CHARITY DISTRIBUTION FILE
2600 YEARS
PLEASE DOWNLOAD THE NEW REVISED VERSION   
Download Lastest Version
THE ABSOLUTE TRUTHS NEVER DIE BY THE BUDDHA   
แก่นสารแห่งพุทธธรรม
Visit Siripat.Com
   Return to Siripat.com and Academiae Network
  คำแนะนำ   
 
การเจริญภาวนาให้เกิดญาณสัมปยุตต์แห่งปรมัตถสัจจะด้วยปัญญาภูมิอันพึงเกิดแด่โยคาวจรทั้งหลาย   
 
ความตรัสรู้อริยสัจจ์ย่อมเป็นสมุฏฐานแห่งสัพพัญญุตญาณอานิสงส์อันไพบูลย์ด้วยปัญญาญาณ   
 ท่านสามารถศึกษาธรรมะผ่านไฟล์ Text WordDoc PDF HTML ASP และ JAVA Script Webpages  
Download Now
Download Now
พุทธชยันตี ๒๖๐๐ ปี แห่งความตรัสรู้
 เชิญชาวพุทธร่วมฉลองด้วยการศึกษาอริยธรรมและประพฤติพรหมจรรย์แห่งพระธรรมวินัยนี้
Download Siripat RSS Feed
Check Out
 
รู้อยู่ที่ใจ ดูอยู่ที่ใจ เห็นอยู่ที่ใจ        
เพ่งอยู่ที่ใจ กำหนดอยู่ที่ใจ         
          ให้เห็นความแจ้ง ความสว่าง ความสงบ ขึ้นในใจ     หลวงปู่ทา จารุธัมโม
คำถาม FAQ อาจารย์นิธี ศิริพัฒน์    
ฉบับเฉลิมฉลอง “พุทธชยันตี ๒๖๐๐ ปี” ใน “วันวิสาขบูชา–มาฆบูชา–อาสาฬหบูชา“ ตลอดปี    
Siripat.Com and Academiae Network    
    You're Visiting the Buddhism Webpage. Enjoy Learning the Noble Virtues.
Last Modified:   May 21, 2014 7:24 PM  ||        

 
| Main Page | About Us | Academics | Miscellany | Log In | Email | Contact Us  
  Hi Guest!... May I have a talk with you. I think it's very nice and useful guidance.  
 
ขนาดอักษรมาตรฐานหน้านี้ 18PT
    ขนาดอังกษร 18 PT     สัพเพเหระกับผู้เขียน Author Miscellancy 2012

ปัญญาย่อมเกิดเพราะการฝึกฝน

คำถาม FAQ (Frequently Asked Question)  
  ๑. การเริ่มประพฤติปฏิบัติธรรมนั้น ควรเริ่มต้นอย่างไร



๑. การเริ่มประพฤติปฏิบัติธรรมนั้น ควรเริ่มต้นอย่างไร  
Download Now
Download Now
พุทธชยันตี ๒๖๐๐ ปี
 เชิญชาวพุทธร่วมฉลองด้วยการศึกษาธรรมะ
Download Siripat RSS Feed      
คำถาม FAQ อาจารย์นิธี ศิริพัฒน์     
ฉบับเฉลิมฉลอง “พุทธชยันตี ๒๖๐๐ ปี” วันวิสาขบูชา วันจันทร์ที่ ๔ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๕๕     
Siripat.Com and Academiae Network 2012     


๑. การเริ่มประพฤติปฏิบัติธรรมนั้น ควรเริ่มต้นอย่างไร

จุดเริ่มต้นที่ง่ายที่สุด เราควรเริ่มต้นที่ตัวเราเอง ไม่ต้องไปสนใจผู้อื่น เริ่มต้นที่จิตใจของเราว่า เราเป็นคนคิดอย่างไร ทั้งต่อตนเอง และบุคคลและสิ่งต่างๆ รอบๆ ตัวเรา คิดดี คิดชั่ว หรือว่า คิดอย่างกลางๆ ทำใจเป็นกลาง “ความเห็น” คือ “สัมมาทิฏฐิ” ที่มีนัยความหมายเป็นหลักการ หรือทฤษฎี ส่วน “ความคิด” คือ “สัมมาสังกัปปะ” คือ สิ่งที่เราปรุงแต่ขึ้นมาด้วยเหตุปัจจัย โดยมีสมุฏฐานมาจาก “อวิชชา” นั่นคือ ความรู้ไม่เท่าทันอำนาจของกิเลสอาสวะ ที่ครอบงำและไหลซึมซ่านไปย้อมใจหรือพื้นจิตเมื่อประสบอารมณ์ต่างๆ ทั้ง ๒ อย่างเป็นเรื่องความศรัทธา ที่แสดงเป็นค่านิยม ที่มีอิทธิพลต่อการแสดงออกทางพฤติกรรม โดยการใช้สติตามพิจารณาสภาวจิตให้กลายเป็น “กุศลจิต”และ “อุเบกขาจิต” ด้วยเหตุและผล ได้แก่
               (๑) อโลภะ ได้แก่ ความไม่โลภ ความคิดเผื่อแผ่ จาคะ
               (๒) อโทสะได้แก่ ความไม่คิดประทุษร้าย เมตตา
               (๓) อโมหะ ได้แก่ ความไม่หลง ปัญญา (สติสัมปชัญญะ)

ข้อธรรมทั้งสามนั้น เรียกว่า “กุศลมูล” คือ ต้นตอของความดี สำหรับ “กุศลจิต” คือ ความคิดที่เป็นกุศล กรรมดี การกระทำที่ดี ฉลาด เกิดจากปัญญา ส่งเสริมคุณภาพของชีวิตจิตใจ หมายถึง การกระทำที่เกิดจากกุศลมูล คือ อโลภะ อโทสะ หรือ อโมหะ ส่วน “อุเบกขาจิต” คือ สภาวจิตที่เป็นกลางๆ ชี้ขาดลงมิได้ว่าเป็นกุศลหรืออกุศล คือ วางใจเป็นกลางได้อย่างสนิท ถ้าจะจับที่แก่นแท้ของพุทธศาสนาก็คือ “พุทธโอวาท” ที่ต้องประพฤติปฏิบัติตามเป็นนิตย์ ได้แก่

               (๑) สพฺพปาปสฺส อกรณํ คือ ไม่ทำความชั่วทั้งปวง
               (๒) กุสลสฺสูปสมฺปทา คือ ทำแต่ความดี
               
(๓) สจิตฺตปริโยทปนํ คือ ทำใจของตนให้สะอาดบริสุทธิ์

นั่นคือ “ความเป็นพุทธะ” หรือ “ความมีจิตเป็นพุทธะ” คือ (๑) ผู้รู้ คือ รู้เท่าทันสิ่งที่เป็นอกุศลกรรมด้วยสติ นั่นคือ เป็นบุคคลที่ “สะอาด” จากสิ่งชั่วร้ายทั้งหลาย (๒) ผู้ตื่น คือ เจริญภาวนา ฝึกอบรม พัฒนาตนเองใน ๔ ด้าน ได้แก่ กาย ศีล จิต (สมาธิ) ปัญญา เพื่อสร้างกุศลกรรมให้เกิดขึ้นอย่างมีสติ นั่นคือ เป็นบุคคลที่ “สงบ” ซึ่งเรียกว่า “เนกขัมมะ–อุปสมะ” หาทางอยู่ในความสงบวิเวกจากกิเลส และ (๓) ผู้เบิกบาน คือ ผู้ที่ทำจิตใจและปัญญาให้บริสุทธิ์หมดจดจากกิเลสอาสวะทั้งปวง พยายามเป็นผู้ที่อยู่ในกระแสแห่งนิพพาน เรียกว่า “โยคาวจรขีณาสพ” ให้ได้ คือ ผู้มีกิเลสอาสวะสิ้นหมดแล้ว นั่นคือ เป็นบุคคลที่ “สว่าง” มีจิตใจผ่องใส และมี “ภูมิรู้–ภูมิธรรม–ภูมิปัญญา” แต่อย่างไรก็ตาม พยายามรักษา “ศีล ๕” (เบญจศีล) คือ ข้อปฏิบัติในการฝึกตนให้ได้ก่อนโดยพื้นฐาน จัดว่าเป็นผู้มีศีลแห่ง “สิกขาบท ๕” หรือ “ธรรม ๕” ได้แก่

(๑) ปาณาติปาตา เวรมณี คือ เว้นจากการปลงชีวิต เว้นจากการฆ่าการประทุษร้ายกัน
(๒) อทินฺนาทานา เวรมณี คือ เว้นจากการถือเอาของที่เขามิได้ให้ เว้นจากการลักขโมย โกง ละเมิดกรรมสิทธิ์ ทำลายทรัพย์สิน
(๓) กาเมสุมิจฺฉาจารา เวรมณี คือ เว้นจากการประพฤติผิดในกาม เว้นจากการล่วงละเมิดสิ่งที่ผู้อื่นรักใคร่หวงแหน
(๔) มุสาวาทา เวรมณี คือ เว้นจากการพูดเท็จ โกหก หลอกลวง
(๕) สุราเมรยมชฺชปมาทฏฺฐานา เวรมณี คือ เว้นจากน้ำเมาคือสุราและเมรัยอันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท เว้นจากสิ่งเสพติดให้โทษ

ในความเป็นจริง “ศีล ๕” นี้ ความทำความเข้าใจให้สอดคล้องกับ “เบญจธรรม” ซึ่งเรียกอีกอย่างว่า “เบญจกัลยาณธรรม” หมายถึง “ธรรม ๕” ได้แก่ ธรรมอันดีงามห้าอย่าง คุณธรรมห้าประการ คู่กับเบญจศีล เป็นธรรมเกื้อกูลแก่การรักษาเบญจศีล ผู้รักษาเบญจศีลควรมีไว้ประจำใจ ดังนี้

(๑) เมตตาและกรุณา คือ ความรักใคร่ปรารถนาให้มีความสุขความเจริญ และความสงสารคิดช่วยให้พ้นทุกข์ คู่กับ ศีลข้อที่ ๑
(๒) สัมมาอาชีวะ คือ การหาเลี้ยงชีพในทางสุจริต คู่กับ ศีลข้อที่ ๒
(๓) กามสังวร คือ ความสังวรในกาม ความสำรวมระวังรู้จักยับยั้งควบคุมตนในทางกามารมณ์ ไม่ให้หลงใหลในรูป เสียง กลิ่น รส และสัมผัส คู่กับ ศีลข้อที่ ๓
(๔) สัจจะ คือ ความสัตย์ ความซื่อตรง คู่กับ ศีลข้อที่ ๔
(๕) สติสัมปชัญญะ คือ ระลึกได้และรู้ตัวอยู่เสมอ คือ ฝึกตนให้เป็นคนรู้จักยั้งคิด รู้สึกตัวเสมอว่า สิ่งใดควรทำ และไม่ควรทำ ระวังมิให้เป็นคนมัวเมาประมาท คู่กับ ศีลข้อที่ ๕

นอกจากนี้ ยังรวมทั้ง “มรรคมีองค์ ๘” แล้วค่อยพัฒนาตนเองไปสู่การหลุดพ้นจากกิเลสและกองทุกข์ทั้งปวงด้วย มรรค ผล นิพพาน ในอันที่สูงขึ้น “มรรคมีองค์ ๘” (อัฏฐังคิกมรรค) ซึ่งหมายถึง “อริยอัฏฐังคิกมรรค” แปลว่า “ทางมีองค์แปดประการ อันประเสริฐ” ได้แก่
               (๑) สัมมาทิฏฐิ คือ เห็นชอบ ได้แก่ ความรู้ในอริยสัจจ์ ๔ เห็นไตรลักษณ์ รู้อกุศลและอกุศลมูลกับกุศลและกุศลมูล
                    หรือ เห็นปฏิจจสมุปบาท
                (๒) สัมมาสังกัปปะ คือ ดำริชอบ ได้แก่ เนกขัมมสังกัปป์ อพยาบาทสังกัปป์ อวิหิงสาสังกัปป์
               (๓) สัมมาวาจา คือ เจรจาชอบ ได้แก่ วจีสุจริต ๔
               (๔) สัมมากัมมันตะ คือ กระทำชอบ ได้แก่ กายสุจริต ๓
               (๕) สัมมาอาชีวะ คือ เลี้ยงชีพชอบ ได้แก่ เว้นมิจฉาชีพ ประกอบสัมมาชีพ
               (๖) สัมมาวายามะ คือ พยายามชอบ ได้แก่ ปธาน ๔ หรือ สัมมัปปธาน ๔
               (๗) สัมมาสติ คือ ระลึกชอบ ได้แก่ สติปัฏฐาน ๔
               (๘) สัมมาสมาธิ คือ ตั้งจิตมั่นชอบ ได้แก่ ฌาน ๔

ซึ่งในอนาคตจะเป็นก้าวบันไดแห่งการเจริญภาวนา นั่นหมายความว่า “อริยอัฏฐังคิกมรรค” จะสนับสนุนในการศึกษาพระสัทธรรมทั้ง ๓ ด้าน เรียกว่า “ไตรสิกขา” คือ “สิกขา ๓” ได้แก่ ศีล สมาธิ ปัญญา ที่จะมาสัมพันธ์กับแนวทางในการดังทุกข์ทั้งหลายด้วย “อริยสัจจ์ ๔” ได้แก่ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค พร้อมด้วยหลักธรรมอื่นๆ ที่เกื้อกูลแห่ง “ความตรัสรู้” (Enlightenment) เพื่อ “พระนิพพาน” นั่นเอง



๑. การเริ่มประพฤติปฏิบัติธรรมนั้น ควรเริ่มต้นอย่างไร  
Download Now
Download Now
       

  ๒. การเจริญภาวนาคืออะไร


๒. การเจริญภาวนาคืออะไร  
Download Now
Download Now
พุทธชยันตี ๒๖๐๐ ปี
 เชิญชาวพุทธร่วมฉลองด้วยการศึกษาธรรมะ
Download Siripat RSS Feed      
คำถาม FAQ อาจารย์นิธี ศิริพัฒน์     
ฉบับเฉลิมฉลอง “พุทธชยันตี ๒๖๐๐ ปี” วันวิสาขบูชา วันจันทร์ที่ ๔ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๕๕     
Siripat.Com and Academiae Network 2012     


๒. การเจริญภาวนาคืออะไร

“ภาวนา” คือ การเจริญ การทำให้เป็นให้มีขึ้น การฝึกอบรม การพัฒนา ได้แก่ (๑) กายภาวนา คือ การเจริญกาย พัฒนากาย การฝึกอบรมกาย ให้รู้จักติดต่อเกี่ยวข้องกับสิ่งทั้งหลายภายนอกทางอินทรีย์ทั้งห้าด้วยดี และปฏิบัติต่อสิ่งเหล่านั้นในทางที่เป็นคุณ มิให้เกิดโทษให้กุศลธรรมงอกงาม ให้อกุศลธรรมเสื่อมสูญ การพัฒนาความสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อมทางกายภาพ (๒) สีลภาวนา คือ การเจริญศีล พัฒนาความประพฤติ การฝึกอบรมศีล ให้ตั้งอยู่ในระเบียบวินัยไม่เบียดเบียนหรือก่อความเดือดร้อนเสียหาย อยู่ร่วมกับผู้อื่นได้ด้วยดี เกื้อกูลแก่กัน (๓) จิตตภาวนา คือ การเจริญจิต พัฒนาจิต การฝึกอบรมจิตใจ ให้เข้มแข็งมั่นคง เจริญงอกงามด้วยคุณธรรมทั้งหลาย เช่น มีเมตตากรุณา มีฉันทะ ขยันหมั่นเพียร อดทน มีสมาธิ และสดชื่นเบิกบาน เป็นสุขผ่องใส เป็นต้น และ (๔) ปัญญาภาวนา คือ การเจริญปัญญา พัฒนาปัญญา การฝึกอบรมปัญญา ให้รู้เข้าใจสิ่งทั้งหลายตามเป็นจริง รู้เท่าทันเห็นแจ้งโลกและชีวิตตามสภาวะ สามารถทำจิตใจให้เป็นอิสระ ทำตนให้บริสุทธิ์จากกิเลสและปลอดพ้นจากความทุกข์ แก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นได้ด้วยปัญญา การเจริญภาวนาแบ่งออกเป็น ๒ ด้าน คือ (๑) สมถกัมมัฏฐาน คือ การกำหนดใจโดยเพ่งวัตถุ หรือนึกถึงอารมณ์ที่กำหนดนั้น บริกรรมว่าซ้ำๆ อยู่ในใจอย่างใดอย่างหนึ่ง เพื่อทำใจให้สงบ การเจริญสมถกัมมัฏฐานเพื่อให้เกิดสมาธิ มี ๓ ขั้น คือ ขั้นที่ ๑ บริกรรมภาวนา ซึ่งเป็นภาวนาขั้นตระเตรียม นั่นคือ กำหนดอารมณ์กรรมฐาน ขั้นที่ ๒ อุปจารภาวนา ซึ่งเป็นภาวนาขั้นจวนเจียน นั่นคือ เกิดอุปจารสมาธิ และขั้นที่ ๓ อัปปนาภาวนา ซึ่งเป็นภาวนาขั้นแน่วแน่ นั่นคือ เกิดอัปปนาสมาธิ เข้าถึง ฌาน ในอันดับถัดต่อไป ก็เจริญฌานสมาบัติ กับ (๒) วิปัสสนากัมมัฏฐาน คือ การฝึกอบรมปัญญาให้เกิดความเห็นแจ้งรู้ชัดภาวะของสิ่งทั้งหลายตามที่มันเป็น แบ่งออกเป็น ส่วนแรก คือ สัพพัตถกกัมมัฏฐาน คือ กรรมฐานพึงใช้เป็นฐานของการเจริญภาวนาทุกอย่าง ได้แก่ เมตตา มรณสติ หรือ อสุภสัญญา และส่วนที่สอง คือ ปริหาริยกัมมัฏฐาน คือ กรรมฐานที่จะต้องใช้ประจำตัว ซึ่งเป็นกรรมฐานข้อหนึ่งข้อใดก็ตาม ที่เลือกว่าเหมาะกับตน เช่นว่าตรงกับจริตแล้ว หรือกำหนดเอาเป็นข้อที่ตนจะปฏิบัติเพื่อก้าวสู่ผลที่สูงขึ้นไป ๆ แล้ว หลังจากนั้น ก็จะต้องเอาใจใส่จัดปรับบำเพ็ญตลอดเวลา เพื่อให้ก้าวหน้าไปและได้ผลดี ทั้งนี้หมายความว่า ผู้ปฏิบัติทุกคนถึงปฏิบัติกรรมฐานทั้ง ๒ ข้อ เนื่องจาก สัพพัตถกกัมมัฏฐาน จะช่วยเป็นพื้นเกื้อหนุนต่อ ปาริหาริยกัมมัฏฐาน โดยผู้ปฏิบัตินั้น พอเริ่มต้น ก็เจริญเมตตา (แผ่เมตตา ในหลักธรรม “พรหมวิหาร ๔” หมายถึง ธรรมเครื่องอยู่ของพรหม ธรรมเครื่องอยู่อย่างพรหม ธรรมประจำใจที่ทำให้เป็นพรหมหรือให้เสมอด้วยพรหม หรือธรรมเครื่องอยู่ของท่านผู้มีคุณยิ่งใหญ่ เรียกอีกอย่างว่า “อัปปมัญญา ๔” เพราะแผ่สม่ำเสมอโดยทั่วไปในมนุษย์สัตว์ทั้งหลาย ไม่มีประมาณ ไม่จำกัดขอบเขต) ต่อประดาภิกษุสงฆ์และหมู่ชน ตลอดถึงเทวดาในถิ่นใกล้รอบตัวจนทั่วสรรพสัตว์ เพื่อให้มีใจอ่อนโยนต่อกันและมีบรรยากาศร่มเย็นเป็นมิตร พร้อมกันนั้น ก็เจริญมรสติ เพื่อให้ใจห่างจากทุจริตไม่คิดถึงอเนสนา และกระตุ้นเร้าใจให้ปฏิบัติจริงจัง ไม่ย่อหย่อน ส่วนอสุภสัญญาก็มาช่วยให้โลภะหรือราคะเข้ามาครอบงำไม่ได้ เพราะจะไม่ติดใจแม้แต่ในทิพยารมณ์ แล้วก็มุ่งหน้าไปในปาริหาริยกรรมฐานของตน ในความเป็นจริงนั้น สัพพัตถกกัมมัฏฐาน ก็คือ “อารักขกรรมฐาน” คือ กรรมฐานที่พึงสงวนรักษาไว้ ข้อปฏิบัติมีอยู่ ๔ ประการ ได้แก่ อันดับที่ ๑ พุทธานุสสติ คือ การระลึกถึงคุณของพระพุทธเจ้า (พุทธคุณ ๓ ได้แก่ (๑) ปัญญาคุณ – พระปัญญา (๒) วิสุทธิคุณ – ความบริสุทธิ์ และ (๓) กรุณาคุณ – พระมหากรุณา) อันดับที่ ๒ อสุภกรรมฐาน คือ การพิจารณากายให้เห็นเป็นของอสุภะ เป็นสิ่งที่น่าเกลียด โสโครก และปฏิกูล (ถ้าไปยึดเป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ และไม่ใช่ตนไม่ใช่ตัว) อันดับที่ ๓ การเจริญเมตตา คือ ความเมตตาเป็นหลักปฏิบัติข้อแรกในหลักธรรม “พรหมวิหาร ๔” ได้แก่ (๑) เมตตา (ความรัก) (๒) กรุณา (ความสงสาร) (๓) มุทิตา (ความยินดี) และ (๔) อุเบกขา (ความวางใจเป็นกลาง) ตามลำดับ โดยมีการเจริญเมตตา คือ การระลึกหรือแผ่เมตตา อันได้แก่ ความรัก ความปรารถนาดี มีไมตรีจิต คิดเกื้อกูลให้ผู้อื่นและเพื่อนร่วมโลกทั้งปวงมีความสุขความเจริญ หรือความปรารถนาดีอยากให้เขามีความสุข มีจิตอันแผ่ไมตรี และคิดทำประโยชน์แก่มนุษย์สัตว์ทั่วหน้า และอันดับที่ ๔ มรณัสสติ คือ การระลึกถึงความตาย หรือการระลึกถึงความตายอันจะต้องมีมาถึงตนเป็นธรรมดา พิจารณาที่จะให้เกิดความไม่ประมาท (อ่านเพิ่มเติม “อนุสติ ๑๐”)



๒. การเจริญภาวนาคืออะไร  
Download Now
Download Now
       

  ๓. ฌานกับญาณแตกต่างกันอย่างไร



๓. ฌานกับญาณแตกต่างกันอย่างไร   
Download Now
Download Now
พุทธชยันตี ๒๖๐๐ ปี
 เชิญชาวพุทธร่วมฉลองด้วยการศึกษาธรรมะ
Download Siripat RSS Feed      
คำถาม FAQ อาจารย์นิธี ศิริพัฒน์     
ฉบับเฉลิมฉลอง “พุทธชยันตี ๒๖๐๐ ปี” วันวิสาขบูชา วันจันทร์ที่ ๔ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๕๕     
Siripat.Com and Academiae Network 2012     


๓. ฌานกับญาณแตกต่างกันอย่างไร

เราควรจะกลับไปพิจารณาถึง การเจริญภาวนา ซึ่งแบ่งออกเป็น ๒ ลักษณะ คือ (๑) สมถกัมมัฏฐาน ที่ทำให้จิตใจสงบมีสติดำรงมั่นด้วย สัมมาสติ นั่นคือ การเจริญสติปัฏฐาน ๔ และจิตตั้งมั่นจนเกิดสมาธิด้วย สัมมาสมาธิ คือ ความตั้งมั่นแห่งจิต ภาวะที่จิตสงบนิ่งจับอยู่ที่อารมณ์อันเดียว ได้แก่ ขณิกสมาธิ คือ สมาธิชั่วขณะ อุปจารสมาธิ คือ สมาธิจวนจะแน่วแน่ และอัปปนาสมาธิ สมาธิแนบสนิท สมาธิแน่วแน่ สมาธิในฌาน หรือ “ฌานสมาธิ” นั่นคือ การปฏิบัติเพื่อการฝึกอบรมพัฒนาจิตใจให้มีสมาธิอย่างสูง (อธิจิตตสิกขา) คือ ให้เกิดกุศลจิตทั้งหลาย แล้วส่งผลให้เกิด “ฌาน” ซึ่งประกอบด้วยองค์ฌาน ๕ องค์ ได้แก่ วิตก วิจาร ปีติ สุข เอกัคคตา รวมทั้งอุเบกขา คือ สามารถพัฒนาตั้งแต่ “ฌาน ๔” จนถึงจิตระดับ “สมาบัติ ๘” หรือ “ฌานสมาบัติ ๘” ซึ่งเป็นบาทแห่งวิปัสสนา หรือ “อธิจิต” คือ จิตที่ได้รับการพัฒนาแล้วอย่างยิ่ง สมาธิที่เจริญด้วยความรู้เข้าใจโดยมุ่งให้เป็นปัจจัยแห่งการก้าวไปในมรรค คำว่า “สมาบัติ” หมายถึง ภาวะสงบประณีตของจิตซึ่งพึงเข้าถึงได้ และ (๒) วิปัสสนากัมมัฏฐาน ที่ทำให้เกิดการพัฒนาญาณหยั่งรู้ ปรีชาหยั่งรู้ ปรีชาญาณ ความรู้วิเศษ ที่เรียกว่า “ญาณทัสสนะ” คือ ความรู้แจ้งเห็นจริง แท้งตลอดในสภาวธรรมตามที่เป็นจริงแห่งปรมัตถ์ หมายถึง สภาวะของสรรพสิ่งทั้งหลายที่ปรากฏตามธรรมชาติที่แท้จริง เรียกว่า “อสังขตธรรม” (นิพพาน) โดยไม่มีสภาวะแห่งการปรุงแต่งด้วยเหตุปัจจัย คือ กิเลสอาสวะทั้งหลายที่ครอบงำจิตใจได้ แต่เป็นจิตใจที่หลุดพ้นจากกิเลสอาสวะทั้งปวง ซึ่งตรงกันข้ามกับ “สังขตธรรม” (ขันธ์ ๕) นั่นคือ สภาวะที่ไม่เที่ยง แปรปรวนตลอดเวลา มีความบีบคั้นตนเองให้เป็นทุกข์หมุนเวียนตลอดเวลา ไม่ใช่บุคคล สัตว์ เขา เรา ที่จะยึดมั่นถือมั่นใน “สามัญลักษณะ” แห่งไตรลักษณ์นั้นอีกต่อไป เรียกว่า “อุปาทานขันธ์ ๕” ซึ่งเป็นปัจจัยแห่งกองทุกข์ทั้งปวง เพราะความไม่รู้ใน อนิจจตา ทุกขตา อนัตตา ของ “ขันธ์ ๕” เรียกว่า “อวิชชา” การเจริญวิปัสสนาจึงเป็นบาทวิถีแห่งการพัฒนาปัญญาให้ยิ่งขึ้นไป เรียกว่า “อธิปัญญาสิกขา” ซึ่งเป็น “โลกุตตรสัมมาทิฏฐิ” หมายถึง ข้อปฏิบัติสำหรับฝึกอบรมปัญญา เพื่อให้เกิดความรู้เข้าใจเหตุผล รอบรู้สิ่งที่เป็นประโยชน์ และไม่เป็นประโยชน์ ตลอดจนรู้แจ้งสภาวะของสิ่งทั้งหลายตามความเป็นจริง เช่น มัคคญาณ ผลญาณ แห่งอริยสัจจ์ ๔ ส่วน “โลกียสัมมาทิฏฐิ” ที่จัดเป็นปัญญาที่ถูกต้องในระดับสามัญ แต่ยังไม่ใช่ “อธิปัญญา” คือ ปัญญาอันยิ่งยอด ที่กำหนดรู้ความจริงแห่งไตรลักษณ์ เพื่อให้เกิดความรู้แจ้ง มองเห็นสิ่งทั้งหลายตามเป็นจริง อันทำให้จิตใจหลุดพ้นเป็นอิสระ ปราศจากกิเลสและความทุกข์ คือ จิตสำรอกจากอาสวะ อวิชชาสำรอกไป (วิราคะ) ซึ่งเป็น “วิปัสสนาสมาธิ” หรือ “วิปัสสนาญาณ” ยกตัวอย่าง “โลกียสัมมาทิฏฐิ” เช่น กัมมัสสกตาญาณ ซึ่งเป็นความรู้ถึงภาวะที่สัตว์ทั้งหลายมีกรรมเป็นของตน ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว เรียกว่า “กัมมัสสกตาปัญญา”



๓. ฌานกับญาณแตกต่างกันอย่างไร   
Download Now
Download Now
       

  ๔. สมมุติสงฆ์กับอริยสงฆ์แตกต่างกันอย่างไร



๔. สมมุติสงฆ์กับอริยสงฆ์แตกต่างกันอย่างไร   
Download Now
Download Now
พุทธชยันตี ๒๖๐๐ ปี
 เชิญชาวพุทธร่วมฉลองด้วยการศึกษาธรรมะ
Download Siripat RSS Feed      
คำถาม FAQ อาจารย์นิธี ศิริพัฒน์     
ฉบับเฉลิมฉลอง “พุทธชยันตี ๒๖๐๐ ปี” วันวิสาขบูชา วันจันทร์ที่ ๔ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๕๕     
Siripat.Com and Academiae Network 2012     


๔. สมมุติสงฆ์กับอริยสงฆ์แตกต่างกันอย่างไร

คำว่า “พระสงฆ์” คือ บุคคลที่ถือศีลพรตปฏิบัติอย่างเข้มงวด และดำเนินชีวิตสมณเพศซึ่งแตกต่างจากชีวิตฆราวาส เรียกว่า “พระโยคาวจร” คือ ผู้เจริญภาวนาในไตรสิกขา คือ ศีล สมาธิ ปัญญา นั่นคือ สมถกัมมัฏฐาน และวิปัสสนากัมมัฏฐาน ดังนั้น คำว่า “สมมุติสงฆ์” หมายถึง ภิกษุที่กำลังเจริญศึกษาพระศาสนาทั้ง ๓ ด้าน ได้แก่ ปริยัตติสัทธรรม ปฏิบัติสัทธรรม และปฏิเวธสัทธรรม แต่ยังไม่บรรลุถึงมรรค ผล นิพพาน ยังไม่เกิดการตรัสรู้ ส่วนคำว่า “อริยสงฆ์” หมายถึง ภิกษุที่ที่เป็น “พระโยคาวจรขีณาสพ” คือ ผู้ที่เจริญภาวนาและได้ตรัสรู้ธรรมจนกิเลสอาสวะหมดสิ้น จนถึงขั้นพระอรหันต์ใน “อริยบุคคล ๔” ได้แก่ (๑) โสดาบัน คือ ผู้ถึงกระแส ท่านผู้บรรลุโสดาปัตติผลแล้ว (๒) สกทาคามี คือ ผู้กลับมาอีกครั้งเดียว ท่านผู้บรรลุสกทาคามิผลแล้ว (๓) อนาคามี คือ ผู้ไม่เวียนกลับมาอีก ท่านผู้บรรลุอนาคามิผลแล้ว และ (๔) อรหันต์ คือ ผู้ควร ผู้หักกำแห่งสงสารแล้ว ท่านผู้บรรลุอรหัตตผลแล้ว หรือในอีกนัยหนึ่ง หมายถึง ผู้ที่บรรลุอริยธรรมแห่ง มรรค ๔ ผล ๔ นิพพาน ๑ ซึ่งเป็น “โลกุตตรญาณ” จนถึงขั้นบรรลุตรัสรู้ “อนุตรสัมมาสัมโพธิญาณ” ได้ด้วยตนเอง ดังนั้น สมมุติสงฆ์จึงเป็นเพียงผู้ที่เข้ามาบวชในพุทธศาสนา โดยยึดข้อปฏิบัติด้วยศีล แต่ยังไม่ได้พัฒนาตนเองให้ถึง อธิศีล อธิจิต และอธิปัญญา จนถึงผู้เข้าถึงกระแสแห่งพระนิพพาน นั่นคือ “วิสุทธิ ๗” อันเป็นความหมดจดบริสุทธิ์สมบูรณ์จากกิเลสอาสวะทั้งปวงทั้ง ๓ ด้าน แห่งไตรสิกขา คือ ศีล สมาธิ ปัญญา ข้อสังเกตอีกประการหนึ่ง คือ ผู้ที่จะเป็นอริยสาวกของพระพุทธเจ้านั้น ต้องประกอบด้วย “สังฆคุณ ๙” ได้แก่

“สังฆคุณ ๙” หมายถึง คุณของพระสงฆ์
(๑) สุปฏิปนฺโน ภควโต สาวกสงฺโฆ
    พระสงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาค เป็นผู้ปฏิบัติดี
(๒) อุชุปฏิปนฺโน
    เป็นผู้ปฏิบัติตรง
(๓) ญายปฏิปนฺโน
    เป็นผู้ปฏิบัติถูกทาง
(๔) สามีจิปฏิปนฺโน
    เป็นผู้ปฏิบัติสมควร
ยทิทํ จตฺตาริ ปุริสยุคานิ อฏฺฐ ปุริสปุคฺคลา
    ได้แก่ คู่บุรุษ ๔ ตัวบุคคล ๘
เอส ภควโต สาวกสงฺโฆ
    พระสงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคนี้
(๕) อาหุเนยฺโย
    เป็นผู้ควรแก่ของคำนับ คือควรรับของที่เขานำมาถวาย
(๖) ปาหุเนยฺโย
    เป็นผู้ควรแก่การต้อนรับ
(๗) ทกฺขิเณยฺโย
    เป็นผู้ควรแก่ทักษิณา ควรแก่ของทำบุญ
(๘) อญฺชลิกรณีโย
    เป็นผู้ควรแก่การทำอัญชลี ควรแก่การกราบไหว้
(๙) อนุตฺตรํ ปุญฺญกฺเขตฺตํ โลกสฺส ติ
    เป็นนาบุญอันยอดเยี่ยมของโลก เป็นแหล่งปลูกฝังและเผยแพร่ความดีที่ยอดเยี่ยมของโลก ดังนี้

เพราะฉะนั้น หลักธรรม “สังฆคุณ ๙” จึงเห็นเกณฑ์ที่ใช้วัดความแตกต่างระหว่าง “สมมุติสงฆ์” กับ “อริยสงฆ์” ได้อย่างชัดเจน ไม่ทำให้พุทธศาสนิกชนทั้งหลายเกิดความสับสน เพราะว่า “อริยสาวก” ของพระผู้มีพระภาคเจ้านั้น ย่อมประกอบด้วยคุณธรรมแห่ง “สังฆคุณ ๙” ดังกล่าวข้างต้น อย่างแน่นอน ไม่ใช่พระปลอม หรือเดียรถีย์ในพระศาสนา


๔. สมมุติสงฆ์กับอริยสงฆ์แตกต่างกันอย่างไร   
Download Now
Download Now
       

  ๕. สติสัมปชัญญะคืออะไร

๕. สติสัมปชัญญะคืออะไร   
Download Now
Download Now
พุทธชยันตี ๒๖๐๐ ปี
 เชิญชาวพุทธร่วมฉลองด้วยการศึกษาธรรมะ
Download Siripat RSS Feed      
คำถาม FAQ อาจารย์นิธี ศิริพัฒน์  
ฉบับเฉลิมฉลอง “พุทธชยันตี ๒๖๐๐ ปี” วันวิสาขบูชา วันจันทร์ที่ ๔ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๕๕  
Siripat.Com and Academiae Network 2012  

๕. สติสัมปชัญญะคืออะไร

“สติสัมปชัญญะ” จัดเป็นธรรมที่เกื้อกูลในกิจหรือในการทำความดีทุกอย่าง เรียกว่า “ธรรมมีอุปการะมาก” ดังนั้น ในการพิจารณาความหมายของคำว่า “สติสัมปชัญญะ” นั้น แยกออกเป็น ๒ ความหมาย คือ (๑) “สติ” (Mindfulness) หมายถึง ความระลึกได้ นึกได้ สำนึกอยู่ไม่เผลอ สำนึกพร้อมอยู่ ใจอยู่กับกิจ จิตอยู่กับเรื่อง รู้จักกำหนดจดจำ ระลึกการที่ทำคำที่พูดไว้ได้ เป็นอยู่อย่างไม่ประมาท และ (๒) “สัมปชัญญะ” (Clear Comprehension) หมายถึง ความรู้ชัด รู้ชัดสิ่งที่นึกได้ ตระหนัก เข้าใจชัดตามความเป็นจริง เครื่องธรรมที่ใช้เป็นเครื่องมือในการพัฒนาสติสัมปชัญญะ คือ “สติปัฏฐาน ๔” หมายถึง ที่ตั้งของสติ การตั้งสติกำหนดพิจารณาสิ่งทั้งหลายให้รู้เห็นตามความเป็นจริง คือ ตามที่สิ่งนั้นๆ มันเป็นของมัน ด้วย “สติสัมปชัญญะ” จัดเป็น “สัมมาสติ” ดังนี้

(๑) กายานุปัสสนาสติปัฏฐาน คือ การตั้งสติกำหนดพิจารณากาย ให้รู้เห็นตามเป็นจริงว่า เป็นแต่เพียงกาย ไม่ใช่สัตว์บุคคลตัวตนเราเขา (อนัตตา) ท่านจำแนกวิธีปฏิบัติไว้หลายอย่าง คือ อานาปานสติ กำหนดลมหายใจ ๑ อิริยาบถ กำหนดรู้ทันอิริยาบถ ๑ สัมปชัญญะ สร้างสัมปชัญญะในการกระทำความเคลื่อนไหวทุกอย่าง ๑ ปฏิกูลมนสิการ พิจารณาส่วนประกอบอันไม่สะอาดทั้งหลายที่ประชุมเข้าเป็นร่างกายนี้ ๑ ธาตุมนสิการ พิจารณาเห็นร่างกายของตนโดยสักว่าเป็นธาตุแต่ละอย่างๆ ๑ นวสีวถิกา พิจารณาซากศพในสภาพต่างๆ อันแปลกกันไปใน ๙ ระยะเวลา ให้เห็นคติธรรมดาของร่างกาย ของผู้อื่นเช่นใด ของตนก็จักเป็นเช่นนั้น ๑

(๒) เวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน คือ การตั้งสติกำหนดพิจารณาเวทนา ให้รู้เห็นตามเป็นจริงว่าเป็นแต่เพียงเวทนา ไม่ใช่สัตว์บุคคลตัวตนเราเขา (อนัตตา) คือ มีสติอยู่พร้อมด้วยความรู้ชัดเวทนาอันเป็นสุขก็ดี ทุกข์ก็ดี เฉยๆ ก็ดี ทั้งที่เป็นสามิส และเป็นนิรามิสตามที่เป็นไปอยู่ในขณะนั้นๆ

(๓) จิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน คือ การตั้งสติกำหนดพิจารณาจิต ให้รู้เห็นตามเป็นจริงว่า เป็นแต่เพียงจิต ไม่ใช่สัตว์บุคคลตัวตนเราเขา (อนัตตา) คือ มีสติอยู่พร้อมด้วยความรู้ชัดจิตของตนที่มีราคะ ไม่มีราคะ มีโทสะ ไม่มีโทสะ มีโมหะ ไม่มีโมหะ เศร้าหมองหรือผ่องแผ้ว ฟุ้งซ่านหรือเป็นสมาธิ เป็นต้น อย่างไรๆ ตามที่เป็นไปอยู่ในขณะนั้นๆ

(๔) ธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน (การตั้งสติกำหนดพิจารณาธรรม ให้รู้เห็นตามเป็นจริงว่า เป็นแต่เพียงธรรม ไม่ใช่สัตว์บุคคลตัวตนเราเขา (อนัตตา) คือ มีสติอยู่พร้อมด้วยความรู้ชัดธรรมทั้งหลายได้แก่ นิวรณ์ ๕ ขันธ์ ๕ อายตนะ ๑๒ โพชฌงค์ ๗ อริยสัจจ์ ๔ ว่าคืออะไร เป็นอย่างไร มีในตนหรือไม่ เกิดขึ้น เจริญบริบูรณ์ และดับไปได้อย่างไร เป็นต้น ตามที่เป็นจริงของมันอย่างนั้นๆ

ส่วนข้อธรรมที่ใช้ในการอธิบาย “สัมปชัญญะ” (ปัญญา) ได้ชัดเจน คือ “สัมปชัญญะ ๔” หมายถึง ความรู้ตัว ความรู้ตัวทั่วพร้อม ความรู้ชัด ความรู้ทั่วชัด ความตระหนัก ได้แก่

(๑) สาตถกสัมปชัญญะ คือ รู้ชัดว่ามีประโยชน์ หรือตระหนักในจุดหมาย คือ รู้ตัวตระหนักชัดว่าสิ่งที่กระทำนั้นมีประโยชน์ตามความมุ่งหมายอย่างไรหรือไม่ หรือว่าอะไรควรเป็นจุดหมายของการกระทำนั้น เช่น ผู้เจริญกรรมฐาน เมื่อจะไป ณ ที่ใดที่หนึ่ง มิใช่สักว่ารู้สึกหรือนึกขึ้นมาว่าจะไป ก็ไป แต่ตระหนักว่าเมื่อไปแล้วจะได้ปีติสุขหรือความสงบใจ ช่วยให้เกิดความเจริญโดยธรรมจึงไป โดยสาระคือ ความรู้ตระหนักที่จะเลือกทำสิ่งที่ตรงกับวัตถุประสงค์หรืออำนวยประโยชน์ที่มุ่งหมาย

(๒) สัปปายสัมปชัญญะ คือ รู้ชัดว่าเป็นสัปปายะ หรือตระหนักในความเหมาะสมเกื้อกูล คือรู้ตัวตระหนักชัดว่าสิ่งของนั้น การกระทำนั้น ที่ที่จะไปนั้น เหมาะกันกับตน เกื้อกูลแก่สุขภาพ แก่กิจเอื้อต่อการสละละลดแห่งอกุศลธรรมและการเกิดขึ้นเจริญงอกงามแห่งกุศลธรรม จึงใช้ จึงทำจึงไป หรือเลือกให้เหมาะ เช่น ภิกษุใช้จีวรที่เหมาะกับดินฟ้าอากาศและเหมาะกับภาวะของตนที่เป็นสมณะ ผู้เจริญกรรมฐานจะไปฟังธรรมอันมีประโยชน์ในที่ชุมนุมใหญ่ แต่รู้ว่ามีอารมณ์ซึ่งจะเป็นอันตรายต่อกรรมฐาน ก็ไม่ไป โดยสาระคือ ความรู้ตระหนักที่จะเลือกทำแต่สิ่งที่เหมาะสบายเอื้อต่อกาย จิต ชีวิต กิจ พื้นภูมิ และภาวะของตน

(๓) โคจรสัมปชัญญะ คือ รู้ชัดว่าเป็นโคจร หรือตระหนักในแดนงานของตน คือ รู้ตัวตระหนักชัดอยู่ตลอดเวลาถึงสิ่งที่เป็นกิจ หน้าที่ เป็นตัวงาน เป็นจุดของเรื่องที่ตนกระทำ ไม่ว่าจะไปไหนหรือทำอะไรอื่น ก็รู้ตระหนักอยู่ ไม่ปล่อยให้เลือนหายไป มิใช่ว่าพอทำอะไรอื่น หรือไปพบกับสิ่งอื่นเรื่องอื่น ก็เตลิดเพริดไปกับสิ่งนั้นเรื่องนั้น เป็นนกบินไม่กลับรัง โดยเฉพาะการไม่ทิ้งอารมณ์กรรมฐาน ซึ่งรวมถึงการบำเพ็ญจิตภาวนาและปัญญาภาวนาในกิจกรรมทุกอย่างในชีวิตประจำวัน โดยสาระคือ ความรู้ตระหนักที่จะคุมกายและจิตไว้ให้อยู่ในกิจ ในประเด็น หรือแดนงานของตน ไม่ให้เขว เตลิด เลื่อนลอย หรือหลงลืมไปเสีย

(๔) อสัมโมหสัมปชัญญะ คือ รู้ชัดว่าไม่หลง หรือตระหนักในตัวเนื้อหาสภาวะ ไม่หลงใหลฟั่นเฟือน คือเมื่อไปไหน ทำอะไร ก็รู้ตัวตระหนักชัดในการเคลื่อนไหว หรือในการกระทำนั้น และในสิ่งที่กระทำนั้น ไม่หลง ไม่สับสนเงอะงะฟั่นเฟือน เข้าใจล่วงตลอดไปถึงตัวสภาวะในการกระทำที่เป็นไปอยู่นั้น ว่าเป็นเพียงการประชุมกันขององค์ประกอบและปัจจัยต่างๆ ประสานหนุนเนื่องกันขึ้นมาให้ปรากฏเป็นอย่างนั้น หรือสำเร็จกิจนั้นๆ รู้ทันสมมติ ไม่หลงสภาวะเช่นยึดเห็นเป็นตัวตนโดยสาระคือ ความรู้ตระหนัก ในเรื่องราว เนื้อหา สาระ และสภาวะของสิ่งที่ตนเกี่ยวข้องหรือกระทำอยู่นั้น ตามที่เป็นจริงโดยสมมติสัจจะ หรือตลอดถึงโดยปรมัตถสัจจะ มิใช่พรวดพราดทำไป หรือสักว่าทำ มิใช่ทำอย่างงมงายไม่รู้เรื่อง และไม่ถูกหลอกให้ลุ่มหลงหรือเข้าใจผิดไปเสีย ด้วยความพร่ามัว หรือด้วยลักษณะอาการภายนอกที่ยั่วยุ หรือเย้ายวนเป็นต้น

กล่าวโดยสรุป “สติสัมปชัญญะ” ในความหมายรวมนั้น จัดเป็นข้อธรรมในข้อที่ ๕ ของ “เบญจธรรม” หรือ “เบญจกัลป์ยาณธรรม” หมายถึง ธรรมอันดีงามห้าอย่าง คุณธรรมห้าประการ คู่กับเบญจศีล เป็นธรรมเกื้อกูลแก่การรักษาเบญจศีล ผู้รักษาเบญจศีลควร มีไว้ประจำใจ ได้แก่

(๑) เมตตาและกรุณา คือ ความรักใคร่ปรารถนาให้มีความสุขความเจริญ และความสงสารคิดช่วยให้พ้นทุกข์ คู่กับ ศีลข้อที่ ๑ คือ ปาณาติปาตา เวรมณี (เว้นจากการปลงชีวิต เว้นจากการฆ่าการประทุษร้ายกัน)
(๒) สัมมาอาชีวะ คือ การหาเลี้ยงชีพในทางสุจริต คู่กับ ศีลข้อที่ ๒ คือ อทินฺนาทานา เวรมณี (เว้นจากการถือเอาของที่เขามิได้ให้ เว้นจากการลัก โกง ละเมิด กรรมสิทธิ์ ทำลายทรัพย์สิน)
(๓) กามสังวร คือ ความสังวรในกาม ความสำรวมระวังรู้จักยับยั้งควบคุมตนในทางกามารมณ์ ไม่ให้หลงใหลในรูป เสียง กลิ่น รส และสัมผัส คู่กับ ศีลข้อที่ ๓ คือ กาเมสุมิจฺฉาจารา เวรมณี (เว้นจากการประพฤติผิดในกาม เว้นจากการล่วงละเมิดสิ่งที่ ผู้อื่นรักใคร่หวงแหน)
(๔) สัจจะ คือ ความสัตย์ ความซื่อตรง คู่กับ ศีลข้อที่ ๔ คือ มุสาวาทา เวรมณี (เว้นจากการพูดเท็จ โกหก หลอกลวง)
(๕) สติสัมปชัญญะ คือ ระลึกได้และรู้ตัวอยู่เสมอ นั่นคือ ฝึกตนให้เป็นคนรู้จักยั้งคิด รู้สึกตัวเสมอว่า สิ่งใดควรทำ และไม่ควรทำ ระวังมิให้เป็นคนมัวเมาประมาท คู่กับ ศีลข้อที่ ๕ คือ สุราเมรยมชฺชปมาทฏฺฐานา เวรมณี (เว้นจากน้ำเมาคือสุราและเมรัยอันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท เว้นจากสิ่งเสพติดให้โทษ)



๕. สติสัมปชัญญะคืออะไร   
Download Now
Download Now
       

  ๖. สมถะกับวิปัสสนาคือะไร


๖. สมถะกับวิปัสสนาคืออะไร  
Download Now
Download Now
พุทธชยันตี ๒๖๐๐ ปี
 เชิญชาวพุทธร่วมฉลองด้วยการศึกษาธรรมะ
Download Siripat RSS Feed      
คำถาม FAQ อาจารย์นิธี ศิริพัฒน์     
ฉบับเฉลิมฉลอง “พุทธชยันตี ๒๖๐๐ ปี” วันวิสาขบูชา วันจันทร์ที่ ๔ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๕๕     
Siripat.Com and Academiae Network 2012     


๖. สมถะกับวิปัสสนาคืออะไร

คำว่า “สมถะ” หมายถึง ธรรมเป็นเครื่องสงบระงับจิต การฝึกจิตให้สงบเป็นสมาธิ ธรรมยังจิตให้สงบระงับจาก “นิวรณูปกิเลส” ซึ่งเป็นโทษเครื่องเศร้าหมองจาก “นิวรณ์ ๕” หมายถึง สิ่งที่กั้นจิตไม่ให้ก้าวหน้าในคุณธรรม ธรรมที่กั้นจิตไม่ให้บรรลุคุณความดี อกุศลธรรมที่ทำจิตให้เศร้าหมองและทำปัญญาให้อ่อนกำลัง ได้แก่
               (๑) กามฉันทะ คือ ความพอใจในกาม ความต้องการกามคุณ
               (๒) พยาบาท คือ ความคิดร้าย ความขัดเคืองแค้นใจ
               (๓) ถีนมิทธะ คือ ความหดหู่และเซื่องซึม
               (๔) อุทธัจจกุกกุจจะ คือ ความฟุ้งซ่านและร้อนใจ ความกระวนกระวายกลุ้มกังวล
               (๕) วิจิกิจฉา คือ ความลังเลสงสัย

ส่วนคำว่า “สมถกัมมัฏฐาน” หมายถึง กรรมฐานคือสมถะ งานฝึกจิตให้สงบ นั่นคือ “จิตตภาวนา” คือ การฝึกอบรมจิตใจให้เจริญงอกงามด้วยคุณธรรม มีความเข้มแข็งมั่นคง เบิกบาน สงบสุขผ่องใส พร้อมด้วยความเพียร สติ และสมาธิ

ในการเจริญภาวนาขั้นต่อจากสมถกัมมัฏฐาน คือ “วิปัสสนา” หมายถึง การฝึกอบรมเจริญปัญญาให้เกิดความรู้แจ้งชัดตามเป็นจริง จนมีจิตใจเป็นอิสระ ไม่ถูกครอบงำด้วยกิเลสและความทุกข์ เรียกว่า “ปัญญาภาวนา” ส่วนคำว่า “วิปัสสนากัมมัฏฐาน” หมายถึง กรรมฐานคือวิปัสสนา งานเจริญปัญญาด้วย “วิปัสสนาญาณ ๙” เพื่อให้เกิด “วิปัสสนาปัญญา” คือ ปัญญาที่ถึงขั้นเป็นวิปัสสนา ปัญญาที่ใช้ในการเจริญวิปัสสนา นั่นคือ ปัญญาที่พิจารณาเข้าใจสังขารตามความเป็นจริง เรียกว่า “ญาณทัสสนะ” โดยพัฒนาญาณทัสสนะดังกล่าวนั้น ด้วยหลักธรรม “วิสุทธิ ๗” จนสามารถบรรลุถึงความหลุดพ้นด้วยหลักธรรม “วิมุตติ ๕” นั่นคือ “พระนิพพาน” เมื่อปัญญาเข้าถึง “วิปัสสนาภูมิ” จึงเป็น “วิปัสสนาปัญญา” อย่างเต็มที่ นั่นคือ การก้าวเข้าไปในภูมิแห่งวิปัสสนา ฐานที่ตั้งอันเป็นพื้นที่ซึ่งวิปัสสนาเป็นไป พื้นฐานที่ดำเนินไปของวิปัสสนา (๑) การปฏิบัติอันเป็นพื้นฐานที่วิปัสสนาดำเนินไป คือ การมองดูรู้เข้าใจ หรือรู้เท่าทันสังขารทั้งหลายตามที่มันเป็นอนิจจตา ทุกขตา อนัตตา แห่งไตรลักษณ์ อันดำเนินไปโดยลำดับ จนเกิด ตรุณวิปัสสนา (วิปัสสนาอ่อนๆ) ซึ่งเป็นพื้นของการก้าวสู่วิปัสสนาที่สูงขึ้นไป และ (๒) ธรรมที่เป็นภูมิของวิปัสสนา คือ ธรรมทั้งหลายอันเป็นพื้นฐานที่จะมองดูรู้เข้าใจ ให้เกิดปัญญาเห็นแจ้งตามเป็นจริง ตรงกับคำว่า “ปัญญาภูมิ” ได้แก่ ขันธ์ ๕ อายตนะ ๑๒ ธาตุ ๑๘ อินทรีย์ ๒๒ อริยสัจจ์ ๔ ปฏิจจสมุปบาท และ ปฏิจจสมุปปันนธรรม (สภาวธรรม ปรากฏการณ์ สภาวะ ที่เกิดขึ้นในปฏิจจสมุปบาท) ทั้งหลาย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การเน้นความสำคัญของ “ปฏิจจสมุปบาท” ซึ่งเป็นที่รวมในการทำความเข้าใจธรรมทั้งหมดนั้น นั่นคือ สาระในเรื่องธรรมชาติทั้งปวงหรือสภาวธรรมทั้งหลายที่มีในภูมิ ๓



๖. สมถะกับวิปัสสนาคืออะไร  
Download Now
Download Now
       

  ๗. สมมุตติสัจจะกับปรมัตถสัจจะคืออะไร



๗. สมมุตติสัจจะกับปรมัตถสัจจะคืออะไร   
Download Now
Download Now
พุทธชยันตี ๒๖๐๐ ปี
 เชิญชาวพุทธร่วมฉลองด้วยการศึกษาธรรมะ
Download Siripat RSS Feed      
คำถาม FAQ อาจารย์นิธี ศิริพัฒน์     
ฉบับเฉลิมฉลอง “พุทธชยันตี ๒๖๐๐ ปี” วันวิสาขบูชา วันจันทร์ที่ ๔ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๕๕     
Siripat.Com and Academiae Network 2012     


๗. สมมุตติสัจจะกับปรมัตถสัจจะคืออะไร

คำว่า “สัจจะ” หมายถึง ความจริง ที่เป็นธรรมชาติที่ปรุงแต่งอย่างหนึ่ง และธรรมชาติที่เป็นจริงอีกอย่างหนึ่ง เรียกว่า “ตถตา” คือ ความเป็นอย่างนั้น ความเป็นเช่นนั้น ภาวะที่สิ่งทั้งหลายทั้งปวงเป็นของมันอย่างนั้นเอง ซึ่งเป็นไปตามเหตุปัจจัยแห่งปฏิจจสมุปบาท “สัจจะ” แบ่งออกเป็น ๒ ประการ ได้แก่ (๑) สมมติสัจจะ คือ ความจริงโดยสมมุติ ความจริงที่ขึ้นต่อการยอมรับของคน ความจริงที่ถือตามความกำหนดหมายตกลงกันไว้ของชาวโลก เช่นว่า คน สัตว์ โต๊ะ หนังสือ เป็นต้น ซึ่งเมื่อกล่าวตามสภาวะ หรือโดยปรมัตถ์แล้ว ก็เป็นเพียงสังขาร หรือนามรูป หรือขันธ์ ๕ เท่านั้น และ (๒) ปรมัตถสัจจะ คือ ความจริงโดยปรมัตถ์ ความหมายสูงสุด ความที่แท้จริง ความจริงที่มีอยู่ในธรรมชาติ โดยไม่ขึ้นต่อการยอมรับของคน ความจริงตามความหมายขั้นสุดท้ายที่ตรงตามสภาวะและเท่าที่จะกล่าวถึงได้ เช่นว่า รูป นาม เวทนา จิต เจตสิก เป็นต้น ในการเจริญภาวนานั้น ผู้เจริญภาวนาจะมุ่งเน้นถึง “ปรมัตถสัจจะ” ซึ่งมีสภาวะเป็นไปตามกฎไตรลักษณ์ โดยพิจารณาขันธ์ ๕ มีมูลเหตุเกิดจากกิเลสอาสวะ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “อวิชชา” คือ ความไม่รู้จริง ซึ่งจะกำจัดความไม่รู้จริงนี้ด้วยหลักธรรม “อริยสัจจ์ ๔” คือ ความจริงอันประเสริฐเพื่อความหลุดพ้นจากกิเลสอาสวะ คือ “นิพพาน”



๗. สมมุตติสัจจะกับปรมัตถสัจจะคืออะไร   
Download Now
Download Now
       

  ๘. อวิชชากับวิชชาคืออะไร



๘. อวิชชากับวิชชาคืออะไร   
Download Now
Download Now
พุทธชยันตี ๒๖๐๐ ปี
 เชิญชาวพุทธร่วมฉลองด้วยการศึกษาธรรมะ
Download Siripat RSS Feed      
คำถาม FAQ อาจารย์นิธี ศิริพัฒน์     
ฉบับเฉลิมฉลอง “พุทธชยันตี ๒๖๐๐ ปี” วันวิสาขบูชา วันจันทร์ที่ ๔ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๕๕     
Siripat.Com and Academiae Network 2012     


๘. อวิชชากับวิชชาคืออะไร

คำว่า “อวิชชา” หมายถึง ความไม่รู้จริง ความไม่รู้แจ้ง ในอริยสัจจ์ ๔ เรียกว่า “อวิชชา ๔” แต่ถ้าเป็น “อวิชชา ๘” คือ ความไม่รู้จริง ความไม่รู้แจ้ง ในอริยสัจจ์ ๔ และปฏิจจสมุปบาท ได้แก่ (๑) ทุกฺเข อญฺญาณํ คือ ไม่รู้ในทุกข์ (๒) ทุกฺขสมุทเย อญฺญาณํ คือ ไม่รู้ในทุกขสมุทัย (๓) ทุกฺขนิโรเธ อญฺญาณํ คือ ไม่รู้ในทุกขนิโรธ (๔) ทุกฺขนิโรธคามินิยา ปฏิปทาย อญฺญาณํ คือ ไม่รู้ในทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา (๕) ปุพฺพนฺเต อญฺญาณํ คือ ไม่รู้ในส่วนอดีต (๖) อปรนฺเต อญฺญาณํ คือ ไม่รู้ในส่วนอนาคต (๗) ปุพฺพนฺตาปรนฺเต อญฺญาณํ คือ ไม่รู้ทั้งส่วนอดีตทั้งส่วนอนาคต และ (๘) อิทปฺปจฺจยตาปฏิจฺจสมุปฺปนฺเนสุ ธมฺเมสุ อญฺญาณํ คือ ไม่รู้ในธรรมทั้งหลายที่อาศัยกันจึงเกิดมีขึ้นตามหลักอิทัปปัจจยตา จากความไม่รู้จริงทั้ง ๘ ประการ ดังกล่าวนี้ ทำให้ชีวิตต้องตกอยู่ในสังสารทุกข์ไม่สิ้นสุดตลอดไป ดังนั้น การเจริญภาวนาจึงเป็นหนทางแห่งการแก้ไขปัญหาดังกล่าวนี้ เพื่อให้เกิดความรู้จริง ความรู้วิเศษ ความรู้อันประเสริฐ คุณวิเศษ คือ “วิชชา” หรือเรียกว่า “ญาณ” คือ ปรีชาญาณแห่งการหยั่งรู้สภาวธรรมที่เป็นจริงด้วย “ญาณทัสสนะ” (รู้แจ้งเห็นจริง) อย่างไรก็ตาม คำว่า “ญาณ” หมายถึง วิชชา ๓ ญาณ ๑๖ และ วิปัสสนาญาณ ๙ ซึ่งเป็นเรื่อง “ปัญญาญาณ” โดยตรง

“วิชชา ๓” หมายถึง ความรู้แจ้ง ความรู้วิเศษ ได้แก่

(๑) ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ คือ ญาณเป็นเหตุระลึกขันธ์ที่อาศัยอยู่ในก่อนได้ ระลึกชาติได้
(๒) จุตูปปาตญาณ คือ ญาณกำหนดรู้จุติและอุบัติแห่งสัตว์ทั้งหลาย อันเป็นไปตามกรรม เห็นการเวียนว่ายตายเกิดของสัตว์ทั้งหลาย เรียกอีกอย่างว่า “ทิพพจักขุญาณ”
(๓) อาสวักขยญาณ คือ ญาณหยั่งรู้ในธรรมเป็นที่สิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย ความรู้ที่ทำให้สิ้นอาสวะ ความตรัสรู้

สำหรับ “ญาณ ๑๖” กับ “วิปัสสนาญาณ ๙” นั้น แบ่งออกเป็น ๓ ระดับ ได้แก่

(๑) ก่อนวิปัสสนาญาณ

๑. นามรูปปริจเฉทญาณ คือ ญาณกำหนดแยกนามรูป (นามและรูป) บางทีเรียกว่า “นามรูปปริคคหญาณ” หรือ “สังขารปริจเฉทญาณ”
๒. นามรูปปัจจัยปริคคหญาณ คือ ญาณกำหนดจับปัจจัยแห่งนามรูป บางทีเรียกว่า “กังขาวิตรณญาณ” หรือ “ธัมมัฏฐิติญาณ”
๓. สัมมสนญาณ คือ ญาณพิจารณานามรูปโดยไตรลักษณ์

(๒) วิปัสสนาญาณ ๙

๔. อุทยัพพยานุปัสสนาญาณ (อุทยัพพยญาณ) คือ ญาณตามเห็นความเกิดและความดับแห่งนามรูป หรือกองทุกข์ทั้งปวง
๕. ภังคานุปัสสนาญาณ (ภังคญาณ) คือ ญาณตามเห็นจำเพาะความดับเด่นขึ้นมา
๖. ภยตูปัฏฐานญาณ (ภยญาณ) คือ ญาณอันมองเห็นสังขารปรากฏเป็นของน่ากลัว
๗. อาทีนวานุปัสสนาญาณ (อาทีนวญาณ) คือ ญาณคำนึงเห็นโทษ
๘. นิพพิทานุปัสสนาญาณ (นิพพิทาญาณ) คือ ญาณคำนึงเห็นด้วยความหน่าย
๙. มุญจิตุกัมยตาญาณ คือ ญาณหยั่งรู้อันให้ใคร่จะพ้นไปเสีย
๑๐. ปฏิสังขานุปัสสนาญาณ (ปฏิสังขาญาณ) คือ ญาณอันพิจารณาทบทวนเพื่อจะหาทาง
๑๑. สังขารุเปกขาญาณ คือ ญาณอันเป็นไปโดยความเป็นกลางต่อสังขาร
๑๒. สัจจานโลมิกญาณ (อนุโลมญาณ) คือ ญาณเป็นไปโดยควรแก่การหยั่งรู้อริยสัจจ์

(๓) เหนือวิปัสสนาญาณ

๑๓. โคตรภูญาณ คือ ญาณครอบโคตร ซึ่งเป็นหัวต่อที่ข้ามพ้นภาวะปุถุชน
๑๔. มัคคญาณ คือ ญาณในอริยมรรค
๑๕. ผลญาณ คือ ญาณในอริยผล
๑๖. ปัจจเวกขณญาณ คือ ญาณที่พิจารณาทบทวนกิจในอริยสัจจ์

เมื่อจัดแยกหมวดหมู่ใหม่นั้น จะแบ่งออกเป็น ๒ อย่าง คือ
               (๑) โลกียญาณ ได้แก่ ข้อที่ ๑ – ๑๓ และข้อที่ ๑๖
               (๒) โลกุตตรญาณ ได้แก่ ข้อที่ ๑๔ และข้อที่ ๑๕

ดูภาพประกอบเกี่ยวกับการเจริญภาวนาข้างล่างนี้


๘. อวิชชากับวิชชาคืออะไร   
Download Now
Download Now
       

  ๙. ไตรลักษณ์สำคัญอย่างไร



๙. ไตรลักษณ์สำคัญอย่างไร  
Download Now
Download Now
พุทธชยันตี ๒๖๐๐ ปี
 เชิญชาวพุทธร่วมฉลองด้วยการศึกษาธรรมะ
Download Siripat RSS Feed      
คำถาม FAQ อาจารย์นิธี ศิริพัฒน์     
ฉบับเฉลิมฉลอง “พุทธชยันตี ๒๖๐๐ ปี” วันวิสาขบูชา วันจันทร์ที่ ๔ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๕๕     
Siripat.Com and Academiae Network 2012     


๙. ไตรลักษณ์สำคัญอย่างไร

“กฎไตรลักษณ์” คือ อาการที่เป็นเครื่องกำหนดหมาย ๓ อย่าง อันให้รู้ถึงความจริงของสภาวธรรมทั้งหลาย ที่เป็นอย่างนั้นๆ ตามธรรมดาของมัน ธรรมที่ใช้อธิบายถึงสภาวะที่ปรากฏจริงตามธรรมชาติ เรียกว่า “สามัญลักษณะ” ซึ่งเป็นเรื่องกฎธรรมชาติของสรรพสิ่งทั้งหลาย ลักษณะทั้ง ๓ เหล่านี้ มีแก่ธรรมที่เป็น “สังขตะ” คือ “สังขาร” แห่งขันธ์ ๕ ทั้งปวง ซึ่งเป็นสามัญเสมอเหมือนกัน จึงเรียกว่า “สามัญลักษณะ” แต่ไม่สามัญแก่ธรรมที่เป็น “อสังขตะ” คือ “วิสังขาร” (อมตธาตุ – นิพพาน – อสังขตธรรม – นิพพานธาตุ คือ ภาวะแห่งนิพพาน ซึ่งแบ่งออกเป็น ๒ ชนิด ได้แก่ ๑. สอุปาทิเสสนิพพาน คือ ดังกิเลสมีเบญจขันธ์เหลือ และ ๒. อนุปาทิเสสนิพพาน คือ ดับกิเลสไม่มีเบญจขันธ์เหลือ) ซึ่งมีเฉพาะลักษณะที่ ๓ คือ “อนัตตตา” อย่างเดียว ไม่มีลักษณะ ๒ อย่าง ข้างต้น นั่นคือ “อนิจจตา” กับ “ทุกขตา” ดังนั้น ลักษณะดังกล่าวนี้ เป็นของแน่นอนและเป็น “กฎธรรมชาติ” ซึ่งมีอยู่ตามธรรมดา จึงเรียกเป็นภาษาบาลีในพระไตรปิฎกว่า “ธรรมนิยาม” สำหรับรายละเอียดของ “ไตรลักษณ์” กับ “ธรรมนิยาม ๓” เพิ่มเติม รวมทั้ง “สังขตลักษณะ ๓ ” และ “อสังขตลักษณะ ๓” มีดังนี้

“ธรรมนิยาม ๓” หมายถึง กำหนดแห่งธรรมดา ความเป็นไปอันแน่นอนโดยธรรมดาสภาวะแห่งกฎธรรมชาติ ความจริงสูงสุดแห่งปรมัตถะ ซึ่งเป็นไปตามกฎไตรลักษณ์ คือ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ที่อธิบายภาวะของ “สังขตธรรม” (สภาพที่ถูกปรุงแต่งขึ้นด้วยปัจจัย) และ “อสังขตธรรม” (สภาพที่ไม่ถูกปรุงแต่งขึ้นด้วยปัจจัย) ได้แก่

(๑) สพฺเพ สงฺขารา อนิจฺจา (สังขารคือสังขตธรรมทั้งปวงไม่เที่ยง)
(๒) สพฺเพ สงฺขารา ทุกฺขา (สังขารคือสังขตธรรมทั้งปวงเป็นทุกข์)
(๓) สพฺเพ ธมฺมา อนตฺตา (ธรรมคือสังขตธรรมและอสังขตธรรม หรือสังขารและวิสังขารทั้งปวงไม่ใช่ตน)

“สังขตลักษณะ ๓” หมายถึง ลักษณะแห่งสังขตธรรม คือ สิ่งที่ปัจจัยปรุงแต่งขึ้น ได้แก่

(๑) อุปฺปาโท ปญฺญายติ (ความเกิดขึ้น ปรากฏ)
(๒) วโย ปญฺญายติ (ความดับสลาย ปรากฏ)
(๓) ฐิตสฺส อญฺญถตฺตํ ปญฺญายติ (เมื่อตั้งอยู่ ความแปรปรากฏ)

“อสังขตลักษณะ ๓” หมายถึง ลักษณะแห่งอสังขตธรรม คือ ภาวะที่ปราศจากการปรุงแต่งด้วยเหตุปัจจัย ได้แก่

(๑) น อุปฺปาโท ปญฺญายติ (ไม่ปรากฏความเกิด)
(๒) น วโย ปญฺญายติ (ไม่ปรากฏความสลาย)
(๓) น ฐิตสฺส อญฺญถตฺตํ ปญฺญายติ (เมื่อตั้งอยู่ ไม่ปรากฏความแปร)

“ไตรลักษณ์” หมายถึง อาการที่เป็นเครื่องกำหนดหมาย ๓ อย่าง อันให้รู้ถึงความจริงของสภาวธรรมทั้งหลาย ที่เป็นอย่างนั้นๆ ตามธรรมดาของมัน เรียกว่า “สามัญลักษณะ” ได้แก่

(๑) “อนิจจลักษณะ” ซึ่งเป็นลักษณะที่ให้เห็นว่าเป็นของไม่เที่ยง ไม่คงที่ ได้แก่ ๑. เป็นไปโดยการเกิดขึ้นและสลายไป คือ เกิดดับๆ มีแล้วก็ไม่มี ๒. เป็นของแปรปรวน คือ เปลี่ยนแปลงสภาพไปเรื่อยๆ ๓. เป็นของชั่วคราว อยู่ได้ชั่วขณะๆ และ ๔. แย้งต่อความเที่ยง ไม่คงที่ ไม่มีเสถียรภาพ ไม่คงมั่นถาวร คือ โดยสภาวะของมันเองก็ปฏิเสธความเที่ยงอยู่ในตัว

(๒) “ทุกขลักษณะ” ซึ่งเป็นลักษณะที่แสดงให้เป็นว่าเป็น “ทุกข์” ได้แก่ ๑. ถูกการเกิดขึ้นและการดับสลายบีบคั้นอยู่ตลอดเวลา ๒. ทนได้ยากหรือคงอยู่ในสภาพเดิมไม่ได้ ๓. เป็นที่ตั้งแห่งความทุกข์ และ ๔. แย้งต่อสุขหรือสภาวะที่ปฏิเสธความสุข

(๓) “อนัตตลักษณะ” ซึ่งเป็นลักษณะที่เป็นอนัตตา ลักษณะที่ให้เห็นว่าเป็นของมิใช่ตัวตนโดยอรรถต่างๆ เช่น ๑. เป็นของสูญ คือ ว่างเปล่าจากความเป็นสัตว์ บุคคล ตัวตน เรา เขา หรือการสมมุติเป็นต่างๆ ดังเช่น ในแง่ความหมายของ “สังขตธรรม” คือ “สังขาร” ก็เป็นเพียงการประชุมข้าวขององค์ประกอบที่เป็นส่วนย่อยๆ ทั้งหลาย นั่นเอง ๒. เป็นสภาพหาเจ้าของมิได้ ไม่เป็นของใครจริง ๓. ไม่อยู่ในอำนาจ ไม่เป็นไปตามความปรารถนา ไม่ขึ้นต่อการบังคับบัญชาของใครๆ ๔. เป็นสภาวธรรมที่ดำรงอยู่หรือเป็นไปตามธรรมดาของมัน ดังเช่น ในแง่ความหมายของ “สังขตธรรม” คือ “สังขาร” ก็เป็นไปตามเหตุปัจจัยขึ้นต่อเหตุปัจจัย ไม่มีอยู่โดยลำพังตัว แต่เป็นไปโดยสัมพันธ์ อิงอาศัยกันอยู่กับสิ่งอื่นๆ และ ๕. โดยสภาวะของมันเองก็แย้งหรือค้านต่อความเป็น “อัตตา” มีแต่ภาวะที่ตรงข้ามกับความเป็น “อัตตา”

ดังนั้น “กฎไตรลักษณ์” จึงเป็นแนวคิดที่อยู่เบื้องหลังของการเจริญภาวนา ทั้งสมถกัมมัฏฐาน และวิปัสสนากัมมัฏฐาน นั่นคือ “สมาธิ ๓” และ “วิโมกข์ ๓” ดังนี้

“สมาธิ ๓” หมายถึง ความตั้งมั่นแห่งจิต นั่นคือ สมาธิในวิปัสสนา หรือตัววิปัสสนานั่นเอง แยกประเภทตามลักษณะการกำหนดพิจารณาไตรลักษณ์ ข้อที่ให้สำเร็จความหลุดพ้น ได้แก่
(๑) สุญญตสมาธิ คือ สมาธิอันพิจารณาเห็นความว่าง ได้แก่ วิปัสสนาที่ให้ถึงความหลุดพ้นด้วยกำหนด อนัตตลักษณะ
(๒) อนิมิตตสมาธิ คือ สมาธิอันพิจารณาธรรมไม่มีนิมิต ได้แก่ วิปัสสนาที่ให้ถึงความหลุดพ้นด้วยกำหนด อนิจจลักษณะ
(๓) อัปปณิหิตสมาธิ คือ สมาธิอันพิจารณาธรรมไม่มีความตั้งปรารถนา ได้แก่ วิปัสสนาที่ให้ถึงความหลุดพ้นด้วยกำหนด ทุกขลักษณะ

“วิโมกข์ ๓” หมายถึง ความหลุดพ้น ประเภทของความหลุดพ้น จัดตามลักษณะการเห็นไตรลักษณ์ข้อที่ให้ถึงความหลุดพ้น ได้แก่
(๑) สุญญตวิโมกข์ คือ หลุดพ้นด้วยเห็นความว่างหมดความยึดมั่น ได้แก่ ความหลุดพ้นที่เกิดจากปัญญาพิจารณาเห็นนามรูป โดยความเป็นอนัตตา คือ หลุดพ้นด้วยเห็นอนัตตตา แล้วถอนความยึดมั่นเสียได้ โดยอาศัย อนัตตานุปัสสนา ถอนอัตตาภินิเวส
(๒) อนิมิตตวิโมกข์ คือ หลุดพ้นด้วยไม่ถือนิมิต ได้แก่ ความหลุดพ้นที่เกิดจากปัญญาพิจารณาเห็นนามรูป โดยความเป็นอนิจจัง คือ หลุดพ้นด้วยเห็นอนิจจตา แล้วถอนนิมิตเสียได้ โดยอาศัย อนิจจานุปัสสนา ถอนวิปัลลาสนิมิต
(๓) อัปปณิหิตวิโมกข์ คือ หลุดพ้นด้วยไม่ทำความปรารถนา ได้แก่ ความหลุดพ้นที่เกิดจาก ปัญญาพิจารณาเห็นนามรูป โดยความเป็นทุกข์ คือ หลุดพ้นด้วยเห็นทุกขตา แล้วถอนความ ปรารถนาเสียได้ โดยอาศัย ทุกขานุปัสสนา ถอนตัณหาปณิธิ

ด้วยเหตุนี้ ผู้เจริญภาวนาจึงต้องทำความเข้าใจถึงความสัมพันธ์ทั้งหมดที่กล่าวบรรยายมาข้างต้น เพราะมีส่วนเกี่ยวข้องกับความสำเร็จในการเจริญภาวนาทุกพุทธกิจที่รับผิดชอบอยู่ ถ้ายังไม่เข้าใจในประเด็นดังกล่าวนี้ทั้งหมด ก็หมายความว่า “ประสบความล้มเหลว” แน่นอน เพราะไม่สามารถเข้าถึงภาวะแห่ง “ธรรมจักษุ” (The Eye of Dhamma) คือ “ดวงตาเห็นธรรม” แห่งกฎธรรมชาติดังกล่าวข้างต้น ซึ่งเกี่ยวเนื่องถึงหลักธรรม “ปฏิจจสมุปบาท” ความสัมพันธ์เกี่ยวเนื่องซึ่งกันและกันแห่งหลักธรรมทั้งหลายนั้น แสดงถึง “ภาวะแห่งองค์รวมเชิงพุทธปัญญา” (Buddhist Intellectual Holism) ซึ่งเกิดจากปัญญาหยั่งรู้ที่เห็นแจ้งรู้จริงในข้อธรรมทั้งหมดที่สามารถผสมผสานกลมกลืนกันได้อย่างมีระบบระเบียบ นั่นคือ “ญาณสัมปยุตต์” ในครั้งใหญ่ที่ได้เข้าถึงกระแสความหลุดพ้นผู้มีอาสวะสิ้นหมดแล้วเพื่อความตรัสรู้ (Enlightenment) แห่ง “พระนิพพาน” ซึ่งเห็นด้วยโลกียสัมมาทิฏฐิว่า:

“สรรพสิ่งทั้งหลายมีสภาวะเป็นไปตามสามัญลักษณะแห่งไตรลักษณ์ มันไม่ใช่สรณะที่พึ่งที่อาศัยแห่งชีวิตจิตวิญญาณอีกต่อไป ด้วยสมุฏฐานนี้ พึงเห็นแต่พระรัตนตรัยแห่งพุทธศาสนาเท่านั้น ที่เป็นที่พึ่งที่อาศัยตลอดไปด้วยชีวิต”

นี่เป็นคำสัจจ์จริงแห่งการอธิษฐานเพื่อเจริญภาวนา.



