CHARITY DISTRIBUTION FILES
2600 YEARS
PLEASE DOWNLOAD THE NEW REVISED VERSION   
Download Lastest Version
THE ABSOLUTE TRUTHS NEVER DIE BY THE BUDDHA   
แก่นสารแห่งพุทธธรรม
Visit Siripat.Com
   Return to Siripat.com and Academiae Network
  คำแนะนำ   
 
การเจริญภาวนาให้เกิดญาณสัมปยุตต์แห่งปรมัตถสัจจะด้วยปัญญาภูมิอันพึงเกิดแด่โยคาวจรทั้งหลาย   
 
ความตรัสรู้อริยสัจจ์ย่อมเป็นสมุฏฐานแห่งสัพพัญญุตญาณอานิสงส์อันไพบูลย์ด้วยปัญญาญาณ   
 ท่านสามารถศึกษาธรรมะผ่านไฟล์ Text–WordDoc–PDF–HTML–ASP และ JAVA Script Webpages  
Download Now
Download Now
พุทธชยันตี ๒๖๐๐ ปี แห่งความตรัสรู้
 เชิญชาวพุทธร่วมฉลองด้วยการศึกษาอริยธรรมและประพฤติพรหมจรรย์แห่งพระธรรมวินัยนี้
Download Siripat RSS Feed
Check Out
 
รู้อยู่ที่ใจ ดูอยู่ที่ใจ เห็นอยู่ที่ใจ        
เพ่งอยู่ที่ใจ กำหนดอยู่ที่ใจ         
          ให้เห็นความแจ้ง ความสว่าง ความสงบ ขึ้นในใจ     หลวงปู่ทา จารุธัมโม
คำถาม FAQ อาจารย์นิธี ศิริพัฒน์    
ฉบับเฉลิมฉลอง “พุทธชยันตี ๒๖๐๐ ปี” ใน “วันวิสาขบูชา–มาฆบูชา–อาสาฬหบูชา“ ตลอดปี    
Siripat.Com and Academiae Network    
    You're Visiting the Buddhism Webpage. Enjoy Learning the Noble Virtues.
Last Modified:   March 9, 2017 9:09 AM  ||        

 
| Main Page | About Us | Academics | Miscellany | Log In | Email | Contact Us |  
  Hi Guest!... May I have a talk with you. I think it's very nice and useful guidance.  
Visitor Number:
4674168
ขนาดอักษรมาตรฐานหน้านี้ 18PT
    ขนาดอังกษร 18 PT     สัพเพเหระกับผู้เขียน Author Miscellancy 2012

ข่าวด่วนทันเหตุการณ์ (Breaking News Update)  
ตรวจสอบสุขภาพจิตของท่าน







Donald Trump – Best Hope to Make America Great Again!
[Photo courtesy: https://www.donaldjtrump.com]



ปัญญาทันเหตุการณ์โลก (Updated Universal Wisdom)  
  เทคโนโลยีสมัยใหม่ทำหน้าที่เป็นปุพเพนิวาสานุสติญาณและทิพพจักขุญาณได้แบบโลกียสัมมาทิฏฐิ แต่ผู้ได้บรรลุถึงพร้อมทั้งโลกียญาณและโลกุตตรญาณดีแล้ว ย่อมไม่จำเป็นต้องไปเกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีสมัยใหม่ เพราะรู้อย่างเท่าทันทั้งโลกียะและโลกุตตระ อย่างไรก็ตาม ภาษาอาจเป็นอุปสรรคในการสื่อสารกัน แต่ทุกวันนี้เทคโนโลยีสมัยใหม่สามารถลดปัญหาการสื่อสารลงได้มากมาย ฉะนั้น ในศตวรรษที่ ๒๑ นี้ มนุษย์มีโอกาสในการแสวงหาความรู้อย่างไร้พรหมแดน ก็ให้ถือโอกาสนี้สร้างเสริมปัญญาบารมีของตนให้ถึงสุดรอบก็แล้วกัน

รวมภาพถ่ายราตรีดำแดง ฮักแพงสะลั่นคะเนีย ๑๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๙ (โรงเรียนอนุบาลชุมพลบุรี)
         
   
ศิลย์เก่าโรงเรียนอนุบาลชุมพลบุรี
 
ศิลย์เก่าโรงเรียนอนุบาลชุมพลบุรี
 
   
ดูภาพเพิ่มเติม
ดูภาพแผ่นดินไหวเพิ่มเติม
 
 
รวมภาพถ่ายจากสื่อเว็บไซต์ ภาพรวมของการเมืองไทย ๒๕๕๗
         
   
 
 
   
ดูภาพเพิ่มเติม
ดูภาพแผ่นดินไหวเพิ่มเติม
 
 
รวมภาพถ่ายจากสื่อเว็บไซต์ แผ่นดินไหวเชียงราย ๕ พฤษภาคม ๒๕๕๗
         
   
 
 
   
ดูภาพเพิ่มเติม
ดูภาพแผ่นดินไหวเพิ่มเติม
 
 
รวมภาพถ่ายจากสื่อเว็บไซต์ งานบุญบั้งไฟยโสธร ๑๗ พฤษภาคม ๒๕๕๗
         
   
 
 
   
ดูภาพเพิ่มเติม
ดูภาพงานบุญบั้งไฟเพิ่มเติม
 
 
รวมภาพถ่ายจากสื่อเว็บไซต์ วิถีชีวิตคนอีสาน ๒๕๕๗
         
   
 
 
   
ดูภาพเพิ่มเติม
ดูภาพงานบุญบั้งไฟเพิ่มเติม
 
 
รวมภาพถ่ายจากสื่อเว็บไซต์ งานบุญแห่เทียนพรรษาอุบลราชธานี ๒๕๕๗
         
   
 
 
   
ดูภาพเพิ่มเติม
ดูภาพงานบุญบั้งไฟเพิ่มเติม
 
 
รวมภาพถ่ายจากสื่อเว็บไซต์ ท่องเที่ยวดินแดนแห่งพุทธภูมิด้วยธรรมสังเวช
         
   
 
 
   
ดูภาพเพิ่มเติม
ดูภาพงานบุญบั้งไฟเพิ่มเติม

 
ข่าวด่วนทันเหตุการณ์
   แผ่นดินไหวตามหลักธรรมในพระพุทธศาสนา (Dhammagambhira.Blogspot.Com)

พุทธองค์ทรงมาสรุปลงในวาระสุดท้าย เมื่อพรรษาที่ ๔๕ ที่เกิดแผ่นดินไหว (วันที่ ๑๐ มิถุนายน พุทธมหาปรินิพพาน ๒๕๕๔)

รวบรวมเรียบเรียงโดย.....วิเสสลกฺขณมิตฺตา พระพุทธองค์ทรงมาสรุปลงในวาระสุดท้าย เมื่อพรรษาที่ ๔๕ ที่เกิดแผ่นดินไหว ขณะเมื่อพระบรมศาสดา ทรงปลงพระชนมายุสังขาร ณ ปาวาลเจดีย์ (ปาวาลเจติย) แคว้นวัชชี เกิดแผ่นดินไหว กลองทิพย์บรรลือลั่น “พระมหาอานันทเถระ” เกิดอัศจรรย์ในเหตุการณ์นั้น ดำริว่า (๑) อะไรหนอเป็นเหตุ (อัตถุปปัตติ = เหตุให้มีเรื่องขึ้น เหตุให้เกิดเรื่อง) และ (๒) อะไรหนอเป็นปัจจัย (ปจฺจย = ลักษณะหรืออาการแห่งความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งทั้งหลาย ที่สิ่งหนึ่งหรือ สภาวธรรมอย่างหนึ่ง เป็นองค์ประกอบที่ช่วยเอื้อ เกื้อหนุน ค้ำจุน เป็นเหตุ หรือเป็นเงื่อนไข ให้ สิ่งอื่น หรือสภาวธรรมอย่างอื่น เกิดขึ้น คงอยู่ หรือเป็นไปอย่างใดอย่างหนึ่ง นั่นคือ ความสัมพันธ์แห่งเหตุปัจจัยร่วมกัน ให้พิจารณาตามหลักธรรม ที่เรียกว่า “ปฏิจจสมุปบาท–อิทัปปัจจยตา–ปัจจยาการ–ตถตา” อันเป็นวิธีกระบวนการคิดในการใช้เหตุผลและปัญญา) พระองค์จึงได้ถือโอกาสเข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า กราบทูลถาม “สาเหตุของแผ่นดินไหว” พระพุทธองค์ตรัสว่า : –

“ดูก่อนอานันทะ (อานนฺท) เหตุ ๘ อย่าง ปัจจัย ๘ อย่าง ทำให้แผ่นดินไหว” (จาก สุมังคลวิลาสินี) ดังรายละเอียดเพิ่มเติมต่อไปนี้

