Visit Siripat.Com
   Return to Siripat.com and Academiae Network  
 

Visitor Number:
4674191

การตรวจสอบสุขภาพจิตกับนิวรณูปกิเลส
   กรุณาเลือกคำตอบตามความคิดเห็นของท่าน เกี่ยวกับการระงับปิดกั้นนิวรณ์ทั้ง 5 อย่าง ตามรายละเอียดในแบบฟอร์มข้างล่างนี้
 ท่านกำจัดความเศร้าหมองขุ่นมัวในจิตใจมากน้อยแค่ไหนทุกขณะจิต  
 
ความหมายค่าคะแนนเฉลี่ยด้านสุขภาพจิต            
 
กัลยาณมิตตตาทำให้จิตปราศจากนิวรณ์
 
ช่วงค่าเฉลี่ย    
ระดับปิดกั้นกิเลส
ความหมาย
 
     4.50-5.00    A = มากที่สุด    สงบระงับดีมาก  
     3.50-4.49    B = มาก    ปิดกั้นได้ดี
     2.50-3.49    C = ปานกลาง    ระมัดระวังพอใช้ได้
     1.50-2.49    D = น้อย    ควรปรับปรุงมากขึ้น
     1.00-1.49    F = น้อยที่สุด    ควรปรับปรุงอย่างยิ่ง
คำว่า “นิวรณ์ ๕” หมายถึง อกุศลธรรมที่ทำจิตให้เศร้าหมองและทำปัญญาให้อ่อนกำลัง ไม่มีสติสัมปขัญญะ พึงระงับปิดกั้นเสีย
เกณฑ์ในการพิจารณา:– กำหนดช่วงเวลาที่ระงับปิดกั้นความรู้สึกกับนิวรณ์ทั้ง 5 อย่าง จากระดับน้อยที่สุด จนถึงระดับมากที่สุด
 
          
กรุณาเลือกคำตอบในแต่ละข้อ เพื่อแสดงถึงการระงับปิดกั้นนิวรณ์แต่อย่าง จากระดับน้อยที่สุด จนถึงระดับมากที่สุด
ระดับความคิดเห็นต่อการสงบระงับนิวรณ์โดยภาพรวม                
   รายข้อนิวรณ์เครื่องครอบงำจิตใจให้เศร้าหมอง
น้อยที่สุด
น้อย
ปานกลาง
มาก
มากที่สุด
ยืนยัน
     [1]. กามฉันทะ–ความพอใจต้องการในกามคุณ [Sensual Desire]
     [2]. พยาบาท–ความคิดร้ายขัดเคืองแค้นใจ [Illwill]
     [3]. ถีนมิทธะ–ความหดหู่และเซื่องซึม [Sloth and Torpor]
     [4]. อุทธัจจกุกกุจจะ–ความฟุ้งซ่านและร้อนใจ [Distraction and Remorse]
     [5]. วิจิกิจฉา–ความลังเลสงสัย [Uncertainty]
    
             
 ด้วยเหตุนี้ ผู้ที่ยังมีนิวรณ์ครอบงำจิตใจ จึงเศร้าหมอง ขุ่นมัว เข้าถึงคุณความดีได้ยาก เป็นสิ่งล้างผลาญความดี
 

       
โปรดตรวจสอบอีกครั้งก่อนส่งแบบสอบถาม ขอบคุณที่ท่านให้ความร่วมมือในการแสดงความคิดเห็น
 
   
 


 
 
การสงบระงับนิวรณูปกิเลส

คำแนะนำ: ผู้ปฏิบัติธรรมพิจารณานิวรณ์ทั้ง ๕ ถึงขั้นตอนการสงบระงับว่าเป็นจริงหรือไม่ ก่อนแสดงความคิดเห็น


  การกำหนดรู้ “ขั้นตอนการระงับนิวรณ์ ๕”