๙. ไตรลักษณ์สำคัญอย่างไร  
Download Now
Download Now
       

  ๑๐. กฎแห่งกรรม มีจริงหรือไม่



๑๐. กฎแห่งกรรม มีจริงหรือไม่   
Download Now
Download Now
พุทธชยันตี ๒๖๐๐ ปี
 เชิญชาวพุทธร่วมฉลองด้วยการศึกษาธรรมะ
Download Siripat RSS Feed      
คำถาม FAQ อาจารย์นิธี ศิริพัฒน์     
ฉบับเฉลิมฉลอง “พุทธชยันตี ๒๖๐๐ ปี” วันวิสาขบูชา วันจันทร์ที่ ๔ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๕๕     
Siripat.Com and Academiae Network 2012     


๑๐. กฎแห่งกรรม มีจริงหรือไม่

สำหรับคำตอบเกี่ยวกับเรื่อง “กฎแห่งกรรม” มีความเป็นจริงทุกประการ พระพุทธองค์ทรงรู้แจ้งเห็นจริงในเรื่องนี้ได้ด้วย “ญาณ” คือ พระปรีชาหยั่งรู้อันเป็นความรู้พิเศษแห่งโลกียอภิญญา อันมีสมุฏฐานจากการเจริญ “วิปัสสนาญาณ ๙” ซึ่งทำให้เกิด “องค์ความรู้แห่งปัญญาภูมิ” ที่ทำให้เกิดความประจักษ์ชัดในสภาวธรรมที่เกิดขึ้น นั่นคือ (๑) ทิพพจักขุ เรียกว่า “ตาทิพย์” ซึ่งเป็นข้อธรรมข้อที่ ๒ ของ “จักขุ ๕” (พระจักษุอันเป็นสมบัติของพระผู้มีพระภาคเจ้า) คือ ทรงมีพระญาณอันเห็นหมู่สัตว์ผู้เป็นไปต่างๆ กัน ด้วย “อำนาจกรรม” ซึ่งเรียกว่า “วิบาก” นั่นหมายถึง “ชีวิตสันตติ” ในการเวียนว่ายตายเกิดในสังสารวัฏฏ์เพราะวิบากกรรมที่ได้กระทำไว้ในอดีตและกำลังทำในปัจจุบัน ซึ่งเป็นไปตาม “กฎปฏิจจสมุปบาท” คือ ธรรมทั้งหลายเกิดขึ้นเนื่องสืบอาศัยกันและกันจึงเกิดขึ้นด้วยเหตุปัจจัยต่อกันและกัน ได้แก่ ๑. วงจรกิเลส ๒. วงจรกรรม และ ๓. วงจรวิบาก นั่นคือ กระบวนการเกิดแห่งกองชีวิตที่เรียกว่า “ขันธ์ ๕” ถ้าพิจารณาในสมุฏฐานแห่งวงจรวิบาก คือ “ทุกข์” เนื่องด้วยความยึดมั่นถือมั่นใน “อุปาทานขันธ์ ๕” และ (๒) ปุพเพนิวาสานุสสติ คือ ทรงมีพระญาณที่ทำให้ระลึกชาติได้ ซึ่งเป็นข้อธรรมข้อที่ ๕ ของ “อภิญญา ๖” (ความรู้ยิ่งยวด) ซึ่งทำให้พระพุทธองค์ทรงระลึกชาติ ของพระองค์ในอดีตได้หมด ซึ่งเป็น “ชีวิตสันตติ” ที่ได้เสวยผลวิบากกรรมของพระองค์ในสังสารวัฏฏ์ดังกล่าวนั้น สิ่งเหล่านี้เป็นปรากฏการณ์จริงสำหรับผู้เจริญภาวนาที่ถูกคลองธรรมตามแนวทางปฏิบัติด้วย “อริยธรรม” แห่งพุทธศาสนา ซึ่งเรียกได้หลายคำที่เป็นไวพจน์กัน เช่น ๑. ธรรมจริยา คือ ความประพฤติธรรม ๒. โสไจย คือ ความสะอาดหรือเครื่องชำระตัว ๓. อริยธรรม คือ อารยธรรม ธรรมของผู้เจริญ ๔. อริยมรรค คือ มรรคาอันประเสริฐ อริยสัมมาปฏิปทา มัชฌิมาปฏิปทา ๕. สัทธรรม คือ ธรรมดี ธรรมแท้ หรือ ๖. สัปปุริสธรรม คือ ธรรมของสัตบุรุษ ประเด็นหนึ่งที่ผู้เจริญภาวนาควรประจักษ์ในความหมายของคำศัพท์บัญญัติพุทธศาสตร์นั้น ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญมากเพราะเป็นเครื่องมือที่ใช้ในการสื่อสารทำความเข้าใจในพระสัทธรรมทุกขั้นตอน ซึ่งเป็นเรื่องที่หลีเลี่ยงได้ยากในศาสตร์ต่างๆ ที่ท่านทั้งหลายกำลังศึกษาอยู่ไม่ว่าทางโลกหรือทางธรรมก็ตาม ในความจริงนั้น พุทธศาสนา (Buddhism) มีสถานะด้านศาสตร์ คือ “ปรัชญา” (Philosophy) เรียกว่า “พุทธปรัชญา” (The Philosophy of Buddhism) ส่วนทางด้านศิลป์ คือ “พระศาสนา” (Religion) เรียกว่า “พุทธศาสนา” (Buddhism) ที่เรียกว่า “พระศาสนา” เพราะผู้ที่จะบรรลุสำเร็จความตรัสรู้แห่งอรหัตตผล (วิสุทธิ ๗) ได้นั้น ต้องบวชเป็นสมณเพศที่เรียกว่า “บรรพชิต” คือ “พระ” เท่านั้น ซึ่งเป็นสมุฏฐานสำคัญแห่ง “พระนิพพาน” และยังเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตนอีกด้วย นั่นคือ การเน้นการศึกษาศาสนาครบ ๓ ด้าน เรียกว่า “สิกขา ๓” ได้แก่ ศีล สมาธิ ปัญญา โดยเฉพาะอย่าง “การเจริญปัญญา” (เจริญภาวนา) อันดับต่อไปนี้ ให้กำหนดพิจารณาคำนิยามของ “กฎแห่งกรรม” ดังนี้

กฎแห่งกรรม (The Law of Volitional Actions)
               กฎข้อที่ ๑ กัมมัสสะโกมมะหิ (เรามีกรรมเป็นของๆ ตน)
               กฎข้อที่ ๒ กัมมะทายาโท (เราเป็นผู้รับผลของกรรม)
               กฎข้อที่ ๓ กัมมะโยนิ (เรามีกรรมเป็นกำเนิด)
               กฎข้อที่ ๔ กัมมะพันธุ (เรามีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์)
               กฎข้อที่ ๕ กัมมะปะฏิสะระโณ (เรามีกรรมเป็นที่พึ่งอาศัย)
               กฎข้อที่ ๖ ยัง กัมมัง กะริสสามิ (เราจักทำกรรมอันใดไว้)
                    กัลละยาณัง วา ปาปะกัง วา (ดีหรือชั่วก็ตาม)
                    ตัสสะ ทายาโท ภะวิสสามิ (เราจักเป็นผู้รับผลของกรรมนั้นๆ)

เพื่อให้เกิดความเข้าใจอย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้น ให้พิจารณาลงในรายละเอียดแต่ละกฎ ดังนี้

กฎข้อที่ ๑ กัมมัสสะโกมมะหิ (เรามีกรรมเป็นของๆ ตน)

การกระทำใดที่จะเกิดขึ้น เราเป็นผู้กระทำด้วยสัญเจตนาหรือความตั้งใจเท่านั้นไม่ว่าจะเป็นทางกายกรรม วจีกรรม หรือมโนกรรม ก็ตาม สัญเจตนาที่ว่านี้ อาจเกิดจากความตั้งใจจริงที่เป็นกุศลกรรมก็ได้ คือ ทำอย่างมีสติ หรืออาจเกิดจากความตั้งใจไม่จริงหรือไม่รู้ตัวด้วยอวิชชาที่เป็นอกุศลกรรมก็ได้ คือ ทำอย่างขาดสติ มั่วเมา หรือความหลงงมงาย ด้วยขาดปัญญา

กฎข้อที่ ๒ กัมมะทายาโท (เราเป็นผู้รับผลของกรรม)

ผลการตัดสินใจกระทำไม่ว่าจะเป็นอกุศลกรรมหรือกุศลกรรมก็ตาม จะส่งผลการกระทำต่อเราอย่างแน่นอน ต้องรับผลวิบากแห่งกรรมนั้น ๆ จะยกโอนไปให้คนอื่นไม่ได้ ดังนั้น เราต้องเป็นผู้รับกรรมโดยตรงในอันดับแรก

กฎข้อที่ ๓ กัมมะโยนิ (เรามีกรรมเป็นกำเนิด)

ในการอุบัติเกิดของชีวิตของเรานั้น ผลวิบากกรรมทำหน้าที่กำหนดให้เวียนว่ายตายเกิดในโลกหรือภพต่างๆ เรียกว่า “สังสารวัฏ” ผลวิบากกรรมจะทำหน้าที่กำหนดภพภูมิของ “จุติจิต” หรือ “ปฏิสนธิจิต” คือ จิตที่สืบต่อภพใหม่ ในตอนนี้ จิตที่ติดตามแฝงฝังลึกในสันดาน คือ “อนุสัย” หรือ “อนุสัยกิเลส”

กฎข้อที่ ๔ กัมมะพันธุ (เรามีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์)

ผลวิบากกรรมทำหน้าที่ควบคุมภพภูมิในแดนเกิดของเราเอง ที่ต้องเวียนว่ายตายเกิดใน “สังสารวัฏ” อาจจะตกอยู่สุขคติหรือทุคติก็ตาม ดวงชีวิตขึ้นอยู่กับ “อำนาจกรรมเก่า” ที่ได้สะสมมา เรียกว่า “วาสนา” ซึ่งเป็นกิเลสที่เป็นกุศลก็ได้ อกุศลก็ได้ หรืออัพยากฤต (เป็นกลางๆ ไม่ดีไม่ชั่ว) ก็ได้ ที่สามารถกำหนดพฤติกรรมการแสดงออกในภพชาติปัจจุบัน เรียกว่า “ทิฏฐธรรมเวทนียกรรม” คือ สภาวะหรือเรื่องซึ่งเห็นได้ในปัจจุบันชาตินี้ รวมทั้ง “อนุสัย” คือ กิเลสที่แผงตัวนอนเนื่องอยู่ในสันดาน ได้แก่ (๑) กามราคะ ความกำหนัดในกาม (๒) ปฏิฆะ ความหงุดหงิด (๓) ทิฏฐิ ความเห็นผิด (๔) วิจิกิจฉา ความลังเลสงสัย (๕) มานะ ความถือตัว (๖) ภวราคะ ความกำหนัดในภพ (๗) อวิชชา ความไม่รู้จริง สิ่งเหล่านี้แสดงถึงระดับชีวิตในภพภูมิปัจจุบัน

กฎข้อที่ ๕ กัมมะปะฏิสะระโณ (เรามีกรรมเป็นที่พึ่งอาศัย)

“กรรม” และ “ผลวิบากแห่งกรรม” เป็นเรื่องที่เราที่ยึดเป็นที่พึ่งและเป็นเตือนใจให้ระลึกเสมอ เพื่อให้เกิดศรัทธา และค้นหาแนวทางเฉพาะในการสร้างแต่กรรมดี

กฎข้อที่ ๖ ยัง กัมมัง กะริสสามิ (เราจักทำกรรมอันใดไว้)

กัลละยาณัง วา ปาปะกัง วา (ดีหรือชั่วก็ตาม)
ตัสสะ ทายาโท ภะวิสสามิ (เราจักเป็นผู้รับผลของกรรมนั้นๆ)
เมื่อกระทำกรรมใดๆ ลงไปแล้วด้วยเจตนา ไม่ว่าจะเป็นกรรมดีหรือกรรมชั่วก็ตาม ผลกรรมนั้นจะส่งวิบากถึงเราเสมอ ไม่ว่าช้าหรือเร็วในขณะใดก็ตาม ไม่ควรประมาท ให้ระวังทำแต่กรรมดี เพื่อรับผลวิบากแห่งกุศลกรรมดีกว่า

ในด้านการพิสูจน์ “กฎแห่งกรรม” นั้น ให้ใช้หลักการ “โยนิโสมนสิการ” ตรวจสอบ นั่นคือ พิจารณาจากเหตุไปหาผล คิดอย่างมีระบบ คิดทบทวนอย่างแยบคาย คิดให้ครบกระบวนความของปัญหา คิดพินิจพิเคราะห์ถึงเหตุและผลในปัจจุบัน เป็นหลักที่เกี่ยวเนื่องกับอดีตและอนาคต โดยมุ่งสิ่งเป็นประโยชน์อย่างถูกทำนองคลองธรรม เมื่อแนวคิดปฏิบัติเป็นเช่นนี้ การพิจารณา “กฎแห่งกรรม” จึงต้องอธิบายอย่างเป็นวิทยาศาสตร์หรือตรรกะ ให้พิจารณาโครงสร้างของ “กฎแห่งกรรม” ดังนี้

หลักธรรมที่ใช้ในการอธิบาย “กฎแห่งกรรม” คือ “ปฏิจจสมุปบาท” โดยมีสมุฏฐานที่ว่า “อวิชชา” คือ ความไม่รู้จริง ทำให้เกิด “ทุกข์” เพราะกิเลส ตัณหา อาสวะ เข้าครอบงำจิตใจ ทำให้ปรุงแต่งความคิดเกิดขึ้นด้วยเหตุปัจจัยต่างๆ กลายเป็นสภาวธรรมที่ปรากฏขึ้นที่เรียกว่า “ปฏิจจสมุปปันนธรรม” คือ “สังขาร” ซึ่งเป็น “สังขตธรรม” แล้วขาดสติด้วยความหลง (โมหะ) เข้าไปยึดมั่นถือมั่น คือ “อุปาทาน” โดยไม่เข้าความเป็นจริงแห่ง “สังขตลักษณะ” ซึ่งแปรเปลี่ยนไปตาม “สามัญลักษณะ” แห่งกฎไตรลักษณ์ คือ ความไม่เที่ยง ความเป็นทุกข์ ความไม่ใช่ตัวใช่ตน ปรากฏการณ์ดังกล่าวนี้ เกิดขึ้นหมุนเวียนติดต่อกันตลอดเวลา อันประกอบด้วย “วัฏฏะ ๓” ได้แก่ (๑) กิเลสวัฏฏ์ คือ ประกอบด้วยอวิชชา ตัณหา และอุปาทาน (๒) กรรมวัฏฏ์ คือ วงจรกรรม ประกอบด้วยสังขารและกรรมภพ และ (๓) วิปากวัฏฏ์ คือ วงจรวิบาก ประกอบด้วย วิญญาณ นามรูป สฬายตนะ ผัสสะ เวทนา ซึ่งแสดงออกในรูปปรากฏที่เรียกว่า อุปปัตติภพ ชาติ ชรา มรณะ โสกะ (ความโศก) ปริเทวะ (ความคร่ำครวญ) ทุกข์ โทมนัส และ อุปายาส (ความคับแค้นใจ) จึงเกิดขึ้น ด้วยสังสารจักรทั้ง ๓ วงจร จึงทำให้เกิดทุกข์ในสังสารวัฏฏ์ คือ “ชีวิตสันตติ” ที่ฝ่ายกุศลกรรม (อานิสงส์) จึงเกิดสุขเวทนาและ ฝ่ายอกุศลกรรม (นิสสันท์) จึงเกิดทุกขเวทนา ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นเรื่อง “ทุกข์” และ “ความเศร้าหมอง” ซึ่งทำให้จิตใจเกิด “นิวรณูปกิเลส” ซึ่งเป็นโทษเครื่องเศร้าหมองจาก “นิวรณ์ ๕” ที่สกัดกั้นไม่ให้สร้างความดีทำให้ปัญญาอ่อนกำลังลงทุกขณะ กล่าวโดยสรุป “กฎแห่งกรรม” เป็นจริง โครงสร้างกฎแห่งกรรมประกอบด้วย (๑) กรรม และ (๒) วิบาก ซึ่งเกิดขึ้นได้เพราะ “วงจรกิเลส” ซึ่งประกอบด้วย ๓ อย่าง ได้แก่ อวิชชา ตัณหา อุปาทาน ต้นเหตุแห่งกรรมก็คือ “อวิชชา” ทำให้เกิด “ทุกข์แห่งอุปาทานขันธ์ ๕” นั่นเอง



๑๐. กฎแห่งกรรม มีจริงหรือไม่   
Download Now
Download Now
       

  ๑๑. ทำไมเราจึงต้องแยกนามรูปแห่งขันธ์ ๕ ในการเจริญภาวนา


๑๑. ทำไมเราจึงต้องแยกนามรูปแห่งขันธ์ ๕ ในการเจริญภาวนา   
Download Now
Download Now
พุทธชยันตี ๒๖๐๐ ปี
 เชิญชาวพุทธร่วมฉลองด้วยการศึกษาธรรมะ
Download Siripat RSS Feed      
คำถาม FAQ อาจารย์นิธี ศิริพัฒน์     
ฉบับเฉลิมฉลอง “พุทธชยันตี ๒๖๐๐ ปี” วันวิสาขบูชา วันจันทร์ที่ ๔ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๕๕     
Siripat.Com and Academiae Network 2012     


๑๑. ทำไมเราจึงต้องแยกนามรูปแห่งขันธ์ ๕ ในการเจริญภาวนา

ในการเจริญภาวนานั้น ความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับขันธ์ ๕ เป็นเรื่องสำคัญ เพราะเกี่ยวข้องโดยตรงกับญาณที่เกิดขึ้นในวิปัสสนากัมมัฏฐานขั้น “ก่อนวิปัสสนาญาณ” ของ “ญาณ ๑๖” จำนวน ๓ ญาณ ได้แก่ (๑) นามรูปปริจเฉทญาณ คือ ญาณกำหนดแยกนามรูป (นามและรูป) บางทีเรียกว่า “นามรูปปริคคหญาณ” หรือ “สังขารปริจเฉทญาณ” นั่นคือ ญาณหยั่งรู้ว่าสิ่งทั้งหลายเป็นแต่เพียงนามและรูป และกำหนดจำแนกได้ว่าสิ่งใดเป็นรูป สิ่งใดเป็นนาม (๒) นามรูปปัจจัยปริคคหญาณ คือ ญาณกำหนดจับปัจจัยแห่งนามรูป บางทีเรียกว่า “กังขาวิตรณญาณ” หรือ “ธัมมัฏฐิติญาณ” นั่นคือ ญาณหยั่งรู้ที่กำหนดจับได้ซึ่งปัจจัยแห่งนามและรูป โดยอาการที่เป็นไปตามหลักปฏิจจสมุปบาท เป็นต้น และ (๓) สัมมสนญาณ คือ ญาณพิจารณานามรูปโดยไตรลักษณ์ ญาณที่พิจารณาหรือตรวจตรานามรูปหรือสังขาร มองเห็นตามแนวไตรลักษณ์ คือ รู้ว่า ไม่เที่ยง ทนอยู่ไม่ได้ ไม่ใช่ตัวตน ทั้ง ๓ ข้อดังกล่าวข้างต้นนี้ เป็นฐานให้ก้าวสู่การเจริญวิปัสสนากัมมัฏฐานขั้นต่อไป การฝึกฝนพัฒนาปัญญาในวิปัสสนากัมมัฏฐานนั้น เป้าหมายสำคัญยิ่ง คือ การกุสโลบายวิธีหนีจากความยึดมั่นถือมั่นในขันธ์ ๕ เรียกว่า “อุปาทานขันธ์ ๕” แสดงถึงการทิ้งทั้งรูปขันธ์และนามขันธ์ ให้เหลือแต่ “อธิปัญญา” ที่จะวิวัฒน์ตนเองไปสู่ความหลุดพ้นจากกิเลสอาสวะทั้งปวงที่ตนไม่รู้จริง ให้เกิดความรู้วิเศษที่จะรู้แจ้งได้ด้วย “ญาณทัสสนะ” ซึ่งจะดับทุกข์ทั้งหลายได้ด้วย “มัคคญาณ” และ “ผลญาณ” แห่งอริยสัจจ์ ๔ เพื่อให้เกิดอานิสงส์แห่งพระนิพพาน นั่นคือ มรรค ๔ ผล ๔ และนิพพาน ๑ ซึ่งหมายถึง “โลกุตตรธรรม ๙” คือ สภาวะพ้นโลก และยังรวมถึงองค์ธรรมอีก ๓๗ ประการ ใน “โพธิปักขิยธรรม” คือ ธรรมอันเป็นฝักฝ่ายแห่งความตรัสรู้ คือ เกื้อกูลแก่การตรัสรู้ ธรรมที่เกื้อหนุนแก่อริยมรรค ได้แก่ สติปัฏฐาน ๔ ปธาน ๔ อิทธิบาท ๔ อินทรีย์ ๕ พละ ๕ โพชฌงค์ ๗ และ มรรคมีองค์ ๘

อย่างไรก็ตาม สำหรับองค์ความรู้เกี่ยวกับ “ขันธ์ ๕” นั้น ถูกตั้งเป็นสมุฏฐานในการกำหนดพิจารณาถึงความตรัสรู้ทั้งหมด ว่าจะกำจัด “ขันธ์ ๕” คือ “อุปาทิ” ลงได้อย่างไร ทั้ง “รูปขันธ์” และ “นามขันธ์” นั่นคือ “การทุบขันธ์ ๕” หรือ “การระเบิดขันธ์ ๕” ทิ้งไปหรือให้สิ้นไป ด้วยการเจริญภาวนาอย่างเดียวเท่านั้น เพราะ “ขันธ์ ๕” มีมูลเหตุแห่งสมุฏฐานมาจาก “ภวจักร” คือ การเวียนว่ายตายเกิดในวงเวียนชีวิตในภพในชาติไม่สิ้นสุด คือ “สังสารวัฏฏ์” ได้แก่ (๑) วงเวียนกิเลส (๒) วงเวียนกรรม และ (๓) วงเวียนวิบาก (ดู กฎแห่งกรรม) แต่ผู้เจริญภาวนาต้องเข้าใจประจักษ์จริงในระบบโครงสร้างของ “รูปขันธ์” ทั้งหมดว่าเป็นอย่างไร คือ เห็นและเข้าใจความสัมพันธ์ขององค์ธรรมทั้งหมดใน (๑) ภาพรวมเชิงสังเคราะห์ (Synthetic View) และ (๒) รายละเอียดปลีกย่อยเชิงวิเคราะห์ (Analytic View) ที่เกิดขึ้นทั้งระบบโครงสร้างอย่างแท้จริง หรือจะกล่าวง่ายๆ คือ การเจริญข้อธรรมที่ว่าด้วย “โยนิโสมนสิการ” ในกองรูปขันธ์ นั่นเอง ดังรายละเอียดต่อไปนี้

กองรูปขันธ์ (Corporeality)
“รูปขันธ์” หมายถึง สภาวะที่แปรปรวนแตกสลายเพราะปัจจัยต่างๆ อันขัดแย้งกัน ร่างกายและส่วนประกอบฝ่ายวัตถุพร้อมทั้งพฤติกรรมและคุณสมบัติของมัน หรือส่วนที่เป็นร่างในองค์ประกอบของ “มหาภูต ๔” หรือ “มหาภูตรูป ๔” กับทั้งคุณสมบัติและส่วนที่แสดงอาการแห่ง “มหาภูต ๔” (มหาภูตรูป ๔) ซึ่งเป็นองค์ประกอบของ “อุปาทายรูป ๒๔” (รูปอาศัย) คือ รูปที่เป็นไปอย่าง สืบเนื่องโดยอาศัยมหาภูตทั้งสี่เป็นพื้นฐาน

มหาภูตรูป ๔ (Primary Elements)
“มหาภูตรูป ๔” (มหาภูต๔) คือ สิ่งที่ทรงสภาวะของตนอยู่เองเป็นไปตามเหตุปัจจัยในธรรมชาติ ไม่มีอัตตาหรือชีวิตหรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า “ธาตุ ๔” หรือ “ภูตรูป ๔” ได้แก่
(๑) ปฐวีธาตุ คือ สภาวะที่แผ่ไปหรือกินเนื้อที่มีลักษณะแข้นแข็ง หรือ ธาตุดิน
(๒) อาโปธาตุ คือ สภาวะที่เอิบอาบ ดูดซึม ขยายขนาด พูนเข้าด้วยกัน หรือธาตุน้ำ
(๓) เตโชธาตุ คือ สภาวะที่ทำให้ร้อน หรือธาตุไฟ
(๔) วาโยธาตุ คือ สภาวะที่ทำให้สั่นไหว เคลื่อนที่ และค้ำจุน หรือธาตุลม
หมายเหตุ: ให้ดู เพิ่มเติมหลักธรรม “ธาตุ ๑๘” ในตอนหลักธรรม “นามขันธ์”

เพื่อให้เข้าใจอย่างชัดเจนยิ่งกว่านี้ ควรพินิจพิจารณาเกี่ยวกับองค์ประกอบในหลักธรรม “อุปาทายรูป ๒๔” เพิ่มเติม ซึ่งเป็นสภาวะฝ่ายวัตถุที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง (สันตติ) คือ “เกิดขึ้น–ดำรงอยู่–ดับไป” (“อุปาทิขณะ–ฐิติขณะ–ภังคขณะ” ดังความหมายต่อไปนี้ ๑. คำว่า “ขณะ” คือ ช่วงระยะเวลาของจิตที่เสพอารมณ์ที่เกิดขึ้นต่อจำนวน ๑ ครั้ง คำเต็มเรียกว่า “ขณะจิต” ๒. คำว่า “อุปาทิ” คือ สภาพที่ถูกกรรมกิเลสถือครอง สภาพที่ถูกอุปาทานยึดไว้มั่น นั่นคือ “ขันธ์ ๕” ความยึดติดถือมั่น นั่นคือ “อุปาทาน” ๓. คำว่า “ฐิติ” คือ ภูมิเป็นที่ตั้ง ภาวะตั้งอยู่แน่นนอน และ ๔. คำว่า “ภังคะ” คือ ความสลาย แตกดับ ย่อยยับแห่งสังขาร ดูรายละเอียดข้างล่างเรื่องอุปาทายรูป คือ “ลักขณรูป ๔” คือ รูปที่แสดงลักษณะหรืออาการเป็นเครื่องกำหนด ได้แก่ ๑. อุปจยะ คือ ความก่อตัวหรือเติบขึ้น ๒. สันตติ คือ ความสืบต่อ ๓. ชรตา คือ ความทรุดโทรม และ ๔. อนิจจตา คือ ความปรวนแปรแตกสลาย) โดยอาศัยองค์ประกอบทั้ง ๔ ของ “มหาภูตแห่งรูปขันธ์” ข้อสังเกต คือ คำว่า “อุปาทายรูป” คือ รูปที่อาศัยทำหน้าที่แสดงอาการหรือคุณสมบัติของมหาภูตรูป นั่นเอง หลักธรรม “อุปาทายรูป ๒๔” มีองค์ประกอบ ดังต่อไปนี้

อุปาทายรูป ๒๔ (Derivative Materiality)
“อุปาทายรูป ๒๔” คือ รูปอาศัยซึ่งเป็นคุณสมบัติและอาการของ “มหาภูต ๔” ที่เกิดอยู่อย่างต่อเนื่อง ซึ่งใช้อธิบายคุณสมบัติย่อยของ “มหาภูต ๔” หรือ “ภูตรูป ๔” ได้แก่
(๑) ปสาทรูป ๕ คือ รูปที่เป็นประสาทสำหรับรับอารมณ์

๑. จักขุ (ตา)
๒. โสตะ (หู)
๓. ฆานะ (จมูก)
๔. ชิวหา (ลิ้น)
๕. กาย (กาย)

(๒) โคจรรูป ๕ หรือ วิสัยรูป ๕ คือ รูปที่เป็นอารมณ์หรือแดนรับรู้ของอินทรีย์หรือระบบประสาท ที่ได้รับผลจากการกระทบกับปัจจัยภายนอกหรือ “อายตนะภายนอก ๖” ได้แก่

๖. รูปะ (รูป)
๗. สัททะ (เสียง)
๘. คันธะ (กลิ่น)
๙. รสะ (รส)
– โผฏฐัพพะ คือ สัมผัสทางกายที่เกิดขึ้นระหว่างปสาทรูปกับโคจรรูป
(ข้อนี้ไม่นับเพราะเป็นอันเดียวกับมหาภูต ๓ คือ ปฐวี เตโช และ วาโย)

(๓) ภาวรูป ๒ คือ รูปที่เป็นภาวะแห่งเพศ ได้แก่

๑๐. อิตถัตตะ หรือ อิตถินทรีย์ (ความเป็นหญิง )
๑๑. ปุริสัตตะ หรือ ปุริสินทรีย์ (ความเป็นชาย)

(๔) หทัยรูป ๑ คือ รูปที่เป็นหทัย ได้แก่

๑๒. หทัยวัตถุ (ที่ตั้งแห่งใจ หัวใจ)

(๕) ชีวิตรูป ๑ คือ รูปที่เป็นชีวิต ได้แก่

๑๓. ชีวิตินทรีย์ (อินทรีย์คือชีวิต)

(๖) อาหารรูป ๑ คือ รูปที่เป็นอาหาร ได้แก่

๑๔. กวฬิงการาหาร (อาหารคือคำข้าว อาหารที่กิน)

(๗) ปริจเฉทรูป ๑ คือ รูปที่กำหนดเทศะ ได้แก่

๑๕. อากาสธาตุ (สภาวะคือช่องว่าง)

(๘) วิญญัติรูป ๒ คือ รูปแสดงการเคลื่อนไหวให้รู้ความหมาย ได้แก่

๑๖. กายวิญญัติ (การเคลื่อนไหวให้รู้ความหมายด้วยกาย )
๑๗. วจีวิญญัติ (การเคลื่อนไหวให้รู้ความหมายด้วยวาจา)

(๙) วิการรูป ๓ คือ รูปที่แสดงอาการที่ดัดแปลงทำให้แปลกให้พิเศษได้ ได้แก่

๑๘. ลหุตา (ความเบา)
๑๙. มุทุตา (ความอ่อนสลวย)
๒๐. กัมมัญญตา (ความควรแก่การงาน ใช้การได้)
และรวมกับ “วิญญัติรูป ๒” เป็น “วิการรูป ๕”

(๑๐) ลักขณรูป ๔ คือ รูปที่แสดงลักษณะหรืออาการเป็นเครื่องกำหนด ได้แก่

๒๑. อุปจยะ (ความก่อตัวหรือเติบขึ้น)
๒๒. สันตติ (ความสืบต่อ)
๒๓. ชรตา (ความทรุดโทรม)
๒๔. อนิจจตา (ความปรวนแปรแตกสลาย)

ในการเจริญหลักธรรม “โยนิโสมนสิการ” นั้น ให้นำหลักการเจริญ “สติปัฏฐาน ๔” ในข้อที่ ๑ คือ “กายานุปัสสนาสติปัฏฐาน” มากำหนดพิจารณารวมกับ “กฎปฏิจจสมุปบาท” คือ สมุฏฐานการเกิดรูปขันธ์ และ “กฎไตรลักษณ์” คือ ผลนิสสันท์ที่ตามมาซึ่งเป็นฝ่ายลบของอกุศล และทำให้เห็นการปรากฏรวมกันและแยกกันของ “รูปขันธ์” คือ “รูป ๒๘” คือ การศึกษาวิเคราะห์ด้วยการเจริญ “กลาปวิปัสสนา” ซึ่งคล้ายคลึงกับการศึกษา “ระบบโครงสร้างของโมเลกุลอะตอม” (Structural System of Atomic Molecule) คำว่า “กลาป” [กะ–หลาบ] คือ หน่วยรวมที่เล็กที่สุดแห่งรูปธรรม ซึ่งมีองค์ประกอบที่จำเพาะแน่นอนมารวมกันขึ้น อันเป็นส่วนย่อยของรูปธรรมประเภทนั้นๆ โดยที่องค์ประกอบทั้งหมดมี คือ “สหวุตติ” คือ มีความเป็นไปร่วมกัน ทั้งเกิดขึ้นด้วยกันพร้อมเป็นอันเดียว “เอกุปปาทะ” ทั้งดับด้วยกันพร้อมเป็นอันเดียว คือ “เอกกนิโรธะ” และมีมหาภูตรูปเป็นที่อาศัยร่วมกันเป็นอันเดียว คือ “เอกนิสสยะ” หรือเรียกว่า “อณู” ซึ่งหมายถึง โมเลกูลของรูปธรรมทั้งหลาย นั่นเอง ส่วนคำว่า “กลาปวิปัสสนา” หมายถึง การพิจารณาธรรมอย่างรวมๆ โดยรวมเป็นหมวดหมู่ หรือรวบทั้งกลม นั่นคือ “การหาข้อสรุป” (Generalization) เกี่ยวกับปรากฏการณ์หรือสภาวธรรม ด้วยวิธีการจัดกลุ่มตามคุณสมบัติที่เป็น “ลักษณะร่วม” (Correlativeness) หรือ “ลักษณะสากล” (Universal) ในเชิงสังเคราะห์ด้วยหลักทฤษฎีอย่างเป็นระเบียบระบบ มีเหตุผล และครอบคลุมองค์ประกอบสถานการณ์ของปรากฏการณ์นั้น ดังเช่น ข้อสรุปที่ว่า “รูปธรรมทั้งปวงไม่เที่ยง” หรือ “ฌานธรรมเหล่านี้ ไม่มีแล้วก็มีขึ้น มีแล้ว ก็ไม่มี” เป็นต้น “กลาปวิปัสสนา” จะเกิดขึ้นในข้อธรรมข้อที่ ๕ ของ “วิสุทธิ ๗” คือ “มัคคามัคคญาณทัสสนวิสุทธิ” หมายถึง ความหมดจดแห่งญาณที่รู้เห็นว่าเป็นทางหรือมิใช่ทาง หลักจากผ่านการเจริญภาวนา “วิสุทธิ ๗” ข้อที่ ๑ – ๔ ได้แก่ สีลวิสุทธิ จิตตวิสุทธิ ทิฏฐิวิสุทธิ และ กังขาวิตรณวิสุทธิ นั่นคือ เริ่มเจริญวิปัสสนาต่อไปด้วยการพิจารณา “กลาป” (กลาปวิปัสสนา) จนมองเห็นความเกิดขึ้น และความเสื่อมไปแห่งสังขารทั้งหลาย ซึ่งในที่นี้เป็นการพิจารณารูปธรรมแห่งรูปขันธ์ทั้งหมด ๒๘ องค์ประกอบ ได้แก่ (๑) องค์ประกอบหลัก คือ “ธาตุ ๔” แห่งมหาภูตรูป จำนวน ๔ องค์ และ (๒) องค์ประกอบย่อย คือ “อุปาทายรูป ๒๔” แห่งรูปอาศัยที่แสดงอาการคุณสมบัติของมหาภูตรูป จำนวน ๒๔ องค์ รวมกันเป็นรูปธรรมทั้งหลายที่เป็นสิ่งมีชีวิต ก็ตาม หรือสิ่งไม่มีชีวิต ก็ตาม ดังนั้น ผู้เจริญภาวนาต้องสามารถหาข้อสรุปด้วยการวิปัสสนา “กลาป” ที่เกิดขึ้นตามเกณฑ์ของ “สังขตลักษณะ ๓” ให้เห็นตามกฎธรรมชาติ เรียกว่า “ธรรมฐิติ” คือ ความตั้งอยู่แน่นนอนแห่งกฎธรรมดา เรียกว่า “สามัญลักษณะ” แห่งไตรลักษณ์ ที่มีสหสัมพันธ์กับเหตุปัจจัยปรุงแต่งแห่งกฎปฏิจจสมุปบาท เรียกว่า “ปฏิจจสมุปปันนธรรม” นั่นคือ ซึ่งเกิดขึ้นจริงใน “อุปาทายรูป” ข้อที่ ๑๐ “ลักขณรูป ๔” คือ รูปที่แสดงลักษณะหรืออาการเป็นเครื่องกำหนด ได้แก่ (๑) อุปจยะ คือ ความก่อตัวหรือเติบขึ้น (๒) สันตติ คือ ความสืบต่อ (๓) ชรตา คือ ความทรุดโทรม และ (๔) อนิจจตา คือ ความปรวนแปรแตกสลาย โดยสรุป คุณสมบัติอาการทั้ง ๔ อย่างนี้ สอดคล้องกับหลักธรรมเชิงทฤษฎีว่าเป็นความจริงสูงสุดแห่งปรมัตถ์ ดังต่อไปนี้ (๑) ธรรมนิยาม ๓ ซึ่งระบุถึงภาวะที่ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ ไม่ใช่ตัวใช่ตน (๒) ปฏิจจสมุปบาท ๑๒ และผลนิสสันท์ที่พ่วงพลอยด้วย จาก “อวิชชา” เพราะความไม่รู้จริงในเรื่อง “ปฏิจจสมุปปันนธรรม” ทำให้เกิด “ทุกข์” (๓) ไตรลักษณ์ นั่นคือ “สามัญลักษณะ” อันประกอบด้วยภาวะแห่ง อนิจจตา ทุกขตา อนัตตตา และ (๔) สังขตลักษณะ นั่นคือ ภาวะแห่งความแปรปรวนไม่แน่นอน คือ ความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา คงอยู่ชั่วคราว ความดับไปเป็นธรราดา ซึ่งระคนด้วย “ความทุกข์” เช่นกัน ฉะนั้น กระบวนการหาข้อสรุป จึงขั้นตอนการพัฒนาปัญญาขั้นสูง ต้องอาศัยเวลาพอสมควร จากน้อยที่สุดจนถึงภพชาติกันเลยทีเดียว

อย่างไรก็ตาม สำหรับหลักปฏิบัติตามข้อธรรม “กายานุปัสสนาสติปัฏฐาน” นั้น หมายถึง การตั้งสติกำหนดพิจารณากาย ให้รู้เห็นตามเป็นจริงว่า เป็นแต่เพียงกาย ไม่ใช่สัตว์บุคคลตัวตนเราเขา โดยจำแนกวิธีปฏิบัติไว้หลายอย่าง ได้แก่

(๑) ปฏิกูลมนสิการ คือ พิจารณาส่วนประกอบอันไม่สะอาดทั้งหลายที่ประชุมเข้าเป็นร่างกายนี้
(๒) ธาตุมนสิการ คือ พิจารณาเห็นร่างกายของตนโดยสักว่าเป็นธาตุแต่ละอย่างๆ
(๓) นวสีวถิกา คือ พิจารณาซากศพในสภาพต่างๆ อันแปลกกันไปใน ๙ ระยะเวลา ให้เห็นคติธรรมดาของร่างกาย ของผู้อื่นเช่นใด ของตนก็จักเป็นเช่นนั้นเช่นกัน

ความรู้ที่เกิดขึ้นจากการเจริญ “กายานุปัสสนาสติปัฏฐาน” นั้น เป็น “โลกียญาณ” คือ เกิดความเข้าใจเห็นจริงอย่างชัดเจนในระบบโครงสร้างของรูปธรรมแห่งรูปขันธ์ด้วยสติสัมปชัญญะ ซึ่งจะกลายเป็นองค์ความรู้ทั้งทางโลก คือ “สมมุติสัจจะ” และทางธรรม คือ “ปรมัตถสัจจะ” ต่อไป อย่างไรก็ตาม ทั้ง “ธาตุมนสิการ” ความเห็นในชิ้นส่วนประกอบแห่งร่างกายที่รวมกันขึ้น (“ฆนะ” ที่ขัดต่อภาวะแห่งอนัตตตา) ซึ่งทำให้เกิดความก้าวดำเนินไปในการเจริญ “วิปัสสนาญาณ ๙” คือ ญาณในวิปัสสนา ญาณที่นับเข้าในวิปัสสนา หรือที่จัดเป็นวิปัสสนา คือ เป็นความรู้ที่ทำให้เกิดความเห็นแจ้ง เข้าใจสภาวะของสิ่งทั้งหลายตามเป็นจริง ซึ่งจัดอยู่ในข้อที่ ๑ – ๒ ตามลำดับ ได้แก่

(๑) อุทยัพพยานุปัสสนาญาณ คือ ญาณอันตามเห็นความเกิดและความดับ นั่นคือ พิจารณาความเกิดขึ้นและความดับไปแห่งเบญจขันธ์ จนเห็นชัดว่า สิ่งทั้งหลายเกิดขึ้นครั้นแล้วก็ต้องดับไปล้วนเกิดขึ้นแล้วก็ดับไปทั้งหมด กล่าวโดยสรุป คือ “อนิจฺจสญฺญา” หมายถึง กำหนดหมายความไม่เที่ยงแห่งสังขาร

(๒) ภังคานุปัสสนาญาณ คือ ญาณอันตามเห็นความสลาย นั่นคือ เมื่อเห็นความเกิดดับเช่นนั้นแล้วคำนึงเด่นชัดในส่วนความดับอันเป็นจุดจบสิ้น ก็เห็นว่าสังขารทั้งปวงล้วนจะต้องสลายไปทั้งหมด กล่าวโดยสรุป คือ “อนตฺตสญฺญา” หมายถึง กำหนดหมายความเป็นอนัตตาแห่งธรรมทั้งปวง

นอกจากนี้ ยังรวม “สัมมสนญาณ” คือ ญาณที่กำหนดพิจารณานามรูป คือ “ขันธ์ ๕” ตามแนวไตรลักษณ์ ซึ่งหมายถึง “วิปัสสนาญาณ ๑๐” อย่างไรก็ตาม วิปัสสนาญาณทั้งหมดก็คือส่วนหนึ่งใน “ญาณ ๑๖” คือ ความรู้ยิ่งยวด นั่นเอง

สำหรับ “ปฏิกูลมนสิการ” ความเห็นในสภาพแห่งร่างกายที่สกปรก นั่นคือ “สัญญา” คือ การเกิดแนวความคิดความเข้าใจ สำหรับใช้กำหนดพิจารณาในการเจริญกรรมฐานได้แก่ “อสุภสญฺญา” หมายถึง กำหนดหมายความไม่งามแห่งกาย “อาทีนวสญฺญา” หมายถึง กำหนดหมายโทษทุกข์ของกายอันมีความเจ็บไข้ต่างๆ “สพฺพโลเก อนภิรตสญฺญา” หมายถึง กำหนดหมายความไม่น่าเพลิดเพลินในโลกทั้งปวง และ “สพฺพสงฺขาเรสุ อนิฏฺฐสญฺญา” หมายถึง กำหนดหมายความไม่น่าปรารถนาในสังขารทั้งปวง ซึ่ง “ปฏิกูลมนสิการ” จะทำให้เกิดความก้าวดำเนินไปในการเจริญ “วิปัสสนาญาณ ๙” ในข้อที่ ๓ – ๘ ตามลำดับ ได้แก่

(๓) ภยตูปัฏฐานญาณ คือ ญาณอันมองเห็นสังขารปรากฏเป็นของน่ากลัว นั่นคือ เมื่อพิจารณาเห็นความแตกสลายอันมีทั่วไปแก่ทุกสิ่งทุกอย่างเช่นนั้นแล้ว สังขารทั้งปวงไม่ว่าจะเป็นไปในภพใดคติใด ก็ปรากฏเป็นของน่ากลัว เพราะล้วนแต่จะต้องสลายไป ไม่ปลอดภัยทั้งสิ้น

(๔) อาทีนวานุปัสสนาญาณ คือ ญาณอันคำนึงเห็นโทษ นั่นคือ เมื่อพิจารณาเห็นสังขารทั้งปวงซึ่งล้วนต้องแตกสลายไป เป็นของน่ากลัวไม่ปลอดภัยทั้งสิ้นแล้ว ย่อมคำนึงเห็นสังขารทั้งปวงนั้นว่าเป็นโทษเป็นสิ่งที่มีความบกพร่อง จะต้องระคนอยู่ด้วยทุกข์

(๕) นิพพิทานุปัสสนาญาณ คือ ญาณอันคำนึงเห็นด้วยความหน่าย คือ เมื่อพิจารณาเห็นสังขารว่าเป็นโทษเช่นนั้นแล้ว ย่อมเกิดความหน่าย ไม่เพลิดเพลินติดใจ

(๖) มุญจิตุกัมยตาญาณ คือ ญาณอันคำนึงด้วยใคร่จะพ้นไปเสีย นั่นคือ เมื่อหน่ายสังขารทั้งหลายแล้วย่อมปรารถนาที่จะพ้นไปเสียจากสังขารเหล่านั้น

(๗) ปฏิสังขานุปัสสนาญาณ คือ ญาณอันคำนึงพิจารณาหาทาง นั่นคือ เมื่อต้องการจะพ้นไปเสีย จึงกลับหันไปยกเอาสังขารทั้งหลายขึ้นมาพิจารณากำหนดด้วยไตรลักษณ์เพื่อมองหาอุบายที่จะปลดเปลื้องออกไป

(๘) สังขารุเปกขาญาณ คือ ญาณอันเป็นไปโดยความเป็นกลางต่อสังขาร นั่นคือ เมื่อพิจารณาสังขารต่อไป ย่อมเกิดความรู้เห็นสภาวะของสังขารตามความเป็นจริง ว่ามีความเป็นอยู่เป็นไปของมันอย่างนั้นเป็นธรรมดา จึงวางใจเป็นกลางได้ ไม่ยินดียินร้ายในสังขารทั้งหลาย แต่นั้นมองเห็นนิพพานเป็นสันติบท ญาณจึงแล่นมุ่งไปยังนิพพาน เลิกละความเกี่ยวเกาะกับสังขารเสียได้

เเพราะฉะนั้น ทั้ง “ปฏิกูลมนสิการ” และ “ธาตุมนสิการ” นั้น ส่งผลอานิสงส์ให้การเจริญวิปัสสนาญาณก้าวไปสู่ขั้นสุดท้ายที่ต้องเจริญควบคู่ไปกับหลักธรรม “วิสุทธิ ๗” ด้วย ซึ่งทำให้ก้าวหน้าได้อย่างถูกทำนองคลองธรรม (มรรคมีองค์ ๘) ไปสู่วิปัสสนาญาณข้อที่ ๙ นั่นคือ

(๙) สัจจานุโลมิกญาณ (อนุโลมญาณ) คือ ญาณอันเป็นไปโดยอนุโลมแก่การหยั่งรู้อริยสัจจ์ นั่นคือ เมื่อวางใจเป็นกลางต่อสังขารทั้งหลาย ไม่พะวง และญาณแล่นมุ่งตรงไปสู่นิพพานแล้ว ญาณอันคล้อยต่อการตรัสรู้อริยสัจจ์ ย่อมเกิดขึ้นในลำดับถัดไป เป็นขั้นสุดท้ายของวิปัสสนาญาณ ต่อจากนั้นก็จะเกิดโคตรภูญาณมาคั่นกลาง แล้วเกิดมรรคญาณให้สำเร็จความเป็นอริยบุคคลต่อไป

กล่าวโดยสรุป องค์ความรู้เกี่ยวกับ “รูป ๒๘” เป็นความรู้ในระดับ “ปรมัตถสัจจะ” ซึ่งทำให้ผู้เจริญภาวนาเกิดความรู้แจ้งเห็นจริงเกี่ยวกับ “รูปขันธ์” ซึ่งจะเป็นสมุฏฐานสำคัญที่จะพัฒนาปัญญาภูมิไปสู่ความจริงเกี่ยวกับ “นามขันธ์” ต่อไป ด้วยการเห็นรู้สภาวธรรมตามความเป็นจริง “ตถตา” ของมัน ไม่ต้องเข้าไปปรุงแต่งใดๆ ทั้งสิ้น เพราะฉะนั้น คำว่า “รูป” แห่งปรมัตถสัจจะ ถือเป็นสภาวะที่มีอยู่โดยปรมัตถ์ สิ่งที่เป็นจริงโดยความหมายสูงสุด ซึ่งเป็นข้อธรรมข้อที่ ๓ ของ “ปรมัตถธรรม ๔” (Ultimate Realities) ได้แก่ (๑) จิต คือ สภาพที่คิด ภาวะที่รู้แจ้งอารมณ์ (๒) เจตสิก คือ สภาวะที่ประกอบกับจิต คุณสมบัติและอาการของจิต (๓) รูป คือ สภาวะที่เป็นร่าง พร้อมทั้งคุณและอาการ (๔) นิพพาน คือ สภาวะที่สิ้นกิเลสและทุกข์ทั้งปวง สภาวะที่ปราศจากตัณหา แต่ในประเด็นสำคัญ ประเด็นสำคัญ เกิดความคิดรู้เห็นเข้าใจ ที่สามารถทำ “การเทียบเคียง” (Analogy) กับสภาวธรรมของสรรพสิ่งทั้งหลายได้อย่างไม่ผิดเพี้ยนวิปลาสด้วย “อวิชชา ๘” ซึ่งเป็นกระบวนความคิดหยั่งรู้ที่เรียกว่า “ญาณสัมปยุตต์” นั่นคือ ความสามารถเชิง “ปัญญาภูมิ” หรือ “วิปัสสนาญาณ” (วิปัสสนาภูมิ) ในการประมวลความคิดเห็นที่ถูกคลองธรรม คือ สัมมาทิฏฐิ และ สัมมาสังกัปปะ ครั้งใหญ่ ซึ่งทำให้เกิดการตรัสรู้ธรรมทั้งปวงตามผลปรากฏใน “กฎปฏิจจสมุปบาท” และ “กฎไตรลักษณ์” และในอันดับต่อไป คือ การตรัสรู้ “อริยสัจจ์ ๔” ด้วย “มรรคมีองค์ ๘” แห่ง “มัชฌิมาปฏิปทา” เพื่อวิมุตติสุขแห่งพระนิพพาน ดังเช่น พระพุทธองค์ทรงตรัสสอนไว้ว่า อย่ายึดมั่นถือมั่นในขันธ์ ๕ ซึ่งหมายถึง “อุปาทานขันธ์ ๕ เป็นทุกข์” ซึ่งเป็นปรมัตถสัจจะตามหลักธรรม “ปฏิจจสมุปบาท” และ “ไตรลักษณ์” และดับทุกข์ด้วยหลักธรรม “อริยสัจจ์ ๔” นั่นเอง

อนึ่ง สำหรับผู้ที่ได้ตรัสรู้เป็น “อริยบุคคล ๔” ได้แก่ (๑) โสดาบัน (๒) สกทาคามี (๓) อนาคามี และ (๔) อรหันต์ ตามลำดับ ในขณะที่ยังมีชีวิตอยู่ในชาตินี้ “ดวงจิตปัญญา” (ปัญญินทรียเจตสิก–ปัญญินทรีย์–อโมหะ คือ ความรู้เข้าใจ ไม่หลง) ที่คงอยู่จะทำหน้าที่เก็บองค์ความรู้ไว้พร้อมด้วยสติสัมปชัญญะ ซึ่งจะเก็บไว้ใน “ภวังคจิต” ในส่วนที่เป็น “จิตประภัสสร” (จิตดั้งเดิม) แต่ในขณะประมวลผลการเสพอารมณ์ในชีวิตปกติ (ชวนะ–ชวนจิต) จะแสดงออกทาง “สัญญาขันธ์” คือ ความจำได้หมายรู้ในอารมณ์นั้นๆ ที่ผ่านเข้ามา ในที่นี่รวมทั้ง “วิปัสสนาญาณ ๙” และปัญญาญาณต่างๆ ที่ตรัสรู้ถึง แล้วสังเคราะห์หาข้อสรุปเพื่อสร้างเป็นเกณฑ์แนวความคิดความเข้าใจ เพื่อใช้กำหนดพิจารณาในการเจริญกรรมฐานให้ชำนาญยิ่งขึ้น นั่นคือ “สัญญา ๑๐” ได้แก่

(๑) อนิจฺจสญฺญา (กำหนดหมายความไม่เที่ยงแห่งสังขาร)
(๒) อนตฺตสญฺญา(กำหนดหมายความเป็นอนัตตาแห่งธรรมทั้งปวง)
(๓) อสุภสญฺญา (กำหนดหมายความไม่งามแห่งกาย)
(๔) อาทีนวสญฺญา (กำหนดหมายโทษทุกข์ของกายอันมีความเจ็บไข้ต่างๆ)
(๕) ปหานสญฺญา(กำหนดหมายเพื่อละอกุศลวิตกและบาปธรรมทั้งหลาย)
(๖) วิราคสญฺญ(กำหนดหมายวิราคะว่าเป็นธรรมละเอียดประณีต – สำรอกสลัดคืน)
(๗) นิโรธสญฺญา(กำหนดหมายนิโรธว่าเป็นธรรมละเอียดประณีต – ภาวะดับกิเลสและทุกข์)
(๘) สพฺพโลเก อนภิรตสญฺญา (กำหนดหมายความไม่น่าเพลิดเพลินในโลกทั้งปวง)
(๙) สพฺพสงฺขาเรสุ อนิฏฺฐสญฺญา (กำหนดหมายความไม่น่าปรารถนาในสังขารทั้งปวง)
(๑๐) อานาปานสติ (สติกำหนดลมหายใจเข้าออกเสมอ)

เพราะฉะนั้น คุณธรรมทั้ง ๑๐ ข้อใน “สัญญา ๑๐” ก็คือ แนวทางในการเก็บรักษาอารมณ์กัมมัฏฐาน นั่นเอง.



๑๑. ทำไมเราจึงต้องแยกนามรูปแห่งขันธ์ ๕ ในการเจริญภาวนา   
Download Now
Download Now
       

  ๑๒. นามขันธ์มีความสำคัญอย่างไร



๑๒. นามขันธ์มีความสำคัญอย่างไร   
Download Now
Download Now
พุทธชยันตี ๒๖๐๐ ปี
 เชิญชาวพุทธร่วมฉลองด้วยการศึกษาธรรมะ
Download Siripat RSS Feed      
คำถาม FAQ อาจารย์นิธี ศิริพัฒน์     
ฉบับเฉลิมฉลอง “พุทธชยันตี ๒๖๐๐ ปี” วันวิสาขบูชา วันจันทร์ที่ ๔ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๕๕     
Siripat.Com and Academiae Network 2012     


๑๒. นามขันธ์มีความสำคัญอย่างไร

คำว่า “นามขันธ์” นั้น หมายถึง เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ซึ่งทั้งหมดแสดงถึงลักษณะของความเป็นนามธรรมแห่งจิตวิญญาณ เป็นเรื่องแนวคิด ความเห็น ที่เกี่ยวกับ “จิตนิยม” (Idealism) และความจริงที่เป็น “ปรมัตถสัจจะ” (ความจริงอันสูงสุด) ซึ่งหมายถึง ภาวะที่หลุดพ้นจากกิเลสอาสวะทั้งหลาย คือ การพัฒนาแนวคิด ความเห็น ตามแบบ “สัจจนิยม” (Realism) เพราะความหมายของสรรพสิ่งทั้งหลายเกิดจากการปรุงแต่งของ “จิต ๘๙” และ “เจตสิก ๕๒” เรียกว่า “สังขาร” (ความคิดที่ปรุงแต่งขึ้นด้วยเหตุปัจจัย) โดยมีสมุฏฐานที่ว่า จิตใจถูกกิเลสอาสวะครอบงำด้วยความหลงขาดสติ คือ ไม่มี “สติสัมปชัญญะ” ทำหน้าที่เป็นตัวกลั่นกรองตามทำนองคลองธรรมฝ่ายกุศล นั่นคือ “สติปัญญา” (สติมี ปัญญาเกิด) จึงมีความยึดมั่นถือมั่นในขันธ์ ๕ เรียกว่า “อุปาทานขันธ์ ๕” เพราะว่า “อวิชชาปิดบังปัญญา” ทำให้ไม่รู้จริงในสภาวธรรมที่ปรากฏที่ต้องเป็นไปตามกฎปฏิจจสมุปบาท คือ “ปฏิจจสมุปปันนธรรม” (เหตุปัจจัยที่เกิดต่อเนื่องกันแบบ อิทัปปัจจยตา - ปัจจยการ คือ ธรรมทั้งหลายอาศัยกันเกิดขึ้นพร้อมกัน) และกฎไตรลักษณ์ คือ “สามัญลักษณะ” ได้แก่ อนิจจลักษณะ ทุกขลักษณะ และ อนัตตลักษณะ ดังนั้น “นามขันธ์” จึงเป็นเรื่อง “สังขตธรรม” คือ สภาวะที่เกิดขึ้นจากการปรุงแต่งด้วยเหตุปัจจัยที่จิตใจสร้างขึ้นด้วยความไม่รู้แท้แห่งสภาวธรรม และจิตใจนั้นยังถูกกิเลสอาสวะเข้าครอบงำให้ยึดติดยึดมั่นในสิ่งที่ตนคิดสร้างขึ้นมาอย่างงมงายหรือหลงว่าเป็นความจริงแห่งปรมัตถ์ ผลวิบากที่ตามมาจึงกลายเป็นเรื่องอกุศลกรรมต่างๆ เรียกว่า “นิสสันท์” ซึ่งเป็นวิบากในฝ่ายอกุศล คือ “กองทุกข์ทั้งปวง” ที่พระพุทธองค์ทรงค้นหาแนวทางที่ถูกต้องอันประเสริฐในการแก้ไขปัญญานี้ คือ “อริยสัจจ์ ๔” นั่นเอง เพื่อหนีจากสภาวะแห่งโลกที่เรียกว่า “โลกียธรรม” ซึ่งเป็นเรื่องกิเลส ตัณหา อาสวะ ไปสู่สภาวะที่เหนือโลกที่เรียกว่า “โลกุตตรธรรม” ซึ่งเป็นเรื่อง อริยมรรค ๔ อริยผล ๔ และนิพพาน ๑



๑๒. นามขันธ์มีความสำคัญอย่างไร   
Download Now
Download Now
       

  ๑๓. ปุถุชนธรรมดาสามารถเป็นอริยบุคคลได้ไหม



๑๓. ปุถุชนธรรมดาสามารถเป็นอริยบุคคลได้ไหม   
Download Now
Download Now
พุทธชยันตี ๒๖๐๐ ปี
 เชิญชาวพุทธร่วมฉลองด้วยการศึกษาธรรมะ
Download Siripat RSS Feed      
คำถาม FAQ อาจารย์นิธี ศิริพัฒน์     
ฉบับเฉลิมฉลอง “พุทธชยันตี ๒๖๐๐ ปี” วันวิสาขบูชา วันจันทร์ที่ ๔ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๕๕     
Siripat.Com and Academiae Network 2012     


๑๓. ปุถุชนธรรมดาสามารถเป็นอริยบุคคลได้ไหม

ตามสมุฏฐานในการจัดลำดับคุณภาพชีวิตของพุทธศาสนานั้น มนุษย์ถูกจัดอยู่ใน “สังขารโลก” คือ สภาวธรรมทั้งปวงที่มีการปรุงแต่งตามเหตุปัจจัย และเป็น “สัตวโลก” ที่อยู่ในฐานะ “มนุษยโลก” (โลกคือหมู่มนุษย์) นั่นคือ เมื่อพิจารณาตามภาวะชีวิตของสัตว์แล้ว จะจัดอยู่ใน “กามภพ” คือ ภพที่เป็นกามาวจร ภพของสัตว์ผู้ยังเสวยกามคุณ คือ อารมณ์ทางอินทรีย์ทั้ง ๕ ได้แก่ อบายภูมิ ๔ มนุษยโลก และ กามาวจรสวรรค์ทั้ง ๖ คำว่า “อบายภูมิ ๔” คือ ภาวะหรือที่อันปราศจากความเจริญ ได้แก่

(๑) นิรยะ คือ นรก สภาวะหรือที่อันไม่มีความสุขความเจริญ ภาวะเร่าร้อนกระวนกระวาย
๒) ติรัจฉานโยนิ คือ กำเนิดดิรัจฉาน พวกมืดมัวโง่เขลา
(๓) ปิตติวิสัย คือ แดนเปรต ภูมิแห่งผู้หิวกระหายไร้สุข และ
(๔) อสุรกาย คือ พวกอสูร พวกหวาดหวั่นไร้ความรื่นเริง

ดังนั้น ปุถุชนทั่วไปจึงจัดอยู่ในนิยามข้างต้นนี้ด้วย ซึ่งสามารถเปลี่ยนภพภูมิได้ซึ่งเป็นผลวิบากตามเจตนาในการแสดงกรรมออกมา นั่นหมายความว่า ระดับชีวิตในแต่เวลาอาจตกอยู่ในนิรยะหรือปิตติวิสัยก็ได้ หรืออาจอยู่บนสวรรค์ก็ได้ นั่นคือ “สวรรค์ ๖” หมายถึง ภพที่มีอารมณ์อันเลิศ โลกที่มีแต่ความสุข เทวโลก ในที่นี้หมายเฉพาะสวรรค์ชั้นกามาพจร คือ ชั้นที่ยังเกี่ยวข้องกับกาม ซึ่งเรียกเต็มว่า “ฉกามาพจรสวรรค์” หรือ “กามาวจรสวรรค์ ๖” เรียงจากชั้นต่ำขึ้นไปดังนี้

(๑) จาตุมหาราชิกา คือ สวรรค์ที่ท้าวมหาราช ๔ หรือท้าวจตุโลกบาล ปกครอง คือ ท้าวธตรฐ จอมคนธรรพ์ ครองทิศตะวันออก ท้าววิรูฬหก จอมกุมภัณฑ์ ครองทิศใต้ ท้าววิรูปักษ์ จอมนาค ครองทิศตะวันตก ท้าวกุเวร หรือ เวสสวัณ จอมยักษ์ ครองทิศเหนือ
(๒) ดาวดึงส์ คือ แดนที่อยู่แห่งเทพ ๓๓ มีท้าวสักกะ หรือพระอินทร์เป็นจอมเทพ บางทีเรียก “ไตรตรึงส์”
(๓) ยามา คือ แดนที่อยู่แห่งเทพผู้ปราศจากทุกข์ มีท้าวสุยามเป็นผู้ปกครอง
(๔) ดุสิต คือ แดนที่อยู่แห่งเทพผู้เอิบอิ่มด้วยสิริสมบัติของตน มีท้าวสันดุสิตเป็นจอมเทพ ถือกันว่าเป็นที่อุบัติของพระโพธิสัตว์ในพระชาติสุดท้ายก่อนจะเป็นพระพุทธเจ้า และเป็นที่อุบัติของพระพุทธมารดา
(๕) นิมมานรดี คือ แดนที่อยู่แห่งเทพผู้มีความยินดีในการเนรมิต มีท้าวสุนิมมิตเป็นจอมเทพ ถือกันว่า เทวดาชั้นนี้ ปรารถนาสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ย่อมนิรมิตได้เอง
(๖) ปรนิมมิตวสวัตดี คือ แดนที่อยู่แห่งเทพผู้ยังอำนาจให้เป็นไปในสมบัติที่ผู้อื่นนิรมิตให้ คือ เสวยสมบัติที่เทพพวกอื่นนิรมิตให้ มีท้าววสวัตดีเป็นจอมเทพ

ดังนั้น ในการประพฤติปฏิบัติเจริญภาวนา ก็เพื่อยกระดับชีวิตให้เข้าสู่ความเป็น “อริยบุคคล ๔” ได้แก่ (๑) โสดาบัน คือ ผู้ถึงกระแส ท่านผู้บรรลุโสดาปัตติผลแล้ว (๒) สกทาคามี คือ ผู้กลับมาอีกครั้งเดียว ท่านผู้บรรลุสกทาคามิผลแล้ว (๓) อนาคามี คือ “ผู้ไม่เวียนกลับมาอีก” ท่านผู้บรรลุอนาคามิผลแล้ว และ (๔) อรหันต์ คือ ผู้ควร ผู้หักกำแห่งสงสารแล้ว ท่านผู้บรรลุอรหัตตผลแล้ว

เพราะฉะนั้น ทุกคนมีสิทธิ์เจริญภาวนาจนกลายเป็น “อริยบุคคล ๔” ได้ แต่จะได้บรรลุธรรมเร็วหรือช้านั้น ขึ้นอยู่กับความตั้งใจจริง ความมีใจเป็นประธาน นั่นคือ “อิทธิบาท ๔” หมายถึง คุณเครื่องให้ถึงความสำเร็จ คุณธรรมที่นำไปสู่ความสำเร็จแห่งผลที่มุ่งหมาย ได้แก่ (๑) ฉันทะ คือ ความพอใจ ความต้องการที่จะทำ ใฝ่ใจรักจะทำสิ่งนั้นอยู่เสมอ และปรารถนาจะทำให้ได้ผลดียิ่งๆ ขึ้นไป (๒) วิริยะ คือ ความเพียร ขยันหมั่นประกอบสิ่งนั้นด้วยความพยายาม เข้มแข็ง อดทน เอาธุระไม่ท้อถอย (๓) จิตตะ คือ ความคิดมุ่งไป คือ ตั้งจิตรับรู้ในสิ่งที่ทำและทำสิ่งนั้นด้วยความคิด เอาจิตฝักใฝ่ไม่ปล่อยใจให้ฟุ้งซ่านเลื่อนลอยไป อุทิศตัวอุทิศใจให้แก่สิ่งที่ทำ และ (๔) วิมังสา คือ ความไตร่ตรอง หรือ ทดลอง นั่นคือ หมั่นใช้ปัญญาพิจารณาใคร่ครวญตรวจตราหาเหตุผลและตรวจสอบข้อยิ่งหย่อนในสิ่งที่ทำนั้น มีการวางแผน วัดผล คิดค้นวิธีแก้ไขปรับปรุง เป็นต้น



๑๓. ปุถุชนธรรมดาสามารถเป็นอริยบุคคลได้ไหม   
Download Now
Download Now
       

  ๑๔. คำว่าดวงตาเห็นธรรมมีนัยความหมายลึกๆ อย่างไร .



๑๔. คำว่าดวงตาเห็นธรรมมีนัยความหมายลึกๆ อย่างไร   
Download Now
Download Now
พุทธชยันตี ๒๖๐๐ ปี
 เชิญชาวพุทธร่วมฉลองด้วยการศึกษาธรรมะ
Download Siripat RSS Feed      
คำถาม FAQ อาจารย์นิธี ศิริพัฒน์     
ฉบับเฉลิมฉลอง “พุทธชยันตี ๒๖๐๐ ปี” วันวิสาขบูชา วันจันทร์ที่ ๔ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๕๕     
Siripat.Com and Academiae Network 2012     


๑๔. คำว่าดวงตาเห็นธรรมมีนัยความหมายลึกๆ อย่างไร

ผู้ที่ศึกษาในพระสัทธรรมของพระพุทธองค์แล้ว เกิดปัญญาเห็นแจ้งรู้จริงในสภาวธรรมของสรรพสิ่งทั้งหลายตามกฎไตรลักษณ์ เรียกว่า ได้บรรลุธรรมด้วย “ดวงตาเห็นธรรม” คือ ได้บรรลุถึง “ธรรมจักษุ” นั่นหมายความว่า ความรู้เห็นตามเป็นจริงด้วยปัญญาว่า “สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งหมดมีความดับเป็นธรรมดา” หรือ “สิ่งใดก็ตามมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งปวงล้วนมีความดับไปเป็นธรรมดา” อานิสงส์ที่เกิดจาก “ธรรมจักษุ” โดยทั่วไป เช่น ที่เกิดแก่ท่านโกณฑัญญะ เมื่อสดับธรรมจักร ได้แก่ “โสดาปัตติมรรค” หรือ “โสดาปัตติมัคคญาณ” คือ ญาณที่ทำให้เกิดมรรคเกิดผลเป็น “โสดาบัน” ดังนั้น ความหมายแสดงนัยลึกๆ ของ “ดวงตาเห็นธรรม” คือ การเริ่มต้นเข้าถึงกระแสพระนิพพานในเบื้องต้น คือ “อริยบุคคล ๔” ในข้อที่ ๑ คือ “โสดาบัน”

ข้อสังเกต คือ ผู้มีปัญญาที่มีศักยภาพทางสมองสูงในการเรียนรู้ศาสตร์ต่างๆ เข้าใจได้อย่างรวดเร็ว สรุปหลักการเชิงทฤษฎีได้อย่างแม่นยำ ถ้าหันมาศึกษาพระสัทธรรมของพระพุทธเจ้าได้ ย่อมมีโอกาสได้ “ดวงตาเห็นธรรม” อย่างรวดเร็วเช่นกัน บุคคลมีความแตกต่างกันในหลายระดับ นั่นคือ “บุคคล ๔” หมายถึง ประเภทของบุคคลที่จะรับรู้เข้าใจในพระสัทธรรมของพระพุทธเจ้า ได้แก่

(๑) อุคฆฏิตัญญู คือ ผู้ที่พอยกหัวข้อก็รู้ ผู้รู้เข้าใจได้ฉับพลัน แต่พอท่านยกหัวข้อขึ้นแสดง
(๒) วิปจิตัญญู คือ ผู้รู้ต่อเมื่อขยายความ ผู้รู้เข้าใจได้ ต่อเมื่อท่านอธิบายความพิสดารออกไป
(๓) เนยยะ คือ ผู้ที่พอจะแนะนำได้ ผู้ที่พอจะค่อยชี้แจงแนะนำให้เข้าใจได้ ด้วยวิธีการฝึกสอนอบรมต่อไป และ
(๔) ปทปรมะ คือ ผู้มีบทเป็นอย่างยิ่ง ผู้อับปัญญา สอนให้รู้ได้แต่เพียงตัวบทคือพยัญชนะ
      หรือถ้อยคำ ไม่อาจเข้าใจอรรถคือความหมาย

ดังนั้น บุคคลทั่วไป ที่จะเข้าใจได้ยิ่งในข้อธรรมต่างๆ ของพุทธศาสนานั้น จัดอยู่ในข้อที่ ๔ ของ “บุคคล ๔” เพราะยังมี “อวิชชา” ครอบงำจิตใจอยู่ ยังโน้มนำจิตใจให้เข้าหลักธรรมได้ยาก ถึงแม้จะมีระดับการศึกษาทางโลกสูงสุดก็ตาม มักปฏิเสธการเรียนรู้ ขาดศรัทธา และความทะนงในตนเองว่า มีการศึกษาสูงกว่าบุคคลอื่น คือ กล่าวให้ง่ายมีความลังเลสงสัย หรือมีจิตใจเป็นไปตาม “นิวรณ์ ๕” หมายถึง สิ่งที่กั้นจิตไม่ให้ก้าวหน้าในคุณธรรม ธรรมที่กั้นจิตไม่ให้บรรลุคุณความดี อกุศลธรรมที่ทำจิตให้เศร้าหมองและทำปัญญาให้อ่อนกำลัง ได้แก่

(๑) กามฉันทะ คือ ความพอใจในกาม ความต้องการกามคุณ
(๒) พยาบาท คือ ความคิดร้าย ความขัดเคืองแค้นใจ
(๓) ถีนมิทธะ คือ ความหดหู่และเซื่องซึม
(๔) อุทธัจจกุกกุจจะ คือ ความฟุ้งซ่านและร้อนใจ ความกระวนกระวายกลุ้มกังวล
(๕) วิจิกิจฉา คือ ความลังเลสงสัย



๑๔. คำว่าดวงตาเห็นธรรมมีนัยความหมายลึกๆ อย่างไร   
Download Now
Download Now
       

  ๑๕. ทำไมพระพุทธองค์ทรงเลือกเฟ้นสัมมาปฏิปทาแห่งทางสายกลาง



๑๕. ทำไมพระพุทธองค์ทรงเลือกเฟ้นสัมมาปฏิปทาแห่งทางสายกลาง   
Download Now
Download Now
พุทธชยันตี ๒๖๐๐ ปี
 เชิญชาวพุทธร่วมฉลองด้วยการศึกษาธรรมะ
Download Siripat RSS Feed      
คำถาม FAQ อาจารย์นิธี ศิริพัฒน์     
ฉบับเฉลิมฉลอง “พุทธชยันตี ๒๖๐๐ ปี” วันวิสาขบูชา วันจันทร์ที่ ๔ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๕๕     
Siripat.Com and Academiae Network 2012     


๑๕. ทำไมพระพุทธองค์ทรงเลือกเฟ้นสัมมาปฏิปทาแห่งทางสายกลาง

ความหมายของคำว่า “มัชฌิมาปฏิปทา” แบ่งออกเป็น ๒ นัย คือ “มัชฌิมา” แปลว่า กลาง ไม่หนักเกินไป ไม่เบาเกินไป “ปฏิปทา” แปลว่า แนวทางประพฤติปฏิบัติ เมื่อนำความหมายมารวมกัน “มัชฌิมาปฏิปทา” แปลว่า “ทางสายกลาง” ซึ่ง (๑) เว้น “ที่สุด” ๒ อย่าง นั่นคือ เรียกว่า “อันตา ๒” คือ ที่สุด ข้อปฏิบัติหรือการดำเนินชีวิตที่เอียงสุด ผิดพลาดไปจากทางอันถูกต้อง คือ “มัชฌิมาปฏิปทา” ได้แก่

(๑) แนวคิดที่ ๑ กามสุขัลลิกานุโยค หมายถึง การหมกมุ่นอยู่ด้วยกามสุข
   โดยสำคัญผิดว่าเป็นแนวทางแห่งความหลุดพ้นสู่สันติบท
(๒) แนวคิดที่ ๒ อัตตกิลมถานุโยค หมายถึง การประกอบความลำบากเดือดร้อนแก่ตนเอง การบีบคั้นทรมานตน
   ให้เดือดร้อน โดยสำคัญผิดว่าเป็นแนวทางแห่งความหลุดพ้นสู่สันติบท

และ (๒) ว่าด้วย “อริยสัจจ์ ๔” ซึ่งพระพุทธเจ้าได้ตรัสรู้ อันทำให้พระองค์สามารถปฏิญาณว่า ได้ตรัสรู้ “อนุตรสัมมาสัมโพธิญาณ” คือ ญาณแห่งความตรัสรู้เองโดยชอบอันยอดเยี่ยม ซึ่ง “มัชฌิมาปฏิปทา” หมายถึง “มรรคมีองค์ ๘” นั่นเอง “อริยสัจจ์ ๔” คือ ความจริงที่ทำให้ผู้เข้าถึงกลายเป็น “อริยบุคคล” ได้แก่

(๑) ทุกข์ คือ ความทุกข์ สภาพที่ทนได้ยาก สภาวะที่บีบคั้น ขัดแย้ง บกพร่อง ขาดแก่นสารและความเที่ยงแท้ ไม่ให้ความพึงพอใจแท้จริง ได้แก่ ชาติ ชรา มรณะ การประจวบกับสิ่งอันไม่เป็นที่รัก การพลัดพรากจากสิ่งที่รัก ความปรารถนาไม่สมหวัง โดยย่อว่า “อุปาทานขันธ์ ๕” เป็นทุกข์
(๒) ทุกขสมุทัย คือ เหตุเกิดแห่งทุกข์ สาเหตุให้ทุกข์เกิด ได้แก่ ตัณหา ๓ คือ กามตัณหา ภวตัณหา และ วิภวตัณหา
(๓) ทุกขนิโรธ คือ ความดับทุกข์ ได้แก่ ภาวะที่ตัณหาดับสิ้นไป ภาวะที่เข้าถึงเมื่อกำจัดอวิชชา สำรอกตัณหาสิ้นแล้ว ไม่ถูกย้อม ไม่ติดข้อง หลุดพ้น สงบ ปลอดโปร่ง เป็นอิสระ คือ “นิพพาน”
(๔) ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา คือ สัมมาปฏิปทาที่นำไปสู่ความดับแห่งทุกข์ ข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์ ได้แก่ “อริยอัฏฐังคิกมรรค” หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า “มัชฌิมาปฏิปทา” แปลว่า “ทางสายกลาง” มรรคมีองค์ ๘ นี้ สรุปลงในไตรสิกขา คือ ศีล สมาธิ ปัญญา



๑๕. ทำไมพระพุทธองค์ทรงเลือกเฟ้นสัมมาปฏิปทาแห่งทางสายกลาง   
Download Now
Download Now
       

  ๑๖. มรรคมีองค์ ๘ สำคัญอย่างไรต่อความตรัสรู้ .