๑. แผ่นดินใหญ่ ตั้งอยู่บนน้ำ น้ำตั้งอยู่บนลม ลมตั้งอยู่บนอากาสธาตุ สมัยที่ลมใหญ่พัด ย่อมทำให้น้ำไหว ครั้นน้ำไหวแล้ว แผ่นดินนี้ย่อมไหว ในกรณีนี้ คือ โลกเป็นดาวพระเคราะห์ที่ลอยอยู่ในอวกาศ หมายถึง โลกประกอบด้วย มหาภูตรูป ๔ ได้แก่ ปฐวีธาตุ อาโปธาตุ เตโชธาตุ และ วาโยธาตุ หรือ ธาตุ ๕ ได้แก่ ดิน น้ำ ไฟ ลม อากาสธาตุ คือ สภาวะที่ว่าง ไม่ประกอบด้วย ธาตุที่ ๖ คือ วิญญาณธาตุ นั่นคือ สภาวะที่รู้แจ้งอารมณ์ หรือ ธาตุรู้
๒. สมณพราหมณ์ (สมณพฺราหฺมณ) หรือ เทวดา (เทวตา) ผู้มีฤทธิ์ เจริญปฐวีสัญญาเล็กน้อย (ปฐวีสญฺญา หรือ อารัมณปฐวี คือ ปฐวีโดยเป็นอารมณ์ นั่นคือ ดินเป็นอารมณ์ในกรรมฐาน โดยเฉพาะมุ่งเอาปฐวีกสิณที่เป็นปฏิภาคนิมิต ที่เรียกว่า นิมิตปฐวี หรือ กสิณปฐวี) เจริญอาโปสัญญามาก (อาโปสญฺญา หรือ อารัมมณอาโป คือ อาโปโดยเป็นอารมณ์ นั่นคือ น้ำที่เป็นนิมิตในกรรมฐาน ที่เรียกว่า นิมิตตอาโป หรือ กสิณอาโป) แผ่นดินนี้ย่อมไหว
๓. เมื่อใด พระโพธิสัตต์ (โพธิสฺตโต) จุติจากตุสิตาเทวโลก มีสติสัมปชัญญะ ก้าวลงสู่พระครรภ์ (คพฺภ) พระมารดา เมื่อนั้น แผ่นดินนี้ย่อมไหว นั่นคือ ในคราวที่พระโพธิสัตว์เคลื่อนจากดุสิต ก้าวลงสู่พระครรภ์พระมารดา
๔. เมื่อใด พระโพธิสัตต์ (โพธิสฺตโต) มีสติสัมปชัญญะ ประสูติจากพระครรภ์พระมารดา เมื่อนั้น แผ่นดินนี้ย่อมไหว นั่นคือ ในคราวประสูติของพระโพธิสัตว์
๕. เมื่อใด พระตถาคต ตรัสรู้พระอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ (อนุตฺตรํ สมฺมาสมฺโพธิญาณํ) เมื่อนั้น แผ่นดินนี้ย่อมไหว นั่นคือ ในคราวตรัสรู้อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ
๖. เมื่อใด พระตถาคต ยังพระธัมมจักร (ธมฺมจกฺก) อันยอดเยี่ยมให้เป็นไป เมื่อนั้น แผ่นดินนี้ย่อมไหว นั่นคือ ในคราวที่ทรงแสดงธรรมครั้งแรกของพระพุทธเจ้า
๗. เมื่อใด พระตถาคต มีสติสัมปชัญญะ (สติสมฺปชญฺญ) ปลงพระชนมายุสังขาร เมื่อนั้น แผ่นดินนี้ย่อมไหว นั่นคือ ในคราวที่พระพุทธเจ้าทรงปลงอายุสังขาร
๘. เมื่อใด พระตถาคต ปรินิพพานด้วยอนุปาทิเสสนิพพานธาตุ (อนุปาทิเสสนิพฺพานธาตุ) เมื่อนั้น แผ่นดินนี้ย่อมไหว นั่นคือ ในคราวที่พระพุทธเจ้าทรงเสด็จดับขันธปรินิพพานด้วย อนุปาทิเสสนิพพานธาตุ ดับชีวิตและดับกิเลสในเวลาพร้อมกัน

นอกจากนี้ ยังมีเหตุการณ์แผ่นดินไหว เกิดในครั้งพุทธกาลอีก ๘ ครั้ง คือ:

๑. พระโพธิสัตต์ (โพธิสฺตโต) เสด็จออกมหาภิเนษกรมณ์ (มหาภิเนสกรมณ)
๒. พระโพธิสัตต์ (โพธิสฺตโต) เสด็จเข้าใกล้โพธิมณฑลตรัสรู้
๓. พระตถาคต ทรงพิจารณาผ้ามหาบังสุกุล (ปงฺสุกุล) ของนางปุณณทาสี
๔. พระตถาคต ทรงชักผ้ามหาบังสุกุล (ปงฺสุกุล)
๕. พระตถาคต ทรงแสดงพระธัมมเทสนา (ธมฺมเทสนา) กาลามสูตร (กาลามสุตฺต)
๖. พระตถาคต ทรงแสดงพระธัมมเทสนา (ธมฺมเทสนา) โคตมสูตร (โคตมสุตฺต)
๗. พระตถาคต ทรงแสดงพระธัมมเทสนา (ธมฺมเทสนา) เวสสันดรชาดก ( เวสฺสนฺตรชาตก)
๘. พระตถาคต ทรงแสดงพระธัมมเทสนา (ธมฺมเทสนา) พรหมชาลสูตร (พฺรหฺมชาลสุตฺต)

ข้อพึงพิจารณาอีกประการหนึ่ง นั่นคือ แผ่นดินอันใหญ่หนักด้วยของหนัก ถ้าคุณความดีของบุคคลมีมาก จนแผ่นดินไม่อาจรับไว้ได้ จึงสะเทือนสะท้านหวั่นไหว หมายถึง ความไพบูลย์แห่งกำลังบุญทาน ที่เรียกว่า การบำเพ็ญทานที่สั่งสมมานานของพระโพธิสัตว์ด้วย (๑) ทานบารมี คือ คุณความดีที่บำเพ็ญทานอย่างยิ่งยวด (๒) ทานอปุบารมี คือ คุณความดีที่บำเพ็ญทานอย่างยิ่งยวดขั้นจวนสูงสุด และ ทานปรมัตถบารมี คือ คุณความดีที่บำเพ็ญทานอย่างยิ่งยวดขั้นสูงสุด เช่น พระเวสสันดร ที่บังเกิดแผ่นดินไหว เพราะพระหฤทัยของท่านนั้น ไม่ได้ทำทานด้วยอำนาจ ราคะ โทสะ โมหะ มานะ ทิฐิ กิเลส ความโกรธ หรือ ความริษยา แต่ทำด้วย อำนาจแห่งทาน อย่างเดียวเท่านั้น ที่เป็น ศรัทธาและฉันทะแรงกล้า อันประกอบด้วย เหตุผล (Reasoning = Dection and Induction) คือ โยนิโสมนสิการ (Analytical Reflection) หมายถึง การใช้ความคิดอย่างถูกวิธี และ ปัญญา–ความรู้ (Wisdom–Knowledge–Insight) คือ การไตร่ตรองพิจารณาด้วยปัญญาญาณในวิปัสสนาภูมิ ที่เรียกว่า “ญาณทัสสนะ” หรือ “ยถาภูตญาณทัสสนะ” อันทำให้เกิดบรรดา “อุทปาทิ: การอุบัติขึ้นด้วยบารมีแห่งการบำเพ็ญเพียรภาวนาด้วยอริยมรรคมีองค์ ๘” ที่เรียกว่า “จักขุ–ญาณ–ปัญญา–วิชชา–แสงสว่าง” แห่งอธิคมสมณธรรมในพระธรรมวินัยนี้ หมายถึง (๑) “จักขุ ๕” (Divine Eyes) ได้แก่ “มังสจักขุ” ตาเนื้ออันงาม มีอำนาจ เห็นแจ่มใส ไว และเห็นไกล “ทิพพจักขุ” ตาทิพย์หยั่งรู้กรรมของสัตว์ทั้งหลาย “ปัญญาจักขุ” ตาปัญญาตรัสรู้อริยสัจจธรรม “พุทธจักขุ” ตาพระพุทธเจ้าหยั่งพุทธกิจให้สมบูรณ์ และ “สมันตจักขุ” ตาเห็นรอบหยั่งธรรมทุกประการ” (๒) “ญาณทัสสนะ” (Insight and Knowledge) นั่นคือ “ญาณทัสสนะอันมีปริวัฏฏ์ ๓” ที่เรียกว่า “ญาณ ๓: สัจจญาณ กิจจญาณ กตญาณ” หรือ “อริยสัจจ์ ๔: ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค” และ “กิจในอริยสัจจ์ ๔: ปริญญา ปหานะ สัจฉิกิริยา ภาวนา = กำหนดรู้ปัญหา กำหนดรู้สาเหตุปัญหา กำหนดรู้สภาพที่ไร้ปัญหา กำหนดรู้แนวทางแก้ไขปัญหา” ซึ่งรวมถึง ญาณในวิปัสสนาทั้งหมด เช่น “โสฬสญาณ–ญาณ ๑๖ ซึ่งทำให้ดับกิเลสและทุกข์ทั้งปวง” (๓) “ญาณ” (Intellectual Wisdom) นั่นคือ “ปฏิสัมภิทา ๔: ปัญญาแตกฉานในความหมาย หลักธรรม ภาษา ปฏิภาณ” (๔) “วิชชา ๓” (Transcendental Wisdom) คือ ความรู้แจ้ง ความรู้วิเศษ ได้แก่ บุปเพนิวาสานุสติญาณ จุตูปปาตญาณ อาสวักขยญาณ” และ (๕) “แสงสว่าง–อโลโก” (Illumination) คือ “ยถาภูตญาณทัสสนะ” ที่เรียกว่า “ยถา ปชานํ” คือ ปัญญาหยั่งรู้ตามสภาพที่เป็นจริงอันเป็น “แสงประทีปแห่งพุทธปัญญา” เพราะสืบเนื่องด้วยการเจริญมรรคาแห่ง “มัชฌิมาปฏิปทา” ที่เรียกว่า “อริยมรรคมีองค์ ๘: สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปปะ สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ สัมมาวายามะ สัมมาสติ สัมมาสมาธิ” (ไตรสิกขา = ศีล–สมาธิ–ปัญญา อันทำให้รู้แจ้งในอริยสัจจ์ ๔) ที่ทำให้บรรลุถึงภูมิแห่งอริยบุคคล หรือ “โลกุตตรภูมิ” เมื่อเข้าใจดีแล้ว ให้ละอายต่อบาป ความละอายใจต่อการทำความชั่ว “หิริ” ไม่ใช่ “อหิริกะ” คือ ความไม่ละอายต่อความชั่ว และกลัวบาป เกิดความเกรงกลัวต่อความชั่ว “โอตตัปปะ” ไม่ใช่ “อโนตตัปปะ” คือ ความไม่เกรงกลัวต่อความชั่ว ฉะนั้น แผ่นดินไหวในพุทธธัมมคัมภีร์ดังกล่าวข้างต้น ไม่ก่อให้เกิดความเสียหายในทรัพย์สินและจิตใจของมนุษย์ แต่เป็น “อัศจรรย์แห่งปัญญาญาณ” (จิตคือพุทธะ) อันเป็นเรื่องเฉพาะตน อันเป็น “สมบัติแห่งมนุษยชาติพึงมีได้” ไม่จำกัดเผ่าพันธุ์หรือเชื้อชาติใดๆ ไม่ใช่สิทธิบัตรหรือลิขสิทธิ์ผูกขาดเฉพาะของคนอินเดียหรือคนไทยเท่านั้น เป็น “สมบัติของคนทั้งโลก” นั่นคือ — “ปจฺจตฺตํ เวทิตพฺโพ วิญฺญูหิ” หมายถึง อันวิญญูชนพึงรู้เฉพาะตน นั่นคือ “เป็นวิสัยของวิญญูชนจะพึงรู้ได้ เป็นของจำเพาะตน ต้องทำจึงเสวยได้เฉพาะตัว ทำให้กันไม่ได้ เอาจากกันไม่ได้ และรู้ได้ประจักษ์ที่ในใจของตนเท่านั้นเอง” แต่ถ้าเป็นฤทธิ์ของพวกมารซาตานที่อุบัติในพิภพนี้ ย่อมทำวิปฏิสารความเดือดร้อนแห่งความวิบัติทั้งหลาย ให้เกิดขึ้นแก่ตนเองและผู้อื่น เช่น ทำลองระเบิดปรมาณูเล่นกันทุกวันนี้ หรือพัฒนาอำนาจจิตให้ลุโทสะเอาไปใช้ทำอาวุธสงครามสมัยใหม่ ไม่ใช่เพื่อการดับกิเลสและทุกข์ ดังพระพุทธองค์ได้ดำเนินประพฤติปฏิบัติแห่งสัมมาปฏิปทา ด้วย “ปรมัตถประโยชน์” (ความตรัสรู้อนุตตรสัมมาสัมโพธิ) ซึ่งเกิดแผ่นดินไหวจริงมาแล้วในครั้นสมัยพุทธกาล แต่แผ่นดินไหวที่เชียงรายเมื่อ ๗ พฤษภาคม ๒๕๕๗ นั้น คงไม่ใช่พระอรหันต์อุบัติขึ้นในโลกมนุษย์อย่างแน่นอน อาจจะเพราะ “ภาวะโลกร้อน” (Global Warming Crisis) ต่างหาก ทำให้ปลาอานนท์พลิกตน เกิดแผ่นไหวจริง เกิดจาก “การเคลื่อนไหวของเปลือกโลก” (ตามสมมุตติฐานข้อ ๑) เนื่องจาก โลกของเราแบ่งออกเป็นชั้นๆ มนุษย์อาศัยอยู่บนเปลือกโลก (Earth Crust) ใต้เปลือกโลกลงไปเป็นสสารคล้ายของเหลว มีอุณหภูมิสูงมาก เรียก “แมนเทิล” (Mantle) แผ่นเปลือกโลกไม่ได้เป็นแผ่นเดียวกันตลอด แต่แตกแยกเป็นแผ่นๆ คล้ายเกมจิกซอ เราเรียกว่า “เพลท” (Plate) ซึ่งรวมเอาเปลือกโลกกับแมนเทิลชั้นบนเข้าด้วยกัน เนื่องจากเปลือกโลกวางอยู่บนของเหลว จึงสามารถเคลื่อนที่ไปมาได้ การเคลื่อนไหวของเปลือกโลกมี ๓ ลักษณะ คือ:

๑. แผ่นเปลือกโลกที่มีลักษณะชนกัน (Convergent Plates)
๒. แผ่นเปลือกโลกที่มีลักษณะแยกปริออกจากกัน (Divergent Plates)
๓. แผ่นเปลือกโลกที่มีลักษณะเคลื่อนที่เสียดสีกัน (Transform Plates)

อย่างไรก็ตาม “แผ่นดินไหว” (Earthquakes) ยังไม่สู้กับ “จิตใจหวั่นไหว” เพราะอำนาจแห่งกิเลสเข้ายำยีและครอบงำจิตใจมนุษย์ อย่างนี้ไหวรุนแรงมาก เกินมาตรฐานการวัด ๙ แมกนิจูด เสียอีก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง พวก “อุปกิเลส” ทั้ง ๑๖ ประการ ลองตรวจสอบอาการไหวกระเพื่อมของจิตตนเอง ที่แปรปรวนในแต่ละขณะจิตดู — คลิกที่นี่ตรวจสอบสุขภาพจิต

ศึกษาเพิ่มเติมที่: http://dhammagambhira.blogspot.com/2011/06/blog-post_1652.html

 



   เชียงรายยังเกิดอาฟเตอร์ช็อกต่อเนื่อง แรงสุด 4.7 แมกนิจูด (KapooK.Com)

เชียงรายยังสั่นต่อเนื่อง ขอ ปชช. ระวัง 3-6 ช.ม.

สำนักเฝ้าระวังแผ่นดินไหว รายงานว่า ยังเกิดอาฟเตอร์ช็อก ที่ จ.เชียงราย ต่อเนื่องทั้งคืน โดยแรงสุดวัดได้ 4.7 แมกนิจูด ที่ อ.แม่สรวย เบื้องต้นยังไม่มีรายงานความเสียหาย ด้าน ศภช. ขอให้ประชาชนอยู่ในที่ปลอดภัยต่อ 3-6 ชม.

สำนักข่าวเฝ้าระวังแผ่นดินไหวกรมอุตุนิยม วิทยา รายงานข้อมูลแผ่นดินไหว จากเหตุการณ์แผ่นดินไหว ตั้งแต่วันที่ 5 พฤษภาคม 2557 เวลา 18.08 น. ความลึก 7 กม. ขนาด 6.3 แมกนิจูด จนถึงวันที่ 9 พฤษภาคม เวลา 04.00 น. เกิดอาฟเตอร์ช็อกตามมา ดังนี้

ขนาด 5.0-5.9 จำนวน 7 ครั้ง
ขนาด 4.0-4.9 จำนวน 24 ครั้ง
ขนาด 3.0-3.9 จำนวน 90 ครั้ง
ขนาดน้อยกว่า 3.0 จำนวนมากกว่า 320 ครั้ง

ขณะที่รายงานอาฟเตอร์ช็อกครั้งล่าสุด เกิดขึ้นเวลาประมาณ 05.02 น. วันนี้ (9 พฤษภาคม) วัดได้ 2.6 แมกนิจูด ความลึก 2 กม. อยู่ที่ อ.แม่สรวย จ.เชียงราย และอาฟเตอร์ช็อก ครั้งแรงสุดของเมื่อคืนที่ผ่านมา วัดได้ 4.7แมกนิจูด ความลึกราว 2 กม. ศูนย์กลางอยู่ที่ อ.แม่สรวย จ.เชียงราย

ด้าน น.อ.สมศักดิ์ ขาวสุวรรณ์ ผู้อำนวยการศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติ ออกแถลงการณ์แผ่นดินไหว ฉบับที่ 22 เมื่อเวลา 06.00 น. ระบุว่า จากเหตุการณ์แผ่นดินไหว ขนาด 6.3 แมกนิจูด บริเวณ อ.พาน จ.เชียงราย เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม เวลา 18.08 น. ยังคงเกิดอาฟเตอร์ช็อกต่อเนื่อง ขอให้ประชาชนในพื้นที่ประสบภัยแผ่นดินไหว โปรดระมัดระวัง โดยยังคงให้พักอาศัยอยู่ในที่ปลอดภัยต่อไปอีก 3-6 ชม. หากมีข้อมูลเปลี่ยนแปลง ศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติ จะแจ้งข้อมูลให้ทราบเป็นระยะต่อไป

 



   แผ่นดินไหวเชียงราย กระทบ 5 จังหวัด เชียงรายหนักสุด (KapooK.Com)

แผ่นดินไหวเชียงราย 6.3 แมกนิจูด ทำโบราณสถานเสียหาย 16 แห่ง โรงเรียน 73 แห่ง

(แผ่นดินไหวเชียงราย 6.3 แมกนิจูด ทำโบราณสถานเสียหาย 16 แห่ง โรงเรียน 73 แห่ง กระทบ 5 จังหวัด เชียงรายหนักสุด มีบ้านเรือนเสียหายกว่า 8 พันหลัง เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2557 รายการเรื่องเล่าเช้านี้ ทางช่อง 3 ได้รายงานข่าวสรุปความเสียหายที่เกิดขึ้นจากเหตุแผ่นดินไหวที่จังหวัดเชียงราย เมื่อช่วงเย็นวันที่ 5 พฤษภาคมที่ผ่านมา โดยเริ่มจากโบราณสถานต่าง ๆ ซึ่งจากการตรวจสอบของกรมศิลปากรพบโบราณสถานเสียหาย 16 แห่ง โดยส่วนใหญ่ยอดหัก เอียง โครงสร้างแตกร้าว แต่ไม่พบการพังทลายทั้งหมด ซึ่งทั้ง 16 แห่ง ประกอบด้วย

วัดบรมธาตุนครชุม จังหวัดกำแพงเพชร
วัดพระธาตุเขาน้อย จังหวัดน่าน
วัดศรีปิงเมือง จังหวัดพะเยา
หอจดหมายเหตุแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติฯ จังหวัดพะเยา
พระธาตุเนิ้ง วัดพระหลวง จังหวัดแพร่
วัดกิตติ จังหวัดเชียงใหม่
วัดพระสิงห์วรมหาวิหาร จังหวัดเชียงใหม่
วัดพระธาตุศรีจอมทองวรวิหาร จังหวัดเชียงใหม่
วัดสวนดอก จังหวัดเชียงใหม่
วัดพระยืน จังหวัดลำพูน
วัดพระธาตุหริภุญชัย วรมหาวิหาร จังหวัดลำพูน
วัดจามเทวี จังหวัดลำพูน
เจดีย์หลวง จังหวัดเชียงราย
วัดพระธาตุจอมกิตติ จังหวัดเชียงราย
เจดีย์วัดชุมแสง จังหวัดเชียงราย
คริตจักรที่ 1 เวียงเชียงราย จังหวัดเชียงราย

ทั้งนี้ นายเอนก สีหามาตย์ อธิบดีกรมศิลปากร ระบุว่า ในวันที่ 9 พฤษภาคมนี้ จะลงพื้นที่ไปตรวจสภาพความเสียหายดังกล่าว เพื่อวางแผนการบูรณะซ่อมแซมต่อไป

ในส่วนของสถานศึกษานั้น นายจาตุรนต์ ฉายแสง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยว่า หลังจากเจ้าหน้าที่ลงสำรวจความเสียหายของโรงเรียนในแต่ละจังหวัด พบว่ามีโรงเรียนในสังกัดที่ได้รับผลกระทบจากเหตุแผ่นดินไหวทั้งสิ้น 73 แห่ง รวมมูลค่า 152.5 ล้านบาท โดยโรงเรียนที่เสียหายอย่างหนักมีจำนวน 5 แห่ง อยู่ในอำเภอพาน อำเภอแม่ลาว และอำเภอแม่สรวย จังหวัดเชียงราย ประกอบด้วย