“นิวรณ์ ๕–นิวรณูปกิเลส” หมายถึง สิ่งที่กั้นจิตไม่ให้ก้าวหน้าในคุณธรรม ธรรมที่กั้นจิตไม่ให้บรรลุคุณความดี อกุศลธรรมที่ทำจิตให้เศร้าหมอง และทำปัญญาให้อ่อนกำลัง นั่นคือ “ธรรมเครื่องเผาผลาญสติสัมปชัญญะ [สติปัญญา]” อนึ่ง การละงับดับนิวรณูปกิเลสได้นั้น ต้องหมั่นประกอบความเพียรใน “ฌานสมาบัติ” โดยเฉพาะ “ฌาน ๔–รูปฌาน ๔” ที่อยู่ในทำนองที่ว่า “ปราศจากนิวรณ์” [จิตประภัสสร –เป็นสมาธิที่แน่วแน่ “อัปปมาสมาธิ” ในขณะที่อยู่ในฌานที่ ๔ ประกอบด้วย “อุเบกขา–เอกัคคตา” แต่ในความเป็นจริงของการดำเนินชีวิต การทรงสมาธิที่จิตปราศจากนิวรณ์ได้นั้น เป็นอารมณ์แห่งพระอรหันต์ ส่วนปุถุชนทั่วไป ก็ให้หมั่นเพียร นึกคิดพิจารณาสืบเนื่อง อยู่เนืองๆ เป็นประจำ เท่าที่จะทำได้ อย่างน้อยผู้ที่ปฏิบัติได้ ก็ได้รับกุศลานิสงส์ ให้เป็นสุขตามสภาพในปัจจุบันทันตา–ทิฏฐธรรมสุขวิหาร] ฉะนั้น องค์แห่งที่ระงับนิวรณ์แต่ละอย่างได้ในขณะที่จิตอยู่ในฌาน [การเพ่งพิจารณาอารมณ์แห่งกรรมฐานที่ละเอียดประณีต ได้แก่ กรรมฐาน ๔๐] นั้น ควรนำข้อปฏิบัติดังกล่าวข้างล่างนี้ น้อมนำมาปฏิบัติจริงในชีวิต ซึ่งมีรายละเอียดดังต่อไปนี้

(๑) กามฉันทะ —ความพอใจปรารถนาในกามคุณทั้ง ๕ [โมหะ–หลงใหลขาดสติ ฉันทะ–พอใจ ราคะ–ติดใคร่]
องค์ธรรม ๖ ประการ ย่อมเป็นไปเพื่อการละกามฉันทะ [“กามคุณ ๕” ได้แก่ รูป–เสียง–กลิ่น–รส–กายสัมผัส หรือ โผฏฐัพพะ อนึ่ง “กามฉันทะ” คือ ความพอใจรัก ใคร่ในอารมณ์ที่ชอบใจ แต่ “กามราคะ” คือ ความกำหนัดในกาม ความกำหนัดด้วยอำนาจกิเลสกาม “ฉันทราคะ” คือ ความพอใจติดใคร่ ความชอบใจจนติด ความอยากที่แรงขึ้นเป็นความติด ที่เรียกว่า “พลวราคะ” หรือ “สิเนหะ” ส่วน “ตัณหาฉันทะ” เป็นราคะอย่างอ่อน ที่เรียกว่า “ทุพพลราคะ” หรือ “ฉันทะ”] ด้วยกระทำให้มากซึ่ง โยนิโสมนสิการ [ความฉลาดแยบคายด้วยอุบายอย่างถูกวิธี ด้วยเหตุผลที่เป็นไปตาม “กฎธรรมชาติ” คือ “ธรรมนิยาม ๓–ปฏิจจสมุปบาท ๑๒– ไตรลักษณ์–อริยสัจจ์ ๔”] ในอสุภนิมิตนั้น นี้เป็นอาหารเพื่อให้กามฉันทะที่ยังไม่เกิดขึ้น ไม่ให้เกิดขึ้น หรือว่าเพื่อการละกามฉันทะ ที่เกิดขึ้นแล้ว ได้แก่

๑. การเรียนอสุภนิมิต–พิจารณาในสมาธฌานด้วยการเจริญอสุภะ
๒. การประกอบเนืองๆ ในอสุภภาวนา–ให้ทำมากๆ ในความปฏิกูลแห่งสังขารทั้งหลายด้วยความไม่หลง
๓. ความเป็นผู้มีทวารอันคุ้มครองแล้วในอินทรีย์ทั้งหลาย–ประกอบการเจริญอินทรียสังวรสำรวมอารมณ์ทั้ง ๖
๔. ความเป็นผู้รู้จักประมาณในโภชนะ–ไม่มัวเมาในการกินบริโภคอาหารเกินจำเป็นต่อร่างกาย คือ ไม่อยู่เพื่อกิน
๕. ความเป็นผู้มีกัลยาณมิตร–กัลยาณมัตตตาอันเป็นอุดมมงคล [มงคล ๓๘]
๖. สัปปายกถา–เรื่องสภาวะที่เกื้อหนุนการบำเพ็ญและประคับประคองรักษาสมาธิ