๑๖. มรรคมีองค์ ๘ สำคัญอย่างไรต่อความตรัสรู้   
Download Now
Download Now
พุทธชยันตี ๒๖๐๐ ปี
 เชิญชาวพุทธร่วมฉลองด้วยการศึกษาธรรมะ
Download Siripat RSS Feed      
คำถาม FAQ อาจารย์นิธี ศิริพัฒน์     
ฉบับเฉลิมฉลอง “พุทธชยันตี ๒๖๐๐ ปี” วันวิสาขบูชา วันจันทร์ที่ ๔ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๕๕     
Siripat.Com and Academiae Network 2012     


๑๖. มรรคมีองค์ ๘ สำคัญอย่างไรต่อความตรัสรู้

พระพุทธองค์ทรงตรัสรู้ “อนุตรสัมมาสัมโพธิญาณ” คือ ญาณแห่งความตรัสรู้เองโดยชอบอันยอดเยี่ยม ทำให้รู้แจ้งเห็นจริงใน “อริยสัจจ์ ๔” นั่นคือ ความจริงอันประเสริฐ ๔ อย่าง คือ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค ดังรายละเอียดต่อไปนี้ ได้แก่

(๑) ทุกข์ คือ ความทุกข์ สภาพที่ทนได้ยาก สภาวะที่บีบคั้น ขัดแย้ง บกพร่อง ขาดแก่นสารและความเที่ยงแท้ ไม่ให้ความพึงพอใจแท้จริง ได้แก่ ชาติ ชรา มรณะ การประจวบกับสิ่งอันไม่เป็นที่รัก การพลัดพรากจากสิ่งที่รัก ความปรารถนาไม่สมหวัง โดยย่อว่า “อุปาทานขันธ์ ๕” เป็นทุกข์
(๒) ทุกขสมุทัย คือ เหตุเกิดแห่งทุกข์ สาเหตุให้ทุกข์เกิด ได้แก่ ตัณหา ๓ คือ กามตัณหา ภวตัณหา และ วิภวตัณหา
(๓) ทุกขนิโรธ คือ ความดับทุกข์ ได้แก่ ภาวะที่ตัณหาดับสิ้นไป ภาวะที่เข้าถึงเมื่อกำจัดอวิชชา สำรอกตัณหาสิ้นแล้ว ไม่ถูกย้อม ไม่ติดข้อง หลุดพ้น สงบ ปลอดโปร่ง เป็นอิสระ คือ “นิพพาน”
(๔) ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา คือ สัมมาปฏิปทาที่นำไปสู่ความดับแห่งทุกข์ ข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์ ได้แก่ “อริยอัฏฐังคิกมรรค” หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า “มัชฌิมาปฏิปทา” แปลว่า “ทางสายกลาง”

มรรคมีองค์ ๘ นี้ สรุปลงในไตรสิกขา คือ ศีล สมาธิ ปัญญา ซึ่งเป็นหลักธรรมที่ลบล้างแนวความคิดเห็นที่เป็นแบบที่สุดโต่ง ๒ แนวคิด “อันตา ๒” ได้แก่ แนวคิดที่ ๑ คือ กามสุขัลลิกานุโยค หมายถึง การหมกมุ่นอยู่ด้วยกามสุข โดยสำคัญผิดว่าเป็นแนวทางแห่งความหลุดพ้นสู่สันติบท และแนวคิดที่ ๒ คือ อัตตกิลมถานุโยค หมายถึง การประกอบความลำบากเดือดร้อนแก่ตนเอง การบีบคั้นทรมานตนให้เดือดร้อน โดยสำคัญผิดว่าเป็นแนวทางแห่งความหลุดพ้นสู่สันติบท แต่ในความเป็นจริงนั้น กลับสร้างความทุกข์ให้เกิดขึ้นในชีวิตหนักกว่าเก่า แล้วเราจะทราบได้อย่างไรว่า “มรรคมีองค์ ๘” เป็นเรื่องสัมมาปฏิปทาแห่ง “ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา” คือ “อริยมรรค ๔” (มัคคญาณ) เพื่อมุ่งสู่ความสำเร็จแห่ง “อริยบุคคล ๔” ได้แก่

(๑) โสดาบัน คือ “ผู้ถึงกระแส” ท่านผู้บรรลุโสดาปัตติผลแล้ว
(๒) สกทาคามี คือ “ผู้กลับมาอีกครั้งเดียว” ท่านผู้บรรลุสกทาคามิผลแล้ว
(๓) อนาคามี คือ “ผู้ไม่เวียนกลับมาอีก” ท่านผู้บรรลุอนาคามิผลแล้ว
(๔) อรหันต์ คือ “ผู้ควร” หรือ “ผู้หักกำแห่งสงสารแล้ว” ท่านผู้บรรลุอรหัตตผลแล้ว

ดังนั้น เนื้อหาสาระของ “มรรคมีองค์ ๘” (อัฏฐังคิกมรรค) ซึ่งหมายถึง “อริยอัฏฐังคิกมรรค” แปลว่า “ทางมีองค์แปดประการ อันประเสริฐ” ได้แก่ (๑) สัมมาทิฏฐิ คือ เห็นชอบ ได้แก่ ความรู้ในอริยสัจจ์ ๔ เห็นไตรลักษณ์ รู้อกุศลและอกุศลมูลกับกุศลและกุศลมูล หรือ เห็นปฏิจจสมุปบาท (๒) สัมมาสังกัปปะ คือ ดำริชอบ ได้แก่ เนกขัมมสังกัปป์ อพยาบาทสังกัปป์ อวิหิงสาสังกัปป์ (๓) สัมมาวาจา คือ เจรจาชอบ ได้แก่ วจีสุจริต ๔ (๔) สัมมากัมมันตะ คือ กระทำชอบ ได้แก่ กายสุจริต ๓ (๕) สัมมาอาชีวะ คือ เลี้ยงชีพชอบ ได้แก่ เว้นมิจฉาชีพ ประกอบสัมมาชีพ (๖) สัมมาวายามะ คือ พยายามชอบ ได้แก่ ปธาน ๔ หรือ สัมมัปปธาน ๔ (๗) สัมมาสติ คือ ระลึกชอบ ได้แก่ สติปัฏฐาน ๔ (๘) สัมมาสมาธิ คือ ตั้งจิตมั่นชอบ ได้แก่ ฌาน ๔ พิจารณาภาพประกอบเกี่ยวกับ “มรรคมีองค์ ๘” ที่สัมพันธ์กับหลักธรรมอื่นๆ ดังนี้


๑๖. มรรคมีองค์ ๘ สำคัญอย่างไรต่อความตรัสรู้   
Download Now
Download Now
       

  ๑๗. นิพพานคืออะไร



๑๗. นิพพานคืออะไร   
Download Now
Download Now
พุทธชยันตี ๒๖๐๐ ปี
 เชิญชาวพุทธร่วมฉลองด้วยการศึกษาธรรมะ
Download Siripat RSS Feed      
คำถาม FAQ อาจารย์นิธี ศิริพัฒน์     
ฉบับเฉลิมฉลอง “พุทธชยันตี ๒๖๐๐ ปี” วันวิสาขบูชา วันจันทร์ที่ ๔ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๕๕     
Siripat.Com and Academiae Network 2012     


๑๗. นิพพานคืออะไร

ความหมายของคำว่า “นิพพาน” คือ ภาวะที่หลุดพ้นจากกิเลสอาสวะและกองทุกข์ทั้งปวงแบบยั่งยืนตลอดไป ด้วยอำนาจแห่งการเจริญสมาธิ เรียกว่า “สมถกัมมัฏฐาน” และการเจริญปัญญา เรียกว่า “วิปัสสนากัมมัฏฐาน” รวมความเรียกว่า “การเจริญภาวนา” โดยเน้นแนวทางประพฤติปฏิบัติ ๒ อย่าง คือ (๑) มัชฌิมาปฏิปทา และ (๒) อริยสัจจ์ ๔ ประการที่ ๑ คือ “มัชฌิมาปฏิปทา” แปลว่า “ทางสายกลาง” ซึ่งขัดแย้งกับ “อันตา ๒” ได้แก่ แนวคิดที่ ๑ คือ กามสุขัลลิกานุโยค หมายถึง การหมกมุ่นอยู่ด้วยกามสุข โดยสำคัญผิดว่าเป็นแนวทางแห่งความหลุดพ้นสู่สันติบท และแนวคิดที่ ๒ คือ อัตตกิลมถานุโยค หมายถึง การประกอบความลำบากเดือดร้อนแก่ตนเอง การบีบคั้นทรมานตนให้เดือดร้อน โดยสำคัญผิดว่าเป็นแนวทางแห่งความหลุดพ้นสู่สันติบท แต่ในความเป็นจริงนั้น กลับสร้างความทุกข์ให้เกิดขึ้นในชีวิตหนักกว่าเก่า ประการที่ ๒ คือ “อริยสัจจ์ ๔” ซึ่งหมายถึง ความจริงอันประเสริฐ ๔ อย่าง ได้แก่ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค ที่สามารถทำให้ชีวิตหลุดพ้นจากกิเลสอาสวะและกองทุกข์ทั้งปวง ด้วย “ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา” ดังรายละเอียดต่อไปนี้ ได้แก่ (๑) ทุกข์ คือ ความทุกข์ สภาพที่ทนได้ยาก สภาวะที่บีบคั้น ขัดแย้ง บกพร่อง ขาดแก่นสารและความเที่ยงแท้ ไม่ให้ความพึงพอใจแท้จริง ได้แก่ ชาติ ชรา มรณะ การประจวบกับสิ่งอันไม่เป็นที่รัก การพลัดพรากจากสิ่งที่รัก ความปรารถนาไม่สมหวัง โดยย่อว่า “อุปาทานขันธ์ ๕” เป็นทุกข์ (๒) ทุกขสมุทัย คือ เหตุเกิดแห่งทุกข์ สาเหตุให้ทุกข์เกิด ได้แก่ ตัณหา ๓ คือ กามตัณหา ภวตัณหา และ วิภวตัณหา (๓) ทุกขนิโรธ คือ ความดับทุกข์ ได้แก่ ภาวะที่ตัณหาดับสิ้นไป ภาวะที่เข้าถึงเมื่อกำจัดอวิชชา สำรอกตัณหาสิ้นแล้ว ไม่ถูกย้อม ไม่ติดข้อง หลุดพ้น สงบ ปลอดโปร่ง เป็นอิสระ คือ “นิพพาน” และ (๔) ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา คือ สัมมาปฏิปทาที่นำไปสู่ความดับแห่งทุกข์ ข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์ ได้แก่ “อริยอัฏฐังคิกมรรค” หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า “มัชฌิมาปฏิปทา” แปลว่า “ทางสายกลาง” มรรคมีองค์ ๘ นี้ สรุปลงในไตรสิกขา คือ ศีล สมาธิ ปัญญา ดังนั้น เนื้อหาสาระของ “มรรคมีองค์ ๘” (อัฏฐังคิกมรรค) ซึ่งหมายถึง “อริยอัฏฐังคิกมรรค” แปลว่า “ทางมีองค์แปดประการ อันประเสริฐ” ได้แก่ (๑) สัมมาทิฏฐิ คือ เห็นชอบ ได้แก่ ความรู้ในอริยสัจจ์ ๔ เห็นไตรลักษณ์ รู้อกุศลและอกุศลมูลกับกุศลและกุศลมูล หรือ เห็นปฏิจจสมุปบาท (๒) สัมมาสังกัปปะ คือ ดำริชอบ ได้แก่ เนกขัมมสังกัปป์ อพยาบาทสังกัปป์ อวิหิงสาสังกัปป์ (๓) สัมมาวาจา คือ เจรจาชอบ ได้แก่ วจีสุจริต ๔ (๔) สัมมากัมมันตะ คือ กระทำชอบ ได้แก่ กายสุจริต ๓ (๕) สัมมาอาชีวะ คือ เลี้ยงชีพชอบ ได้แก่ เว้นมิจฉาชีพ ประกอบสัมมาชีพ (๖) สัมมาวายามะ คือ พยายามชอบ ได้แก่ ปธาน ๔ หรือ สัมมัปปธาน ๔ (๗) สัมมาสติ คือ ระลึกชอบ ได้แก่ สติปัฏฐาน ๔ (๘) สัมมาสมาธิ คือ ตั้งจิตมั่นชอบ ได้แก่ ฌาน ๔

ในอีกความหมายหนึ่ง “นิพพาน” จะเริ่มตั้งแต่ผู้เจริญภาวนาเจริญวิปัสสนาญาณสิ้นสุด แล้วข้ามโคตรจากสามัญชนไปสู่ “อริยบุคคล” ด้วยปรีชาญาณแห่งการหยั่งรู้ด้วยข้อธรรมที่ ๑๓ ของ “ญาณ ๑๖” เรียกว่า “โคตรภูญาณ” หมายถึง ญาณครอบโคตร คือ ความหยั่งรู้ที่เป็นหัวต่อแห่งการข้ามพ้นจากภาวะ ปุถุชนเข้าสู่ภาวะอริยบุคคล ซึ่งในขั้นนี้ ผู้เจริญภาวนาสามารถเจริญพัฒนา “ภาวนามยปัญญา” ซึ่งเป็น “โลกุตตรธรรม ๙ ” ได้แก่ มรรค ๔ ผล ๔ นิพพาน ๑ ระดับชั้นความเป็นอริยบุคคล เรียกว่า “อริยบุคคล ๔” ได้แก่

(๑) โสดาบัน คือ “ผู้ถึงกระแส” ท่านผู้บรรลุโสดาปัตติผลแล้ว
(๒) สกทาคามี คือ “ผู้กลับมาอีกครั้งเดียว” ท่านผู้บรรลุสกทาคามิผลแล้ว
(๓) อนาคามี คือ “ผู้ไม่เวียนกลับมาอีก” ท่านผู้บรรลุอนาคามิผลแล้ว
(๔) อรหันต์ คือ “ผู้ควร” หรือ “ผู้หักกำแห่งสงสารแล้ว” ท่านผู้บรรลุอรหัตตผลแล้ว

เพราะฉะนั้น การก้าวสู่พระกระแสนิพพานนั้น จึงแบ่งออกเป็น ๔ ระดับ ดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้น พระนิพพานในแต่ระดับนั้น จะดำรงอยู่ได้ขึ้นอยู่กับการประพฤติปฏิบัติธรรมด้วยการเจริญภาวนาอย่างต่อเนื่องและมีความก้าวหน้าขึ้นตามลำดับ แต่ถ้าผู้เจริญภาวนามีการต้องอาบัติปาราชิก หรือทุศีล ผู้เจริญภาวนานั้น ก็หมดโอกาสในการเสวยอานิสงส์แห่งการปฏิบัติธรรม ซึ่งมีโอกาสน้อยมาที่จะกลับมาเป็น “อริยบุคคล ๔” ได้อีก เพราะระบบสติสัมปชัญญะถูกทำลายลงอย่างสิ้นเชิง คือ “ถูกอวิชชาปิดกั้นปัญญา” ให้พิจารณาคำนิยาม “นิพพาน ๒” ดังนี้

“นิพพาน ๒” (Nirvana) หมายถึง สภาพที่ดับกิเลสและกองทุกข์แล้ว ภาวะที่เป็นสุขสูงสุด เพราะไร้กิเลสไร้ทุกข์ เป็นอิสรภาพสมบูรณ์ เรียกว่า “นิพพานธาตุ” ได้แก่

(๑) สอุปาทิเสสนิพพาน คือ นิพพานยังมีอุปาทิเหลือ การดับกิเลส ยังมีเบญจขันธ์เหลือ เรียกว่า “กิเลสปรินิพพาน” ซึ่งเป็นนิพพานของพระอรหันต์ผู้ยังเสวยอารมณ์ที่น่าชอบใจและไม่น่าชอบใจทางอินทรีย์ ๕ รับรู้สุขทุกข์อยู่ ถ้าเป็นบุคคลที่เสวยขั้นนิพพานนี้ คือ “พระเสขะ” ซึ่งเรียกว่า “สอุปาทิเสสบุคคล”
(๒) อนุปาทิเสสนิพพาน คือ นิพพานไม่มีอุปาทิเหลือ การดับกิเลส ไม่มีเบญจขันธ์เหลือ เรียกว่า “ขันธปรินิพพาน” ซึ่งเป็นนิพพานของพระอรหันต์ผู้ระงับการเสวยอารมณ์ทั้งปวงแล้ว ถ้าเป็นบุคคลที่เสวยขั้นนิพพานนี้ คือ “พระอเสขะ” ซึ่งเรียกว่า “อนุปาทิเสสบุคคล”



๑๗. นิพพานคืออะไร   
Download Now
Download Now
       

  ๑๘. กรรมเป็นผู้แสดงเจตนาแห่งการกระทำและแสดงวิบากกรรมนั้นๆ จริงหรือไม่



๑๘. กรรมเป็นผู้แสดงเจตนาแห่งการกระทำและแสดงวิบากกรรมนั้นๆ จริงหรือไม่   
Download Now
Download Now
พุทธชยันตี ๒๖๐๐ ปี
 เชิญชาวพุทธร่วมฉลองด้วยการศึกษาธรรมะ
Download Siripat RSS Feed      
คำถาม FAQ อาจารย์นิธี ศิริพัฒน์     
ฉบับเฉลิมฉลอง “พุทธชยันตี ๒๖๐๐ ปี” วันวิสาขบูชา วันจันทร์ที่ ๔ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๕๕     
Siripat.Com and Academiae Network 2012     


๑๘. กรรมเป็นผู้แสดงเจตนาแห่งการกระทำและแสดงวิบากกรรมนั้นๆ จริงหรือไม่

สำหรับคำตอบในเรื่องนี้ คือ “เป็นจริงแน่นอน” ลองพิจารณาคำนิยามของ “กฎแห่งกรรม” ดังนี้

กฎแห่งกรรม (The Law of Volitional Actions)
               กฎข้อที่ ๑ กัมมัสสะโกมมะหิ (เรามีกรรมเป็นของๆ ตน)
               กฎข้อที่ ๒ กัมมะทายาโท (เราเป็นผู้รับผลของกรรม)
               กฎข้อที่ ๓ กัมมะโยนิ (เรามีกรรมเป็นกำเนิด)
               กฎข้อที่ ๔ กัมมะพันธุ (เรามีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์)
               กฎข้อที่ ๕ กัมมะปะฏิสะระโณ (เรามีกรรมเป็นที่พึ่งอาศัย)
               กฎข้อที่ ๖ ยัง กัมมัง กะริสสามิ (เราจักทำกรรมอันใดไว้)
                          กัลละยาณัง วา ปาปะกัง วา (ดีหรือชั่วก็ตาม)
                          ตัสสะ ทายาโท ภะวิสสามิ (เราจักเป็นผู้รับผลของกรรมนั้นๆ)

คำนิยาม “กฎแห่งกรรม” ข้างต้นนั้น แสดงถึงสิ่งที่เตือนใจไม่ให้เรากระทำกรรมชั่ว แต่มุ่งหวังให้สร้างกรรมดีด้วยความตั้งใจที่เรียกว่า “สัญเจตนา ๖” ด้วยกุศลจิตมากกว่าอกุศลจิต นั่นคือ “สัญเจตนา ๖” (เจตนา) หมายถึง ความจงใจ ความตั้งใจ ความจำนง ความคิดอ่าน ความแสวงหาอารมณ์ เจตนาที่แต่งกรรมซึ่งเกิดต่อจาก “สัญญา” คือ ความหมายรู้อารมณ์ ความจำได้หมายรู้ ได้แก่ (๑) รูปสัญเจตนา คือ ความจำนงรูป ความคิดอ่านในรูป เกิดต่อจากรูปสัญญา (๒) สัททสัญเจตนา (ความจำนงเสียง ความคิดอ่านในเสียง เกิดต่อจากสัททสัญญา (๓) คันธสัญเจตนา (ความจำนงกลิ่น ความคิดอ่านในกลิ่น เกิดต่อจากคันธสัญญา (๔) รสสัญเจตนา (ความจำนงรส ความคิดอ่านในรส เกิดต่อจากรสสัญญา (๕) โผฏฐัพพสัญเจตนา (ความจำนงโผฏฐัพพะ ความคิดอ่านในสัมผัสทางกาย เกิดต่อจากโผฏฐัพพสัญสัญญา และ (๖) ธัมมสัญเจตนา (ความจำนงธรรมารมณ์ ความคิดอ่านใน อารมณ์ทางใจ เกิดต่อจากธัมมสัญญา ดังนั้น “สัญเจตนา ๖” ที่เกิดขึ้นกับ “สัญญา ๖” เกิดขึ้นในจิตใจได้ ๓ ภาวะ ได้แก่ (๑) กุศลธรรม คือ ธรรมที่เป็นกุศล สภาวะที่ฉลาด ดีงาม เอื้อแก่สุขภาพจิต เกื้อกูลแก่ชีวิตจิตใจ ได้แก่ กุศลมูล ๓ ก็ดี นามขันธ์ ๔ ที่สัมปยุตด้วยกุศลมูลนั้นก็ดี กายกรรม วจีกรรม มโนกรรม ที่มีกุศลมูลเป็นสมุฏฐาน ก็ดี กล่าวสั้นว่า “กุศลในภูมิ ๔” (๒) อกุศลธรรม คือ ธรรมที่เป็นอกุศล สภาวะที่ตรงข้ามกับกุศล ได้แก่ อกุศลมูล ๓ และกิเลสอันมีฐานเดียวกับอกุศลมูลนั้น ก็ดี นามขันธ์ ๔ ที่สัมปยุตด้วยอกุศลมูลนั้น ก็ดี กายกรรม วจีกรรม มโนกรรมที่มีอกุศลมูลเป็นสมุฏฐาน ก็ดี กล่าวสั้นว่า “อกุศลจิตตุปบาท ๑๒” และ (๓) อัพยากตธรรม คือ ธรรมที่เป็นอัพยากฤต สภาวะที่เป็นกลางๆ ชี้ขาดลงมิได้ว่าเป็นกุศลหรืออกุศล ได้แก่ นามขันธ์ ๔ ที่เป็นวิบากแห่งกุศลและอกุศล เป็นกามาวจรก็ตาม รูปาวจรก็ตามอรูปาวจรก็ตาม โลกุตตระก็ตาม อย่างหนึ่ง ธรรมทั้งหลายที่เป็นกิริยา มิใช่กุศล มิใช่อกุศล มิใช่ วิบากแห่งกรรม อย่างหนึ่ง รูปทั้งปวง อย่างหนึ่ง “อสังขตธาตุ” คือ “นิพพาน” อย่างหนึ่ง กล่าวสั้น คือ วิบากในภูมิ ๔ กิริยาอัพยากฤตในภูมิ ๓ รูป และนิพพาน เพราะฉะนั้น วิบากแห่งผลกรรมจำแนกออกเป็น ๒ ประการ ดังนี้ ประการแรก คือ “อานิสงส์” หมายถึง ผู้กระทำกรรมดี ย่อมได้รับผลกรรมดีเสมอ และประการหลัง คือ “นิสสันท์” หมายถึง ผู้กระทำกรรมชั่ว ย่อมได้รับผลกรรมชั่วเสมอ สิ่งเหล่านี้ ผู้เจริญภาวนาย่อมรู้ได้อย่างชัดแจ้งด้วยความศรัทธา เรียกว่า “กัมมัสสกตาสัทธา” คือ เชื่อว่าสัตว์มีกรรมเป็นของตัว ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว ทำให้เกิด “สัทธาสัมปทา” คือ ความถึงพร้อมด้วยศรัทธา นั่นคือ เชื่อสิ่งที่ควรเชื่อ ซึ่งในการเจริญภาวนาขั้นต้น ทำให้เกิดญาณหยั่งรู้ได้ระดับสามัญ และเป็น “โลกียสัมมาทิฏฐิ” คือยังไม่เป็น “อธิปัญญา” เรียกว่า “กัมมัสสกตาญาณ” คือ ความรู้ถึงภาวะที่สัตว์ทั้งหลายมีกรรมเป็นของตน คือ ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว แต่ในการเจริญภาวนาในขั้นสูงขึ้น คือ สามารถได้ถึง “วิชชา ๓” ข้อที่ ๒ ซึ่งเป็นความรู้วิเศษ ความรู้แจ้ง คือ “จุตูปปาตญาณ” หมายถึง ญาณกำหนดรู้จุติและอุบัติแห่งสัตว์ทั้งหลาย อันเป็นไปตามกรรม เห็นการเวียนว่ายตายเกิดของสัตว์ทั้งหลาย นั่นหมายถึง “ทิพพจักขุญาณ” ซึ่งเป็นความรู้ยิ่งยวดแห่ง “อภิญญา ๖” ข้อที่ ๕ เรียกว่า “ทิพพจักขุ” คือ ญาณที่ทำให้มีตาทิพย์ ญาณดังกล่าวนี้ เป็นตัวธรรมที่เร่งให้สำเร็จความตรัสรู้เร็วยิ่งขึ้นในกาลข้างหน้า



๑๘. กรรมเป็นผู้แสดงเจตนาแห่งการกระทำและแสดงวิบากกรรมนั้นๆ จริงหรือไม่   
Download Now
Download Now
       

  ๑๙. ทำไมมนุษย์และสัตว์ทั้งหลายจึงมีระดับชีวิตแตกต่างกันมากเหลือหลาย .



๑๙. ทำไมมนุษย์และสัตว์ทั้งหลายจึงมีระดับชีวิตแตกต่างกันมากเหลือหลาย   
Download Now
Download Now
พุทธชยันตี ๒๖๐๐ ปี
 เชิญชาวพุทธร่วมฉลองด้วยการศึกษาธรรมะ
Download Siripat RSS Feed      
คำถาม FAQ อาจารย์นิธี ศิริพัฒน์     
ฉบับเฉลิมฉลอง “พุทธชยันตี ๒๖๐๐ ปี” วันวิสาขบูชา วันจันทร์ที่ ๔ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๕๕     
Siripat.Com and Academiae Network 2012     


๑๙. ทำไมมนุษย์และสัตว์ทั้งหลายจึงมีระดับชีวิตแตกต่างกันมากเหลือหลาย

ผลของวิบากกรรมที่เกิดจากการปรุงแต่งด้วย “สัญเจตนา ๖” ตาม “สัญญา ๖” ที่เกียวกับ “อายตนะ ๑๒” ย่อมส่งผลที่เป็นวิบากดี (อานิสงส์) และวิบากชั่ว (นิสสันท์) ต่อผู้กระทำกรรมนั้น ๆ เสมอ ทำให้ภพภูมิแห่งชีวิตเปลี่ยนไปเช่นกัน ซึ่งเป็นเรื่องความเชื่อความศรัทธาในเรื่อง “กัมมัสสกตาสัทธา” คือ สัตว์มีกรรมเป็นของตน ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว ดังนั้น เกณฑ์ที่ใช้วัดระดับ ชั้นแห่งจิต ระดับจิตใจ ระดับชีวิต เรียกว่า “ภูมิ ๓๑” ดังนี้

๑. อบายภูมิ ๔ หมายถึง ภูมิที่ปราศจากความเจริญ
               ๑) นิรยะ คือ นรก
               ๒) ติรัจฉานโยนิ คือ กำเนิดดิรัจฉาน
               ๓) ปิตติวิสัย คือ แดนเปรต
               ๔) อสุรกาย คือ พวกอสูร

๒. กามสุคติภูมิ ๗ หมายถึง กามาวจรภูมิที่เป็นสุคติ ภูมิที่เป็นสุคติซึ่งยังเกี่ยวข้องกับกาม
               ๑) มนุษย์ คือ ชาวมนุษย์    พวกเราอยู่ที่ภูมินี้
               ๒) จาตุมหาราชิกา คือ สวรรค์ชั้นที่ท้าวมหาราช ๔ ปกครอง
               ๓) ดาวดึงส์ คือ แดนแห่งเทพ ๓๓ มีท้าวสักกะเป็นใหญ่
               ๔) ยามา คือ แดนแห่งเทพผู้ปราศจากความทุกข์
               ๕) ดุสิต คือ แดนแห่งเทพผู้เอิบอิ่มด้วยสิริสมบัติของตน
               ๖) นิมมานรดี คือ แดนแห่งเทพผู้ยินดีในการเนรมิต
               ๗) ปรนิมมิตวสวัตดี คือ แดนแห่งเทพผู้ยังอำนาจให้เป็นไปในสมบัติที่ผู้อื่นนิรมิตให้

ภูมิทั้ง ๑๑ ใน ๒ หมวดนี้ รวมเป็น กามาวจรภูมิ ๑๑ คือ ชั้นที่ท่องเที่ยวอยู่ในกาม

๓. รูปาวจรภูมิ ๑๖ หมายถึง ชั้นที่ท่องเที่ยวอยู่ในรูป ชั้นรูปพรหม

ก. ปฐมฌานภูมิ ๓ คือ ระดับปฐมฌาน “ฌานที่ ๑”
               ๑) พรหมปาริสัชชา คือ พวกบริษัทบริวารมหาพรหม
               ๒) พรหมปุโรหิตา คือ พวกปุโรหิตมหาพรหม
               ๓) มหาพรหมา คือ พวกท้าวมหาพรหม

ข. ทุติยฌานภูมิ ๓ คือ ระดับทุติยฌาน “ฌานที่ ๒”
               ๔) ปริตตาภา คือ พวกมีรัศมีน้อย
               ๕) อัปปมาณาภา คือ พวกมีรัศมีประมาณไม่ได้
               ๖) อาภัสสรา คือ พวกมีรัศมีสุกปลั่งซ่านไป

ค. ตติยฌานภูมิ ๓ คือ ระดับตติยฌาน “ฌานที่ ๓”
               ๗) ปริตตสุภา คือ พวกมีลำรัศมีงามน้อย
               ๘) อัปปมาณสุภา คือ พวกมีลำรัศมีงามประมาณมิได้
               ๙) สุภกิณหา คือ พวกมีลำรัศมีงามกระจ่างจ้า

ง. จตุตถฌานภูมิ ๓–๗ คือ ระดับจตุตถฌาน “ฌานที่ ๔”
               ๑๐) เวหัปผลา คือ พวกมีผลไพบูลย์
               ๑๑) อสัญญีสัตว์ คือ พวกสัตว์ไม่มีสัญญา

สำหรับชั้น “สุทธาวาส ๕” คือ พวกมีที่อยู่อันบริสุทธิ์ หรือ ที่อยู่ของท่านผู้บริสุทธิ์ คือ ที่เกิดของพระอนาคามี ได้แก่
               ๑๒) อวิหา คือ เหล่าท่านผู้ไม่เสื่อมจากสมบัติของตน หรือผู้ไม่ละไปเร็ว ผู้คงอยู่นาน
               ๑๓) อตัปปา คือ เหล่าท่านผู้ไม่ทำความเดือดร้อนแก่ใคร หรือผู้ไม่เดือดร้อนกับใคร
               ๑๔) สุทัสสา คือ เหล่าท่านผู้งดงามน่าทัศนา
               ๑๕) สุทัสสี คือ เหล่าท่านผู้มองเห็นชัดเจนดี หรือผู้มีทัศนาแจ่มชัด
               ๑๖) อกนิฏฐา คือ เหล่าท่านผู้ไม่มีความด้อยหรือเล็กน้อยกว่าใคร ผู้สูงสุด

๔. อรูปาวจรภูมิ ๔ หมายถึง ชั้นที่ท่องเที่ยวอยู่ในอรูป ชั้นอรูปพรหม
               ๑) อากาสานัญจายตนภูมิ คือ ชั้นที่เข้าถึงภาวะมีอากาศไม่มีที่สุด
               ๒) วิญญาณัญจายตนภูมิ คือ ชั้นที่เข้าถึงภาวะมีวิญญาณไม่มีที่สุด
               ๓) อากิญจัญญายตนภูมิ คือ ชั้นที่เข้าถึงภาวะไม่มีอะไร
               ๔) เนวสัญญานาสัญญายตนภูมิ คือ ชั้นที่เข้าถึงภาวะมีสัญญาก็ไม่ใช่ ไม่มีสัญญาก็ไม่ใช่

เรื่อง “ภูมิ ๓๑” นี้ ผู้เจริญภาวนาควรทำความเข้าใจให้กระจ่างชัด เพราะเป็นเกณฑ์การตรวจสอบและวัดความก้าวหน้าในการเจริญภาวนา ถ้าเป็นปุถุชนทั่วไปทุกคนจัดอยู่ในชั้นภูมิ “มนุษย์” แต่ถ้าประกอบกรรมชั่วอยู่ตลอดเวลา ชั้นภูมิก็จะต่ำลงไปสู่ อบายภูมิ ๔ แต่ถ้าประกอบแต่กรรมดี และเจริญภาวนาด้วยความเพียรตลอด ก็จะก้าวสูงขึ้นกว่าจากชั้นภูมิ “มนุษย์” ใน กามสุคติภูมิ ๗ ถ้าเจริญสมถกัมมัฏฐาน บำเพ็ญเพียรตบะจนสำเร็จ “ฌาน” หรือ “ฌานสมาบัติ” ในระดับต่างๆ ระดับชีวิตก็เปลี่ยนสู่ชั้นภูมิที่สูงขึ้นไป ได้แก่ “รูปาวจรภูมิ ๑๖” ซึ่งเป็นชั้นภูมิสำหรับผู้สำเร็จฌาน แต่ถ้าพัฒนาจิตและปัญญาด้วยการเจริญวิปัสสนากัมมัฏฐานจนสำเร็จ “ญาณ” คือ ปรีชาญาณในการหยั่งรู้ ด้วย “ญาณทัสสนะ” คือ ปรีชาหยั่งรู้ที่เห็นแจ้งรู้จริงในสภาวธรรม นั่นคือ การเจริญวิปัสสนาญาณ เกิดปัญญาที่เรียกว่า “ภาวนามยปัญญา” ซึ่งเป็นปัญญาที่ผุดขึ้นใน “วิปัสสนาภูมิ” ในขณะเดียวกัน ระดับชีวิตก็เปลี่ยนสู่ชั้นภูมิที่สูงขึ้นไปสู่ชั้นภูมิ “ อรูปาวจรภูมิ ๔” นั่นคือ การก้าวสู่ภาวะแห่ง “ความเป็นอริยบุคคล” หมายถึง บุคคลที่ได้ตรัสรู้อริยธรรมด้วย “อริยสัจจ์ ๔” คือ ความจริงอันประเสริฐแห่งทางพ้นทุกข์ ด้วยการสำเร็จพุทธกิจในเกณฑ์หลักธรรม “อริยบุคคล ๔” ตามลำดับ นั่นคือ “มัคคญาณ” กับ “ผลญาณ” ได้แก่

(๑) โสดาบัน คือ “ผู้ถึงกระแส” ท่านผู้บรรลุโสดาปัตติผลแล้ว
(๒) สกทาคามี คือ “ผู้กลับมาอีกครั้งเดียว” ท่านผู้บรรลุสกทาคามิผลแล้ว
(๓) อนาคามี คือ “ผู้ไม่เวียนกลับมาอีก” ท่านผู้บรรลุอนาคามิผลแล้ว
(๔) อรหันต์ คือ “ผู้ควร” หรือ “ผู้หักกำแห่งสงสารแล้ว” ท่านผู้บรรลุอรหัตตผลแล้ว

ชั้นภูมิดังกล่าวนี้ เป็นเรื่องนามธรรม ผู้ปฏิบัติปฏิบัติชอบเท่านั้น ถึงจะสัมผัสกับภาวะที่หลุดพ้นจากกิเลสอาสวะและกองทุกข์ทั้งปวง เรียกว่า “โลกุตตรธรรม” ซึ่งเป็นความจริงอันสูงสุด คือ “ปรมัตถสัจจะ” อันเป็นสภาวะที่เหนือวิสัยโลก คือ “โลกียธรรม” ที่เรียกว่า “สมมุติสัจจะ” ซึ่งเป็นเรื่องแห่งสภาวะที่มนุษย์ปรุงแต่งด้วยเหตุปัจจัยเพราะ“อวิชชา ๘” นั่นคือ “สังขตธรรม” ซึ่งเกิดจากกิเลสอาสวะและกองทุกข์ทั้งปวง เพราะฉะนั้น “โลกุตตรธรรม” ประกอบด้วย มรรค ๔ ผล ๔ นิพพาน ๑ สำหรับ “นิพพาน” เรียกว่า “อสังขตธรรม” นั่นหมายถึง ภาวะที่หลุดพ้นจากกิเลสอาสวะและกองทุกข์ทั้งปวง ข้อที่พึงสังวรระวัง คือ “โลกุตตรธรรม” หมายถึง ภาวะหรือสภาวธรรมที่พัฒนาขึ้นใน “วิปัสสนาภูมิ” ด้วยการบำเพ็ญเพียรภาวนา ที่เกิดจากการเจริญ “สมถกัมมัฏฐาน” และ “วิปัสสนากัมมัฏฐาน” ที่มีสมุฏฐานแห่งการปฏิบัติธรรมด้วย “มรรคมีองค์ ๘” ซึ่งเกี่ยวข้องกับ “ไตรสิกขา” และ “อริยสัจจ์ ๔” ซึ่งปราศจาก “อวิชชา ๘” ซึ่งเป็นเหตุปัจจัยแห่งทุกข์



๑๙. ทำไมมนุษย์และสัตว์ทั้งหลายจึงมีระดับชีวิตแตกต่างกันมากเหลือหลาย   
Download Now
Download Now
       

  ๒๐. กุศลกรรมกับอกุศลกรรมส่งผลวิบากแตกต่างกันจริงหรือไม่ .



๒๐. กุศลกรรมกับอกุศลกรรมส่งผลวิบากแตกต่างกันจริงหรือไม่   
Download Now
Download Now
พุทธชยันตี ๒๖๐๐ ปี
 เชิญชาวพุทธร่วมฉลองด้วยการศึกษาธรรมะ
Download Siripat RSS Feed      
คำถาม FAQ อาจารย์นิธี ศิริพัฒน์     
ฉบับเฉลิมฉลอง “พุทธชยันตี ๒๖๐๐ ปี” วันวิสาขบูชา วันจันทร์ที่ ๔ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๕๕     
Siripat.Com and Academiae Network 2012     


๒๐. กุศลกรรมกับอกุศลกรรมส่งผลวิบากแตกต่างกันจริงหรือไม่

ค่านิยมและพฤติกรรมที่แสดงออกมาด้วยสัญเจตนานั้น ทำให้เกิด “กรรม ๒” หมายถึง การกระทำ การกระทำที่ประกอบด้วยเจตนา ทางกายก็ตาม ทางวาจาก็ตาม ทางใจก็ตาม ได้แก่
(๑) วิบากกรรมชั่วแบบ “นิสสันท์” ที่เป็น “อกุศลกรรม” คือ กรรมที่เป็นอกุศล กรรมชั่ว การกระทำที่ไม่ดี ไม่ฉลาด ไม่เกิดจากปัญญา ทำให้เสื่อมเสียคุณภาพชีวิต หมายถึง การกระทำที่เกิดจากอกุศลมูล คือ โลภะ โทสะ หรือโมหะ และ (๒) วิบากกรมดีแบบ “อานิสงส์” ที่เป็น “กุศลกรรม” คือ กรรมที่เป็นกุศล กรรมดี การกระทำที่ดี ฉลาด เกิดจากปัญญา ส่งเสริมคุณภาพของชีวิตจิตใจ หมายถึง การกระทำที่เกิดจากกุศลมูล คือ อโลภะ อโทสะ หรืออโมหะ



๒๐. กุศลกรรมกับอกุศลกรรมส่งผลวิบากแตกต่างกันจริงหรือไม่   
Download Now
Download Now
       

  ๒๑. การทำบุญอย่างไรถึงจะเป็นวิธีที่ถูกต้องและส่งผลบุญได้สมจริง



๒๑. การทำบุญอย่างไรถึงจะเป็นวิธีที่ถูกต้องและส่งผลบุญได้สมจริง   
Download Now
Download Now
พุทธชยันตี ๒๖๐๐ ปี
 เชิญชาวพุทธร่วมฉลองด้วยการศึกษาธรรมะ
Download Siripat RSS Feed      
คำถาม FAQ อาจารย์นิธี ศิริพัฒน์     
ฉบับเฉลิมฉลอง “พุทธชยันตี ๒๖๐๐ ปี” วันวิสาขบูชา วันจันทร์ที่ ๔ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๕๕     
Siripat.Com and Academiae Network 2012     


๒๑. การทำบุญอย่างไรถึงจะเป็นวิธีที่ถูกต้องและส่งผลบุญได้สมจริง

หลักเบื้องต้นแห่งการทำความดี เรียกว่า “บุญกิริยาวัตถุ ๑๐” หมายถึง ที่ตั้งแห่งการทำบุญ ทางทำความดี ได้แก่
               (๑) ทานมัย คือ ทำบุญด้วยการให้ปันสิ่งของ
               (๒) สีลมัย คือ ทำบุญด้วยการรักษาศีลหรือประพฤติดี
               (๓) ภาวนามัย คือ ทำบุญด้วยการเจริญภาวนา คือฝึกอบรมจิตใจเจริญปัญญา
               (๔) อปจายนมัย คือ ทำบุญด้วยการประพฤติอ่อนน้อม จัดเข้าในสีลมัย
               (๕) เวยยาวัจจมัย คือ ทำบุญด้วยการช่วยขวนขวายรับใช้ จัดเข้าในสีลมัย
               (๖) ปัตติทานมัย คือ ทำบุญด้วยการเฉลี่ยส่วนแห่งความดีให้แก่ผู้อื่น จัดเข้าในทานมัย
               (๗) ปัตตานุโมทนามัย คือ ทำบุญด้วยการยินดีในความดีของผู้อื่น จัดเข้าในทานมัย
               (๘) ธัมมัสสวนมัย คือ ทำบุญด้วยการฟังธรรมศึกษาหาความรู้
               (๙) ธัมมเทสนามัย คือ ทำบุญด้วยการสั่งสอนธรรมให้ความรู้
               (๑๐) ทิฏฐุชุกัมม์ คือ ทำบุญด้วยการทำความเห็นให้ตรง จัดเข้าในทั้งทาน ศีล และภาวนา

นอกจากนี้ ยังมีความหมายถึง การให้ทานในข้อธรรมที่ว่า “สัมปทาคุณ ๔” หมายถึง ความถึงพร้อม ความพรั่งพร้อมสมบูรณ์แห่งองค์ประกอบต่างๆ ซึ่งทำให้ทานที่บริจาคแล้ว เป็นทานอันยอดเยี่ยม มีผลมาก อาจเห็นผลทันตา ได้แก่

               (๑) วัตถุสัมปทา คือ ถึงพร้อมด้วยวัตถุ นั่นคือ บุคคลผู้เป็นที่ตั้งรองรับทาน
                   เช่น ทักขิไณยบุคคลเป็นพระอรหันต์ หรือพระอนาคามี ผู้เข้านิโรธสมาบัติได้
               (๒) ปัจจัยสัมปทา คือ ถึงพร้อมด้วยปัจจัย นั่นคือ สิ่งที่จะให้เป็นของบริสุทธิ์ ได้มาโดยชอบธรรม
               (๓) เจตนาสัมปทา คือ ถึงพร้อมด้วยเจตนา นั่นคือ มีเจตนาในการให้สมบูรณ์ครบ ๓ กาล
                   ทั้งก่อนให้ขณะให้ และหลังให้ จิตโสมนัส ประกอบด้วยปัญญา
               (๔) คุณาติเรกสัมปทา คือ ถึงพร้อมด้วยคุณส่วนพิเศษ นั่นคือ ปฏิคาหกมีคุณสมบัติพิเศษ
                   เช่น ทักขิไณยบุคคลนั้น ออกจากนิโรธสมาบัติใหม่ๆ



๒๑. การทำบุญอย่างไรถึงจะเป็นวิธีที่ถูกต้องและส่งผลบุญได้สมจริง   
Download Now
Download Now
       

  ๒๒. พระสงฆ์ผู้ต้องอาบัติปาราชิกนั้น ควรปฏิบัติต่อท่านอย่างไร.


๒๒. พระสงฆ์ผู้ต้องอาบัติปาราชิกนั้น ควรปฏิบัติต่อท่านอย่างไร  
Download Now
Download Now
พุทธชยันตี ๒๖๐๐ ปี
 เชิญชาวพุทธร่วมฉลองด้วยการศึกษาธรรมะ
Download Siripat RSS Feed      
คำถาม FAQ อาจารย์นิธี ศิริพัฒน์     
ฉบับเฉลิมฉลอง “พุทธชยันตี ๒๖๐๐ ปี” วันวิสาขบูชา วันจันทร์ที่ ๔ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๕๕     
Siripat.Com and Academiae Network 2012     


๒๒. พระสงฆ์ผู้ต้องอาบัติปาราชิกนั้น ควรปฏิบัติต่อท่านอย่างไร

มีผู้รู้กล่าวไว้ว่า “ในขุมนรกอเวจีแห่งมหานรกนั้น เต็มไปด้วยสมณเพศที่ต้องอาบัติปาราชิกจำนวนล้นหลาม ต้องรับวิบากกรรมชั่วหลายกัปหลายกัลป์” คำว่า “๑ กัป” มีความยาวนานเท่าไร ท่านให้เข้าใจด้วยอุปมาว่า เปรียบเหมือนมีภูเขาศิลาล้วนกว้าง ยาว สูง ด้านละ ๑ โยชน์ ทุก ๑๐๐ ปี มีคนนำผ้าเนื้อละเอียดอย่างดีมาลูบครั้งหนึ่ง จนกว่าภูเขานั้นจะสึกหรอสิ้นไป กัปหนึ่งยาวนานกว่านั้น อุปมาดังกล่าวนี้ แสดงให้เห็นถึงการถูกลงโทษในมหานรกอเวจีที่รุนแรงมากับผู้เป็นสมณเพศพึงสังวรระวังในการสร้างอกุศลกรรมหรือทุศีล สำหรับพุทธศาสนิกชนพึงประพฤติปฏิบัติต่อผู้ต้องปาราชิกอย่างไรนั้น ให้พิจารณาเป็นกรณีไป เพราะผู้ทุศีลต้องอาบัตินั้น เป็นผู้ขาดสติสัมปชัญญะ ขาดการเจริญภาวนาอย่างแท้จริง ไม่สามรถนำผลแห่งการเจริญภาวนามาประยุกต์ใช้ได้ทันต่อเหตุการณ์ เพราะความประมาท (๑) ขาดการโยนิโสมนสิการ หมายถึง การใช้ความคิดถูกวิธี คือ การทำในใจโดยแยบคาย มองสิ่งทั้งหลายด้วยความคิดพิจารณาสืบค้นถึงต้นเค้า สาวหาเหตุผลจนตลอดสาย แยกแยะออกพิเคราะห์ ดูด้วยปัญญาที่คิดเป็นระเบียบและโดยอุบายวิธี ให้เห็นสิ่งนั้นๆ หรือปัญหานั้นๆ ตามสภาวะและตามความสัมพันธ์แห่งเหตุปัจจัย (๒) ไม่ปฏิบัติตามอย่างแท้จริงในหลักธรรม “กัลป์ยาณมิตตตา” หมายถึง ความมีกัลยาณมิตร คือ มีผู้แนะนำ สั่งสอน ที่ปรึกษา เพื่อนที่คบหา และบุคคลผู้แวดล้อมที่ดี ความรู้จักเลือกเสวนาบุคคล หรือเข้าร่วมหมู่กับท่านผู้ทรงคุณทรงปัญญามีความสามารถ ซึ่งจะช่วยแวดล้อม สนับสนุน ชักจูง ชี้ช่องทาง เป็นแบบอย่าง ตลอดจนเป็นเครื่องอุดหนุนเกื้อกูลแก่กัน ให้ดำเนินก้าวหน้าไปด้วยดี ในการศึกษาอบรม การครองชีวิตการประกอบกิจการ และธรรมปฏิบัติ หรือความพยายามอยู่ในสิ่งแวดล้อมทางสังคมที่ดีเสมอ และ (๓) ขัดต่อหลักธรรม “อัปปมาทะ” หมายถึง ความไม่ประมาท คือ ความเป็นอยู่อย่างไม่ขาดสติ หรือความเพียรที่มีสติเป็นเครื่องเร่งเร้าและควบคุม ได้แก่ การดำเนินชีวิตโดยมีสติเป็นเครื่องกำกับความประพฤติ ปฏิบัติ และการกระทำทุกอย่าง ระมัดระวังตัว ไม่ยอมถลำลงไปในทางเสื่อม แต่ไม่ยอมพลาดโอกาสสำหรับความดีงามและความเจริญก้าวหน้า ตระหนักในสิ่งที่พึงทำและพึงละเว้น ใส่ใจ สำนึกอยู่เสมอในหน้าที่อันจะต้องรับผิดชอบ ไม่ยอมปล่อยปละละเลย กระทำการด้วยความจริงจัง รอบคอบ และรุดหน้าเรื่อยไป ข้อสังเกต คือ ผู้ต้องอาบัติปาราชิกนั้น มักเป็นบุคคลที่จะกลับตัวกลับใจได้ยากมาก มีผู้รู้ได้แนะนำผู้เขียนบรรยายไว้ว่า

  “ในกรณีพระภิกษุต้องอาบัติปารมชิกต้องลาสิกขาจากสมณเพศนั้น มาเป็นบุคคลที่พร่องในเรื่องการเจริญภาวนา ทั้งสมถกัมมัฏฐานและวิปัสสนากัมมัฏฐาน ไม่สามารถนำผลของปัญญาญาณที่เกิดขึ้นในวิปัสสนาภูมิมาใช้กับชีวิตจริงได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผู้ที่ได้ “โสดาบัน” คือ ผ่านการบรรลุ “ธรรมจักษุ” แล้ว เมื่อจะข้ามความเป็นอริยบุคคลจากโสดาบันไปสู่ “สกทาคามี” นั้น ในช่วงระยะดังกล่าวนี้ ผู้บรรลุธรรมจะถูกทดสอบจิตใจอย่างรุนแรงและยาวนานมาก ขึ้นกับวิบากกรรม และเศษกรรมที่ยังตกค้างอยู่ ซึ่งจะแสดงออกในกิเลส ตัณหา อาสวะทั้งปวง รวมทั้งโลกธรรม ๘ เพื่อท้าทายโสดาบัน ผู้ได้อานิสงส์จาก “วิชชา ๓” ทำให้แสวงหาลาภสักการะได้อย่างขาดสติ “วิชชา ๓” หมายถึง ความรู้แจ้ง ความรู้วิเศษ ได้แก่ (๑) ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ คือ ญาณเป็นเหตุระลึกขันธ์ที่อาศัยอยู่ในก่อนได้ ระลึกชาติได้ เช่น นำไปใช้ในทางที่ผิด เพื่ออวดอธิคมธรรมนี้ ว่าเป็นผู้วิเศษ เพื่อสร้างศรัทธาในแสวงหาลาภสักการะด้วยความโลภ (๒) จุตูปปาตญาณ คือ ญาณกำหนดรู้จุติและอุบัติแห่งสัตว์ทั้งหลาย อันเป็นไปตามกรรม เห็นการเวียนว่ายตายเกิดของสัตว์ทั้งหลาย เรียกอีกอย่างว่า “ทิพพจักขุญาณ” เช่น นำไปแสวงหาลาภสักการะเพราะกิเลสในการสแกนกรรมของบุคคลอื่น หรือพยากรณ์ชะตาชีวิต และ (๓) อาสวักขยญาณ คือ ญาณหยั่งรู้ในธรรมเป็นที่สิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย ความรู้ที่ทำให้สิ้นอาสวะ ความตรัสรู้ แต่กลับละเลยไม่ใส่ใจในการเจริญภาวนาในขั้นที่สูงขึ้นไปอีกอย่างแท้จริง กลับถูกกิเลสอาสวะครอบงำจิตใจได้ง่ายยิ่งขึ้นกว่าบุคคลธรรมดาทั่วไป”



๒๒. พระสงฆ์ผู้ต้องอาบัติปาราชิกนั้น ควรปฏิบัติต่อท่านอย่างไร  
Download Now
Download Now
       

  ๒๓. การอ่อนข้อต่อศีล ๕ ส่งผลอย่างไรต่อความก้าวหน้าการเจริญภาวนา.


๒๓. การอ่อนข้อต่อศีล ๕ ส่งผลอย่างไรต่อความก้าวหน้าการเจริญภาวนา  
Download Now
Download Now
พุทธชยันตี ๒๖๐๐ ปี
 เชิญชาวพุทธร่วมฉลองด้วยการศึกษาธรรมะ
Download Siripat RSS Feed      
คำถาม FAQ อาจารย์นิธี ศิริพัฒน์     
ฉบับเฉลิมฉลอง “พุทธชยันตี ๒๖๐๐ ปี” วันวิสาขบูชา วันจันทร์ที่ ๔ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๕๕     
Siripat.Com and Academiae Network 2012     


๒๓. การอ่อนข้อต่อศีล ๕ ส่งผลอย่างไรต่อความก้าวหน้าการเจริญภาวนา

ข้อคำถามนี้ เป็นเรื่อง “ทุศีล” คือ ศีลไม่บริสุทธิ์ ไม่ใช่ “สีลวิสุทธิ” หมายถึง ความหมดจดแห่งศีล คือ รักษาศีลตามภูมิขั้นของตนให้บริสุทธิ์ และให้เป็นไปเพื่อสมาธิ ดังนั้น ความไม่หมดจดแห่งศีล ทำให้การเจริญภาวนาไม่ก้าวหน้าเท่าที่ควร ทำให้เกิด “นิวรณ์ ๕” ได้ง่าย “นิวรณ์ ๕” หมายถึง สิ่งที่กั้นจิตไม่ให้ก้าวหน้าในคุณธรรม ธรรมที่กั้นจิตไม่ให้บรรลุคุณความดี อกุศลธรรมที่ทำจิตให้เศร้าหมองและทำปัญญาให้อ่อนกำลัง ได้แก่
(๑) กามฉันทะ คือ ความพอใจในกาม ความต้องการกามคุณ (๒) พยาบาท คือ ความคิดร้าย ความขัดเคืองแค้นใจ (๓) ถีนมิทธะ คือ ความหดหู่และเซื่องซึม (๔) อุทธัจจกุกกุจจะ คือ ความฟุ้งซ่านและร้อนใจ ความกระวนกระวายกลุ้มกังวล และ (๕) วิจิกิจฉา คือ ความลังเลสงสัย อย่างไรก็ตาม การทุศีลย่อมหมายถึงจิตใจถูกกิเลสอาสวะครอบงำ การเจริญภาวนขั้นต่อไปยิ่งเป็นไปได้ยากมาก เพราะผู้เจริญภาวนาจะมีแต่คำแก้ตัวเพื่อหลีกหนีการเจริญภาวนา สติปัญญาก็อ่อนกำลังลงอย่างแท้จริง



๒๓. การอ่อนข้อต่อศีล ๕ ส่งผลอย่างไรต่อความก้าวหน้าการเจริญภาวนา  
Download Now
Download Now
       

  ๒๔. ตรุณวิปัสสนากับพลววิปัสสนามีความแตกต่างกันอย่างไร.


๒๔. ตรุณวิปัสสนากับพลววิปัสสนามีความแตกต่างกันอย่างไร  
Download Now
Download Now
พุทธชยันตี ๒๖๐๐ ปี
 เชิญชาวพุทธร่วมฉลองด้วยการศึกษาธรรมะ
Download Siripat RSS Feed      
คำถาม FAQ อาจารย์นิธี ศิริพัฒน์     
ฉบับเฉลิมฉลอง “พุทธชยันตี ๒๖๐๐ ปี” วันวิสาขบูชา วันจันทร์ที่ ๔ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๕๕     
Siripat.Com and Academiae Network 2012     


๒๔. ตรุณวิปัสสนากับพลววิปัสสนามีความแตกต่างกันอย่างไร

กระบวนการพัฒนาเจริญปัญญา เรียกว่า “การเจริญภาวนา” นั่นคือ “ญาณ ๑๖” หมายถึง ปรีชาหยั่งรู้แห่งญาณทัสสนะ ปรีชาหยั่งรู้ที่เกิดแก่ผู้บำเพ็ญวิปัสสนาโดยลำดับ ตั้งแต่ต้นจนถึงจุดหมาย คือ มรรค ผล นิพพาน (ญาณ ๑๖) ซึ่งแบ่งออกเป็น ๓ ระดับ ได้แก่

(๑) ก่อนวิปัสสนาญาณ

๑. นามรูปปริจเฉทญาณ คือ ญาณกำหนดแยกนามรูป (นามและรูป) บางทีเรียกว่า “นามรูปปริคคหญาณ” หรือ “สังขารปริจเฉทญาณ”
๒. นามรูปปัจจัยปริคคหญาณ คือ ญาณกำหนดจับปัจจัยแห่งนามรูป บางทีเรียกว่า “กังขาวิตรณญาณ” หรือ “ธัมมัฏฐิติญาณ”
๓. สัมมสนญาณ คือ ญาณพิจารณานามรูปโดยไตรลักษณ์

(๒) วิปัสสนาญาณ ๙

๔. อุทยัพพยานุปัสสนาญาณ (อุทยัพพยญาณ) คือ ญาณตามเห็นความเกิดและความดับแห่งนามรูป หรือกองทุกข์ทั้งปวง
๕. ภังคานุปัสสนาญาณ (ภังคญาณ) คือ ญาณตามเห็นจำเพาะความดับเด่นขึ้นมา
๖. ภยตูปัฏฐานญาณ (ภยญาณ) คือ ญาณอันมองเห็นสังขารปรากฏเป็นของน่ากลัว
๗. อาทีนวานุปัสสนาญาณ (อาทีนวญาณ) คือ ญาณคำนึงเห็นโทษ
๘. นิพพิทานุปัสสนาญาณ (นิพพิทาญาณ) คือ ญาณคำนึงเห็นด้วยความหน่าย
๙. มุญจิตุกัมยตาญาณ คือ ญาณหยั่งรู้อันให้ใคร่จะพ้นไปเสีย
๑๐. ปฏิสังขานุปัสสนาญาณ (ปฏิสังขาญาณ) คือ ญาณอันพิจารณาทบทวนเพื่อจะหาทาง
๑๑. สังขารุเปกขาญาณ คือ ญาณอันเป็นไปโดยความเป็นกลางต่อสังขาร
๑๒. สัจจานโลมิกญาณ (อนุโลมญาณ) คือ ญาณเป็นไปโดยควรแก่การหยั่งรู้อริยสัจจ์

(๓) เหนือวิปัสสนาญาณ

๑๓. โคตรภูญาณ คือ ญาณครอบโคตร ซึ่งเป็นหัวต่อที่ข้ามพ้นภาวะปุถุชน
๑๔. มัคคญาณ คือ ญาณในอริยมรรค
๑๕. ผลญาณ คือ ญาณในอริยผล
๑๖. ปัจจเวกขณญาณ คือ ญาณที่พิจารณาทบทวนกิจในอริยสัจจ์

เมื่อจัดแยกหมวดหมู่ใหม่นั้น จะแบ่งออกเป็น ๒ อย่าง คือ
               (๑) โลกียญาณ ได้แก่ ข้อที่ ๑ – ๑๓ และข้อที่ ๑๖
               (๒) โลกุตตรญาณ ได้แก่ ข้อที่ ๑๔ และข้อที่ ๑๕

ดังนั้น “ตรุณวิปัสสนา” หมายถึง วิปัสสนาอ่อนๆ ที่เกิดขึ้นใน “ญาณ ๑๖” ข้อที่ ๔ อุทยัพพยานุปัสสนาญาณ (อุทยัพพยญาณ) คือ ญาณตามเห็นความเกิดและความดับแห่งนามรูป หรือกองทุกข์ทั้งปวง หรือเกิดขึ้นในข้อธรรม “วิสุทธิ ๗” ข้อ ๕ คือ “มัคคามัคคญาณทัสสนวิสุทธิ” คือ ความหมดจดแห่งญาณที่รู้เห็นว่าเป็นทางหรือมิใช่ทาง นั่นคือ
เริ่มเจริญวิปัสสนาต่อไปด้วยพิจารณากลาป จนมองเห็นความเกิดขึ้น และความเสื่อมไปแห่งสังขารทั้งหลาย อันเรียกว่า “อุทยัพพยานุปัสสนา” เป็น “ตรุณวิปัสสนา” คือ วิปัสสนาญาณอ่อนๆ แล้วมีวิปัสสนูปกิเลส เกิดขึ้น กำหนดได้ว่าอุปกิเลสทั้ง ๑๐ แห่งวิปัสสนานั้นมิใช่ทาง ส่วนวิปัสสนาที่เริ่มดำเนินเข้าสู่วิถีนั่นแลเป็นทางถูกต้อง เตรียมที่จะประคองจิตไว้ในวิถี คือ “วิปัสสนาญาณ” นั้นต่อไป ข้อนี้จัดเป็นขั้นกำหนดมัคคสัจจ์ ส่วน “วิปัสสนูปกิเลส ๑๐” หมายถึง อุปกิเลสแห่งวิปัสสนา ธรรมารมณ์ที่เกิดแก่ผู้ได้ตรุณวิปัสสนา หรือวิปัสสนาอ่อนๆ ทำให้เข้าใจผิดว่าตนบรรลุมรรคผลแล้ว เป็นเหตุขัดขวางให้ไม่ก้าว
หน้าต่อไปในวิปัสสนาญาณ ได้แก่
               (๑) โอภาส คือ แสงสว่าง
               (๒) ญาณ คือ ความหยั่งรู้
               (๓) ปีติ คือ ความอิ่มใจ
               (๔) ปัสสัทธิ คือ ความสงบเย็น
               (๕) สุข คือ ความสุขสบายใจ
               (๖) อธิโมกข์ คือ ความน้อมใจเชื่อ ศรัทธาแก่กล้า ความปลงใจ
               (๗) ปัคคาหะ คือ ความเพียรที่พอดี
               (๘) อุปัฏฐาน คือ สติแก่กล้า สติชัด
               (๙) อุเบกขา คือ ความมีจิตเป็นกลาง
               (๑๐) นิกันติ คือ ความพอใจ ติดใจ

เพื่อให้ข้ามพ้นจาก “วิปัสสนูปกิเลส ๑๐” ดังกล่าวนี้ ผู้เจริญภาวนาควรเจริญ “กฎไตรลักษณ์” เพื่อให้เห็นแจ้งใน “สามัญลักษณะ” ในข้อธรรมทั้ง ๑๐ ของวิปัสสนูปกิเลส ว่าเป็นเรื่อง ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ ไม่ใช่ตัวใช่ตน ดังพุทธพจน์ข้างล่างนี้

“ยงฺกิญฺจิ สมุทยธมํ สพฺพนฺตํ นิโรธธมฺมนฺติ”
สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งหมดมีความดับเป็นธรรมดา

ส่วน “พลววิปัสสนา” คือ วิปัสสนาที่แกร่งกล้า ที่เกิดขึ้นจากข้อธรรม “วิสุทธิ ๗” ข้อ ๖ คือ “ปฏิปทาญาณทัสสนวิสุทธิ” คือ ความหมดจดแห่งญาณอันรู้เห็นทางดำเนิน คือ ประกอบความเพียรในวิปัสสนาญาณทั้งหลายเริ่มแต่อุทยัพพยานุปัสสนาญาณที่พ้นจากอุปกิเลส ดำเนินเข้าสู่วิถีทางแล้วนั้น เป็นต้นไป จนถึงสัจจานุโลมิกญาณหรืออนุโลมญาณ อันเป็นที่สุดแห่งวิปัสสนา ต่อแต่นี้ก็จะเกิดโคตรภูญาณ คั่นระหว่างวิสุทธิข้อนี้กับข้อสุดท้าย เป็นหัวต่อแห่งความเป็นปุถุชนกับความเป็นอริยบุคคล โดยสรุป วิสุทธิข้อนี้ ก็คือ “วิปัสสนาญาณ ๙” พิจารณาภาพรวมของการเจริญภาวนาในภาพประกอบข้างล่างนี้




๒๔. ตรุณวิปัสสนากับพลววิปัสสนามีความแตกต่างกันอย่างไร  
Download Now
Download Now
       

  ๒๕. การเจริญวิปัสสนาญาณคืออะไร


๒๕. การเจริญวิปัสสนาญาณคืออะไร  
Download Now
Download Now
พุทธชยันตี ๒๖๐๐ ปี
 เชิญชาวพุทธร่วมฉลองด้วยการศึกษาธรรมะ
Download Siripat RSS Feed      
คำถาม FAQ อาจารย์นิธี ศิริพัฒน์     
ฉบับเฉลิมฉลอง “พุทธชยันตี ๒๖๐๐ ปี” วันวิสาขบูชา วันจันทร์ที่ ๔ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๕๕     
Siripat.Com and Academiae Network 2012     


๒๕. การเจริญวิปัสสนาญาณคืออะไร

จุดประสงค์ในการเจริญวิปัสสนาญาณนั้น เพื่อสร้างปัญญา หมายถึง “ญาณ” คือ ความรู้วิเศษ ปรีชาญาณหยั่งรู้ เพื่อความหลุดพ้นจากกิเลสอาสวะและกองทุกข์ทั้งปวง โดยกำจัดความไม่รู้จริงออกไป คือ “อวิชชา ๘” เราจะพบว่า “วิปัสสนาญาณ ๙” เป็นส่วนหนึ่งใน “ญาณ ๑๖” เพื่อเป็นฐานให้เกิดความก้าวหน้าไปสู่ “มัคคญาณ” และ “ผลญาณ” หรือข้ามจาก “โลกียญาณ” ข้ามไปสู่ “โลกุตตรญาณ” นั่นคือ “ความเป็นอริยบุคคล” หรือ “อริยบุคคล ๔” นั่นเอง “วิปัสสนาญาณ ๙” หมายถึง ความรู้แจ้ง ความรู้วิเศษ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หมายถึง ญาณหยั่งรู้ที่เป็นญาณทัสสนะในวิปัสสนากัมมัฏฐาน ได้แก่

               (๑) อุทยัพพยานุปัสสนาญาณ คือ ญาณตามเห็นความเกิดและความดับแห่งนามรูป
               (๒) ภังคานุปัสสนาญาณ คือ ญาณตามเห็นจำเพาะความดับเด่นขึ้นมา
               (๓) ภยตูปัฏฐานญาณ คือ ญาณอันมองเห็นสังขารปรากฏเป็นของน่ากลัว
               (๔) อาทีนวานุปัสสนาญาณ คือ ญาณคำนึงเห็นโทษ
               (๕) นิพพิทานุปัสสนาญาณ คือ ญาณคำนึงเห็นด้วยความเบื่อหน่าย
               (๖) มุญจิตุกัมยตาญาณ คือ ญาณหยั่งรู้อันให้ใคร่จะพ้นไปเสีย
               (๗) ปฏิสังขานุปัสสนาญาณ คือ ญาณอันพิจารณาทบทวนเพื่อจะหาอุบายวิธี
               (๘) สังขารุเปกขาญาณ คือ ญาณอันเป็นไปโดยความเป็นกลางต่อสังขาร
               (๙) สัจจานุโลมิกญาณ คือ ญาณเป็นไปโดยควรแก่การหยั่งรู้อริยสัจจ์



๒๕. การเจริญวิปัสสนาญาณคืออะไร  
Download Now
Download Now
       

  ๒๖. สมาธิภาวนาคืออะไร


๒๖. สมาธิภาวนาคืออะไร  
Download Now
Download Now
พุทธชยันตี ๒๖๐๐ ปี
 เชิญชาวพุทธร่วมฉลองด้วยการศึกษาธรรมะ
Download Siripat RSS Feed      
คำถาม FAQ อาจารย์นิธี ศิริพัฒน์     
ฉบับเฉลิมฉลอง “พุทธชยันตี ๒๖๐๐ ปี” วันวิสาขบูชา วันจันทร์ที่ ๔ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๕๕     
Siripat.Com and Academiae Network 2012     


๒๖. สมาธิภาวนาคืออะไร

“สมาธิภาวนา ๔” หมายถึง การเจริญสมาธิ วิธีฝึกสมาธิแบบต่างๆ จำแนกตามวัตถุประสงค์ เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ผู้เจริญภาวนา ได้แก่

(๑) สมาธิภาวนาที่เป็นไปเพื่อทิฏฐธรรมสุขวิหาร เพื่อการอยู่เป็นสุขในปัจจุบัน เช่น ใช้ เป็นเครื่องพักผ่อนจิต หาความสุขยามว่าง เป็นต้น
(๒) สมาธิภาวนาที่เป็นไปเพื่อการได้ญาณทัสสนะ
(๓) สมาธิภาวนาที่เป็นไปเพื่อสติและสัมปชัญญะ
(๔) สมาธิภาวนาที่เป็นไปเพื่ออาสวักขยะ คือ ความสิ้นอาสวะ

ผู้เจริญภาวนาจำเป็นต้องเข้าใจความหมายของจุดประสงค์ของการเจริญสมาธิภาวนา เพื่อเป็นประโยชน์ในทางปฏิบัติและไม่หลงทางในการนำไปใช้จริงในชีวิต โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เป็นการเข้าใจถึงลำดับความพร้อมในการลงมือปฏิบัติเจริญภาวนาจริง ว่าขั้นตอนนี้ตนกำลังทำอะไรตามความเหมาะที่ถูกกาลเทศะ ไม่ใช่ดำเนินการไปอย่างไร้จุดหมาย ซึ่งเป็นผลให้ไม่บรรลุความตั้งใจ



๒๖. สมาธิภาวนาคืออะไร  
Download Now
Download Now
       

  ๒๗. การใช้สติพิจารณากาย คือ รูปขันธ์ เพื่ออะไร


๒๗. การใช้สติพิจารณากาย คือ รูปขันธ์ เพื่ออะไร  
Download Now
Download Now
พุทธชยันตี ๒๖๐๐ ปี
 เชิญชาวพุทธร่วมฉลองด้วยการศึกษาธรรมะ
Download Siripat RSS Feed      
คำถาม FAQ อาจารย์นิธี ศิริพัฒน์     
ฉบับเฉลิมฉลอง “พุทธชยันตี ๒๖๐๐ ปี” วันวิสาขบูชา วันจันทร์ที่ ๔ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๕๕     
Siripat.Com and Academiae Network 2012     


๒๗. การใช้สติพิจารณากาย คือ รูปขันธ์ เพื่ออะไร

การใช้สติพิจารณากาย คือ รูปขันธ์ เพื่อกำหนดพิจารณาให้รู้เห็นตามความเป็นจริง นั่นคือ ตามที่สิ่งนั้นๆ มันเป็นของมัน เรียกว่า “กายานุปัสสนาสติปัฏฐาน” หมายถึง การตั้งสติกำหนดพิจารณากาย ให้รู้เห็นตามเป็นจริงว่า เป็นแต่เพียงกาย ไม่ใช่สัตว์บุคคลตัวตนเราเขา คือ เพื่อพิจารณาให้เห็นไตรลักษณ์นั่นเอง ท่านจำแนกวิธีปฏิบัติไว้หลายอย่าง คือ อานาปานสติ กำหนดลมหายใจ ๑ อิริยาบถ กำหนดรู้ทันอิริยาบถ ๑ สัมปชัญญะ สร้างสัมปชัญญะในการกระทำความเคลื่อนไหวทุกอย่าง ๑ ปฏิกูลมนสิการ พิจารณาส่วนประกอบอันไม่สะอาดทั้งหลายที่ประชุมเข้าเป็นร่างกายนี้ ๑ ธาตุมนสิการ พิจารณาเห็นร่างกายของตนโดยสักว่าเป็นธาตุแต่ละอย่างๆ ๑ นวสีวถิกา พิจารณาซากศพในสภาพต่างๆ อันแปลกกันไปใน ๙ ระยะเวลา ให้เห็นคติธรรมดาของร่างกาย ของผู้อื่นเช่นใด ของตนก็จักเป็นเช่นนั้น ๑



๒๗. การใช้สติพิจารณากาย คือ รูปขันธ์ เพื่ออะไร  
Download Now
Download Now
       

  ๒๘. การใช้สติพิจารณานามขันธ์เพื่ออะไร


๒๘. การใช้สติพิจารณานามขันธ์เพื่ออะไร  
Download Now
Download Now
พุทธชยันตี ๒๖๐๐ ปี
 เชิญชาวพุทธร่วมฉลองด้วยการศึกษาธรรมะ
Download Siripat RSS Feed      
คำถาม FAQ อาจารย์นิธี ศิริพัฒน์     
ฉบับเฉลิมฉลอง “พุทธชยันตี ๒๖๐๐ ปี” วันวิสาขบูชา วันจันทร์ที่ ๔ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๕๕     
Siripat.Com and Academiae Network 2012     


๒๘. การใช้สติพิจารณานามขันธ์เพื่ออะไร

การใช้สติพิจารณาสิ่งทั้งหลาย คือ “สติปัฏฐาน ๔” หมายถึง การตั้งสติกำหนดพิจารณานามขันธ์ให้รู้เห็นตามความเป็นจริง คือ ตามที่สิ่งนั้นๆ มันเป็นของมัน การพิจารณานามขันธ์ ได้แก่ เวทนา จิต และธรรม ดังนี้
(๑) เวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน คือ การตั้งสติกำหนดพิจารณาเวทนา ให้รู้เห็นตามเป็นจริงว่าเป็นแต่เพียงเวทนา ไม่ใช่สัตว์บุคคลตัวตนเราเขา นั่นคือ มีสติอยู่พร้อมด้วยความรู้ชัดเวทนาอันเป็นสุขก็ดี ทุกข์ก็ดี เฉยๆ ก็ดี ทั้งที่เป็นสามิส และเป็นนิรามิสตามที่เป็นไปอยู่ในขณะนั้นๆ
(๒) จิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน หมายถึง การตั้งสติกำหนดพิจารณาจิต ให้รู้เห็นตามเป็นจริงว่า เป็นแต่เพียงจิต ไม่ใช่สัตว์บุคคลตัวตนเราเขา นั่นคือ มีสติอยู่พร้อมด้วยความรู้ชัดจิตของตนที่มีราคะ ไม่มีราคะ มีโทสะ ไม่มีโทสะ มีโมหะ ไม่มีโมหะ เศร้าหมองหรือผ่องแผ้ว ฟุ้งซ่านหรือเป็นสมาธิ เป็นต้น อย่างไรๆ ตามที่เป็นไปอยู่ในขณะนั้นๆ
(๓) ธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน คือ การตั้งสติกำหนดพิจารณาธรรม ให้รู้เห็นตามเป็นจริงว่า เป็นแต่เพียงธรรม ไม่ใช่สัตว์บุคคลตัวตนเราเขา นั่นคือ มีสติอยู่พร้อมด้วยความรู้ชัดธรรมทั้งหลาย ได้แก่ นิวรณ์ ๕ ขันธ์ ๕ อายตนะ ๑๒ โพชฌงค์ ๗ อริยสัจจ์ ๔ ว่าคืออะไร เป็นอย่างไร มีในตน หรือไม่ เกิดขึ้น เจริญบริบูรณ์ และดับไปได้อย่างไร เป็นต้น ตามที่เป็นจริงของมันอย่างนั้นๆ



๒๘. การใช้สติพิจารณานามขันธ์เพื่ออะไร  
Download Now
Download Now
       

  ๒๙. การได้ปัญญาญาณแห่งวิชชา ๓ ได้มาเพื่ออะไร


๒๙. การได้ปัญญาญาณแห่งวิชชา ๓ ได้มาเพื่ออะไร  
Download Now
Download Now
พุทธชยันตี ๒๖๐๐ ปี
 เชิญชาวพุทธร่วมฉลองด้วยการศึกษาธรรมะ
Download Siripat RSS Feed      
คำถาม FAQ อาจารย์นิธี ศิริพัฒน์     
ฉบับเฉลิมฉลอง “พุทธชยันตี ๒๖๐๐ ปี” วันวิสาขบูชา วันจันทร์ที่ ๔ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๕๕     
Siripat.Com and Academiae Network 2012     


๒๙. การได้ปัญญาญาณแห่งวิชชา ๓ ได้มาเพื่ออะไร

คำว่า “วิชชา ๓” หมายถึง ความรู้แจ้ง ความรู้วิเศษ ได้แก่ (๑) ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ คือ ญาณเป็นเหตุระลึกขันธ์ที่อาศัยอยู่ในก่อนได้ ระลึกชาติได้ (๒) จุตูปปาตญาณ คือ ญาณกำหนดรู้จุติและอุบัติแห่งสัตว์ทั้งหลาย อันเป็นไปตามกรรม เห็นการเวียนว่ายตายเกิดของสัตว์ทั้งหลาย เรียกอีกอย่างว่า “ทิพพจักขุญาณ” และ (๓) อาสวักขยญาณ คือ ญาณหยั่งรู้ในธรรมเป็นที่สิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย ความรู้ที่ทำให้สิ้นอาสวะ ความตรัสรู้ “ญาณ” ทั้ง ๓ อย่างดังกล่าวนี้ เกิดจากอานิสงส์ของ “การเจริญภาวนา” ทั้ง “สมถกัมมัฏฐาน” และ “วิปัสสนากัมมัฏฐาน” ซึ่งเป็นญาณที่เกิดจากการเจริญวิปัสสนาญาณเป็นหลัก จนทำให้เกิด “ญาณสัมปยุตต์” หมายถึง การรวมกันครั้งใหญ่ของปัญญา จนทำให้เกิดปรีชาหยั่งรู้ได้ทั้ง ๓ ญาณนั้น ญาณที่ ๑ ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ ทำให้เห็นแจ้งรู้จริงในขันธ์ ๕ ว่ามีองค์ประกอบอย่างไร ซึ่งเป็นไปตามกฎไตรลักษณ์ ญาณที่ ๒ จุตูปปาตญาณ ทำให้เห็นแจ้งรู้จริงในกฎแห่งกรรม อันเกี่ยวกับทุกข์แห่งปฏิจจสมุปบาท ที่เกิดจากอวิชชา และญาณที่ ๓ อาสวักขยญาณ ทำให้เห็นแจ้งรู้จริงในการเจริญภาวนาต่อไปว่าเป็นเรื่องแห่ง “โลกุตตรสัมมาทิฏฐิ” เพื่อความหลุดพ้นจากกิเลสอาสวะและกองทุกข์ทั้งปวงแห่งอริยสัจจ์ ด้วยการเจริญอริยมรรค อริยผล และพระนิพพาน เพื่อความตรัสรู้ “อนุตรสัมมาสัมโพธิญาณ” ให้ได้



๒๙. การได้ปัญญาญาณแห่งวิชชา ๓ ได้มาเพื่ออะไร  
Download Now
Download Now
       

  ๓๐. คำว่าการชำระจิตวิญญาณให้หมดจดบริสุทธิ์ คือ ทำอย่างไร


๓๐. คำว่าการชำระจิตวิญญาณให้หมดจดบริสุทธิ์ คือ ทำอย่างไร  
Download Now
Download Now
พุทธชยันตี ๒๖๐๐ ปี
 เชิญชาวพุทธร่วมฉลองด้วยการศึกษาธรรมะ
Download Siripat RSS Feed      
คำถาม FAQ อาจารย์นิธี ศิริพัฒน์     
ฉบับเฉลิมฉลอง “พุทธชยันตี ๒๖๐๐ ปี” วันวิสาขบูชา วันจันทร์ที่ ๔ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๕๕     
Siripat.Com and Academiae Network 2012     


๓๐. คำว่าการชำระจิตวิญญาณให้หมดจดบริสุทธิ์ คือ ทำอย่างไร

ขั้นตอน “การชำระจิตวิญญาณ” (จิตและปัญญา) ให้หมดจดบริสุทธิ์นั้น เรียกว่า “วิสุทธิ ๗” หมายถึง ความหมดจด ความบริสุทธิ์ที่สูงขึ้นไปเป็นขั้นๆ ธรรมที่ชำระสัตว์ให้บริสุทธิ์ ยังไตรสิกขาให้บริบูรณ์เป็นขั้นๆ ไปโดยลำดับ จนบรรลุจุดหมายคือนิพพาน ซึ่งเป็นปัจจัยส่งต่อกันขึ้นไปเพื่อบรรลุนิพพาน ดุจรถ ๗ ผลัดส่งต่อกันให้บุคคลถึงที่หมาย ดังนี้

(๑) สีลวิสุทธิ คือ ความหมดจดแห่งศีล นั่นคือ รักษาศีลตามภูมิขั้นของตนให้บริสุทธิ์ และให้เป็นไปเพื่อสมาธิ วิสุทธิมัคค์ว่า ได้แก่ ปาริสุทธิศีล ๔

(๒) จิตตวิสุทธิ คือ ความหมดจดแห่งจิต นั่นคือ ฝึกอบรมจิตจนบังเกิดสมาธิพอเป็นบาทฐานแห่งวิปัสสนา วิสุทธิมัคค์ว่า ได้แก่ สมาบัติ ๘ (ฌาน) พร้อมทั้งอุปจาร

(๓) ทิฏฐิวิสุทธิ คือ ความหมดจดแห่งทิฏฐิ นั่นคือ ความรู้เข้าใจมองเห็นนามรูปตามสภาวะที่เป็นจริงเป็นเหตุข่มความเข้าใจผิดว่าเป็นสัตว์บุคคลเสียได้ เริ่มดำรงในภูมิแห่งความไม่หลงผิด จัดเป็นขั้นกำหนด “ทุกขสัจจ์”

(๔) กังขาวิตรณวิสุทธิ คือ ความหมดจดแห่งญาณเป็นเหตุข้ามพ้นความสงสัย ความบริสุทธิ์ขั้นที่ทำให้กำจัดความสงสัยได้ นั่นคือ กำหนดรู้ปัจจัยแห่งนามรูปได้แล้วจึงสิ้นสงสัยในกาลทั้ง ๓ ข้อนี้ตรงกับ ธรรมฐิติญาณ หรือยถาภูตญาณ หรือ สัมมาทัสสนะ จัดเป็นขั้นกำหนด “สมุทัยสัจจ์”

(๕) มัคคามัคคญาณทัสสนวิสุทธิ คือ ความหมดจดแห่งญาณที่รู้เห็นว่าเป็นทางหรือมิใช่ทาง นั่นคือ เริ่มเจริญวิปัสสนาต่อไปด้วยพิจารณากลาป จนมองเห็นความเกิดขึ้น และความเสื่อมไปแห่งสังขารทั้งหลาย อันเรียกว่า อุทยัพพยานุปัสสนา เป็น ตรุณวิปัสสนา คือ วิปัสสนาญาณอ่อนๆ แล้ว มี “วิปัสสนูปกิเลส” เกิดขึ้น กำหนดได้ว่าอุปกิเลสทั้ง ๑๐ แห่งวิปัสสนานั้นมิใช่ทาง ส่วนวิปัสสนาที่เริ่มดำเนินเข้าสู่วิถีนั่นแลเป็นทางถูกต้อง เตรียมที่จะประคองจิตไว้ในวิถีคือ วิปัสสนาญาณ นั้น ต่อไป ข้อนี้จัดเป็นขั้นกำหนด “มัคคสัจจ์”

(๖) ปฏิปทาญาณทัสสนวิสุทธิ คือ ความหมดจดแห่งญาณอันรู้เห็นทางดำเนิน นั่นคือ ประกอบความเพียรในวิปัสสนาญาณทั้งหลายเริ่มแต่อุทยัพพยานุปัสสนาญาณที่พ้นจากอุปกิเลสดำเนินเข้าสู่วิถีทางแล้วนั้น เป็นต้นไป จนถึง สัจจานุโลมิกญาณ หรือ อนุโลมญาณ อันเป็นที่สุดแห่งวิปัสสนา ต่อแต่นี้ก็จะเกิด โคตรภูญาณ คั่นระหว่างวิสุทธิข้อนี้กับข้อสุดท้าย เป็นหัวต่อแห่งความเป็นปุถุชนกับความเป็น อริยบุคคล โดยสรุป วิสุทธิข้อนี้ ก็คือ “วิปัสสนาญาณ ๙”

(๗) ญาณทัสสนวิสุทธิ คือ ความหมดจดแห่งญาณทัสสนะ นั่นคือ ความรู้ใน อริยมรรค ๔ หรือ มรรคญาณ (มัคคญาณ) อันเกิดถัดจากโคตรภูญาณเป็นต้นไป เมื่อมรรคเกิดแล้วผลจิตแต่ละอย่างย่อมเกิดขึ้นในลำดับถัดไปจากมรรคญาณนั้นๆ ความเป็น “อริยบุคคล” ย่อมเกิดขึ้นโดยวิสุทธิข้อนี้ เป็นอันบรรลุผล (ผลญาณ) ที่หมายสูงสุดแห่ง “วิสุทธิ” (วิมุตติญาณทัสสนขันธ์) หรือ “ไตรสิกขา” หรือ “การปฏิบัติธรรม” ในพระพุทธศาสนาทั้งสิ้น

การเจริญหลักธรรม “วิสุทธิ ๗” ดังกล่าวข้างต้นนี้ ต้องกระทำไปพร้อม “ญาณ ๑๖” และ “ไตรลักษณ์” รวมทั้ง “วิปัสสนาญาณ ๙” ธรรมทั้งหมดนี้ ให้ผู้เจริญภาวนานำมาพิจารณารวมกันกับ “อริยสัจจ์ ๔” เพื่อให้บรรลุความตรัสรู้ ในการดับทุกข์ทั้งปวง การรวมธรรมดังกล่าวนี้ เรียกว่า “ญาณสัมปยุตต์” หมายถึง การรวมธรรมแห่งปัญญาญาณที่ก่อให้เกิดความรู้ในภาพรวม คือ “ธรรมเอก” (ดังเช่น หลักธรรม กัลยาณมิตตตา โยนิโสมนสิการ หรือ อัปปมาทะ) ที่สรุปลงที่หลักธรรม “ไตรลักษณ์” เพื่อความหลุดพ้น (วิโมกข์) จากอำนาจแห่งกิเลสอาสวะและกองทุกข์ทั้งปวง อันประกอบด้วย “สามัญลักษณะ” ๓ ประการ ดังนี้

(๑) อนิจจานุปัสสนา หมายถึง ความหลุดพ้นที่เกิดจากปัญญาพิจารณา เห็นนามรูป โดย ความเป็นอนิจจัง (อนิจจลักษณะ) คือ หลุดพ้นด้วยเห็น อนิจจตา แล้วถอนนิมิตเสียได้

(๒) ทุกขานุปัสสนา หมายถึง ความหลุดพ้นที่เกิดจาก ปัญญาพิจารณาเห็นนามรูป โดย ความเป็นทุกข์ (ทุกขลักษณะ) คือ หลุดพ้นด้วยเห็น ทุกขตา แล้วถอนความ ปรารถนาเสียได้

(๓) อนัตตานุปัสสนา หมายถึง ความหลุดพ้นที่เกิดจาก ปัญญาพิจารณาเห็นนามรูป โดย ความเป็นอนัตตา (อนัตตลักษณะ) คือ หลุดพ้นด้วยเห็น อนัตตตา แล้วถอนความ ยึดมั่นเสียได้

ดังนั้น การพัฒนาทักษะด้าน “ญาณสัมปยุตต์” จึงเป็นประเด็นสำคัญในการเจริญภาวนาปัญญา ที่เกิดจากความชำนาญในการฝึกพัฒนา “ญาณทัสสนะ” คือ ปรีชาญาณในการหยั่งรู้อย่างเห็นแจ้งรู้จริงด้วย “วิปัสสนาสมาธิ” ด้วย “วิปัสสนาภูมิ” (ปัญญาภูมิ) อย่างแท้จริง ซึ่งในความจริงหมายถึง “ปรมัตถธรรม” คือ มรรค ๔ ผล ๔ นิพพาน ๑ รวมทั้ง “โพธิปักขิยธรรม ๓๗” หมายถึง ประดาธรรมที่เกื้อกูลต่อความตรัสรู้ รวมเป็น ๔๖ องค์ธรรม หลักธรรมที่เป็นประธานแห่งความตรัสรู้ คือ “อริยสัจจ์ ๔” คือ ความจริงอันประเสริฐแห่งความหลุดพ้นจากกิเลสอาสวะและกองทุกข์ทั้งปวง นั่นหมายถึง “พระนิพพาน” ดูภาพประกอบข้างล่างนี้


๓๐. คำว่าการชำระจิตวิญญาณให้หมดจดบริสุทธิ์ คือ ทำอย่างไร  
Download Now
Download Now
       

  ๓๑. การปลีกวิเวกหมายถึงอะไร


๓๑. การปลีกวิเวกหมายถึงอะไร  
Download Now
Download Now
พุทธชยันตี ๒๖๐๐ ปี
 เชิญชาวพุทธร่วมฉลองด้วยการศึกษาธรรมะ
Download Siripat RSS Feed      
คำถาม FAQ อาจารย์นิธี ศิริพัฒน์     
ฉบับเฉลิมฉลอง “พุทธชยันตี ๒๖๐๐ ปี” วันวิสาขบูชา วันจันทร์ที่ ๔ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๕๕     
Siripat.Com and Academiae Network 2012     


๓๑. การปลีกวิเวกหมายถึงอะไร

ก่อนอื่นให้ทำความเข้าใจเกี่ยวกับความหมายของคำว่า “วิเวก ๓” หมายถึง ความสงัด ความปลีกออก ความสงบลง ตามภาษาชาวบ้าน เราจะได้ยินพระภิกษุปรารภถึงบ่อยๆ ว่า “ขอปลีกวิเวกก่อน” ซึ่งหมายถึง หาที่สงบๆ ที่เป็นส่วนตัว ที่ห่างจากผู้คน หรือความวุ่นวาย ซึ่งเป็นความหมายในข้อที่ ๑ ส่วนความหมายที่ลึกกว่านั้น มักหมายถึง “นิโรธ” พิจารณาความหมายอย่างเป็นทางการในพจนานุกรม ดังนี้

“วิเวก ๓” หมายถึง ความสงัด ความปลีกออก ได้แก่
(๑) กายวิเวก คือ ความสงัดกาย ได้แก่อยู่ในที่สงัดก็ดี ดำรงอิริยาบถและเที่ยวไปผู้เดียวก็ดี
(๒) จิตตวิเวก คือ ความสงัดใจ ได้แก่ทำจิตให้สงบผ่องใส สงัดจากนิวรณ์ สังโยชน์ และอนุสัย เป็นต้น หมายเอาจิตแห่งท่านผู้บรรลุฌาน ในการเจริญสมถกัมมัฏฐาน และอริยมรรค อริยผล ในการเจริญวิปัสสนากัมมัฏฐาน
(๓) อุปธิวิเวก คือ ความสงัดอุปธิ ได้แก่ธรรมเป็นที่สงบระงับสังขารทั้งปวง ปราศจากกิเลสก็ดี ขันธ์ก็ดี อภิสังขารก็ดี ที่เรียกว่าอุปธิ หมายเอาพระนิพพาน

 นอกจากนี้ ความหมายของคำว่า “วิเวก ๕” ยังหมายถึง “นิโรธ ๕” คือ ภาวะที่ปราศจากกิเลสและความทุกข์ทุกชนิด ความจริงก็คือ “นิพพาน” นั่นเอง เพราะฉะนั้น ในการศึกษาพระสัทธรรมนั้น ให้ใส่ใจในเรื่อง “ศัพท์บัญญัติ” (Terminology) ให้มาก เพราะจะทำให้สื่อความหมายไม่ตรงกัน ซึ่งจะกลายเป็นอุปสรรคสำคัญที่สกัดกั้นความก้าวหน้าด้าน “ปริยัตติสัทธรรม” ลองพิจารณาความหมายเพิ่มเติมในคำว่า “วิเวก ๕” ที่คำไวพจน์กับคำว่า “นิโรธ ๕” ดังนี้

“นิโรธ ๕” หมายถึง ความดับกิเลสในระดับต่างๆ ภาวะไร้กิเลสและไม่มีทุกข์เกิดขึ้น ได้แก่
(๑) วิกขัมภนนิโรธ คือ ดับด้วยข่มไว้ นั่นคือ การดับกิเลสของท่านผู้บำเพ็ญฌาน ถึงปฐมฌาน ย่อมข่มนิวรณ์ ไว้ได้ ตลอดเวลาที่อยู่ในฌานนั้น
(๒) ตทังคนิโรธ คือ ดับด้วยองค์นั้นๆ นั่นคือ ดับกิเลสด้วยธรรมที่เป็นคู่ปรับหรือธรรมที่ตรงข้าม เช่น ดับสักกายทิฏฐิด้วยความรู้ที่กำหนดแยกนามรูปออกได้ เป็นการดับชั่วคราวในกรณีนั้นๆ
(๓) สมุจเฉทนิโรธ คือ ดับด้วยตัดขาด นั้นคือ ดับกิเลสเสร็จสิ้นเด็ดขาด ด้วยโลกุตตรมรรค ในขณะแห่งมรรคนั้น ภาวะนั้นชื่อ สมุจเฉทนิโรธ
(๔) ปฏิปัสสัทธินิโรธ คือ ดับด้วยสงบระงับ นั่นคือ อาศัยโลกุตตรมรรคดับกิเลสเด็ดขาดไปแล้ว บรรลุโลกุตตรผล กิเลสเป็นอันสงบระงับไปหมดแล้ว ไม่ต้องขวนขวายเพื่อดับอีก ในขณะแห่งผลนั้น ชื่อ ปฏิปัสสัทธินิโรธ
(๕) นิสสรณนิโรธ คือ ดับด้วยสลัดออกได้ หรือดับด้วยปลอดโปร่งไป นั่นคือ ดับกิเลสเสร็จสิ้นแล้ว ดำรงอยู่ในภาวะที่กิเลสดับแล้วนั้นยั่งยืนตลอดไป ภาวะนั้นชื่อ นิสสรณนิโรธ ได้แก่ อมตธาตุ คือ นิพพาน