โรงเรียนแม่ลาววิทยาคม อาคารเรียนเสียหาย 3 หลัง
โรงเรียนพานพิทยาคม อาคารเรียนเสียหาย 1 หลัง
โรงเรียนโป่งแพร่วิทยา อาคารเรียนเสียหาย 1 หลัง
โรงเรียนดอยช้าง อาคารเรียนเสียหาย 1 หลัง
โรงเรียนชุมชนบ้านป่าก่อดำ อาคารเรียนเสียหาย 1 หลัง

นายจาตุรนต์ ระบุด้วยว่า อาคารเรียนที่เสียหายอย่างหนักอาจต้องรื้อถอนเพื่อสร้างใหม่ และจำเป็นต้องของบกลางจากคณะรัฐมนตรีเพิ่ม ส่วนโรงเรียนที่ได้รับความเสียหายไม่มากนัก ทางหน่วยงานต้นสังกัดได้เตรียมงบประมาณซ่อมแซมแล้ว

สำหรับบ้านเรือนประชาชนนั้น กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ได้ให้ข้อมูลจากการตรวจสอบความเสียหายล่าสุด (7 พฤษภาคม) พบว่า มีพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ 5 จังหวัด คือ เชียงราย เชียงใหม่ พะเยา น่าน และลำปาง แต่ที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดคือที่จังหวัดเชียงราย โดยได้รับผลกระทบ 7 อำเภอ คือ อำเภอพาน อำเภอแม่ลาว อำเภอเมืองเชียงราย อำเภอแม่สรวย อำเภอเวียงชัย อำเภอพญาเม็งราย อำเภอป่าแดด รวม 45 ตำบล 519 หมู่บ้าน มีผู้เสียชีวิต 1 คน บาดเจ็บ 23 คน

ทนอกจากนี้ ยังมีบ้านเรือนเสียหายทั้งหลัง 12 หลัง บ้านเรือนเสียหายบางส่วน 8,371 หลัง วัด 63 แห่ง โรงเรียน 3 แห่งถ สานที่ราชการ 31 แห่ง โรงแรม 1 แห่ง สะพาน 4 แห่ง ถนน 5 สาย อาคารชุมชน 1 แห่ง ระบบไฟฟ้า 2 แห่ง และท่อส่งน้ำประปาหมู่บ้าน 1 แห่ง

ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวช่อง 3 ยังได้เข้าตรวจสอบสภาพความเสียหายในโรงเรียนปัญญานุกูล ในอำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย พบว่า ได้รับความเสียหายรุนแรง 7 จุด ทั้งมีเพดานถล่ม ผนังห้องพังเสียหาย เกิดรอยร้าว ซึ่งโชคดีที่ช่วงเกิดเหตุเป็นช่วงปิดภาคเรียนพอดี ทำให้เด็กนักเรียนที่ปกติต้องกินนอนอยู่ที่โรงเรียนกว่า 400 คน ไม่ได้รับอันตราย และคงต้องประกาศเลื่อนการเปิดเทอมจากวันที่ 19 พฤษภาคม ออกไปก่อน

 



  ปรับเพิ่มความแรงแผ่นดินไหวเชียงรายเป็นขนาด 6.3 (Thairath.Co.Th)

ปรับเพิ่มความแรงแผ่นดินไหวเชียงรายเป็นขนาด 6.3

สำนักเฝ้าระวังแผ่นดินไหว ปรับเพิ่มขนาดแผ่นดินไหวเชียงรายเป็น 6.3 โดยมี 9 จ. รวมกรุงเทพฯ รู้สึกสั่นสะเทือน ส่วนในพื้นที่ ต.ดงมะดะ อ.แม่ลาว จ.เชียงราย บ้านร้าวเกือบทุกหลังคาเรือน

เมื่อเวลา 18.08 น. วันที่ 5 พ.ค.57 สำนักเฝ้าระวังแผ่นดินไหว กรมอุตุนิยมวิทยา รายงานว่า ตรวจพบแผ่นดินไหว ที่บริเวณ ต.ทรายขาว อ.พาน จ.เชียงราย (19.985N,99.687E) ขนาด 6.3 ลึก 7 กม. รู้สึกสั่นไหวในหลายพื้นที่ดังนี้ จ.เชียงราย จ.ลำปาง จ.ลำพูน กรุงเทพมหานคร จ.เชียงใหม่ จ.น่าน จ.พะเยา จ.หนองคาย จ.เลย

ทั้งนี้ มีรายงานความรู้สึกสั่นไหวเบื้องต้นโดยรวม ประกอบด้วย อ.แม่เมาะ จ.ลำปาง รู้สึกได้ - ถ.สุขุมวิท ซอย 4 ชั้น 20 - อ.เมือง จ.ลำพูน รู้สึกสั่นไหวมาก เกินนาที - ชั้น 10 อาคารสูงที่รัชดา กรุงเทพฯ - ซอยอารี ชั้น 18 ตึกโนเบล โคมไฟสั่นไหว - เซ็นทรัลพลาซ่า อ.เมือง จ.เชียงใหม่ - คอนโดชั้น 17 อ.เมือง จ.เชียงใหม่ - สุขุมวิท ซอย 20 ชั้น 26 รู้สึกสั่นไหว - เขตพญาไท ชั้น 22 ของในตึกแกว่ง - เชิงดอยสุเทพ อ.เมือง จ.เชียงใหม่ น้ำในบ่อกระเพื่อม พื้นดินดีดขึ้น , บ้านไม้สองชั้น รู้สึกเหมือนมีคลื่นผ่าน - คอนโดฯ ชั้น 20 เขตลาดพร้าว กรุงเทพฯ รู้สึกสั่นไหว - โรงแรมพลาซ่า แอทธินี ชั้น 11 ถนนวิทยุ รู้สึกสั่นไหว - สถานีอุตุเกษตรเชียงราย รู้สึกถึงแรงสั่นไหว 2-3 ครั้ง (สั่นแรงมาก) - สำนักพยากรณ์ ชั้น 11 กรมอุตุนิยมวิทยา รู้สึกเวียนหัว

ล่าสุด มีรายงานความเสียหายเบื้องต้น ใน อ.เมือง จ.เชียงใหม่ ตึกร้าว - ต.ดงมะดะ อ.แม่ลาว จ.เชียงราย บ้านร้าวเกือบทุกหลังคาเรือน

 



  เกิดเหตุแผ่นดินไหวในพม่า วัดความแรงได้ 6.7 ริกเตอร์ (Thairath.Co.Th)

เกิดเหตุแผ่นดินไหว ประเทศพหม่า 24 มีนาคม 2554 20.55 น. วัดความแรงได้ 6.7 ริกเตอร์ โดยมีศูนย์กลางอยู่แถบชายแดนพม่า แต่รู้สึกได้หลายจังหวัดในภาคเหนือ

รายงานข่าวจากจังหวัดเชียงใหม่ แจ้งว่า เมื่อเวลาประมาณ 20.55 น.วันนี้(24 มี.ค.54) ได้เกิดเหตุแผ่นดินไหวขึ้น โดยประชาชนในหลายจังหวัดภาคเหนือทั้งพะเยา เชียงราย เชียงใหม่ ฯลฯ ต่างรับรู้ถึงแรงสั่นสะเทือนได้เป็นเวลาร่วม 5 วินาที ซึ่งทำให้ประชาชนแตกตื่นต้องวิ่งหลบหาที่กำบังกันวุ่น

ขณะเดียวกันมีการแจ้งผ่านเครือข่ายวิทยุของหน่วยป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในจังหวัดเชียงใหม่หลายแห่ง ว่า แผ่นดินไหวดังกล่าวมีจุดศูนย์กลางอยู่บริเวณชายแดนพม่า โดยวัดความแรงได้ถึง 6.7 ริกเตอร์

ด้านสำนักข่าวรอยเตอร์รายงานโดยอ้าง ยูเอสจีเอส.ของสหรัฐอเมริกา ระบุว่า แผ่นดินไหวเกิดขึ้น 2 ครั้งติดต่อกัน เป็นเวลาไม่กี่วินาทีของช่วง 20.25 น. ที่ผ่านมา โดยวัดความแรงได้ 7.0 ริกเตอร์ มีศูนย์กลางในพม่าบริเวณสามเหลี่ยมทองคำ อยู่ห่างจากจังหวัดเชียงรายไปทางเหนือ 69 ไมล์ หรือ 110 กิโลเมตร โดยครั้งแรกเกิดที่ระดับความลึกเพียง 10 กิโลเมตร ส่วนครั้งที่ 2 เกิดที่ความลึก 230 กิโลเมตร

แรงสั่นสะเทือนจากแผ่นดินไหวครั้งนี้รู้สึกได้ในหลายจังหวัดภาคเหนือของประเทศไทย อาการสูงในกรุงเทพมหานคร รวมถึงอาคารสูงในกรุงฮานอย เมืองหลวงของเวียดนามด้วย

ทั้งนี้ในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่และเชียงราย ประชาชนจำนวนมากรู้สึกได้ถึงความรุนแรงของเหตุแผ่นดินไหวดังกล่าว โดยเฉพาะในพื้นที่อำเภอแม่สายซึ่งอยู่ใกล้เคียงกับจุดศูนย์กลางของแผ่นดินไหว ขณะที่ในจังหวัดเชียงใหม่ หลังเกิดเหตุประชาชนจำนวนมากได้พากันออกมาอยู่นอกอาคารบ้านเรือนเพื่อรอดูสถานการณ์ รวมทั้งจับกลุ่มวิพากษ์วิจารณ์ถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และเบื้องต้นมีรายงานด้วยว่าที่อาคารสำนักงานเทศบาลตำบลสันทรายหลวง อ.สันทราย จ.เชียงใหม่ ถูกแรงสั่นทะเทือนทำให้เชิงชายหลังคาหล่นลงมาได้รับความเสียหาย นอกจากนี้หลังเกิดเหตุแผ่นดินไหว ยังปรากฏว่าสัญญาณโทรศัพท์เคลื่อนที่ในพื้นที่เกิดเหตุขัดข้องด้วย ทำให้ประชาชนประสบปัญหาในการติดต่อสอบถามสถานการณ์ระหว่างกัน