ฉะนั้น ปฏิปักษ์ธรรมของกามฉันทะ คือ เนกขัมมะ ความปลีกออกจากกาม

(๒) พยาบาท —ความคิดร้ายขัดเคืองแค้นใจ [โทสะ–ผูกโกรธคิดปองร้าย]
องค์ธรรม ๖ ประการ ย่อมเป็นไปเพื่อการละพยาบาท กระทำให้มากซึ่ง โยนิโสมนสิการ [ความฉลาดแยบคายด้วยอุบายอย่างถูกวิธี ด้วยเหตุผลที่เป็นไปตาม “กฎธรรมชาติ” คือ “ธรรมนิยาม ๓–ปฏิจจสมุปบาท ๑๒–ไตรลักษณ์–อริยสัจจ์ ๔”] ในเมตตาเจโตวิมุตตินั้น นี้เป็นอาหารเพื่อให้พยาบาทที่ยังไม่เกิดไม่ให้เกิดขึ้น หรือว่าเพื่อการละพยาบาทที่เกิดขึ้นแล้ว ได้แก่

๑. การเรียนเมตตานิมิต–เจริญเมตตาภาวนาด้วยมีความใคร่อยากให้สัตว์ทั้งหลายพ้นทุกข์
๒. การประกอบเนืองๆ ในเมตตาภาวนา–กำหนดจิตแผ่เมตตาให้สัตว์ทั้งหลายแก่ ตนเอง คนที่รัก คนทั่วไป คนศัตรูคู่เวร
๓. การพิจารณาในกัมมัสสกตา–พิจารณาถึงความจริงสัตว์ทั้งหลายมีกรรมของตน คือ ทางใครทางมัน [ไม่เสียธรรม]
๔. การกระทำการใคร่ครวญให้มาก–พิจารณาธรรมในโยนิโสมนสิการอย่างมีอุบายแยบคาย
๕. ความเป็นผู้มีกัลยาณมิตร–กัลยาณมัตตตาอันเป็นอุดมมงคล [มงคล ๓๘]
๖. สัปปายกถา–พูดคุยสนทนาในเรื่องเสริมการเจริญสมาธิ

ฉะนั้น ปฏิปักษ์ธรรมของพยาบาท คือ เมตตา ความปรารถนาให้พ้นทุกข์

(๓) ถีนมิทธะ —ความหดหู่และเซื่องซึม [โมหะ–หลงใหลเสียสติ ฉันทะ–พอใจ ราคะ–ติดใคร่ ไม่ใช่ สัมมาวายามะ]
องค์ธรรม ๖ ประการ ย่อมเป็นไปเพื่อการละถีนมิทธะ กระทำให้มากซึ่ง โยนิโสมนสิการ [ความฉลาดแยบคายด้วยอุบายอย่างถูกวิธี ด้วยเหตุผลที่เป็นไปตาม “กฎธรรมชาติ” คือ “ธรรมนิยาม ๓–ปฏิจจสมุปบาท ๑๒– ไตรลักษณ์–อริยสัจจ์ ๔”] ใน อารัพภธาตุ–ความเพียรที่เริ่มครั้งแรก ๑ นิกกมธาตุ–ความเพียรที่มีกำลังมากกว่าอารัพภธาตุนั้นเพราะขจัดความเกียจคร้านได้แล้ว ๑ ปรักกมธาตุ–ความเพียรที่มีกำลังกว่าแม้นิกกมธาตุ ๑ เหล่านี้ นี้เป็นอาหารเพื่อมิให้ถีนมิทธะที่ยังไม่เกิดขึ้นมิให้เกิดขึ้น หรือว่า เพื่อการละถีนมิทธะที่เกิดขึ้นแล้ว ได้แก่

๑. การถือเอานิมิตในอติโภชนะ [บริโภคมากเกินไป] –ไม่กินอาหารเป็นทางเลือกในการแก้ปัญหา
๒. การเปลี่ยนอิริยาบถ–ไม่ทรงอยู่ในอาการซึมวกวนประวัติถึงคราวในเรื่องเก่าๆ
๓. มนสิการในอาโลกสัญญา–ยกจิตใจให้สว่างไสวแม้วันหรือคืนซึ่งทำให้เกิดปัญญา
๔. การอยู่กลางแจ้ง–อัพโภกาสิกังคะ–ได้เห็นภูมิทัศน์ที่แปลกตาให้พิจารณาธรรมได้
๕. ความเป็นผู้มีกัลยาณมิตร–กัลยาณมัตตตาอันเป็นอุดมมงคล [มงคล ๓๘]
๖. สัปปายกถา–พูดคุยสนทนาในเรื่องเสริมการเจริญสมาธิ

ฉะนั้น ปฏิปักษ์ธรรมของถีนมิทธะ คือ วิริยารัมภะ [สัมมาวายามะ] การปรารภความเพียร ทำความเพียรมุ่งมั่น

