สังคมมนุษย์ในยุคหุ่นยนต์ [The Ages of Humanoid Being and Bionic Man]

ในศตวรรษที่ ๒๑ สังคมมนุษย์ได้ พัฒนาปัญญาถึงจุดรวมกันระหว่าง พระพุทธศาสนา–พุทธปรัชญา–พุทธศาสตร์

ปัญญาความรู้เป็นภาวะด้านจิตเชิงธรรมชาติที่สามารถวิวัฒน์ตนเองได้ ไม่ว่าจะอยู่ในตัวมนุษย์ หรือในชุดคำสั่งที่เป็นระบบชำนาญการ มนุษย์มีเจตจำนงเสรีในที่จะนึกคิดสร้างสรรค์หรือทำลายล้าง โปรแกรมหรือชุดคำสั่งให้เครื่องจักรก็สามารถวิวัฒน์ปัญญาขั้นสูงเพื่อสู่ความเป็นอิสระทางความคิดได้เช่นกัน เพราะความสมบูรณ์แบบในการจำลองระบบสมองกับระบบความคิดที่สามารถถ่ายทอดจากมนุษย์สู่เครื่องจักรกล ฉะนั้น ในอนาคตสังคมมนุษย์จึงประกอบด้วยปัจจัย ๓ อย่าง ได้แก่ (๑) มนุษย์–Human Being (๒) มนุษย์กึ่งหุ่นยนต์–Bionic Being (๓) มนุษย์หุ่นยนต์ –Humanoid Being ปรากฏการณ์เชิงสังคมสมัยใหม่ทั้งหมดนี้ มนุษย์ไม่สามารถปฏิเสธความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีสมัยใหม่ที่ล้ำยุคได้ที่สื่อสารด้วยระบบดิจิตอล โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ความก้าวหน้าแบบก้าวกระโดดทาง คอมพิวเตอร์ อินเทอร์เน็ต ดาวเทียมสื่อสาร วิทยาการการแพทย์ อุปกรณ์สื่อสาร เป็นต้น แต่อย่างไรก็ตาม มีข้อสมมติฐานเชิง ศาสนา–ปรัชญา–วิทยาศาสตร์ ที่ว่า จิต [Consciousness] กับปัญญา [Wisdom] แยกกันอยู่คนละฝ่ายจริงหรือไม่ หรือว่าอยู่ควบคู่กันไปเฉพาะในสิ่งมีชีวิต นั่นคือ มนุษย์เท่านั้น เช่น เมื่อมีการละจากสังขารนี้แล้ว มนุษย์ต้องวิวัฒน์วิญญาณด้วยจุติจิตและปฏิสนธิจิตในองค์แห่งภพใหม่ [ภวังคจิต] คือ ไปสู่สัจจภาวะแห่งนิพพาน อันไม่มีเกิดและดับ เป็นอมตธาตุ หรือดิ่งจมลงในวัฏฏะอีกต่อไป อันมีเวียนว่ายตายเกิด ผู้ที่ตอบคำถามนี้ได้ดีที่สุด คือ พระอรหันต์ไม่ใช่นักวิทยาศาสตร์ที่จะผูกขาดสิทธิ์ไว้เพียงผู้เดียว เพราะคนเหล่านี้ไม่ใช่พหูสูตผู้รู้แจ้งโลก Video Clip: The Buddha Robot นี้ จะเป็นโจทย์ปัญหาทางสังคมในอนาคต เพราะความศิวิไลซ์ในอารยธรรมยุคใหม่ของมวลมนุษยชาติ สำหรับผู้เป็นคนรุ่นลูกหลานต่อไป ที่คนรุ่นปัจจุบันได้กำหนดเส้นทางแห่งวิวัฒนาการชีวิตไว้อย่างดีพอหรือไม่ ก็มีคำตอบในภาพยนตร์เรื่องสั้นนี้ ที่พุทธศาสนิกชนทั้งหลายไม่ควรพลาด เกี่ยวกับการพัฒนาปัญญามนุษย์ที่ก้าวไปสุดจุดสุดขอบอย่างแท้จริง อันอยู่ไม่ไกลที่เราทั้งหลายกำลังเผชิญอยู่ ด้วยประการฉะนี้