ขณะที่ห้องวิทยุสื่อสารสถานีตำรวจภูธรเมืองแม่ฮ่องสอน ได้แจ้งผ่านเครือข่ายวิทยุของตำรวจภูธรเมืองแม่ฮ่องสอนให้ตรวจสอบห้องพักของข้าราชการตำรวจโดยด่วน

นายธีรยุทธ จันทร์ดิษฐวงศ์ ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดแม่ฮ่องสอน เปิดเผยว่า ยังไม่มีรายงานความเสียหายในพื้นที่จังหวัดแม่ฮ่องสอน แต่การเกิดแผ่นดินไหวดังกล่าวทำให้ประชาชนบางส่วนวิ่งออกมาจากบ้านพักอาศัย เพราะเกรงว่าจะเกิดอันตราย

มีรายงานว่า หลังจากที่เกิดแผ่นดินไหวผ่านไปประมาณ 1 นาที โทรศัพท์มือถือไม่สามารถโทรติดต่อกันได้ ต้องใช้โทรศัพท์บ้านโทรสอบถามเรื่องแผ่นดินไหวจากหน่วยงานภาครัฐถึงความเสียหาย

นายกำธร ถาวรสถิตย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดแม่ฮ่องสอน เปิดเผยว่า ได้สั่งการไปยังนายอำเภอ 7 อำเภอ ให้สำรวจความเสียหายอาคารบ้านเรือน สถานที่ราชการ วัดวาอารามต่าง ๆ และรายงานให้ทราบโดยด่วน โดยเฉพาะในพื้นที่อำเภอปาย ที่ก่อนหน้านี้ไม่กี่วันก็เกิดแผ่นดินไหวระดับความแรง 3.1 ริกเตอร์มาแล้ว

ขณะเดียวกัน มีรายงานว่าในกรุงเทพมหานคร ประชาชนที่อาศัยอยู่ในอาคารสูงได้เคลื่อนย้ายลงจากอาคารหลังรู้สึกได้ถึงความสั่นสะเทือนจากเหตุแผ่นดินไหว และยังไม่กล้ากลับขึ้นไปบนอาคาร โดยยังคงรอสังเกตการณ์อยู่บริเวณพื้นราบด้านล้างของอาคาร

ต่อมาอุตุนิยมวิทยารายงานว่าได้เกิดเหตุอาฟเตอร์ช็อคขึ้นในประเทศพม่าเมื่อเวลาประมาณ 21.00 น. วัดความสั่นสะเทือนได้ 5 ริคเตอร์ ขณะที่จังหวัดเชียงรายมีรายงานว่าที่อำเภอแม่สายพบผู้เสียชีวิตจากเหตุแผ่นดินไหวแล้ว 1 ราย ได้แก่นางหงส์ คำปิง อายุ 55 ปี เสียชีวิตเนื่องจากถูกกำแพงบ้านล้มทับ

ล่าสุดเมื่อเวลาประมาณ 23.00 น. ได้เกิดเหตุแผ่นดินไหวขึ้นอีกครั้ง โดยประชาชนในจังหวัดเชียงรายและเชียงใหม่สามารถรู้สึกได้ถึงแรงสั่นสะเทือน

 



  มะเร็ง ทำคนไทยตายอันดับ 1 แนะสูตรห่างไกลมะเร็ง (Thairath.Co.Th)

มะเร็งทำคนไทยตายอันดับ 1 แนะสูตรห่างไกลมะเร็ง

กระทรวงสาธารณสุข เผยขณะนี้คนไทยเสียชีวิตจากโรคมะเร็งเป็นอันดับ 1 ปีละกว่า 60,000 คน ครองอันดับติดต่อกันมานานกว่า 10 ปี คาดการณ์ในสังคมผู้สูงอายุ จะพบโรคนี้มากขึ้น แนะสูตรห่างไกลมะเร็ง 5 ทำ 5 ไม่ และวิธีสังเกตอาการมะเร็ง 7 สัญญาณ

เมื่อวันที่ 28 ก.ค. 56 นายแพทย์ประดิษฐ สินธวณรงค์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยสถานการณ์ของโรคมะเร็งในประเทศไทย ว่า ขณะนี้โรคมะเร็งเป็นปัญหาการเสียชีวิตอันดับ 1 ของคนไทย ครองอันดับติดต่อกันมากว่า 10 ปี ปีละประมาณ 60,000 คน และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากมีปัจจัยหลายอย่างที่เกี่ยวข้องประการหนึ่งในนั้น คือ อายุที่เพิ่มขึ้น ความเสี่ยงของโรคจะเพิ่มขึ้นด้วย โดยมะเร็งเป็นโรคที่มีระยะเวลาการก่อโรคที่ยาวนาน ใช้เวลาหลายปีกว่าจะปรากฏอาการผิดปกติ ผู้ที่เป็นส่วนใหญ่มักจะไม่รู้ตัว และปัจจุบันประชาชนไทยมีอายุยืนยาวขึ้น ระบบการควบคุมโรคติดต่อดีขึ้น ขณะเดียวกันมีการควบคุมอัตราการตายของทารกแรกคลอดและเด็กลดลง ส่งผลทำให้โครงสร้างประชากรเปลี่ยนแปลงไป กำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ จึงคาดการณ์ว่าในอนาคตจะพบผู้ป่วยโรคมะเร็งได้มากขึ้น

"สิ่งที่กระทรวงสาธารณสุขจะเน้นหนักคือการให้ความรู้ประชาชน เพื่อลดความเสี่ยงการเกิดโรคมะเร็งทั้งหญิงและชายให้ครอบคลุมทุกอวัยวะ การตรวจคัดกรอง และเพิ่มการตรวจสุขภาพประจำปีแก่ประชาชนตามกลุ่มอายุ ซึ่งผู้ที่มีไม่เคยป่วยหรือมีสุขภาพแข็งแรง ก็มีโอกาสเป็นได้ การตรวจสุขภาพ จะทำให้ประชาชนรู้สถานะสุขภาพของตนเอง มีการเฝ้าระวังความผิดปกติ และปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ลดความเสี่ยง หรือได้รับการดูแลรักษาตั้งแต่พบว่าเริ่มมีอาการผิดปกติ เชื่อว่าจะลดความรุนแรงปัญหาได้ เนื่องจากผลการวิจัยทั่วโลกยืนยันตรงกันว่าโรคมะเร็งร้อยละ 60 สามารถป้องกันได้ เช่นกลุ่มวัยรุ่นจะเน้นให้ความรู้สุขภาพทางเพศ ลดการมีเพศสัมพันธ์ก่อนวัยอันควร การฉีดวัคซีนป้องกันโรคที่ทำให้เป็นมะเร็งตับ เช่นไวรัสตับอักเสบบี วัยแรงงานหญิงเน้นการตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านม มะเร็งปากมดลูก หรืองดบริโภคอาหารที่มีสารก่อมะเร็ง" นายแพทย์ประดิษฐ กล่าว

นายแพทย์ประดิษฐ กล่าวต่อว่า ขณะนี้กระทรวงสาธารณสุข ได้จัดทำคำแนะนำประชาชน เพื่อลดความเสี่ยงการเกิดโรคมะเร็ง โดยใช้สูตรปฏิบัติตัว 5 ทำ 5 ไม่ ห่างไกลมะเร็ง โดย 5 ทำ ประกอบด้วย 1. ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ สัปดาห์ละอย่างน้อย 3 ครั้ง ครั้งละ 30 นาทีขึ้นไป สามารถทำได้ทุกวัย 2. ทำจิตใจให้แจ่มใส ซึ่งการออกกำลังกายจะช่วยให้อารมณ์แจ่มใสได้ด้วย 3. กินผักผลไม้ให้ได้ครึ่งหนึ่งของอาหารที่บริโภคแต่ละมื้อ 4. รับประทานอาหารหลากหลาย 5. ตรวจร่างกายเป็นประจำ แม้ว่าตนเองจะมีสุขภาพแข็งแรงหรือไม่เคยเจ็บป่วยก็ตาม ส่วน 5 ไม่ ประกอบด้วย 1. ไม่สูบบุหรี่หรือสูดดมควันบุหรี่ 2. ไม่มั่วเซ็กซ์ 3. ไม่ดื่มสุรา 4. ไม่ตากแดดจ้า 5. ไม่กินปลาน้ำจืดดิบ

ทางด้านนายแพทย์ธีรวุฒิ คูหะเปรมะ ผู้อำนวยการสถาบันมะเร็งแห่งชาติ กล่าวว่า จากข้อมูลทะเบียนมะเร็งของประเทศไทยในปี พ.ศ.2552 มีจำนวนผู้ป่วยใหม่ 102,791 คน ชายหญิงพอๆ กัน มะเร็งที่พบมากในผู้ชาย ได้แก่ มะเร็งตับ 13,281 คน ปอด 8,403 คน ลำไส้และทวารหนัก 4,790 คน ต่อมลูกหมาก 2,400 คน และมะเร็งต่อมน้ำเหลือง 1,994 คน ส่วนในผู้หญิง ที่พบมากอันดับ 1ได้แก่ มะเร็งเต้านม 10,193 คน ปากมดลูก 6,452 คน ตับ 6,143 คน ปอด 4,322 คน ลำไส้ใหญ่และทวารหนัก 4,144 คน

นายแพทย์ธีรวุฒิ กล่าวต่อว่า ในส่วนของผู้เสียชีวิตจากโรคมะเร็ง จากรายงานข้อมูลของสำนักนโยบายและยุทธศาสตร์ กระทรวงสาธารณสุข ที่รวบรวมจากทุกจังหวัดทั่วประเทศ ในพ.ศ.2554 พบทั้งหมด 61,082 คน หรือประมาณ 1 ใน 5 ของการเสียชีวิตทุกสาเหตุของคนไทยในแต่ละปี เป็นชาย 35,437 คน หญิง 25,645 คน โดยมะเร็งที่เป็นสาเหตุการเสียชีวิตในเพศชาย ได้แก่ มะเร็งตับ 10,189 คน มะเร็งปอด 6,769 คน มะเร็งลำไส้ 1,501 คน มะเร็งช่องปากและคอหอย 1,314 คน และมะเร็งเม็ดเลือดขาว 1,135 คน ส่วนในผู้หญิงได้แก่ มะเร็งตับ 4,125 คน มะเร็งปอด 3,434 คน มะเร็งเต้านม 2,724 คน มะเร็งปากมดลูก 1,749 คน และมะเร็งลำไส้ใหญ่ 1,146 คน