อย่างไรก็ตาม ยังมีคำที่มีความหมายเช่นเดียวกับคำว่า “นิโรธ ๕” ได้แก่
          ปหาน ๕ คือ การละกิเลส
          วิมุตติ ๕ คือ ความหลุดพ้น
          วิเวก ๕ คือ ความสงัด ความปลีกออก
          วิราคะ ๕ คือ ความคลายกำหนัด ความ สำรอกออกได้
          โวสสัคคะ ๕ คือ ความสละ ความปล่อย สลัดคืน



๓๑. การปลีกวิเวกหมายถึงอะไร  
Download Now
Download Now
       

  ๓๒. ทุกข์ร้อยแปดแห่งอริยสัจจ์ ๔ เป็นอย่างไร


๓๒. ทุกข์ร้อยแปดแห่งอริยสัจจ์ ๔ เป็นอย่างไร   
Download Now
Download Now
พุทธชยันตี ๒๖๐๐ ปี
 เชิญชาวพุทธร่วมฉลองด้วยการศึกษาธรรมะ
Download Siripat RSS Feed      
คำถาม FAQ อาจารย์นิธี ศิริพัฒน์     
ฉบับเฉลิมฉลอง “พุทธชยันตี ๒๖๐๐ ปี” วันวิสาขบูชา วันจันทร์ที่ ๔ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๕๕     
Siripat.Com and Academiae Network 2012     


๓๒. ทุกข์ร้อยแปดแห่งอริยสัจจ์ ๔ เป็นอย่างไร

เรามีสมมุติฐานในการศึกษามูลเหตุของการค้นหาอริยธรรมของพระพุทธองค์ เพราะการปักหลักเชื่อเลยทันที ย่อมนำความเสียหายมาสู่ตนเองได้เหมือนกัน ดังเช่น พระพุทธองค์ทรงสั่งสอนให้ศรัทธาในพุทธศาสนาอย่างมีเหตุผล และต้องพิสูจน์ได้ด้วยตนเองตามหลักพระสูตรแห่งเมืองกาลามะ (กาลามสูตร) โดยสรุปเนื้อหาสำคัญว่า อย่าปลงใจเชื่อในเรื่องต่อไปนี้

“กาลามสูตร” หมายถึง สูตรหนึ่งในคัมภีร์ติกนิบาตอังคุตตรนิกาย พระพุทธเจ้าตรัสสอนชนชาวกาลามะแห่งเกสปุตตนิคม ในแคว้นโกศล ไม่ให้เชื่องมงายไร้เหตุผล ๑๐ ข้อ ดังนี้
               (๑) ด้วยการฟังตามกันมา
               (๒) ด้วยการถือสืบๆ กันมา
               (๓) ด้วยการเล่าลือ
               (๔) ด้วยการอ้างตำราหรือคัมภีร์
               (๕) ด้วยตรรกะ
               (๖) ด้วยการอนุมาน
               (๗) ด้วยการคิดตรองตามแนวเหตุผล
               (๘) เพราะเข้ากันได้กับทฤษฎีของตน
               (๙) เพราะมองเห็นรูปลักษณะน่าเชื่อ
               (๑๐) เพราะนับถือว่าท่านสมณะนี้เป็นครูของเรา

สำหรับเหตุจูงใจพระพุทธองค์นั้น คือ “ความทุกข์” ซึ่งเป็นเรื่องใหญ่สำคัญที่สุด ที่พระองค์ต้องกำจัดให้หมดไปจากชีวิต เนื่องจาก มีแนวคิดความเชื่อที่ว่า ภาวะต่างๆ ที่อยู่รอบตัวตนเป็นทุกข์ แม้แต่ตัวตนและความคิดก็เป็นทุกข์ แต่ทุกคนทำเป็นไม่รู้ กลับพยายามหลงใหล ในสิ่งต่างๆ ว่าเป็นของตัวเอง อยากเสพสุข อยากให้เป็นอย่างนั้น ไม่อยากให้เป็นอย่างนั้น แต่สุดท้ายก็ไม่สามารถบังคับบัญชาได้ดังใจตนเอง ย่อมเกิดทุกข์อีกเช่นกัน เพราะสิ่งทั้งหลายเป็นเรื่อง “สังขตธรรม” หมายถึง ภาวะที่เกิดจากการปรุงแต่งของเหตุปัจจัย ซึ่งเกิดจากความไม่รู้จริง (อวิชชา) ตัณหา และอุปาทาน นั่นคือ “วงจรกิเลส” นั่นคือ “อุปาทานขันธ์ ๕ เป็นทุกข์” สำหรับ “ความทุกข์” ในพุทธศาสนามีรายละเอียดข้างล่าง ต่อไปนี้

นิยามความหมายของคำว่า “ทุกข์”
ในลำดับต่อไปนี้ ควรทำความเข้าใจเกี่ยวกับคำนิยามของ คำว่า “ทุกข์” อันเกี่ยวเนื่องอยู่กับหลักธรรม “อริยสัจจ์ ๔” ซึ่งมีลักษณะ ๓ อาการ ได้แก่ (๑) ทุกข์อุปาทานขันธ์ ๕ (๒) ทุกขตา และ (๓) ทุกข์อริยสัจจ์ ดังรายละเอียดข้างล่างนี้

๑. ทุกข์อุปาทานขันธ์ ๕ (Common Suffering)

“ทุกข์” หมายถึง ความทุกข์ สภาพที่ทนได้ยาก สภาวะที่บีบคั้น ขัดแย้ง บกพร่อง ขาดแก่นสารและความเที่ยงแท้ ไม่ให้ความพึงพอใจแท้จริง ได้แก่ ชาติ ชรา มรณะ การประจวบกับสิ่งอันไม่เป็นที่รัก การพลัดพรากจากสิ่งที่รัก ความปรารถนาไม่สมหวัง หรือกล่าวโดยย่อ คือ “อุปาทานขันธ์ ๕ เป็นทุกข์” หรือ “ทุกข์ทั้งปวง”

๒. ทุกขตา ๓ (States of Suffering)
“ทุกขตา ๓” หมายถึง ความเป็นทุกข์ ภาวะแห่งทุกข์ สภาพทุกข์ ความเป็นสภาพที่ทนได้ยากหรือคงอยู่ในภาวะเดิมไม่ได้ ได้แก่

(๑) ทุกขทุกขตา คือ สภาพทุกข์หรือความเป็นทุกข์ เพราะทุกข์ ได้แก่ ทุกขเวทนาทางกายก็ตาม ใจก็ตาม ซึ่งเป็นทุกข์อย่างที่เข้าใจสามัญ ตรงตามชื่อ ตามสภาพ

(๒) วิปริณามทุกขตา คือ ความเป็นทุกข์เพราะความแปรปรวน ได้แก่ ความสุข ซึ่งเป็นเหตุให้เกิดความทุกข์ เมื่อความสุขต้องเปลี่ยนแปลงแปรไปเป็นอย่างอื่น

(๓) สังขารทุกขตา คือ ความเป็นทุกข์เพราะเป็นสังขาร ได้แก่ ตัวสภาวะของสังขาร หมายถึง สิ่งทั้งปวงซึ่งเกิดจากปัจจัยปรุงแต่ง ที่ถูกบีบคั้นด้วยการเกิดขึ้นและสลายไป ทำให้คงสภาพอยู่ไม่ได้ พร่องอยู่เสมอ และให้เกิดทุกข์แก่ผู้ยึดถือด้วยอุปาทาน

๓. ทุกขอริยสัจจ์ (The Noble Truth of Suffering)

(๑) “ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ ทุกขอริยสัจจ์ เป็นไฉน”
               แม้ชาติก็เป็นทุกข์
               แม้ชราก็เป็นทุกข์
               แม้มรณะก็เป็นทุกข์
               แม้โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส อุปายาส ก็เป็นทุกข์
               แม้ความประจวบกับสิ่งไม่เป็นที่รักก็เป็นทุกข์
               แม้ความพลัดพรากจากสิ่งที่รักก็เป็นทุกข์
               แม้ความปรารถนาสิ่งใดไม่ได้ในสิ่งนั้นก็เป็นทุกข์
               โดยย่อ “อุปาทานขันธ์ ๕ เป็นทุกข์”

(๒) “ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ ชาติ เป็นไฉน”

ความเกิด ความบังเกิด ความหยั่งลงเกิด เกิดจำเพาะ ความปรากฏแห่งขันธ์ ความได้อายตนะครบ ในหมู่สัตว์นั้นๆ ของเหล่าสัตว์นั้นๆ อันนี้เรียกว่า “ชาติ”

(๓) “ก็ ชรา เป็นไฉน”

ความแก่ ภาวะของความแก่ ฟันหลุด ผมหงอก หนังเป็นเกลียว ความเสื่อมแห่งอายุ ความแกหง่อมแห่งอินทรีย์ ที่เกิดขึ้นในหมู่สัตว์นั้นๆ ของเหล่าสัตว์นั้นๆ อันนี้เรียกว่า “ชรา”

(๔) “ก็ มรณะ เป็นไฉน”

ความเคลื่อน ภาวะของความเคลื่อน ความแตกทำลาย ความหายไป มฤตยู ความตาย ความทำกาละ ความทำลายแห่งขันธ์ ความทอดทิ้งซากศพไว้ ความขาดพ้นแห่ง “ชิวิตินทรีย์” จากหมู่สัตว์นั้นๆ ของเหล่าสัตว์นั้นๆ อันนี้เรียกว่า “มรณะ”

(๕) “ก็ โสกะ เป็นไฉน”

ความแห้งใจ กิริยาที่แห้งใจ ภาวะแห่งบุคคลผู้แห้งใจ ความผาก ณ ภายใน ความแห้งผาก ณ ภายใน ของบุคคลผู้ประกอบด้วยความพิบัติอย่างใดอย่างหนึ่ง ผู้ถูกธรรม คือ ทุกข์อย่างใดอย่างหนึ่งกระทบแล้ว อันนี้เรียกว่า “โสกะ”

(๖) “ก็ ปริเทวะ เป็นไฉน”

ความคร่ำครวญ ความร่ำไรรำพัน กิริยาที่คร่ำครวญ กิริยาที่ร่ำไรรำพัน ภาวะของบุคคลผู้ร่ำไรรำพัน ของบุคคลผู้ประกอบด้วยความพิบัติอย่างใดอย่างหนึ่ง ผู้ถูกธรรม คือ ทุกข์อย่างใดอย่างหนึ่งกระทบแล้ว อันนี้เรียกว่า “ปริเทวะ”

(๗) “ก็ ทุกข์ เป็นไฉน”

ความลำบากทางกาย ความไม่สำราญทางกาย ความเสวยอารมณ์อันไม่ดีที่เป็นทุกข์เกิดแต่กายสัมผัส อันนี้เรียกว่า “ทุกข์”

(๘) “ก็ โทมนัส เป็นไฉน”

ความทุกข์ทางจิต ความไม่สำราญทางจิต ความเสวยอารมณ์อันไม่ดีที่เป็นทุกข์เกิดแต่มโนสัมผัส อันนี้เรียกว่า “โทมนัส”

(๙) “ก็ อุปายาส เป็นไฉน”

ความแค้น ความคับแค้น ภาวะของบุคคลผู้แค้น ภาวะของบุคคลผู้คับแค้น ของบุคคลผู้ประกอบด้วยความพิบัติอย่างใดอย่างหนึ่ง ผู้ถูกธรรม คือ ทุกข์อย่างใดอย่างหนึ่งกระทบแล้ว อันนี้เรียกว่า “อุปายาส”

(๑๐) “ก็ ความประจวบกับสิ่งไม่เป็นที่รักก็เป็นทุกข์ เป็นไฉน”

ความประสบ ความพรั่งพร้อม ความร่วม ความระคน ด้วยรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะอันไม่น่าปรารถนา ไม่น่าใคร่ ไม่น่าพอใจ หรือด้วยบุคคลผู้ปรารถนาสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์ ปรารถนาสิ่งที่ไม่เกื้อกูล ปรารถนาความไม่ผาสุก ปรารถนาความไม่เกษมจากโยคะ (กิเลสที่ให้จิตเศร้าหมอง) ซึ่งมีแก่ผู้นั้น อันนี้เรียกว่า “ความประจวบกับสิ่งไม่เป็นที่รักก็เป็นทุกข์”

(๑๑) “ก็ ความพลัดพรากจากสิ่งที่รักก็เป็นทุกข์ เป็นไฉน”

ความไม่ประสบ ความไม่พรั่งพร้อม ความไม่ร่วม ความไม่ระคน ด้วยรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะอันน่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ หรือด้วยบุคคลผู้ปรารถนาสิ่งที่เป็นประโยชน์ ปรารถนาสิ่งที่เกื้อกูล ปรารถนาความผาสุก ปรารถนาความเกษมจากโยคะ คือ มารดา บิดา พี่ชาย น้องชาย พี่หญิง น้องหญิง มิตร อมาตย์ หรือญาติโลหิต ซึ่งมีแก่ผู้นั้น อันนี้เรียกว่า “ความพลัดพรากจากสิ่งที่รักก็เป็นทุกข์”

(๑๒) “ก็ ความปรารถนาสิ่งใดไม่ได้ในสิ่งนั้นก็เป็นทุกข์ เป็นไฉน”

ความปรารถนาย่อมบังเกิดแก่สัตว์ผู้มี “ความเกิด” เป็นธรรมดา อย่างนี้ว่า ขอเราไม่พึงมี “ความเกิด” เป็นธรรมดา ขอ “ความเกิด” อย่ามีมาถึงเราเลย ข้อนั้นสัตว์ไม่พึงได้สมความปรารถนา แม้ข้อนี้ก็เรียกว่า “ความปรารถนาสิ่งใดไม่ได้ในสิ่งนั้นก็เป็นทุกข์”

ความปรารถนาย่อมบังเกิดแก่สัตว์ผู้มี “ความแก่” เป็นธรรมดา อย่างนี้ว่า ขอเราไม่พึงมี “ความแก่” เป็นธรรมดา ขอ “ความแก่” อย่ามาถึงเราเลย ข้อนั้นสัตว์ไม่พึงได้สมความปรารถนา แม้ข้อนี้ก็เรียกว่า “ความปรารถนาสิ่งใดไม่ได้ในสิ่งนั้นก็เป็นทุกข์”

ความปรารถนาย่อมบังเกิดแก่สัตว์ผู้มี “ความเจ็บ” เป็นธรรมดา อย่างนี้ว่า ขอเราไม่พึงมี “ความเจ็บ” เป็นธรรมดา ขอ “ความเจ็บ” อย่ามาถึงเราเลย ข้อนั้นสัตว์ไม่พึงได้สมความปรารถนา แม้ข้อนี้ก็เรียกว่า “ความปรารถนาสิ่งใดไม่ได้ในสิ่งนั้นก็เป็นทุกข์”

ความปรารถนาย่อมบังเกิดแก่สัตว์ผู้มี “ความตาย” เป็นธรรมดา อย่างนี้ว่า ขอเราไม่พึงมี “ความตาย” เป็นธรรมดา ขอ “ความตาย” อย่ามาถึงเราเลย ข้อนั้นสัตว์ไม่พึงได้สมความปรารถนา แม้ข้อนี้ก็เรียกว่า “ความปรารถนาสิ่งใดไม่ได้ในสิ่งนั้นก็เป็นทุกข์”

ความปรารถนาย่อมบังเกิดแก่สัตว์ผู้มี “โสกปริเทวทุกขโทมนัสสุปายาส” เป็นธรรมดา อย่างนี้ว่า ขอเราไม่พึงมี “โสกปริเทวทุกขโทมนัสสุปายาส” เป็นธรรมดา ขอ “โสกปริเทวทุกขโทมนัสสุปายาส” อย่ามาถึงเราเลย ข้อนั้นสัตว์ไม่พึงได้สมความปรารถนา แม้ข้อนี้ก็เรียกว่า “ความปรารถนาสิ่งใดไม่ได้ในสิ่งนั้นก็เป็นทุกข์”

(๑๓) “ก็ โดยย่อ อุปาทานขันธ์ ๕ เป็นทุกข์ เป็นไฉน”

อุปาทานขันธ์ คือ การยึดถือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ เหล่านี้เรียกโดยย่อว่า “อุปาทานขันธ์ ๕ เป็นทุกข์”

(๑๔) “ดูกรภิกษุทั้งหลาย อันนี้เรียกว่า “ทุกขอริยสัจจ์”

ข้อสรุป: ในการศึกษา “ความทุกข์” ของพระพุทธองค์นั้น ไม่ใช่เรื่องง่ายที่คนเมื่อสมัย ๒๖๐๐ ปีที่ผ่านมาจะค้นคิดวิธีการเกี่ยวกับปัญญา “ความทุกข์” ได้อย่างละเอียดลึกซึ้งเช่นนี้ แม้แต่คนในสมัยศตวรรษที่ ๒๑ ก็ยังไม่ค่อยเข้าใจได้ดี พิจารณาจากข่าวสังคมในตะวันตก หรือประเทศที่พัฒนาแล้ว มีจำนวนคนฆ่าตัวตายสูงขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจาก ไม่เข้าใจ “ความทุกข์” และ “วิธีดับทุกข์” อย่างถูกวิธี ส่วนใหญ่ใช้ยาระงับประสาทในการบำบัด หรือหนักเข้าก็หันหน้าเข้าหา “ยาเสพติด” ซึ่งกำลังระบาดในสังคมไทยเช่นกัน สังคมไทยเป็นสังคมที่เน้นความสำคัญด้านจิตใจมากกว่าด้านวัตถุ คือ เป็น จิตนิยม (Idealism) มากกว่า วัตถุนิยม (Materialism) ดังนั้น “ความทุกข์” เป็นเรื่องใหญ่ในพุทธศาสนา มีความเกี่ยวโยงกับ “กิเลส ๑๐” ในระดับจิตพื้นฐานทั่วไป ส่วนในระดับจิตลึกๆ นั้น คือ “อาสวะ ๔” และยังเกี่ยวโยงกับ “อวิชชา ๘” กระบวนการดังกล่าวเป็นเรื่องวงจรกิเลส อันประกอบด้วย ๓ ข้อธรรม ได้แก่ (๑) อวิชชา (๒) ตัณหา (๓) อุปาทาน ซึ่งวงจรดังกล่าวนี้ เป็น “ความทุกข์” ที่มีเหตุปัจจัยซึ่งกันและกันตาม “กฎปฏิจจสมุปบาท” และ “อริยสัจจ์ ๔” และในขณะเดียวกัน กระบวนการดับทุกข์ ก็ต้องอาศัยหลักธรรม “อริยสัจจ์ ๔” ซึ่งเกี่ยวข้องกับ “มรรคมีองค์ ๘” เป็นแนวทางปฏิบัติในการแก้ทุกข์ เรียกว่า “ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา” นั่นคือ “อริยมรรค” ซึ่งเน้นแนวทางประพฤติปฏิบัติแบบ “มัชฌิมาปฏิปทา” หมายถึง แนวทางปฏิบัติแบบทางสายกลาง โดยมีสมุฏฐานอยู่ที่ “มรรคมีองค์ ๘” ที่สอดคล้องกับแนวทางในการศึกษาพระสัทธรรม คือ “ไตรสิกขา” คือ ศีล สมาธิ ปัญญา ได้แก่ (๑) อธิศีลสิกขา คือ ศีล (๒) อธิจิตตสิกขา คือ สมาธิ และ (๓) อธิปัญญาสิกขา คือ ปัญญา ดังนั้น ผู้เจริญภาวนาต้องมุ่งเน้นในเรื่องดับทุกข์ที่เกิดจากวงจรกิเลส อันประกอบด้วย (๑) อวิชชา (๒) ตัณหา และ (๓) อุปาทาน ที่ทำให้เกิดสภาวะที่เกิดขึ้นจากองค์ประกอบ ๑๒ อย่าง ของ “กฎปฏิจจสมุปบาท” เรียกว่า “ปฏิจจสมุปปันนธรรม” เพราะฉะนั้น หลักธรรมที่ใช้เป็นเครื่องมือในการดับทุกข์ ได้แก่ กฎแห่งกรรม เบญจขันธ์ ปฏิจจสมุปบาท ไตรลักษณ์ อริยสัจจ์ ๔ รวมทั้ง ญาณ ๑๖ วิปัสสนาญาณ ๙ และวิสุทธิ ๗



๓๒. ทุกข์ร้อยแปดแห่งอริยสัจจ์ ๔ เป็นอย่างไร   
Download Now
Download Now
       


  ๓๓. ความทรงจำทางพุทธศาสนามีสภาพเช่นใด


๓๓. ความทรงจำทางพุทธศาสนามีสภาพเช่นใด   
Download Now
Download Now
พุทธชยันตี ๒๖๐๐ ปี
 เชิญชาวพุทธร่วมฉลองด้วยการศึกษาธรรมะ
Download Siripat RSS Feed      
คำถาม FAQ อาจารย์นิธี ศิริพัฒน์ 
ฉบับเฉลิมฉลอง “พุทธชยันตี ๒๖๐๐ ปี” วันวิสาขบูชา วันจันทร์ที่ ๔ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๕๕ 
Siripat.Com and Academiae Network 2012
 

๓๓. ความทรงจำทางพุทธศาสนามีสภาพเช่นใด

“ความทรงจำ” (Memory) ในทางพุทธศาสนานั้น จะเทียบเคียงได้กับ คำว่า “สัญญา” (Perception) คือ ความจำได้หมายรู้ ความหมายรู้อารมณ์ และ “สติสัมปชัญญะ” (Mindfulness and Awareness) คือ ระลึกได้และรู้ตัวอยู่เสมอ “สัญญา” เป็นองค์ประกอบส่วนหนึ่งใน “ขันธ์ ๕” เรียกว่า “สัญญาขันธ์” หมายถึง กองสัญญา ส่วนที่เป็นความกำหนดหมายให้จำอารมณ์นั้นๆ ได้ ความกำหนดได้หมายรู้ในอารมณ์ ๖ เช่นว่า หวาน เผ็ด เค็ม หอม ขาว ดำ สะอาด เป็นต้น ในที่นี้หมายถึง “สัญญา ๖” คือ ความกำหนดได้หมายรู้ ความหมายรู้อารมณ์ ความจำได้หมายรู้ ได้แก่
               (๑) รูปสัญญา คือ ความหมายรู้รูป เช่นว่า ดำ แดง เขียว ขาว เป็นต้น
               (๒) สัททสัญญา คือ ความหมายรู้เสียง เช่นว่า ดัง เบา ทุ้ม แหลม เป็นต้น
               (๓) คันธสัญญา คือ ความหมายรู้กลิ่น เช่นว่า หอม เหม็น เป็นต้น
               (๔) รสสัญญา คือ ความหมายรู้รส เช่นว่า หวาน เปรี้ยว ขม เค็ม เป็นต้น
               (๕) โผฏฐัพพสัญญา คือ ความหมายรู้สัมผัสทางกาย เช่นว่า อ่อน แข็ง หยาบ ละเอียด ร้อน เย็น เป็นต้น
               (๖) ธัมมสัญญา คือ ความหมายรู้อารมณ์ทางใจ เช่นว่า งาม น่าเกลียด เที่ยง ไม่เที่ยง
เป็นต้น

แต่อย่างไรก็ตาม ในด้านการเจริญภาวนานั้น “จิตตสังขาร” หรือ “มโนสังขาร” หมายถึง สภาพที่ปรุงแต่งใจ สภาพที่ปรุงแต่งการกระทำทางใจ เรียกว่า “สังขตธรรม” แห่งขันธ์ ๕ จะต้องถูกกำจัดออกไปด้วยผู้เจริญภาวนา ให้เหลือเพียงจิตและปัญญา (สติสัมปชัญญะ) ที่บริสุทธิ์หมดจด ปราศจากกิเลสอาสวะ หรือธรรมเครื่องปรุงแต่ง “สังขาร” (ความคิด หรือจิตตสังขาร) เรียกว่า “สังขารธรรม” หรือ “สังขตธรรม” ให้เป็น “อสังขตธรรม” คือ “นิพพาน” ซึ่งอาจจะอาศัยธรรมเครื่องอยู่ที่ประณีตต่อกันขึ้นไปโดยลำดับ เรียกว่า “อนุบุพพวิหาร ๙” (อนุปุพพวิหารสมาบัติ) ได้แก่ รูปฌาน ๔ อรูปฌาน ๔ สัญญาเวทยิตนิโรธ ๑ เรียกอีกอย่างว่า “อนุบุพพนิโรธ” เพราะต้องดับสัญญาและเวทนาขั้นต้นๆ แต่ละขั้นไปตามลำดับ จึงจะเข้าถึงขั้นสูงที่อยู่ถัดขึ้นไปได้ สำหรับ “สัญญาเวทยิตนิโรธ” หมายถึง สมาบัติที่ดับสัญญาและเวทนา เรียกอีกอย่างว่า “นิโรธสมาบัติ” สำหรับสมาบัติข้อที่ ๙ นี้ เฉพาะแต่พระอนาคามีและพระอรหันต์ผู้ชำนาญใน “สมาบัติ ๘” ข้างต้นแล้วเท่านั้น จึงจะเข้า “นิโรธสมาบัติ” ได้

คำว่า “สมาบัติ” หมายถึง ภาวะสงบประณีตซึ่งพึงเข้าถึง เช่น “ฌานสมาบัติ” คือ เรื่องของการเจริญสมาธิอย่างสูง จิตอันยิ่ง เรียกว่า “อธิจิต” หรือ “อธิจิตตสิกขา” คือ ข้อปฏิบัติสำหรับฝึกอบรมพัฒนาจิตใจอย่างสูงเพื่อให้เกิดสมาธิ ความเข้มแข็งมั่นคง พร้อมทั้งคุณธรรมและคุณสมบัติที่เกื้อกูลทั้งหลาย เช่น สติ ขันติ เมตตา กรุณา สดชื่น เบิกบาน เป็นสุข ผ่องใส อันจะทำให้จิตใจมีสภาพที่เหมาะแก่การใช้งาน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ให้เป็นฐานแห่งการเจริญปัญญา (วิปัสสนาญาณ ๙) เรียกง่ายๆ ว่า “สมาธิ” เพราะฉะนั้น เรื่อง “ความจำได้หมายรู้ ความหมายรู้อารมณ์” ที่สัมพันธ์กับ “ความรู้สึก” ที่เป็น “สังขาร” นั้น คือ เป้าหมายของการกำจัดในการเจริญภาวนา

นอกจากนี้ “ความทรงจำ” อย่างมีส่วนเกี่ยวกับการเจริญกรรมฐาน (กรรมฐาน ๔๐) เรียกว่า “สัญญา ๑๐” หมายถึง ความกำหนดหมาย แนวความคิดความเข้าใจ (สติปัญญา) สำหรับใช้กำหนดพิจารณาในการเจริญกรรมฐาน ได้แก่
               (๑) อนิจฺจสญฺญา (กำหนดหมายความไม่เที่ยงแห่งสังขาร)
               (๒) อนตฺตสญฺญา (กำหนดหมายความเป็นอนัตตาแห่งธรรมทั้งปวง)
               (๓) อสุภสญฺญา (กำหนดหมายความไม่งามแห่งกาย)
               (๔) อาทีนวสญฺญา (กำหนดหมายโทษทุกข์ของกายอันมีความเจ็บไข้ต่างๆ)
               (๕) ปหานสญฺญา (กำหนดหมายเพื่อละอกุศลวิตกและบาปธรรมทั้งหลาย)
               (๖) วิราคสญฺญา (กำหนดหมายวิราคะว่าเป็นธรรมละเอียดประณีต)
               (๗) นิโรธสญฺญา (กำหนดหมายนิโรธว่าเป็นธรรมละเอียดประณีต)
               (๘) สพฺพโลเก อนภิรตสญฺญา (กำหนดหมายความไม่น่าเพลิดเพลินในโลกทั้งปวง)
               (๙) สพฺพสงฺขาเรสุ อนิฏฺฐสญฺญา (กำหนดหมายความไม่น่าปรารถนาในสังขารทั้งปวง)
               (๑๐) อานาปานสติ (สติกำหนดลมหายใจเข้าออก)

กล่าวโดยสรุป “ความทรงจำ” (Memory) ในทางพุทธศาสนานั้น คือ (๑) สัญญา (๒) จิตตสังขาร (๓) มโนสังขาร (๔) ภวังคจิต (๕) ญาณ และ (๖) สติสัมปชัญญะ



๓๓. ความทรงจำทางพุทธศาสนามีสภาพเช่นใด   
Download Now
Download Now
       


  ๓๔. เลือกกรรมฐานอย่างไรให้เหมาะกับจริตพื้นเพนิสัยของตน


๓๔. เลือกกรรมฐานอย่างไรให้เหมาะกับจริตพื้นเพนิสัยของตน   
Download Now
Download Now
พุทธชยันตี ๒๖๐๐ ปี
 เชิญชาวพุทธร่วมฉลองด้วยการศึกษาธรรมะ
Download Siripat RSS Feed      
คำถาม FAQ อาจารย์นิธี ศิริพัฒน์     
ฉบับเฉลิมฉลอง “พุทธชยันตี ๒๖๐๐ ปี” วันวิสาขบูชา วันจันทร์ที่ ๔ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๕๕     
Siripat.Com and Academiae Network 2012     


๓๔. เลือกกรรมฐานอย่างไรให้เหมาะกับจริตพื้นเพนิสัยของตน

ในหัวข้อนี้จะขออธิบายเป็น ๒ ขั้นตอน ดังนี้ ประการแรกนั้น ให้ทำความเข้าใจเกี่ยวกับความหมายของคำว่า “กรรมฐาน” หรือ “กัมมัฏฐาน” ก่อน ซึ่งหมายถึง (๑) ที่ตั้งแห่งงาน (๒) อารมณ์เป็นที่ตั้งแห่งการงานของใจ (๓) อุบายทางใจ (๔) ภาวนา (๕) วิธีฝึกอบรมจิตใจและเจริญปัญญา เมื่อแยกคำศัพท์ คำว่า “กรรม” แปลงว่า การกระทำ การงานของใจ และ “ฐาน” แปลว่า ที่ตั้ง อารมณ์เป็นที่ตั้ง อุบาย นอกจากนี้ “กัมมัฏฐาน” ยังจำแนกทางด้านทฤษฎีแบ่งออกเป็น ๒ ลักษณะ ได้แก่

(๑) สมถกัมมัฏฐาน คือ กรรมฐานเพื่อการทำจิตใจให้สงบ วิธีฝึกอบรมเจริญจิตใจด้านสมาธิภาวนาหรือสมถภาวนา
(๒) วิปัสสนากัมมัฏฐาน คือ กรรมฐานเพื่อการให้เกิดความรู้แจ้ง วิธีฝึกอบรมเจริญปัญญาด้านวิปัสสนาภาวนา

อีกนัยหนึ่ง ถ้าจำแนกทางด้านปฏิบัติแบ่งออกเป็น ๒ ลักษณะ ได้แก่

(๑) สัพพัตถกกัมมัฏฐาน คือ กรรมฐานที่พึงต้องการในที่ทั้งปวง หรือพึงใช้เป็นฐานของการเจริญภาวนาทุกอย่าง กรรมฐานที่เป็นประโยชน์ในทุกกรณี ได้แก่ ๑. เมตตา (อัปปมัญญา ๔ หรือ พรหมวิหาร ๔) คือ ความรัก ปรารถนาดีอยากให้เขามีความสุข มีจิตอันแผ่ไมตรีและคิดทำประโยชน์แก่มนุษย์สัตว์ทั่วหน้า ๒. มรณสติ คือ ระลึกถึงความตายอันจะต้องมีมาถึงตนเป็นธรรมดา พิจารณาที่จะให้เกิดความไม่ประมาท และ ๓. อสุภสัญญา คือ กำหนดหมายรู้ความไม่งามแห่งกาย ซึ่งเป็นแนวคิดความเข้าใจสำหรับใช้กำหนดพิจารณาในการเจริญกรรมฐาน

(๒) ปาริหาริยกัมมัฏฐาน คือ กรรมฐานที่พึงต้องใช้ฝึกอบรมประจำตัว ซึ่งเป็น “กรรมฐาน ๔๐” ข้อหนึ่งข้อใดก็ตาม ที่เลือกว่าเหมาะกับตน ตรงกับจริตตน หรือกำหนดเอาเป็นข้อที่ตนจะปฏิบัติ เพื่อก้าวสู่ผลที่สูงขึ้นไป หลังจากนั้น ก็ต้องเอาใจใส่ จัดปรับบำเพ็ญตลอดเวลาเพื่อก้าวหน้าไปและได้ผลดี

ทั้งหลายทั้งปวงนั้น หมายความว่า ผู้เจริญภาวนาทุกคนพึงปฏิบัติกรรมฐานทั้ง ๒ ข้อนี้ เนื่องจาก สัพพัตถกกัมมัฏฐาน จะช่วยเป็นพื้นเกื้อหนุนต่อ ปาริหาริยกัมมัฏฐาน พอเริ่มต้นปฏิบัติ ก็ เจริญเมตตา ต่อประดาภิกษุสงฆ์และหมู่ชน ตลอดถึงเทวดาในถิ่นใกล้รอบตัวจนทั่วสรรพสัตว์ เพื่อให้มีใจอ่อนโยนต่อกันและมีบรรยากาศร่มเย็นเป็นมิตร พร้อมกันก็ เจริญมรณสติ เพื่อให้ใจห่างจากทุจริตไม่คิดถึงอเนสนา และกระตุ้นเร้าใจให้ปฏิบัติจริงจัง ไม่ย่อหย่อน ส่วน อสุภสัญญา ก็มาช่วยในโลภะหรือราคะเข้ามาครอบงำไม่ได้ เพราะจะไม่ติดใจแม้แต่ทิพยารมณ์ แล้วก็มุ่งหน้าไปใน ปริหาริยกัมมัฏฐาน ของตน

สำหรับความหมายของคำว่า “กัมมัฏฐาน ๔๐” คือ สิ่งที่นิยมใช้เป็นอารมณ์ในการเจริญสมถภาวนา ซึ่งพึงเลือกใช้ให้เหมาะกับตน เช่น ให้ตรงกับจริต มี ๔๐ อย่าง ได้แก่

(๑) กสิณ ๑๐ คือ วัตถุสำหรับเพ่งเพื่อจูงจิตให้เป็นสมาธิ
(๒) อสุภะ ๑๐ คือ ซากศพในสภาพต่างๆ ซึ่งใช้เป็นอารมณ์แห่งสมถกรรมฐาน
(๓) อนุสติ ๑๐ คือ ความระลึกถึง อารมณ์อันควรระลึกถึงเนืองๆ
(๔) พรหมวิหาร ๔ (อัปปมัญญา ๔) คือ ธรรมเครื่องอยู่ของท่านผู้มีคุณยิ่งใหญ่ เพราะแผ่สม่ำเสมอโดยทั่วไปในมนุษย์สัตว์ทั้งหลาย ไม่มีประมาณ ไม่จำกัดขอบเขต
(๕) อาหาเรปฏิกูลสัญญา ๑ คือ การกำหนดพิจารณาความเป็นปฏิกูลในอาหาร
(๖) จตุธาตุววัฏฐาน ๑ หรือ ธาตุมนสิการ คือ พิจารณาเห็นร่างกายของตนโดยสักว่าเป็นธาตุ ๔ แต่ละอย่างๆ
(๗) อรูป ๔ คือ ฌานมีอรูปธรรมเป็นอารมณ์ ฌานที่เป็นอรูปาวจรหรือแนวทางบรรลุฌานขั้นสูงที่เป็นอรูปฌาน ๔ หรือการปฏิบัติเพื่อบรรลุสมาบัติขั้นสูง คือ สมาบัติที่เป็น อรูปฌาน ๔

ประการที่ ๒ ศึกษาคำนิยามของคำว่า “จริต” ซึ่งเรียกว่าอีกว่า “จริยา” หมายถึง ความประพฤติปกติ ความประพฤติซึ่งหนักไปทางใดทางหนึ่งอันเป็นปกติประจำอยู่ในสันดาน พื้นเพของจิต อุปนิสัย พื้นนิสัย แบบหรือประเภทใหญ่ๆ แห่งพฤติกรรมของคน ตัวความประพฤติเรียกว่า “จริยา” บุคคลผู้มีความประพฤติอย่างนั้นๆ เรียกว่า “จริต” โดยจำแนกออกเป็น ๖ ประเภท เรียกว่า “จริต ๖” โดยเทียบเคียงกับประเภทของกรรมฐาน ซึ่งเป็นแนวทางปรับคู่กัน ได้แก่

(๑) ราคจริต คือ ผู้มีราคะเป็นความประพฤติปกติ ประพฤติหนักไปทางรักสวยรักงาม กรรมฐานคู่ปรับสำหรับแก้ คือ อสุภะ และ กายคตาสติ
(๒) โทสจริต คือ ผู้มีโทสะเป็นความประพฤติปกติ ประพฤติหนักไปทางใจร้อนหงุดหงิด กรรมฐานที่เหมาะ คือ พรหมวิหาร และ กสิณ โดยเฉพาะวัณณกสิณ
(๓) โมหจริต คือ ผู้มีโมหะเป็นความประพฤติปกติ ประพฤติหนักไปทางเขลา เหงาซึม เงื่องงง งมงาย กรรมฐานที่เกื้อกูล คือ อานาปานสติ และพึงแก้ด้วยมีการเรียน ถาม ฟังธรรม สนทนาธรรมตามกาล หรืออยู่กับครู
(๔) สัทธาจริต คือ ผู้มีศรัทธาเป็นความประพฤติปกติ ประพฤติหนักไปทางมีจิตซาบซึ้ง ชื่นบาน น้อมใจเลื่อมใสโดยง่าย พึงชักนำไปในสิ่งที่ควรแก่ความเลื่อมใส และความเชื่อที่มีเหตุผล เช่น พิจารณาอนุสติ ๖ ข้อต้น
(๕) พุทธิจริต (ญาณจริต) คือ ผู้มีความรู้เป็นความประพฤติปกติ ประพฤติหนักไปทางใช้ความคิดพิจารณา พึงส่งเสริมด้วยแนะนำให้ใช้ความคิดในทางที่ชอบ เช่น พิจารณาไตรลักษณ์ กรรมฐานที่เหมาะ คือ มรณสติ อุปสมานุสติ จตุธาตุววัฏฐาน และอาหาเรปฏิกูลสัญญา
(๖) วิตกจริต คือ ผู้มีวิตกเป็นความประพฤติปกติ ประพฤติหนักไปทางนึกคิดจับจด พึงแก้ด้วยสิ่งที่สะกดอารมณ์ เช่น เจริญอานาปานสติ หรือเพ่งกสิณ เป็นต้น

กล่าวโดยสรุป “จริต” ทั้ง ๖ ประเภท ย่อมเกิดเป็นพื้นเพสันดานในทุกคนอย่างน้อย ๑ ประเภท คำว่า “จริต” ในความหมายลึกๆ คล้ายคลึงกับ “อนุสัย ๗” ที่เป็นจิตไร้สำนึกที่ฝังหมักดองอยู่ในจิตใจ จนกว่าจะมีอารมณ์มากระตุ้นถึงจะแสดงออก หรือหมายถึง “สังโยชน์ ๗” คือ กิเลสที่นอนเนื่องอยู่ในสันดาน ได้แก่

(๑) กามราคะ คือ ความกำหนัดในกาม ความอยากได้ติดใจในกาม
(๒) ปฏิฆะ คือ ความขัดใจ ความหงุดหงิดขัดเคือง คือ
(๓) ทิฏฐิ คือ ความเห็นผิด การยึดถือความเห็น เอาความคิดเห็นเป็นความจริง
(๔) วิจิกิจฉา คือ ความลังเล ความสงสัย
(๕) มานะ คือ ความถือตัว
(๖) ภวราคะ คือ ความกำหนัดในภพ ความอยากเป็น อยากยิ่งใหญ่ อยากยั่งยืน
(๗) อวิชชา คือ ความไม่รู้จริง คือ โมหะ


๓๔. เลือกกรรมฐานอย่างไรให้เหมาะกับจริตพื้นเพนิสัยของตน   
Download Now
Download Now
       


  ๓๕. ชีวิตสันตติแห่งสังสารวัฏฏ์คืออะไร


๓๕. ชีวิตสันตติแห่งสังสารวัฏฏ์คืออะไร  
Download Now
Download Now
พุทธชยันตี ๒๖๐๐ ปี
 เชิญชาวพุทธร่วมฉลองด้วยการศึกษาธรรมะ
Download Siripat RSS Feed      
คำถาม FAQ อาจารย์นิธี ศิริพัฒน์     
ฉบับเฉลิมฉลอง “พุทธชยันตี ๒๖๐๐ ปี” วันวิสาขบูชา วันจันทร์ที่ ๔ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๕๕     
Siripat.Com and Academiae Network 2012     


๓๕. ชีวิตสันตติแห่งสังสารวัฏฏ์คืออะไร

ความหมายของคำว่า “ชีวิตสันตติ” หมายถึง กระแสสืบต่อแห่งชีวิตของตน ซึ่งได้รับผลของวิบากแห่งกรรมที่อาจจะเป็นผลดีหรือผลร้ายก็ได้ ซึ่งเป็นไปตาม “กฎแห่งกรรม” และ “กฎปฏิจจสมุปบาท” เรียกว่า “ไตรวัฏฏ์” อันประกอบด้วย (๑) กิเลสวัฏฏ์ คือ วงจรกิเลส ประกอบด้วยอวิชชา ตัณหา และอุปาทาน (๒) กรรมวัฏฏ์ คือ วงจรกรรม ประกอบด้วยสังขารและกรรมภพ และ (๓) วิปากวัฏฏ์ คือ วงจรวิบาก ประกอบด้วย วิญญาณ นามรูป สฬายตนะ ผัสสะ เวทนา ซึ่งแสดง ออกในรูปปรากฏที่เรียกว่า อุปปัตติภพ ชาติ ชรา มรณะ เป็นต้น

นอกจากนี้ ยังมีคำอื่นที่เกี่ยวข้องกับ “ชีวิตสันตติ” คือ “นิสสันท์” หมายถึง ผลพ่วงพลอย ผลข้างเคียง หรือผลโดยอ้อมซึ่งสืบเนื่องต่อออกไปจาก “วิบาก” ดังเช่น อิฏฐารมณ์หรืออนิฏฐารมณ์ที่เกิดพ่วงมาข้างนอก อันจะก่อให้เกิดความสุขหรือความทุกข์ ยกตัวอย่าง เช่น การทำกรรมดีแล้ว เกิดผลดีต่อชีวิต เป็น “วิบาก” จากนั้นพลอยมีลาภ มีความสะดวกสบายเกิดตามมาเป็น “นิสสันท์” นอกจากนี้ “นิสสันท์” นั้น หมายถึง ผลที่พลอยเกิดแก่คนอื่นด้วย เช่น บุคคลเสวยวิบากของกรรมชั่ว มีชีวิตที่ไม่ดีแล้ว ครอบครัวญาติพี่น้องของเขาเกิดความเดือดร้อนเป็นอยู่ยากลำบาก เป็น “นิสสันท์” กล่าวโดยสรุป “นิสสันท์” หมายถึง ผลสืบเนื่องหรือผลพ่วงพลอยที่ดี หรือผลที่ร้ายก็ได้ ต่างจาก “อานิสงส์” ซึ่งหมายถึงผลได้พิเศษในฝ่ายดีอย่างเดียว ผลดี ผลที่น่าปรารถนาน่าพอใจ อันสืบเนื่องหรือพลอยได้จากกรรมดี ผลงอกเงยแห่งบุญกุศล คุณ ข้อดี ผลที่เป็นกำไร ผลได้พิเศษ

คำว่า “อานิสงส์” มีความหมายต่างจาก “ผล” ที่เรียกชื่ออย่างอื่น โดยขอบเขตที่กว้างหรือแคบกว่ากัน หรือโดยตรงโดยอ้อม เช่น ทำกรรมดีโดยคิดต่อคนอื่นด้วยเมตตา แล้วเกิดผลดี คือ มีจิตใจแช่มชื่น สบาย ผ่อนคลาย เลือดลมเดินดี มีสุขภาพ ตลอดถึงว่า ถ้าตายด้วยจิตอย่างนั้น ก็ไปเกิดดีในสุคติ นี้คือ “วิบาก” พร้อมกันนั้น ก็มีผลพ่วงอื่นๆ เช่น หน้าตาผ่องใส เป็นที่รักใคร่ชอบใจของคนอื่น อย่างนี้ เป็น “อานิสงส์” แต่ถ้าทำกรรมไม่ดีเป็นโทษฝ่ายร้าย โดยคิดต่อคนอื่นด้วยโทสะ แล้วเกิดผลร้ายต่อตนเองที่ตรงกันข้ามกับการสร้างความดี จนถึงไปเกิดในทุคติ ก็เป็น “วิบาก” และในฝ่ายร้ายนี้ไม่มี “อานิสงส์”

คำว่า “วิบาก” เป็นผลโดยตรงและเป็นได้ทั้งข้างดีและข้างร้าย ส่วน “อานิสงส์” หมายถึง ผลพ่วงพลอยหรืองอกเงยในด้านดีอย่างเดียว ถ้าเป็นผลพลอยด้านร้าย ก็อยู่ในคำว่า “นิสสันท์” อนึ่ง “วิบาก” ใช้เฉพาะกับผลของกรรมเท่านั้น แต่ “อานิสงส์” หมายถึง คุณ ข้อดี หรือผลได้พิเศษในเรื่องราวทั่วไปด้วย เช่น อานิสงส์ของการบริโภคอาหาร อานิสงส์ของธรรมข้อนั้นๆ จีวรที่เป็นอานิสงส์ของกฐิน โดยทั่วไป “อานิสงส์” มีความหมายตรงข้ามกับ “อาทีนพ” ซึ่งแปลว่า โทษ ข้อเสีย ข้อด้อย จุดอ่อน หรือผลร้าย เช่น ในคำว่า “กามาทีนพ” (โทษของกาม) และ “เนกขัมมานิสงส์” (คุณหรือผลดีในเนกขัมมะ)

อย่างไรก็ตาม คำที่เป็นคำจ่าฝูงหรือคำหลักในเรื่องนี้ คือ “ผล” (๑) สิ่งที่เกิดจากเหตุ ประโยชน์หรือโทษที่ได้รับสนองหรือตอบแทน “ผล” มีชื่อเรียกหลายอย่างตามความหมายที่จำเพาะ หรือที่มีนัยต่างกันออกไป เฉพาะอย่างยิ่ง คือ “วิบาก” (วิบากผล) หรือ “นิสสันท์” (นิสสันทผล) หรือ “อานิสงส์” (อานิสงสผล) คำเหล่านี้ มีความหมายก่ายเกยกันอยู่บ้าง และบางทีก็ใช้อย่างหลวมๆ ทำให้ปะปนสับสนกัน แต่ว่าตามความหมายพื้นฐาน “วิบาก” หมายถึง ผลโดยตรงของกรรมต่อชีวิตของตัวผู้กระทำ ไม่ว่าจะเป็นผลดีหรือผลร้ายสุดแต่กรรมดีหรือกรรมชั่วที่เขาได้ทำ “นิสสันท์” หมายถึง ผลโดยอ้อมที่สืบเนื่องหรือพ่วงพลอยมากับผลแห่งกรรมนั้น ไม่ว่าจะเป็นอิฏฐารมณ์หรืออนิฏฐารมณ์ อันนำมาซึ่งสุขหรือโศก ทั้งที่เกิดแก่ตัวเขาเอง และแก่คนอื่นที่เกี่ยวข้อง และ (๒) ชื่อแห่งโลกุตตรธรรมกับมรรคและเป็นผลแห่งมรรค มี ๔ ชั้น คือ โสดาปัตติผล ๑ สกทาคามิผล ๑ อนาคามิผล ๑ และอรหันตผล ๑

“วัฏฏะ” หมายถึง การวนเวียน การเวียนเกิดเวียนตาม การเวียนว่ายตายเกิด ความเวียนเกิด หรือวนเวียนด้วยอำนาจกิเลส กรรม และวิบาก เช่น กิเลสเกิดขึ้นแล้ว ให้ทำกรรม เมื่อทำกรรมแล้ว กิเลสก็เกิดอีก แล้วทำกรรม แล้วเสวยผลกรรม หมุนเวียนต่อไป เรียกว่า “ไตรวัฏฏ์” กระบวนการที่เกิดสืบเนื่องใน “ไตรวัฏฏ์” ก็คือ เหตุปัจจัยแห่งปฏิจจสมุปบาท ที่เริ่มต้นจากวงจรกิเลส วงจรกรรม และวงจรวิบาก ต้นเหตุของ “ไตรวัฏฏ์” คือ “อวิชชา” ปลายเหตุของผล คือ ความโศก ความคร่ำครวญ ทุกข์ โทมนัส และความคับแค้นใจ ก็มีพร้อมด้วย ดังนั้น ทั้งเหตุและผลที่เกิดใน “วงจรปฏิจจสมุปบาท” เรียกว่า “ปฏิจจสมุปปันนธรรม” คือ ภาวะการเกิดขึ้นพร้อมแห่งธรรมทั้งหลายเพราะอาศัยกัน ธรรมที่อาศัยกันเกิดขึ้นพร้อม การที่สิ่งทั้งหลายอาศัยกันๆ จึงเกิดมีขึ้น หรือสภาวธรรม ปรากฏการณ์ สภาวะ ที่เกิดขึ้นในปฏิจจสมุปบาท

สำหรับคำไวพจน์ของ “วงจรปฏิจจสมุปบาท” ได้แก่ “ภวจักร” (อาการหมุนวนต่อเนื่องไปแห่งภาวะของชีวิตที่เป็นไปตามเหตุปัจจัย ในหลักปฏิจจสมุปบาท) นอกจากนี้ ยังมีคำอื่นอีก เช่น สังสารจัก ปัจจยการจักร ปฏิจจสมุปบาทจักร หรือ สังสาระ สังสารวัฏฏ์ สงสารวัฏฏ์ หมายถึง วังวนแห่งสงสาร คือ ท่องเที่ยวเวียนว่ายตายเกิดอยู่ซ้ำแล้วซ้ำเล่า นั่นคือ “ชีวิตสันตติ”



๓๕. ชีวิตสันตติแห่งสังสารวัฏฏ์คืออะไร   
Download Now
Download Now
       


  ๓๖. พุทธสมุฏฐานเกิดขึ้นอย่างไร


๓๖. พุทธสมุฏฐานเกิดขึ้นอย่างไร   
Download Now
Download Now
พุทธชยันตี ๒๖๐๐ ปี
 เชิญชาวพุทธร่วมฉลองด้วยการศึกษาธรรมะ
Download Siripat RSS Feed      
คำถาม FAQ อาจารย์นิธี ศิริพัฒน์     
ฉบับเฉลิมฉลอง “พุทธชยันตี ๒๖๐๐ ปี” วันวิสาขบูชา วันจันทร์ที่ ๔ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๕๕     
Siripat.Com and Academiae Network 2012     


๓๖. พุทธสมุฏฐานเกิดขึ้นอย่างไร

คำนิยมของคำว่า “สมุฏฐาน” แปลว่า ปัจจัย ต้นเหตุ สาเหตุ ที่เกิด ที่ตั้ง ที่มาที่ไป ความเป็นมา รากเหง้า แหล่งกำเนิด เพราะฉะนั้น คำว่า “พุทธสมุฏฐาน” จึงหมายถึง ความเป็นมาของพุทธศาสนาเกิดขึ้นได้อย่างไร ซึ่งหมายถึงความศรัทธา ความเชื่อ แนวคิดเบื้องต้น ที่มีอิทธิพลต่อหลักธรรมคำสอน และการประพฤติปฏิบัติ ที่เป็นรากเหง้าแก่นแท้ของพระศาสนา ที่เริ่มเกิดขึ้นจากเจ้าชายสิทธัตถะ ผู้โคตมโคตร (กัปปัจจุบัน เป็นภัทกัป คือ กัปเจริญที่มีพระพุทธเจ้าอุบัติ ๕ พระองค์ ได้แก่ พระกกุสันธะ พระโกนาคมน์ พระกัสสปะ พระโคตรมะ ที่อุบัติแล้ว และพระเมตไตรย์ที่จะอุบัติต่อไป) ซึ่งมหาชนเรียกพระพุทธเจ้าตามพระโคตรว่า “พระโคดม พระโคตรมะ พระสมณโคดม” พระพุทธองค์มีแนวคิดพื้นฐานอย่างไร ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญในการศึกษาวิเคราะห์ เพื่อเป็นแนวทางที่ถูกต้องอย่างถ่องแท้ในการศึกษาพระสัทธรรมแห่งพุทธศาสนานี้ สมุฏฐานเบื้องต้นสำคัญที่ส่งผลทำให้พระองค์ทรงผนวช คือ “นิมิต ๔” หมายถึง เครื่องหมาย สัญญาณเตือน สิ่งกำหนดที่พระโพธิสัตว์ทอดพระเนตรเห็น อันเป็นเหตุปรารภที่จะเสด็จออกบรรพชา ได้แก่ (๑) ชิณณะ คือ คนแก่ (๒) พยาธิตะ– อาพาธิกะ คือ คนเจ็บ (๓) กาลกตะ–มตะ คือ คนตาย (๔) ปัพพชิตะ คือ บรรพชิต นักบวช เมื่อทำการวิเคราะห์เหตุแห่ง “นิมิต” ในข้อที่ ๑ ถึงข้อที่ ๓ มีชื่อเรียกรวมว่า “เทวทูต ๓” เป็นเครื่องหมายหรือสัญญาณเตือนให้ระลึกถึง “ความทุกข์” ตามคติธรรมดาของชีวิตและบังเกิดความสังเวช ส่วนข้อที่ ๔ คือ “บรรพชิต” เป็นเครื่องหมายให้มองเห็นทางออกที่จะพ้นไปจากทุกข์ คือ “การดับทุกข์” (ความหลุดพ้น) ซึ่งเรียก “นิมิต ๔” ว่า “เทวทูต ๔” โดยอธิบายชั้นหลังว่า เป็นเทวทูต (แนวคิด) ของ “วิสุทธิเทพ” (แนวทางข้อปฏิบัติแห่งวิสุทธิ) แต่ตามบาลีเรียกว่า “นิมิต ๔” ดังนั้น ข้อสรุปที่สำคัญในประเด็นนี้ คือ “พุทธศาสนามีความทุกข์เป็นสมุฏฐานและมีการดับทุกข์เป็นผล” ด้วยเหตุนี้ ในกาลครั้งนั้น “เหตุแห่งความทุกข์” และ “การดับทุกข์” จึงเป็นเรื่องใหญ่อย่างยิ่งยวดต่อเจ้าชายสิทธัตถะ ผู้โคตมโคตร พระองค์ทรงจำต้องเลือกเส้นทางสงบในชีวิตเพื่อการดับทุกข์ คือ การเสด็จออกบรรพชา นั่นคือ “เนกขัมมะ” หมายถึง การออกจากกาม การออกบวช ความปลอดโปร่งจากสิ่งล่อเร้าเย้ายวน เรียกว่า “เนกขัมมบารมี” ซึ่งทรงเลือกเป็นทางออกที่ดีที่สุดในเบื้องต้น เพื่อเป็นการแสวงหา “พุทธการกธรรม” (พุทธธรรม) คือ ธรรมที่ทำให้เป็นพระพุทธเจ้า ตามปกติหมายถึง “บารมี ๑๐” ได้แก่ ทาน ศีล เนกขัมมะ ปัญญา วิริยะ ขันติ สัจจะ อธิษฐาน เมตตา และอุเบกขา นั่นเอง

 ความทุกข์
ในความเป็นจริงนั้น “ความทุกข์” คืออะไร เราสามารถให้คำนิยามแก่คำนี้ได้ ดังนี้ “ทุกข์” หมายถึง (๑) สภาพที่ทนอยู่ได้ยาก สภาพที่คงทนอยู่ไม่ได้ เพราะถูกบีบคั้นด้วยความเกิดขึ้นและความดับสลาย เนื่องจากต้องเป็นไปตามเหตุปัจจัยที่ไม่ขึ้นต่อตัวมันเอง นั้นคือ “ทุกข์แห่งไตรลักษณ์” (๒) อาการแห่งทุกข์ที่ปรากฏขึ้นหรืออาจปรากฏขึ้นได้แก่คน นั่นคือ “ทุกขสัจจะ” หรือ “ทุกขอริยสัจจ์” แห่งอริยสัจจ์ ๔ (๓) สภาพที่ทนได้ยาก ความรู้สึกไม่สบาย นั่นคือ “ทุกขเวทนา” ถ้ามาคู่กับ “โทมนัส” ใน “เวทนา ๕” คือ การเสวยอารมณ์ (ได้แก่ ๑. สุข คือ ความสุข ความสบายทางกาย ๒. ทุกข์ คือ ความทุกข์ ความไม่สบาย เจ็บปวดทางกาย ๓. โสมนัส คือ ความแช่มชื่นสบายใจ สุขใจ ๔. โทมนัส คือ ความเสียใจ ทุกข์ใจ ๕. อุเบกขา คือ ความรู้สึกเฉยๆ เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า “อทุกขมสุขเวทนา”) คำว่า “ทุกข์” หมายถึง ความไม่สบายกาย เรียกว่า “ทุกข์กาย” คำว่า “โทมนัส” คือ ไม่สบายใจ แต่ถ้ามาลำพังใน “เวทนา ๓” คือ การเสวยอารมณ์ (ได้แก่ ๑. สุขเวทนา คือ ความรู้สึกสุข สบาย ทางกายก็ตาม ทางใจก็ตาม ๒. ทุกขเวทนา คือ ความรู้สึกทุกข์ ไม่สบาย ทางกายก็ตาม ทางใจก็ตาม และ ๓. อทุกขมสุขเวทนา คือ ความรู้สึกเฉยๆ จะสุขก็ไม่ใช่ ทุกข์ก็ไม่ใช่ เรียกอีกอย่างว่า “อุเบกขาเวทนา”) คำว่า “ทุกข์” หมายถึง ความไม่สบายกายไม่สบายใจ นั่นคือ ทั้งทุกข์กายและทุกข์ใจ หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า “ทุกข์แห่งปฏิจจสมุปบาท” (“ปฏิจจสมุปบาท” หมายถึง การที่สิ่งทั้งหลายอาศัยกันๆ จึงเกิดมีขึ้น) ซึ่งมีผลมาจาก “ภวจักร” ที่มีสมุฏฐานมาจาก “วงจรปฏิจจสมุปบาท” อันประกอบด้วย “วัฏฏะ ๓” หมายถึง องค์ประกอบที่หมุนเวียนต่อเนื่องกันของ “ภวจักร” หรือ “สังสารจักร” ได้แก่ (๑) กิเลสวัฏฏ์ คือ วงจรกิเลส ประกอบด้วยอวิชชา ตัณหา และอุปาทาน (๒) กรรมวัฏฏ์ คือ วงจรกรรม ประกอบด้วยสังขารและกรรมภพ และ (๓) วิปากวัฏฏ์ คือ วงจรวิบาก ประกอบด้วย วิญญาณ นามรูป สฬายตนะ ผัสสะ เวทนา ซึ่งแสดงออกในรูปปรากฏที่เรียกว่า อุปปัตติภพ ชาติ ชรา มรณะ พร้อมด้วย โสกะปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส อุปายาส (ความโศก ความคร่ำครวญ ทุกข์ โทมนัส และความคับแค้นใจ)

 ความดับทุกข์
ส่วนแนวทางประพฤติปฏิบัติในการดับทุกข์นั้น คือ “ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา” เรียกสั้นๆ ว่า “นิโรธ” (ความหลุดพ้น) เพื่อเป็นการดับกิเลสอาสวะและกองทุกข์ทั้งปวงเพื่อพระนิพพาน (สันติบท) นั่นคือ “นิพพานคามินีปฏิปทา” ซึ่งมีความหมายเช่นเดียวกับคำว่า “นิโรธ” นั่นเอง เพราะฉะนั้น จะเห็นได้ว่าพระพุทธองค์ทรงตั้งสมมุติฐานอย่างแน่วแน่ว่า “ชีวิตคือความทุกข์” ซึ่งเกิดขึ้นที่ร่างกาย คือ “ทุกข์ทางกาย” (กายิกทุกข์) และจิตใจ คือ “ทุกข์ทางใจ” (เจตสิกทุกข์) เรียกว่า “โทมนัส” คือ ไม่สบายใจ แต่ถ้าสบายใจ คือ “โสมนัส” จะเห็นได้ว่า เป้าหมายสำคัญของการดับทุกข์ คือ ความสบายใจ แต่ในความหมายที่ลึกซึ้งขึ้นไปอีก คือ การทำจิตใจให้บริสุทธิ์ผ่องใส นั่นหมายถึง ให้จิตดำรงมั่น (สัมมาสติ) ตั้งมั่น (สัมมาสมาธิ) อยู่ในภาวะที่หลุดพ้นจากกิเลสอาสวะและกองทุกข์ทั้งปวงอย่างมีสติปัญญา (สติสัมปชัญญะที่แกร่งกล้ายิ่ง) เรียกว่า “พระนิพพาน” พระองค์ทรงใช้หลักธรรมอะไรในการตรัสรู้ “อนุตรสัมมาสัมโพธิญาณ” คือ ญาณปรีชาหยั่งรู้เพื่อความตรัสรู้เองโดยชอบอันยอดเยี่ยม ซึ่งประกอบด้วย ๘ หลักธรรม ได้แก่

(๑) กฎแห่งกรรม คือ ความสัมพันธ์ระหว่าการกระทำกับผลของการกระทำ ได้แก่ เรามีกรรมเป็นของๆตน – เราเป็นผู้รับผลของกรรม – เรามีกรรมเป็นกำเนิด – เรามีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์ – เรามีกรรมเป็นที่พึ่งอาศัย – เราจักทำกรรมอันใดไว้ดีหรือชั่วก็ตามเราจักเป็นผู้รับผลของกรรมนั้นๆ

(๒) เบญจขันธ์ คือ กองแห่งรูปธรรมและนามธรรม ๕ หมวดที่ประชุมกันเข้าเป็นหน่วยรวมแห่งชีวิต ซึ่งบัญญัติเรียกว่า สัตว์ บุคคล ตัวตน เรา–เขา เป็นต้น ได้แก่ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ

(๓) ปฏิจจสมุปบาท คือ การเกิดขึ้นพร้อมแห่งธรรมทั้งหลายเพราะอาศัยกัน ธรรมที่อาศัยกันเกิดขึ้นพร้อม การที่สิ่งทั้งหลายอาศัยกันๆ จึงเกิดมีขึ้น รวมทั้ง “ปฏิจจสมุปปันนธรรม” คือ สภาวะอันเกิดวงจรปฏิจจสมุปบาท ได้แก่ อวิชชา สังขาร วิญญาณ นามรูป สฬายตนะ ผัสสะ เวทนา ตัณหา อุปาทาน ภพ ชาติ ชรามรณ พร้อมด้วย โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส อุปายาส

(๔) ไตรลักษณ์ คือ อาการที่เป็นเครื่องกำหนดหมาย ๓ อย่าง อันให้รู้ถึงความจริงของสภาวธรรมทั้งหลาย ที่เป็นอย่างนั้นๆ ตามธรรมดาของมัน ได้แก่ อนิจจตา ทุกขตา อนัตตา

(๕) อริยสัจจ์ ๔ คือ ความจริงอันประเสริฐ ความจริงของพระอริยะ ความจริงที่ทำให้ผู้เข้าถึงกลายเป็นอริยะ ได้แก่ ทุกข์ ทุกขสมุทัย ทุกขนิโรธ ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา

(๖) ญาณ ๑๖ คือ ความหยั่งรู้ ในที่นี้หมายถึงญาณที่เกิดขึ้นแก่ผู้เจริญวิปัสสนาตามลำดับ ตั้งแต่ต้นจนถึงที่สุด ได้แก่ นามรูปปริจเฉทญาณ ปัจจยปริคคหญาณ สัมมสนญาณ อุทยัพพยานุปัสสนาญาณ ภังคานุปัสสนาญาณ ภยตูปัฏฐานญาณ อาทีนวานุปัสสนาญาณ นิพพิทานุปัสสนาญาณ มุญจิตุกัมยตาญาณ ปฏิสังขานุปัสสนาญาณ สังขารุเปกขาญาณ สัจจานุโลมิกญาณ โคตรภูญาณ มัคคญาณ ผลญาณ ปัจจเวกขณญาณ

(๗) วิปัสสนาญาณ ๙ คือ ญาณที่นับเข้าในวิปัสสนา หรือที่จัดเป็นวิปัสสนา ซึ่งเป็นความรู้ที่ทำให้เกิดความเห็นแจ้ง เข้าใจสภาวะของสิ่งทั้งหลายตามเป็นจริง ได้แก่ อุทยัพพยานุปัสสนาญาณ ภังคานุปัสสนาญาณ ภยตูปัฏฐานญาณ อาทีนวานุปัสสนาญาณ นิพพิทานุปัสสนาญาณ มุญจิตุกัมยตาญาณ ปฏิสังขานุปัสสนาญาณ สังขารุเปกขาญาณ สัจจานุโลมิกญาณ

(๘) วิสุทธิ ๗ คือ ธรรมที่ชำระสัตว์ให้บริสุทธิ์ ยังไตรสิกขาให้บริบูรณ์เป็นขั้นๆ ไปโดยลำดับ จนบรรลุจุดหมายคือนิพพาน ได้แก่ สีลวิสุทธิ จิตตวิสุทธิ ทิฏฐิวิสุทธิ กังขาวิตรณวิสุทธิ มัคคามัคคญาณทัสสนวิสุทธิ ปฏิปทาญาณทัสสนวิสุทธิ ญาณทัสสนวิสุทธิ

นอกจากนี้ รวมทั้งหลักธรรมอันเป็นฝักฝ่ายแห่งความตรัสรู้ นั่นคือ เกื้อกูลแก่การตรัสรู้ ธรรมที่เกื้อหนุนแก่อริยมรรค เรียกว่า “โพธิปักขิยธรรม ๓๗” ซึ่งประกอบด้วย ๗ หลักธรรม ได้แก่

(๑) สติปัฏฐาน ๔ คือ การตั้งสติกำหนดพิจารณาสิ่งทั้งหลายให้รู้เห็นตามความเป็นจริง คือ ตามที่สิ่งนั้นๆ มันเป็นของมัน ได้แก่ กายานุปัสสนาสติปัฏฐาน เวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน จิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน ธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน

(๒) สัมมัปปธาน ๔ คือ ความเพียรชอบ ความเพียรใหญ่ ได้แก่ สังวรปธาน ปหานปธาน ภาวนาปธาน อนุรักขนาปธาน

(๓) อิทธิบาท ๔ คือ คุณธรรมที่นำไปสู่ความสำเร็จแห่งผลที่มุ่งหมาย ได้แก่ ฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสา

(๔) อินทรีย์ ๕ คือ ธรรมที่เป็นใหญ่ในการกระทำหน้าที่แต่ละอย่างๆ ของตน ได้แก สัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา คือ เป็นเจ้าการในการครอบงำเสีย ซึ่งความไร้ศรัทธา ความเกียจคร้าน ความประมาท ความฟุ้งซ่าน และความหลง ตามลำดับ

(๕) พละ ๕ คือ ธรรมที่เป็นพลัง ทำให้เกิดความมั่นคง ซึ่งความไร้ศรัทธา ความเกียจคร้าน ความประมาท ความฟุ้งซ่าน และความหลง แต่ละอย่างจะเข้าครอบงำไม่ได้

(๖) โพชฌงค์ ๗ คือ ธรรมที่เป็นองค์แห่งการตรัสรู้ ได้แก่ สติ ธัมมวิจยะ วิริยะ ปีติ ปัสสัทธิ สมาธิ อุเบกขา (๗) มรรคมีองค์ ๘ คือ ทางมีองค์แปดประการอันประเสริฐ ได้แก่ สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปปะ สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ สัมมาวายามะ สัมมาสติ สัมมาสมาธิ

หลักธรรมทั้งหมดที่กล่าวถึงนี้ เรียกว่า “สัมปยุตตธรรม” หมายถึง ธรรมทั้งหลายที่เป็นปัจจัยหรือสมุฏฐานประกอบกันเข้าอย่างกลมกลืน เพื่อความตรัสรู้ ดังนั้น ในการโน้มนำธรรมต่างๆ นั้น มาพิจารณามนสิการใน “วิปัสสนาภูมิ” คือ ธรรมที่เป็นภูมิของวิปัสสนา ซึ่งเป็นธรรมทั้งหลายอันเป็นพื้นฐานที่จะมองดูรู้เข้าใจ ทำให้เกิดปัญญาเห็นแจ้งตามเป็นจริงตามหลักปฏิจจสมุปบาท ซึ่งเป็นที่รวมในการทำความเข้าใจธรรมทั้งหมดนั้น คือ “ปัญญาภูมิ” (วิปัสสนาญาณ) ซึ่งเรียกว่า “ญาณสัมปยุตต์” โดยสรุป คือ เรื่องที่เกี่ยวกับการหาข้อสรุปที่เป็นเนื้อหาเดียวกันจากสมุฏฐานของธรรมทั้งหมดให้เป็นแก่นธรรมข้อเดียวหรือธรรมเอก เกี่ยวกับธรรมชาติทั้งปวงที่มีในภูมิ ๓ หมายถึง “ไตรภูมิ” ได้แก่ กามภูมิ รูปภูมิ และอรูปภูมิ เรียกเต็มว่า กามาวจรภูมิ รูปาวจรภูมิ และอรูปาวจรภูมิ ยกเว้น โลกุตตรภูมิ อันพ้นเหนือไตรภูมินั้น (ดู ภูมิ ๓๑) หรืออีกนัยหนึ่ง “ญาณสัมปยุตต์” หมายถึง การรวมใหญ่ของปัญญาญาณทั้งหมดทำให้ตรัสรู้ในสภาวธรรมแห่งภูมิ ๓ ตามที่เป็นจริง ซึ่งเป็น “กระบวนการย่อยตกผลึกทางความคิด” (Conceptual Crystallization Process) ครั้งใหญ่ กระบวนการนี้จะเกิดขึ้นในวิปัสสนาภูมิเท่านั้น คือ การปฏิบัติอันเป็นพื้นฐานที่วิปัสสนาดำเนินไป ที่ทำให้เกิด “การมองดูรู้เข้าใจ” (ญาณทัสสนะ) เรียกว่า “สัมมสนะ” (พิจารณา) หมายถึง การรู้เท่าทันสังขารทั้งหลายตามที่มันเป็น อนิจจตา ทุกขตา อนัตตา อันดำเนินไปโดยลำดับ จนเกิดตรุณวิปัสสนา ซึ่งเป็นพื้นของการก้าวสู่วิปัสสนาที่สูงขึ้นไป ดังนั้น “ปัญญาภูมิ” หมายถึง ธรรมที่เป็นภูมิแห่งปัญญา ที่เกิดขึ้นในการหยั่งรู้ คือ “ญาณทัสสนะ” เรียกว่า “สัมมสนญาณ” อันเกิดจากความหมดจดแห่งญาณ (มัคคามัคคญาณทัสสนวิสุทธิ) จนพัฒนาญาณถึงขั้น “ญาณทัสสนวิสุทธิ” ซึ่งทำให้เกิดความตรัสรู้เกิดขึ้นด้วย “อริยสัจจ์ ๔” ขั้นตอนนี้ ให้ศึกษากลุ่มสัมปยุตตธรรมหลักๆ ได้แก่ ญาณ ๑๖ วิปัสสนาญาณ ๙ อริยสัจจ์ ๔ และไตรลักษณ์ กล่าวโดยสรุป กระบวนการดังกล่าวนี้ มี “ความทุกข์” เป็นสมุฏฐานแห่งการเกิดของพุทธศาสนาในความตรัสรู้ธรรมเพื่อการดับทุกข์ อนิสงส์ที่เกิดขึ้น คือ “ความเป็นอริยบุคคล” ที่ผู้เจริญภาวนาจะสามารถบรรลุได้ในแต่ละขั้น ได้แก่ โสดาบัน สกทาคามี อนาคามี อรหันต์ ตามลำดับ


๓๖. พุทธสมุฏฐานเกิดขึ้นอย่างไร   
Download Now
Download Now
       


  ๓๗. ค่านิยมที่ผิดในการทำบุญในพุทธศาสนา


๓๗. ค่านิยมที่ผิดในการทำบุญในพุทธศาสนา   
Download Now
Download Now
พุทธชยันตี ๒๖๐๐ ปี
 เชิญชาวพุทธร่วมฉลองด้วยการศึกษาธรรมะ
Download Siripat RSS Feed      
คำถาม FAQ อาจารย์นิธี ศิริพัฒน์     
ฉบับเฉลิมฉลอง “พุทธชยันตี ๒๖๐๐ ปี” วันวิสาขบูชา วันจันทร์ที่ ๔ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๕๕     
Siripat.Com and Academiae Network 2012     


๓๗. ค่านิยมที่ผิดในการทำบุญในพุทธศาสนา

ในการทำบุญสุนทานทางพุทศานานั้น มีคำที่มีความเกี่ยวข้องกันอยู่ ๗ คำ คือ ได้แก่ (๑) ความศรัทธา (Confidence) คือ ความยึดมั่นถือมั่นทางความคิด อุดมการณ์ ลัทธิ ศาสนา (๒) ความเชื่อ (Belief) คือ วิสัยทัศน์ ปรัชญา โลกกระทัศน์ กระบวนทัศน์ มุมมองโลก แนวคิดที่สืบทอดกันมาทั้งส่วนตนและสังคม (๓) ขนบธรรมเนียม (Custom) คือ แบบอย่างที่เคยทำกันมา แบบอย่างที่นิยมใช้กันในกลุ่มสังคมย่อย (๔) จารีตประเพณี (Tradition) คือ ตันติประเพณี – แนวทางที่ยึดถือปฏิบัติสืบกันมาเป็นแบบแผน ประเพณีนิยมในกลุ่มสังคมขนาดใหญ่ (๕) วัฒนธรรม (Culture) คือ วิถีชีวิตระดับชนชาติ (๖) ค่านิยม (Value) คือ ความคิดเฉพาะตน และ (๗) พฤติกรรม (Behavior) คือ การกระทำเฉพาะตน การแสดงออก ความประพฤติปฏิบัติ ท่าทางกิริยา จริยาอาการ กลุ่มคำจากข้อ ๑ ถึงข้อ ๖ รวมกัน เป็นแนวทางกำหนดความคิดในการสร้างสมประสบการณ์ทางสังคมให้บุคคลยอมรับในการเข้ากลุ่มอยู่รวมกัน ซึ่งเป็น “ข้อตกลงทางสังคมที่สมมุติขึ้น” (สมมุติบัญญัติ หรือ สมมุตสัจจะ – Social Conventions) เพื่อเป็น “วิถีประชา” (Folkways) คือ แบบแผนปฏิบัติของชุมชน เมื่อไม่ปฏิบัติตาม หรือฝ่าฝืน ไม่มีบทลงโทษใดๆ “บรรทัดฐาน” (Mores) คือ ระเบียบ วินัย ข้อบังคับ เมื่อฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตาม จะมีการบีบบังคับ ไม่ให้เข้ากลุ่ม คว่ำบาตร ประท้วง ไล่ออกจากกลุ่ม หรือประณาม “กฎหมาย” (Laws) คือ ข้อบัญญัติลงโทษ มาตรากฎหมาย กฎบัญญัติ บทลงโทษเมื่อกระทำความผิด ในกระบวนการเพาะความคิดทางด้านวัฒนธรรมนั้น ผู้มีอำนาจเหนือกว่าคนอื่นในสภาบันระดับต่างๆ เช่น ครอบครัว การศึกษา การเมือง จะเป็นผู้ทำหน้าชักนำให้ประพฤติปฏิบัติตามทั้งเป็นทางการและไม่เป็นทางการ เรียกว่า “ขบวนการขัดเกลาทางสังคม” (Socialization Process) ในปัจจุบันกระบวนการศึกษาแบบสมัยใหม่นั้น ได้นำแนวคิดหรือ “กระแสความเปลี่ยนแปลงแบบโลกาภิวัฒน์” (Globalization Trends) ที่ส่งผลกระทบสังคมไทยอย่างรุนแรงทางด้านสังคม เศรษฐกิจ การเมือง และเทคโนโลยี เพราะโลกเปลี่ยนไปสู่ “สังคมเครือข่าย” (Social Network Community - Cyber Society) โดยเฉพาะอย่างยิ่ง มีแนวโน้มแสดงถึงความเปลี่ยนแปลงแบบก้าวกระโดด ในลักษณะที่เตรียมตัวไม่ทันต่อเหตุการณ์ คือ “ไม่ทันโลก” (Obsolete) คือ ความล้าหลังที่ไม่สามารถแก้ไขเหตุการณ์ได้ทันท่วงที ทำให้เสียงานเสียการ และเสียประโยชน์อย่างน่าเสียดาย หมายความว่า “ไม่สามารถครอบงานตนได้” คือ ขาดเงื่อนไขในเรื่องต่อไปนี้ (๑) การฝึกฝน แก้ไข ปรับปรุงตน และ (๒) ขาดการข่มกำจัดส่วนร้ายและเสริมส่วนที่ดีงามให้ดียิ่งขึ้นไป เรียกว่า “ทมะ” ซึ่งแบ่งออกเป็น ๔ ลักษณะ ได้แก่

(๑) ทันกิเลส คือ รู้สิ่งจำเป็นในชิวิต

(๒) ทันคน คือ รู้เท่าทันความคิดของเขา

(๓) ทันโลก คือ รู้เท่าทันทิศทางความเปลี่ยนแปลงในกระแสของโลก

(๔) ทันธรรมชาติ คือ รู้เท่าทันความเปลี่ยนแปลงดินฟ้าอากาศเพื่อรักษาสุขภาพของตนและอรรถประโยชน์อื่นๆ

สำหรับคำว่า “ทันโลก” ยังแบ่งออกเป็น ๔ ประเด็นด้วยกัน ได้แก่ (๑) ทันสถานการณ์ (๒) ทันเทคโนโลยี (๓) ทันกฎหมาย และ (๔) ทันวัฒนธรรมประเพณี นอกจากนั้น “ไม่สามารถครอบใจตนเองได้” หมายถึง “อุปสมะ” คือ ความสงบใจจากสิ่งที่เป็นข้าศึกแก่ความสงบ การทำใจให้สงบ ถ้าระดับที่ละเอียดยิ่งขึ้น คือ สภาวะอันเป็นที่สงบ เรียกว่า “นิพพาน” ดังนั้น ทั้ง “ทมะ” คือ การเตรียมความพร้อมด้านร่างกาย และ “อุปสมะ” คือ การเตรียมความพร้อมด้านจิตใจ นั้น เป็นการเตรียมเนื้อเตรียมตัวให้ถึงพร้อมความเปลี่ยนแปลงใดๆ ที่จะเกิดขึ้นในชีวิต ซึ่งจะเป็นการรวมทัศนคติด้านความคิดทั้งหมดสะสมเป็น “ค่านิยม” (Values) ที่แสดงออกด้านจริยธรรมในสิ่งที่ถูกต้องเป็นกุศลมากกว่าเป็นอกุศล คือ มีค่าเป็นด้านบวกที่เป็นประโยชน์ต่อตนเอง นั่นหมายถึง กระบวนการคิดเต็มไพบูลย์ด้วยสติปัญญาที่จะกลั่นกรองเหตุการณ์ต่างๆ ได้อย่างมีเหตุผล คือ พิจารณาสภาวธรรมด้วย “โยนิโสมนสิการ” คือ ความเป็นผู้ฉลาดในการคิด คิดอย่างถูกวิธีถูกระบบ ด้วยการพิจารณาไตร่ตรองสาวไปถึงสาเหตุต้นตอนของปัญหาในเรื่องสภาวธรรมที่กำลังคิด แล้วประมวลความคิดรอบด้านด้วยสติสัมปชัญญะ จนกระทั่งสรุปผลออกมาว่า เป็นสิ่งที่ถูกหรือผิด หรือเป็นวิถีทางดีแห่งปัญญาหรือไม่ เพื่อนำไปใช้เป็น “ข้อมูลสารสนิเทศ” (Information) – ข้อมูลที่ผ่านการประมวลผลพร้อมใช้ในการตัดสินใจในการแก้ปัญหา – ซึ่งเรียกว่า “ปรโตโฆสะ” คือ ปัญญาที่เกิดจากการศึกษาค้นคว้าที่คิดด้วยเหตุผลในแบบ “สุตมยปัญญา” ซึ่งเป็นโลกียปัญญา และเป็นแหล่งกำเนิดทางความคิดโดยชอบ เรียกว่า “สัมมาทิฏฐิ” คือ ปัญญาอันเห็นชอบตามคลองธรรม เช่น ทำดีได้ผลดี ทำชั่วได้ผลชั่ว แต่ทางเป็นทางธรรมโดยตรง หมายถึง ความรู้เห็นเข้าใจในหลักธรรม “อริยสัจจ์ ๔” ในการหลีกหนีจากกิเลสอาสวะและกองทุกข์ทั้งปวง สำหรับคำว่า “โยนิโสมนสิการ” เมื่อพิจารณาแยกคำแล้ว จะประกอบด้วยกัน ๒ ส่วน คือ (๑) “โยนิโส” หมายถึง เหตุ ต้นเค้า แหล่งกำเนิด ปัญญา อุบาย วิธี แนวทาง และ (๒) “มนสิการ” หมายถึง การทำใจ การคิด คำนึง นึกถึง ใส่ใจ พิจารณา นั่นคือ “ปัญญาพิจารณา” (จินตามยปัญญา และสุตมยปัญญา) ถ้าเป็นในวิปัสสนาภูมิ หมายถึง “ญาณทัสสนะ” (ภาวนามยปัญญา) นั่นเอง เรากลับมาพิจารณาคำว่า “ค่านิยม” (Values) อีกครั้งหนึ่ง เพราะเป็นเรื่องเกี่ยวกับสติปัญญาของบุคคลที่มีอิทธิพลต่อการแสดงออกทางพฤติกรรม ซึ่งมีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่อง “กรรม ๓” ซึ่งเป็นสิ่งที่พ่วงพลอยต่อการกระทำทางกาย วาจา ใจ ที่จะเป็นฝ่าย “กุศลกรรม” นั่นคือ “สุจริต ๓” หมายถึง ความประพฤติดี ประพฤติชอบ ได้แก่