 
ภาพบางฉาก: SPLENDID FILM of The Buddha Robot in the Doomsday Book (2012)
  คำเสนอแนะ: ให้พิจารณาเปรียบเทียบปัญญาในมนุษย์ มนุษย์กึ่งหุ่นยนต์ และ หุ่นยนต์สมบูรณ์แบบ


 ฉากสำคัญบางตอนในหุ่นยนต์พุทธะ[Some Outstanding Screens on The Buddha Robot]

ผู้ปฏิบัติธรรมสามารถดูรายละเอียดในวิดีโอคลิปได้


วิศวกรมาถึงวัดตามเวลาที่นัดไว้ เพื่อให้มาตรวจสอบความเรียบร้อยของหุ่นยนต์ผู้ช่วยสอนธรรมะในวัด


เจ้าอาวาสกับเณรน้อยต้อนรับและประพฤติธรรมปฏิสันถารกับวิศวกรในเรื่องหุ่นยนต์ที่พึ่งมาถึงที่วัด


คณะสมณะทั้งพระภิกษุและพระภิกษุณีร่วมมาประชุม ณ โอกาสสำคัญทางพระศาสนากับวิทยาศาสตร์ [ธุรกิจ]


วิศวกรกำลังตรวจสอบระบบการทำงานของหุ่นยนต์ตามคำร้องของทางวัด


วิศวกรกำลังโต้เถียงกับพระภิกษุณีในขอบเขตอำนาจความรับผิดชอบของตนตามนโยบายบริษัท UR


วิศวกรตรวจสอบความเรียบร้อยของระบบโปรแกรมในหุ่นยนต์รุ่น RU4 [ไม่ใช่รามคำแห่งรุ่น 4]


พระภิกษุณีไม่เห็นด้วยกับการทำลายล้างหุ่นยนต์ เพราะหุ่นยนต์ประคองจิตได้สูงกว่ามนุษย์


พระภิกษุณีขอคำชี้แนะในการแก้ปัญหาเมื่อหุ่นยนต์ได้ดวงตาเห็นธรรม และยังทำหน้าสอนมนุษย์ด้วย


การสนทนาธรรมพระภิกษุณีในประเด็นการเจริญวิปัสสนากรรมฐานให้เห็นนามรูปโดยไตรลักษณ์


หุ่นยนต์รุ่นก่อนหน้านั้น ที่ยังใช้เทคโนโลยีล้าหลัง ปฏิบัติตามค่ำสั่งมนุษย์เพียงอย่างเดียว


ประธานบริษัท UR ไม่พอใจกับการให้สิทธิหุ่นยนต์เท่าเทียมมนุษย์


พระภิกษุณีให้วิศวกรให้เหตุผลในสิทธิ์ของหุ่นยนต์ที่อยู่ในฐานะสมณะ


หุ่นยนต์นั่งเจริญภาวนากรรมฐานร่วมกับเหล่าภิกษุทั้งหลาย


เหล่าพระสงฆ์แสดงการเคารพพระเถระเจ้าคณะ


พระเถระเจ้าคณะยืนยันถึงการเข้าถึงสัจจภาวะแห่งนิพพานว่า หุ่นยนต์มีคำตอบอย่างไร


ภิกษุและภิกษุณีฟังคำถามจากพระเถระเจ้าคณะเทศน์ผ่านระบบ Hologram Applications


วิศวกรให้ทางบริษัท UR พิจารณาทบทวนการแก้ปัญหาหุ่นยนต์คิดแข่งกับมนุษย์


หลวงพี่อินเนียง งงในจิตมนุษย์ ที่จำแนกธรรมไม่ได้ตามเป็นจริง


หลวงพี่อินเนียงป้องกันตนเองจากคำสั่งกำจัดหุ่นยนต์รุ่น RU4


หลวงพี่อินเนียงแสดงเจตนาห้ามเจ้าที่หน้า UR เข้ามาทำลายล้างระบบหุ่นยนต์


หลวงพี่อินเนียงเทศน์เตือนมนุษย์เพื่อไม่ให้ลืมพันธสัญญาแห่งนิพพาน


หลวงพี่อินเนียงนั่งเจริญภาวนากรรมฐานตามวิถีแห่งอริยมรรค


หลวงพี่อินเนียงเจริญภาวนาสมบูรณ์ด้วยสมถะกับวิปัสสนาเพื่อตรัสรู้สัมสัมโพธิญาณแล้ว


วิศวกรตรวจสอบการดับเครื่องโดยอนุปาทิเสสนิพพานธาตุ


หลวงพี่อินเนียงได้นั่งสงบประพฤติชีวิตสมสีสีเป็นอันดับสุดท้าย โดยตรัสรู้สัมโพธิญาณ ด้วยประการฉะนี้