ทั้งนี้ สัญญาณอันตรายของโรคมะเร็ง ที่พบบ่อย ประชาชนสามารถใช้สังเกตอาการผิดปกติของตนเองได้ มี 7 ประการ ได้แก่ 1. ระบบขับถ่ายผิดไปจากปกติ เช่นถ่ายเป็นก้อนแข็ง ท้องผูกนานหลายวัน มีกลิ่นผายลมเหม็นกว่าปกติ ซึ่งอาจเกิดจากสิ่งเน่าเสียคั่งค้างในลำไส้ใหญ่ 2. เป็นแผลเรื้อรัง รักษาไม่หาย 3. ร่างกายมีก้อนมีตุ่มขึ้น 4. กินกลืนอาหารลำบาก 5. มีเลือดออกที่ทวารหนัก หรือช่องคลอด 6. ไฝ หูด มีขนาดใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ 7. ไอเรื้อรัง เสียงแหบ หากพบความผิดปกติดังกล่าว ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อตรวจหามะเร็ง เพราะการค้นหามะเร็งระยะเริ่มแรกนั้นมีประโยชน์มาก เพราะโรคชนิดนี้ หากเป็นในระยะเริ่มต้นคือก้อนเนื้อยังไม่ขยายตัวลุกลาม จะทำให้การรักษาได้ผลดี มีโอกาสหายขาดสูง เนื่องจากโรคนี้ใช้เวลาก่อโรคนานหลายปีต่างจากโรคติดเชื้ออื่นๆ ดังนั้น การรักษาเร็ว จะเป็นการป้องกันมิให้เข้าสู่ระยะมะเร็งลุกลามหรือเรียกว่าระยะที่ 4 ซึ่งโอกาสหายมีน้อยมาก

นายแพทย์ธีรวุฒิ กล่าวอีกว่า ในการรักษาโรคมะเร็ง ขณะนี้สถาบันมะเร็งแห่งชาติ ใช้วิธีการรักษาตามมาตรฐานระดับสากล โดยหลักๆ คือ การผสมผสานการรักษาด้วยการผ่าตัด ฉายแสง และให้ยาเคมีบำบัด สำหรับเทคโนโลยีการรักษาใหม่ ที่ใช้ในสถาบันมะเร็งขณะนี้ ได้แก่ 1. การฉายแสงระบบ 4 มิติ 2. การรักษายาเคมีด้วยยาพุ่งเป้า 3. การผ่าตัดด้วยกล้องส่องช่องท้อง 4.การบำบัดด้วยคลื่นอัลตราซาวด์ความถี่สูง และ 5.การบำบัดด้วยความร้อน

 



  จิตปัญญาบำบัด (Wisdom Psychotherapy) - จิตบำบัดแนวพุทธธรรม (Thethanika.Blogspot.Com)

จิตปัญญาบำบัด (Wisdom Psychotherapy) - จิตบำบัดแนวพุทธธรรม โดย นายแพทย์ประทักษ์ ลิขิตเลอสรวง

จิตปัญญาบำบัด เป็นคำที่ผู้เขียน (ประทักษ์ ลิขิตเลอสรวง ) บัญญัติขึ้นเอง หลังจากได้ศึกษาพุทธธรรมทั้งทฤษฎี (ปริยัติ) และ ปฏิบัติ ซึ่งการปฏิบัตินั้นได้กระทำอย่างจริงจังอยู่ หลายปีทั้งกับตัวเอง และได้ประยุกต์ใช้ในการทำ จิตบำบัดกับผู้ป่วยทางจิตเวช จนมีระดับความเชื่อมั่น ถึงคุณค่ามหาศาลขององค์ความรู้ในวิทยาศาสตร์ทาง จิตใจของพุทธธรรมที่ปฏิบัติได้จริง และเข้าถึงแก่น แท้ของจิตใจมนุษย์และสรรพสิ่ง แม้องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ด้วยพระองค์เอง และทรง สั่งสอนประกาศศาสนาพุทธเมื่อกว่า 2,500 ปีก่อน แต่ สัจธรรมแห่งพุทธธรรมก็ยังผ่านการพิสูจน์ถึงความ เป็นจริงจนถึงปัจจุบัน และเป็นองค์ความรู้ที่ปฏิบัติได้จริง เพื่อการบำบัดจิตให้พ้นทุกข์อย่างถึงที่สุด

ข้อแตกต่างของจิตบำบัดแนวพุทธธรรม หรือ จิตปัญญาบำบัดกับจิตบำบัดแนวตะวันตก ได้แก่ 1. จิตวิทยาและจิตบำบัดแนวตะวันตก มุ่งเน้น ให้มนุษย์มีความสุข และปรับตัวปรับใจ กับผู้คนหรือสถานการณ์การ เปลี่ยนแปลง ต่างๆได้ดี (Happiness and Well Adjustment) ในขณะที่จิตปัญญา บำบัดมีจุดหมาย 2 ระดับ นอกจากความ สุขสงบทางกายและจิตใจแล้ว ยังมีระดับ การพัฒนาขั้นสูงในเชิงปัญญา เพื่อรู้ เท่าทันเหตุปัจจัยตามความเป็นจริง เป็น การป้องกัน อยู่แบบไม่ประมาท และไม่ กลับเข้าสู่วงจรของความทุกข์อีก

2. แม้จิตบำบัดแนวตะวันตก จะกล่าวถึงจิตบำบัด เป็น 2 ระดับไว้เช่นกัน คือ จิต บำบัดแบบ ประคับประคองและแบบหยั่งลึกก็ตาม (Supportive and Insight Psychotherapy) แต่เนื่องจากกรอบความคิดยังยึดติดกับ ทฤษฎีอัตตา จึงเน้นรูปแบบทางกายภาพ หรือชีวภาพเป็นรูปธรรม ในขณะที่จิต ปัญญาบำบัดแนวพุทธธรรมเชื่อในหลัก ไตรลักษณ์ว่า มนุษย์และสรรพสิ่งล้วนไม่ เที่ยงเป็นทุกข์และไม่เป็นตัวตน จึงพัฒนา ได้สุดๆในเชิงจิตปัญญาเป็นนามธรรม และเข้าถึงเหตุปัจจัยที่มีการเกิดดับเองอยู่ทุก ขณะตามปกติธรรมดาในธรรมชาติ ไม่เป็น ไปตามความอยากหรือไม่อยากของมนุษย์ ผู้หนึ่งผู้ใด หรือมีสิ่งเหนือธรรมชาติดล บันดาล หากมนุษย์มีปัญญารู้เท่าทันกฎ ธรรมชาติ ไม่หลงยึดติดกฎมนุษย์ที่สมมติ บัญญัติขึ้นเอง ก็จะดำเนินชีวิตได้อย่าง สอดคล้อง เอื้อประโยชน์สูงสุดทั้งต่อ ตนเอง และผู้อื่น

3. จิตวิทยาและจิตบำบัดแนวตะวันตกก่อ กำเนิดเริ่มต้นจากการสังเกตและบำบัด รักษาผู้ป่วยทางจิตประสาท แค่ 100 กว่า ปีมานี้เอง โดย “ซิกมันด์ ฟรอยด์“ ต่อมาเมื่อ ประเทศตะวันตกเปลี่ยนแปลงจากยุค เกษตรกรรมสู่ยุคอุตสาหกรรม วัตถุนิยมทุนนิยม และยุคปัจจุบันซึ่งเป็นยุคโลกา ภิวัฒน์และยุคข้อมูลข่าวสาร วิทยาศาสตร์ ทางกายภาพและจิตใจจึงถูกนำมาใช้ เพื่อเอาชนะควบคุมธรรมชาติและมนุษย์ ด้วยกัน เพื่อผลผลิตและสิ่งอำนวยความ สะดวกสบาย สร้างความสุขทางวัตถุให้ มากที่สุด แต่มนุษย์ส่วนใหญ่กลับรู้สึก เป็นทุกข์ มีปัญหาทางสุขภาพจิตมากขึ้น ในขณะที่จิตปัญญาบำบัดแนวพุทธธรรม มองว่ามนุษย์และสรรพสิ่งมีการเปลี่ยน แปลง เกิดดับอยู่ตลอดเวลา ไม่คงตัวถาวร คล้ายหยดน้ำที่ตกลงมาทีละหยดเวลาเปิด ก๊อกน้ำ แล้วรวมตัวไหลรินจนเราเข้าใจผิด คิดว่าเป็นกระแสน้ำไหล หรือกระแสไฟฟ้า ที่เกิดจากประจุลบที่วิ่งชนสารเรืองแสง ตัวแล้วตัวเล่าเกิดดับต่อเนื่องจนเราเห็นเป็น แสงสว่างตลอดเวลา สภาวะที่คงสภาพ เดิมอยู่ไม่ได้ มีความขัดแย้งกดดันก็คือ ทุกข์ตามธรรมชาติ และถ้ามนุษย์สัมพันธ์ กับโลกธรรมชาติโดยขาดความรู้ความ เข้าใจ (อวิชชา) หลงผิดคิดอยากหรือไม่ อยากตามใจต้องการ (ตัณหา-โลภโกรธ หลง) และจิตใจคิดปรุงแต่งเกิดความยึด มั่นถือมั่น (อุปาทาน) ทุกข์ที่อยู่ตาม ธรรมดาในธรรมชาติ ก็จะกลายเป็นทุกข์ ที่ปรุงแต่งขึ้นในใจของมนุษย์ ดังนั้น มนุษย์ทุกคนย่อมอยู่ท่ามกลางความทุกข์ และมีความทุกข์มากบ้างน้อยบ้าง สุดแล้ว แต่ใครจะมีปัญญารู้เท่าทันกฎธรรมชาติ และมนุษย์เป็นสัตว์ประเสริฐเพราะมี ศักยภาพที่จะฝึกฝนพัฒนาด้วยตนเองให้ สูงสุดอย่างที่พระพุทธเจ้าทรงทำสำเร็จ เป็นตัวอย่าง ดังนั้นจิตปัญญาบำบัดจึงใช้ได้ กับทุกคน ทุกระดับภูมิธรรมรวมถึงผู้ป่วย ทางจิตเวช