(๑) กายสุจริต คือ ความประพฤติชอบด้วยกาย มี ๓ อย่าง ได้แก่ งดเว้นและประพฤติตรงข้ามกับ ปาณาติบาต อทินนาทาน และกาเมสุมิจฉาจาร

(๒) วจีสุจริต คือ ความประพฤติชอบด้วยวาจา มี ๔ อย่าง ได้แก่ งดเว้นและประพฤติตรงข้ามกับ มุสาวาท ปิสุณาวาจา ผรุสวาจา และสัมผัปปลาปะ

(๓) มโนสุจริต คอ ความประพฤติชอบด้วยใจ มี ๓ อย่าง ได้แก่ อนภิชฌา อพยาบาท และสัมมาทิฏฐิ (ดู กุศลกรรมบถ ๑๐)

หรือทางฝ่าย “อกุศลกรรม” ก็ได้ นั่นคือ “ทุจริต ๓” หมายถึง ความประพฤติชั่ว ประพฤติไม่ดี ได้แก่

(๑) กายทุจริต คือ ความประพฤติชั่วด้วยกาย มี ๓ อย่าง ได้แก่ ปาณาติบาต อทินนาทาน และกาเมสุมิจฉาจาร

(๒) วจีทุจริต คือ ความประพฤติชั่วด้วยวาจา มี ๔ อย่าง คือ มุสาวาท ปิสุณาวาจา ผรุสวาจา และสัมผัปปลาปะ

(๓) มโนทุจริต คือ ความประพฤติชั่วด้วยใจ มี ๓ อย่าง ได้แก่ อภิชฌา พยาบาท และมิจฉาทิฏฐิ (ดู อกุศลกรรมบถ ๑๐)

สรุปง่ายๆ “ค่านิยม” กำหนดการกระทำ คือ “กรรม ๓” ทำให้แสดง “พฤติกรรม” (Behavior) ออกเป็น ๒ ด้าน ได้แก่ (๑) ดีด้วยชอบถูกกาลเทศะ และ (๒) ชั่วด้วยไม่เหมาะสมไม่ถูกกาลเทศะ เมื่อหวนกลับมาพิจารณาถึงเรื่อง “การทำบุญ” (Meritorious Action) โดยพิจารณาถึง ความหมายของคำ “บุญ” (Merit) หมายถึง โลกียกุศล เครื่องชำระสันดาน ความดี กรรมดี ความประพฤติชอบทางกาย วาจา และใจ กุศลกรรม ความสุข กุศลธรรม

ดังนั้น พระพุทธเจ้าตรัสสอนให้ศึกษาบุญ “ปุญฺญเมว โส สิกฺเขยฺย” คือ ฝึกปฏิบัติ หัดทำให้ชีวิตเจริญงอกงามขึ้นในความดี และสมบูรณ์ด้วยคุณสมบัติที่ดี เช่น ในพุทธพจน์ “ภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายอย่าได้กลัวต่อบุญเลย คำว่าบุญนี้ เป็นชื่อของความสุข” แต่อย่างไรก็ตาม คำนิยามของคำว่า “บุญ” ย่อมเปลี่ยนแปลงไปตาม “ค่านิยม” ของแต่ละบุคคล ซึ่งได้รับอิทธิพลจากสภาวะด้านสังคม เศรษฐกิจ การเมือง และเทคโนโลยี (กระแสโลกทางโลกาภิวัฒน์) ประเด็นสำคัญ คือ ความไม่รู้อย่างถ่องแท้ในหลักธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า คือ อาการของ “อวิชชา ๘” เข้าครอบงำปัญญาย่อมเกิดขึ้นกับบุคคลนั่น กล่าวง่ายๆ คือ คิดเอาเอง ทำเอาเอง ตามอำนาจกิเลส คือ ปล่อยจิตใจให้ตกอยู่ใน “วงจรกิเลส” (กิเลสวัฏฏ์) ได้แก่ อวิชชา ตัณหา อุปาทาน นั่นคือ ความไม่รู้ในหลัก “ปฏิจจสมุปบาท” ด้วยเหตุนี้ จึงเกิด “ค่านิยม” ที่ผิดๆ ในการสร้างบุญกุศลขึ้นในวัฒนธรรมพุทธ กลับกลายเป็นการตอบสนองกิเลสตัณหาไป แทนที่จะได้บุญดังที่ประสงค์ปรารถนาไว้ ไม่เป็นไปเพื่อสนองแนวทางการทำบุญด้วยชอบ คือ “สัมปทา ๔” หมายถึง คุณแห่งความถึงพร้อม ความพรั่งพร้อมสมบูรณ์แห่งองค์ประกอบต่างๆ ซึ่งทำให้ทานที่บริจาคแล้ว เป็นทานอันยอดเยี่ยม มีผลมาก อาจเห็นผลทันตา ได้แก่

(๑) วัตถุสัมปทา คือ ถึงพร้อมด้วยวัตถุ นั่นคือ บุคคลผู้เป็นที่ตั้งรองรับทาน เช่น ทักขิไณยบุคคล ผู้เป็นพระอรหันต์ หรือ พระอนาคามี ผู้เข้านิโรธสมาบัติได้
(๒) ปัจจัยสัมปทา คือ ถึงพร้อมด้วยปัจจัย นั่นคือ สิ่งที่จะให้เป็นของบริสุทธิ์ ได้มาโดยชอบธรรม
(๓) เจตนาสัมปทา คือ ถึงพร้อมด้วยเจตนา นั่นคือ มีเจตนาในการให้สมบูรณ์ครบ ๓ กาล ทั้งก่อนให้ขณะให้ และหลังให้ จิตโสมนัส ประกอบด้วยปัญญา อันประกอบด้วยแรงอธิษฐาน
(๔) คุณาติเรกสัมปทา คือ ถึงพร้อมด้วยคุณส่วนพิเศษ นั่นคือ ปฏิคาหกมีคุณสมบัติพิเศษ เช่น ทักขิไณยบุคคลนั้น ออกจากนิโรธสมาบัติใหม่ๆ

ในการทำบุญตามวัฒนธรรมไทยนั้น สิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ คือ “การอธิษฐาน” เรียกว่า “อธิษฐานธรรม ๔” (อธิษฐาน) หมายถึง ธรรมเป็นที่มั่น ธรรมอันเป็นฐานที่มั่นคงของบุคคล ธรรมที่ควรใช้เป็นที่ประดิษฐานตน เพื่อให้สามารถยึดเอาผลสำเร็จสูงสุดอันเป็นที่หมายได้ โดยไม่เกิดความสำคัญตนผิด และไม่เกิดสิ่งมัวหมองหมักหมมทับถมตน นั่นคือ “ธรรมที่ควรตั้งไว้ในใจ” ได้แก่

(๑) ปัญญา คือ ความรู้ชัด นั่นคือ หยั่งรู้ในเหตุผล พิจารณาให้เข้าใจในสภาวะของสิ่งทั้งหลายจนเข้าถึงความจริง
(๒) สัจจะ คือ ความจริง นั่นคือ ดำรงมั่นในความจริงที่รู้ชัดด้วยปัญญา เริ่มแต่จริงวาจาจนถึงปรมัตถสัจจะ
(๓) จาคะ คือ ความสละ นั่นคือ สละสิ่งอันเคยชิน ข้อที่เคยยึดถือไว้ และสิ่งทั้งหลายอันผิดพลาดจาก
      ความจริงเสียได้ เริ่มแต่สละอามิสจนถึงสละกิเลส
(๔) อุปสมะ คือ ความสงบ นั่นคือ ระงับโทษข้อขัดข้องมัวหมองวุ่นวายอันเกิดจากกิเลสทั้งหลายแล้วทำจิตใจให้สงบได้

ข้อธรรมทั้ง ๔ ข้อนี้ พึงปฏิบัติตามกระทู้ดังนี้

๑. ปญฺญํ นปฺปมชฺเชยฺย (ไม่พึงประมาทปัญญา คือ ไม่ละเลยการใช้ปัญญา)
๒. สจฺจํ อนุรกฺเขยฺย (พึงอนุรักษ์สัจจะ)
๓. จาคํ อนุพฺรูเหยฺย (พึงเพิ่มพูนจาคะ)
๔. สนฺตึ สิกฺเขยฺย (พึงศึกษาสันติ)

ดังนั้น ค่านิยมที่ผิดในการทำบุญกุศลของพุทธศาสนิกชาวไทย คือ ความฟุ่มเฟือย ความสุรุ่ยสุร่าย ที่ใช้จ่ายเกินควร ที่ทำให้สูญเสียทางด้ายเศรษฐกิจอย่างขาดสติกลั่นกรองด้วยเหตุผล ซึ่งสมควรจะประหยัดค่าใช้จ่าย เป็นตัวอย่างที่ดีแก่คนรุ่นหลัง เพราะขาดปัญญาข้อที่ ๑ ในหลักธรรม “อธิษฐานธรรม ๔” นั่นคือ หยั่งรู้ในเหตุผล พิจารณาให้เข้าใจในสภาวะของสิ่งทั้งหลายจนเข้าถึงความจริง อย่าให้เกิดความสูญเปล่าขึ้น แต่ไม่ถึงขั้น “มัจฉริยะ” คือ ความตระหนี่ ความหวง ความคิดกีดกันไม่ให้ผู้อื่นได้ดี แต่ขอให้เป็นแนวคิดที่เดินแบบสายกลาง คือ “มัชฌิมาปฏิปทา” ในการสร้างบุญกุศล ควรเป็นการทำบุญกุศลอันประกอบด้วยภูมิปัญญาตามที่พระพุทธเจ้าตรัสสอนไว้ ดังใน “พุทธโอวาท” กล่าวไว้ ๓ ประการ

(๑) สพฺพปาปสฺส อกรณํ (ไม่ทำความชั่วทั้งปวง)
(๒) กุสลสฺสูปสมฺปทา (ทำแต่ความดี)
(๓) สจิตฺตปริโยทปนํ (ทำใจของตนให้สะอาดบริสุทธิ์)

จากพุทธโอวาทในครั้งปฐมกาลนั้น แนวทางประพฤติปฏิบัติดังกล่าวเบื้องต้นที่พระพุทธองค์ทรงตรัสสอนก็คือ “ไตรสิกขา” ซึ่งหมายถึง “สิกขา ๓” (The Threefold Learning) คือ ข้อปฏิบัติที่เป็นหลักสำหรับศึกษา คือ ฝึกหัดอบรม กาย วาจา จิตใจ และปัญญา ให้ยิ่งขึ้นไปจนบรรลุจุดหมายสูงสุดคือ “พระนิพพาน” หรือเรียกอีกอย่างว่า ศีล (Morality) สมาธิ (Concentration) ปัญญา (Wisdom) ได้แก่

(๑) อธิสีลสิกขา หมายถึง สิกขาคือศีลอันยิ่ง ข้อปฏิบัติสำหรับฝึกอบรมกายวาจาในทางความประพฤติ อย่างสูง ด้วยการรักษาศีลให้บริสุทธิ์เพื่อเป็นพื้นฐานในการเจริญสมาธิต่อไป
(๒) อธิจิตตสิกขา หมายถึง สิกขาคือจิตอันยิ่ง ข้อปฏิบัติสำหรับฝึกอบรมจิตเพื่อให้เกิดคุณธรรม เช่นสมาธิอย่างสูง ให้จิตใจเกิดความหมดจดบริสุทธิ์เพื่อเป็นพื้นฐานในการเจริญปัญญาต่อไป
(๓) อธิปัญญาสิกขา หมายถึง สิกขาคือปัญญาอันยิ่ง ข้อปฏิบัติสำหรับฝึกอบรมปัญญาเพื่อให้เกิดความรู้แจ้งอย่างสูง

คำว่า “ความรู้แจ้งอย่างสูง” นั่นคือ “ญาณ ๑๖” ซึ่งเป็นปรีชาหยั่งรู้ ทำให้คิดรู้เข้าใจอย่างชัดแจ้งในวิปัสสนาภูมิด้วย “ญาณทัสสนวิสุทธิ” เพื่อก้าวไปสู่ความเป็นอริยบุคคลด้วยอริยธรรม คือ “อริยสัจจ์ ๔” ซึ่งหมายถึง ความจริงอันประเสริฐที่ให้เป็น “อริยบุคคล ๔” ด้วย “โลกุตตรญาณ” นั่นคือ “มัคคญาณ” และ “ผลญาณ” ซึ่งเป็นขั้นตอนการวิวัฒน์ปัญญาภูมิ (ภาวนามยปัญญา) ขั้นสูงสุดแห่งปรมัตถสัจจะอย่างแท้จริง ซึ่งเป็นสภาวะที่เปลี่ยนจาก “โลกียธรรม” ไปสู่ “โลกุตตรธรรม” สภาวะดังกล่าวเป็นภาวะที่อยู่เหนือวิสัยโลก (“อภิปรัชญา” – Metaphysics) ไม่เกี่ยวข้องกับความคิดที่เป็น “สมมุติบัญญัติ” ที่มนุษย์เป็นผู้กำหนดความหมายตาม “ข้อตกลงทางสังคม” (Social Conventions) คือ “สมมุติสัจจะ” ที่ไม่บริสุทธิ์ตามความเป็นจริงในธรรมชาติ ที่เกิดจากการปรุงแต่งด้วยจิตใจมนุษย์ด้วย “สัญญา” และ “เวทนา” ให้เกิดเป็น “ขันธ์ ๕” ในทางตรงกันข้าม คือ ต้องเห็นจริงรู้แจ้งในสภาวธรรมที่เป็นแบบ “ตถตา” ซึ่งหมายถึง ความเป็นอย่างนั้น ความเป็นเช่นนั้น ภาวะที่สิ่งทั้งหลายทั้งปวงเป็นของมันอย่างนั้นเอง คือ เป็นไปตามเหตุปัจจัย ที่เรียกว่า “ปฏิจจสมุปบาท” หรือ “อิทัปปัจจยตา” และเป็นภาวะที่สอดคล้องกับ “ไตรลักษณ์” ได้แก่ อนิจจตา ทุกขตา อนัตตา ซึ่งทำให้เห็นธรรมด้วย “ธรรมจักษุ” คือ การรวมครั้งใหญ่ของมวลปัญญาในการหยั่งรู้ที่เข้าใจแจ้งเห็นจริงชัดในสภาวะของสรรพสิ่งทั้งหลาย (ขันธ์ ๕) ที่เป็นอย่างเดียวกัน ดังพุทธพจน์ที่ว่า:

“ยงฺกิญฺจิ สมุทยธมํ สพฺพนฺตํ นิโรธธมฺมนฺติ”
สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งหลายมีความดับไปเป็นธรรมดา

บุคคลที่ได้ “ดวงตาเห็นธรรม” แสดงถึง ศักยภาพทางด้านปัญญาที่วิวัฒน์ตนเองได้อย่างสูงสุดที่จะเข้าถึง “ปรมัตถสัจจะ” ทำให้แยกสิ่งที่ถูกและสิ่งที่ผิดด้วยปัญญาชั้นสูง ซึ่งจะมาเกี่ยวข้องโดยตรงกับ “การทำบุญ” เพราะบุญนั้นก็เป็นชื่อแห่งกุศลที่พึงประพฤติปฏิบัติ เช่น “การเจริญภาวนา” เป็นบุญอันสูงสุดในพุทธศาสนาที่เหนือกว่า “จาคะ” (Renunciation) คือ การเสียสละ หรือ “ทาน” (Charity) คือ การบริจาคให้ ซึ่งมีพื้นฐานเกิดจากจิตใจที่เป็นเมตตาแห่ง “พรหมวิหาร ๔” เรียกอีกอย่างว่า “อัปปมัญญา ๔” (Unbounded States) เพราะแผ่สม่ำเสมอโดยทั่วไปในมนุษย์สัตว์ทั้งหลาย ไม่มีประมาณ ไม่จำกัดขอบเขต ซึ่ง “พรหมวิหาร ๔” มีในผู้ใด ย่อมทำให้ผู้นั้นประพฤติปฏิบัติเกื้อกูลแก่ผู้อื่น ด้วย “สังคหวัตถุ ๔” หมายถึง ธรรมเครื่องยึดเหนี่ยว นั่นคือ ยึดเหนี่ยวใจบุคคล และประสานหมู่ชนไว้ในสามัคคี หลักการสงเคราะห์ ได้แก่

(๑) ทาน คือ การให้ นั่นคือ เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ เสียสละ แบ่งปัน ช่วยเหลือกันด้วยสิ่งของ ตลอดถึงให้ความรู้และแนะนำสั่งสอน
(๒) ปิยวาจา (เปยยวัชชะ) คือ วาจาเป็นที่รัก วาจาดูดดื่มน้ำใจ หรือวาจาซาบซึ้งใจ คือกล่าวคำสุภาพไพเราะอ่อนหวาน สมานสามัคคี ให้เกิดไมตรีและความรักใคร่นับถือ ตลอดถึงคำแสดงประโยชน์ประกอบ ด้วยเหตุผลเป็นหลักฐานจูงใจให้นิยมยินดี
(๓) อัตถจริยา คือ การประพฤติประโยชน์ นั่นคือ ขวนขวายช่วยเหลือกิจการ บำเพ็ญสาธารณประโยชน์ ตลอดถึงช่วยแก้ไขปรับปรุงส่งเสริมในทางจริยธรรม
(๔) สมานัตตตา คือ ทำตนเสมอต้นเสมอปลาย ปฏิบัติสม่ำเสมอกันในชนทั้งหลาย และเสมอในสุขทุกข์โดยร่วมรับรู้ร่วม แก้ไข ตลอดถึงวางตนเหมาะแก่ฐานะ ภาวะบุคคล เหตุการณ์และสิ่งแวดล้อม ถูกต้องตามธรรมในแต่ละกรณี

แนวทางประพฤติปฏิบัติดังกล่าวข้างต้นนั้น เป็นสิ่งที่พุทธบริษัทพึงกระทำอย่างยิ่ง ด้วยการครองสติสัมปชัญญะอย่างเยี่ยมเช่นกัน เพราะการขาดสติยั้งคิดทำให้เกิดความประมาทใน “ทุจริต ๓” ทางกาย วาจา ใจ ขึ้นซึ่งไม่น่าจะเกิดขึ้นเพราะขาดความระมัดระวัง โดยเฉพาะ “การทำบุญ” ที่ขาดเหตุผลซึ่งนำ “วิบากอกุศล” ความเดือดร้อนมาสู่ตนและบริวารในภายหลัง “ค่านิยม” ดังกล่าวนี้ เราเปลี่ยนแปลงได้ เพราะไม่เสริมความสบายใจ ความโสมนัส มาสู่ตนและกลุ่มเครือญาติใดๆ ทั้งสิ้น เมื่อผิด ก็รู้ปรับปรุงเปลี่ยนแปลงในทางที่สร้างสรรค์ คือ ความเป็น “พุทธะ” อย่างแท้จริง คือ มีจิตที่เป็นพุทธะ (สะอาด - สงบ - สว่าง) ได้แก่

(๑) ผู้รู้ คือ มีปัญญาหยั่งรู้สอดส่องสิ่งที่ดีไม่ดีด้วยสติสัมปชัญญะ นั่นคือ “สะอาด”

(๒) ผู้ตื่น คือ ลุกขึ้นมาเปลี่ยนแปลงชีวิตให้ดีขึ้นด้วย “พุทธธรรม” คือ ธรรมที่ทำให้เป็นพระพุทธเจ้าซึ่งเป็นแนวทางแห่ง “วิสุทธิ ๗” ทั้งดับกิเลสอาสวะและกองทุกข์ทั้งปวงด้วย “อริยสัจจ์ ๔” นั่นคือ “สงบ”

(๓) ผู้เบิกบาน คือ ความคิดรู้เข้าใจอย่างถ่องแท้ว่า “การเจริญภาวนา” ทั้งสมถกัมมัฏฐานและวิปัสสนากัมมัฏฐานนั้น เป็นหนทางแห่งมหากุศลในชีวิตที่ต้องปฏิบัติเป็นนิตย์

นั่นคือ ผู้มีจิตใจบริสุทธิ์ผ่องใส ด้วยสติสัมปชัญญะ นั่นคือ “ปัญญาภูมิ” ไม่ขาดสติอย่างไร้เหตุผล ด้วยการประคองชีวิตให้หลุดพ้นจากกิเลสอาสวะและทุกข์ทั้งปวงได้อย่างเด็ดขาด คือ “พระนิพพาน” นั่นคือ “สว่าง” นั่นเอง กล่าวโดยสรุป การทำบุญที่ให้กุศลสูงสุดแห่งปรมัตถ์ คือ “การเจริญภาวนา” ทั้งสมถสมาธิ หมายถึง “สมถกัมมัฏฐาน” และวิปัสสนาสมาธิ หมายถึง “วิปัสสนากัมมัฏฐาน” เพื่อให้เกิดปัญญา นั่นคือ ผู้มีอารมณ์จะเป็น “โยคาวจรขีณาสพ” ผู้เจริญภาวนาที่สิ้นกิเลสอาสวะทั้งหลายและกองทุกข์ทั้งปวงด้วย “อรหัตตมัคคญาณ” และ “อรหัตตผลญาณ” อย่างแท้จริง นี่คือ “ค่านิยม” (Value) และ “พฤติกรรม” (Behavior) ที่พุทธศาสนิกชนพึงใส่ใจอย่างจริงจังในทางปฏิบัติ และพึงสังวรระวังที่จะเลือกเป็นเส้นทางแห่งอริยธรรมในการสร้างบุญกุศล

ในประการสุดท้ายนี้ มีประเด็นข้อที่สำคัญที่สุด คือ “ปัจฉิมโอวาท” อันเป็นพระดำรัสสุดท้ายของพระพุทธเจ้าก่อนจะปรินิพพานที่เป็นข้อสรุปประชุมหมวดธรรมทั้งหลายให้ลงสู่ข้อธรรมเอกว่า:

“วยธมฺมา สงฺขารา อปฺปมาเทน สมฺปาเทถ”
สังขารทั้งหลาย มีความเสื่อมสลายไปเป็นธรรมดา ท่านทั้งหลายจงยังประโยชน์ตนและประโยชน์ผู้อื่นให้ถึงพร้อมด้วยความไม่ประมาทเถิด

ขอให้ผู้เจริญภาวนาทั้งหลาย จงประสบความสงบสันติสุขในการเจริญพุทธธรรมตลอดไปด้วยสติสัมปชัญญะแห่งความสัจจ์จริงทุกประการ



๓๗. ค่านิยมที่ผิดในการทำบุญในพุทธศาสนา   
Download Now
Download Now
       


  ๓๘. วิถีความเร็วของจิตในการเจริญภาวนาคืออะไร


๓๘ . วิถีความเร็วของจิตในการเจริญภาวนาคืออะไร  
Download Now
Download Now
พุทธชยันตี ๒๖๐๐ ปี
 เชิญชาวพุทธร่วมฉลองด้วยการศึกษาธรรมะ
Download Siripat RSS Feed      
คำถาม FAQ อาจารย์นิธี ศิริพัฒน์     
ฉบับเฉลิมฉลอง “พุทธชยันตี ๒๖๐๐ ปี” วันวิสาขบูชา วันจันทร์ที่ ๔ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๕๕     
Siripat.Com and Academiae Network 2012     


๓๘. วิถีความเร็วของจิตในการเจริญภาวนาคืออะไร

ในการประพฤติปฏิบัติธรรมนั้น เรียกว่า “การเจริญภาวนา” ซึ่งแบ่งออกเป็น ๒ ลักษณะ คือ (๑) สมถกัมมัฏฐาน คือ การเจริญสมาธิให้ถึงขั้น “ฌาน” ซึ่งเป็นการบริกรรมภาวนาด้วยการเพ่งวัตถุ โดยเฉพาะการกำหนดลมหายใจเข้า–ออก (“อัสสาสะ ปัสสาสะ” คือ สภาพปรุงแต่งกาย เรียกว่า “กายสังขาร”) เพื่อให้เกิดความสงบและเป็นสมาธิในฌาน และก้าวสู่ความสงบระดับสูง เรียกว่า “สมาบัติ” และ (๒) วิปัสสนากัมมัฏฐาน คือ ขั้นการเจริญภาวนาที่ก้าวต่อจาก “สมถกัมมัฏฐาน” ไปสู่ “การเจริญปัญญา” ในวิปัสสนาภูมิ ซึ่งเป็นความวิเศษในการหยั่งรู้สภาวธรรม ที่มีสมุฏฐานจากหลักธรรมสำคัญต่อไปนี้ (๑) กฎแห่งกรรม (๒) เบญจขันธ์ (๓) ปฏิจจสมุปบาท (๔) ไตรลักษณ์ (๕) อริยสัจจ์ ๔ (๖) ญาณ ๑๖ (๗) วิปัสสนาญาณ ๙ (๘) วิสุทธิ ๗ และ (๙) โพธิปักขิยธรรม ๓๗ เพราะฉะนั้น หลักทั้งหมด ๙ ประการ เป็นปัญญาความรู้พื้นฐานของผู้เจริญภาวนาที่ต้องมีกันทุกคน ถ้าพูดเรื่องนี้ไม่เข้าใจกัน แสดงว่ายังไม่ใช่ “โยคาวจร” ผู้เจริญภาวนาที่แท้จริง ยังเป็น “ปทปรมะ” (อับปัญญา) คือ บุคคลที่ยังไม่เข้าใจในธรรมของพระพุทธเจ้าอย่างแท้จริง จะต้องก้าวไปสู่ “เนยยะ” ผู้ที่จะฝึกได้ “วิปจิตัญญู” ผู้ที่ฟังธรรมได้เข้าใจ และ “อุคฆฏิตัญญู” ผู้เข้าใจธรรมได้ทันที ไม่ว่าจะยกหัวข้อธรรมใดขึ้นแสดงก็ตาม เช่น ความสามารถเข้าใจได้ตามความหมายแห่ง “นีตัตถะ” ในพระสูตรซึ่งมีความหมายที่แสดงชัดโดยตรงแล้ว พุทธพจน์ที่ตรัสโดยปรมัตถ์ ซึ่งมีความหมายตรงไปตรงมาตามสภาวะ ดังเช่นที่ตรัสว่า รูป เสียง กลิ่น รส เป็นต้น ก็ต้องเข้าใจในความหมายที่เป็น “โลกุตตรธรรม” หรือ “ปรมัตถสัจจะ” ดังนั้น ในการปฏิบัติธรรมนั้น ถ้าผู้เจริญภาวนาไม่ตั้งใจจริงด้วยความอุตสาหะอย่างบากบั่นนั้น คงประสบความสำเร็จได้ยาก แม้จะบรรลุในธรรมบางอย่าง ก็ยังเก็บรักษาไว้ได้ยาก เพราะจิตใจไม่แข็งแรงแกร่งพอที่จะต่อสู้กับอุปสรรคต่างๆ ที่เป็นมารค่อยขัดขวางความก้าวหน้าไม่ให้เจริญในขั้นสูงขึ้นไป

สำหรับผู้เจริญภาวนาที่ถูกคลองธรรมโดยชอบแล้วนั้น หมายถึง ปฏิบัติตามขั้นตอนตั้งแต่ “สมถกัมมัฏฐาน” ก้าวสู่ “วิปัสสนากัมมัฏฐาน” ย่อมเห็นความก้าวหน้าในการพัฒนาจิตใจใน “สมถกัมมัฏฐาน” นั่นคือ การพัฒนาสติอย่างถูกต้องก่อน เรียกว่า “สัมมาสติ” โดยมีศีลบริสุทธิ์เป็นสมุฏฐานในการก้าวขั้นนี้ ซึ่งหมายถึงการเจริญ “สติปัฏฐาน ๔” ให้ครบทั้ง ๔ ฐานของสติสัมปชัญญะ แล้วก้าวสู่ “การเจริญฌาน” คือ การทำให้จิตและเจตสิกเกิดความสงบด้วยการเพ่งวัตถุให้เป็นอารมณ์กรรมฐาน นั่นคือ “กายปัสสัทธิ” คือ ความสงบเย็นของกอง “เจตสิก ๕๒” ซึ่งเรียกว่า “นามกาย” และ “จิตตปัสสัทธิ” คือ ความสงบเย็นลงของ “จิต ๘๙” คำว่า “นามกาย” อาจหมายถึง เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ เรียกว่า “นามขันธ์ ๔” แห่งขันธ์ ๕ ก็ได้ เมื่อนามขันธ์เกิดความสงบเย็นแห่งปัสสัทธิ มีการพัฒนาความชำนาญในการเจริญองค์ฌานทั้ง ๕ รวมทั้ง “อุเบกขา” จากระดับ ปฐมฌาน ทุติยณาน ตติยฌาน จนถึง จตุตถฌาน ตามลำดับ ดังนั้น ในขั้นนี้เป็นความตั้งมั่นแห่งจิต ภาวะที่จิตสงบนิ่งจับอยู่ที่อารมณ์อันเดียว เรียกว่า “สมาธิ ๓” (Concentration) แบ่งออกเป็น ๓ ขณะ ได้แก่ (๑) ขณิกสมาธิ คือ สมาธิชั่วขณะ (๒) อุปจารสมาธิ คือ สมาธิจวนจะแน่วแน่ และ (๓) อัปปนาสมาธิ คือ สมาธิแน่วแน่ หรือเปรียบเทียบกับการเจริญกรรมฐานฝึกสมาธิขั้นต่างๆ เรียกว่า “ภาวนา ๓” ได้แก่

(๑) บริกรรมภาวนา คือ ภาวนาขั้นบริกรรม ฝึกสมาธิขั้นตระเตรียม ได้แก่ การถือเอานิมิตในสิ่งที่กำหนดเป็นอารมณ์กรรมฐาน เช่น เพ่งดวงกสิณ หรือนึกถึงพุทธคุณเป็นอารมณ์ว่าอยู่ในใจ คือ “พุทธโธ” หรือ “อรหันต์” บางสำนักปฏิบัติธรรมเลือกใช้คำอื่น เช่น “หยุบหนอ พองหนอ” เป็นต้น กล่าวสั้นๆ คือ การกำหนดบริกรรมนิมิตนั่นเอง ได้ในกรรมฐานทั้ง ๔๐ อย่าง

(๒) อุปจารภาวนา คือ ภาวนาขั้นจวนเจียน ฝึกสมาธิขั้นเป็นอุปจาร ได้แก่ เจริญกรรมฐานต่อไปถึงขณะที่ปฏิภาคนิมิตเกิดขึ้นในกรรมฐานที่เพ่งวัตถุก็ดี นิวรณ์สงบไปในกรรมฐานประเภทนึกเป็นอารมณ์ก็ดี นับแต่ขณะนั้นไปจัดเป็นอุปจารภาวนา ขั้นนี้เป็น กามาวจรสมาธิ ได้ในกรรมฐานทั้ง ๔๐ อย่าง อุปจารภาวนา สิ้นสุดแค่โคตรภูขณะ ในฌานชวนะ

(๓) อัปปนาภาวนา คือ ภาวนาขั้นแน่วแน่ ฝึกสมาธิขั้นเป็นอัปปนา ได้แก่ เสพปฏิภาคนิมิตที่เกิดขึ้นแล้วนั้นสม่ำเสมอด้วยอุปจารสมาธิ จนบรรลุปฐมฌาน คือ ถัดจากโคตรภูขณะในฌานชวนะเป็นต้นไป ต่อแต่นั้นเป็นอัปปนาภาวนา ขั้นนี้เป็น รูปาวจรสมาธิ ได้เฉพาะในกรรมฐาน ๓๐ คือ หักอนุสสติ ๘ ข้างต้น ปฏิกูลสัญญา ๑ และ จตุธาตุววัตถาน ๑ ออกเสีย คงเหลือ อสุภะ ๑๐ และกายคตาสติ ๑ (ได้ถึงปฐมฌาน) อัปปมัญญา ๓ ข้อต้น (ได้ถึงจตุตถฌาน) อัปปมัญญา ข้อท้าย คือ อุเบกขา ๑ กสิณ ๑๐ และอานาปานสติ ๑ (ได้ถึงปัญจมฌาน) อรูป ๔ (ได้อรูปฌาน)

แต่อย่างไรก็ตาม ในการเจริญสมาธิภาวนานั้น สิ่งหนึ่งที่หนีไม่พ้น คือ “นิมิต ๓” (Sign) หมายถึง เครื่องหมายสำหรับให้จิตกำหนดในการเจริญกรรมฐาน ภาพที่เห็นในใจอันเป็นตัวแทนของสิ่งที่ใช้เป็นอารมณ์กรรมฐาน ได้แก่

(๑) บริกรรมนิมิต คือ นิมิตแห่งบริกรรม นิมิตตระเตรียมหรือนิมิตแรกเริ่ม ได้แก่ สิ่งใดก็ตามที่กำหนดเป็นอารมณ์ในการเจริญกรรมฐาน เช่น ดวงกสิณที่เพ่งดู หรือ พุทธคุณที่นึกเป็นอารมณ์ว่าอยู่ในใจ เป็นต้น ได้ในกรรมฐานทั้ง ๔๐ อย่าง

(๒) อุคคหนิมิต คือ นิมิตที่ใจเรียน นิมิตติดตา ได้แก่ บริกรรมนิมิตนั้นที่เพ่งหรือนึกกำหนดจนเห็นแม่นในใจ เช่น ดวงกสิณที่เพ่งจนติดตา หลับตามองเห็น เป็นต้น ได้ในกรรมฐานทั้ง ๔๐ อย่าง

(๓) ปฏิภาคนิมิต คือ นิมิตเสมือน นิมิตเทียบเคียง ได้แก่ นิมิตที่เป็นภาพเหมือนของอุคคหนิมิตนั้น แต่เป็นสิ่งที่เกิดจาก “สัญญา” คือ ความกำหนดได้หมายรู้ในอารมณ์ ๖ ซึ่งเป็นเพียงอาการปรากฏแก่ผู้ได้สมาธิ จึงบริสุทธิ์จนปราศจากสี เป็นต้น และไม่มีมลทินใดๆ ทั้งสามารถนึกขยายหรือย่อส่วนได้ตามปรารถนา นิมิตนี้ได้เฉพาะในกรรมฐาน ๒๒ คือ กสิณ ๑๐ อสุภะ ๑๐ กายคตาสติ ๑ และอานาปานสติ ๑ เมื่อเกิดปฏิภาคนิมิตขึ้น จิตย่อมตั้งมั่นเป็นอุปจารสมาธิ จึงชื่อว่าปฏิภาคนิมิตเกิดพร้อมกับ “อุปจารสมาธิ” เมื่อเสพปฏิภาคนิมิตนั้นสม่ำเสมอด้วยอุปจารสมาธิ ก็จะสำเร็จเป็น “อัปปนาสมาธิ” ต่อไป ปฏิภาคนิมิตจึงชื่อว่าเป็นอารมณ์แก่ “อุปจารภาวนา” และ “อัปปนาภาวนา” ดังที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ เป็นขั้นตอนการพัฒนาจิต ซึ่งเรียกว่า “สมถกัมมัฏฐาน” ซึ่งเป็นเส้นทางในการบรรลุ “ฌานสมาบัติ” ได้ พวกฤาษีสำเร็จการบำเพ็ญเพียรตบะสิ้นสุดที่จุดนี้

จากเนื้อหาที่กล่าวมาข้างต้นนั้น จะเห็นได้ว่าในการเจริญ “สมถกัมมัฏฐาน” นั้น มีความเกี่ยวข้องกับศัพท์บัญญัติทางพุทธศาสตร์ ได้แก่ สมถะ กัมมัฏฐาน ฌาน สมาบัติ สมาธิ ภาวนา นิมิต สัญญา กลุ่มคำศัพท์เหล่านี้ ผู้เจริญภาวนาจะต้องเข้าใจอย่างแม่นยำและถูกต้องทุกประการ ถ้าเกิดผิดเพี้ยนในความเข้าใจ ย่อมส่งผลกระทบต่อความก้าวหน้าในการเจริญภาวนาในอนาคตอย่างแน่นอน “พจนานุกรมพุทธศาสตร์” ช่วยในการทบทวนความแม่นยำและความถูกต้องได้ ซึ่งเป็นการเตรียมความพร้อมก่อนจะลงมือในภาคสนามจริง เพื่อป้องกันความเข้าใจผิดพลาดในภาคปฏิบัติ

ในอันต่อไป จะเป็นการบรรยายเกี่ยวกับการเจริญ “วิปัสสนากัมมัฏฐาน” ซึ่งเป็นขั้นต่อจากสมถกัมมัฏฐานนั้น นับว่าเป็นขั้นการเจริญปัญญาให้เกิดความบริสุทธิ์หมดจดเช่นเดียวกับการพัฒนาจิตให้บริสุทธิ์หมดจดในสมถกัมมัฏฐาน วิปัสสนากัมมัฏฐานเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับการหยั่งรู้เพื่อให้เห็นจริงรู้แจ้งในสภาวธรรมที่ปรากฏจริงในธรรมชาติ เรียกว่า “ตถตา” ตามหลักอิทัปปัจจยตา คือ “ภาวะที่สิ่งทั้งหลายทั้งปวงเป็นของมันอย่างนั้นเอง นั่นคือ เป็นไปตามเหตุปัจจัย” และกฎไตรลักษณ์ ที่เรียกว่า “สามัญลักษณะ” ได้แก่ อนิจจตา ทุกขตา อนัตตตา ซึ่งหมายถึง “ความไม่เที่ยง ความแปรปรวนแห่งทุกข์ และความไม่ตัวใช่ตน” ความเข้าใจในสภาวธรรมของสรรพสิ่งทั้งหลาย คือ “ขันธ์ ๕” ว่ามีสภาวะเป็นเช่นนี้ด้วยกัน ทำให้เห็นแก่นธรรมแห่งพุทธศาสนาชัดเจนยิ่งนัก เรียกว่า “ธรรมจักษุ” คือ ได้บรรลุแห่งธรรม นั่นคือ “ดวงตาเห็นธรรม” ในขั้นต้น ขั้นที่สูงขึ้นไป คือ “การเจริญวิปัสสนา” เพื่อให้เกิด “ญาณทัสสนะ” แห่งปัญญาภูมิ คือ “ภาวนามยปัญญา” ซึ่งประกอบด้วย (๑) ญาณ ๑๖ (๒) วิปัสสนาญาณ ๙ (๓) อริยสัจจ์ ๔ (๔) วิสุทธิ ๗ และ (๕) โพธิปักขิยธรรม ๓๗ จุดประสงค์ของการเจริญหลักทั้งหมด ๕ อย่าง นั้น เพื่อพัฒนาปัญญาให้ข้ามเข้าสู่ความเป็น “อริยบุคคล” คือ การก้าวจาก “โลกียภูมิ” ไปสู่ “โลกุตตรภูมิ” ที่สมบูรณ์แบบด้วยศีล สมาธิจิตและสมาธิปัญญาที่บริสุทธิ์หมดจดจากกิเลสอาสวะและกองทุกข์ทั้งปวง นั่นคือ “พระนิพพาน” สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมของหลักธรรมทั้ง ๗ นั้น ค้นคว้าได้ใน “พจนานุกรมพุทธศาสตร์” ถ้าต้องความชัดเจนในภาคปฏิบัตินั้น ควรสอบถามจากผู้เป็นอริยบุคคล

เมื่อเราเข้าใจทั้งสมถกัมมัฏฐานและวิปัสสนากัมมัฏฐานข้างต้นแล้ว สิ่งที่เรียกว่า “วิถีความเร็วของจิต” ในวิปัสสนาภูมิเป็นเช่นใด ความจริงคือเรื่อง “วสี ๕” ดังนี้

“วสี ๕” หมายถึง ความชำนาญในฌาน ได้แก่
(๑) อาวัชชนวสี คือ ความสามารถในการพิจารณาองค์ฌานด้วยมโนทวาราวัชชนจิต ความชำนาญคล่องแคล่วในการนึก ตรวจองค์ฌานที่ตนได้ออกมาแล้ว
(๒) สมาปัชชนวสี คือ ความสามารถในการเข้าฌาน ความชำนาญคล่องแคล่วในการเข้าเข้าฌานได้รวดเร็วทันที
(๓) อฐิฏฐานวสี คือ ความสามารถในการให้ฌานดำรงอยู่ตามกำหนด ความชำนาญคล่องแคล่วในการที่จะรักษาฌานไว้มิให้ญาณจิตต์นั้น “ตกภวังค์” คือ ช่วงขณะที่วิถีจิตทีรับรู้เสพอารมณ์อยู่สิ้นสุดแล้วเกิดภวังคจิตขึ้นอีกดวง ช่วงที่ “วิถีจิต” เกิดและดับคือ “ตกภวังค์” แล้วเกิด “ภวังคจิต” ต่อไป คือ เกิดดับสลับกันไปเรื่อยๆ
(๔) วุฏฐานวสี คือ ความสามารถ ในการออกจากฌานตามกำหนด ความชำนาญคล่องแคล่วในการจะออกจากฌานเมื่อใดก็ได้ตามต้องการ
(๕) ปัจจเวกขณวสี คือ ความสามารถในการพิจารณาองค์ฌานด้วยชวนจิต ความชำนาญคล่องแคล่วในการพิจาณาทบทวนองค์ฌาน

ดังนั้น เกณฑ์การตรวจสอบความเร็วของจิตในการเจริญภาวนาเป็นเรื่องสำคัญเช่นเดียวกัน เพราะสิ่งนี้ เป็นเครื่องมือวัดความก้าวหน้าในการปฏิบัติธรรม ข้อสำคัญให้ฝึกปฏิบัติบ่อยให้เกิดความชำนาญคล่องแคล่วในระดับสมาธิหรือสมถกัมมัฏฐาน ซึ่งเกี่ยวข้องกับ “ฌานสมาบัติ” โดยตรง เมื่อเกิดความชำนาญในฌานสมาบัติดีแล้ว สมาธิก็พัฒนาด้วยสัมมาสมาธิ ความพร้อมในการก้าวไปสู่ “วิปัสสนาภูมิ” ก็ยิ่งมีความพร้อมมากยิ่งขึ้นเช่นเดียวกัน คำว่า “วิปัสสนาภูมิ” หมายถึง (๑) การปฏิบัติอันเป็นพื้นฐานที่วิปัสสนาดำเนินไป คือ “การมองดูรู้เข้าใจ” (สัมมสนะ) รู้เท่าทันสังขารทั้งหลายตามที่มันเป็นอนิจจตา ทุกขตา อนัตตา อันดำเนินไปโดยลำดับ จนเกิดตรุณวิปัสสนา ซึ่งเป็นพื้นของการก้าวสู่วิปัสสนาที่สูงขึ้นไป (๒) ธรรมที่เป็นภูมิของวิปัสสนา คือ ธรรมทั้งหลายอันเป็นพื้นฐานที่มองดูรู้เข้าใจ ให้เกิดปัญญาเห็นแจ้งตามเป็นจริง ตรงกับคำว่า “ปัญญาภูมิ” (วิปัสสนาภูมิ) โดยเฉพาะหลักธรรมปฏิจจสมุปบาท ดังนั้น ในการทำความเข้าใจเกี่ยวกับคำว่า “วิถีความเร็วของจิต” นั้น คือ การเคลื่อนไหวจากจิตดวงหนึ่งไปอีกจิตดวงหนึ่งที่เสวยอารมณ์ในแต่ละครั้ง เรียกว่า “ชวนะ” ดังนี้

ความหมายของคำว่า “ชวนะ” หมายถึง การแล่นไป การไปเร็ว การสว่างวาบ ความเร็ว ความไว้ จิตขณะที่แล่นไปในวิถี ซึ่งทำหน้าที่รับรู้เสพอารมณ์ทางทวารทั้งหลาย (ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย หรือ ใจ) เป็นวิถีจิตในช่วงหรือขั้นตอนที่ทำกรรม ถ้าเป็นกรรมดีเป็น “กุศลชวนะ” ถ้าเป็นกรรมชั่วเป็น “อกุศลชวนะ” ถ้าเป็นพระอรหันต์ ก็ไม่ทำกรรม เป็น “กิริยาชวนะ” จึงถือว่าอยู่ในช่วงที่สำคัญ โดยปกติ อย่างมากที่สุด ปุถุชนในกามภูมิ มี “ชวนจิต” เกิดขึ้น ๗ ขณะ แล้วเกิด “ตทารมณ์” (ตทาลัมพณะ–ตทาลัมพนะ หมายถึง มีอามรณ์นั้น เป็นอารมณ์เดียวกับชวนะหรือชวนจิต) เป็น “วิปากจิต” ขึ้นมา ๒ ขณะ แล้วเกิดเป็น “ภวังคจิต” เรียกว่า “ตกภวังค์” เป็นอันสิ้นสุด “วิถีจิต” หมายถึง การสิ้นสุดการรับอารมณ์ไปวิถีหนึ่ง

ดังที่กล่าว ถือเป็นกรณีที่จิตรับอารมณ์ที่มีกำลังแรงหรือเด่นชัดมาก ถ้าเป็นอารมณ์ใหญ่มากทาง “ปัญจทวาร” คือ ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย เรียกว่า “อติมหันตารมณ์” ถ้าเป็นอารมณ์เด่นชัดทางมโนทวาร เรียกว่า “วิภูตารมณ์” แต่ถ้าอารมณ์ที่รับนั้นมีกำลังไม่มากนักหรือไม่เด่นชัด คือ “มหันตารมณ์” ทางปัญจทวาร หรือ “อวิภูตารมณ์” ทางมโนทวาร พอชวนจิตขณะที่ ๗ ดับไป ก็เกิดเป็น “ภวังคจิต” ต่อเลย ซึ่งเรียกว่า “ตกภวังค์” ไม่มี “ตทารมณ์” เกิดขึ้น

ยิ่งกว่านั้น ในทางปัญจทวาร ถ้าอารมณ์ที่กระทบ มีกำลังน้อย นั่นคือ “ปริตรตารมณ์” หรืออ่อนกำลังอย่างยิ่ง นั่นคือ “อติปริตรตารมณ์” นั้น “วิถีจิต” จะเกิดขึ้นน้อยขณะ แล้วเกิดเป็น “ภวังคจิต” (ตกภวังค์) โดยไม่มี “ชวนจิต” เกิดขึ้นเลย ผู้ที่เจริญภาวนาต้องรับรู้อารมณ์เหล่านี้ได้ เพราะเป็นจิตที่ละเอียดอ่อนมาก

ในกรณีที่อารมณ์อ่อนกำลัง “ชวนจิต” เกิดแค่ ๖ ขณะก็มี ในเวลาจะสิ้นชีวิต “ชวนจิต” เกิดเพียง ๕ ขณะ ในเวลาเป็นลม สลบ ง่วงจัด เมาสุรา เป็นต้น หรือในกรณีมีปสาทวัตถุอ่อนกำลังยิ่ง อย่างทารกในครรภ์หรือเพิ่งเกิด “ชวนจิต” เกิดขึ้นเพียง ๔ – ๕ ขณะ

ส่วนในภูมิที่สูงขึ้นไป เช่น ในการบรรลุฌานแต่ละขั้นครั้งแรก ในการทำกิจแห่งอภิญญาในการสำเร็จกิจแห่งมรรค และในเวลาออกจากนิโรธสมาบัติ “ชวนจิต” เกิดขึ้นขณะเดียว แต่ในเวลาเข้านิโรสมาบัติ “ชวนจิต” เกิดขึ้น ๒ ขณะ

สำหรับผู้ชำนาญในฌาน “ชวนจิต” (อัปปนาชวนะ) จะเกิดดับต่อเนื่องไปตลอดเวลาที่อยู่ในฌานนั้น อาจจะตลอดทั้งวัน ไม่มีกำหนดจำนวนขณะ จะเป็น “อัปปนาวิถี” ตลอดเวลาที่ฌานจิตยังสืบต่อติดเนื่องกันไป จนกว่าจะเกิดเป็น “ภวังคจิต” ขึ้นมา สันตติของฌานจิตก็ขาดตอน เรียกว่า “ตกภวังค์” คือ การออกจากฌาน

คำว่า “ชวนะ” นี้ ใช้หมายถึง จิตที่ทำหน้าที่รับอารมณ์ในวิถีก็ได้ ซึ่งหมายถึงการทำหน้าที่ของจิตในการรับอารมณ์ก็ได้ ถ้าต้องการความหมายให้จำเพาะชัดลงไป ก็เติมคำกำกับลงไปว่า “ชวนจิต” หรือ “ชวนกิจ” ตามลำดับ

ในส่วนนี้เป็นการทำความเข้าใจกับระบบโครงสร้างจิตที่ทำงานในวิปัสสนาภูมิและในภูมิปกติของจิตมนุษย์ ที่ยังไม่ได้รับการพัฒนา และได้รับการพัฒนาในฌานแห่งสมถกัมมัฏฐาน เพื่อให้เกิดความชัดเจนในเรื่องนี้ ผู้เจริญภาวนาควรทำความเข้าใจในคำ “วิถีจิต” เพิ่มเติม ดังนี้

คำว่า “วิถีจิต” หมายถึง จิตในวิถี ซึ่งเป็นจิตในวิถีแห่งการรับรู้เสพอารมณ์ จิตซึ่งเกิดขึ้นเป็นไปในวิถี คือ พ้นจากภวังค์ หรือพ้นจากภาวะที่เป็น “ภวังคจิต” และมิใช่เป็น “ปฏิสนธิจิต” หรือ “จุติจิต” หรือกล่าวอีกนัยหนึ่ง คือ “จิต ๑๑” เป็นชื่อจิตซึ่งทำกิจ ๑๑ อย่าง (ดู วิญญาณกิจ ๑๔) นอกจากปฏิสนธิกิจ ภวังคกิจ และจุติกิจ ดังนั้น คำว่า “วิถีจิต” เป็นคำรวม เรียกจิตทั้งหลายซึ่งทำหน้าที่เกียวกับการรับรู้อารมณ์ ๖ ทางทวารทั้ง ๖

อธิบายอย่างง่ายพอให้เข้าใจเป็นพื้นฐานว่า สัตว์ทั้งหลาย หลังจากเกิด คือ “ปฏิสนธิ” แล้ว จนถึงก่อนตาย คือ “จุติ” ระหว่างนั้น ชีวิตเป็นอยู่โดยมีจิตที่เป็นพื้น เรียกว่า “ภวังคจิต” คือ จิตที่เป็นองค์แห่งภพ หรือจิตในภาวะที่เป็นองค์แห่งภพ ซึ่งเกิดดับสืบเนื่องต่อกันไปตลอดเวลา ซึ่งเรียกว่า “ภวังคโสตะ” คือ กระแสแห่งภวังค์ ทีนี้ ถ้าจิตอยู่ในภาวะภวังค์ เป็น “ภวังคจิต” และเกิดดับสืบต่อไปเป็น “ภวังคโสตะ” เท่านั้น ก็เพียงแค่ยังมีชีวิตอยู่ เหมือนหลับอยู่ตลอดเวลา แต่ชีวิตนั้นเป็นอยู่ดำเนินไป โดยมีการรับรู้และทำกรรทางทวารต่างๆ เช่น เห็น ได้ยิน ดู ฟัง เคลื่อนไหว พูดจา ตลอดจนคิดการต่างๆ จิตจึงมิใช่อยู่เพียงในภาวะที่เป็น “ภวังค์” คือ มิใช่แค่เป็นองค์ภพไว้เท่านั้น แต่ต้องการรับรู้เสพอารมณ์และทำกรรมทางทวารทั้งหลายด้วย

ดังนั้น เมื่อมีอารมณ์ คือ รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ธรรมารมณ์ มาปรากฏแก่ทวารหรือมาสู่คลองในทวาร คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ก็จะมีการรับรู้ โดย “ภวังคจิต” ที่กำลังเกิดดับสืบต่อกระแสภพกันอยู่นั้น แทนที่ว่า “ภวังคจิต” หนึ่งดับไป จะเกิดเป็น “ภวังคจิต” ใหม่ขึ้นมา ก็กลายเป็นว่า “ภวังคจิต” หนึ่งดับไป แต่เกิดเป็นจิตหนึ่งที่เข้าอยู่ในวิถีแห่งการรับรู้เกิดขึ้นมา คือ จิตออกจากภวังค์ หรือจิตขึ้นสู่วิถี แล้วก็จะมีจิตที่เรียกชื่อต่างๆ เกิดขึ้นมาทำหน้าที่ต่อๆ กันไป ในวิถีแห่งการรับรู้เสพอารมณ์นั้น จนครบกระบวนจบวิถีไปรอบหนึ่ง แล้วก็เกิดเป็น “ภวังคจิต” ขึ้นมาอีก เรียกว่า “ตกภวังค์” จิตทั้งหลายที่เกิดขึ้นมาทำหน้าที่แต่ละขณะในวิถีแห่งการรับรู้เสพอารมณ์นั้น จนจบกระบวน เรียกว่า “วิถีจิต” และจิตแต่ละขณะในวิถีนั้น มีชื่อเรียกเฉพาะของมันตาม “กิจ” (วิญญาณกิจ ๑๔) คือ งานหรือหน้าที่ที่มันทำ เมื่อ “ตกภวังค์” อย่างที่ว่านั้นแล้ว “ภวังคจิต” เกิดดับต่อกันไป แล้วก็เปลี่ยน คือ “ตัดกระแสภวังค์” เกิดเป็น “วิถีจิต” ขึ้นอีก สลับกันหมุนเวียนไป

โดยนัยนี้ ชีวิตที่ดำเนินไปแม้ในกิจกรรมเล็กน้อยหนึ่งๆ จึงเป็นการสลับหมุนเวียนไปของ “กระแสภวังคจิต” เรียกว่า “ภวังคโสต” กับ “กระบวนวิถีจิต” เรียกว่า “วิถีจิตตปวัตติ” ที่เกิดดับสืบต่อไปมากมายไม่อาจนับได้

ในการรับรู้เสพอารมณ์ทำกรรมครั้งหนึ่งๆ ที่เป็นการเปลี่ยนจาก “ภวังคจิต” มาเป็น “วิถีจิต” จนกระทั่งกลับเป็น “ภวังคจิต” อีกนั้น แยกแยะให้เห็นลำดับขั้นตอนแห่งความเป็นไป พอให้ได้ความเข้าใจคร่าวๆ เฉพาะการรับรู้ทาง “ทวาร ๕” ได้แก่ ตา หู จมูก ลิ้น และกาย ในกรณีที่รับอารมณ์ที่มีกำลังมาก คือ “อติมหันตารมณ์” เป็นหลัก ดังนี้

(๑) ช่วงภวังคจิต เป็นช่วงที่แบ่งออกเป็น ๓ ขณะ ได้แก่ ๑. อตีตภวังค์ คือ ภวังคจิตที่สืบต่อมาจากก่อนหน้านั้น ๒. ภวังค์คจลนะ คือ ภวังค์ไหวตัวจากอารมณ์ใหม่ที่กระทบ และ ๓. ภวังค์คุปัจเฉท คือ ภวังค์ที่ขาดจากอารมณ์เก่า

(๒) ช่วงวิถีจิต เป็นช่วงที่แบ่งออกเป็น ๑๔ ขณะ ได้แก่ ๑. ปัญจทวาราวัชชนะ คือ การคำนึงอารมณ์ใหม่ทางทวารนั้นๆ ในทวารทั้ง ๕ ถ้าอยู่ในมโนทวารวิถี ก็เป็นมโนทวาราวัชชนะ ๒. ปัญจวิญญาณ คือ การรู้อารมณ์นั้นๆ ในอารมณ์ทั้ง ๕ คือ จักขุวิญญาณ โสตวิญญาณ ฆานวิญญาณ ชิวหาวิญญาณ หรือกายวิญญาณ อย่างใดอย่างหนึ่ง ๓. สัมปฏิจฉนะ คือ การรับอารมณ์จากปัญจวิญญาณ เพื่อเสนอแก่ “สันตีรณะ” ๔. สันตีรณะ คือ การพิจารณาไต่สวนอารมณ์ ๕. โวฏฐัพพนะ คือ การตัดสินอารมณ์ ๖. – ๑๒ ชวนะ คือ การแล่นไปในอารมณ์ นั่นคือ รับรู้เสพทำต่ออารมณ์ เป็นช่วงที่ทำกรรม โดยเป็นกุศลชวนะ อกุศลชวนะ หรือไม่ก็กิริยาชวนะ ซึ่งดำเนินติดต่อกัน ๗ ขณะ ๑๓. – ๑๔. ตทารมณ์ คือ มีอารมณ์เดียวกับ “ชวนะ” ได้แก่ การเกิดเป็น “วิปากจิต” ที่ได้รับอารมณ์ต่อจาก “ชวนะ” เหมือนได้รับผลประมวลจาก “ชวนะ” มาบันทึกเก็บไว้ ก่อน “ตกภวังค์” ซึ่งต่อกัน ๒ ขณะจิต แล้วก็สิ้นสุดวิถี คือ จบกระบวนของ “วิถีจิต” เกิดเป็นภวังคจิตขึ้นใหม่ เรียกว่า “ตกภวังค์” เมื่อนับตลอดหมดทั้ง ๒ ช่วง คือ ตั้งแต่ “อตีตภวังค์” จุดเริ่ม มาจบวิถี ก็มี ๑๗ ขณะจิต

ในส่วนรายละเอียด วิถีจิตมีความเป็นไปแตกต่างกันหลายแบบ เช่น ในปัญจทวารวิถีที่พูดมาข้างต้นนั้น เป็นกรณีที่รับอารมณ์ซึ่งมีกำลังเด่นชัดมาก (อติมหันตารมณ์) แต่ถ้าอารมณ์ที่ปรากฏเข้ามามีกำลังไม่มากนัก คือ เป็นแค่มหันตารมณ์ ภาวังค์จะยังไม่ไหวตัวจนถึงภวังคจิตขณะที่ ๓ หรือขณะที่ ๔ จึงจะไหวตัวเป็น “ภวังค์คจลนะ” ในกรณีอย่างนี้ ก็จะมีอตีตภวังค์ ๒ หรือ ๓ ขณะ และเมื่อขึ้นสู่วิถี ก็จะไปจบแค่ชวนะที่ ๗ ดับ แล้วก็ “ตกภวังค์” โดยไม่มีตทารมณ์เกิดขึ้น ยิ่งกว่านั้น ถ้าอารมณ์ที่ปรากฏมีกำลังน้อย (ปริตรตารมณ์) ก็จะผ่านอตีตภวังค์ไปหลายขณะ (ตั้งแต่ ๔ ถึง ๙ ขณะ) จึงเป็นภวังค์คจลนะ และเมื่อขึ้นสู่วิถีแล้ว วิถีนั้นก็ไปสิ้นสุดลงแค่ “โวฏฐัพพนะ” ไม่ทันเกิดชวนจิต ก็ตกภวังค์ไปเลย และถ้าอารมณ์ที่ปรากฏนั้นอ่อนกำลังเกินไป (เป็นอติปริตตารมณ์) ก็จะผ่านอตีตภวังค์ไปมากหลายขณะ จนในที่สุดเกิดภวังคจลนะขึ้นมาได้ ๒ ขณะ ก็กลับเป็นภวังค์ตามเดิม คือ ภวังค์ไม่ขาด (ไม่มีภวังคุปัจเฉท) และไม่มีวิถีจิตเกิดขึ้นเลย จึงเรียกว่า “โมฆวาระ” ส่วนใน “มโนทวารวิถี” เมื่อภวังค์ไหวตัว (ภวังค์คจลนะ) และภวังค์ขาด (ภวังคุปัจเฉท) แล้ว ขึ้นสู่วิถี จะมีเพียง “มโนทวาราวัชชนะ” คือ การคำนึงอารมณ์ใหม่ทางมโนทวาร แล้วเกิดเป็นชวนจิต ๗ ขณะ ต่อไปเลย ไม่มีสัมปฏิจฉนจิต เป็นต้น เมื่อชวนะครบ ๗ แล้ว ในกรณีที่อารมณ์ที่ปรากฏเด่นชัด (วิภูตารมณ์) ก็จะเกิดตทารมณ์ ๒ ขณะ แล้วตกภวังค์ แต่ถ้าอารมณ์อ่อนแรงไม่เด่นชัด (อวิภูตารมณ์) พอครบ ๗ ชวนะแล้ว ก็ตกภวังค์ไปเลย โดยไม่มีตทารมณ์เกิดขึ้น

อนึ่ง ที่กล่าวมาทั้งหมดนั้น เป็นวิถีจิตในกามภูมิทั้งสิ้น ยังมีวิถีจิตในภูมิที่สูงขึ้นไปอีก ในฝ่ายมโนทวารวิถี คือ จิตในปัญจทวารวิถีอยู่ในกามภูมิอย่างเดียว ซึ่งเป็นจิตที่เป็นสมาธิขั้นอัปปนา และมีความเป็นไปที่แตกต่างจากวิถีจิตในกามภูมิ เช่น ชวนะไม่จำกัดเพียงแค่ ๗ ขณะ เมื่อเข้าฌานแล้ว ตราบใดยังอยู่ในฌาน ก็มีชวนจิตเกิดดับสืบต่อกันไปตลอด นับจำนวนไม่ได้ โดยไม่ตกภวังค์เลย ถ้าเกิดเป็นภวังคจิตขึ้นเมื่อใด ก็คือ ออกจากฌาน ดังนี้เป็นต้น

ในอันดับต่อไป ผู้เจริญภาวนาควรพิจารณาความหมายของคำว่า “ภวังคจิต” ในรายละเอียดยิ่งขึ้น เพื่อให้สัมพันธ์กับ “ชวนะ” และ “วิถีจิต” ดังที่อธิบายมาข้างต้น ดังนี้

คำว่า “ภวังคจิต” หมายถึง จิตที่เป็นองค์แห่งภพ จิตที่เป็นพื้นอยู่ระหว่างปฏิสนธิและจุติ คือ ตั้งแต่เกิดจนถึงตาย ในเวลาที่มิได้เสวยอารมณ์ทางทวารทั้ง ๖ คือ ทางรับรู้อารมณ์ ได้แก่ อายตนะภายใน ๖ ได้แก่ จักขุทวาร (ตา) โสตทวาร (หู) ฆานทวาร (จมูก) ชิวหาทวาร (ลิ้น) กายทวาร (กาย) มโนทวาร (ใจ) แต่เมื่อใดมีการรับรู้อารมณ์ เช่น เกิดการเห็น การได้ยิน การได้กลิ่น การได้รส การได้สัมผัสทางกาย การได้ความรู้สึก ก็เกิดเป็นวิถีจิตขึ้นแทนภวังคจิต เมื่อวิถีจิตดับไป ก็เกิดเป็นภวังคจิตขึ้นอย่างเดิม

“ภวังคจิต” นี้ คือ “มโน” ที่อายตนะที่ ๖ หรือ “มโนทวาร” อันเป็น วิบาก นั่นคือ กุศลชวนะหรืออกุศลชวนะ หรือว่าเป็น อัพยากฤต (กิริยาชวนะ) ซึ่งเป็นจิตตามสภาพธรรมชาติ (สภาวจิต) หรือตามปกติของมัน ยังไม่ขึ้นสู่วิถีรับรู้อารมณ์ ซึ่งเป็นเพียง “มโน” (“ฐีติภูตัง” – จิตดั้งเดิม) ยังไม่เป็น “มโนวิญญาณ” คือ จิตปรุงแต่งสังขารจากสัญญาและเวทนา (จิตตสังขาร) อนึ่ง คำว่า “มโน” ยังมีความหมายเฉพาะใน “อายตนะภายใน ๖” หมายถึง “ใจ” รวมทั้งความหมายอื่น ได้แก่ ธรรมชาติที่รู้หรือเสพอารมณ์ สภาพที่นึกคิด ความคิด วิญญาณ แต่ความหมายที่เป็นสภาวะที่เข้ามากกระทบ หมายถึง “อายตนะภายนอก ๖” คือ “ธรรม” (สภาวธรรม) หรือ “ธรรมารมณ์” คือ อารมณ์ที่เกิดกับใจ สิ่งที่ใจนึกคิดหรือเกี่ยวเนื่องกับใจ

ความหมายอีกอย่างของคำว่า “ภวังคจิต” ที่ปรากฏในพุทธพจน์ว่า พุทธพจน์ว่า “จิตนี้ประภัสสร แต่เศร้าหมองเพราะอุปกิเลสที่จรมา” คำว่า “ประภัสสร” คือ ผุดผ่อง ผ่องใส บริสุทธิ์ พุทธพจน์นี้ หมายความว่า จิตนี้โดยธรรมชาติของมันเอง มิใช่เป็นสภาวะที่แปดเปื้อนสกปรก หรือมีสิ่งเศร้าหมองเจือปนอยู่ แต่สภาพเศร้าหมองนั้น เป็นของแปลกปลอมเข้ามา ฉะนั้น การชำระจิตให้สะอาดหมดจดจึงเป็นสิ่งที่เป็นไปได้ จิตประภัสสรนี้ พระอรรถกถาจารย์อธิบายว่า คือ “ภวังคจิต”

อนึ่ง จิตในการเจริญภาวนาและจิตปกติทั่วไป มีระบบโครงสร้างการทำงานคล้ายคลึงกัน คือ มีการเกิดดับอยู่ตลอดเวลา และมี “สามัญลักษณะ” แห่งไตรลักษณ์สำหรับนามธรรม (สังขตธรรม) ที่เรียกว่า “นามขันธ์ ๔” แห่งขันธ์ ๕ เรียกว่า “วิญญาณกิจ ๑๔” หรือ “กิจ ๑๔” หมายถึง กิจของวิญญาณ หน้าที่ของจิต เรียกอีกอย่างว่า “วิญญาณปวัตติ” หรือ “วิญญาณปวัตติอาการ” คือ อาการที่วิญญาณเป็นไป ได้แก่

(๑) ปฏิสนธิ คือ หน้าที่สืบต่อภพใหม่ ได้แก่จิต ๑๙ คือ อุเบกขาสันตีรณะ ๒ มหาวิบาก ๘ รูปวิบาก ๕ อรูปวิบาก ๔
(๒) ภวังคะ คือ หน้าที่เป็นองค์ของภพ ได้แก่ จิต ๑๙ อย่างเดียวกับปฏิสนธิ
(๓) อาวัชชนะ คือ หน้าที่คำนึงอารมณ์ใหม่ ได้แก่ จิต ๒ คือ ปัญจทวาราวัชชนะ และมโนทวาราวัชชนะ
(๔) ทัสสนะ คือ หน้าที่เห็นรูป ได้แก่ จักขุวิญญาณ ๒
(๕) สวนะ คือ หน้าที่ได้ยินเสียง ได้แก่ โสตวิญญาณ ๒
(๖) ฆายนะ คือ หน้าที่รู้กลิ่น ได้แก่ ฆานวิญญาณ ๒
(๗) สายนะ คือ หน้าที่ลิ้มรส ได้แก่ ชิวหาวิญญาณ ๒
(๘) ผุสนะ คือ หน้าที่ถูกต้องโผฏฐัพพะ ได้แก่ กายวิญญาณ ๒
(๙) สัมปฏิจฉนะ คือ หน้าที่รับอารมณ์ ได้แก่ สัมปฏิจฉนะ ๒
(๑๐) สันตีรณะ คือ หน้าที่พิจารณาอารมณ์ ได้แก่ สันตีรณะ ๓
(๑๑) โวฏฐัพพนะ (โวฏฐปนะ) คือ หน้าที่ตัดสินอารมณ์ ได้แก่ มโนทวาราวัชชนะ ๑
(๑๒) ชวนะ คือ หน้าที่แล่นเสพอารมณ์ อันเป็นช่วงที่ทำกรรม ได้แก่ จิต ๕๕ คือ กุศลจิต ๒๑ อกุศลจิต ๑๒ กิริยาจิต ๑๘ คือ เว้นอาวัชชนะทั้งสอง โลกุตตรผลจิต ๔
(๑๓) ตทาลัมพนะ คือ หน้าที่รับอารมณ์ต่อจากชวนะก่อนตกภวังค์ ได้แก่ จิต ๑๑ คือ มหาวิบาก ๘ สันตีรณะ ๓
(๑๔) จุติ คือ หน้าที่เคลื่อนจากภพปัจจุบัน ได้แก่ จิต ๑๙ อย่างเดียวกับในปฏิสนธิ

ในอันดับต่อไป ผู้เจริญภาวนาต้องเห็นภาพรวมของจิตและเจตสิกหรือนามขันธ์ ดังรายละเอียดต่อไปนี้

นามขันธ์แห่งจิต (Mental Imcoporeality)
       (จิต ๘๙ เจตสิก ๕๒)

คำว่า “นามขันธ์” หมายถึง องค์ประกอบของขันธ์ ๕ ในส่วนที่เป็นจิตที่เป็นหน่วยหลัก นั่นคือ “จิตหลัก” และเจตสิกที่เป็นหน่วยย่อย นั่นคือ “จิตย่อย” ทำหน้าที่แสดงอาการลักษณะจิตหลัก ซึ่งเป็น “สามัญลักษณะ” แห่งไตรลักษณ์ ได้แก่ อนิจจตา ทุกขตา อนัตตตา นั่นหมายความว่า ทั้งจิตหลักและจิตย่อยมี “สังขตลักษณะ ๓” เช่นเดียวกัน ซึ่งหมายถึง ลักษณะแห่ง “สังขตธรรม” คือ สิ่งที่ปัจจัยปรุงแต่งขึ้น คือ ขันธ์ ๕ ที่เป็นสาสวะทั้งหมด (สังขารที่ถูกปรุงแต่งด้วยเหตุปัจจัยจากกิเลสอาสวะทั้งหลาย ได้แก่ กาม ภพ ทิฏฐิ และอวิชชา) เรียกว่า “โลกียธรรม” คือ ธรรมอันเป็นวิสัยของโลก สภาวะเนื่องในโลก ซึ่งตรงกันข้ามกับ “อสังขตธรรม” คือ สิ่งที่ปัจจัยไม่ปรุงแต่ง คือ นิพพาน ส่วน “นามขันธ์” แห่งขันธ์ ๕ ได้แก่ เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ซึ่งเป็นองค์ประกอบของจิตและเจตสิก ดังรายละเอียดต่อไปนี้

(๑) เวทนาขันธ์ คือ กองเวทนา ส่วนที่เป็นการเสวยรสอารมณ์ ความรู้สึก สุข ทุกข์ หรือเฉยๆ
(๒) สัญญาขันธ์ คือ กองสัญญา ส่วนที่เป็นความกำหนดหมายให้จำอารมณ์นั้นๆ ได้ ความกำหนดได้หมายรู้ในอารมณ์ ๖ ซึ่งเกิดจากอายตนะ ๑๒
(๓) สังขารขันธ์ คือ กองสังขาร ส่วนที่เป็นความปรุงแต่ง สภาพที่ปรุงแต่งจิตให้ดีหรือชั่วหรือเป็นกลางๆ คุณสมบัติต่างๆ ของจิต มีเจตนาเป็นตัวนำ ที่ปรุงแต่งคุณภาพของจิต (กรรม) ให้เป็นกุศล อกุศล อัพยากฤต
(๔) วิญญาณขันธ์ คือ กองวิญญาณ ส่วนที่เป็นความรู้แจ้งอารมณ์ ความรู้อารมณ์ทางอายตนะทั้ง ๖ ซึ่งมีการเห็น การได้ยิน การได้กลิ่น การได้กายสัมผัส การได้รับความรู้สึกทางอารมณ์ ได้แก่ วิญญาณ ๖

ดังนั้น คุณสมบัติของ “สังขตลักษณะ ๓” ที่เกี่ยวข้องกับขันธ์ ๕ ที่เป็นสาสวะทั้งหมด มีองค์ประกอบ ดังนี้

(๑) อุปฺปาโท ปญฺญายติ (ความเกิดขึ้น ปรากฏ)
(๒) วโย ปญฺญายติ (ความดับสลาย ปรากฏ)
(๓) ฐิตสฺส อญฺญถตฺตํ ปญฺญายติ (เมื่อตั้งอยู่ ความแปรปรากฏ)

จะเห็นได้ว่า “สังขตธรรม” มีความแตกต่างจาก “ปรมัตถธรรม ๔” หมายถึง สภาวะที่มีอยู่โดยปรมัตถ์ สิ่งที่เป็นจริงโดยความหมายสูงสุด ซึ่งแตกต่างจาก “โลกุตตรธรรม” คือ ธรรมอันมิใช่วิสัยของโลก สภาวะพ้นโลก ได้แก่ มรรค ๔ ผล ๔ นิพพาน ๑ รวมทั้ง โพธิปักขิยธรรม ๓๗ เพราะฉะนั้น จิต เจตสิก รูป ของ “โลกุตตรธรรม” จึงแตกต่างจาก “โลกียธรรม” ซึ่งเป็นความหมายแห่ง “ปรมัตถสัจจะ” ไม่ใช่ “สมมุติสัจจะ” ที่ปรากฏจริงตามธรรมชาติ ไม่ใช่สภาวะที่จิตมนุษย์เข้าไปปรุงแต่ง “โลกุตตรธรรม” มีองค์ประกอบ ดังนี้

(๑) จิต (สภาพที่คิด ภาวะที่รู้แจ้งอารมณ์)
(๒) เจตสิก (สภาวะที่ประกอบกับจิต คุณสมบัติและอาการของจิต)
(๓) รูป (สภาวะที่เป็นร่าง พร้อมทั้งคุณและอาการ)
(๔) นิพพาน (สภาวะที่สิ้นกิเลสและทุกข์ทั้งปวง สภาวะที่ปราศจากตัณหา)

 จิต ๘๙ (Consciousness)

“จิต ๘๙” หมายถึง ธรรมชาติที่รู้อารมณ์ (Perception) สภาพที่นึกคิด (Imagination) ความคิด (Thought) ใจ (Mind) วิญญาณ (Spirit) สภาวธรรมที่เป็นใหญ่ในการรับรู้สิ่งที่ปรากฏ เช่น เห็น ได้ยิน ได้กลิ่น รับรส สัมผัส รู้แจ้งในอารมณ์ สำหรับการจำแนกประเภทขององค์ธรรม “นามขันธ์” นี้ มีวิธีการแบ่งออกเป็น ๒ ประเภท ดังนี้

๑. กามาวจรจิต ๕๔
     (จิตที่เป็นไปในกามภูมิ)

๑) อกุศลจิต ๑๒
     (จิตอันเป็นอกุศล)

อกุศลจิตมีแต่ที่เป็นกามาวจรนี้เท่านั้น คือ

• โลภมูลจิต ๘
     (จิ
ตมีโลภะเป็นมูล)

๑. จิตที่เกิดพร้อมด้วยโสมนัสสเวทนา ประกอบด้วยมิจฉาทิฏฐิ ไม่มีการชักนำ
๒. จิตที่เกิดพร้อมด้วยโสมนัสสเวทนา ประกอบด้วยมิจฉาทิฏฐิ มีการชักนำ
๓. จิตที่เกิดพร้อมด้วยโสมนัสสเวทนา ไม่ประกอบด้วยมิจฉาทิฏฐิ ไม่มีการชักนำ
๔. จิตที่เกิดพร้อมด้วยโสมนัสสเวทนา ไม่ประกอบด้วยมิจฉาทิฏฐิ มีการชักนำ
๕. จิตที่เกิดพร้อมด้วยอุเบกขาเวทนา ประกอบด้วยมิจฉาทิฏฐิ ไม่มีการชักนำ
๖. จิตที่เกิดพร้อมด้วยอุเบกขาเวทนา ประกอบด้วยมิจฉาทิฏฐิ มีการชักนำ
๗. จิตที่เกิดพร้อมด้วยอุเบกขาเวทนา ไม่ประกอบด้วยมิจฉาทิฏฐิ ไม่มีการชักนำ
๘. จิตที่เกิดพร้อมด้วยอุเบกขาเวทนา ไม่ประกอบด้วยมิจฉาทิฏฐิ มีการชักนำ

• โทสมูลจิต ๒
     
(จิตมีโทสะเป็นมูล)

๑. จิตที่เกิดพร้อมด้วยโทมนัสสเวทนา ประกอบด้วยปฏิฆะ ไม่มีการชักนำ
๒. จิตที่เกิดพร้อมด้วยโทมนัสสเวทนา ประกอบด้วยปฏิฆะ มีการชักนำ

• โมหมูลจิต ๘
     
(จิตมีโมหะเป็นมูล)

๑. จิตที่เกิดพร้อมด้วยอุเบกขาเวทนา ประกอบด้วยวิจิกิจฉา
๒. จิตที่เกิดพร้อมด้วยอุเบกขาเวทนา ประกอบด้วยอุทธัจจะ

๒) อเหตุกจิต ๑๘
      (จิตอันไม่มีสัมปยุตตเหตุ คือ ไม่ประกอบด้วยเหตุ ๖ ได้แก่ โลภะ โทสะ โมหะ อโลภะ อโทสะ อโมหะ)

• อกุศลวิบากจิต ๗
      (จิตที่เป็นผลของอกุศล)

๑. จักขุวิญญาณจิต ที่เกิดพร้อมด้วยอุเบกขาเวทนา
๒. โสตวิญญาณจิต ที่เกิดพร้อมด้วยอุเบกขาเวทนา
๓. ฆานวิญญาณจิต ที่เกิดพร้อมด้วยอุเบกขาเวทนา
๔. ชิวหาวิญญาณจิต ที่เกิดพร้อมด้วยอุเบกขาเวทนา
๕. กายวิญญาณจิต ที่เกิดพร้อมด้วยทุกขเวทนา
๖. สัมปฏิจฉันนจิต ที่เกิดพร้อมด้วยอุเบกขาเวทนา
๗. สันตีรณจิต ที่เกิดพร้อมด้วยอุเบกขาเวทนา

• กุศลวิบากอเหตุกจิต ๘
      (จิตที่เป็นผลของกุศล ไม่มีสัมปยุตตเหตุ)

๑. จักขุวิญญาณจิต ที่เกิดพร้อมด้วยอุเบกขาเวทนา
๒. โสตวิญญาณจิต ที่เกิดพร้อมด้วยอุเบกขาเวทนา
๓. ฆานวิญญาณจิต ที่เกิดพร้อมด้วยอุเบกขาเวทนา
๔. ชิวหาวิญญาณจิต ที่เกิดพร้อมด้วยอุเบกขาเวทนา
๕. กายวิญญาณจิต ที่เกิดพร้อมด้วยสุขเวทนา
๖. สัมปฏิจฉันนจิต ที่เกิดพร้อมด้วยอุเบกขาเวทนา
๗. สันตีรณจิต ที่เกิดพร้อมด้วยโสมนัสสเวทนา
๘. สันตีรณจิต ที่เกิดพร้อมด้วยอุเบกขาเวทนา

• อเหตุกกิริยาจิต ๓
      (จิตที่เป็นเพียงกิริยา ไม่มีสัมปยุตตเหตุ)

๑. ปัญจทวาราวัชชนจิต* ที่เกิดพร้อมด้วยอุเบกขาเวทนา
๒. มโนทวาราวัชชนจิต** ที่เกิดพร้อมด้วยอุเบกขาเวทนา
๓. หสิตุปปาทจิต*** ที่เกิดพร้อมด้วยโสมนัสสเวทนา


* จิตที่รำพึงถึงอารมณ์ที่กระทบทวารทั้ง ๕
** จิตที่รำพึงถึงอารมณ์อันมาถึงคลองในมโนทวาร = โวฏฐัพพนะ
*** จิตที่ทำให้เกิดการแย้มยิ้มของพระอรหันต์

๓) กามาวจรโสภณจิต ๒๔
      (จิตดีงามที่เป็นไปในกามภูมิ)

• มหากุศลจิต หรือ สเหตุกกามาวจรกุศลจิต ๘
     (จิตที่เป็นกุศลยิ่งใหญ่ หรือ กุศลจิตที่เป็นไปในกามภูมิ มีสัมปยุตตเหตุ)

๑. จิตที่เกิดพร้อมด้วยโสมนัสสเวทนา ประกอบด้วยปัญญา ไม่มีการชักนำ
๒. จิตที่เกิดพร้อมด้วยโสมนัสสเวทนา ประกอบด้วยปัญญา มีการชักนำ
๓. จิตที่เกิดพร้อมด้วยโสมนัสสเวทนา ไม่ประกอบด้วยปัญญา ไม่มีการชักนำ
๔. จิตที่เกิดพร้อมด้วยโสมนัสสเวทนา ไม่ประกอบด้วยปัญญา มีการชักนำ
๕. จิตที่เกิดพร้อมด้วยอุเบกขาเวทนา ประกอบด้วยปัญญา ไม่มีการชักนำ
๖. จิตที่เกิดพร้อมด้วยอุเบกขาเวทนา ประกอบด้วยปัญญา มีการชักนำ
๗. จิตที่เกิดพร้อมด้วยอุเบกขาเวทนา ไม่ประกอบด้วยปัญญา ไม่มีการชักนำ
๘. จิตที่เกิดพร้อมด้วยอุเบกขาเวทนา ไม่ประกอบด้วยปัญญา มีการชักนำ

• มหาวิบากจิต หรือ สเหตุกกามาวจรวิบากจิต ๘
      (จิตอันเป็นผลของมหากุศล หรือวิบากจิตที่เป็นไปในกามภูมิ มีสัมปยุตตเหตุ)
     
(เหมือนกับมหากุศลจิตทุกข้อ)

• มหากิริยาจิต หรือ สเหตุกกามาวจรกิริยาจิต ๘
      (จิตอันเป็นกิริยาอย่างที่ทำมหากุศลแต่ไม่มีวิบาก ได้แก่ การกระทำมหากุศลของพระอรหันต์ หรือกิริยาจิตในกามภูมิ มีสัมปยุตตเหตุ)
     