    HONDA ASIMO —ดูการพัฒนาหุ่นยนต์เพิ่มเติม

 

ท่านทั้งหลาย ผู้เจริญแล้ว รู้จักคำว่า “บุญบารมี” แล้วหรือยัง...!
พระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสว่า: (๑) ทานที่บุคคลให้แล้วย่อมมีผล (๒) การบูชาย่อมมีผล (๓) การบวงสรวงย่อมมีผล (๔) ผลวิบากแห่งกรรมที่ทำดีทำชั่วมีอยู่
(พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๒ - หน้าที่ 511 FILE 76)

สมทบทุนบริจาคสนับสนุนการเผยแพร่พระศาสนา
ร่วมทำบุญกุศลบริจาคทานเพื่อสืบทอดพระศาสนา
  พุทธพจน์
“ยงฺกิญฺจิ สมุทยธมํ สพฺพนฺตํ นิโรธธมฺมนฺติ”
สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งหลายมีความดับไปเป็นธรรมดา
   
อ่านบทความส่งเสริมการพัฒนาปัญญา
กลุ่มคณาจารย์บริหารโครงการ
English Program Project of EPAcademy.com 2005
วิทยาทานไวยาวัจจ์
The Teaching Verification License Service Porject 
Qualified for Non-Thai Teachers in Thailand 
The Prototype Project [2005-2006] 

Mr. Nithee Siripat, Dr. Areewan Iamsa-ard [Project Director], Dr. Amnuay Deshchaisri,
Mr. Sevket Simsek, and Mr. Prasert Limsukkawat
Bansomdejchaopraya Rajabhat University © The Faculty of Education Take a look at the Great Project, please!





สิรภัทร ศิริพัฒน์
  พาหุสัจจะ (Great Learning)

หลายคนอาจสงสัยว่า การหันหน้าเข้าวัด คือ การหมดหนทางต่อสู้ในชีวิต หรือ การยอมแพ้ ความจริงเป็นเรื่องตรงกันข้าม เพราะเราเข้าหา “พระอริยสงฆ์” ผู้ประเสริฐด้วยวิชชาและจรณะเพรียบพร้อม เหนือมนุษย์ปกติทั่วไป ผู้ยังมีกิเลสครอบงำจิตใจทุกขณะ “พาหุสัจจะ” คือ ความเป็นผู้ได้ศึกษาเล่าเรียนมาก สิ่งนี้ คือ คุณสมบัติอย่างหนึ่งของผู้ที่จะเป็น บัณฑิตทางโลก ส่วน สัตบุรุษทางธรรม นั้น กำลังท้าทายพวกเราอยู่ว่า มีจิตใจมุ่งมั่นแค่ไหน

    | Main Page | About Us | Academics | Log In | Email | Contact Us View Log File
 Bye-Bye. Guest!... See you again.   
การระดมสมองกันนั้น
ย่อมเกิดปัญญาและความสำเร็จได้
Brainstorming Brings out Wisdom and Success

 Join Us to Develop Yourself
     Clean... Calm...  Bright...





Copyright © 2001 –
Siripat.com and Academiae Network. All rights reserved. 

The content contained herein is being provided to you for information purposes only. No information or materials posted on this site are intended to constitute
a legal or binding relationship. Siripat.com makes no warrants or claims as to the accuracy of content posted on this website.
To the full extent permissible by applicable law, we disclaim all warranties, express or implied and will not be liable for any damages of any kind arising
from the use of this site, including but not limited to direct, indirect, incidental punitive and consequential damages.


Terms of Use and Service | Privacy Policy | Disclaimer