หลักการของจิตปัญญาบำบัด อาศัยแนวทาง ไตรสิกขา (ศีล สมาธิ ปัญญา) ในมรรค 8 ของหลักอริยสัจ 4 สามารถแบ่งเป็น 3 ระดับ จากรูปธรรมหรือ ปัจจัยภายนอกสู่นามธรรมหรือปัจจัยภายใน ได้แก่

ก. จิตพฤติกรรมบำบัด (Psycho-Behavior Therapy) มุ่งฝึกอบรมพัฒนาพฤติกรรมทางกายวาจา ซึ่งมาจากจิตใจที่เป็นกุศลใฝ่ดีทั้งต่อตนเอง ผู้อื่น และสังคม เกิดความสัมพันธ์ที่เหมาะสมระหว่างวิถีการ ดำเนินชีวิตทั้งกายใจกับผู้คนและสิ่งแวดล้อม เท่ากับไม่ สร้างปัญหาหรือก่อความเดือดร้อนให้กับตัวเองและโลก ภายนอก ความเครียดความทุกข์ที่จะกดดันทับถมน้อย ลง มีความเป็นอยู่อย่างเรียบง่าย ลดสิ่งเร้าลงเป็นอิสระ ขึ้น ลดการพึ่งพาวัตถุภายนอกทำให้ความอยากความ ต้องการและความจำเป็นต้องดิ้นรนแสวงหาลดลง จิตใจที่ต้องแบกรับภาระที่ปรุงแต่งยึดมั่นถือมั่นอันหนัก อึ้งได้ปล่อยวางในมรรค 8 จะตรงกับ “หมวดศีล” 3 ข้อ คือ

1. มรรคข้อ 1 สัมมากัมมันตะ กระทำชอบ ก็คือ ศีลข้อ 1, 2, 3 และ 5 ได้แก่

ศีลข้อ1. ไม่ทำร้ายหรือฆ่าสัตว์ตัดชีวิต ตลอดจน อยู่ร่วมกับผู้อื่นในสังคมโดย ไม่เบียดเบียนหรือก่อความ เดือดเนื้อร้อนใจกับตัวเองและผู้อื่น โดยปฏิบัติตามองค์ ธรรมใน”หลักพรหมวิหาร4” คือ เมตตา หรือรักและ ปรารถนาดีแบบให้ (ไม่ใช่แบบรับอย่างเห็นแก่ตัว) กับ บุคคลทั่วไปที่เท่ากัน กรุณาหรือสงสารให้ความ ช่วยเหลือ กับคนที่ด้อยกว่า มุทิตา หรือพลอยยินดีกับคนที่เหนือ กว่าตน และอุเบกขา หรือวางเฉยเมื่อคนนั้นยังไม่พร้อม ในองค์ธรรม 3 ข้อแรก แต่ไม่เฉยเมยให้เฉยมองให้ โอกาสเมื่อเขาพร้อม

ศีลข้อ 2. ไม่ลักทรัพย์ ตลอดจนเคารพในสิทธิและ ทรัพย์สินของผู้อื่น ปฏิบัติตามกฎหมาย กฏระเบียบ ขนบธรรมเนียมประเพณี และวัฒนธรรมอันดีงาม ของสังคม โดยปฏิบัติตามองค์ธรรมเรื่อง การให้ทาน ให้อภัย เสียสละ แบ่งปัน เป็นการฝึกจิตเพื่อลดละ ความโลภ ความโกรธลงได้ระดับหนึ่ง

ศีลข้อ 3. ไม่ประพฤติผิดในกาม ยินดีเฉพาะคู่ครอง ของตน ไม่แย่งของรักของหวงใคร ไม่ละโมบโลภมากอยาก ได้อยากมีอยากเป็น โดยปฏิบัติตามองค์ธรรม เรื่อง สังวร สำรวม และสันโดษ กินง่ายอยู่ง่าย ประหยัด อยู่อย่าง เศรษฐกิจพอเพียง

ศีลข้อ 5. ไม่เสพสุราสารเสพติด สามารถครอง สติบังคับใจตนเองได้ดี ไม่ก่อปัญหา 3 ข้อแรก โดยปฏิบัติ ตามองค์ธรรมเรื่อง การมีสติสัมปชัญญะ และความไม่ ประมาท

3. มรรคข้อ 3 สัมมาอาชีวะ เลี้ยงชีวิตชอบ มีความสุจริต ขยัน กระตือรือร้น ขวนขวาย หลีกเลี่ยงอาชีพ ที่ไม่สมควร รู้จักแสวงหาทรัพย์โดยชอบธรรม รู้จักบริหารการเงิน แบ่ง ส่วนใช้จ่ายให้เกิดความสุขแก่ตนเอง คนในครอบครัว บริวาร แบ่งปันเพื่อทำบุญทำทาน และเก็บออมไว้ใช้จ่าย ในยามจำเป็น ไม่เป็นหนี้ การดำเนินชีวิตจึงจะมั่นคง เพียงพอในปัจจัย4 ไม่ทุกข์กายทุกข์ใจและรู้สึกขัดสน ทางวัตถุจนเกินไป

ข. สติสมาธิบำบัด (Mind Therapy) มุ่งฝึกอบรม พัฒนาอารมณ์จิตใจภายใน ให้มีความเพียรมุ่งมั่น มีสติกำกับรู้ตัวตลอดเวลา มีจิตแน่วแน่เป็นสมาธิ ต่อเนื่อง เพื่อเอื้อให้เกิดปัญญา มีสติสัมปชัญญะ รู้ตัว รู้เท่าทันการทำงานของจิตตัวเองที่เกี่ยวข้องกับ อายตนะหรือประตูสู่ภายนอกทั้ง 6 ได้แก่ ตาเห็นภาพ หูได้ยินเสียง จมูกได้กลิ่น ลิ้นรับรส กายสัมผัส และ ธรรมารมณ์รู้ด้วยใจ โดยฝึกจิตรับรู้ รู้สึกนึกคิดและ จดจำตามเหตุปัจจัยที่แท้จริงขณะปัจจุบัน ไม่ปรุง แต่งตามใจตัวเอง และคอยคัดออกซึ่ง”อาสวะ”หรือ สิ่งเคยชินหมักหมมในอดีต ทำให้รู้สึกเป็นสุขสงบสบาย และเสรี ในมรรค 8 จะตรงกับ “หมวดสมาธิ” 3 ข้อ คือ

1. มรรคข้อ 4 สัมมาวายามะ พยายามชอบ มีความเพียรไม่ย่อท้อ ไม่กลัวความยากลำบาก มีความ มุ่งมั่นตั้งใจ มีแรงจูงใจสูง โดยปฏิบัติตามองค์ธรรม ในหลัก “อิทธิบาท4” คือ ฉันทะ ใจรัก วิริยะ ใจสู้ จิตตะ ใจฝักใฝ่จดจ่อ และวิมังสาใจพินิจพิจารณา

2. มรรคข้อ 5 สัมมาสติ ระลึกชอบ มีสติคอย ฉุกคิด กำกับทบทวนตื่นตัวอยู่ทุกขณะจิต ในอาการคอย รับรู้ต่อสิ่งที่เกี่ยวข้อง และตระหนักว่าควรปฏิบัติต่อสิ่งนั้นๆอย่างไร สติจะคอยยับยั้งจิตไม่ให้ฟุ้งซ่าน คิดปรุงแต่งเบี่ยงเบน ในขณะเดียวกันสติจะคอย ควบคุมตรวจตรากระแสการรับรู้ ความรู้สึกนึกคิด ความทรงจำและการแสดงออกทางพฤติกรรมให้อยู่ กับปัจจุบัน ไม่เลื่อนไหลล่องลอยไปในอดีตที่ผ่านมาแล้ว แก้ไขไม่ได้และไม่คิดเพ้อเจ้อปรุงแต่งไปในอนาคต ที่ยังมาไม่ถึง และให้สตินั้นเป็นตัวสร้างโอกาสทาง ปัญญา โดยจับสิ่งที่ได้รับรู้ทางอายตนะในขณะนั้นให้ ปัญญารู้เข้าใจอย่างตรงไปตรงมา พระพุทธองค์ทรง สั่งสอนเทคนิคการเจริญสติด้วย “หลักสติปัฏฐาน4” หรือ ที่ตั้งแห่งสติโดยใช้สติตามดู และมีปัญญารู้เท่าทัน สภาพทางร่างกาย (พิจารณากาย) ความรู้สึกสุข ทุกข์ หรือเฉยๆ (พิจารณาเวทนา) สภาพจิตใจ เช่น โลภ โกรธ หลง ฯลฯ (พิจารณาจิต) และเรื่องราวทั้งหลายในองค์ ธรรมต่างๆที่รู้ที่คิดที่เกิดขึ้นในใจ (พิจารณาธรรม)

3. มรรคข้อ 6 สัมมาสมาธิ ตั้งใจมั่นชอบ “สมาธิ” คือ ภาวะที่จิตแน่วแน่ต่อสิ่งที่กำหนด การทำสติสมาธิ บำบัดต้องการสมาธิเพียงระดับต้นๆ เพื่อสร้างปัญญา รู้แจ้ง หรือวิปัสสนาสมาธิ มีรูปแบบเทคนิค 4 แบบ ได้แก่

1. สมาธิตามวิธีธรรมชาติ เพื่อทำความดีมี ศีลธรรม จะทำให้จิตเป็นสุขเกิดสมาธิ

2. สมาธิที่เกิดจากการพินิจ พิจารณาจากความ ทรงจำในองค์ธรรมสำคัญๆ เช่น อิทธิบาท 4 อริยสัจ 4 หรือไตรลักษณ์ ฯลฯ

3. สมาธิตามอย่างสามัญ ใช้สติเป็นตัวนำหรือ สติปัฏฐาน และ

4. สมาธิอย่างเป็นแบบแผนหรือสมถะวิปัสสนา ใช้สิ่งกำหนด หรือตัวเพ่งหนึ่งหรือหลายอย่างใน กรรมฐาน40 ที่เหมาะกับจริตของตน และเทคนิคแต่ละ สำนักปฏิบัติธรรม