(เหมือนกับมหากุศลจิตทุกข้อ)

๒. รูปาวจรจิต ๑๕
     (จิตอันเป็นไปในรูปภูมิ)

๑) รูปาวจรกุศลจิต ๕
      (กุศลจิตที่เป็นไปในรูปภูมิ ได้แก่ จิตของผู้เข้าถึงรูปฌาน)

๑. ปฐมฌานกุศลจิต ที่ประกอบด้วย วิตก วิจาร ปีติ สุข เอกัคคตา
๒. ทุติยฌานกุศลจิต ที่ประกอบด้วย วิจาร ปีติ สุข เอกัคคตา
๓. ตติยฌานกุศลจิต ที่ประกอบด้วย ปีติ สุข เอกัคคตา
๔. จตุตถฌานกุศลจิต ที่ประกอบด้วย สุข เอกัคคตา
๕. ปัญจมฌานกุศลจิต ที่ประกอบด้วย อุเบกขา เอกัคคตา

๒) รูปาวจรวิบากจิต ๕
     
(วิบากจิตที่เป็นไปในรูปภูมิ คือ จิตที่เป็นผลของรูปาวจรกุศล)
     
(เหมือนกับรูปาวจรกุศลจิตทุกข้อ เปลี่ยนแต่คำท้ายเป็น วิบากจิต)

๓) รูปาวจรกิริยาจิต ๕
      (กิริยาจิตที่เป็นไปในรูปภูมิ คือ จิตของพระอรหันต์ผู้กระทำรูปาวจรกุศล)
     
(เหมือนกับรูปาวจรกุศลจิตทุกข้อ เปลี่ยนแต่คำท้ายเป็น กิริยาจิต)

๓. อรูปาวจรจิต ๑๒
     (จิตที่เป็นไปในอรูปภูมิ)

๑) อรูปาวจรกุศลจิต ๔ (กุศลจิตที่เป็นไปในอรูปภูมิ ได้แก่ จิตของผู้เข้าถึงอรูป)
๑. กุศลจิตประกอบด้วยอากาสานัญจายตนฌาน
๒. กุศลจิตประกอบด้วยวิญญาณัญจายตนฌาน
๓. กุศลจิตประกอบด้วยอากิญจัญญายตนฌาน
๔. กุศลจิตประกอบด้วยเนวสัญญานาสัญญายตนฌาน

๒) อรูปาวจรวิบากจิต
      (วิบากจิตที่เป็นไปในอรูปภูมิ คือ จิตที่เป็นผลของอรูปาวจรกุศล)
     
(เหมือนกับอรูปาวจรกุศลจิตทุกข้อ เปลี่ยนแต่คำท้ายเป็น วิบากจิต)

๓) อรูปาวจรกิริยาจิต
      (กิริยาจิตที่เป็นไปในอรูปภูมิ คือ จิตของพระอรหันต์ผู้กระทำอรูปาวจรกุศล)
     (เหมือนกับอรูปาวจรกุศลจิตทุกข้อ เปลี่ยนแต่คำท้ายเป็น กิริยาจิต)

๔. โลกุตตรจิต ๘ หรือ ๔๐
     (จิตที่เป็นโลกุตตระ)

๑) โลกุตตรกุศลจิต ๔ หรือ ๒๐ (กุศลจิตที่เป็นโลกุตตระ คือ กุศลจิตที่ทำให้ข้ามพ้นอยู่เหนือโลก)

๑. จิตที่ประกอบด้วยโสตาปัตติมัคคญาณ คือ กุศลจิตที่เป็นทางให้ถึงกระแสอันไหลไปสู่นิพพาน
๒. จิตที่ประกอบด้วยสกทาคามิมัคคญาณ คือ กุศลจิตที่เป็นทางให้ถึงความเป็นพระสกทาคามี
๓. จิตที่ประกอบด้วยอนาคามิมัคคญาณ คือ กุศลจิตที่เป็นทางให้ถึงความเป็นพระอนาคามี
๔. จิตที่ประกอบด้วยอรหัตตมัคคญาณ คือ กุศลจิตที่เป็นทางให้ถึงความเป็นพระอรหันต์
(อย่างพิสดาร ให้แจกมัคคจิต ๔ นี้ ด้วยฌาน ๕ ตามลำดับ ก็จะได้จำนวน ๒๐)

๒) โลกุตตรวิบากจิต ๔ หรือ ๒๐ (วิบากจิตที่เป็นโลกุตตระ คือ จิตที่เป็นผลของโลกุตตรกุศล)

๑. จิตที่ประกอบด้วยโสตาปัตติผลญาณ
๒. จิตที่ประกอบด้วยสกทาคามิผลญาณ
๓. จิตที่ประกอบด้วยอนาคามิผลญาณ
๔. จิตที่ประกอบด้วยอรหัตตผลญาณ
(อย่างพิสดาร ให้แจกผลจิต ๔ นี้ ด้วยฌาน ๕ ตามลำดับ ก็จะได้จำนวน ๒๐)

โดยสรุป “จิต ๘๙” จำแนกออกเป็น ๔ ชาติ ดังนี้

    ประเภทชาติ
จำนวนจิต
      (๑) ชาติที่เป็น “กุศล”
๒๑ ดวง
      (๒) ชาติที่เป็น “อกุศล”
๑๒ ดวง
      (๓) ชาติที่เป็น “วิบาก” 
๓๖ ดวง
      (๔) ชาติที่เป็น “กิริยา”  
 ๒๐ ดวง


นิยามความหมาย

(๑) “กุศลจิต” คือ สภาวธรรมที่เป็นคุณ และเป็นเหตุให้เกิดผลที่เป็นสุข น่าพอใจ ความดีที่เกิดขึ้นภายในใจ ปรุงแต่งจิตให้เป็นบุญ
(๒) “อกุศลจิต” คือ สภาวธรรมที่เป็นโทษ และเป็นเหตุให้เกิดผลที่เป็นทุกข์ ไม่น่าพอใจ ความชั่วที่เกิดขึ้นภายในใจ ปรุงแต่งจิตให้เป็นบาป
(๓) “วิบากจิต” คือ จิตที่เป็นผลของอดีตกรรมทั้งหมด ซึ่งได้กระทำสำเร็จแล้ว เป็นปัจจัยให้วิบากจิตเหล่านั้นเกิดขึ้น ได้แก่ จักขุวิญญาณ ซึ่งทำหน้าที่เห็น สัมปฏิจฉันนจิต ซึ่งทำหน้าที่รับอารมณ์ต่อ สันตีรณจิต ซึ่งทำหน้าที่พิจารณาอารมณ์ต่อ และตทาลัมพนจิต ซึ่งทำหน้าที่รับรู้อารมณ์ที่ชัดเจนมาก (อติหันตารมณ์)
(๔) “กิริยาจิต” คือ จิตที่ไม่ใช่กุศลจิตและอกุศลจิต ซึ่งเป็นเหตุและไม่ใช่วิบากจิตซึ่งเป็นผล ส่วน “อเหตุกกิริยาจิต” คือ กิริยาจิตที่ไม่เกิดร่วมกับเจตสิกที่เป็นเหตุ

เมื่อจำแนกตามบุคคลสามารถระบุจำนวนชาติของจิตได้ ดังนี้

    ประเภทบุคคล
จำนวนจิต
         ประเภทจิต
      ปุถุชน
มีจิต ๔ ชาติ
     ได้แก่ กุศล อกุศล วิบาก กิริยา
      พระโสดาบัน
มีจิต ๔ ชาติ
      ได้แก่ กุศล อกุศล วิบาก กิริยา
      พระสกทาคามี
มีจิต ๔ ชาติ
      ได้แก่ กุศล อกุศล วิบาก กิริยา
      พระอนาคามี
มีจิต ๔ ชาติ
      ได้แก่ กุศล อกุศล วิบาก กิริยา
      พระอรหันต์
มีจิต ๒ ชาติ
      ได้แก่ วิบาก กิริยา

ประมวล “จิต ๘๙” ออกเป็น “วิญญาณธาตุ ๗” ดังนี้

(๑) จักขุวิญญาณธาตุ
(๒) โสตวิญญาณธาตุ
(๓) ฆานวิญญาณธาตุ
(๔) ชิวหาวิญญาณธาตุ
(๕) กายวิญญาณธาตุ
(๖) มโนธาตุ
(๗) มโนวิญญาณธาตุ

 เจตสิก ๕๒ (Mental Factors)

“เจตสิก ๕๒” หมายถึง ธรรมที่ประกอบกับจิต สภาวธรรมที่เกิดดับพร้อมกับจิต มีอารมณ์และวัตถุที่อาศัยเดียวกันกับจิต อาการและคุณสมบัติต่างๆ ของจิต ได้แก่

ก. อัญญสมานาเจตสิก ๑๓
     
(เจตสิกที่มีเสมอกันแก่จิตพวกอื่น คือ ประกอบเข้าได้กับจิตทุกฝ่ายทั้งกุศลและอกุศล มิใช่เข้าได้แต่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งพวกเดียว)

๑) สัพพจิตตสาธารณเจตสิก ๗
      (เจตสิกที่เกิดทั่วไปกับจิตทุกดวง)

๑. ผัสสะ (ความกระทบอารมณ์)
๒. เวทนา (ความเสวยอารมณ์)
๓. สัญญา (ความหมายรู้อารมณ์)
๔. เจตนา (ความจงใจต่ออารมณ์)
๕. เอกัคคตา (ความมีอารมณ์เป็นอันเดียว)
๖. ชีวิตินทรีย์ (อินทรีย์ คือ ชีวิต สภาวะที่เป็นใหญ่ในการรักษานามธรรมทั้งปวง)
๗. มนสิการ (ความกระทำอารมณ์ไว้ในใจ ใส่ใจ)

๒) ปกิณณกเจตสิก ๖
      (เจตสิกที่เรี่ยรายแพร่กระจายทั่วไป คือ เกิดกับจิตได้ทั้งฝ่ายกุศลและอกุศล แต่ไม่แน่นอนเสมอไปทุกดวง)

๘. วิตก (ความตรึกอารมณ์)
๙. วิจาร (ความตรองหรือพิจารณาอารมณ์)
๑๐. อธิโมกข์ (ความปลงใจหรือปักใจในอารมณ์)
๑๑. วิริยะ (ความเพียร)
๑๒. ปีติ (ความปลาบปลื้มในอารมณ์ ความอิ่มใจ)
๑๓. ฉันทะ (ความพอใจในอารมณ์)

ข. อกุศลเจตสิก ๑๔
      (เจตสิกฝ่ายอกุศล)

๑) สัพพากุสลสาธารณเจตสิก ๔
      (เจตสิกที่เกิดทั่วไปกับอกุศลจิตทุกดวง)

๑๔. โมหะ (ความหลง)
๑๕. อหิริกะ (ความไม่ละอายต่อบาป)
๑๖. อโนตตัปปะ (ความไม่สะดุ้งกลัวต่อบาป)
๑๗. อุทธัจจะ (ความฟุ้งซ่าน)

๒) ปกิณณกอกุสลเจตสิก ๑๐
      (อกุศลเจตสิกที่เกิดเรี่ยรายแก่อกุศลจิต)

๑๘. โลภะ (ความอยากได้อารมณ์)
๑๙. ทิฏฐิ (ความเห็นผิด)
๒๐. มานะ (ความถือตัว)
๒๑. โทสะ (ความคิดประทุษร้าย)
๒๒. อิสสา (ความริษยา)
๒๓. มัจฉริยะ (ความตระหนี่)
๒๔. กุกกุจจะ (ความเดือดร้อนใจ)
๒๕. ถีนะ (ความหดหู่)
๒๖. มิทธะ (ความง่วงเหงา)
๒๗. วิจิกิจฉา (ความคลางแคลงสงสัย)

หมายเหตุ: “เยวาปนกธรรม” คือ ธรรมจำพวกที่กำหนดแน่ไม่ได้ว่าธรรมข้อไหนจะเกิดขึ้น ได้แก่ “เจตสิก ๑๖” เป็นพวกที่เกิดใน “กุศลจิต ๙” ได้แก่ ฉันทะ อธิโมกข์ มนสิการ อุเบกขา (ตัตรมัชฌัตตตา) กรุณา มุทิตา สัมมาวาจา (วจีทุจริตวิรัติ) สัมมากัมมันตะ (กายทุจริตวิรัติ) สัมมาอาชีวะ (มิจชีววิรัติ) และ “อกุศลจิต ๑๐” ได้แก่ ฉันทะ อธิโมกข์ มนสิการ มานะ อิสสา มัจฉริยะ ถีนะ มิทธะ อุทธัจจะ กุกกุจจะ

ค. โสภณเจตสิก ๒๕
     
(เจตสิกฝ่ายดีงาม)

๑) โสภณสาธารณเจตสิก ๑๙
      (เจตสิกที่เกิดทั่วไปกับจิตดีงามทุกดวง)

๒๘. สัทธา (ความเชื่อ)
๒๙. สติ (ความระลึกได้ ความสำนึกพร้อมอยู่)
๓๐. หิริ (ความละอายต่อบาป)
๓๑. โอตตัปปะ (ความสะดุ้งกลัวต่อบาป)
๓๒. อโลภะ (ความไม่อยากได้อารมณ์)
๓๓. อโทสะ (ความไม่คิดประทุษร้าย)
๓๔. ตัตรมัชฌัตตตา (ความเป็นกลางในอารมณ์นั้นๆ)
๓๕. กายปัสสัทธิ (ความสงบแห่งกองเจตสิก)
๓๖. จิตตปัสสัทธิ (ความสงบแห่งจิต)
๓๗. กายลหุตา (ความเบาแห่งกองเจตสิก)
๓๘. จิตตลหุตา (ความเบาแห่งจิต)
๓๙. กายมุทุตา (ความอ่อนหรือนุ่มนวลแห่งกองเจตสิก)
๔๐. จิตตมุทุตา (ความอ่อนหรือนุ่มนวลแห่งจิต)
๔๑. กายกัมมัญญตา (ความควรแก่การงานแห่งกองเจตสิก)
๔๒. จิตตกัมมัญญตา (ความควรแก่การงานแห่งจิต)
๔๓. กายปาคุญญตา (ความคล่องแคล่วแห่งกองเจตสิก)
๔๔. จิตตปาคุญญตา (ความคล่องแคล่วแห่งจิต)
๔๕. กายุชุกตา (ความซื่อตรงแห่งกองเจตสิก)
๔๖. จิตตุชุกตา (ความซื่อตรงแห่งจิต)

๒) วิรตีเจตสิก ๓
      (เจตสิกที่เป็นตัวความงดเว้น)

๔๗. สัมมาวาจา (เจรจาชอบ)
๔๘. สัมมากัมมันตะ (กระทำชอบ)
๔๙. สัมมาอาชีวะ (เลี้ยงชีพชอบ)

๓) อัปปมัญญาเจตสิก ๒
      (เจตสิก คือ อัปปมัญญา)

๕๐. กรุณา (ความสงสารสัตว์ผู้ถึงทุกข์)
๕๑. มุทิตา (ความยินดีต่อสัตว์ผู้ได้สุข)

๔) ปัญญินทรียเจตสิก ๑
      (เจตสิก คือ ปัญญินทรีย์)

๕๒. ปัญญินทรีย์ หรือ อโมหะ (ความรู้เข้าใจ ไม่หลง)

จากเนื้อหาที่นำเสนอมาทั้งหมดข้างต้นนี้ จะเห็นว่าเรื่องจิตและเจตสิกเป็นเรื่องนามธรรมขั้นสูงที่ซับซ้อนมาก เราไม่สามารถใช้เครื่องมือทางวิทยาศาสตร์ตรวจสอบทุกประเด็นได้อย่างเป็นรูปธรรม เครื่องมือตรวจสอบที่ดีที่สุด ก็คือ “เราใช้จิตของเราตรวจสอบจิตของตนเอง” เพราะเป็นเรื่องเฉพาะตน คนอื่นจะตรวจสอบจิตของเราได้ยากพอสมควร ยกเว้น ผู้ที่เป็นอริยบุคคลเท่านั้น การศึกษาจิตและเจตสิกที่ดีที่สุด คือ “การเจริญภาวนา” เท่านั้น ซึ่งหมายถึง (๑) สมถกัมมัฏฐาน คือ อาศัยอำนาจ “ฌานสมาธิ” ในการกำหนดคิดรู้เข้าใจสภาวจิตแห่งนามธรรม นั่นคือ “วสี ๕” คือ ความชำนาญคล่องแคล่วในฌาน และ (๒) วิปัสสนากัมมัฏฐาน คือ อาศัยอำนาจ “ญาณสมาธิ” ในการกำหนดคิดรู้เข้าใจสภาวจิตและสภาวธรรมแห่งรูปธรรมและนามธรรม (ขันธ์ ๕) นั่นคือ “วิปัสสนาญาณ ๙” คือ “ญาณ” ที่นับเข้าในวิปัสสนา หรือที่จัดเป็นวิปัสสนาจาก “ญาณ ๑๖” คือ เป็นความรู้ที่ทำให้เกิดความเห็นแจ้ง เข้าใจสภาวะของสิ่งทั้งหลายตามเป็นจริง เพราะฉะนั้น การทรงสมาธิอยู่ตลอดเวลาของการเจริญภาวนานั้น เป็นทักษะสำคัญในการรักษาอารมณ์กรรมฐานของผู้ที่ได้ก้าวสู่ความเป็นอริยบุคคลทุกระดับขั้น คำว่า “วิถีความเร็ว” ในการเจริญภาวนา คือ ความสามารถในการเข้าสมาธิเพื่อเจริญวิปัสสนาญาณ คือ “ญาณทัสสนะ” (ปัญญาภูมิ) ได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งมีความแตกต่างจากปัญญาปกติให้น้อยที่สุด คือ สามารถสลับกันได้อย่างคล่องแคล่วและกลมกลืนกันแม่นยำและถูกต้อง ดังนั้น “วิถีความเร็ว” จึงหมายถึง ระดับขั้นของความบริสุทธิ์ของ “ญาณทัสสนะ” (วิปัสสนาภูมิ–องค์ความรู้แห่งวิปัสสนา) เรียกว่า “ญาณทัสสนวิสุทธิ” (มรรคญาณ) รวมถึง “วิมุตติญาณทัสสนะ” (ผลญาณ) ซึ่งเรียกรวมๆ หมายถึง “วิปัสสนาภูมิ” นั่นเอง การฝึกหัดเจริญภาวนาบ่อยๆ เป็นสมุฏฐานสำคัญสำหรับความเร็ว ความแม่นยำ และความถูกต้อง แห่งวิปัสสนาผล ซึ่งเป็นมาตรฐานเกณฑ์ตัดสินในความตรัสรู้แห่งพุทธธรรมในที่สุด


. วิถีความเร็วของจิตในการเจริญภาวนาคืออะไร  
Download Now
Download Now
       


  ๓๙. จิตประภัสสรคืออะไร


๓๙. จิตประภัสสรคืออะไร   
Download Now
Download Now
พุทธชยันตี ๒๖๐๐ ปี
 เชิญชาวพุทธร่วมฉลองด้วยการศกษาธรรมะ
Download Siripat RSS Feed      
คำถาม FAQ อาจารย์นิธี ศิริพัฒน์     
ฉบับเฉลิมฉลอง “พุทธชยันตี ๒๖๐๐ ปี” วันวิสาขบูชา วันจันทร์ที่ ๔ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๕๕     
Siripat.Com and Academiae Network 2012     


๓๙. จิตประภัสสรคืออะไร

พุทธศาสนาจะมุ่งเน้นศาสนกิจในการประพฤติปฏิบัติธรรมใน ๓ ด้าน ซึ่งเรียกว่า “ไตรสิกขา” หมายถึง ข้อที่จะต้องศึกษา ข้อปฏิบัติที่เป็นหลักสำหรับศึกษา ได้แก่ การฝึกหัดอบรม ๑. กาย วาจา ๒. จิตใจ และ ๓. ปัญญา ให้ยิ่งขึ้นไปจนบรรลุจุดหมายสูงสุด คือ “พระนิพพาน” เรียกง่ายๆ ว่า ศีล (Morality) สมาธิ (Concentration) ปัญญา (Wisdom) โดยมีอรรถปรมัตถ์อยู่ที่สมุฏฐานแห่งการเป็น “โยคาวจรขีณาสพ” ผู้มีกิเลสอาสวะหมดสิ้นแล้วพร้อมกองทุกข์ทั้งปวง ผู้ควรแก่อรหัตตมรรคและอรหัตตผลแห่งอริยบุคคล ผู้ประกอบด้วยคุณบทของบุคคลแห่ง “ภาวิต ๔” คือ ๑. ภาวิตกาย ๒. ภาวิตศีล ๓. ภาวิตจิต และ ๔. ภาวิตปัญญา ซึ่งหมายถึง “ภาวิตัตต์” ผู้มีตนอันได้พัฒนาให้ถึงพร้อมแล้วในการเจริญกาย ศีล จิต และปัญญา บุคคลที่มีคุณสมบัติชุดนี้ครบถ้วนย่อมเป็นพระอรหันต์ ถ้าจะกล่าวให้ละเอียดยิ่งขึ้น ดังนี้

(๑) อธิสีลสิกขา (Higher Morality) หมายถึง สิกขาคือศีลอันยิ่ง ข้อปฏิบัติสำหรับฝึกอบรมในทางความประพฤติอย่างสูงในด้านกายกรรมสุจริตวจีกรรมสุจริต ศีลสังวร สีลวิสุทธิ นั่นคือ การเจริญภาวนาในด้านกายและวาจา ๒ ด้าน ได้แก่ ๑. กายภาวนา คือ การเจริญกาย พัฒนากาย การฝึกอบรมกาย ให้รู้จักติดต่อเกี่ยวข้องกับสิ่งทั้งหลายภายนอกทางอินทรีย์ทั้งห้าด้วยดี และปฏิบัติต่อสิ่งเหล่านั้นในทางที่เป็นคุณ มิให้เกิดโทษให้กุศลธรรมงอกงาม ให้อกุศลธรรมเสื่อมสูญ การพัฒนาความสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อมทางกายภาพ และ ๒. สีลภาวนา คือ การเจริญศีล พัฒนาความประพฤติ การฝึกอบรมศีล ให้ตั้งอยู่ในระเบียบวินัย ไม่เบียดเบียนหรือก่อความเดือดร้อนเสียหาย อยู่ร่วมกับผู้อื่นได้ด้วยดี เกื้อกูลแก่กัน นอกจากนี้ ยังหมายถึง ข้อธรรมใน “มรรคมีองค์ ๘” แห่งมัชฌิมาปฏิปทา ๓ ประการ ได้แก่ สัมมาวาจา คือ เจรจาชอบ ได้แก่ วจีสุจริต ๔ สัมมากัมมันตะ คือ กระทำชอบ ได้แก่ กายสุจริต ๓ และ สัมมาอาชีวะ คือ เลี้ยงชีพชอบ ได้แก่ เว้นมิจฉาชีพ ประกอบสัมมาชีพ

(๒) อธิจิตตสิกขา (Higher Mentality) หมายถึง สิกขาคือจิตอันยิ่ง ข้อปฏิบัติสำหรับฝึกอบรมจิตเพื่อให้เกิดคุณธรรมด้วยสติสัมปชัญญะ เช่น มโนกรรมสุจริต ฌาน สมาธิอย่างสูง ฌานสมาบัติ จิตตวิสุทธิ นิโรธสมาบัติ (ฌานขั้นสูง) นั่นคือ การเจริญภาวนาในด้านจิตใจ ได้แก่ ๓. จิตตภาวนาคือ การเจริญจิต พัฒนาจิต การฝึกอบรมจิตใจ ให้เข้มแข็งมั่นคง เจริญงอกงาม ด้วยคุณธรรมทั้งหลาย เช่น มีเมตตากรุณา มีฉันทะ ขยันหมั่นเพียร อดทน มีสมาธิ และสดชื่นเบิกบาน เป็นสุขผ่องใส เป็นต้น นอกจากนี้ ยังหมายถึง ข้อธรรมใน “มรรคมีองค์ ๘” แห่งมัชฌิมาปฏิปทา ๓ ประการ ได้แก่ สัมมาวายามะ คือ พยายามชอบ ได้แก่ สัมมัปปธาน ๔ สัมมาสติ คือ ระลึกชอบ ได้แก่ สติปัฏฐาน ๔ และ สัมมาสมาธิ คือ ตั้งจิตมั่นชอบ ได้แก่ ฌาน ๔

(๓) อธิปัญญาสิกขา (Higher Wisdom) หมายถึง สิกขาคือปัญญาอันยิ่ง ข้อปฏิบัติสำหรับฝึกอบรมปัญญาเพื่อให้เกิดความรู้แจ้งอย่างสูง ญาณแห่งปัญญาภูมิ วิปัสสนาญาณ ญาณทัสสนะ ญาณทัสสนวิสุทธิ นั่นคือ การเจริญภาวนาในด้าน “ปัญญาภูมิ” (วิปัสสนาภูมิ) ได้แก่ ๔. ปัญญาภาวนา คือ การเจริญปัญญา พัฒนาปัญญา การฝึกอบรมปัญญา ให้รู้เข้าใจสิ่งทั้งหลายตามเป็นจริง รู้เท่าทันเห็นแจ้งแห่งทมะในโลกและชีวิตตามสภาวะ สามารถทำจิตใจให้เป็นอิสระ ทำตนให้บริสุทธิ์จากกิเลสและปลอดพ้นจากความทุกข์ แก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นได้ด้วยปัญญา นอกจากนี้ ยังหมายถึง ข้อธรรมใน “มรรคมีองค์ ๘” แห่งมัชฌิมาปฏิปทา ๒ ประการ ได้แก่ สัมมาทิฏฐิ คือ เห็นชอบด้วยหลักการหรือทฤษฎีที่ถูกต้องด้วยเหตุผล ได้แก่ ความรู้อริยสัจจ์ ๔ เห็นไตรลักษณ์ รู้อกุศลและอกุศลมูลกับกุศลและกุศลมูล หรือเห็นปฏิจจสมุปบาท และ สัมมาสังกัปปะ คือ ดำริชอบ ได้แก่ เนกขัมมสังกัปป์ คือ ความตรึกปลอดจากกาม ความนึกคิดในทางเสียสละ ไม่ติดในการปรนปรือสนองความอยากของตน อพยาบาทสังกัปป์ คือ ความตรึกปลอดจากพยาบาท ความนึกคิดที่ประกอบด้วยเมตตา ไม่ขัดเคืองหรือเพ่งมองในแง่ร้าย อวิหิงสาสังกัปป์ คือ ความตรึกปลอดจากการเบียดเบียน ความนึกคิดที่ประกอบด้วยกรุณาไม่คิดร้ายหรือมุ่งทำลาย

สำหรับประเด็นของ “จิตประภัสสร” ที่มีรัศมีเลื่อมพราย ผุดผ่อง ผ่องใส บริสุทธิ์ ดุจเสมือนแก้วผลึกนั้น เกิดขึ้นในไตรสิกขาตอนช่วงไหนนั้น คำตอบคือ “อธิจิตตสิกขา” ซึ่งหมายถึง “การเจริญจิตตภาวนา” นั่นเอง โดยที่ “จิตประภัสสร” จะปรากฏขึ้นในขณะเจริญองค์ฌานทั้ง ๕ ได้แก่ วิตก วิจาร ปีติ สุข เอกัคคตา พร้อมด้วย อุเบกขา ซึ่งหมายถึง “ระดับจิตภูมิ” (ภูมิแห่งจิต - ภูมิของสมาธิ) ที่จัดอยู่ใน “รูปาวจรภูมิ” หมายถึง ชั้นระดับจิตที่ท่องเที่ยวอยู่ในรูป ชั้นรูปพรหม ได้แก่ ระดับทุติยฌาน และระดับตติยฌาน ดังนี้

(๑) ทุติยฌานภูมิ ๓ หมายถึง ระดับทุติยฌานหรือฌานที่ ๒ ได้แก่ ๑. ปริตตาภา คือ พวกมีรัศมีน้อย ๒. อัปปมาณาภา คือ พวกมีรัศมีประมาณไม่ได้ และ ๓. อาภัสสรา คือ พวกมีรัศมีสุกปลั่งซ่านไป
(๒) ตติยฌานภูมิ ๓ หมายถึง ระดับตติยฌานหรือฌานที่ ๓ ได้แก่ ๑. ปริตตสุภา คือ พวกมีลำรัศมีงามน้อย ๒. อัปปมาณสุภา คือ พวกมีลำรัศมีงามประมาณมิได้ และ ๓. สุภกิณหา คือ พวกมีลำรัศมีงามกระจ่างจ้า

เพราะฉะนั้น สมุฏฐานการเกิดของ “จิตประภัสสร” คือ ภาวะที่ “นามกาย” แห่งจิตและเจตสิกเกิดความสงบเยือกเย็นตามลำดับ ได้แก่ (๑) กายปัสสัทธิ หมายถึง ความสงบแห่งกองเจตสิกจำนวน ๕๒ ดวง และ (๒) จิตตปัสสัทธิ หมายถึง ความสงบแห่งจิตจำนวน ๘๙ ดวง ซึ่งแสดงอาการสามัญของจิตที่มีรัศมีเลื่อมพรายเหมือนแก้วผลึกในระดับที่แตกต่างกัน นั่นคือ คุณลักษณะระดับชีวิตของบุคคลด้วยแสงรัศมีประจำตัวว่าเป็นคนที่พัฒนาจิตใจในขั้นใด ผู้ที่เป็นอริยบุคคลย่อมมองเห็นชีวิตภูมิของสัตว์ทั้งหลายได้ด้วย “ญาณทัสสนะ” ได้แก่

(๑) ปุพเพนิวาสานุสสติ คือ ญาณที่ทำให้ระลึกชาติได้
(๒) ทิพพจักขุ คือ ญาณที่ทำให้มีตาทิพย์
(๓) พุทธจักขุ คือ ตาพระพุทธเจ้า อันประกอบด้วย “อินทริยปโรปริยัตตญาณ” และ “อาสยานุสยญาณ” เป็นเหตุให้ทรงทราบอัธยาศัยและอุปนิสัยแห่งเวไนยสัตว์ แล้วทรงสั่งสอนแนะนำให้บรรลุคุณวิเศษต่างๆ ยังพุทธกิจให้บริบูรณ์
(๔) สมันตจักขุ คือ ตาเห็นรอบ อันประกอบด้วย “สัพพัญญุตญาณ” อันหยั่งรู้ธรรมทุกประการ

ดังนั้น “ญาณทัสสนะ” ดังกล่าวทั้ง ๔ ญาณ นั่นคือ ความรู้วิเศษอันเกิดจากการเจริญภาวนาทั้งฝ่ายสมถะและฝ่ายวิปัสสนา ซึ่งญาณคุณวิเศษที่เกิดขึ้น เรียกว่า “อุตตริมานุสสธรรม” หรือ “อธิคมธรรม” พึงเกิดได้เฉพาะอริยบุคคลเท่านั้น ซึ่งเคยผ่านประสบการณ์ในการเจริญฌานสมาธิมาแล้วอย่างบริสุทธิ์สมบูรณ์ หมายความว่า ท่านเคยเห็นระดับภูมิชีวิตของตน คือ จิตที่เป็น “ฐีติภูตัง” คำว่า “ฐีติ” แปลว่า ความตั้งอยู่อย่างมั่นคงของจิต ส่วนคำว่า “ภูตัง” แปลว่า ความเปลี่ยนแปลงเป็นไปของสิ่งที่รู้ด้วยจิต เพราะฉะนั้น “ฐีติภูตัง” ก็คือ “จิตรู้แล้ว” ซึ่งเป็นภูมิจิตที่จัดอยู่ในทั้ง “โลกียญาณ” และ “โลกุตตรญาณ” หรือกล่าวอีกนัยหนึ่ง “ฐีติภูตัง” หมายถึง ภวังคจิต จิตดั้งเดิม ปฐมจิต ปฐมสมาธิ ปฐมจิต ปฐมวิญญาณ มโน (พื้นจิต) มโนธาตุ (ไม่ใช่ “มโนวิญญาณ” คือ จิตที่รู้แจ้งในอารมณ์ที่เกิดจากอายตนะ ๑๒ แล้ว) ทั้งหมดทั้งปวง ก็คือ “จิตประภัสสร” ที่มีระดับความสุกใสแตกต่างกันไปตามระดับคุณภาพชีวิตที่เกิดจากการเจริญภาวนา ให้วิเคราะห์ความหมายของคำว่า “จิตประภัสสร” ดังในพุทธพจน์ข้างล่างนี้:

“จิตนี้ประภัสสร แต่เศร้าหมองเพราะอุปกิเลสที่จรมา”


พุทธพจน์ดังกล่าวนี้ หมายถึง จิตนี้โดยธรรมชาติของมันเอง มิใช่เป็นสภาวะที่แปดเปื้อนสกปรก หรือมีสิ่งเศร้าหมองเจือปนอยู่ แต่สภาพเศร้าหมองนั้น เป็นของแปลกปลอมเข้ามา ฉะนั้น การชำระจิตให้สะอาดหมดจดจึงเป็นสิ่งที่เป็นไปได้ เรียกอีกอย่างว่า “ภวังคจิต” (ฐีติ) ที่จัดอยู่ในกระบวนการ “วิญญาณปวัตติ” เรียกอีกอย่างว่า “วิญญาณปวัตติอาการ” หมายถึง อาการที่วิญญาณเป็นไปตามหน้าที่แห่ง “วิญญาณกิจ ๑๔” (กิจ ๑๔) ได้แก่

(๑) ปฏิสนธิ คือ หน้าที่สืบต่อภพใหม่ ได้แก่จิต ๑๙ คือ อุเบกขาสันตีรณะ ๒ มหาวิบาก ๘ รูปวิบาก ๕ อรูปวิบาก ๔
(๒) ภวังคะ คือ หน้าที่เป็นองค์ของภพ ได้แก่ จิต ๑๙ อย่างเดียวกับปฏิสนธิ
(๓) อาวัชชนะ คือ หน้าที่คำนึงอารมณ์ใหม่ ได้แก่ จิต ๒ คือ ปัญจทวาราวัชชนะ และมโนทวาราวัชชนะ
(๔) ทัสสนะ คือ หน้าที่เห็นรูป ได้แก่ จักขุวิญญาณ ๒
(๕) สวนะ คือ หน้าที่ได้ยินเสียง ได้แก่ โสตวิญญาณ ๒
(๖) ฆายนะ คือ หน้าที่รู้กลิ่น ได้แก่ ฆานวิญญาณ ๒
(๗) สายนะ คือ หน้าที่ลิ้มรส ได้แก่ ชิวหาวิญญาณ ๒
(๘) ผุสนะ คือ หน้าที่ถูกต้องโผฏฐัพพะ ได้แก่ กายวิญญาณ ๒
(๙) สัมปฏิจฉนะ คือ หน้าที่รับอารมณ์ ได้แก่ สัมปฏิจฉนะ ๒
(๑๐) สันตีรณะ คือ หน้าที่พิจารณาอารมณ์ ได้แก่ สันตีรณะ ๓
(๑๑) โวฏฐัพพนะ (โวฏฐปนะ) คือ หน้าที่ตัดสินอารมณ์ ได้แก่ มโนทวาราวัชชนะ ๑
(๑๒) ชวนะ คือ หน้าที่แล่นเสพอารมณ์ อันเป็นช่วงที่ทำกรรม ได้แก่ จิต ๕๕ คือ กุศลจิต ๒๑ อกุศลจิต ๑๒ กิริยาจิต ๑๘ คือ เว้นอาวัชชนะทั้งสอง โลกุตตรผลจิต ๔
(๑๓) ตทาลัมพนะ คือ หน้าที่รับอารมณ์ต่อจากชวนะก่อนตกภวังค์ ได้แก่ จิต ๑๑ คือ มหาวิบาก ๘ สันตีรณะ ๓
(๑๔) จุติ คือ หน้าที่เคลื่อนจากภพปัจจุบัน ได้แก่ จิต ๑๙ อย่างเดียวกับในปฏิสนธิ

ส่วน “อุปกิเลส” นั้น หมายถึง “วิถีจิต” (ภูตัง) คือ ภาวะที่เปลี่ยนแปลงไปด้วยเหตุปัจจัยปรุงแต่งตามหลักปฏิจจสมุปบาท ที่เป็น “วัฏฏะ ๓” ประกอบด้วย ๓ วงจรแห่งภวจักร ได้แก่ (๑) กิเลสวัฏฏ์ (๒) กรรมวัฏฏ์ และ (๓) วิปากวัฏฏ์ ดังนั้น “วิถีจิต” จึงเป็นเรื่อง “สังขตธรรม” แห่งจิตตอุปกิเลสทั้งหลาย เรียกว่า “อุปกิเลส ๑๖” ซึ่งหมายถึง โทษหรือธรรมเครื่องเศร้าหมอง สิ่งที่ทำให้จิตขุ่นมัว รับคุณธรรมได้ยาก ดุจผ้าเปรอะเปื้อนสกปรก ย้อมไม่ได้ดี เพราะฉะนั้น “จิตประภัสสร” คือ “ภวังคจิต” (ผ้าสะอาด) และ “อุปกิเลส” คือ “วิถีจิต” (สิ่งสกปรก มลทิน เรียกว่า “ชวนจิต” คือ จิตที่แล่นไปในวิถีที่ทำหน้าที่เสพอารมณ์จากทวารทั้ง ๖ ซึ่งทำให้เจตสิกเกิดความเปลี่ยนแปลงตามเหตุปัจจัยปรุงแต่งจากกิเลสอาสวะ) สำหรับ “อุปกิเลส ๑๖” นั้น มีองค์ประกอบ ดังนี้

(๑) อภิชฌาวิสมโลภะ คือ คิดเพ่งเล็งอยากได้ โลภไม่สมควร โลภกล้า จ้องจะเอา ไม่เลือกควรไม่ควร
(๒) พยาบาท คือ คิดร้ายเขา
(๓) โกธะ คือ ความโกรธ
(๔) อุปนาหะ คือ ความผูกโกรธ
(๕) มักขะ คือ ความลบหลู่คุณท่าน ความหลู่ความดีของผู้อื่น การลบล้างปิดซ่อนคุณค่าความดีของผู้อื่น
(๖) ปลาสะ คือ ความตีเสมอ ยกตัวเทียมท่าน เอาตัวขึ้นตั้งขวางไว้ ไม่ยอมยกให้ใครดีกว่าตน
(๗) อิสสา คือ ความริษยา
(๘) มัจฉริยะ คือ ความตระหนี่
(๙) มายา คือ มารยา
(๑๐) สาเถยยะ คือ ความโอ้อวดหลอกเขา หลอกด้วยคำโอ้อวด
(๑๑) ถัมภะ คือ ความหัวดื้อ กระด้าง
(๑๒) สารัมภะ คือ ความแข่งดี ไม่ยอมลดละ มุ่งแต่จะเอาชนะกัน
(๑๓) มานะ คือ ความถือตัว ทะนงตน
(๑๔) อติมานะ คือ ความถือตัวว่ายิ่งกว่าเขา ดูหมิ่นเขา
(๑๕) มทะ คือ ความมัวเมา
(๑๖) ปมาทะ คือ ความประมาท ละเลย เลินเล่อ

เมื่อพิจารณาเกี่ยวกับกระบวนการ “วิญญาณปวัตติ” ซึ่งหมายถึง อาการที่เกิดดับของจิตสืบเนื่องติดต่อกันไปตลอดเวลา ซึ่งเกิดจาก “ชวนจิต” [ชะ–วะ–นะ–จิด] ที่ทำหน้าที่เสพอารมณ์ที่ผ่านทางทวารทั้ง ๖ (ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ) คือ “ตทารมณ์” จาก “ภวังคจิต” ที่เกิดดับแล้ว จากนั้น ก็เกิด “ภวังคจิต” ขึ้นใหม่ เรียกว่า “ตกภวังค์” ซึ่งใน ๑ ขณะจิต (Thought Moment) จะมีกระบวนการ “วิญญาณปวัตติ” จำนวน ๑๔ กิจ (ดู วิญญาณกิจ ๑๔) ดังภาพประกอบข้างล่างนี้


ดังรายละเอียดจาก ภาพประกอบ ๑ นั้น ชีวิตที่ดำเนินไปแม้ในกิจกรรมเล็กน้อยหนึ่งๆ จึงเป็นการสลับหมุนเวียนไปของ “กระแสภวังคจิต” เรียกว่า “ภวังคโสตะ” กับ “กระบวนวิถีจิต” เรียกว่า “วิถีจิตตปวัตติ” ที่เกิดดับสืบต่อไปมากมายไม่อาจนับได้

ในการรับรู้เสพอารมณ์ทำกรรมครั้งหนึ่งๆ ที่เป็นการเปลี่ยนจาก “ภวังคจิต” มาเป็น “วิถีจิต” จนกระทั่งกลับเป็น “ภวังคจิต” อีกนั้น แยกแยะให้เห็นลำดับขั้นตอนแห่งความเป็นไป พอให้ได้ความเข้าใจคร่าวๆ เฉพาะการรับรู้ทาง “ทวาร ๕” (ปัญจวิญญาณ) ได้แก่ ตา หู จมูก ลิ้น และกาย ในกรณีที่รับอารมณ์ที่มีกำลังมาก คือ “อติมหันตารมณ์” เป็นหลัก ดังนี้

(๑) ช่วงภวังคจิต เป็นช่วงที่แบ่งออกเป็น ๓ ขณะ (Thought Moment) ได้แก่ ๑. อตีตภวังค์ คือ ภวังคจิตที่สืบต่อมาจากก่อนหน้านั้น ๒. ภวังค์คจลนะ คือ ภวังค์ไหวตัวจากอารมณ์ใหม่ที่กระทบ และ ๓. ภวังค์คุปัจเฉท คือ ภวังค์ที่ขาดจากอารมณ์เก่า

(๒) ช่วงวิถีจิต เป็นช่วงที่แบ่งออกเป็น ๑๔ ขณะ (ดู วิญญาณกิจ ๑๔) ได้แก่ ๑. ปัญจทวาราวัชชนะ คือ การคำนึงอารมณ์ใหม่ทางทวารนั้นๆ ในทวารทั้ง ๕ ถ้าอยู่ในมโนทวารวิถี ก็เป็นมโนทวาราวัชชนะ ๒. ปัญจวิญญาณ คือ การรู้อารมณ์นั้นๆ ในอารมณ์ทั้ง ๕ (ปัญจวิญญาณ) ได้แก่ (๑) จักขุวิญญาณ (๒) โสตวิญญาณ (๓) ฆานวิญญาณ (๔) ชิวหาวิญญาณ หรือ (๕) กายวิญญาณ อย่างใดอย่างหนึ่ง ๓. สัมปฏิจฉนะ คือ การรับอารมณ์จากปัญจวิญญาณ เพื่อเสนอแก่ “สันตีรณะ” ๔. สันตีรณะ คือ การพิจารณาไต่สวนอารมณ์ ๕. โวฏฐัพพนะ คือ การตัดสินอารมณ์ ๖. – ๑๒. ชวนะ คือ การแล่นไปในอารมณ์ นั่นคือ รับรู้เสพทำต่ออารมณ์ เป็นช่วงที่ทำกรรม โดยเป็นกุศลชวนะ อกุศลชวนะ หรือไม่ก็กิริยา ซึ่งดำเนินติดต่อกัน ๗ ขณะ ๑๓. – ๑๔. ตทารมณ์ คือ มีอารมณ์เดียวกับ “ชวนะ” ได้แก่ การเกิดเป็น “วิปากจิต” ที่ได้รับอารมณ์ต่อจาก “ชวนะ” เหมือนได้รับผลประมวลจาก “ชวนะ” มาบันทึกเก็บไว้ ก่อน “ตกภวังค์” ซึ่งต่อกัน ๒ ขณะจิต แล้วก็สิ้นสุดวิถี คือ จบกระบวนของ “วิถีจิต” เกิดเป็นภวังคจิตขึ้นใหม่ เรียกว่า “ตกภวังค์” เมื่อนับตลอดหมดทั้ง ๒ ช่วง คือ ตั้งแต่ “อตีตภวังค์” จุดเริ่ม มาจบวิถี ก็มี ๑๗ ขณะจิต (Thought Moment)

อนึ่ง ถ้าพิจารณาจาก ภาพประกอบ ๑ อีกครั้ง จะพบว่า “สมถกัมมัฏฐาน” ซึ่งเป็นเรื่อง “อธิจิตตสิกขา” นั้น “ภวังคจิตเก่า” กับ “ภวังคจิตดวงใหม่” ซึ่งอยู่ใน “กระแสภวังคจิต” กับ “กระบวนวิถีจิต” (วิญญาณกิจ ๑๔) ซึ่งเรียกว่า “วิญญาณปวัตติ” หรือ “วิถีจิตตปวัตติ” เป็นดวงจิตของ “ภวังคจิต” ที่อยู่ในกระแสจิตตามปกติในชีวิตประจำวัน ที่เกิดจากอุปกิเลส ส่วนดวงจิตที่เป็น “จิตประภัสสร” ต้องผ่านการเจริญภาวนา ถึงจะเข้าถึงได้ หรือเห็นได้ ซึ่งเป็น “ดวงจิตดั้งเดิม” หรือ “ปฐมจิต” ด้วย ฌานสมาธิ ซึ่งต่อไปจะกลายเป็นแหล่งสำคัญเพื่อพัฒนาปัญญา คือ “วิปัสสนาภูมิ” เรียกว่า “ปัญญาภูมิ” แห่งการเจริญวิปัสสนากัมมัฏฐาน เพราะ “จิตประภัสสร” จะมีลักษณะผุดผ่อง ผ่องใส บริสุทธิ์ เป็นรัศมีเลื่อมพรายดุจเสมือนแก้วผลึก แต่ยังเป็นจิตที่มีกิเลสอาสวะหมักดองในพื้นจิตอยู่ เนื่องจาก “ภวังคจิต” ยังรับรู้ผลการประเมินสภาวจิตจาก “กระบวนวิถีจิต” โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “กิเลสอาสวะ” แต่ถ้าการเจริญภาวนาในระดับ “วิปัสสนากัมมัฏฐาน” ซึ่งได้หยั่งรู้อย่างแท้จริง “ปรมัตถสัจจะ” คือ สามารถตรัสรู้ “โลกุตตรธรรม” ได้ ด้วยอำนาจแห่งปัญญาสมาธิ คือ “ญาณทัสสนะ” ที่สมบูรณ์ด้วยขั้นตอนตามคลองธรรม ได้แก่ “ญาณ ๑๖” และ “วิปัสสนาญาณ ๙” พร้อมด้วย “วิสุทธิ ๗” จนสามารถเข้าสู่ความเป็นอริยบุคคล นั่นคือ การสิ้นสุดพุทธกิจอย่างแท้จริง คือ “พระนิพพาน” นั่นเอง แต่อย่างไรก็ตาม เพื่อให้เข้าใจยิ่งขึ้น ให้พิจารณาพุทธพจน์อีกครั้งหนึ่ง:

“จิตนี้ประภัสสร แต่เศร้าหมองเพราะอุปกิเลสที่จรมา”

พุทธพจน์ดังกล่าวนี้ หมายถึง จิตนี้โดยธรรมชาติของมันเอง มิใช่เป็นสภาวะที่แปดเปื้อนสกปรก หรือมีสิ่งเศร้าหมองขุ่นมัว รับคุณธรรมได้ยาก เจือปนอยู่ แต่สภาพเศร้าหมองนั้น เป็นของแปลกปลอมเข้ามาโดยผ่าน “ชวนจิต” คือ “อุปกิเลส ๑๖” ดังที่กล่าวมาข้างต้น คำว่า “ชวนจิต” (อ่านว่า “ชะ–วะ–นะ–จิด” คือ ข้อที่ ๑๒ ของวิญญาณกิจ ๑๔) ซึ่งเป็นจิตแห่งวิญญาณขันธ์ที่ทำหน้าที่เสพอารมณ์ที่ผ่านทวารทั้ง ๖ ขณะสร้างกรรมด้วยเจตนาทั้งที่เป็นกุศลชวนะหรืออกุศลชวนะ ซึ่งเป็นขั้นตอนที่ ๖.–๑๒. เรียกว่า “ชวนะ” ทั้งหมด คือ กระบวนการทางจิตขณะปัจจุบันระหว่างการเกิดดับของ “ภวังคจิต” กับ “วิถีจิต” ๑ ขณะจิต การสิ้นสุดใน ๑ ขณะนั้น เรียกว่า “ตกภวังค์” จากนั้นก็เกิด “วิถีจิต” ขึ้นต่อเนื่องถัดไปเรื่อยๆ ความถี่ของ “ชวนจิต” นั้น มีความแตกต่างตามระดับจิตของบุคคล ยิ่งจิตสะอาดบริสุทธิ์ ยิ่งมีการเกิดของ “ชวนจิต” น้อยที่สุด เพราะ “ชวนจิต” คือ สภาพสังขารที่เกิดจากการปรุงแต่งจากกิเลสอาสวะทั้งหลาย ที่เข้าจู่โจมจิตมนุษย์อยู่ตลอดเวลา ปริศนาธรรมข้อนี้ เปรียบเทียบได้กับข้อธรรมของพระอาจารย์ใหญ่ด้านวิปัสสนาธุระแดนอีสาน หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต ดังนี้

ไม้ซกงก หกพันง่า (กายใจ)
กะปอมก่าแล่นขึ้น มื้อละฮ้อย (อวิชชา)
กะปอมน้อยแล่นขึ้น มื้อละพัน (ตัณหา)
โตได๋มาบ่ทัน แล่นขึ้นนำคู่มื้อๆ (กิเลส)

ดังรายละเอียดจากข้อคติธรรมเตือนใจข้างบนนั้น คำว่า “กายใจ” ในความหมายนี้ หมายถึง “นามกาย” คือ ตัวจิตทั้งชุด ได้แก่ “จิต ๘๙” คือ ตัวจิตหลัก กับ “เจตสิก ๕๒” คือ ลักษณะอาการย่อยของจิต นั่นคือ “ไม้ซกงก หกพันง่า” (ต้นไม้ใหญ่) ซึ่งหมายถึง “มโน” (จิตที่ไม่ได้เสพอารมณ์จากภายนอก) ก็ได้ “จิตประภัสสร” ก็ได้ หรือ “ภวังคจิต” ก็ได้ ส่วน “กะปอมก่า” (จิ้งก่าตัวใหญ่) คือ อวิชชา หรือ อาสวะ และ “กะปอมน้อย” (จิ้งก่าตัวเล็ก) คือ ตัณหา หรือ อุปาทาน ส่วน ”โตได๋มาบ่ทัน” (ตัวที่มาไม่ทันเพื่อน) คือ กิเลส หรือ อุปกิเลส นั่นคือ “วงจรกิเลส” นั่นเอง ในความหมายนี้ จิต (ชวนะ) ของมนุษย์มีความแปรปรวนสูงมากตลอดเวลา “ยากแท้หยั่งถึง อุปมาได้ลึกเช่นห้วงมหรรณพ” หมายถึง จิตมีกระบวนการทำงานที่ซับซ้อนและอ่อนไหวตลอดเวลา แม้แต่นอนก็ยังฝันอีกด้วย เพราะจิตยังประมวลผลอารมณ์มากมายที่เข้ามากระทบ ทำให้จิตเก็บข้อมูล (สัญญา) มาประมวลผลใหม่ ที่อยู่ในสภาวะเป็น “ความฝัน” (Dream) เพราะฉะนั้น ในความฝันนั้น จะมีความฝัน ๓ ประเภท ได้แก่ (๑) ฝันหวาน (Sweet Dream) คือ ความฝันที่เป็นเรื่องที่ทำให้สบายใจ “โสมนัส” เรียกว่า “เจตสิกสุข” (๒) ฝันร้าย (Nightmare) คือ ความฝันที่เป็นภาพนิมิตในเรื่องร้ายที่ทำให้ทุกข์ใจ “โทมนัส” เรียกว่า “เจตสิกทุกข์” และ (๓) ฝันจิตนาการ (Imagination) คือ สภาวจิตที่เป็นนิมิตแห่งสมาธิที่เกิดขึ้นอย่างมีสติสัมปชัญญะในฌานหรือวิปัสสนาภูมิ ซึ่งสามารถเกิดคู่ได้กับความนึกคิดที่เกิดขึ้นนอกการเจริญภาวนา นั่นหมายความว่า บุคคลที่มีอารมณ์ความรู้สึกฝ่ายโลกียะกับอารมณ์ความรู้สึกฝ่ายโลกุตตระเกิดขึ้นพร้อมกันตลอดเวลา เช่น ผู้เป็นอริยบุคคลระดับต้น คือ “โสดาบัน” เป็นต้น ซึ่งสามารถรักษาและทรงสมาธิได้ตลอดเวลา และสามารถนำ “ผลสมาธิ” (วิปัสสนาญาณ) นั้น มาใช้ในชีวิตประจำวันได้ ซึ่งเกิดการหยั่งรู้ได้ด้วย “ญาณ” ข้อสังเกตที่เป็นจริง ยกตัวอย่าง เช่น การไปเสวนาธรรมกับพระอริยสงฆ์ ท่านมักรู้ล่วงหน้าถึงการมาของเราก่อนที่เราจะไปถึงและพบท่านได้จริง ในระหว่างสนทนากันนั้น ท่านจะแสดงถึงความปรีชาญาณถึงเรื่องราวต่างๆ ที่มีอยู่ในความคิดของเรา ได้อย่างแม่นยำตามสภาวะที่เกิดขึ้นจริง ดังพุทธพจน์ที่ว่า:

“ชื่อว่าที่ลับ ไม่มีในโลก”
“ชื่อว่าที่ลับของผู้ทำบาปกรรม ไม่มีในโลก คนทั้งหลายเห็นเป็นป่า แต่คนเขลาสำคัญที่นั้นว่าเป็นที่ลับ”

ให้พิจารณาภาพประกอบที่อธิบายถึงสภาวะที่ “อุปกิเลส” จรเข้ามาสู่ “จิตประภัสสร” ซึ่งทำให้ดวงจิตนี้เศร้าหมอง เพราะมีสิ่งเจือปนทั้ง กุศลชวนะ อกุศลชวนะ และ กิริยาชวนะ (ไม่สร้างกรรมอีกสำหรับพระอรหันต์) ซึ่งเป็นไปตามกระบวนการ “วิญญาณปวัตติ” ตามหน้าที่ของจิตใน “กิจวิญญาณ ๑๔” ซึ่งเกิดดับติดต่อการตลอดเวลามีจำนวนสูงสุดพร้อมกันได้แค่ ๗ ขณะจิต ยิ่งเกิดขึ้นมากยิ่งเศร้าหมองมาก ดังรายละเอียดในภาพประกอบ ๒ ข้างล่างนี้

หมายเหตุ: เครื่องหมาย “ + ” หมายถึง กุศลกรรม และ เครื่องหมาย “ – ” หมายถึง อกุศลกรรม

คำนิยามศัพท์ใหม่:
“มโนธรรม” (Conscience) คือ การควบคุมภายในจิตใจของบุคคล เป็นระบบความคิดและความรู้สึก ซึ่งช่วยบุคคลในการตัดสินว่าการกระทำอะไรถูก อะไรผิด อะไรควรทำ และไม่ควรทำ นั่นคือ “สติสัมปชัญญะ”

“จิตใต้สำนึก” (Subconscious) คือ ภาวะของจิตที่ไม่อาจรู้สึกได้ เพราะอยู่ในส่วนลึกของจิตใจ ซึ่งข้อมูลในการตัดสินใจกระทำสิ่งต่างๆ ด้วยเจตนาที่ซ้อนอยู่เบื้องหลัง ไม่ว่าจะเป็นกุศล อกุศล หรืออัพยากฤต (ไม่ใช่กุศลและไม่ใช่อกุศล) เช่น ความศรัทธา ความเชื่อ ทัศนคติ โลกทัศน์ แนวคิด ความคิดเห็น ค่านิยม เป็นต้น ซึ่งมีผลต่อความคิดและพฤติกรรม

“จิตไร้สำนึก” (Unconscious) คือ ความคิด ความรู้สึก และแรงผลักดัน ซึ่งถูกเก็บไว้ภายในจิตใจหรือพื้นจิตสันดาน โดยไม่รู้ตัว แม้จะพยายามนึกอย่างไรก็นึกไม่ออก แต่จะแสดงออกมาได้ เมื่อมีอารมณ์กระตุ้นบางอย่างเข้ามากระทบจิตใจ

ดังรายละเอียดจาก ภาพประกอบ ๒ ดังกล่าวข้างต้น แสดงให้เห็นว่า “วิญญาณปวัตติ” ที่เกิดขึ้นมีองค์ประกอบด้วยกัน ๓ ขั้นตอน (๑) จิตประภัสสรแห่งภวังคจิต ประกอบด้วย ๑. ด้านบวก คือ “ญาณ ๑๖” และ ๒. ด้านลบ คือ “อนุสัย ๗” เรียกว่า “ภวังคโสตะ” ที่ทำให้ “ภวังคจิต” เกิดดับสลับกับ “วิถีจิต” ตลอดเวลา ภาวะที่เกิดขึ้นระหว่างการเกิดดับ เรียกว่า “ตกภวังค์” คือ ช่วงขณะที่จิตเสพอารมณ์เปลี่ยนแปลงสลับกับการเสพอารมณ์อื่น (๒) วิถีจิต ประกอบด้วย “วิญญาณกิจ ๑๔” ซึ่งเป็นหน้าที่ของจิต โดยเฉพาะ “ชวนะ” ส่งผลทำให้จิตเลือกแสดงอาการจิตเป็น ๓ ภาวะ ได้แก่ กุศลชวนะ (สุขใจ) อกุศลชวนะ (ทุกข์ใจ) และกิริยาชวนะ (ดับสังขตธรรมทั้งหมดที่เป็น “จิตสังขาร” คือ สัญญาและเวทนา) และ (๓) อุปกิเลส ประกอบด้วย “วัฏฏะ ๓” และ “อุปาทานขันธ์ ๕” ซึ่งเป็นภาวะทั้งหลายที่สืบเนื่องจากเหตุปัจจัย ๑๒ องค์ประกอบ ของปฏิจจสมุปบาท เรียกว่า “ปฏิจจสมุปปันนธรรม” กระบวนการทั้งหมดนี้ จะเกิดขึ้นตลอดในขณะดำเนินการเจริญภาวนา ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายสมถะหรือวิปัสสนาก็ตาม เพราะทั้งหมดเกี่ยวข้องกับ “จิตตสังขาร” ที่เกิดความแปรปรวนจากสัญญาและเวทนาที่ส่งผลกระทบต่อนามกายแห่งกองนามขันธ์ ๔ (เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ) ทั้งระบบโครงสร้าง คือ จิต และเจตสิก ซึ่งหมายถึง “จิต ๘๙” และ “เจตสิก ๕๒” อย่างไรก็ตาม ขั้นตอนการดับ “จิตตสังขาร” คือ สภาพที่ปรุงแต่งด้วยสัญญาและเวทนานั้น เป็นขั้นตอนการเข้าถึงความสงบเยือกเย็นที่ประณีตขั้นสูงด้วย “อนุบุพพวิหาร ๙” (อนุบุพพนิโรธ) หมายถึง ธรรมเครื่องอยู่ที่สงบเยือกเย็นประณีตต่อกันขึ้นไปโดยลำดับของฌานสมาบัติ ที่จะต้องดับขั้นต้นๆ แต่ละขั้นไปตามลำดับ จึงจะเข้าถึงขั้นสูงที่อยู่ถัดขึ้นไปได้ ได้แก่ (๑) รูปฌาน ๔ หรือ ฌาน ๔ (๒) อรูปฌาน ๔ และ (๓) สัญญาเวทยิตนิโรธ ๑ คือ สมาบัติที่ดับสัญญาและเวทนา เรียกอีกอย่างว่า “นิโรธสมาบัติ” สมาบัติข้อที่ ๙ นี้ เฉพาะแต่พระอนาคามีและพระอรหันต์ผู้ชำนาญใน “สมาบัติ ๘” ข้างต้นแล้วเท่านั้น จึงจะเข้าได้

ดังนั้น ในการศึกษากระบวนการของจิตอย่างละเอียด ซึ่งหมายถึง “นามขันธ์ ๔” ได้แก่ เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ รวมกันเรียกว่า “นามกาย” ซึ่งหมายถึง “จิตและเจตสิก” เมื่อเจตสิกจำนวน ๕๒ ดวง เกิดสัมปยุตต์กันจะกลายเป็นชนิดต่างๆ ของจิตจำนวน ๘๙ ดวง หรือ ๑๒๑ ดวง กระบวนการรวมกันของเจตสิกนั้น ก็คือ “กระแสภวังคจิต” จำนวน ๓ ดวง กับ “กระบวนวิถีจิต” จำนวน ๑๔ ดวง ที่ผสมกลมกลืนกัน นับเป็น ๑๗ ขณะจิต ซึ่งจำนวนครั้งของจิตที่เกิดดับ เรียกว่า “ขณะ” หรือ “ขณะจิต” (Thought Moment) ซึ่งมีโครงสร้างพื้นฐานวิญญาณทั้ง ๖ ซึ่งรู้แจ้งในอารมณ์ผ่านทางอายตนะภายใน ได้แก่ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ นั่นคือ “ธาตุรู้” ดังนี้

ดังนั้น “ธาตุรู้” จำนวน ๑ ครั้ง หมายถึง ภาวะรู้แจ้งในอารมณ์ต่างๆ ๑ ครั้ง เรียกว่า “วิญญาณธาตุ ๖” ที่ผ่านทวารทั้ง ๖ (ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ = อายตนะภายใน) ได้แก่ (๑) จักขุวิญญาณธาตุ (๒) โสตวิญญาณธาตุ (๓) ฆานวิญญาณธาตุ (๔) ชิวหาวิญญาณธาตุ (๕) กายวิญญาณธาตุ และ (๖) มโนวิญญาณธาตุ เพราะฉะนั้น “ธาตุรู้” (วิญญาณ) จะรู้แจ้งใน “จิตตสังขาร” (สังขาร) ที่เกิดจากสัญญาและเวทนาที่ถูก “อุปกิเลส ๑๖” ครอบงำอยู่ แล้วส่งผลทำให้จิตนั้นปรุงแต่ง “จิตตสังขาร” (สังขาร) ตาม “วงจรกิเลส” คือ อวิชชา– ตัณหา–อุปาทาน (ดู ปฏิจจสมุปบาท) ต่อจากนั้นทำให้เกิด “วงจรกรรม” และ “วงจรวิบาก” ตามมาด้วย ซึ่งจิตในขณะนั้น อาจจะเป็น (๑) กุศลชวนะ (๒) อกุศลชวนะ หรือ (๓) กิริยาชวนะ คือ ไม่สร้างกรรม หมายถึง “พระอรหันต์” เพราะฉะนั้น “ธาตุรู้” นี้ จะส่งผล การประมวลผล (วิบาก) จาก “กระบวนวิถีจิต” ไปเก็บไว้ที่ “ภวังคจิต” (สัญญา) ซึ่งจะสะสมไว้ใน “จิตประภัสสร” ด้วยเช่นกัน ฉะนั้น “ภวังคจิต” (สัญญา) อาจเป็นกุศลธรรมหรืออกุศลธรรม ก็ได้ จุดหมายกุศลธรรมจะไปจบสิ้นที่ “ปรมัตถสัจจะ” (นิพพาน) ส่วนจุดหมายอกุศลธรรมจะไปสิ้นสุดที่ “อนุสัย ๗” หรือ “อาสวะ ๔” (ดู อริยบุคคล ๗) ซึ่งเป็นกิเลสที่หมอนพื้นจิตสันดานให้คุณธรรมได้ยาก รวมทั้ง “สังโยชน์ ๑๐” (ดู มรรค ๔) และ “อุปกิเลส ๑๖” คือ โทษของสภาพที่ทำให้จิตเศร้าหมอง หรือ “กิเลส ๑๐” (กิเลสวัตถุ) คือ สภาพที่ทำให้จิตเศร้าหมอง ได้แก่ (๑) โลภะ คือ ความอยากได้ (๒) โทสะ คือ ความคิดประทุษร้าย (๓) โมหะ คือ ความหลง ความไม่รู้ ความเขลา (๔) มานะ คือ ความถือตัว (๕) ทิฏฐิ คือ ความเห็นผิด (๖) วิจิกิจฉา คือ ความลังเลสงสัย ความเคลือบแคลง (๗) ถีนะ คือ ความหดหู่ ความท้อแท้ถดถอย (๘) อุทธัจจะ คือ ความฟุ้งซ่าน (๙) อหิริกะ คือ ความไม่ละอายต่อความชั่ว และ (๑๐) อโนตตัปปะ คือ ความไม่เกรงกลัวต่อความชั่ว เมื่อสภาพดังกล่าวเกิดขึ้น กล่าวโดยสรุป นั่นคือ จิตเป็นทุกข์ตกอยู่ใน “สังสารวัฏฏ์” ซึ่งเป็นการเข้าสู่กระแสชีวิตสันตติที่เวียนว่ายตายเกิดไม่สิ้นสุดด้วยสังสารทุกข์



๓๙. จิตประภัสสรคืออะไร   
Download Now
Download Now
       


  ๔๐. สภาวจิตที่แยกเป็นอิสระจากกิเลสและเบญจขันธ์



๔๐. สภาวจิตที่แยกเป็นอิสระจากกิเลสและเบญจขันธ์   
Download Now
Download Now
พุทธชยันตี ๒๖๐๐ ปี
 เชิญชาวพุทธร่วมฉลองด้วยการศึกษาธรรมะ
Download Siripat RSS Feed      
คำถาม FAQ อาจารย์นิธี ศิริพัฒน์     
ฉบับเฉลิมฉลอง “พุทธชยันตี ๒๖๐๐ ปี” วันวิสาขบูชา วันจันทร์ที่ ๔ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๕๕     
Siripat.Com and Academiae Network 2012     


๔๐. สภาวจิตที่แยกเป็นอิสระจากกิเลสและเบญจขันธ์

จุดประสงค์สำคัญในการเจริญภาวนานั้น ประกอบด้วยกัน ๓ แนวทาง ได้แก่ (๑) เพื่อศึกษาพิจารณาสภาวจิตของผู้เจริญภาวนาที่กิเลสอาสวะครอบงำอยู่ขณะนั้น (๒) เพื่อศึกษาพิจารณาสภาวจิตที่เป็นจิตตสมาธิ ซึ่งเป็นอิสระจากรูปขันธ์และมีกิเลสอาสวะสิ้นไป และ (๓) เพื่อศึกษาพิจารณาสภาวจิตที่วิวัฒน์ตนเองด้วยญาณทัสสนะเป็นปัญญาภูมิ เพื่อดับเผากิเลส (กิเลสปรินิพพาน) เรียกว่า “สอุปาทิเสสนิพพาน” คือ นิพพานยังมีอุปาทิหรือขันธ์ ๕ เหลืออยู่ และเพื่อดับเผากิเลสและดับขันธ์ ๕ (ขันธปรินิพพาน) นั่นคือ “ดับไม่มีเชื้อเหลือ” เรียกว่า “อนุปาทิเสสนิพพาน” นั่นหมายถึง นิพพานไม่มีอุปาทิเหลือ เพราะฉะนั้น คำว่า “กิเลส” และ “ขันธ์ ๕” นั้น ถ้าพิจารณาอย่างแยบคายละเอียดลงไปยิ่งขึ้น สำหรับผู้มีความชำนาญยิ่งที่เกิด “ดวงตาเห็นธรรม” ในบรรดาพุทธธรรมทั้งหลายที่สัมปยุตต์กัน (สัมปยุตตธรรม) อันเป็นเครื่องเกื้อหนุนแก่อริยมรรคนั้น จะทำให้เห็นแจ้งรู้จริงว่า “วงจรกิเลส” (กิเลส ตัณหา อุปาทาน) เกิดขึ้นก่อน และส่งผลให้เกิด “ขันธ์ ๕” เมื่อเรียบเรียงลำดับการเกิด “อุปาทิ (ขันธ์ ๕ กับ อุปาทาน) คือ สภาพที่ถูกกรรมกิเลสถือครอง เรียกว่า “อุปาทานขันธ์ ๕” นั่นคือ “เบญจขันธ์” ได้แก่ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ที่ถูกปรุงแต่งด้วยกิเลสอาสวะ เรียกว่า “สังขาร” หรือ “สังขตธรรม” ซึ่งหมายถึง “อุปาทินนกสังขาร” คือ สังขารที่กรรมครอบครอง สังขารที่มีใจครอง เช่น คน สัตว์ เทวดา ในความหมายตรงข้าม สังขารที่กรรมไม่ครอบครอง สังขารที่ไม่มีใจครอง เรียกว่า “อนุปาทินนกสังขาร” ดังนั้น คำว่า “ใจ” กับ “กรรม” (มโนกรรม) หมายถึง “อำนาจของกิเลส” ที่เป็นเหตุปัจจัยปรุงแต่งเป็นความคิดสังขาร เรียกว่า “มโนสังขาร” หรือ “จิตตสังขาร” ซึ่งมีตัวปัจจัยปรุงแต่งจิต (ความคิด) ได้แก่ สัญญา และ เวทนา และมีปัจจัยร่วมในการปรุงแต่งการกระทำทางใจ (ความคิด) นั่นคือ “เจตนา” (สัญเจตนา) หรือ “ความจงใจ” ที่ก่อให้เกิดกรรมที่เรียกว่า “มโนกรรม” เมื่อผู้เจริญภาวนาพิจารณาถึงความสัมพันธ์ระหว่างเหตุปัจจัยอย่างละเอียดของ “อำนาจกิเลส” นั้น จะพบว่า มูลเหตุของการเกิดกิเลสมาจาก “อวิชชา” และในนัยเดียวกัน “อวิชชา” มีมูลการณ์ดั้งเดิมที่แปรสภาพมาจาก “จิตดั้งเดิม” หรือ “ฐีติภูตัง” ซึ่งเป็นพื้นจิต ที่ตั้งของจิตเดิมแท้ และมีไวพจน์อย่างอื่น เช่น จิตตั้งต้นเดิมแท้ จิตประภัสสร ภวังคจิต ดวงจิตเดิม ปฐมจิต มโน มโนธาตุ ในความหมายดังกล่าวนี้ ยังเป็นดวงจิตที่ยังไม่บริสุทธิ์สมบูรณ์ วิสุทธิ หมดจด จากกิเลสอาสวะทั้งหลาย ยังต้องใช้อำนาจการเจริญสมาธิและปัญญาในการชำระ เพื่อให้บริสุทธิ์หมดจดปราศจากมลทินกิเลสอีกด้วยการเจริญ “โลกุตตรผลจิต ๔” (กิริยาจิต) นั่นเอง สำหรับในส่วนที่เป็นพื้นจิตไม่สะอาดหมดจดที่ฝังลึกในใจนั้น เรียกว่า “จิตตสันดาน” คือ จิตที่สืบต่อกันมาโดยไม่ขาดสาย ซึ่งเป็นพื้นความรู้สึกนึกคิดหรืออุปนิสัยใจคอที่ฝังอยู่ในส่วนลึกของจิตใจมาแต่กำเนิด (จิตไร้สำนึก) อย่างเช่น “อนุสัย ๗” หมายถึง กิเลสที่แฝงตัวนอนเนื่องอยู่ในพื้นสันดาน ได้แก่ (๑) กามราคะ ความกำหนัดในกาม (๒) ปฏิฆะ ความหงุดหงิด (๓) ทิฏฐิ ความเห็นผิด (๔) วิจิกิจฉา ความลังเลสงสัย (๕) มานะ ความถือตัว (๖) ภวราคะ ความกำหนัดในภพ และ (๗) อวิชชา ความไม่รู้จริง อย่างไรก็ตาม ในกระบวนการของกิจหน้าที่แห่งวิญญาณนั้น ทั้งกุศลจิตและอกุศลจิต (วิบาก) รวมทั้งจิตที่เป็นอัพยากฤต ที่เรียกว่า “กิริยาจิต” (โลกุตตรผลจิต ๔) นั้น จะมีแหล่งสะสมอยู่ที่ “ภวังคจิต” (จิตตามสภาพ หรือตามปกติของมัน ยังไม่ขึ้นสู่วิถีรับรู้เสพอารมณ์ เรียกว่า “มโน” ถ้ารับรู้อารมณ์แล้ว คือ “มโนวิญญาณ” ซึ่งเรียกชื่อรวมๆ ว่า “วิถีจิต”) ดังนั้น “วิถีจิต” ที่ทำหน้าที่รับรู้อารมณ์จากมโนทวาร (อายตนะที่ ๖) เมื่อรู้แจ้งในอารมณ์นั้น จะกลายเป็น “มโนวิญญาณ” เมื่อดับลงจะกลับไปเป็น “ภวังคจิต” จะมี “สัญญา ๖” ทำหน้าที่เก็บความหมายจำไว้ใน “ภวังคจิต” และภวังคจิตก็เกิดใหม่ ต่อจากนั้น “วิถีจิต” ก็เกิดต่อเมื่อมีอารมณ์นั้นมากระทบ ถัดจากนั้น “วิถีจิต” ก็ดับ (ตกภวังค์) แล้วเกิดการเก็บวิบากและอัพยากฤตไว้ในดวงจิตที่เรียกว่า “มโน” (ภวังคจิต) อีก กระบวนการเกิดดับสลับกันระหว่าง “ภวังคจิต” กับ “วิถีจิต” เรียกว่า “กระแสภวังคโสตะ” ส่วนในกระบวนการที่เกิดภายใน “วิถีจิต” เรียกว่า “วิญญาณกิจ ๑๔” ซึ่งหมายถึง หน้าที่ของจิต ได้แก่ (๑) ปฏิสนธิ คือ หน้าที่สืบต่อภพใหม่ (๒) ภวังคะ คือ หน้าที่เป็นองค์ของภพ (๓) อาวัชชนะ คือ หน้าที่คำนึงอารมณ์ใหม่ (๔) ทัสสนะ คือ หน้าที่เห็นรูป (๕) สวนะ คือ หน้าที่ได้ยินเสียง (๖) ฆายนะ คือ หน้าที่รู้กลิ่น (๗) สายนะ คือ หน้าที่ลิ้มรส (๘) ผุสนะ คือ หน้าที่ถูกต้องโผฏฐัพพะ (๙) สัมปฏิจฉนะ คือ หน้าที่รับอารมณ์ (๑๐) สันตีรณะ คือ หน้าที่พิจารณาอารมณ์ (๑๑) โวฏฐัพพนะ หรือ โวฏฐปนะ คือ หน้าที่ตัดสินอารมณ์ (๑๒) ชวนะ คือ หน้าที่แล่นเสพอารมณ์ อันเป็นช่วงที่ทำกรรม (๑๓) ตทาลัมพนะ คือ หน้าที่รับอารมณ์ต่อจากชวนะก่อนตกภวังค์ และ (๑๔) จุติ คือ หน้าที่เคลื่อนจากภพปัจจุบัน เพราะฉะนั้น ตั้งแต่ข้อ ๑ คือ “ปฏิสนธิ” ถึงข้อที่ ๑๔ คือ “จุติ” จะเป็นเรื่องของ “ภวังคจิต” หมายถึง จิตที่เป็นพื้นอยู่ระหว่างปฏิสนธิและจุติ นั่นคือ ตั้งแต่เกิดจนถึงตายตลอดเวลา กล่าวโดยสรุปในขั้นตอนนี้ สภาวจิตแห่ง “ภวังคจิต” มีองค์ประกอบสำคัญ ๓ ประการ ได้แก่ (๑) กุศลจิต–กุศลธรรม (๒) อกุศลจิต–อกุศลธรรม และ (๓) กิริยาจิต – อัพยากตธรรม ส่วนสภาวะ ปรากฏการณ์ หรือสภาวธรรมที่เป็นพลวัตแห่งสังขตธรรมที่เป็นนามขันธ์หรือภวังคจิตนั้น จะประกอบด้วยคุณสมบัติอาการของ “สังขตลักษณะ” ได้แก่ (๑) ความเกิดขึ้นปรากฏ (๒) ความดับสลายปรากฏ และ (๓) เมื่อตั้งอยู่ ความแปรปรวนปรากฏ ดังรายละเอียดแสดงเพิ่มเติมในภาพประกอบ ๑ข้างล่างนี้

ดังนั้น การหาข้อสรุปที่เป็นสัจจธรรมโดยปรมัตถ์ของขันธ์ ๕ นั้น ประกอบด้วย

(๑) สภาวธรรมที่มีกรรมและใจครอบครอง
(๒) จิตตสังขารที่เกิดขึ้นจากการปรุงแต่งเหตุปัจจัยที่แสดงผลเป็น “สังขตธรรม” หรือปรากฏการณ์แห่งสภาวธรรมที่เรียกว่า “ปฏิจจสมุปปันนธรรม” ซึ่งเป็นผลแห่ง “สัญญา” กับ “เวทนา” ซึ่งเรียกว่า “อุปาทินสกสังขาร”
(๓) สิ่งมีชีวิตและวิญญาณ เช่น คน สัตว์ เทวดา ส่วนสิ่งไม่มีชีวิต ซึ่งเป็นสังขารที่กรรมและใจไม่ยึดครอง เรียกว่า “อนุปาทินนกสังขาร” เช่น ต้นไม้ อากาศ ทะเล ภูเขา ก้อนหิน อิฐ ดีบุก เป็นต้น นั่นสิ่งเหล่านี้ ไม่มีจิตวิญญาณสิงสถิตอยู่ มีสภาวะที่เป็นองค์ประกอบพื้นฐาน คือ “ธาตุ ๔” ได้แก่ ดินน้ำ ลม ไฟ เท่านั้นเอง ปราศจากจิตวิญญาณแห่ง “นามขันธ์ ๔” ได้แก่ เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ
(๔) การประชุมรวมกันขององค์ประกอบย่อย ได้แก่ คำว่า “ธาตุ ๔” หมายถึง “รูปขันธ์ ๑” เรียกรวมกันกับ “นามขันธ์ ๔” ว่า “ขันธ์ ๕” หรือ “เบญจขันธ์” ซึ่งหมายถึง “กองแห่งชีวิต”

ความหมายของคำว่า “ธาตุ” คือ สิ่งที่ทรงสภาวะของตนอยู่เอง ตามที่เหตุปัจจัยปรุงแต่งขึ้น ซึ่งเป็นไปตามธรรมนิยาม คือ ความเป็นไปอันแน่นอนโดยธรรมดา (๑) สังขารคือสังขตธรรมทั้งปวงไม่เที่ยง (๒) สังขารคือสังขตธรรมทั้งปวงเป็นทุกข์ และ (๓) ธรรมคือสังขตธรรมและอสังขตธรรม หรือสังขารและวิสังขารทั้งปวงไม่ใช่ตน และมีรูปลักษณะกิจอาการเป็นแบบจำเพาะตัวเป็นอย่างๆ ประกอบด้วย ๓ ปัจจัย ได้แก่ (๑) อายตนะภายใน ๖ (๒) อายตนะภายนอก ๖ และ (๓) วิญญาณ ๖ ซึ่งรวมกันเรียกว่า “ธาตุ ๑๘” หมายถึง “จิต” จำนวน ๑๘ ดวง ซึ่งเป็นนามธรรม ส่วนคำว่า “ธาตุ ๔” หมายถึง รูปที่เป็นรูปธรรมสสารจำนวน ๔ อย่าง ซึ่งประกอบเป็นรูปร่างหรือร่างกายทั้งสิ่งมีชีวิต (อุปาทินสกสังขาร) และสิ่งไม่มีชีวิต (อนุปาทินนกสังขาร) ส่วนที่เป็นชีวิตจิตวิญญาณ คือ “ใจ” ได้แก่ (๑) มโนธาตุ–มโน (๒) ธรรมธาตุ–ธรรมารมณ์ (๓) มโนวิญญาณธาตุ–มโนวิญญาณ และ (๔) ชีวิตินทรีย์–ชีวิตรูป ๑ คือ เจตสิกที่เกิดกับจิตทุกดวง หรือเจตสิกที่ทำหน้าที่รักษาและหล่อเลี้ยงนามธรรมทั้งหมด ได้แก่ จิต และเจตสิกทุกดวง รวมทั้งเจตสิกที่รักษาหล่อเลี้ยงเหล่า “กรรมชรูป” หมายถึง รูปที่เกิดแต่กรรม (รูปชีวิตินทรีย์) อีกด้วย นั่นคือ “วิปากจิต” เพราะฉะนั้น ให้เรามาทำความเข้าใจความหมายของคำว่า “จิต” (จิตต์) หมายถึง ธรรมชาติที่รู้อารมณ์ สภาพที่นึกคิด ความคิด ใจ ซึ่งจำแนกออกเป็น “จิต ๘๙” ตามเกณฑ์ของชาติ ได้แก่ อกุศลจิต ๑๒ กุศลจิต ๒๑ วิปากจิต ๓๖ และ กิริยาจิต ๒๐ ถ้าจำแนกออกเป็น “จิต ๑๒๑” ตามเกณฑ์ของภูมิ ได้แก่ กามาวจรจิต ๕๔ รูปาวจรจิต ๑๕ อรูปาวจรจิต ๑๒ และโลกุตตรจิต ๘ อย่างไรก็ตาม จากภาพประกอบ ๑ ให้ผู้เจริญภาวนาวิเคราะห์หาทฤษฎีพื้นฐานที่สมุฏฐานของกระแสแห่งภวังคโสตะ ซึ่งหมายถึง “กระบวนการเกิดดับของภวังคจิต” เพราะกระบวนการดังกล่าวนี้ เป็นเรื่องของ “นามขันธ์” ของขันธ์ ๕ ดังนั้น ผลการวิเคราะห์ประเด็นนี้ จึงพบว่ามีทฤษฎีที่เป็นหลักธรรมเกี่ยวข้อง ได้แก่ (๑) กฎแห่งกรรม (๒) เบญจขันธ์ (๓) ปฏิจจสมุปบาท (๔) ไตรลักษณ์ และ (๕) อริยสัจจ์ ๔ แนวทางทฤษฎีทั้ง ๕ นั้น มีส่วนใกล้ชิดกันมาก เราสามารถอธิบาย “ภวังคจิต” ตามแนว “กฎปฏิจจสมุปบาท” ซึ่งแสดงเป็นเงื่อนไขได้ ดังนี้