(๔) อุทธัจจกุกกุจจะ —ความฟุ้งซ่านและร้อนใจ [โทสะ–ผูกโกรธคิดประทุษร้าย ไม่ใช่ สัมมาสมาธิ]
องค์ธรรม ๖ ประการ ย่อมเป็นไปเพื่อการละอุทธัจจกุกกุจจะ กระทำให้มากซึ่ง โยนิโสมนสิการ [ความฉลาดแยบคายด้วยอุบายอย่างถูกวิธี ด้วยเหตุผลที่เป็นไปตาม “กฎธรรมชาติ” คือ “ธรรมนิยาม ๓–ปฏิจจสมุปบาท ๑๒– ไตรลักษณ์–อริยสัจจ์ ๔”] ใน อารัพภธาตุ–นิกกมธาตุ–ปรักกมธาตุ ที่มีอยู่เหล่านี้ นี้เป็นอาหารเพื่อมิให้ ถีนมิทธะที่ยังไม่เกิดขึ้นมิให้เกิดขึ้น หรือว่าเพื่อการละถีนมิทธะที่เกิดขึ้นแล้ว ได้แก่

๑. ความเป็นพหูสูต [การสดับตรับฟังมาก] –ผู้คงแก่เรียน–ผู้มีปัญญามากยิ่ง
๒. ปริปุจฉกถา [การสอบถาม] –ซักถามในสิ่งที่เป็นประโยชน์
๓. ความเป็นผู้ชำนาญในพระวินัย–มั่นคงในข้อปฏิบัติศีลและวัตร
๔. การคบบุคคลผู้เจริญ–สัปปุริสสังเสวะ–คบหาท่านผู้ทรงธรรมทรงปัญญาเป็นกัลยาณมิตร
๕. ความเป็นผู้มีกัลยาณมิตร–กัลยาณมัตตตาอันเป็นอุดมมงคล [มงคล ๓๘]
๖. สัปปายกถา–พูดคุยสนทนาในเรื่องเสริมการเจริญสมาธิ

ฉะนั้น ปฏิปักษ์ธรรมของอุทธัจจกุกกุจจะ คือ สมาธิ–สัมมาสมาธิ ความตั้งมั่นชอบ

(๕) วิจิกิจฉา —ความลังเลสงสัย [โมหะ–หลงใหลเสียสติ ไม่ใช่ อธิโมกข์ ความเลื่อมใสศรัทธา หรือ สัมมาสติ]
องค์ธรรม ๖ ประการ ย่อมเป็นไปเพื่อการละวิจิกิจฉา กระทำให้มากซึ่ง โยนิโสมนสิการ [ความฉลาดแยบคายด้วยอุบายอย่างถูกวิธี ด้วยเหตุผลที่เป็นไปตาม “กฎธรรมชาติ” คือ “ธรรมนิยาม ๓–ปฏิจจสมุปบาท ๑๒– ไตรลักษณ์–อริยสัจจ์ ๔”] ในธรรมทั้งหลาย อันเป็นกุศลและอกุศล อันเป็นโทษและไม่เป็นโทษ อันควรเสพและไม่ควรเสพ อันเลวและประณีต อันเปรียบด้วยมรรคดำและธรรมขาว ที่มีอยู่ นี้เป็นอาหารเพื่อมิให้วิจิกิจฉาที่ยังไม่เกิดมิให้เกิดขึ้น หรือว่าเพื่อการละวิจิกิจฉาที่เกิดแล้ว ได้แก่

๑. ความเป็นพหูสูต–ผู้คงแก่เรียน–ผู้มีปัญญามากยิ่ง
๒. ความเป็นผู้สอบถาม–ซักถามในสิ่งที่เป็นประโยชน์
๓. ความเป็นผู้ชำนาญในพระวินัย–มั่นคงในข้อปฏิบัติศีลและวัตร
๔. ความเป็นผู้มากด้วยอธิโมกข์–เลื่อมใส ศรัทธาอย่างแรงกล้า ในพระรัตนตรัย
๕. ความเป็นผู้มีกัลยาณมิตร–กัลยาณมัตตตาอันเป็นอุดมมงคล [มงคล ๓๘]
๖. สัปปายกถา–พูดคุยสนทนาในเรื่องเสริมการเจริญสมาธิ

ฉะนั้น ปฏิปักษ์ธรรมของวิจิกิจฉา คือ ปัญญา–สัมมาทิฏฐิ ความเห็นชอบ

 





 
 






Copyright © 2002 - 2019 Academiae Network and Siripat.com All rights reserved.

The Page Was Generated in 54546.8 Sec

Powered By Nanosoft India