ค. ปัญญาบำบัด (Wisdom Therapy) มุ่งฝึก อบรมพัฒนาการทำงานของจิตขั้นสูงระดับปัญญา ให้รู้เท่าทันตามความเป็นจริงของเหตุปัจจัยตามธรรมดา ของกฏธรรมชาติ ไม่ก่อทุกข์เองจากความโลภ โกรธ หลง ทิฏฐิมานะ ฯลฯ ไม่บิดเบือนปรุงแต่งตามความอยาก ไม่อยากของตัวเอง เป็นการปฏิบัติธรรมทุกขณะจิตตลอดชีวิต ด้วยจิตที่สงบ สว่าง เสรี ในมรรค8 ตรง กับ “หมวดปัญญา” 2 ข้อ คือ

1. มรรคข้อ7 สัมมาทิฏฐิ เห็นชอบ หรือเข้าใจถูกต้อง ถ่องแท้ตลอดกระบวนการในหลักอริยสัจ4 เรื่อง ทุกข์ สาเหตุของทุกข์ ทางดับทุกข์ และวิธีการดับทุกข์ และ หลักไตรลักษณ์ของความไม่เที่ยง เป็นทุกข์และไม่มี ตัวตน สัมมาทิฏฐิเป็นหลักการใหญ่หรือนโยบายคล้าย หัวขบวนรถไฟที่ลากอีก 7 ตู้ไปด้วยกัน โดยมีสัมมา- สังกัปปะเป็นวิธีการขับเคลื่อน สัมมาวาจา สัมมา- กัมมันตะ สัมมาอาชีวะ เป็นปัจจัยเกื้อหนุน เช่น เชื้อเพลิง เครื่องยนต์ที่ดี ฯลฯ สัมมาวายามะเป็นกำลังม้าฉุดลาก สัมมาสติเป็นรางเข็มทิศแสงสว่างส่องทางหรือแผนที่ เดินทาง และสัมมาสมาธิเป็นความเร็วที่วิ่งไม่ตก มุ่งไป ข้างหน้าของเครื่องจักร การที่จะเกิดสัมมาทิฏฐิได้ เริ่มแรกอาจต้องพึ่งพา”กัลยาณมิตร” ช่วยชี้แนะบอก แนวทางหรือทำเป็นตัวอย่าง ซึ่งเป็นบทบาทของ ผู้บำบัดนั่นเอง ต่อมาผู้ถูกบำบัดจะเกิดความสมัครใจ เต็มใจ เห็นประโยชน์มีแรงจูงใจหรือฉันทะที่จะพัฒนา ตัวเองเต็มศักยภาพ

2. มรรคข้อ 8 สัมมาสังกัปปะ ดำริชอบ มีความ นึกคิด ตั้งเป้าหมายถูกทาง กำหนดแนวทางปฏิบัติ ชัดเจน ในการลดละเลิกสาเหตุแห่งทุกข์โดยเฉพาะ ความโลภ ความโกรธ และความหลง ฯลฯ

สรุปผลที่คาดหมาย 3 ประการคือ 1. ลดความอยากไม่อยาก ความต้องการให้น้อยลง ดำเนินชีวิตอย่างเรียบง่าย ลดสิ่งเร้าและการพึ่งพา ปัจจัยภายนอกทางวัตถุ ทำให้สิ่งกระตุ้นทาง อารมณ์โดยเฉพาะในเชิงลบลดลง เช่น ความเครียด กังวล โกรธเกลียด ผิดหวัง ซึมเศร้า หวาดระแวง ก้าวร้าว ฯลฯ จิตใจจะไม่ทุกข์ร้อนกลับเป็นสุข ไม่คิด เบียดเบียนใครรวมทั้งตัวเอง อยู่ร่วมกับผู้อื่นได้ดี และทำตัวเป็นประโยชน์กับชุมชนสังคม

2. ฝึกสติกำกับจิต รู้ตัวในการกระทำทางกายวาจา ตลอดเวลา องค์ประกอบของจิตที่ได้รับการฝึกฝน จนมีประสิทธิภาพสูง คล้ายบริหารร่างกายให้ แข็งแรงอยู่เสมอ ไม่เจ็บป่วยง่ายหรือทุเลาได้เร็ว และการมีสมาธิที่ควรแก่งาน ทำให้เกิดปัญญา เข้าใจสัจจธรรมได้ง่ายและเร็ว

3. เกิดปัญญารู้ถึงเหตุปัจจัยตามธรรมดาของ ธรรมชาติว่า กายจิตและสรรพสิ่งมีความไม่เที่ยง แปรเปลี่ยนกดดันเป็นทุกข์ ตั้งอยู่ไม่ได้นาน และ ไม่มีตัวตนถาวร มีแต่สมมติบัญญัติ การมีปัญญา เพื่อรู้เท่าทันและดำเนินชีวิตให้สอดคล้อง มิใช่ฝืน ด้วยความอยากไม่อยาก ชอบไม่ชอบของตัวเอง หรือของใคร แม้แต่สิ่งเหนือธรรมชาติ สภาพจิต จึงจะ “สะอาด สุข สงบ สว่าง เสรี” อย่างแท้จริง

ที่มา: http://www.vichaiyut.co.th/html/jul/33-2549/p77-80_33.asp

 





  Directory of Updated Article Archives
    Special Annual Articles — บทความพิเศษประจำปี

  Check out all archives of Dhamma articles 
   เขียนให้อ่าน เพื่อเป็นวิทยาทานและสืบทอดพระศาสนา...      
   
 

An Evening with
Siripat.Com
ค้นคว้าธรรมยามเย็นกับเรา
วิธีทำบุญอย่างเรียบง่าย

  การแผ่เมตตา – การอนุโมทนาบุญ ที่เรียบง่าย
 


“สพฺเพ สตฺตา อเวรา อพฺยาปชฺฌา อนีฆา สุขี อตฺตานํ ปริหรนฺตุ”

“ขอสัตว์ทั้งหลาย หมดทั้งสิ้น อย่าได้มีเวรแก่กันและกันเลย อย่าได้เบียดเบียนซึ่งกันและกันเลย อย่าได้มีทุกข์กายทุกข์ใจเลย จงมีความสุขกายสุขใจ รักษาตน เถิด”
การแผ่เมตตานี้ แบ่งออกเป็น ๓ อย่าง ได้แก่ (๑) “อโนธิโสผรณา” คือ แผ่ไปทั่วอย่างไม่มีขอบเขต ให้ตนเอง คนที่รัก คนกลางๆ คนศัตรูคู่เวร ดังเช่น คำแผ่เมตตาข้างต้น (๒) “โอธิโสผรณา” คือ แผ่ไปโดยจำกัดขอบเขต เช่น ขอให้คนพวกนั้นพวกนี้ จงเป็นสุข และ (๓) “ทิสาผรณา” คือ แผ่ไปเฉพาะทิศเฉพาะแถบ เช่น ขอให้มนุษย์ทางทิศนั้นทิศนี้ จงเป็นสุข

การอนุโมทนาบุญ: การแสดงความยินดีกับการทำดีของผู้อื่น เพียงเห็นดีแล้ว ชอบแล้ว ก็กล่าวคำว่า “อนุโมทนา ...สาธุ” เช่น เลือกอ่านบทความธรรมะจบ ๑ เรื่อง อนุโมทนาบุญให้ผู้เขียนหรือบุคคลต่างๆ โดยเฉพาะบิดามารดาหรือญาติๆ และเจ้ากรรม

 หมายเหตุ: “การทำบุญให้ส่งผลทันการต่อคู่กรรมนายเวรนั้น ให้ตั้งนโม ๓ จบ แล้วกรวดน้ำใต้โค่นต้นไม้ ให้ทุกครั้ง ไม่ว่าจะเป็นบุญใหญ่หรือเล็กก็ตาม”

  พุทธพจน์     (The Words of the Buddha)
“ยงฺกิญฺจิ สมุทยธมํ สพฺพนฺตํ นิโรธธมฺมนฺติ”
สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งหลายมีความดับไปเป็นธรรมดา
Any reality rises naturally and all of them also fall naturally.
   
อ่านบทความส่งเสริมการพัฒนาปัญญา
กลุ่มคณาจารย์บริหารโครงการ
English Program Project of EPAcademy.com 2005
วิทยาทานไวยาวัจจ์
The Teaching Verification License Service Porject 
Qualified for Non-Thai Teachers in Thailand 
The Prototype Project [2005-2006] 

Mr. Nithee Siripat, Dr. Areewan Iamsa-ard [Project Director], Dr. Amnuay Deshchaisri,
Mr. Sevket Simsek, and Mr. Prasert Limsukkawat
Bansomdejchaopraya Rajabhat University © The Faculty of Education Take a look at the Great Project, please!





สิรภัทร ศิริพัฒน์
  พาหุสัจจะ (Great Learning)

หลายคนอาจสงสัยว่า การหันหน้าเข้าวัด คือ การหมดหนทางต่อสู้ในชีวิต หรือ การยอมแพ้ ความจริงเป็นเรื่องตรงกันข้าม เพราะเราเข้าหา “พระอริยสงฆ์” ผู้ประเสริฐด้วยวิชชาและจรณะเพรียบพร้อม เหนือมนุษย์ปกติทั่วไป ผู้ยังมีกิเลสครอบงำจิตใจทุกขณะ “พาหุสัจจะ” คือ ความเป็นผู้ได้ศึกษาเล่าเรียนมาก สิ่งนี้ คือ คุณสมบัติอย่างหนึ่งของผู้ที่จะเป็น บัณฑิตทางโลก ส่วน สัตบุรุษทางธรรม นั้น กำลังท้าทายพวกเราอยู่ว่า มีจิตใจมุ่งมั่นแค่ไหน

    | Main Page | About Us | Academics | Log In | Email | Contact Us View Log File
 Bye-Bye. Guest!... See you again.   
การระดมสมองกันนั้น
ย่อมเกิดปัญญาและความสำเร็จได้
Brainstorming Brings out Wisdom and Success

 Join Us to Develop Yourself
     Clean... Calm...  Bright...





Copyright © 2001 –
Siripat.com and Academiae Network. All rights reserved. 

The content contained herein is being provided to you for information purposes only. No information or materials posted on this site are intended to constitute
a legal or binding relationship. Siripat.com makes no warrants or claims as to the accuracy of content posted on this website.
To the full extent permissible by applicable law, we disclaim all warranties, express or implied and will not be liable for any damages of any kind arising
from the use of this site, including but not limited to direct, indirect, incidental punitive and consequential damages.


Terms of Use and Service | Privacy Policy | Disclaimer