(๑) สภาวธรรม = การเกิดขึ้นพร้อมแห่งธรรมทั้งหลายเพราะอาศัยกันจึงเกิดมีขึ้น
(๒) การเกิด = การแสดงหลักปฏิจจสมุปบาท ให้เห็นความเกิดขึ้นแห่งธรรมต่างๆ โดยอาศัยปัจจัยสืบทอดกันไปอย่างนี้ เป็น “สมุทยวาร” คือ ฝ่ายสมุทัย ใช้เป็นคำอธิบายอริยสัจจ์ข้อที่ ๒ (สมุทัยสัจจ์) คือ แสดงให้เห็นความเกิดขึ้นแห่งทุกข์ ปฏิจจสมุปบาทที่แสดงแบบนี้ เรียกว่า “อนุโลมปฏิจจสมุปบาท”
(๓) การดับ = การแสดงในทางตรงข้ามกับข้างต้นนี้ เป็น “นิโรธวาร” คือ ฝ่ายนิโรธ ใช้อธิบายอริยสัจจ์ข้อที่ ๓ (นิโรธสัจจ์) เรียกว่า “ปฏิโลมปฏิจจสมุปบาท” คือ แสดงให้เห็นความดับไปแห่งทุกข์ ด้วยอาศัยความดับไปแห่งปัจจัยทั้งหลายสืบทอดกันไป ตัวบทของปฏิจจสมุปบาทแบบปฏิโลมนี้ พึงเทียบจากแบบอนุโลมนั่นเอง
(๔) ปัจจัย = องค์ประกอบแห่งปัจจัย ๑๒ อย่าง ได้แก่ (๑) อวิชชา (๒) สังขาร (๓) วิญญาณ (๔) นามรูป (๕) สฬายตนะ (๖) ผัสสะ (๗) เวทนา (๘) ตัณหา (๙) อุปาทาน (๑๐) ภพ (๑๑) ชาติ (๑๒) ชรามรณะ พร้อมภาวะที่แสดงผลร่วมออกมา ได้แก่ โสกะ ปริเทวะทุกข์ โทมนัส อุปายาส
(๔) ผล = ภาวะที่ปรากฏระหว่างปัจจัยองค์ประกอบทั้ง ๑๒ อย่าง ซึ่งเป็นสภาวธรรมที่แตกต่างกันด้วยความสัมพันธ์กันทั้ง ๑๒ เหตุปัจจัย ภาวะดังกล่าวนี้ เรียกว่า “ปฏิจจสมุปปันนธรรม”

ดังนั้น การเกิดขึ้นของขันธ์ ๕ อาศัย “ปัจจัย ๑๒” ของ “กระบวนการอิทัปปัจจยตา” (ตถตา) นี้ โดยมี “ตัณหา” ทำให้เกิดความอยากเพราะความไม่รู้ “อวิชชา” แล้วเกิด “อุปาทิ” (ขันธ์ ๕ กับ อุปาทาน) ขึ้น ซึ่งมีสัญญากับเวทนาทำหน้าที่ปรุงแต่งขึ้น (ชวนะ–ประกอบด้วยกรรมดีหรือกรรมชั่ว) ได้แก่ (๑) ขันธ์ ๕ และ (๒) อุปาทาน รวมเรียกว่า “จิตตสังขาร” (ภวังคจิตเกิด) ซึ่งประกอบด้วย “รูปขันธ์” กับ “นามขันธ์” ของบุคคลนั้น ให้พิจารณาให้ดีในขั้นตอนนี้เกี่ยวข้องกับ “กฎแห่งกรรม” เพราะ “สัญญา” (วิบากจากกรรมที่ทำไว้ก่อนหน้านั้น) ทำหน้าที่เก็บความรู้สึกนึกคิดทั้งดีและชั่วไว้ในตนเอง เพื่อแสดงอาการร่วมกับ “เวทนา” คือ ความรู้สึก เพื่อปรุงแต่ง “สังขาร” คือ “จิตตสังขาร” (ภวังคจิต) กับ “กายสังขาร” รวมทั้ง “วจีสังขาร” ด้วย ซึ่งกิเลสที่หมักดองในพื้นจิตแห่งจิตตสันดานในภวังคจิต (สัญญา) ย่อมส่งผลออกมาเช่นกัน เช่น อนุสัย ๗ หรืออุปกิเลส ๑๖ ดังนั้น การเกิดดับของภวังคจิตนี้ เกิดจาก “ชวนจิต” ทำหน้าที่เสพรับอารมณ์ผ่าน “อายตนะ ๑๒” หรือทวารทั้ง ๖ ซึ่งมี “สัญญา” (นิสัยหรืออุปนิสัยที่มีกิเลสเป็นพื้นจิต) กับ “เวทนา” ช่วยกันปรุงแต่งตามสมมุติบัญญัติ ดังนั้น “ขันธ์ ๕” จึงเป็นผลวิบากของกิเลสตัณหา คือ ฝ่ายอกุศลกรรม ส่วนอาการของ “ภวังคจิต” ที่เกิดดับอยู่ตลอดเวลานั้น สามารถนำ “กฎไตรลักษณ์” มาอธิบายได้อย่างชัดเจนว่า “ภวังคจิต” เป็น “สังขตธรรม” เพราะมีลักษณะทั่วไปที่เกิดจากการปรุงแต่งจิตตสังขารจากสัญญาและเวทนาทุกขณะจิต นั่นคือ “สามัญลักษณะ” ได้แก่ อนิจจตา ทุกขตา อนัตตตา อันประกอบด้วย “สังขตลักษณะ” ได้แก่ (๑) ความเกิดขึ้นปรากฏ (๒) ความดับสลายปรากฏ และ (๓) เมื่อตั้งอยู่ ความแปรปรวนปรากฏ ด้วยเหตุนี้ “ภวังคจิต” จึงประกอบด้วยคุณสมบัติอาการแห่งทุกข์ปรากฏร่วมอย่างแน่นอน เพราะมีกิเลส กรรม วิบาก เป็นองค์ประกอบพื้นฐานในพื้นจิตซึ่งไม่บริสุทธิ์จริง (จิตประภัสสร–ภวังคจิต) เมื่อเป็นเรื่องทุกข์ “ภวังคจิต” จึงมีส่วนที่เป็นเหตุปัจจัยแห่งทุกข์ในหลักธรรม “อริยสัจจ์ ๔” ซึ่งพระพุทธองค์ทรงค้นพบ อันเป็นความจริงอันประเสริฐที่ทำให้เป็นอริยบุคคลได้ นั่นคือ การเกิดของ “ภวังคจิต” คือ สมุทัยอริยสัจจ์ นั่นคือ การเกิดขันธ์ ๕ ส่วนการดับของ “ภวังคจิต” (กิริยาจิต) คือ ทุกขนิโรธอริยสัจจ์ นั่นคือ ภาวะปราศจากขันธ์ ๕ ซึ่งเป็นความหลุดพ้นจากทุกข์ทั้งปวง หมายถึง “นิพพาน” ให้พิจารณาผลวิบากที่เป็นภาพรวมของประเด็นดังกล่าวในรายละเอียดของภาพประกอบ ๒ ข้างล่างนี้ เพื่อให้เกิดความใจอีกระดับหนึ่ง ดังนี้

เมื่อเราพิจารณาวิเคราะห์เรื่อง “ขันธ์ ๕” (ภาวะที่เกิดจากการปรุงแต่ง คือ “สังขตธรรม”) ให้ลึกซึ้งกว่านี้ จะพบว่า พระพุทธองค์ทรงตรัสรู้ธรรมได้อย่างรู้แจ้งเห็นจริงโดยปรมัตถ์ นั่นคือ “อสังขตธรรม” ซึ่งเป็นภาวะที่ไม่ประกอบด้วย “กิเลส” (จิตวิญญาณของมนุษย์ที่ใฝ่อกุศลกรรมที่แสดงออกด้วยเจตนา) และ “ขันธ์ ๕” (ผลของวิบากจากกิเลสทำให้ยึดมั่นถือมั่นในขันธ์ ๕ นี้ ซึ่งเนื่องด้วยอาสวะทั้งหลาย คือ กาม ภพ ทิฏฐิ อวิชชา) ได้แก่ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ซึ่งเป็นสาสวะทั้งหมด สิ่งที่เปรอะเปื้อนด้วยอาสวะ เรียกว่า “สมมุตสัจจะ” หรือ “โลกียธรรม” ด้วยเหตุนี้ ภาวะที่เป็น “อสังขตธรรม” จึงเป็นภาวะที่จัดอยู่ใน “ปรมัตถสัจจะ” ซึ่งเรียกว่า “ปรมัตถธรรม ๔” หมายถึง สภาวะที่มีอยู่โดยปรมัตถ์ สิ่งที่เป็นจริงโดยความหมายสูงสุด ได้แก่ (๑) จิต คือ สภาพที่คิด ภาวะที่รู้แจ้งอารมณ์ (๒) เจตสิก คือ สภาวะที่ประกอบกับจิต คุณสมบัติและอาการของจิต (๓) รูป คือ สภาวะที่เป็นร่าง พร้อมทั้งคุณและอาการ และ (๔) นิพพาน คือ สภาวะที่สิ้นกิเลสและทุกข์ทั้งปวง สภาวะที่ปราศจากตัณหา ดูภาพประกอบ ๓ เพื่อเปรียบเทียบ “โลกียธรรม” กับ “โลกุตตรธรรม” ดังรายละเอียดต่อไปนี้

ความแตกต่างระหว่างธรรมทั้งสองนั้น คือ (๑) โลกียธรรม เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับภาวะที่เป็นสาสวะทั้งหมด ซึ่งเริ่มต้นจากกิเลสทำให้สร้างกรรมและต้องรับวิบากของกรรมที่ก่อนั้น นั่นคือ ความผูกติดยึดมั่นในขันธ์ ๕ ตลอดไป เพราะขาดสติสัมปชัญญะ อวิชชาปิดบังปัญญา และความหลงงมงาย และ (๒) โลกุตตรธรรม เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับภาวะที่อาสวะหมดสิ้นไป และเป็นภาวะที่หลุดพ้นจากกิเลสอาสวะและกองทุกข์ทั้งปวง นั่นคือ ความไม่ยึดติดอยู่กับขันธ์ ๕ อีกต่อไป เพราะการเจริญปัญญา ซึ่งทำให้ตรัสรู้อริยสัจจ์ ๔ แต่อย่างไรก็ตาม ในเรื่องของโลกุตรธรรมนั้น รูปที่เกิดขึ้นเป็นรูปที่พิจารณาว่าเป็นรูปที่เป็นภาวะที่เป็นธรรมชาติไม่ใช่ตัวตนของบุคคลที่มีกรรมและใจครอบครองอยู่ รูปในโลกุตตรธรรมจึงเป็นรูปที่เรียกว่า “อนุปาทินนกสังขาร” ส่วนจิตกับเจตสิกนั้น เป็นเรื่องที่เป็นภาวะของจิตตามธรรมชาติของมัน รวมทั้งนิพพาน ซึ่งหมายถึง “ธรรม” หรือ “สภาวธรรม” คือ “ธรรมชาติ” ปราศจากการปรุงแต่งจิตตสังขารด้วยสัญญาและเวทนา เรียกว่า “ธรรมฐิติ” คือ ความดำรงคงตัวแห่งธรรม ความตั้งอยู่แน่นอนแห่งกฎธรรมดา นั่นคือ “ยถาภูตธรรม” หรือ “ตถตา” (Reality) ซึ่งเป็นความบริสุทธิ์ขั้นที่ทำให้กำจัดความสงสัยได้ คือ ปัญญาหยั่งรู้ (ญาณทัสสนะ–ความรู้ความเห็นในสัจจธรรม) ที่กำหนดรู้ปัจจัยแห่งนามรูป (สภาวะแห่งขันธ์ ๕) ได้แล้วจึงสิ้นสงสัยในกาลทั้ง ๓ เรียกว่า “กังขาวิตรณวิสุทธิ” คือ ความหมดจดแห่งญาณเป็นเหตุข้ามพ้นความสงสัย ด้วยญาณซึ่งเรียกว่า “ยาถาภูตญาณ” คือ ความรู้ความเป็นจริง รู้ตามเป็นจริง (ตถตา) หรือ “ยถาภูตญาณทัสสนะ” ซึ่งเป็นความรู้ความเห็นตามเป็นจริง ซึ่งเป็น “สัมมาทัสสนะ” คือ ความเห็นที่ถูกต้องตามเป็นจริง นั่นคือ ขั้นกำหนด “สมุทัยสัจจ์” ได้ปรากฏขึ้นจริงตาม “กฎปฏิจจสมุปบาท” อันประกอบด้วยองค์ธรรม ๑๒ ได้แก่ อวิชชา สังขาร วิญญาณ นามรูป สฬายตนะ ผัสสะ เวทนา ตัณหา อุปาทาน ภพ ชาติ ชรามรณะ พร้อมด้วย “ปกิณณกทุกข์” (ทุกข์เบ็ดเตล็ด) ได้แก่ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส อุปายาส ไม่เพียงแต่ความรู้ความเห็นตาม “กฎปฏิจจสมุปบาท” เท่านั้น ยังรวมถึงการระดมความรู้ ความคิด ความเห็น คือ “ภูมิรู้–ภูมิธรรม–ภูมิปัญญา” ครั้งใหญ่ ได้แก่ กฎแห่งกรรม เบญจขันธ์ ปฏิจจสมุปบาท ไตรลักษณ์ อริยสัจจ์ ๔ และโพธิปักขิยธรรม ๓๗ เรียกว่า “ญาณสัมปยุตต์” (ระบบบูรณาการปัญญาญาณด้านความคิด) เพื่อความตรัสรู้ “อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ” กระบวนการที่ทำให้สิ้นข้อสงสัยและเห็นเหตุแห่งทุกข์ตามความเป็นจริง คือ “สมุทัยอริยสัจจ์” เรียกว่า “ปริวัฏฏ์” (ปริวรรต – Transformation – คือ กระบวนการที่ประกอบด้วยการเพิ่ม ขยาย เติมความ แยกหมวดหมู่ตามความแตกต่างเฉพาะกลุ่ม – ปัจจัตตลักษณะ หรือ Unique Characteristics – ในเชิงวิเคราะห์ – Generative Analysis – และการตัด การลด การย่อ จัดรวมหมวดหมู่ความเหมือนของกลุ่ม – สากลลักษณะ หรือ Universal Characteristics – ในเชิงสังเคราะห์ – Generative Synthesis – รวมทั้งหารคงตำแน่งโครงสร้าง – Structural Position – และหน้าที่ระบบ – Systematic Function – เดิมไว้ – Generative Base – ทั้ง ๓ กระบวนการเป็นการเทียบเคียง – Analogy – เพื่อให้เกิดความสมบูรณ์ทางความหมายหรือการกระทำ) หมายถึง หมุนเวียน รอบ นั่นคือ ญาณทัสสนะมีปริวัฏฏ์ ๓ รอบ ในอริยสัจจ์ ๔ ของแต่ละข้อโดยมี (๑) สัจจญาณ (๒) กิจจญาณ และ (๓) กตญาณ รวมกับอริยสัจจ์ทั้ง ๔ ข้อ เป็น ๑๒ รอบ เรียกว่า “มีอาการ ๑๒” ดังนั้น “ญาณ ๓” ดังกล่าวข้างต้น หมายถึง ความหยั่งรู้ ปรีชาหยั่งรู้ ได้แก่ (๑) สัจจญาณ คือ หยั่งรู้สัจจะ ความหยั่งรู้อริยสัจจ์ ๔ แต่ละอย่างตามที่เป็นๆ ว่า นี้ทุกข์ นี้ทุกขสมุทัย นี้ทุกขนิโรธ นี้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา (๒) กิจจญาณ คือ หยั่งรู้กิจ ความหยั่งรู้กิจอันจะต้องทำในอริยสัจจ์ ๔ แต่ละอย่างว่า ทุกข์ควรกำหนดรู้ ทุกขสมุทัยควรละเสีย ทุกขนิโรธควรมุ่งมั่นให้เสร็จตามเป้าหมาย ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาควรยึดเป็นแนวทางปฏิบัติอย่างจริงจัง และ (๓) กตญาณ คือ หยั่งรู้การอันทำแล้ว ความหยั่งรู้ว่ากิจอันจะต้องทำในอริยสัจจ์ ๔ แต่ละอย่างนั้นได้ทำเสร็จแล้ว ซึ่งเทียบเท่ากับธรรมข้อที่ ๑๖ ของ “ญาณ ๑๖” ซึ่งต้องตรวจสอบความถูกต้องของการทำงานของญาณทั้งหมด นั่นคือ “ปัจจเวกขณญาณ” (โลกียญาณ) หมายถึง ญาณหยั่งรู้ด้วยการพิจารณาทบทวน คือ สำรวจรู้มรรคผล กิเลสที่ละแล้ว กิเลสที่เหลืออยู่ และนิพพาน เว้นแต่ว่าพระอรหันต์ไม่มีการพิจารณากิเลสที่ยังเหลืออยู่ ดังนั้น เป้าหมายลึกๆ ของ “อริยสัจจ์ ๔” คือ “การทำลายอุปาทานขันธ์ ๕” (อุมาทิ) ให้หมดสิ้นไปอย่างถาวร ซึ่งมีสมุฏฐานมาจากกิเลสอาสวะทั้งหลาย อันเป็นมูลการณ์แห่งเหตุปัจจัยที่ก่อให้เกิด “จิตตสังขาร” ซึ่งมีจิตที่ทำหน้าที่ปรุงแต่ง คือ “สัญญา” กับ “เวทนา” อันมีทวารทั้ง ๖ ทำหน้าที่รับความรู้สึกอารมณ์ ด้วยการขาดสติสัมปชัญญะอย่างแท้จริง คือ “สัมมาสติ” ด้วยความหลง (โมหะ) และความไม่รู้จริง (อวิชชา) ให้พิจารณาภาพประกอบที่ ๔ ข้างล่างนี้

คำว่า “กิเลสอาสวะ” หมายถึง สมุฏฐานสำคัญแห่งแนวทางการปฏิบัติธรรมเพื่อความหลุดพ้นจากกิเลสอาสวะทั้งหลาย เรียกว่า “ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา” (มรรค ๔ –นิพพาน) สำหรับขั้นตอนการปฏิบัตินี้ เป็นเรื่องที่ซับซ้อนมาก เพราะเป็นขั้นตอน “การบูรณาการทางปัญญาภูมิ” (Wisdom Integration) คือ การระดมสมอง (Brainstorming) ที่มีกำลังทางความคิดทั้งหมดออกมาใช้งานอย่างเต็มที่ในระดับเต็มอัตราศึก เรียกว่า จัดอยู่ในระดับ “ญาณสัมปยุตต์” ตามความจริงก็คือ กระบวนการคิดแบบ “โยนิโสมนสิการ” นั่นเอง ซึ่งเป็นกระบวนการต่อยอดความคิดจาก “ทักษะการคิดระดับสูง” ที่เป็นขั้นสูงสุดจากปัญญา ๒ ระดับ ได้แก่ (๑) จินตามยปัญญา และ (๒) สุตมยปัญญา ปัญญาทั้ง ๒ ระดับนั้น เป็นทุนเดิมและจัดเป็น “โลกียญาณ” ได้ ซึ่งมีพรหมแดนข้ามเส้นระหว่างปัญญาของปุถุชนกับ “โยคาวจร” (ผู้บำเพ็ญเพียรตามลักทธิโยคะ) คือ ผู้กำลังเจริญภาวนาถึงขั้นโสดาบัน ซึ่งต้องผ่านขั้น “ญาณสัมปยุตต์” (ปฐมฌาน) ถึงจะเข้าเป็น “อริยบุคคล” ได้ อันเป็นผู้มีระดับปัญญาในระดับสูงสุดของมนุษย์ คือ “โลกุตตรญาณ” (ข้อที่ ๔ อริยสัจจ์ ๔) เท่านั้น คือ (๑) มัคคญาณ และ (๒) ผลญาณ จัดเป็น “ภาวนามยปัญญา” (ญาณทัสสนะ – ความรู้ความเห็นในปรมัตถสัจจะ) ซึ่งจะเป็นภาวะที่ที่ปลอดจากกิเลสและอาสวะ (สังโยชน์ ๑๐) มากน้อยตามระดับขั้นของ “อริยบุคคล ๔” ได้แก่ (๑) โสดาบัน (๒) สกทาคามี (๓) อนาคามี และ (๔) อรหันต์ ตามลำดับ และในระดับอรหันต์ยังแบ่งออกเป็น ๒ ระดับ คือ “นิพพาน ๒” หมายถึง สภาพที่ดับกิเลสและกองทุกข์แล้ว ภาวะที่เป็นสุขสูงสุด เพราะไร้กิเลสไร้ทุกข์ เป็นอิสรภาพสมบูรณ์ ได้แก่ (๑) สอุปาทิเสสนิพพาน คือ นิพพานยังมีอุปาทิเหลือ การดับกิเลส แต่ยังมีเบญจขันธ์เหลือ เรียกว่า “กิเลสปรินิพพาน” ซึ่งเป็นนิพพานของพระอรหันต์ผู้เป็น “สอุปาทิเสสบุคคล” (พระเสขะ) ผู้ยังเสวยอารมณ์ที่น่าชอบใจและไม่น่าชอบใจทางอินทรีย์ ๕ (ตา หู จมูก ลิ้น กาย) รับรู้สุขทุกข์อยู่ (๒) อนุปาทิเสสนิพพาน คือ นิพพานไม่มีอุปาทิเหลือ ดับกิเลส และไม่มีเบญจขันธ์เหลือ เรียกว่า “ขันธปรินิพพาน” ซึ่งเป็นนิพพานของพระอรหันต์ผู้เป็น “อนุปาทิเสสบุคคล” (พระอเสขะ) ผู้ระงับการเสวยอารมณ์ทั้งปวงแล้ว ดังนั้น “ภูมิรู้–ภูมิธรรม–ภูมิปัญญา” ในเรื่องนี้ พุทธบริษัททั้งหลายควรค้นคว้าเพิ่มเติมอยู่ตลอด เพราะเป็นปัญญาพื้นฐานสำคัญที่จะช่วยให้ก้าวหน้าในการประพฤติปฏิบัติธรรมต่อไปในกาลภาคหน้า คราวนี้ ให้กลับมาพิจารณาเรื่องกิเลสอาสวะดังในภาพประกอบ ๕ ดังนี้

จากรายละเอียดใน ภาพประกอบ ๕ ให้ทำความเข้าใจเกี่ยวกับคำว่า “จิตดั้งเดิม” ให้ละเอียด คือ หมายถึงอะไร ในขั้นนี้ ในความหมายนี้ “จิตดั้งเดิม” คือ “จิตประภัสสร” ซึ่งมีความหมายเดียวกับคำว่า “ภวังคจิต” อันเป็นจิตที่ยังไม่สะอาดบริสุทธิ์อย่างแท้จริง ทำหน้าที่เสมือนเป็นสนานทดลองของการเสพอารมณ์ของ “ชวนจิต” ที่เป็นทั้งกุศลกรรมและอกุศลกรรมทั้งสองด้าน จึงทำให้เกิด “ชีวิตสันตติ” อยู่ในวังวนชีวิตอย่างต่อเนื่อง เรียกว่า “สังสารวัฏฏ์” ที่ประกอบด้วยวงจรกิเลส กรรม วิบาก ซึ่งผลวิบากกรรม ก็คือ “สังสารทุกข์” นั่นเอง แต่ถ้าเลือกเส้นทางในการปฏิบัติธรรม คือ การเจริญภาวนา ที่ก้าวหน้าอย่างถูกต้องตามแนวทางของพระพุทธองค์ ย่อมได้สัมผัสกับ “โลกุตตรญาณ” ที่มีจิตเป็น “โลกุตตรจิต ๘” ทำให้สามารถพัฒนาจิตจนถึง “นิพพาน” ได้ คำว่า “โลกุตตรจิต ๘” หมายถึง จิตที่เป็นโลกุตตระ โดยความเป็นจริงแล้ว ผู้ที่จะเป็นอริยบุคคลได้หมดจดมักต้องอยู่ในสมณเพศมากว่าอยู่ในเพศฆราวาส “โลกุตตรจิต ๘” ได้แก่

(๑) โลกุตตรกุศลจิต ๔ (มัคคญาณ) หมายถึง กุศลจิตที่เป็นโลกุตตระ กุศลจิตที่ทำให้ข้ามพ้นอยู่เหนือโลก ได้แก่

๑. จิตที่ประกอบด้วยโสตาปัตติมัคคญาณ คือ กุศลจิตที่เป็นทางให้ถึงกระแสอันไหลไปสู่นิพพาน
๒. จิตที่ประกอบด้วยสกทาคามิมัคคญาณ คือ กุศลจิตที่เป็นทางให้ถึงความเป็นพระสกทาคามี
๓. จิตที่ประกอบด้วยอนาคามิมัคคญาณ คือ กุศลจิตที่เป็นทางให้ถึงความเป็นพระอนาคามี
๔. จิตที่ประกอบด้วยอรหัตตมัคคญาณ คือ กุศลจิตที่เป็นทางให้ถึงความเป็นพระอรหันต์

(๒) โลกุตตรวิบากจิต ๔ (ผลญาณ) หมายถึง วิบากจิตที่เป็นโลกุตตระ จิตที่เป็นผลของโลกุตตรกุศล ได้แก่

๑. จิตที่ประกอบด้วยโสตาปัตติผลญาณ
๒. จิตที่ประกอบด้วยสกทาคามิผลญาณ
๓. จิตที่ประกอบด้วยอนาคามิผลญาณ
๔. จิตที่ประกอบด้วยอรหัตตผลญาณ

อีกประการหนึ่ง เคล็ดลับในการศึกษาปริยัติธรรมทางภาคทฤษฎีนั้น คือ ความสามรถในการมองเห็นความสัมพันธ์เชิงเหตุและผลของหลักธรรมต่างๆ ที่แสดงผลออกเป็นหมวดหมูแบบภาพรวม นั่นคือ กฎที่ว่า “องค์ประกอบใหญ่เกิดจากองค์ประกอบย่อยหลายๆ หน่วย มารวมกัน” (กลาปวิปัสสนา – การพิจารณาให้เห็นการเกิด ตั้งอยู่ ดับไป ของสังขาร แล้วสรุปเห็นสังขารธรรมตามหลักธรรม “ธรรมนิยาม ๓” หรือ “สามัญลักษณะ” แห่งไตรลักษณ์ คำว่า “กลาป” [กะ–หลาบ] หมายถึง หน่วยที่เล็กที่สุดของรูปธรรม ที่มีระบบโครงสร้างอณูเล็กที่สุดประกอบด้วยอนุภาคจำนวน ๘ หน่วย เรียกว่า “อวินิพโภครูป ๘” ซึ่งเป็นรูปธรรม ๘ อย่างที่มีอยู่ด้วยกันเป็นประจำเสมอไป ไม่สามารถแยกพรากออกจากกันได้ อยู่เป็นกลุ่มก้อน ๑ ฆนะ หรือ ๑ โมเลกุล) เมื่อผู้เจริญภาวนาลงมือในภาคปฏิบัติ ย่อมทำให้เข้าใจง่ายในความปรากฏขึ้นของสภาวธรรมต่างๆ ของ “สังขตธรรม” ที่กำลังศึกษาพิจารณาอยู่ ความรวดเร็ว แม่นยำ และถูกต้องทางทฤษฎี ทำให้หาข้อสรุปได้อย่างรวมเร็ว เมื่อทฤษฎีแห่งหลักธรรมเกิดความรู้ชัดเจนแท้จริงแล้ว ความก้าวหน้าในการพัฒนาปัญญาญาณต่างๆ ย่อมเกิดความก้าวหน้าเช่นกัน อย่างน้อยสติสัมปชัญญะก็มีความสำบูรณ์เต็มสุด รอบ เกิดกระบวนการคิดแบบ “โยนิโสมนสิการ” ขึ้นในตนเอง ซึ่งทำให้ส่งเสริมความก้าวหน้าอย่างแน่นอนในการเจริญภาวนา ในลำดับต่อไป ให้กลับมาพิจารณาถึงพรหมแดนที่ขีดแบ่งความเป็นปุถุชนกับความเป็นอริยบุคคลนั้น เกิดขึ้นตอนไหนในการปฏิบัติธรรม เพราะเราไม่มีกฎข้อระเบียบชัดเจนเหมือนการเลื่อนชั้นในโรงเรียน และที่สำคัญผู้ปฏิบัติเป็นผู้ทำหน้าที่ตัดสินตนเอง เห็นความก้าวหน้าของตนเอง และสรุปผลด้วยตนเอง ถ้าไม่หนักแน่นชัดเจนในหลักธรรม ย่อมเกิดปัญหารุ่นแรงกับตนเอง อันหมายถึง “อกุศลวิบาก” ที่จะทำให้ระดับชั้นของชีวิตลดต่ำลดสู่ภูมิที่เป็นอบายภูมิ ถ้าชาวบ้านปกติก็บอกว่า “เป็นบ้า” หรือ “ตบะแตก” ซึ่งแตกจาก “สติแตก” อาการหลังนี้สามารถรักษาได้ แต่อาการสองอย่างแรกนั้น คงไม่ต้องรักษากัน ให้เวลามาเกิดใหม่ดีกว่า จะเป็นการต่อชีวิตสันตติ ซึ่งพอจะให้โอกาสแก้ตัวได้ใหม่อีก ปรากฏการณ์นี้ คือ การแสดงผลแห่งกรรม ตามวงจร “ภวจักร” (วัฏฏะ ๓) ได้แก่ (๑) กิเลส (๒) กรรม และ (๓) วิบาก นั่นเอง แต่อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เรากำลังวิเคราะห์ในบทความนี้ คือ “ภาวะที่จิตหลุดพ้นจากกิเลสอาสวะและขันธ์ ๕” อะไรคือเกณฑ์ที่เราจะใช้เป็นแนวทางในการปฏิบัติภาวนาอย่างแท้จริง คำตอบที่น่าจะเป็นที่พอใจ คือ “การแยกจิตให้ออกจากกิเลสอาสวะและขันธ์ ๕” นั่นหมายความว่า “ขันธ์ ๕” คือ หน่วยหลัก ซึ่งมีหน่วยย่อยแสดงอาการต่างๆ คือ “กิเลส” (อกุศลจิต) ส่วนระดับความยากง่ายนั้น ให้พิจารณาเชิงเปรียบเทียบว่า พระพุทธองค์ทรงใช้เวลาในการค้นหาโมกขธรรมนี้เป็นเวลาเกือบ ๖ ปี ไม่รวมกับภพชาติต่างๆ ของพระองค์ก่อนที่จะมาถึงชาติเจ้าชายสิทธัตถะ ผู้โคตมโคตร นี้ แต่อย่าลืมว่า ภพชาติของเรา คือ “มนุษย์” ซึ่งเป็นมัชฌิมภพอยู่กึ่งกลางระหว่างอบายภูมิแห่งทุคติกับสวรรค์แห่งสุคติสูงขึ้นไปสู่โลกุตตระ คือ “นิพพาน” ดังนั้น “ศีล ๕” (เบญจศีล) ที่บริสุทธิ์อย่างอธิสีลสิกขาพร้อมด้วย “เบญจธรรม” ย่อมเป็นเครื่องรับประกันการไปสู่สุคติได้อย่างแน่นอน ทั้งระดับภูมิของจิตและระดับภพของชีวิตในปัจจุบันหรืออนาคต แต่ต้องมี “สติสัมปชัญญะ” สมบูรณ์เสมอ ซึ่งจะทำหน้าที่เป็น “สติปัญญา” ในการแยกแยะดีชั่วประโยชน์ที่จะเกิดขึ้น ซึ่งมีหลักปฏิบัติ ดังนี้

(๑) ละเว้นอกุศลธรรมทั้งปวง คือ อกุศลกรรมบถ ๑๐ (ทุจริต ๓)
(๒) เจริญกุศลธรรมทั้งปวง คือ กุศลกรรมบถ ๑๐ (สุจริต ๓)
(๓) บำเพ็ญเพียรสมาธิ คือ สมถกัมมัฏฐาน (สัมมาสติ สัมมาสมาธิ)
(๔) เจริญปัญญา คือ วิปัสสนากัมมัฏฐาน (สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปปะ)

ในการลงมือปฏิบัติจริงในชีวิตประจำวันนั้น ให้ระลึกถึงเกณฑ์ทั้ง ๔ ข้อนี้อยู่เนื่องๆ อย่าให้ขาด แต่เคล็ดลับนั้น คือ เทคนิคการแยก “ดวงจิต” (มโนธาตุ) ออกจากกองชีวิตแห่ง “ขันธ์ ๕” ได้แก่ (๑) รูปขันธ์ และ (๒) นามขันธ์ ซึ่งเป็นวิบากแห่ง “อุปาทาน” ส่วนกรรมเกิดจาก “กิเลส” ส่วนกิเลสเกิดจาก “จิตรประภัสสร” (ภวังคจิต–จิตดั้งเดิม–ฐีติภูตัง) ที่มี “กิเลส” นอนเนื่องในพื้นจิต คือ “จิตตสันดาน” ที่ค่อยกั้นไม่ให้สร้างกุศลกรรม เรียกว่า “อนุสัย ๗” หรือ “อาสวะ ๔” การเข้าถึงจิตดั้งเดิมได้อย่างเป็นทางการ คือ “การเจริญสมถกัมมัฏฐาน” ส่วนการเข้าถึง “ปัญญาภูมิ” – วิปัสสนาภูมิ – ได้อย่างเป็นทางการ คือ “การเจริญวิปัสสนากัมมัฏฐาน” เพราะฉะนั้น “ปัญญาญาณ” (ปัญญาภูมิ–วิปัสสนาญาณ) จะสะสมอยู่ที่ “สติสัมปชัญญะ” เพราะเป็นจิตที่ทำหน้าที่แยกแยะดีชั่วประโยชน์ ส่วนตัวจิตหยั่งรู้ คือ “ญาณทัสสนะ – ความรู้ความเห็นในปรมัตถสัจจะ” ทำหน้าที่เจริญวิวัฒน์ปัญญาให้เกิดขึ้น แต่ตามความเป็นจริงนั้น ในความหมายรวม ก็คือ “ภวังคจิต” หรือ “จิตประภัสสร” ที่ได้รับการชำระพัฒนาให้บริสุทธิ์ขึ้นจากพื้นจิตดั้งเดิมด้วยหลักธรรม “วิสุทธิ ๗” กับ “อริยสัจจ์ ๔” รวมทั้งหลักธรรมอื่นๆ ที่เกื้อกูลต่อความตรัสรู้ คำว่า “หลักธรรม” ในระดับนี้ หมายถึง “ปัญญาญาณ” (ภูมิรู้–ภูมิธรรม–ภูมิปัญญา) ไม่ใช่ความรู้ที่เกิดขึ้นในระดับ “จินตามยปัญญา” และ “สุตมยปัญญา” แต่เป็น “ปัญญาภูมิ” ที่เรียกว่า “ภาวนามยปัญญา” (ปัญญาที่เกิดจากการเจริญวิปัสสนาญาณ) ซึ่งจิตที่ทำหน้าที่ขับเคลื่อนให้เกิดปัญญาภูมิได้ คือ “ญาณทัสสนะ” ที่ได้รับการชำระให้บริสุทธิ์หมดจดตามหลักธรรม “วิสุทธิ ๗” เรียกว่า “ญาณทัสสนวิสุทธิ” กระบวนการทั้งหมดนี้เกิดขึ้นใน “วิปัสสนาภูมิ” ซึ่งเป็นขั้นตอนทำลายความคิดความเห็นและความรู้สึก (จิตตสังขาร–จิตกับเจตสิก) เกี่ยวกับ “กิเลส” และ “ขันธ์ ๕” ให้หมดสิ้นไป การทำความเข้าใจในเรื่องนี้อย่างกระจ่างชัดนั้น ย่อมเป็นผลดีต่อการลงมือปฏิบัติธรรมจริง เพราะเป็นเรื่อง “สัมมาทิฏฐิ” กับ “สัมมาสังกัปปะ” โดยพื้นฐานซึ่งเป็นเรื่องสำคัญใน “มรรคอริยสัจจ์” ที่เรียกว่า “ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา” ซึ่งเป็นผลรวมกันระหว่าง “มรรคมีองค์ ๘” กับ “อริยสัจจ์ ๔” ก่อนหน้าที่เป็น “จิตตปัญญา” (ญาณ) –จิตตัวผู้รู้– จะพัฒนาตัวเองจาก “โลกียญาณ” จนขึ้นมาถึง “โลกุตตรญาณ” ได้แก่ (๑) มัคคญาณ และ (๒) ผลญาณ ตัวจิตตปัญญาจะถูกฝึกให้ชำระกิเลสอาสวะที่ก่อตัวเป็นขันธ์ ๕ ด้วยหลักธรรม “ญาณ ๑๖” กับ “วิปัสสนาญาณ ๙” เมื่อข้ามมาสู่ “โลกุตตรญาณ” ตัวจิตตปัญญาจะถูกฝึกให้ชำระกิเลสอาสวะที่ก่อตัวเป็นขันธ์ ๕ ด้วยหลักธรรม “ญาณ ๓” ได้แก่ (๑) สัจจญาณ (๒) กิจจสัญญา และ (๓) กตญาณ ที่ทำให้เกิด “มีอาการ ๑๒” นั่นคือ แนวทางปฏิบัติเพื่อออกจากกระแสกิเลสอาสวะ โดยอาศัยแนวปฏิบัติวิปัสสนาที่เจริญแก่กล้า เพื่อออกไปพ้นจากสังขาร สิ่งที่ยึดติดถือมั่น ซึ่งทำให้ถึงมรรคได้ คือ “วุฏฐานคามินีปฏิปทา” พระพุทธองค์ทรงเจริญสัมมาปฏิปทาดังกล่าวนี้ จนกระทั่งพระองค์ตรัสรู้อริยสัจจ์ ๔ ด้วยการปฏิญาณว่าพระองค์เป็น “อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ” ได้สมบูรณ์แบบ อย่างไรก็ตาม ให้กลับมาพิจารณาถึงสภาวจิตที่เป็น “นิพพานจิต” อีกครั้งหนึ่ง เพื่อสร้างความกระว่างชัดในทางปฏิบัติให้เข้าใจยิ่งขึ้น ให้พิจารณาคำนิยามคำว่า “นิพพาน ๒” ดังนี้

“นิพพาน ๒” หมายถึง สภาพที่ดับกิเลสและกองทุกข์แล้ว ภาวะที่เป็นสุขสูงสุด เพราะไร้กิเลสไร้ทุกข์ เป็นอิสรภาพสมบูรณ์ ได้แก่
(๑) สอุปาทิเสสนิพพาน คือ นิพพานยังมีอุปาทิเหลือ ดับกิเลส (โลภะ โทสะ โมหะ) ยังมีเบญจขันธ์เหลือ เรียกว่า “กิเลสปรินิพพาน” นั่นคือ นิพพานของพระอรหันต์ผู้ยังเสวยอารมณ์ที่น่าชอบใจและไม่น่าชอบใจทางอินทรีย์ ๕ (ตา หู จมูก ลิ้น กาย) รับรู้สุขทุกข์อยู่
(๒) อนุปาทิเสสนิพพาน คือ นิพพานไม่มีอุปาทิเหลือ ดับกิเลส ไม่มีเบญจขันธ์เหลือ (ทั้งกิเลสและชีวิต) เรียกว่า “ขันธปรินิพพาน” นั่นคือ นิพพานของพระอรหันต์ผู้ระงับการเสวยอารมณ์ทั้งปวงแล้ว เช่น การเรียกว่าพระพุทธเจ้าเสด็จดับขันธ์ปรินิพพาน ซึ่งหมายถึง การนิพพานในความหมายนี้

ข้อสังเกตประการหนึ่ง คือ คำว่า “อินทรีย์ ๕” นั้น ต้องขยายความหมายเพิ่มเติม เพื่อตัดความสงสัยให้หมดสิ้น เพราะ “อินทรีย์ ๕” ถือเป็นหนึ่งในหลักธรรม “โพธิปักขิยธรรม ๓๗” ซึ่งเป็นธรรมที่เกื้อหนุนความตรัสรู้ ในภาวะแห่งนิพพานนั้น แต่ในอีกความหมายหนึ่งของ “อินทรีย์ ๕” (ตา หู จมูก ลิ้น กาย) ยังทำหน้าที่อยู่ในการรับรู้การเสวยอารมณ์ ซึ่งการตรัสรู้นิพพานในขั้นสูงสุดที่เรียกว่า “ปรินิพพาน” คือ การดับจิตดวงสุดท้ายที่เรียกว่า “ปรินิพพานจิต” หรือเรียกว่า “จริมกจิต” ซึ่งเป็นขั้นตอนที่พระอรหันต์ปรินิพพานด้วย “อนุปาทิเสสนิพพานธาตุ” ที่เรียกว่า “ปรินิพพานจิต” หรือ “จริมกวิญญาณ” ในทางปฏิบัติที่เกิดขึ้นพร้อมกัน คือ การดับองค์ธรรมทั้ง ๕ ในหลักธรรม “อินทรีย์ ๕” คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย แต่ในความหมายตามหลักธรรม “โพธิปักขิยธรรม ๓๗” นั้น “อินทรีย์ ๕” หมายถึง ธรรมที่เป็นใหญ่ในกิจของตน ได้แก่

(๑) สัทธา คือ ความเชื่อ
(๒) วิริยะ คือ ความเพียร
(๓) สติ คือ ความระลึกได้
(๔) สมาธิ คือ ความตั้งจิตมั่น
(๕) ปัญญา คือ ความรู้ทั่วชัด

หมวดธรรมนี้เรียกอย่างหนึ่งว่า “พละ ๕” (กำลังใจ เจตนา ซึ่งเป็นอำนาจจิตที่มีพลังเข้มแข็งแรงหรือแกร่งแข็ง ไม่ยอมอ่อนต่อกิเลสอาสวะ คือ ฆ่าวงจรกิเลส) ที่เรียกว่า “พละ” เพราะความหมายว่า เป็นพลัง ทำให้เกิดความมั่นคง ซึ่งความไร้ศรัทธา ความเกียจคร้าน ความประมาท ความฟุ้งซ่าน และความหลง ตามลำดับ ที่แต่ละอย่างจะเข้าครอบงำจิตใจไม่ได้ “พละ” จะทำหน้าที่ระงับภาวะดังกล่าวนั้น ส่วนที่เรียกว่า “อินทรีย์ ๕” (กรรมที่แสดงออกเพื่อละเว้นงดระวังกิเลส ผลวิบากที่ได้รับเป็นฝ่ายกุศลกรรมทั้งหมด คือ ฆ่าวงจรกรรมและวงจรวิบาก ซึ่งเทียบเท่า “กิริยาจิต” ที่เป็นอัพยากฤต ที่เกิดจากการดับอินทรีย์ ๕) เพราะความหมายว่า เป็นใหญ่ในการกระทำหน้าที่แต่ละอย่างๆ ของตน คือ เป็นเจ้าการในการควบคุมการครอบงำเสียซึ่งความไร้ศรัทธา ความเกียจคร้าน ความประมาท ความฟุ้งซ่าน และความหลง ตามลำดับ สำหรับคำว่า “กิริยาจิต” นั้น จัดเป็นประเภทหนึ่งใน “วิญญาณกิจ ๑๔” ข้อที่ ๑๒ คือ “ชวนะ” ทำหน้าที่แล่นเสพอารมณ์ อันเป็นช่วงที่ทำกรรม ได้แก่ จิต ๕๕ ได้แก่ กุศลจิต ๒๑ อกุศลจิต ๑๒ กิริยาจิต ๑๘ (ยกเว้น “อาวัชชนะ” ทั้งสองได้แก่ ปัญจทวาราวัชชนะ และมโนทวาราวัชชนะ) และโลกุตตรผลจิต ๔ ดังนั้น เมื่อจัดแยกประเภทของจิตตาม “ชาติ” ได้แก่ (๑) อกุศลจิต ๑๒ (๒) กุศลจิต ๒๑ (๓) วิปากจิต ๓๖ และ (๔) กิริยาจิต ๒๐ หรือจัดแยกประเภทของจิตตาม “ภูมิ” ได้แก่ (๑) กามาวจรจิต ๕๔ (๒) รูปาวจรจิต ๑๕ (๓) อรูปาวจรจิต ๑๒ และ (๔) โลกุตตรจิต ๘ เพราะฉะนั้น จะพบว่า “กิริยาจิต” แสดงผลของจิตออกเป็น ๒๐ ประเภท เรียกว่า “กิริยาจิต ๒๐” ได้แก่

(๑) อเหตุกกิริยาจิต ๓ คือ จิตที่เป็นเพียงกิริยา ไม่มีสัมปยุตตเหตุ เป็นอัพยกฤต หมายถึง สภาวจิตที่เป็นกลางสนิท ไม่เกี่ยวพันธ์กับกุศลและอกุศล
(๒) มหากิริยาจิต ๘ คือ จิตที่เป็นกุศลยิ่งใหญ่ หรือ กุศลจิตที่เป็นไปในกามภูมิ มีสัมปยุตตเหตุ จิตนี้เกิดขึ้นจากการสร้างบุญกุศล บำเพ็ญเพียรภาวนา เป็นเรื่องของปุถุชนมากกว่าของอริยบุคคล
(๓) รูปาวจรกิริยาจิต ๕ คือ กิริยาจิตที่เป็นไปในรูปภูมิ คือ จิตของพระอรหันต์ผู้กระทำรูปาวจรกุศล จิตในชั้นนี้ไม่เกิดกับปุถุชน เกิดแต่อริยบุคคลเท่านั้น
(๔) อรูปาวจรกิริยาจิต ๔ คือ กิริยาจิตที่เป็นไปในอรูปภูมิ คือ จิตของพระอรหันต์ผู้กระทำอรูปาวจรกุศล จิตในชั้นนี้ไม่เกิดกับปุถุชน เกิดแต่อริยบุคคลเท่านั้น

ข้อสังเกตประการหนึ่ง ใน “กิริยาจิต” นั้น จะไม่มี “วงจรวิบาก” เกิดขึ้นในสภาวจิตอีก คำว่า “กิริยาจิต” ในความหมายลึกๆ หมายถึง ภาวะที่ปราศจากกิเลส กรรม และวิบาก นั่นคือ “ขันธ์ ๕” นั่นเอง ไม่มี “อุปาทิ” เกิดขึ้น หมายถึง สภาพที่ถูกกรรมกิเลสถือครอง สภาพที่ถูกอุปาทานยึดไว้มั่น คือ “เบญจขันธ์” หรือ สภาพที่กิเลสเป็นเหตุถือมั่น ความยึดมั่นถือมั่น คือ “อุปาทาน” ในความหมายรวมเรียกว่า “อุปาทานขันธ์ ๕” หรือในอีกนัยหนึ่ง หมายถึง “ทุกขอริยสัจจ์” ที่เป็น “อุปาทานขันธ์ ๕ เป็นทุกข์” ให้ผู้เจริญภาวนาสังเกตว่า ความวกวนหมุนเวียนในการอธิบายจะเกี่ยวกับนิพพานนั้น มีความเกี่ยวข้องกับคำศัพท์ ๓ คำ ได้แก่ (๑) กิเลส กรรม วิบาก (๒) ขันธ์ ๕ และ (๓) อุปาทาน แต่แนวคิดที่เป็นสมุฏฐานเบื้องต้น คือ กฎปฏิจจสมุปบาท กฎไตรลักษณ์ และอริยสัจจ์ ๔ ซึ่งเป็น “วิปัสสนาภูมิ” (วิปัสสนาญาณ ๙) หรือ “ปัญญาภูมิ” ซึ่งมีความหมายเดียวกัน ในการเจริญวิปัสสนาญาณทั้ง ๙ องค์ธรรม รวมทั้ง “ญาณ ๑๖” จึงจะทำให้การเจริญภาวนาเกิดความสมบูรณ์ครบถ้วนกระบวนความ ดังนั้น “ภูมิรู้–ภูมิธรรม–ภูมิปัญญา” ในขั้นนี้ ผู้เจริญภาวนาต้องเข้าใจอย่างถ่องแท้ เพื่อใช้เป็นเกณฑ์ตรวจสอบความถูกต้องและความก้าวหน้าในการเจริญอริยธรรมแห่งพุทธศาสนา ในการลงมือปฏิบัติธรรมภาคสนามจริงนั้น ถือว่าเป็นการเก็บรวบรวมข้อมูลของปรากฏการณ์แห่งสภาวธรรมที่เป็นความจริงโดยปรมัตถ์ เพื่อหาข้อสรุปที่เป็นไปได้ทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติที่สอดคล้องตรงกัน ผลการปฏิบัติจะกลายเป็นข้อยืนยันความถูกต้องอย่างมีเหตุผลตามหลักธรรม ยิ่งลงมือปฏิบัติมากเท่าไหร่ ความชัดเจนที่เสถียรด้านการวิวัฒน์ปัญญาญาณของตนเองยิ่งมีศักยภาพสูงขึ้นเท่านั้น จนกว่าจะถึงขั้นเกิดการรวมใหญ่แห่งปัญญาภูมิทั้งหมด คือ “ญาณสัมปยุตต์” หมายถึง บรรดาญาณทั้งหลายมาประกอบด้วยกันเป็นธรรมเอกหนึ่งเดียวกัน แล้วแตกกระจายเป็นองค์ความรู้ย่อยที่สัมพันธ์กันในเชิงปัญญาอย่างไม่สิ้นสุด คือ “สัพพัญญุตญาณ” ซึ่งเป็นความจริงโดยปรมัตถ์ นั่นคือ “ปรมัตถสัจจะ” ดังนั้น ขั้นตอนการพัฒนาปัญญาจึงต้องอาศัยความเป็นระบบ ระเบียบ ขั้นตอนที่ถูกวิธี ในการพิจารณาศึกษาธรรมทั้งหลายที่เกิดขึ้นพร้อมกันและเป็นเหตุปัจจัยซึ่งกันและกันตามหลักธรรม “ปัฏฐาน ๒๔” หรือ “ปัจจัย ๒๔” หมายถึง ลักษณะหรืออาการแห่งความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งทั้งหลาย ที่สิ่งหนึ่งหรือสภาวธรรมอย่างหนึ่ง เป็นองค์ประกอบที่ช่วยเอื้อ เกื้อหนุน ค้ำจุน เป็นเหตุ หรือเป็นเงื่อนไข ให้สิ่งอื่นหรือสภาวธรรมอย่างอื่น เกิดขึ้น คงอยู่ หรือเป็นไปอย่างใดอย่างหนึ่ง ดังนั้น องค์ความรู้แห่งปัจจัยทั้ง ๒๔ ประการนี้ จะทำให้เห็นวงจักรแห่งธรรม เรียกว่า “ธรรมจักร” ที่จะหมุนให้เห็นสภาวธรรมแห่งปรมัตถ์อย่างไม่จำกัดของปัญญาภูมิ ซึ่งเป็นกระบวนการที่ปัญญาญาณวิวัฒน์ตนเองอย่างไม่มีขอบเขตจำกัด มีศักยภาพสูงถึงขั้นอสงไขยได้ แต่พระพุทธองค์ทรงเลือกใช้การปฏิบัติวิปัสสนาแบบ “วุฏฐานคามินี” เพื่อความหลุดพ้นจากกิเลสอาสวะและกองทุกข์ทั้งปวง ไม่เป็นไปเพื่อจุดประสงค์อื่น เพราะศักยภาพอันไม่มีเขตจำกัดนั้น จะทำให้ตกอยู่ภายใต้อำนาจของกิเลสได้อีก ได้แก่ โลภะ โทสะ โมหะ ซึ่งมีโอกาสให้อวิชชาปิดบังปัญญาได้ ขั้นตอนนี้ผู้เจริญภาวนาต้องแยกแยะพินิจพิเคราะห์ให้เห็นจริงถึงจุดประสงค์ของการเจริญภาวนาของตนเอง ให้ดี มิฉะนั้น กิเลสมารเข้าโจมตีพื้นฐานแห่งจิตตสันดานใหม่อีกครั้ง จะทำให้พุทธกิจที่บำเพ็ญเพียรเจริญภาวนามาทั้งหมดเกิดความสูญเปล่า จนทำให้เกิดความวิปลาสผิดเพี้ยนทางความคิด เรียกว่า “อาการธรรมตีกลับ” ทำให้เกิดความเห็นผิดย้อนกลับไปสู่อาสาวะอีก และมีโทสะอย่างรุนแรงต่อพุทธธรรมทั้งหมด ถ้าหนักยิ่งนัก ก็ย้ายศาสนากันไปเลย ซึ่งผู้เขียนบรรยายมีเพื่อนสหายธรรมที่เกิดอวิชชาปิดบังปัญญาในอาการเช่นนี้หลายคน คือ “มาสว่าง กลับมืด” ดังนั้น ความวิปลาส (วิปลาส ๔) อวิชชา (อวิชชา ๘) ส่งผลวิบากอย่างรุนแรง อันทำให้เกิดอาการอับปัญญา ความเห็นผิดเป็นถูก นั่นคือ “ทิฏฐิ ๔” ซึ่งเป็นมิจฉาทิฏฐิ ไม่ใช่สัมมาทิฏฐิ ได้แก่

(๑) อุจเฉททิฏฐิ คือ ความเห็นว่าขาดสูญ ความเห็นว่ามีอัตตาและโลกซึ่งจักพินาศขาดสูญหมดสิ้นไป ซึ่งขัดแย้งกับคติของกฎแห่งกรรม
(๒) อกิริยทิฏฐิ คือ ความเห็นว่าไม่เป็นอันทำ เห็นว่าการกระทำไม่มีผล ซึ่งขัดแย้งกับคติของกฎแห่งกรรม อิทธิบาท ๔ และอริยสัจจ์ ๔
(๓) อเหตุกทิฏฐิ คือ ความเห็นว่าไม่มีเหตุ เห็นว่าสิ่งทั้งหลายไม่มีเหตุปัจจัย ซึ่งขัดแย้งกับแนวคิดของกฎปฏิจจสมุปบาท ไตรลักษณ์ และปัจจัย ๒๔
(๔) นัตถิกทิฏฐิ คือ ความเห็นว่าไม่มี เห็นว่าไม่มีการกระทำหรือสภาวะที่จะกำหนดเอาเป็นหลักได้ ซึ่งขัดแย้งต่อหลักพุทธศาสนาทั้งหมด

ด้วยเหตุนี้ ผู้เจริญภาวนาต้องระวัง “อาการธรรมตีกลับ” ให้จงมาก ยิ่งถ้าเป็นสมณเพศด้วยแล้ว ยิ่งต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ เพราะอาจทำให้ต้องอาบัติปาราชิก ซึ่งเป็นการเจริญปัญญาที่ควบคู่กับความเสื่อมในขณะเดียวกัน ถ้าอินทรีย์และพละไม่แข็งแกร่งเพียงพอ ย่อมต้องอาบัติปาราชิกได้ เพราะขาดสติสัมปชัญญะขึ้นได้ทุกเมื่อ เพราะตามรู้ไม่เท่าทันกับอำนาจของกิเลสอาสวะอย่างแท้จริง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ไม่ควรเข้าไปยึดข้อวัตรที่ไม่ใช่กิจของสงฆ์โดยไม่จำเป็น อย่างเช่น ตัวปัญหาอุปสรรคที่เรียกว่า “มาร ๕” หมายถึง สิ่งที่ฆ่าบุคคลให้ตายจากคุณความดีหรือจากผลที่หมายอันประเสริฐ สิ่งที่ล้างผลาญคุณความดี ตัวการที่กำจัดหรือขัดขวางบุคคลมิให้บรรลุผลสำเร็จอันดีงาม ได้แก่ (๑) กิเลสมาร คือ กิเลสเป็นมารเพราะเป็นตัวกำจัดและขัดขวางความดี ทำให้สัตว์ประสบความพินาศทั้งในปัจจุบันและอนาคต (๒) ขันธมาร คือ เบญจขันธ์ หรือขันธ์ ๕ เป็นมาร เพราะเป็นสภาพอันปัจจัยปรุงแต่ง มีความขัดแย้งกันเองอยู่ภายใน ไม่มั่นคงทนนาน เป็นภาระในการบริหาร ทั้งแปรปรวนเสื่อมโทรมไปเพราะชราพยาธิ เป็นต้น ล้วนรอนโอกาสมิให้บุคคลทำกิจหน้าที่ หรือบำเพ็ญคุณความดีได้เต็มปรารถนาอย่างแรง อาจถึงกับพรากโอกาสนั้นโดยสิ้นเชิง (๓) อภิสังขารมาร คือ อภิสังขารเป็นมาร เพราะเป็นตัวปรุงแต่งกรรม นำให้เกิดชาติ ชรา เป็นต้น ขัดขวางมิให้หลุดพ้นไปจากสังสารทุกข์ (๔) เทวปุตตมาร คือ เทพยิ่งใหญ่ระดับสูงสุดแห่งชั้นกามาวจรตนหนึ่งชื่อว่า “มาร” เพราะเป็นนิมิตแห่งความขัดข้อง คอยขัดขวางเหนี่ยวรั้งบุคคลไว้ มิให้ล่วงพ้นจากแดนอำนาจครอบงำของตน โดยชักให้ห่วงพะวงในกามสุขไม่หาญเสียสละออกไปบำเพ็ญคุณความดีที่ยิ่งใหญ่ได้ และ (๕) มัจจุมาร คือ ความตายเป็นมาร เพราะเป็นตัวการตัดโอกาสที่จะก้าวหน้าต่อไปในคุณความดีทั้งหลาย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง พวกมารที่เป็น (๑) กิเลส (๒) อภิสังขาร และ (๓) เทพบุตร ที่เข้าเล่นงานความก้าวหน้าในการปฏิบัติธรรมให้ลดลง ซึ่งพระสงฆ์ส่วนใหญ่มักเจอกับพวกมารทั้ง ๓ อย่างนี้ ส่วนด้านฆราวาสมักถูกจัดให้เต็มขนาด คือ “มาร ๕” ทั้งหมด สิ่งเหล่านี้เป็นอุปสรรคที่เกิดขึ้นแน่นอนตามธรรมชาติของการสร้างความดี คำว่า “ไม่มีอุปสรรคเกิดขึ้น” นั้น เป็นเรื่องที่ยากมากที่ทุกคนจะได้พบเจอบนเส้นทางการปฏิบัติธรรม โดยเฉพาะ กรณีมารเข้าสิงคนใกล้ชิดเราให้เป็นผู้ขัดขวางการปฏิบัติธรรมของเราเอง เช่น มุจจุมารเข้ามาขัดขวางความสำเร็จที่สำคัญของชีวิตทำให้ญาติใกล้ชิดเสียชีวิตในขณะนั้น กล่าวโดยสรุป เรื่อง “มาร ๕” ถือเป็นอุปสรรคอย่างหนึ่งที่ทำให้จิตเศร้าหมอง จัดอยู่ในกลุ่มกิเลสอาสวะเช่นเดียวกัน ผู้เจริญภาวนาลองวิเคราะห์สภาวธรรมเรื่องนี้ให้ชัดเจนว่ามันเกี่ยวข้องกับหลักธรรมใดบ้าง จะได้หาทางแก้ไขได้ทันท่วงทีได้อย่างไรเมื่อมารเข้าเล่นงานตนเอง ฉะนั้น ก่อนจะจบการเขียนบรรยายบทความนี้ ขอสรุปสาระสำคัญไว้ ดังนี้ จิตที่เป็นฝ่ายโลกียจิตตั้งแต่เริ่มแรกจนกลายเป็นโสภณจิตนั้น ในทางการเจริญภาวนานั้น ถือว่าเป็นกระบวนการพัฒนาจิตและปัญญาให้บริสุทธิ์จากกิเลสอาสวะทั้งหลาย คือ การชำระจิตใจให้บริสุทธิ์ ด้วยการออกจากการยึดมั่นในสังขารที่เรียกว่า “วุฏฐานคามินีปฏิปทา” ซึ่งเป็นกระบวนการที่อยู่เหนือภาวะของ “จิตดั้งเดิม” (จิตประภัสสร–ภวังคจิต) นั่นหมายถึง การพัฒนาจิตและปัญญาที่ต่อยอดจาก “จิตดั้งเดิม” ขึ้นไปอีก นั่นคือ การตัดกิเลสและขันธ์ ๕ (กองชีวิต ภพ ชาติ) ให้หมดสิ้นไป รวมทั้งจิตดวงสุดท้ายซึ่งเรียกว่า “จริมกจิต” ของพระอรหันต์ที่ต้องดับขันธ์ปรินิพพานก็ต้องดับไปด้วย กิเลสเป็นปัจจัยภายนอก ส่วนสภาวจิตเป็นปัจจัยภายใน การสื่อสารระหว่างปัจจัยภายนอกกับภายในนั้น กระทำผ่านทางทวารทั้ง ๖ ได้แก่ (๑) ตา–เห็นรูป (๒) หู–ได้ยินเสียง (๓) จมูก–ดมกลิ่น (๔) ลิ้น–รับรส (๕) กาย–สัมผัสทางกาย–โผฏฐัพพะ และ (๖) ใจ–อารมณ์ ซึ่งสามารถสรุปเป็นเรื่องอุปาทานในขันธ์ ๕ ได้แก่ รูป เวทนา (ผัสสะ) สัญญา สังขาร วิญญาณ หลังจากนั้น มีกิเลสทำหน้าที่เป็นเหตุปัจจัยปรุงแต่งขันธ์ ๕ ขึ้น การเกิดขึ้นของขันธ์ ๕ มาจากเจตนาตามอำนาจกิเลสทำให้สร้างกรรมดีและกรรมชั่ว ส่งผลให้เกิดภพชาติระยะสั้น คือ ภาวะแปรปรวนของจิต ส่วนระยะยาว คือ ชีวิตสันตติ การเวียนว่ายตายเกิดในสังสารวัฏฏ์ ซึ่งเป็นผลของวิบากกรรมที่ได้กระทำไว้ ดังนั้น การเจริญภาวนา จึงหมายถึง “การกำจัดกิเลสอาสวะและกองทุกข์ทั้งปวง (ขันธ์ ๕ หรือกองชีวิต)” คือ ความหมดสิ้นไปอย่างยั้งยืนทั้งกิเลสและขันธ์ ๕ ไม่ต้องกลับมาเกิดใหม่อีก นั่นคือ ตัดภพ ตัดชาติ ตัดกรรม อย่างหมดสิ้น คือ การดับอินทรีย์ ๕ (ตา หู จมูก ลิ้น กาย ระบบประสาท ความรู้สึก หรือ เวทนา) และจิต ๘๙ กับเจตสิก ๕๒ พร้อมกันหมด เหลือแต่ภาวะที่เป็น “นิพพานธาตุ” ที่เรียกว่า “อนุปาทิเสสนิพพาน” คือ นิพพานไม่มีอุปาทิเหลือ ดับกิเลส ไม่มีเบญจขันธ์เหลือ (ทั้งกิเลสและชีวิต) เรียกว่า “ขันธปรินิพพาน” อีกนัยหนึ่ง คือ “สุญญตา” หรือ “อสังขตธรรม” หมายถึง สภาพที่ดับกิเลสและกองทุกข์แล้ว ภาวะที่เป็นสุขสูงสุด เพราะไร้กิเลสไร้ทุกข์ เป็นอิสรภาพอย่างสมบูรณ์ ซึ่งเป็นการกลับสู่ธรรมชาติอย่างแท้จริง ไม่ต้องยุ่งเกี่ยวกับขันธ์ ๕ ที่เป็นร่างและจิตใจแห่งมนุษย์อีกต่อไป เป็นมิติแห่งธรรมชาติ ซึ่งเหนือจาก “ภูมิ ๓๑” (ระดับของจิตใจ ส่วนคำว่า “ภพ” คือ ระดับของชีวิต ไม่มีคำว่า “โลกุตตรภพ”) ซึ่งหมายถึง “โลกียภูมิ” หรือเรียกว่า “ภูมิ ๔” ได้แก่ (๑) อบายภูมิ ๔ และ (๒) กามสุคตภูมิ ๗ รวมเข้าเป็นกามาวจรภูมิ ๑๑ (๓) รูปาวจรภูมิ ๑๖ และ (๔) อรูปาวจรภูมิ ๔ แต่สำหรับ “นิพพานธาตุ” นั้น จัดเป็น “โลกุตตรภูมิ” เท่านั้น ซึ่งเป็นชั้นของอริยบุคคล สำหรับคำว่า “ภพ ๓” หมายถึง โลกเป็นที่อยู่ของสัตว์ (๑) กามภพ คือ ภพของผู้ยังเสวยกามคุณ (๒) รูปภพ คือ ภพของผู้เข้าถึงรูปฌาน และ (๓) อรูปภพ คือ ภพของผู้เข้าถึงอรูปฌาน เพราะฉะนั้น ทั้งหมดที่กล่าวถึงนี้ “โลกุตตรภูมิ” คือ ระดับชั้นของจิตแห่งอริยบุคคล ซึ่งเป็น “สภาวจิตที่แยกเป็นอิสระจากกิเลสและเบญจขันธ์” ด้วยประการฉะนี้ ขอให้ท่านผู้เจริญภาวนาทั้งหลาย ได้เสวยวิมุตติสุขในจิตที่เหนือจิตในขันธ์ ๕ ในกาลอันใกล้นี้ ความสันติสุขสวัสดีจงมีแด่ท่านผู้อ่านทุกคน.

40. ฌานกับญาณแตกต่างกันอย่างไร   
Download Now
Download Now
       

  ๔๑. วิปริณามแห่งเบญจขันธ์



๔๑. วิปริณามแห่งเบญจขันธ์   
Download Now
Download Now
พุทธชยันตี ๒๖๐๐ ปี
 เชิญชาวพุทธร่วมฉลองด้วยการศึกษาธรรมะ
Download Siripat RSS Feed      
คำถาม FAQ อาจารย์นิธี ศิริพัฒน์     
ฉบับเฉลิมฉลอง “พุทธชยันตี ๒๖๐๐ ปี” วันวิสาขบูชา วันจันทร์ที่ ๔ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๕๕     
Siripat.Com and Academiae Network 2012     


๔๑. วิปริณามแห่งเบญจขันธ์

ในการปฏิบัติธรรมหรือการเจริญภาวนาในทางพุทธศาสนานั้น มีสมุฏฐานมาจาก “อุปาทานขันธ์ ๕ เป็นทุกข์” ดังนั้น ผู้เจริญภาวนาจำเป็นต้องทำความเข้าใจในสาระสำคัญของเรื่องนี้อย่างชัดเจน เพื่อเป็นจุดมุ่งหมายในการปฏิบัติธรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในการการศึกษาหลักธรรมและการปฏิบัติธรรมที่ต้องกระทำควบคู่กันไป ที่สำคัญเพื่อป้องกันการหลงประเด็นในทางปฏิบัติ คือ การเจริญภาวนาในขั้นวิปัสสนากัมมัฏฐาน ความหมายของประโยคที่ว่า “อุปาทานขันธ์ ๕ เป็นทุกข์” หมายถึง ความไปยึดมั่นถือมั่นในขันธ์ ๕ หรือสังขารซึ่งเกิดจากเหตุปัจจัยที่เรียกว่า “อวิชชา” คือ ไม่รู้จริงในสภาวะแห่งการมาประชุมรวมกันของขันธ์ทั้ง ๕ กลายเป็น “กองแห่งชีวิต” หมายถึง สังขารที่กรรมหรือใจยึดครองหรือเกาะกุม เรียกว่า “อุปาทินนกสังขาร” หมายถึง มนุษย์ สัตว์ เทวดา คำว่า “อวิชชา ๘” หมายถึง ความไม่รู้ในสภาวธรรมที่เป็นความจริงตามหลักธรรมอริยสัจจ์ ๔ ไม่รู้สภาวธรรมตามกฎปฏิจจสมุปบาท ไม่รู้จักส่วนอดีต ส่วนปัจจุบัน ส่วนอนาคต และส่วนอดีตกับส่วนอนาคต ส่วนคำว่า “อุปาทาน ๔” หมายถึง ความยึดมั่น ความถือมั่นด้วยอำนาจกิเลส ความยึดติดอันเนื่องมาแต่ตัณหา ผูกพันเอาตัวตนเป็นที่ตั้ง ได้แก่ (๑) กามุปาทาน คือ ความยึดมั่นในกาม นั่นคือ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ที่น่าใคร่ น่าพอใจ (๒) ทิฏฐุปาทาน คือ ความยึดมั่นในทิฏฐิหรือทฤษฎี นั่นคือ ความเห็น ลัทธิ หรือหลักคำสอนต่างๆ (๓) สีลัพพตุปาทาน คือ ความยึดมั่นในศีลและพรต นั่นคือ ถือว่าจะบริสุทธิ์หลุดพ้นได้เพียงด้วยศีลและวัตร หลักความประพฤติ ข้อปฏิบัติ แบบแผน ระเบียบ วิธี ขนบธรรมเนียมประเพณี ลัทธิ พิธีต่างๆ ถือว่าจะต้องเป็นอย่างนั้นๆ โดยสักว่าทำสืบๆ กันมา หรือ ปฏิบัติตามๆ กันไปอย่างงมงาย หรือโดยนิยมว่าขลัง ว่าศักดิ์สิทธิ์ มิได้เป็นไปด้วยความรู้ความเข้าใจตามหลักความสัมพันธ์แห่งเหตุและผล และ (๔) อัตตวาทุปาทาน คือ ความยึดมั่นในวาทะว่าตัวตน คือ ความถือหรือสำคัญหมายอยู่ในภายในว่า มีตัวตน ที่จะได้ จะเป็น จะมี จะสูญสลาย ถูกบีบคั้นทำลาย หรือเป็นเจ้าของ เป็นนายบังคับบัญชาสิ่งต่างๆ ได้ ไม่มองเห็นสภาวะของสิ่งทั้งปวง อันรวมทั้งตัวตนว่าเป็นแต่เพียงสิ่งที่ประชุมประกอบกันเข้า เป็นไปตามเหตุปัจจัยทั้งหลายที่มาสัมพันธ์กันล้วนๆ ในอันดับต่อไป ความหมายของคำว่า “ทุกข์” หรือ “ทุกขตา ๓” หมายถึง ความเป็นทุกข์ ภาวะแห่งทุกข์ สภาพทุกข์ ความเป็นสภาพที่ทนได้ยาก หรือคงอยู่ในภาวะเดิมไม่ได้ ได้แก่ (๑) ทุกขทุกขตา คือ สภาพทุกข์คือทุกข์ ความเป็นทุกข์เพราะทุกข์ ได้แก่ ทุกขเวทนาทางกายก็ตาม ใจก็ตาม ซึ่งเป็นทุกข์อย่างที่เข้าใจสามัญ ตรงตามชื่อ ตามสภาพที่เกิดทุกข์ (๒) วิปริณามทุกขตา คือ ความเป็นทุกข์เพราะความแปรปรวน ได้แก่ ความสุข ซึ่งเป็นเหตุให้เกิดความทุกข์เมื่อต้องเปลี่ยนแปลงแปรไปเป็นอย่างอื่น และ (๓) สังขารทุกขตา คือ ความเป็นทุกข์เพราะเป็นสังขาร ได้แก่ ตัวสภาวะของสังขาร คือ สิ่งทั้งปวงซึ่งเกิดจากปัจจัยปรุงแต่ง ที่ถูกบีบคั้นด้วยการเกิดขึ้นและสลายไป ทำให้คงสภาพอยู่ไม่ได้ พร่องอยู่เสมอ และให้เกิดทุกข์แก่ผู้ยึดถือด้วยอุปาทาน ส่วนคำสุดท้าย คือ คำว่า “วิปริณาม” หมายถึง ความแปรปรวน ความผันแปรเปลี่ยนแปลงเรื่อยไป ซึ่งเป็นเหตุให้เกิดทุกข์ คำทั้งหมดที่กล่าวถึง เกี่ยวข้องกับคำว่า “ขันธ์ ๕” โดยตรง ส่วนโครงสร้างของ “ขันธ์ ๕” แบ่งออกเป็น ๒ ส่วน คือ (๑) รูปขันธ์ และ (๒) นามขันธ์ ดังรายละเอียดในภาพประกอบ ๑ ข้างล่างนี้

สภาวะที่ปรากฏของ “ขันธ์ ๕” เป็นไปตามไปตามกฎเกณฑ์ของ “อิทัปปัจจยตา” หรือธรรมที่เป็นที่ตั้งของธรรมชาติ คือ “กฎปฏิจจสมุปบาท” หมายถึง ความเป็นไปตามความสัมพันธ์แห่งเหตุปัจจัย กระบวนธรรมแห่งเหตุปัจจัย ซึ่งแสดงเป็นกฎที่ว่า “เมื่อสิ่งนี้มี สิ่งนี้จึงมี” หรือ “เพราะสิ่งนี้เกิดขึ้น สิ่งนี้จึงเกิดขึ้น” ซึ่งผลสรุปของกระบวนธรรมดังกล่าวนี้ คือ “ทุกข์” ส่วนต้นเหตุ คือ “อวิชชา” เรานำกฎนี้มาอธิบายความเปลี่ยนแปลงที่เรียกว่า “วิปริณาม” ซึ่งเกิดขึ้นกับ “ขันธ์ ๕” ได้อย่างไร ประการแรกนั้น “ขันธ์ ๕” เป็นกองชีวิตที่มีขันธ์ทั้ง ๕ มารวมประชุมกันเป็นก้อนแห่งองค์ประกอบใหญ่ นั่นหมายความว่า สิ่งมีชีวิตที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอด จะดำรงอยู่ได้ต้องมีสิ่งอื่นเข้าไปค้ำจุนหล่อเลี้ยงในเจริญเติบและวิวัฒน์ไป ด้านรูปธรรมเรียกว่า “อาหาร” และทางนามธรรมก็เรียกว่า “อาหาร” และ “อุปาทาน” สำหรับคำว่า “อุปาทาน” ได้อธิบายไว้แล้ว ส่วนคำว่า “อาหาร” ขออธิบายเพิ่มเติม ดังนี้

“อาหาร ๔” หมายถึง สภาพที่นำมาซึ่งผลโดยความเป็นปัจจัยค้ำจุนรูปธรรมและนามธรรมทั้งหลาย เครื่องค้ำจุนชีวิต สิ่งที่หล่อเลี้ยงร่างกายและจิตใจ ทำให้เกิดกำลังเจริญเติบโตและวิวัฒน์ได้ ได้แก่
(๑) กวฬิงการาหาร นั่นคือ อาหารคือคำข้าว ได้แก่ อาหารสามัญที่กลืนกินดูดซึมเข้าไปหล่อเลี้ยงร่างกาย ในการพิจารณาสภาวธรรมนี้ เมื่อกำหนดรู้กวฬิงการาหารได้แล้ว ก็เป็นอันกำหนดรู้ “ราคะ” (ความกำหนัด ความอยากได้ติดใจ) ที่เกิดจาก “เบญจกามคุณ” (รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัสกาย) ได้ด้วย
(๒) ผัสสาหาร นั่นคือ อาหารคือผัสสะ ได้แก่ การบรรจบแห่งอายตนะภายใน อายตนะภายนอก และวิญญาณ เป็นปัจจัยให้เกิดเวทนา พร้อมทั้งเจตสิกทั้งหลายที่จะเกิดตามมา ในการพิจารณาสภาวธรรมนี้ เมื่อกำหนดรู้ผัสสาหารได้แล้ว ก็เป็นอันกำหนดรู้ “เวทนา ๓” (สุขเวทนา ทุกขเวทนา อทุกขมสุขเวทนา) ได้ด้วย
(๓) มโนสัญเจตนาหาร นั่นคือ อาหารคือมโนสัญเจตนา ได้แก่ ความจงใจ เป็นปัจจัยแห่งการทำ พูด คิด ซึ่งเรียกว่า “กรรม” เป็นตัวชักนำมาซึ่ง “ภพ” (ระดับชีวิต) คือ ให้เกิดปฏิสนธิในภพทั้งหลาย ในการพิจารณาสภาวธรรมนี้ เมื่อกำหนดรู้มโนสัญเจตนาหารได้แล้ว ก็เป็นอันกำหนดรู้ “ตัณหา ๓” (กามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา) ได้ด้วย
(๔) วิญญาณาหาร นั่นคือ อาหารคือวิญญาณ ภาวะที่รู้แจ้งอารมณ์ ได้แก่ วิญญาณเป็นปัจจัยให้เกิด “นามรูป”

ในการพิจารณาสภาวธรรมนี้ เมื่อกำหนดรู้วิญญาณาหารได้แล้ว ก็เป็นอันกำหนดรู้ “นามรูป” (ขันธ์ ๕) ได้ด้วย ดังนั้น คุณค่าที่แตกต่างกันของ “อาหาร ๔” จะแสดงลักษณะอาการของ “ขันธ์ ๕” แตกต่างกันเช่นกัน ในขั้นต่อไป ให้ผู้เจริญภาวนาลองวิเคราะห์เรื่อง “อาหาร ๔” อย่างละเอียด เพื่อให้เกิด “ภูมิรู้–ภูมิธรรม–ภูมิปัญญา” อีกระดับหนึ่ง ดังภาพประกอบ ๒ ข้างล่างนี้

ถ้าพิจารณาอย่างละเอียดจากภาพประกอบ ๒ นั้น จะพบว่า ปัจจัยภายนอกซึ่งมี (๑) อาหาร ๔ และ (๒) เหตุปัจจัย ที่ทำหน้าที่หล่อเลี้ยง “ขันธ์ ๕” คือ “นามรูป” ส่วนปัจจัยภายในซึ่งมี (๑) กรรม (๒) วิบาก และ (๓) สภาวจิต กล่าวโดยสรุป “ขันธ์ ๕” คือ “สังขารที่มีกรรมหรือใจยึดครอง” นั่นเอง ซึ่งทุกคนสามารถพิสูจน์ในรายละเอียดได้ด้วยตนเอง สำหรับผู้เจริญภาวนานั้น สามารถนำความรู้ในขั้นตอนนี้ไปใช้ได้อย่างไร นั่นคือ การกำหนดพิจารณาเรื่อง “อาหาร ๔” อย่างถ่องแท้ชัดเจน เพราะว่า “ขันธ์ ๕” ตั้งอยู่ได้ด้วย “อาหาร ๔” ที่ทำให้สภาวจิต “เกิด–ดับ” สืบเนื่องกันอยู่ตลอดเวลา ตั้งแต่เริ่มปฏิสนธิจนถึงตาย สำหรับปุถุชนทั่วไป สภาวธรรมที่เกิดขึ้นมี (๑) ฝ่ายร่างกายก็เจริญวิวัฒน์ธาตุทั้ง ๔ จนเสื่อมแตกสลาย และ (๒) ส่วนฝ่ายจิตใจก็เจริญวิวัฒน์มโนวิญญาณอย่างต่อเนื่อง อันประกอบด้วยกรรมจนกว่าจะเสียชีวิต สภาวจิตที่เกิดขึ้น เรียกว่า “วิปากจิต ๓๖” ในทางตรงข้าม สำหรับบุคคลที่จะเป็นอริยบุคคล กระบวนธรรมที่เกิดขึ้น (๑) ฝ่ายร่างกายก็เจริญวิวัฒน์ธาตุทั้ง ๔ จนเสื่อมแตกสลาย (๒) ส่วนฝ่ายจิตใจก็เจริญวิวัฒน์มโนวิญญาณอย่างต่อเนื่อง อันประกอบด้วยกรรมจนกว่าจะเสียชีวิต และ (๓) ทั้งรูปขันธ์และนามขันธ์ (นามรูป) อันมีกรรมหรือใจยึดครอง คือ “อุปาทินนกสังขาร” (คน สัตว์ เทวดา) ซึ่งเกิดขึ้นเพราะกิเลส กรรม วิบาก จะถูกกำจัดออกไปด้วยกระบวนธรรมของอริยสัจจ์ ๔ และกิจในอริยสัจจ์ ๔ และสภาวจิตที่เกิดขึ้น เรียกว่า “กิริยาจิต” (จิตไม่ใช่วิบากแห่งกรรม ซึ่งเป็นจิตของพระอรหันต์) ในภาคปฏิบัตินั้น มีคำแนะนำอะไรบ้างที่จะใช้เป็นแนวทางปฏิบัติที่ถูกต้อง เพื่อเป็นการกำจัด “ขันธ์ ๕” อย่างถูกวิธี โดยหลักการแล้ว ให้เจริญปฏิบัติวิปัสสนาที่แก่กล้าให้ถึงมรรคที่ทำให้ออกไปได้จากสิ่งที่ยึดติดถือมั่นให้พ้นจากสังขารด้วยวิปัสสนาญาณ ๙ เรียกว่า “วุฏฐานคามินีปฏิปทา” ซึ่งขั้นต่อไปจะทำให้เกิด “มัคคญาณ” และ “ผลญาณ” ด้วยโลกุตตรญาณทั้ง ๒ นี้ ทำให้เกิดความรู้ความเห็นในความเป็นจริงอันประเสริฐแห่งอริยสัจจ์ ๔ แต่โดยทั่วไปนั้น วิธีปฏิบัติที่เหมาะสม หมายถึง ผู้ปฏิบัติภาวนาต้องหัดเรียนรู้ที่จะอยู่กับสิ่งที่เป็นปฏิกูล สิ่งที่เป็นแค่การประชุมรวมกันของขันธ์ทั้ง ๕ เท่านั้น นั่นคือ ต้องเข้าใจอย่างมีสติสัมปชัญญะด้วยหลักธรรม “อปัณณกปฏิปทา ๓” หมายถึง ข้อปฏิบัติที่ไม่ผิด ปฏิปทาที่เป็นส่วนแก่นสารเนื้อแท้ ซึ่งจะนำผู้ปฏิบัติให้ถึงความเจริญงอกงามในธรรม เป็นผู้ดำเนินอยู่ในแนวทางแห่งความปลอดพ้นจากทุกข์ “ขันธ์ ๕” อย่างแน่นอนไม่ผิดพลาด ได้แก่

(๑) อินทรียสังวร คือ การสำรวมอินทรีย์ นั่นคือ ระวังไม่ให้บาปอกุศลธรรมครอบงำใจ เมื่อรับรู้อารมณ์ เรียกว่า “อายตนะภายนอก ๖” ด้วยอินทรีย์ทั้ง ๖ ซึ่งเรียกว่า “อายตนะภายใน ๖” ได้แก่ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ
(๒) โภชเนมัตตัญญุตา คือ ความรู้จักประมาณในการบริโภค นั่นคือ รู้จักพิจารณารับประทานอาหาร เพื่อหล่อเลี้ยงร่างกายใช้ทำกิจให้ชีวิตผาสุก มิใช่เพื่อสนุกสนานมัวเมา
(๓) ชาคริยานุโยค คือ การหมั่นประกอบความตื่น ไม่เห็นแก่นอน นั่นคือ ขยันหมั่นเพียร ตื่นตัวอยู่เป็นนิตย์ ชำระจิตมิให้มีนิวรณ์ พร้อมเสมอทุกเวลาที่จะปฏิบัติกิจให้ก้าวหน้าต่อไป

ในทางปฏิบัติในชีวิตจริงนั้น คงไม่มีใครต้องท่องจำศีลทุกข้ออยู่ตลอดเวลา ซึ่งเป็นเรื่องที่ยากมาก โดยธรรมชาติจิตของเราจะใช้วิธีสังเคราะห์แนวคิดออกมาเป็นกฎ (Rules) หรือหลักเกณฑ์ (Criteria) ที่กำหนดเป็นค่านิยา (Values) และแสดงออกเป็นพฤติกรรม (Behavior) เพราะฉะนั้น หลักธรรม “อปัณณกปฏิปทา ๓” ได้แก่ (๑) อินทรียสังวร (๒) โภชเนมัตตัญญุตา และ (๓) ชาคริยานุโยค จึงเป็นแนวทางปฏิบัติที่เป็นธรรมชาติมากที่สุด ไม่ใช่การยึดมั่นปฏิบัติในศีลและพรตมากเกินไปจนขัดขวางความก้าวหน้าในการปฏิบัติธรรม ซึ่งเป็นข้อที่ ๓ ใน “สังโยชน์ ๑๐” คือ “สีลัพพตปรามาส” หมายถึง ความถือมั่นศีลพรต โดยสักว่าทำตามๆ กันไปอย่างงมงายเห็นว่าจะบริสุทธิ์หลุดพ้นได้เพียงด้วยศีลและวัตร ดังเช่น บรรดาบรรพชิต นักบวช ผู้บำเพ็ญเพียรตบะเพื่อเผากิเลส ได้แก่ นักพรต ฤษี ชีไพร ดาบส ชฎิล (ลัทธิบูชาไฟ) โยคี (ลัทธิโยคะ) ยึดมั่นในศีลและพรตอย่างสุดโต่ง ว่าเป็นการชำระร่างกายและจิตให้บริสุทธิ์จากกิเลส ในความเป็นจริงก็ คือ “การเจริญสมถะ” หรือ “ฌานสมาบัติ ๘” (รูปฌาน ๔ และอรูปฌาน ๔) นั่นเอง ยังไม่ถึงขั้น “การเจริญวิปัสสนา” หรือ “วิปัสสนาญาณ ๙” (ญาณทัสสนะ) หลักธรรม “สังโยชน์ ๑๐” หมายถึง กิเลสอันผูกใจสัตว์ ธรรมที่มัดสัตว์ไว้กับวัฏฏทุกข์ หรือผูกกรรมไว้กับผล ซึ่งมีส่วนเกี่ยวข้องกับความตรัสรู้อริยสัจจ์ ๔ โดยตรง นับเป็นขั้นตอนของกระบวนธรรมใน “การตัดกรรม” และ “การตัดวิบากกรรม” นั่นคือ การทำลายให้ “สังโยชน์ ๑๐” ให้หมดสิ้นไปจากจิตใจอย่างแท้จริง ซึ่งเกี่ยวข้องกับ “มรรค ๔” หมายถึง แนวทางประพฤติปฏิบัติเข้าถึงความเป็นอริยบุคคล ญาณที่ทำให้ละสังโยชน์ได้ขาด ถึงจะได้เสวยชั้นภูมิโสดาบัน สกทาคามี อนาคมี อรหันต์ ในขั้นอริยมรรค ด้วย “มัคคญาณ” แล้วต่อด้วย “ผลญาณ” นั่นคือ “ผล ๔” ถึงจะได้เสวยชั้นภูมิโสดาบัน สกทาคามี อนาคมี อรหันต์ ในขั้นอริยผล สำหรับความสำคัญของสังโยชน์นั้น ใช้เป็นเกณฑ์ในการวัดผลประเมินผลความสำเร็จการเป็นอริยบุคคล ดังนั้น เพื่อให้เข้าใจเป้าหมายสูงสุดในทางปฏิบัติ ควรทำเข้าเข้าใจในทั้ง ๓ เรื่อง คือ สังโยชน์ มรรค และผล ดังรายละเอียดต่อไปนี้

“สังโยชน์ ๑๐” หมายถึง กิเลสอันผูกใจสัตว์ ธรรมที่มัดสัตว์ไว้กับวัฏฏทุกข์ หรือผูกกรรมไว้กับผล ได้แก่
ก. โอรัมภาคิยสังโยชน์ ๕ (สังโยชน์เบื้องต่ำ เป็นอย่างหยาบ เป็นไปในภพอันต่ำ)
(๑) สักกายทิฏฐิ คือ ความเห็นว่าเป็นตัวของตน เช่น เห็นรูป เห็นเวทนา เห็นวิญญาณ เป็นตน เป็นต้น
(๒) วิจิกิจฉา คือ ความสงสัย ความลังเล ไม่แน่ใจ
(๓) สีลัพพตปรามาส คือ ความถือมั่นศีลพรต โดยสักว่าทำตามๆ กันไปอย่างงมงายเห็นว่าจะบริสุทธิ์หลุดพ้นได้เพียงด้วยศีลและวัตร
(๔) กามราคะ คือ ความกำหนัดในกาม ความติดใจในกามคุณ
(๕) ปฏิฆะ คือ ความกระทบกระทั่งในใจ ความหงุดหงิดขัดเคือง
ข. อุทธัมภาคิยสังโยชน์ ๕ (สังโยชน์เบื้องสูง เป็นอย่างละเอียด เป็นไปแม้ในภพอันสูง)
(๖) รูปราคะ คือ ความติดใจในอารมณ์แห่งรูปฌาน หรือในรูปธรรมอันประณีต ความปรารถนาในรูปภพ
(๗) อรูปราคะ คือ ความติดใจในอารมณ์แห่งอรูปฌาน หรือในอรูปธรรม ความปรารถนาในอรูปภพ
(๘) มานะ คือ ความสำคัญตน ถือตนว่าเป็นนั่นเป็นนี่
(๙) อุทธัจจะ คือ ความฟุ้งซ่าน
(๑๐) อวิชชา คือ ความไม่รู้จริง ความหลง

“มรรค ๔” หมายถึง ทางเข้าถึงความเป็นอริยบุคคล ญาณที่ทำให้ละสังโยชน์ได้ขาด ได้แก่
(๑) โสดาปัตติมรรค คือ มรรคอันให้ถึงกระแสที่นำไปสู่พระนิพพานทีแรก มรรคอันให้ถึงความเป็นพระโสดาบัน เป็นเหตุละสังโยชน์ได้ ๓ ได้แก่ สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส
(๒) สกทาคามิมรรค คือ มรรคอันให้ถึงความเป็นพระสกทาคามี เป็นเหตุละสังโยชน์ได้ ๓ ข้อต้น ได้แก่ สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส กับทำราคะ โทสะ โมหะ ให้เบาบางลง
(๓) อนาคามิมรรค คือ มรรคอันให้ถึงความเป็นพระอนาคามี เป็นเหตุละสังโยชน์เบื้องต่ำได้ทั้ง ๕ ได้แก่ สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส กามราคะ ปฏิฆะ
(๔) อรหัตตมรรค คือ มรรคอันให้ถึงความเป็นพระอรหันต์ เป็นเหตุละสังโยชน์ได้หมดทั้ง ๑๐ ได้แก่ สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส กามราคะ ปฏิฆะ รูปราคะ อรูปราคะ มานะ อุทธัจจะ อวิชชา

“ผล ๔” หมายถึง ผลที่เกิดสืบเนื่องจากการละกิเลสได้ด้วยมรรค, ธรรมารมณ์อันพระอริยะพึงเสวย ที่เป็นผลเกิดเองในเมื่อกิเลสสิ้นไปด้วยอำนาจมรรคนั้นๆ บางที่เรียกว่า “สามัญญผล” คือ ผลของความเป็นสมณะ ผลแห่งการบำเพ็ญสมณธรรม ได้แก่
(๑) โสดาปัตติผล คือ ผลแห่งการเข้าถึงกระแสที่นำไปสู่พระนิพพาน ผลอันพระโสดาบันพึงเสวย
(๒) สกทาคามิผล คือ ผลอันพระสกทาคามีพึงเสวย
(๓) อนาคามิผล คือ ผลอันพระอนาคามีพึงเสวย
(๔) อรหัตตผล คือ ผลคือความเป็นพระอรหันต์ ผลอันพระอรหันต์พึงเสวย

ในลำดับการปฏิบัติ คือ “การเจริญภาวนา” นั้น ถือว่าทั้ง “มัคคญาณ” กับ “ผลญาณ” ซึ่งเป็นโลกุตตรญาณ จะเกิดขึ้นต่อเนื่องจาก “ญาณ ๑๖” ซึ่งมีทั้งโลกียญาณกับโลกุตตรญาณ (มัคคญาณ กับ ผลญาณ) และ “วิปัสสนาญาณ ๙” ซึ่งเป็นโลกียญาณ โดยทำหน้าที่เป็นองค์ความรู้สำคัญใน “การวิวัฒน์ปัญญา” ให้เกิดขึ้น เรียกว่า “ปัญญาภูมิ” หรือ “วิปัสสนาภูมิ” ข้อนี้ผู้เจริญภาวนาต้องแม่นยำอย่างยิ่ง เพราะใช้เป็นเกณฑ์ในการตัดสินผลการประพฤติปฏิบัติธรรมของตนเอง กระบวนธรรมที่ใช้ใน “การวิวัฒน์ปัญญา” นั้น มีความประณีตละเอียดอ่อนเป็นอย่างยิ่ง เพราะเป็นเรื่องของพลังอำนาจของจิตโดยตรง ไม่ใช่เรื่องรูปธรรมที่จับต้องได้ แต่เป็น “กระบวนธรรมที่ใช้จิตตามดูจิตภายในจิตของเรา” เมื่อฟังดูแล้ว เหมือนกับง่าย แต่ในทางปฏิบัตินี้ ยากเอาการเหมือนกัน ดังคำอธิบายในรายละเอียดเพิ่มเติมข้างล่าง ดังนี้

(๑) คำว่า “จิต” ดวงที่ ๑ ใน “กระบวนธรรมที่ใช้จิตตามดูจิตภายในจิตของเรา” หมายถึง “สติสัมปชัญญะ” คือ ความรู้ตัวอย่างทั่วถ้วน รู้ดีรู้ชั่ว ไม่ประมาท มีมโนธรรม ผู้เจริญภาวนาที่ขาดสติหรือสติสัมปชัญญะนั้น ไม่สามารถปฏิบัติพุทธกิจนี้ได้เสร็จสมบูรณ์ เพราะอวิชชาปิดบังปัญญา (สติปัญญา) เกิดวิปลาสสัญญาในเรื่องไตรลักษณ์ ไม่สามารถเข้าถึงความจริงโดยปรมัตถ์แห่งกฎธรรมชาติได้ นั่นคือ ภารกิจวิปัสสนากัมมัฏฐานสิ้นสุด ไม่สามารถก้าวเดินด้วยสัมมาทิฏฐิได้อีกต่อไป เป็นเรื่องมิจฉาทิฏฐิอันจะก่อให้เกิดอกุศลวิบากกรรมมากยิ่งขึ้น การเยียวยารักษาต้องอาศัยครูบาอาจารย์ด้านวิปัสสนาธุระเป็นผู้แก้ทาง ขึ้นอยู่กับอาการตามกฎแห่งกรรมของแต่ละคน ส่วนคำว่า “อาจารย์” ในทางพุทธศาสนานั้น หมายถึง ผู้ประพฤติการอันเกื้อกูลแก่ศิษย์ ผู้ที่ศิษย์พึงประพฤติด้วยความเอื้อเฟื้อ ผู้สั่งสอนวิชาและอบรมดูแลความประพฤติ ความจริงมีความแตกต่างจากครูที่สอนตามโรงเรียนอย่างมาก เพราะเป็น “ผู้นำทางจิตวิญญาณ” การประพฤติจริยาวัตรต้องงดงามหมดจด กว่า “ครู” ตามโรงเรียนที่ส่วนใหญ่รักษาศีลไม่ครบ

(๒) คำว่า “จิต” ดวงที่ ๒ ใน “กระบวนธรรมที่ใช้จิตตามดูจิตภายในจิตของเรา” หมายถึง “มโนวิญญาณ” (ชวนะ) ส่วนที่ทำหน้ารับรู้ในการเสพอารมณ์ที่ผ่านอายตนะ ๑๒ และผัสสะ ๖ ซึ่งทำให้เกิด “จิตตสังขาร” ด้วยการปรุงแต่งของสัญญาและเวทนา ซึ่งมีกรรม (วิบาก) และใจ (มโนสัญเจตนา – ความจงใจ เจตนา ที่อยู่ภายใต้อำนาจกิเลสตัณหา อุปาทาน ที่มีมูลการณ์มาจากอวิชชาตามกฎปฏิจจสมุปบาท) ครอบครอง เรียกว่า “อุปาทินนกสังขาร” นั่นคือ “ขันธ์ ๕” เป็นภาวะที่ถูกปรุงแต่งขึ้นด้วยเหตุปัจจัย (กิเลส) เรียกว่า “สังขตธรรม” จิตในความหมายของข้อ ๒ นี้ เป็นเรื่องกิเลสอาสวะโดยตรง เพราะทำหน้าที่รับรู้เสพอารมณ์หลากหลายทุกขณะจิตตั้งแต่เกิดจนตาย กรรมและผลวิบากกรรมที่เกิดขึ้นในระหว่างนั้น แบ่งออกเป็น ๒ ระดับชั้น ได้แก่ (๑) ระดับของชีวิต (ภพของชีวิต) ที่แสดงพฤติกรรมส่งผลให้เกิดผลวิบากต่อภูมิของจิต คือ กายกรรม วจีกรรม มโนกรรม รวมทั้ง (๒) ระดับของจิต (ภูมิของจิต) คือ อกุศลจิต (จิตปุถุชน) กุศลจิต (จิตปุถุชน โสดาบัน สกทาคามี อนาคามี) กิริยาจิต (จิตของพระอรหันต์ ไม่มีวิบาก ตัดกรรมสิ้นสุด) ถ้าพิจารณาให้ละเอียดลึกลงไปอีก คำว่า “จิต” ดวงที่ ๒ หมายถึง “วิญญาณกิจ ๑๔” (วิญญาณปวัตติ) ที่พิจารณาการเกิดดับในช่วงระยะสั้นๆ เรียกว่า “ขณะจิต” (Thought Moment) ที่มีเจตสิกเกิดขึ้นอย่างแปรปรวน (วิปริณาม) ผ่านทวารอินทรีย์ทั้ง ๖ (ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ) ผู้เจริญภาวนาสามารถคำนวณจำนวนการรับรู้เสพอารมณ์ได้ดังนี้

กิจ (๑๔) X ทวารอินทรีย์ (๖) = ๘๔ ขณะอารมณ์ (มโนธาตุ)
ธรรมธาตุ–ธรรมารมณ์ (๘๔) X วิญญาณ ๖ =๕๐๔ มโนวิญญาณ
มโนวิญญาณ (๕๐๔) X (สัญญา ๖ เวทนา๖) = ๖๐๔๘ มโนวิญญาณ
มโนวิญญาณ (๖๐๔๘) = จิตตสังขาร = ๑ สภาวจิต / ๑ ช่วงขณะจิต

จากตัวอย่างการคำนวณอย่างไปไม่เป็นทางการนั้น แสดงว่า ใน ๑ ช่วงเวลาที่เกิดขณะจิตนั้น จิตรับรู้อารมณ์ผ่านเจตสิกเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องกันถึง ๖,๐๔๘ อารมณ์ ที่ “วิญญาณ” ต้องรับรู้หรือรู้แจ้ง ซึ่งระบบประสาทรับรู้ประมวลผลออกมาเป็นนิสัยหรืออุปนิสัยประจำตัวของแต่ละคน ซึ่งเรียกว่า “บุคลิกภาพ” (Personality) โดยประกอบด้วย “ระดับเชาว์ปัญญา” (IQ–Intelligence Quotient) และ “ระดับภาวะอารมณ์” (EQ–Intelligence Quotient) จะพบว่าในหนึ่งวัน ๒๔ ชั่วโมง จิตของมนุษย์ทำหน้าที่รับรู้เสพอารมณ์จำนวนมากแค่ไหน “อาหาร ๔” ที่จิตได้รับรู้และเสพนั้น จึงมีอิทธิพลต่อการประมวลผลผ่านจิตดวงที่ ๑ คือ “สติสัมปชัญญะ” โดยเก็บผลไว้ที่ภวังคจิตซึ่งเป็นจิตดวงที่ ๓ ในอันดับต่อไป ดังนั้น อาหารทั้ง ๔ ที่ใช้หล่อเลี้ยงจิตจึงควรเป็นสิ่งที่บริสุทธิ์ฝ่ายกุศลมูล ให้ทบทวนเรื่อง “อาหาร ๔” กับ “วิญญาณกิจ ๑๔” อย่างละเอียดอีกครั้ง ในการประยุกต์ใช้ในเรื่องการเจริญภาวนานั้น ควรทำอย่างไรกับสภาวจิตที่มีเจตสิกต่างเกิดขึ้นใน ๑ ช่วงขณะจิต จำนวนถึง ๖,๐๔๘ เจตสิก ซึ่งแยกเป็นประเภทของจิตจำนวน ๘๙ ดวง เมื่อจำแนกตามภูมิประเภท ได้แก่

๑. กามาวจรจิต ๕๔
๒. รูปาวจรจิต ๑๕
๓. อรูปาวจรจิต ๑๒
๔. โลกุตตรจิต ๘

เมื่อจำแนกตามชาติประเภท ได้แก่

๑. อกุศลจิต ๑๒
๒. กุศลจิต ๒๑
๓. วิปากจิต ๓๖
๔. กิริยาจิต ๒๐

ถ้าพิจารณาตามเกณฑ์ของภูมิประเภท ผู้เจริญภาวนาควรยึดมั่นปฏิบัติให้ถึง “รูปาวจรจิต” กับ “อรูปาวจรจิต” ซึ่งเป็นโลกียญาณ รวมทั้งเป้าหมายสูงสุด คือ “โลกุตตรจิต” ซึ่งเป็นโลกุตตรญาณ หมายถึง มรรค ๔ ผล ๔ นิพพาน ๑

(๓) คำว่า “จิต” ดวงที่ ๓ ใน “กระบวนธรรมที่ใช้จิตตามดูจิตภายในจิตของเรา” หมายถึง “ภวังคจิต” (จิตประภัสสร) ซึ่งเป็นสภาวจิตที่เกิดขึ้นในขณะนั้น เนื่องจาก “จิต” ดวงที่ ๒ เรียกอีกอย่างว่า “ชวนะ” (วิญญาณกิจ ๑๔ คือ ความแปรปรวนของนามขันธ์ คือ “จิต”–วิญญาณ กับ “เจตสิก”–เวทนา สัญญา สังขาร) ในขั้นตอนนี้ ให้พิจารณาถึง “การเกิดดับของภวังคจิต” หมายถึง ความแปรปรวนหรือวิปริณามในระดับจุลภาคของจิต (นามขันธ์) ถ้าเป็นระดับมหภาค หมายถึง ความแปรปรวนของชีวิตในสังสารวัฏฏ์ (รูปขันธ์ กับ นามขันธ์) นั่นคือ “ชีวิตสันตติ” ซึ่งมีกระบวนธรรมตาม “สังขตลักษณะ” ได้แก่ ๑. ความเกิดปรากฏ ๒. ความตั้งอยู่ปรากฏ และ ๓. ความแปรปรวนปรากฏ เพราะฉะนั้น “ความเกิดดับ” ของจิตย่อมมีเกิดขึ้นเช่นกัน เพราะเป็นสภาวธรรมนามขันธ์ที่มีคุณอาการแห่ง “สังขตลักษณะ” เช่นเดียวกับรูปขันธ์ เพราะทั้ง “นามรูป” คือ องค์ประกอบทั้ง ๕ ของ “ขันธ์ ๕” จิตของปุถุชนทั่วไปจะไม่สามารถเข้าถึง “ภวังคจิต” ได้โดยตรงด้วยความรู้สึก การเข้าสื่อสารโดยตรงกับ “ภวังคจิต” (จิตประภัสสร) คือ การเจริญสมถกัมมัฏฐาน โดยเริ่มที่ฌานขั้นที่ ๑ เรียกว่า “ปฐมฌาน” ซึ่งประกอบด้วยองค์ฌาน ๕ ได้แก่ วิตก วิจาร ปีติ สุข เอกัคคตา มนุษย์ทุกคนสามารถฝึกถึงได้ ซึ่งเป็นสภาวธรรมแห่งธรรมชาติที่มีอยู่และเป็นสมบัติของมนุษยชาติ อาจกล่าวได้ว่า นักพรต นักบวช ในทุกศาสนาพยายามเข้าถึง “ฌานสมาบัติ” เพื่อชำระจิตให้สะอาดจากกิเลสด้วยการบำเพ็ญเพียรตบะ ฌาน สมาบัติ พร้อมด้วยศีลและพรต เพื่อความสงบประณีตละเอียดขั้นสูง ที่เรียกว่า “ฌานสมาบัติ” แต่พุทธศาสนาต่อยอดองค์ปัญญาความรู้นี้ (สมถกัมมัฏฐาน) ให้สูงขึ้นไปอีก เรียกว่า “วิปัสสนากัมมัฏฐาน” ซึ่งเป็นขั้นตอนหลุดพ้น (วิมุตติ ๒) จากกิเลสด้วยอำนาจสมถะ คือ “ฌานสมาธิ” เรียกว่า “เจโตวิมุตติ” หมายถึง ความหลุดพ้นแห่งจิต ความหลุดพ้นด้วยอำนาจการฝึกจิต ความหลุดพ้นแห่งจิตจากราคะ ด้วยกำลังแห่งสมาธิ กับอำนาจวิปัสสนา “ญาณทัสสนะ” เรียกว่า “ปัญญาวิมุตติ” หมายถึง ความหลุดพ้นด้วยปัญญา ความหลุดพ้นด้วยอำนาจการเจริญปัญญา ความหลุดพ้นแห่งจิตจากอวิชชา ด้วยปัญญาที่รู้เห็นตามเป็นจริง เพราะฉะนั้น ในระหว่างเจริญภาวนา (สมถะและวิปัสสนา) นั้น กระบวนธรรมแห่งจิตย่อมเกิดขึ้นอย่างซับซ้อนประณีต ผู้ปฏิบัติจะรู้ได้ต้องสัมผัสรู้ด้วยจิตเช่นกัน เราไม่สามารถนำเครื่องวัดทางวิทยาศาสตร์มาใช้ตรวจสอบได้จริง ดังนั้น ภาวะแห่งความเกิดดับของภวังคจิตจึงเป็นเรื่องที่ผู้เจริญภาวนาต้องเข้าใจกระบวนธรรมดังกล่าวนี้เช่นกัน ดังรายละเอียดในภาพประกอบ ๓ ข้างล่างนี้

จากภาพประกอบ ๓ นั้น คำว่า “ชวนจิตเกิดขึ้น ๗ ขณะ” หมายถึง มีกระบวนการที่ชวนจิตรับรู้เสพอารมณ์ผ่านทวารอินทรีย์ทั้ง ๖ นับเป็นจำนวน ๖ ขณะจิต และรวมกับช่วงที่ “วิถีจิต” ที่ทำกรรม นับเป็นขณะจิตที่ ๗ ซึ่งทั้งหมดเป็นเรื่องของ “วิญญาณกิจ ๑๔” ในการถอดรหัสพิจารณาความรู้สึกจากผัสสะระหว่างอายตนะภายในกับภายนอก เรียกว่า “สันตีรณะ” เมื่อผ่านกระบวนการประมวลผลในการตัดสินอารมณ์ เรียกว่า “โวฏฐัพพนะ” ขั้นตอนถัดจากนั้น เป็นเรื่องวงจรกิเลส กรรม วิบาก ของ “ชวนจิต” หลังจากนั้น จิตที่ทำหน้าที่ เรียกว่า “ตทาลัมพนะ” จะทำหน้าที่รับอารมณ์ต่อจากชวนะก่อนตกภวังค์ แล้วต่อ “จุติ” ตามลำดับ จากนั้นไป “ภวังคจิต” เกิด และ “ภวังคจิต” ดับ สลับสืบเนื่องกันไปเรื่อยๆ เพราะฉะนั้น ให้พิจารณาคำว่า “ชวนะ” คือ จิตที่ทำหน้าที่แล่นเสพอารมณ์ อันเป็นช่วงที่ทำกรรม คือ “จิต ๕๕” ได้แก่ กุศลจิต ๒๑ อกุศลจิต ๑๒ กิริยาจิต ๑๘ (ยกเว้นปัญจทวาราวัชชนะ และมโนทวาราวัชชนะ) และโลกุตตรผลจิต ๔ เพราะฉะนั้น “ภวังคจิต” ก็คือ “จิต ๕๕” ซึ่งมีความหมายเดียวกันกับ “จิตประภัสสร” ซึ่งกระบวนธรรมของจิตที่เกิดขึ้นให้พิจารณาองค์ประกอบ (๑) วิญญาณกิจ ๑๔ และ (๒) ภาวะความแปรปรวนของเจตสิก (วิปริณามเจตสิก) ซึ่งหมายถึง “ภวังคจิต” และขณะเดียวกัน ในแดนของ “ภวังคจิต” นั้น ก็เป็นภาวะที่ผู้เจริญภาวนาสามารถเลือกวิปัสสนากัมมัฏฐานสภาวธรรมแห่งจิต เพื่อเจริญวิวัฒน์ไปสู่ “โลกุตตรผลจิต ๔” ได้เช่นกัน ซึ่งเรียกว่า “สามัญญผล” คือ ผลของความเป็นสมณะ ผลแห่งการบำเพ็ญสมณธรรม ได้แก่ (๑) โสดาปัตติผล คือ ผลแห่งการเข้าถึงกระแสที่นำไปสู่พระนิพพาน ผลอันพระโสดาบันพึงเสวย (๒) สกทาคามิผล คือ ผลอันพระสกทาคามีพึงเสวย (๓) อนาคามิผล คือ ผลอันพระอนาคามีพึงเสวย และ (๔) อรหัตตผล คือ ผลคือความเป็นพระอรหันต์ ผลอันพระอรหันต์พึงเสวย กล่าวโดยสรุป ในการเจริญภาวนานั้น คือ กระบวนธรรมที่ต้องเข้าให้ถึง “จิตประภัสสร” ด้วยการอาศัย “ฌานสมาธิ” หลังจากนั้น ถ้าต้องการความหลุดพ้นจากกิเลสอาสวะทั้งปวง ต้องอาศัย “วิปัสสนาสมาธิ” ใน “จิตประภัสสร” เพื่อเจริญวิวัฒน์ความรู้ปัญญาให้ถึง “อริยสัจจ์ ๔” เพื่อกำจัด “สังโยชน์ ๑๐” ให้เข้าถึง มรรค ๔ ผล ๔ นิพพาน ๑ แห่ง “โลกุตตรธรรม ๙” ซึ่งหมายถึง ความเป็นอริยบุคคลนั่นเอง

แต่ถ้าจะสรุปเชิงสังเคราะห์ลงไปให้ง่ายในการนำไปปฏิบัติที่เรียกว่า “ธรรมเอก” นั่นคือ พุทธพจน์ที่ว่า “อย่าประมาท” นั่นคือ “อัปปมาทะ” หมายถึง ความไม่ประมาท นั่นคือ ความเป็นอยู่อย่างไม่ขาดสติ หรือความเพียรที่มีสติเป็นเครื่องเร่งเร้าและควบคุม ได้แก่ การดำเนินชีวิตโดยมีสติเป็นเครื่องกำกับความประพฤติปฏิบัติและการกระทำทุกอย่าง ระมัดระวังตัว ไม่ยอมถลำลงไปในทางเสื่อม แต่ไม่ยอมพลาดโอกาสสำหรับความดีงามและความเจริญก้าวหน้า ตระหนักในสิ่งที่พึงทำและพึงละเว้น ใส่ใจสำนึกอยู่เสมอในหน้าที่อันจะต้องรับผิดชอบ ไม่ยอมปล่อยปละละเลย กระทำการด้วยความจริงจัง รอบคอบ และรุดหน้าเรื่อยไปอย่างมีสติ ดังนั้น หลักธรรม “อปัณณกปฏิปทา ๓” กับ “อัปปมาทะ” เป็นแนวทางปฏิบัติที่เป็นสัมมาปฏิปทาอันจะเกื้อกูลในการเจริญภาวนาให้ก้าวหน้าโดยปราศจากกิเลสตัณหาทั้งปวงได้มากยิ่งขึ้น เพราะฉะนั้น บุคคลที่ยึดมั่นถือมั่นใน “ขันธ์ ๕” ย่อมเกิดทุกข์ในชีวิต คือ “อุปาทานขันธ์ ๕ เป็นทุกข์” เพราะโดยตัวของ “ขันธ์ ๕” นั้น เป็นทุกข์ที่เรียกว่า “วิปริณามทุกขตา” คือ ความเป็นทุกข์เพราะความแปรปรวน ไม่คงที่มั่นคง นั่นคือ ความสุข (กามตัณหา) ซึ่งเป็นเหตุให้เกิดความทุกข์ เมื่อความสุขต้องเปลี่ยนแปลงแปรไปเป็นอย่างอื่น ไม่ตรงกับความต้องการ (วิภวตัณหา) หรือความต้องการให้เป็น (ภวตัณหา) ที่สำคัญ “ขันธ์ ๕” คือ “ทุกข์” ใน (๑) กฎปฏิจจสมุปบาท (๒) ไตรลักษณ์ และ (๓) อริยสัจจ์ ๔ ให้พิจารณาลงในรายละเอียดในแต่ละหลักธรรมว่าแต่ละ “ทุกข์” ของแต่ละหลักธรรมนั้น มีความแตกต่างกันอย่างไร มุมมองในเรื่อง “ทุกข์” นั้น ต้องมองให้ชัดเด็ดขาด มิฉะนั้น จะเหมือนกับว่าพูดกันไม่จบสิ้นไม่ชัดเจนทั้งพยัญชนะและอรรถะ ให้ใช้หลัก “โยนิโสมนสิการ” อย่างจริงจัง คือ กระบวนการคิดอย่างมีเหตุผล มีระบบ มีระเบียบ และมีขั้นตอนที่เป็นวิทยาศาสตร์ คิดครบกระบวนความตั้งแต่ต้นเหตุปัญหาจนสิ้นสุดของปัญหา และคิดอย่างมีคุณธรรมด้วยสติสัมปชัญญะ คือ ปราศจากความประมาท (๑) คำว่า “ทุกข์แห่งปฏิจจสมุปบาท” หมายถึง ทุกข์อันเกิดจาก “อวิชชา” คือ ความไม่รู้จริง ความหลง ความงมงาย ขาดสติ ซึ่งทำให้จิตใจอยู่ใต้อำนาจของกิเลสตัณหา อันเกิดจากกฎตรรกะง่ายๆ ที่ว่า “สิ่งนี้มี สิ่งนี้จึงมี” ซึ่งเป็นกระบวนธรรมที่เกิดโดยอาศัยกันและกันจึงเกิดขึ้น เป็นเรื่องลักษณะเฉพาะของปรากฏการณ์ คือ “ปัจจัตตลักษณะ” (Unique) แห่งความไม่รู้จริงที่เกิดขึ้น ซึ่งเป็น “สมมุติสัจจะ” (Conventional Truths) อันเกี่ยวกับวิสัยทางโลกเท่านั้น (๒) คำว่า “ทุกข์แห่งไตรลักษณ์” หมายถึง เป็นเรื่อความทุกข์ที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติที่มีอยู่ในสรรพสิ่งตามลักษณะ “ทุกขตา” ซึ่งเป็นกฎธรรมชาติที่เรียกว่า “สามัญลักษณะ” (Natural Law) หรือ “สากลลักษณะ” (Universal) นั่นคือ “ปรมัตถสัจจะ” ซึ่งเกี่ยวกับวิสัยเหนือโลก และ (๓) คำว่า “ทุกข์แห่งอริยสัจจ์ ๔” หมายถึง สภาพทุกข์ที่เกิดจากการยึดมั่นถือมั่นในขันธ์ ๕ เรียกว่า “อุปาทานขันธ์ ๕ เป็นทุกข์” เพราะขาดสติ สืบเนื่องด้วย (๑) กามุปาทาน หมายถึง ความยึดมั่นในกาม ได้แก่ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ที่น่าใคร่ น่าพอใจ และ (๒) อัตตวาทุปาทาน หมายถึง ความยึดมั่นในวาทะว่าตัวตน ความถือหรือสำคัญหมายอยู่ในภายในว่า มีตัวตน ที่จะได้ จะเป็น จะมี จะสูญสลาย ถูกบีบคั้นทำลาย หรือเป็นเจ้าของ เป็นนายบังคับบัญชาสิ่งต่างๆ ได้ ไม่มองเห็นสภาวะของสิ่งทั้งปวง อันรวมทั้งตัวตนว่าเป็นแต่เพียงสิ่งที่ประชุมประกอบกันเข้า เป็นไปตามเหตุปัจจัยทั้งหลายที่มาสัมพันธ์กันล้วนๆ ในอันดับสุดท้ายนี้ พระพุทธองค์ทรงค้นพบเรื่อง “การเกิดทุกข์” และ “การดับทุกข์” ด้วยพระองค์เอง คือ “ตรัสรู้อริยสัจจ์ ๔” ซึ่งเป็นความจริงอันประเสริฐที่ทำให้เป็นอริยบุคคล เรียกว่า “ปรมัตถสัจจะ” (Absolute Truths) อันเกี่ยวเนื่องอยู่กับ “โลกุตตรธรรม ๙” ได้แก่ มรรค ๔ ผล ๔ นิพพาน ๑ โดยนัยการปฏิบัติภาวนานั้น เป็นแนวทางปฏิบัติแบบสายกลาง “มัชฌิมาปฏิปทา” นั่นคือ “ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา” เรียกสั้นๆ ว่า “มรรคมีองค์ ๘” ส่วน “อริยมรรค ๔” หรือ “มัคคญาณ” ซึ่งเป็นความรู้วิเศษระดับ “โลกุตตรญาณ” (มัคคญาณกับผลญาณ) กระบวนการคิดในลักษณะนี้ เป็นการหาข้อสรุปตามความเป็นจริงของกระบวนธรรมที่เกิดขึ้นจริงโดยธรรมชาติ ไม่เกี่ยวข้องกับจิตใจมนุษย์ที่เข้าไปปรุงแต่งในสภาวธรรมนั้นๆ สิ่งที่เราจะต้องทำต่อไป คือ ลงมือปฏิบัติจริงด้วยตนเอง.


๔๑. วิปริณามแห่งเบญจขันธ์   
Download Now
Download Now
       

  ๔๒. กระบวนธรรมที่ใช้จิตตามดูจิตภายในจิตของเรา



๔๒. กระบวนธรรมที่ใช้จิตตามดูจิตภายในจิตของเรา   
Download Now
Download Now
พุทธชยันตี ๒๖๐๐ ปี
 เชิญชาวพุทธร่วมฉลองด้วยการศึกษาธรรมะ
Download Siripat RSS Feed      
คำถาม FAQ อาจารย์นิธี ศิริพัฒน์     
ฉบับเฉลิมฉลอง “พุทธชยันตี ๒๖๐๐ ปี” วันวิสาขบูชา วันจันทร์ที่ ๔ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๕๕     
Siripat.Com and Academiae Network 2012     


๔๒. กระบวนธรรมที่ใช้จิตตามดูจิตภายในจิตของเรา

ในการบำเพ็ญเพียรเจริญภาวนานั้น ครูบาอาจารย์ด้านวิปัสสนากัมมัฏฐานมักให้ความสำคัญเกี่ยวกับการกำหนดตามพิจารณา “ใจ” (Mind) อย่างเช่น หลวงปู่ทา จารุธัมโม ได้ให้พุทธคติเตือนใจไว้ ที่ผู้เจริญภาวนควรโน้มมาพิจารณาประพฤติปฏิบัติให้เกิดประโยชน์สูงสุด ดังนี้

รู้อยู่ที่ใจ ดูอยู่ที่ใจ เห็นอยู่ที่ใจ
เพ่งอยู่ที่ใจ กำหนดอยู่ที่ใจ
ให้เห็นความแจ้ง ความสว่าง ความสงบ ขึ้นในใจ

จากพุทธคติพจน์ดังกล่าวนั้น คำศัพท์ที่สำคัญที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการเจริญภาวนามีจำนวน ๘ คำ ได้แก่ (๑) รู้ = วิตก ตรึกตรอง (๒) ดู = ไตร่ตรอง สอดส่อง (๓) เห็น = รับรู้ เข้าใจ ประจักษ์ (๔) เพ่ง = จ้องดู ตรวจสอบ พินิจ ฌาน (๕) กำหนด = พิจารณา ใคร่ครวญ ใคร่รู้ จินตนาการ มนสิการ (๖) ให้เห็น = ตัดสินใจ สรุป ลงความเห็น บังคับให้ได้ผล (๗) ความแจ้ง = ความเข้าใจ รับรู้ตามจริง ตรัสรู้ ญาณสัมปยุตต์ (๘) ความสว่าง = ตื่น รู้เห็นตามจริง เห็นธรรม สัพพัญญู (๙) ความสงบ = ปราโมทย์ ปีติ สุข เบิกบานใจ สมหวัง สมปรารถนา (๑๐) (เกิด) ขึ้น = ได้รับสภาวธรรม ปรากฏการณ์ หรือผลลัพธ์ และ (๑๑) ที่ใจ = มโน ธาตุรู้ สติสัมปชัญญะ สติปัญญา ปัญญาภูมิ ญาณทัสสนะ ในขั้นตอนนี้ เป็นทักษะการย่อยความคิด “ความหมายหลายนัย” (Connotation) เพื่อให้เกิดการรวมองค์ความรู้เชิงสัมพันธ์ ทำให้เห็น “พรหมแดนความรู้” (Knowledge Boundary) ที่เชื่อมต่อกันหลายๆ “หน่วยความคิด” (Concept Unit) หรือ “อรรถลักษณ์” (Semantic Features) ในระดับต่างๆ ของความหมาย ได้แก่ คำ (Word) วลี (Phrase) ประโยค (Sentence) อนุเฉท (Paragraph) หรือ ปริเฉท (Discourse) ตามลำดับ กระบวนการคิดดังกล่าวนี้ มีความสำคัญในการเจริญวิวัฒน์ปัญญาในพระพุทธศาสนาอย่างยิ่ง เนื่องจากจุดประสงค์หลักในการประพฤติปฏิบัติธรรมนั้น เพื่อความหลุดพ้นจากกิเลสอาสวะและกองทุกข์ทั้งปวงด้วยปัญญาวิสุทธิ ซึ่งเป็นขั้นตอนความเข้าใจอย่างลึกซึ้งกับความหมายที่เป็นภาษาสมมุติ คือ “สมมุติสัจจะ” (Conventional Truth) หมายถึง ความจริงที่เกิดจากการกำหนดความหมายในระบบภาษาตามข้อตกลงของสังคมนั้นๆ มนุษย์เป็นผู้ปรุงแต่งความหมายนั้นๆ เพื่อใช้ในการสื่อสารและอธิบายปรากฏการณ์ของสิ่งใดสิ่งหนึ่งในธรรมชาติ ดังนั้น “สมมุติสัจจะ” จึงเป็นภาวะที่เกิดจากเหตุปัจจัยที่ปรุงแต่ง เรียกว่า “สังขตธรรม” กับความหมายที่เกิดขึ้นในภาษาธรรม คือ “ปรมัตถสัจจะ” (Absolute Truth) หมายถึง ความจริงโดยปรมัตถ์หรือสูงสุดที่ปรากฏตามธรรมชาติของมัน เป็นความหมายที่เกิดใน “ภาษาธรรมชาติ” (Natural Language) คือ ธรรมที่ตั้งมั่นของธรรมดา เรียกว่า “ธรรมฐิติ” ดังนั้น ความหมายที่เกิดขึ้นจึงเป็นความหมายที่มีลักษณะเป็นสากล (Universal Characteristics) เป็นการอธิบายสภาวธรรมที่ปรากฏขึ้นของ “ตถตา” หมายถึง ความเป็นอย่างนั้น ความเป็นเช่นนั้น ภาวะที่สิ่งทั้งหลายทั้งปวงเป็นของมันอย่างนั้นเอง คือ เป็นไปตามเหตุปัจจัยของ “ปฏิจจสมุปบาท” นั่นคือ ธรรมทั้งหลายอาศัยกันและกันจึงเกิดขึ้น แต่มีลักษณะความเปลี่ยนแปลงแปรปรวนไม่คงที่ตาม “กฎไตรลักษณ์” ซึ่งเป็นกฏสามารถใช้ในการอธิบายปรากฏการณ์ตามธรรมชาติได้อย่างครอบคลุม เรียกว่า “สามัญลักษณะ” (Natural Characteristics) ได้แก่ อนิจจตา ทุกขตา อนัตตตา เพราะฉะนั้น องค์ความรู้ที่เกิดขึ้นในวิปัสสนาภูมิ จึงไม่สามารถสร้างศัพท์บัญญัติ (Terminology) ได้ทุกสภาวธรรม เพราะเป็นสภาวะที่อยู่เหนือสมมุติบัญญัติ ความหมายแห่งองค์ธรรมที่เกิดขึ้นจึงมีสถานภาพเป็น “ภาษาสากล” (Universal Language) เป็นเรื่องนามธรรมขั้นสูง ที่ต้องใช้ระบบการสื่อสารแบบ “จิตสื่อกับจิต” ไม่ใช่ความรู้สึกด้วยระบบประสาทของอินทรีย์ ๕ คือ เวทนาขันธ์ หรือขันธ์ ๕ ทั้งหมด สิ่งนี้ คือ “ปัญญาภูมิ” ที่เกิดจากการเจริญภาวนาเท่านั้น เรียกว่า “ภาวนามยปัญญา” คือ รับรู้ด้วยตนเอง (Acquisition) ซึ่งเป็นปัญญาที่อยู่เหนือความหมายทางโลกียะ ได้แก่ “จินตามยปัญญา” คือ คิดหาเหตุผลด้วยตนเอง เรียนรู้ด้วยตนเอง (Learning) กับ “สุตมยปัญญา” คือ ศึกษา ค้นคว้า วิจัย จากผู้อื่น ด้วยการฟังมาก อ่านมาก เขียนมาก เพราะฉะนั้น “ภาวนามยปัญญา” เป็นความรู้ในระดับโลกุตตระ ซึ่งมีความรู้สูงสุดโดยปรมัตถ์ เรียกว่า “อสังขตธรรม” อันเป็นเรื่องความหมายเกี่ยวกับสภาวะของ “วิสังขาร” คือ ไม่เกี่ยวกับสังขารทั้งหลาย (ขันธ์ ๕ หรือ อุปาทิ = ขันธ์ ๕ กับ อุปาทาน) นั่นคือ “สภาวจิตที่เข้าสู่นิพพาน” ซึ่งความรู้ที่เกิดขึ้นจะผ่านการปฏิบัติวิปัสสนาด้วย “วุฏฐานคามินีปฏิปทา” เพื่อออกจากธรรมที่เป็นสังขารทั้งหลาย หรือสิ่งที่ยึดมั่นถือมั่นในขันธ์ ๕ นั่นเอง ดังนั้น วิธีการค้นคว้าหาปัญญาความรู้ระหว่างความรู้ทางโลกียะ (เชาว์ปัญญา) กับความรู้ทางโลกุตตระ (ญาณ) จึงแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง

อย่างไรก็ตาม จากพุทธคติเตือนใจของ หลวงปู่ทา จารุธัมโม นั้น ให้ศึกษาความหมายเพิ่มเติมในวลีที่ว่า “ความแจ้ง ความสว่าง ความสงบ” นั้น พูดย่อๆ คือ “แจ้ง สว่าง สงบ” อันเป็นวลีที่ผู้เจริญภาวนจะได้ยินเสมอจากพระอริยสงฆ์ปรารภถึงเสมอ (สะอาด สงบ สว่าง) ซึ่งพอจะอนุมานเทียบเคียงนัยความหมายได้ ๑๐ ประการ ดังนี้

(๑) สภาวจิตที่เป็นพุทธะ จิตคือพุทธะ (อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ)
(๒) ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน (พุทโธ)
(๓) ศีล สมาธิ ปัญญา (สิกขา ๓ – มัชฌิมาปฏิปทา – วุฏฐานคามินีปฏิปทา)
(๔) มรรค ๔ ผล ๔ นิพพาน ๑ (โลกุตตรธรรม ๙)
(๕) อริยสัจจ์ ๔ วิปัสสนาญาณ ๙ วิสุทธิ ๗ (พุทธธรรม)
(๖) สัจจญาณ กิจจญาณ กตญาณ (ญาณ ๓)
(๗) ปฏิจจสมุปบาท ไตรลักษณ์ อริยสัจจ์ ๔ (กฎธรรมชาติ)
(๘) พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ (พระรัตนตรัย)
(๙) ความหลุดพ้นจากกิเลสอาสวะทั้งปวง (ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา – มรรคมีองค์ ๘ – นิพพาน)
(๑๐) หมดทุกข์ หมดโศก หมดภัย (ทุกขขัย – สิ้นทุกข์)

กล่าวโดยสรุป ในการปฏิบัติธรรมนั้น จะประพฤติปฏิบัติอะไรให้คำนึงถึง “ใจ” เพราะ “การกระทำทุกอย่างมีใจเป็นประธาน” (หลวงพ่อพุธ ฐานิโย) เพราะฉะนั้น การทำความเข้าใจเกี่ยวกับกระบวนการเจริญวิวัฒน์ทางจิตหรือใจนั้น เป็นเรื่องละเอียดอ่อน ต้องทำความชัดเจนทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ เพราะถ้าเกิดความผิดพลาดขึ้น จะสร้างความเสียหายอย่างมาก ทำให้เสียเวลาแก้ไข ดังสำนวนที่ว่า “กระบวนธรรมที่ใช้จิตตามดูจิตภายในจิตของเรา” เมื่อฟังดูแล้ว เหมือนกับง่าย แต่ในทางปฏิบัตินี้ ยากเอาการเหมือนกัน ดังคำอธิบายในรายละเอียดเพิ่มเติมข้างล่างนี้

(๑) คำว่า “จิต” ดวงที่ ๑ ใน “กระบวนธรรมที่ใช้จิตตามดูจิตภายในจิตของเรา” หมายถึง “สติสัมปชัญญะ” คือ ความรู้ตัวอย่างทั่วถ้วน รู้ดีรู้ชั่ว ไม่ประมาท มีมโนธรรม ผู้เจริญภาวนาที่ขาดสติหรือสติสัมปชัญญะนั้น ไม่สามารถปฏิบัติพุทธกิจนี้ได้เสร็จสมบูรณ์ เพราะอวิชชาปิดบังปัญญา (สติปัญญา) เกิดวิปลาสสัญญาในเรื่องไตรลักษณ์ ไม่สามารถเข้าถึงความจริงโดยปรมัตถ์แห่งกฎธรรมชาติได้ นั่นคือ ภารกิจวิปัสสนากัมมัฏฐานสิ้นสุด ไม่สามารถก้าวเดินด้วยสัมมาทิฏฐิได้อีกต่อไป เป็นเรื่องมิจฉาทิฏฐิอันจะก่อให้เกิดอกุศลวิบากกรรมมากยิ่งขึ้น โดยทั่วไปแล้ว ในการเจริญภาวนา ไม่ว่าจะเป็นขั้นตอนไหนก็ตาม การพัฒนาเจริญ “สติ” ให้แข็งกล้า จึงเป็นเรื่องสำคัญมาก เพราะคำว่า “สติ” หมายถึง ความระลึกได้ นึกได้ สำนึกอยู่ไม่เผลอ ความจำได้ มีจิตใจมั่นคง สามารถพัฒนาให้เป็น “สมาธิ” ได้ที่เรียกว่า “สัมมาสมาธิ” ส่วนคำว่า “สัมปชัญญะ” หมายถึง ความรอบรู้ ความรู้ชัด รู้ชัดสิ่งที่นึกได้ ตระหนัก เข้าใจชัดตามความเป็นจริง “สัมปชัญญะ” ที่ได้รับการพัฒนาให้แก่กล้าจะกลายเป็น “ความรู้” หรือ “ปัญญา” เมื่อรวมกับคำว่า “สติ” จึงเรียกรวมกันว่า “สติปัญญา” หมายถึง ภาวะรวมกันด้านจิตระหว่าง “ความจำ” (สัญญา–ความหมายรู้) กับ “ปัญญา” (วิญญาณ–ภาวะที่รู้แจ้ง) เพื่อจะเจริญวิวัฒน์เป็น “จิตตสังขาร” (มโนสังขาร) หมายถึง สภาพปรุงแต่งการกระทำทางจิตใจ เรียกว่า “มโนสัญเจตนา” ดังนั้น กระบวนการพัฒนาสติให้มั่นคง คือ “สติปัฏฐาน ๔” นั่นคือ การตั้งสติกำหนดพิจารณาสิ่งทั้งหลายให้รู้เห็นตามความเป็นจริง คือ ตามที่สิ่งนั้นๆ มันเป็นของมัน หรือกล่าวอีกนัยหนึ่ง ให้เห็น “สามัญลักษณะ” ตามกฎไตรลักษณ์ ได้แก่ อนิจจตา ทุกขตา อนัตตตา โดยกำหนดสติให้ระลึกถึงสภาวะเกี่ยวกับ (๑) ฐานกาย (๒) ฐานเวทนา (๓) ฐานจิต (๔) ฐานธรรม ซึ่งทั้งหมดเรียกว่า “สภาวธรรม” นั่นเอง คือ ให้เห็นความตั้งอยู่แน่นอนแห่งกฎธรรมดา ซึ่งเรียกว่า “ธรรมฐิติ” ได้แก่ (๑) ความเกิดขึ้นปรากฏ (๒) ความตั้งอยู่ปรากฏ และ (๓) ความแปรปรวนปรากฏ เรียกอีกอย่างว่า “สังขตลักษณะ” ซึ่งทั้งหมดก็เกี่ยวข้องกับ “ธรรมนิยาม ๓” คือ กฎธรรมชาติเกี่ยวกับความสัมพันธ์และอาการที่เป็นเหตุเป็นผลแก่กันแห่งสิ่งทั้งหลาย ได้แก่ (๑) สังขารทั้งปวง ไม่เที่ยง (๒) สังขารทั้งปวง คงทนอยู่มิได้ (๓) ธรรมทั้งปวง ไม่เป็นตัวตน ข้อสังเกตอีกอย่างหนึ่งเกี่ยวกับการเจริญภาวนานั้น กระบวนธรรมต่างๆ นั้น ต้องประกอบด้วย “ปัญญา” ทุกขั้นตอน ถ้าขาดคุณธรรมข้อนี้ไม่ใช่การเจริญภาวนาแน่นอน นั่นคือ ต้องมี “สติ” หรือเรียกว่าคำเต็ม “สติสัมปชัญญะ” เป็นองค์ประกอบเสมอ คือ “สติปัญญา” อานิสงส์ที่เกิดจากการเจริญสติปัฏฐาน คือ การได้ “ดวงตาเห็นธรรม” (ธรรมจักษุ) ทำให้เห็น “อนัตตสัญญา” หมายถึง กำหนดหมายรู้ความเป็นอนัตตาแห่งธรรมทั้งปวง คือ กฎที่ว่า “ธรรมทั้งปวง เกิดขึ้นเป็นธรรมดา และธรรมทั้งปวงนั้น ดับไปเป็นธรรมดา” องค์ความรู้ดังกล่าวนี้ ผู้เจริญภาวนาต้องนำไปใช้พิจารณาสภาวธรรมที่เกิดขึ้นในจิตดวงที่ ๒ ในอันดับถัดไป

(๒) คำว่า “จิต” ดวงที่ ๒ ใน “กระบวนธรรมที่ใช้จิตตามดูจิตภายในจิตของเรา” หมายถึง “มโนวิญญาณ” (ชวนะ) ส่วนที่ทำหน้ารับรู้ในการเสพอารมณ์ที่ผ่านอายตนะ ๑๒ และผัสสะ ทำให้เกิด “จิตตสังขาร” ด้วยสัญญาและเวทนา ซึ่งมี “กรรม” (วิบาก) และ “ใจ” (มโนสัญเจตนา–ความจงใจ เจตนา ที่อยู่ภายใต้อำนาจกิเลสตัณหา อุปาทาน ที่มีเหตุปัจจัยมาจากอวิชชาตามกฎปฏิจจสมุปบาท) ครอบครองอยู่ เรียกว่า “อุปาทินนกสังขาร” นั่นคือ “ขันธ์ ๕” ซึ่งเป็นภาวะที่ถูกปรุงแต่งขึ้นด้วยเหตุปัจจัย (กิเลส) เรียกว่า “สังขตธรรม” เพราะฉะนั้น จิตในความหมายของข้อ ๒ นี้ เป็นเรื่องกิเลสอาสวะโดยตรง เพราะจิตที่เรียกว่า “วิถีจิต” ทำหน้าที่รับรู้เสพอารมณ์หลากหลายที่เรียกว่า “ตทารมณ์” ซึ่งเกิดขึ้นทุกขณะจิตตั้งแต่เกิดจนตาย (วิถีจิตตปวัติ–กระบวนวิถีจิตที่เกิดดับสืบต่อไปมากมายไม่อาจนับได้) ดังนั้น “กรรม” และ “วิบากกรรม” ที่เกิดขึ้นในระหว่างนั้น แบ่งออกเป็น ๒ ระดับชั้น ได้แก่ ๑. ระดับของชีวิต (ภพของชีวิต) ที่แสดงพฤติกรรมส่งผลให้เกิดผลวิบากต่อภูมิของจิต คือ กายกรรม วจีกรรม มโนกรรม รวมทั้ง ๒. ระดับของจิต (ภูมิของจิต) คือ อกุศลจิต (จิตปุถุชน) กุศลจิต (จิตปุถุชน โสดาบัน สกทาคามี อนาคามี) กิริยาจิต (จิตของพระอรหันต์ ไม่มีวิบาก ตัดกรรมสิ้นสุด) ถ้าพิจารณาให้ละเอียดลึกลงไปอีก คำว่า “จิต” ดวงที่ ๒ หมายถึง “วิญญาณกิจ ๑๔” (วิญญาณปวัตติ) ที่พิจารณาในช่วงระยะสั้นๆ เรียกว่า “ขณะจิต” (Thought Moment) ที่มีเจตสิกเกิดขึ้นอย่างแปรปรวน (วิปริณาม) ผ่านทวารอินทรีย์ทั้ง ๖ (ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ) การรับรู้เสพอารมณ์ถ้าคำนวณเป็นตัวเลขง่ายๆ คือ

กิจ (๑๔) X ทวารอินทรีย์ (๖) = ๘๔ ขณะอารมณ์ (มโนธาตุ)
ธรรมธาตุ–ธรรมารมณ์ (๘๔) X วิญญาณ ๖ =๕๐๔ มโนวิญญาณ
มโนวิญญาณ (๕๐๔) X (สัญญา ๖ เวทนา๖) = ๖๐๔๘ มโนวิญญาณ
มโนวิญญาณ (๖๐๔๘) = จิตตสังขาร = ๑ สภาวจิต / ๑ ช่วงขณะจิต

จากตัวอย่างการคำนวณอย่างไปไม่เป็นทางการนั้น แสดงว่า ใน ๑ ช่วงเวลาที่เกิดขณะจิตนั้น จิตรับรู้อารมณ์ผ่านเจตสิกเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องกันถึงโดยประมาณ ๖,๐๔๘ อารมณ์ ที่ “วิญญาณ” ต้องรับรู้ ซึ่งระบบประสาทรับรู้ประมวลผลออกมาเป็นนิสัยหรืออุปนิสัยประจำตัวของแต่ละคน ซึ่งเรียกว่า “บุคลิกภาพ” (Personality) โดยประกอบด้วย “ระดับเชาว์ปัญญา” (IQ–Intelligence Quotient) และ “ระดับภาวะอารมณ์” (EQ–Intelligence Quotient) จะพบว่าในหนึ่งวัน ๒๔ ชั่วโมง จิตของมนุษย์ทำหน้าที่รับรู้เสพอารมณ์จำนวนมากแค่ไหน “อาหาร ๔” ที่จิตได้รับรู้และเสพนั้น จึงมีอิทธิพลต่อการประมวลผลผ่านจิตดวงที่ ๑ คือ “สติสัมปชัญญะ” โดยเก็บผลไว้ที่ภวังคจิตซึ่งเป็นจิตดวงที่ ๓ ในอันดับต่อไป ดังนั้น อาหารทั้ง ๔ ที่ใช้หล่อเลี้ยงจิตจึงควรเป็นสิ่งที่บริสุทธิ์ฝ่ายกุศลมูล ให้ทบทวนเรื่อง “อาหาร ๔” กับ “วิญญาณกิจ ๑๔” อย่างละเอียดอีกครั้ง ในการประยุกต์ใช้ในเรื่องการเจริญภาวนานั้น ควรทำอย่างไรกับสภาวจิตที่มีเจตสิกต่างเกิดขึ้นใน ๑ ช่วงขณะจิต จำนวนประมาณราวๆ ๖,๐๔๘ เจตสิก ซึ่งแยกเป็นประเภทของจิตจำนวน ๘๙ ดวง เมื่อจำแนกตามภูมิประเภท ได้แก่

๑. กามาวจรจิต ๕๔
๒. รูปาวจรจิต ๑๕
๓. อรูปาวจรจิต ๑๒
๔. โลกุตตรจิต ๘

เมื่อจำแนกตามชาติประเภท ได้แก่

๑. อกุศลจิต ๑๒
๒. กุศลจิต ๒๑
๓. วิปากจิต ๓๖
๔. กิริยาจิต ๒๐

ถ้าพิจารณาตามเกณฑ์ของภูมิประเภท ผู้เจริญภาวนาควรยึดมั่นปฏิบัติให้ถึง “รูปาวจรจิต” กับ “อรูปาวจรจิต” ซึ่งเป็นโลกียญาณ รวมทั้งเป้าหมายสูงสุด คือ “โลกุตตรจิต” ซึ่งเป็นโลกุตตรญาณ หมายถึง มรรค ๔ ผล ๔ นิพพาน ๑

(๓) คำว่า “จิต” ดวงที่ ๓ ใน “กระบวนธรรมที่ใช้จิตตามดูจิตภายในจิตของเรา” หมายถึง “ภวังคจิต” (จิตประภัสสร) ซึ่งเป็นสภาวจิตที่เกิดขึ้นในขณะนั้น เนื่องจาก “จิต” ดวงที่ ๒ เรียกอีกอย่างว่า “ชวนะ” ซึ่งมีคำว่า “วิถีจิต” เป็นคำเรียกจิตกลางๆ ที่ทำหน้าที่รับรู้เสพอารมณ์ที่เกิดจากทวารอินทรีย์ ๖ คือ อายตนะภายใน อายตนะภายนอก สัญญา เวทนา ทำให้เกิด “จิตตสังขาร” (“วิญญาณกิจ ๑๔” ซึ่งเรียกว่า “วิญญาณปวัตติ” หรือ “วิถีจิตตปวัตติ” คือ ความแปรปรวนของนามขันธ์ คือ “จิต” –วิญญาณ กับ “เจตสิก” –เวทนา สัญญา สังขาร) ในขั้นตอนนี้ ให้พิจารณาถึง “การเกิดดับของภวังคจิต” หมายถึง ความแปรปรวน คือ “วิปริณาม” (๑) ในระดับจุลภาคของจิต หมายถึง ความแปรปรวนใน “วิญญาณปวัตติ” และ (๒) ถ้าเป็นระดับมหภาค หมายถึง ความแปรปรวนของชีวิตในสังสารวัฏฏ์ นั่นคือ “ชีวิตสันตติ” ซึ่งมีกระบวนธรรมตาม “สังขตลักษณะ” ได้แก่ ๑. ความเกิดปรากฏ ๒. ความตั้งอยู่ปรากฏ และ ๓. ความแปรปรวนปรากฏ เพราะฉะนั้น “ความเกิดดับ” ของจิตย่อมมีเกิดขึ้นเช่นกัน เพราะเป็นสภาวธรรมนามขันธ์ที่มีคุณอาการแห่ง “สังขตลักษณะ” เช่นเดียวกับรูปขันธ์ เพราะทั้ง “นามรูป” คือ องค์ประกอบทั้ง ๕ ของ “ขันธ์ ๕” (อุปาทิ) จิตของปุถุชนทั่วไปจะไม่สามารถเข้าถึง “ภวังคจิต” ได้โดยตรงด้วยความรู้สึก การเข้าสื่อสารโดยตรงกับ “ภวังคจิต” (จิตประภัสสร) คือ การเจริญสมถกัมมัฏฐาน โดยเริ่มที่ฌานขั้นที่ ๑ เรียกว่า “ปฐมฌาน” ซึ่งประกอบด้วยองค์ฌาน ๕ ได้แก่ วิตก วิจาร ปีติ สุข เอกัคคตา มนุษย์ทุกคนสามารถฝึกถึงได้ ซึ่งเป็นสภาวธรรมแห่งธรรมชาติที่มีอยู่และเป็นสมบัติของมนุษยชาติ อาจกล่าวได้ว่า นักพรต นักบวช ในทุกศาสนาพยายามเข้าถึง “ฌานสมาบัติ” เพื่อชำระจิตให้สะอาดจากกิเลสด้วยการบำเพ็ญเพียรตบะ ฌาน สมาบัติ พร้อมด้วยศีลและพรต เพื่อความสงบประณีตละเอียดขั้นสูง ที่เรียกว่า “ฌานสมาบัติ” แต่พุทธศาสนาต่อยอดองค์ปัญญาความรู้นี้ (สมถกัมมัฏฐาน) ให้สูงขึ้นไปอีก เรียกว่า “วิปัสสนากัมมัฏฐาน” ซึ่งเป็นขั้นตอนหลุดพ้น (วิมุตติ ๒) จากกิเลสด้วยอำนาจสมถะ คือ “ฌานสมาธิ” เรียกว่า “เจโตวิมุตติ” หมายถึง ความหลุดพ้นแห่งจิต ความหลุดพ้นด้วยอำนาจการฝึกจิต ความหลุดพ้นแห่งจิตจากราคะ ด้วยกำลังแห่งสมาธิ กับอำนาจวิปัสสนา “ญาณทัสสนะ” เรียกว่า “ปัญญาวิมุตติ” หมายถึง ความหลุดพ้นด้วยปัญญา ความหลุดพ้นด้วยอำนาจการเจริญปัญญา ความหลุดพ้นแห่งจิตจากอวิชชา ด้วยปัญญาที่รู้เห็นตามเป็นจริง เพราะฉะนั้น ในระหว่างเจริญภาวนา (สมถะและวิปัสสนา) นั้น กระบวนธรรมแห่งจิตย่อมเกิดขึ้นอย่างซับซ้อนประณีต ผู้ปฏิบัติจะรู้ได้ต้องสัมผัสรู้ด้วยจิตเช่นกัน เราไม่สามารถนำเครื่องวัดทางวิทยาศาสตร์มาใช้ตรวจสอบได้จริง ดังนั้น ภาวะแห่งความเกิดดับของภวังคจิตจึงเป็นเรื่องที่ผู้เจริญภาวนาต้องเข้าใจกระบวนธรรมดังกล่าวนี้เช่นกัน ดังรายละเอียดในภาพประกอบ ๑ ข้างล่างนี้

จากภาพประกอบ ๑ นั้น คำว่า “ชวนจิตเกิดขึ้น ๗ ขณะ” หมายถึง มีกระบวนการที่ชวนจิตรับรู้เสพอารมณ์ผ่านทวารอินทรีย์ทั้ง ๖ นับเป็นจำนวน ๖ ขณะจิต และรวมกับช่วงที่ “วิถีจิต” ที่ทำกรรม (กุศลชวนะ อกุศลชวนะ กิริยาจิต–เกิดกับพระอรหันต์ คือ จิตไม่ใช่วิบากกรรม) ซึ่งเป็นจิตที่ทำหน้าที่รับรู้เสพทำอารมณ์ นับเป็นขณะจิตที่เกิดขึ้นในลำดับที่ ๗ นั่นเอง ซึ่งทั้งหมดเป็นเรื่องของ “วิญญาณกิจ ๑๔” ในการถอดรหัสพิจารณาความรู้สึกจากผัสสะระหว่างอายตนะภายในกับภายนอก เรียกว่า “สันตีรณะ” เมื่อผ่านกระบวนการประมวลผลในการตัดสินอารมณ์ เรียกว่า “โวฏฐัพพนะ” ขั้นตอนถัดจากนั้น เป็นเรื่องวงจรกิเลส กรรม วิบาก ของ “ชวนจิต” หลังจากนั้น จิตที่ทำหน้าที่ เรียกว่า “ตทาลัมพนะ” จะทำหน้าที่รับอารมณ์ต่อจากชวนะก่อนตกภวังค์ แล้วต่อ “จุติ” ตามลำดับ จากนั้นไป “ภวังคจิต” เกิด และ “ภวังคจิต” ดับ สลับสืบเนื่องกันไปเรื่อยๆ เพราะฉะนั้น ให้พิจารณาคำว่า “ชวนะ” คือ จิตที่ทำหน้าที่แล่นเสพอารมณ์ อันเป็นช่วงที่ทำกรรม คือ “จิต ๕๕” ได้แก่ กุศลจิต ๒๑ อกุศลจิต ๑๒ กิริยาจิต ๑๘ (ยกเว้นปัญจทวาราวัชชนะ และมโนทวาราวัชชนะ) และโลกุตตรผลจิต ๔ เพราะฉะนั้น “ภวังคจิต” ก็คือ “จิต ๕๕” ซึ่งมีความหมายเดียวกันกับ “จิตประภัสสร” ซึ่งกระบวนธรรมของจิตที่เกิดขึ้นให้พิจารณาองค์ประกอบ (๑) วิญญาณกิจ ๑๔ และ (๒) ภาวะความแปรปรวนของเจตสิก (วิปริณามเจตสิก) ซึ่งหมายถึง “ภวังคจิต” และขณะเดียวกัน ในแดนของ “ภวังคจิต” นั้น ก็เป็นภาวะที่ผู้เจริญภาวนาสามารถเลือกวิปัสสนากัมมัฏฐานสภาวธรรมแห่งจิต เพื่อเจริญวิวัฒน์ไปสู่ “โลกุตตรผลจิต ๔” ได้เช่นกัน ซึ่งเรียกว่า “สามัญญผล” คือ ผลของความเป็นสมณะ ผลแห่งการบำเพ็ญสมณธรรม ได้แก่ (๑) โสดาปัตติผล คือ ผลแห่งการเข้าถึงกระแสที่นำไปสู่พระนิพพาน ผลอันพระโสดาบันพึงเสวย (๒) สกทาคามิผล คือ ผลอันพระสกทาคามีพึงเสวย (๓) อนาคามิผล คือ ผลอันพระอนาคามีพึงเสวย และ (๔) อรหัตตผล คือ ผลคือความเป็นพระอรหันต์ ผลอันพระอรหันต์พึงเสวย กล่าวโดยสรุป ในการเจริญภาวนานั้น คือ กระบวนธรรมที่ต้องเข้าให้ถึง “จิตประภัสสร” ด้วยการอาศัย “ฌานสมาธิ” หลังจากนั้น ถ้าต้องการความหลุดพ้นจากกิเลสอาสวะทั้งปวง ต้องอาศัย “วิปัสสนาสมาธิ” ใน “จิตประภัสสร” เพื่อเจริญวิวัฒน์ความรู้ปัญญาให้ถึง “อริยสัจจ์ ๔” เพื่อกำจัด “สังโยชน์ ๑๐” ให้เข้าถึง มรรค ๔ ผล ๔ นิพพาน ๑ แห่ง “โลกุตตรธรรม ๙” ซึ่งหมายถึง ความเป็นอริยบุคคลนั่นเอง

อนึ่ง เพื่อให้เกิดความเข้าใจให้ดีขึ้น ให้พิจารณา “วิญญาณกิจ ๑๔” ในรายละเอียด เพื่อให้เกิดภาพที่สัมพันธ์กันระหว่าง “วิถีจิต” กับ “กิจ ๑๔” ดังรายละเอียดต่อไปนี้

“กิจ ๑๔” หรือ “วิญญาณกิจ ๑๔” หมายถึง กิจของวิญญาณ หน้าที่ของจิต ได้แก่

(๑) ปฏิสนธิ คือ หน้าที่สืบต่อภพใหม่ ได้แก่จิต ๑๙ คือ อุเบกขาสันตีรณะ ๒ มหาวิบาก ๘ รูปวิบาก ๕ อรูปวิบาก ๔
(๒) ภวังคะ คือ หน้าที่เป็นองค์ของภพ ได้แก่จิต ๑๙ อย่างเดียวกับปฏิสนธิ
(๓) อาวัชชนะ คือหน้าที่คำนึงอารมณ์ใหม่ ได้แก่ จิต ๒ คือ ปัญจทวาราวัชชนะ (อายตนะภายนอก ๖) และมโนทวาราวัชชนะ (อายตนะภายใน ๖)
(๔) ทัสสนะ คือ หน้าที่เห็นรูป ได้แก่ จักขุวิญญาณ ๒
(๕) สวนะ คือ หน้าที่ได้ยินเสียง ได้แก่ โสตวิญญาณ ๒
(๖) ฆายนะ คือ หน้าที่รู้กลิ่น ได้แก่ ฆานวิญญาณ ๒
(๗) สายนะ คือ หน้าที่ลิ้มรส ได้แก่ ชิวหาวิญญาณ ๒
(๘) ผุสนะ คือ หน้าที่ถูกต้องโผฏฐัพพะ ได้แก่ กายวิญญาณ ๒
(๙) สัมปฏิจฉนะ คือ หน้าที่รับอารมณ์ ได้แก่ สัมปฏิจฉนะ ๒
(๑๐) สันตีรณะ คือ หน้าที่พิจารณาอารมณ์ ได้แก่ สันตีรณะ ๓
(๑๑) โวฏฐัพพนะ (โวฏฐปนะ) คือ หน้าที่ตัดสินอารมณ์ ได้แก่ มโนทวาราวัชชนะ ๑
(๑๒) ชวนะ คือ หน้าที่แล่นเสพอารมณ์ อันเป็นช่วงที่ทำกรรม ได้แก่ จิต ๕๕ คือ กุศลจิต ๒๑ อกุศลจิต ๑๒ กิริยาจิต ๑๘ คือเว้นอาวัชชนะทั้งสอง โลกุตตรผลจิต ๔
(๑๓) ตทาลัมพนะ คือ หน้าที่รับอารมณ์ต่อจากชวนะก่อนตกภวังค์ ได้แก่ จิต ๑๑ คือ มหาบาก ๘ สันตีรณะ ๓
(๑๔) จุติ คือ หน้าที่เคลื่อนจากภพปัจจุบัน ได้แก่ จิต ๑๙ อย่างเดียวกับในปฏิสนธิ

เมื่อเกิดความเข้าใจเกี่ยวกับ “กระบวนธรรมที่ใช้จิตตามดูจิตในจิต” ดีแล้ว หมายความว่า ผู้เจริญภาวนารู้จักใช้ (๑) “สติสัมปชัญญะ” ตามกำหนดพิจารณารู้แจ้งเห็นจริงของสภาวจิตที่ปรากฏขึ้นใน (๒) “จิตตสังขาร” ที่เรียกว่า “มโนวิญญาณ” ซึ่งเกิดจากกิเลสตัณหาเป็นเหตุปัจจัยปรุงแต่งด้วย “สัญญา” และ “เวทนา” เรียกง่ายๆ ว่า “ความคิด” (สมอง) ซึ่งเกิดขึ้นใน (๓) “จิตประภัสสร” ที่เรียกว่า “ภวังคจิต” ให้พิจารณาภาพประกอบ ๒ ข้างล่างนี้

ความหมาย:

(๑) สติสัมปชัญญะ คือ เกณฑ์ประเมินผล องค์ความรู้ ทฤษฎี หลักการ กฎ สูตร สติปัญญา ศีล กุศลธรรม หลักธรรม ญาณ ๑๖ วิปัสสนาญาณ ปัญญาภูมิ ญาณทัสสนะ สมมุติสัจจะ ปรมัตถสัจจะ ภูมิรู้–ภูมิธรรม–ภูมิปัญญา จินตามยปัญญา สุตมยปัญญา ภาวนามยปัญญา โลกุตตรธรรม ๙ อสังขตธรรม อธิคมธรรม อภิญญา ๖ ในการทำงานสามารถแสดงผลและแปรจิตตสังขารเพื่อสร้างภาพนิมิตเสมือนจริงได้ พร้อมทั้งยอมรับอำนาจสมาธิ และญาณทัสสนะทั้งภายในของตนและจากภายนอกของบุคคลอื่น
(๒) จิตประภัสสร คือ ฐานข้อมูล แหล่งสะสมข้อมูล ความจำระยะยาว สารสนเทศ ภวังคจิต มโนธาตุ จิตดั้งเดิม ฐีติภูตัง ปฐมวิญญาณ (อกุศลธรรม กุศลธรรม อัพยากตธรรม) ยอมรับอำนาจสมาธิ และญาณทัสสนะ
(๓) จิตตสังขาร คือ สภาวจิต สภาวธรรม สังขตธรรม ปรากฏการณ์ ปัญหา ความคิดที่เกิดขึ้นตามเงื่อนไขเหตุปัจจัย วิถีจิต ชวนะ วิญญาณปวัตติ จิตวิญญาณ จิตกับเจตสิต ขันธ์ ๕ (อกุศลธรรม กุศลธรรม อัพยากตธรรม) การแสดงผลสามารถแปรความคิดเพื่อสร้างภาพนิมิตเสมือนจริงได้ พร้อมทั้งยอมรับอำนาจสมาธิ และญาณทัสสนะ ทั้งภายในของตนและจากภายนอกของบุคคลอื่น

ข้อสังเกตประการหนึ่ง คือ “กระบวนธรรมของจิตตรวจสอบจิต” นี้ เป็นสภาวธรรมที่เป็นนามธรรม “ปรมัตถสัจจะ” ไม่ตาย ในกรณีที่สามารถเจริญวิวัฒน์ระบบจนถึง “โลกุตตรธรรม ๙” ได้ ถึงแม้รูปขันธ์และนามขันธ์จะเสื่อมสลายไป กระบวนการดังกล่าวนี้ ก็ยังคงอยู่ เพราะเป็น “ปัญญาภูมิ” ที่มีสถานภาพเป็น “อมตธาตุ” หรือ “อสังขตธรรม” ซึ่งหมายถึง “นิพพานธาตุ” (ภาวะที่ปลอดจากการปรุงแต่ง “วิสังขาร”) เพราะฉะนั้น เป้าหมายหลักของการเจริญภาวนา คือ การกำจัดทำลายล้าง “ขันธ์ ๕” ทั้งฝ่ายรูปขันธ์และนามขันธ์ โดยอาศัยสมุฏฐานที่ว่า “ขันธ์ ๕ เกิดจากกรรมและใจที่ถูกกิเลสอาสวะยึดครอง” ซึ่งเป็นการปฏิบัติวิปัสสนาเพื่อออกไปจาก “สังขารธรรม” ทั้งหลายที่ยึดมั่นถือมั่น เรียกว่า “วุฏฐานคามินี” หรือ “วุฏฐานคามินีปฏิปทา” ดังนั้น ในการปลงใจมั่นถือมั่นในอุปาทานขันธ์ ๕ นั้น หมายถึง “ความทุกข์” ที่กิเลสตัณหาทำให้จิตใจเศร้าหมอง เข้าขัดขวางการสร้างความดี กล่าวโดยสรุป ในการกำหนดสติตามพิจารณารู้เห็น “จิตตสังขาร” หรือ “มโนวิญญาณ” เพื่อทำการชำระส่วนนี้ให้เกิดความหมดจดบริสุทธิ์สมบูรณ์ ให้กลายเป็นกุศลจิต ๓๗ จนถึงกิริยาจิต ๒๐ (โสภณจิต ๕๙ หรือ ญาณจิต ๖๗) แต่สุดท้ายจริง คือ ให้จิตนี้แปรสภาพเป็น “นิพพานจิต” ซึ่งประกอบด้วยนิพพานใน ๒ ลักษณะ คือ (๑) กิเลสปรินิพพาน คือ การดับรอบสนิทในกิเลสและทุกข์สิ้นเชิง บรรลุอรหัตตผล เรียกว่า “สอุปาทิเสสนิพพาน” และ (๒) ขันธปรินิพพาน คือ การมรณภาพของพระพุทธเจ้าและพระอรหันต์ ซึ่งเป็นการดับรอบสนิทในกิเลสและทุกข์สิ้นเชิง พร้อมด้วยการดับอินทรีย์ ๕ ที่มีการรับรู้เสวยอารมณ์ทั้งปวงลง ไม่เหลือขันธ์ ๕ หรืออุปาทิอีกต่อไป เรียกว่า “อนุปาทิเสสนิพพาน” สิ่งนี้ คือ อานิสงส์ของการเจริญภาวนาที่เข้าใจถึงกระบวนธรรมในการใช้จิตตรวจสอบจิต นั่นเอง ในภาคปฏิบัตินั้น ไม่ขอแนะนำให้ปฏิบัติธรรมแบบทางลัด ควรพัฒนาตามลำดับขั้นของหลักธรรม “วิสุทธิ ๗” ซึ่งเป็นความก้าวหน้าที่มีพื้นฐานจาก “สิกขา ๓” (ไตรสิกขา) ได้แก่ ศีล สมาธิ ปัญญา อย่าข้ามขั้นตอน เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ถูกต้องตามขั้นตอนที่พระพุทธองค์ทรงดำเนินการปฏิบัติธรรมเช่นนี้มาก่อน เพราะในระหว่างที่เจริญภาวนานั้น ผู้ปฏิบัติย่อมประสบปัญหาอุปสรรคที่แตกต่างกันตามวาระของวิบากกรรมของตน ให้ท่านผู้เจริญภาวนายึดแนวทางปฏิบัติตามหลักธรรม “อปัณณกปฏิปทา ๓” หมายถึง ข้อปฏิบัติที่ไม่ผิด ปฏิปทาที่เป็นส่วนแก่นสารเนื้อแท้ ซึ่งจะนำผู้ปฏิบัติให้ถึงความเจริญงอกงามในธรรม เป็นผู้ดำเนินอยู่ในแนวทางแห่งความปลอดพ้นจากทุกข์ “ขันธ์ ๕” อย่างแน่นอนไม่ผิดพลาด ได้แก่

(๑) อินทรียสังวร คือ การสำรวมอินทรีย์ นั่นคือ ระวังไม่ให้บาปอกุศลธรรมครอบงำใจ เมื่อรับรู้อารมณ์ เรียกว่า “อายตนะภายนอก ๖” ด้วยอินทรีย์ทั้ง ๖ ซึ่งเรียกว่า “อายตนะภายใน ๖” ได้แก่ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ
(๒) โภชเนมัตตัญญุตา คือ ความรู้จักประมาณในการบริโภค นั่นคือ รู้จักพิจารณารับประทานอาหาร เพื่อหล่อเลี้ยงร่างกายใช้ทำกิจให้ชีวิตผาสุก มิใช่เพื่อสนุกสนานมัวเมา
(๓) ชาคริยานุโยค คือ การหมั่นประกอบความตื่น ไม่เห็นแก่นอน นั่นคือ ขยันหมั่นเพียร ตื่นตัวอยู่เป็นนิตย์ ชำระจิตมิให้มีนิวรณ์ พร้อมเสมอทุกเวลาที่จะปฏิบัติกิจให้ก้าวหน้าต่อไป

แนวคิดอย่างง่ายตามคติพจน์คนไทย คือ “อย่าชิงสุกก่อนหาบ” และพุทธพจน์ที่ว่า “ตนเป็นที่พึงแห่งตน” นอกจากนี้ พุทธวจนะที่สำคัญที่สุด คือ “อย่าประมาท” (อัปปมาทะ) เพราะฉะนั้น ในการเจริญภาวนาต้องเป็นการเจริญภาวนาที่ถูกต้องคลองธรรม พัฒนาตนเองตามขั้นตอนของไตรสิกขา คือ ศีล สมาธิ ปัญญา โดยยึดมั่นในหลักธรรมที่ควบคู่กัน คือ “มรรคมีองค์ ๘” แล้วเจริญวิวัฒน์จิตปัญญาให้ถึงความตรัสรู้อริยสัจจ์ ๔ แห่งรอบสุดของตนเอง ถ้าเราเริ่มคิด ตัดสินใจ ลงมือปฏิบัติอยู่เป็นนิตย์ ความสำเร็จแห่งพุทธธรรมย่อมก้าวมาถึงเราได้เช่นพระพุทธองค์ สันติสุขจงมีแด่ท่านทั้งหลาย.



๔๒. กระบวนธรรมที่ใช้จิตตามดูจิตภายในจิตของเรา   
Download Now
Download Now
       

  ๔๓. การแผ่เมตตากับการเจริญภาวนา



๔๓. การแผ่เมตตากับการเจริญภาวนา   
Download Now
Download Now
พุทธชยันตี ๒๖๐๐ ปี
 เชิญชาวพุทธร่วมฉลองด้วยการศึกษาธรรมะ
Download Siripat RSS Feed      
คำถาม FAQ อาจารย์นิธี ศิริพัฒน์     
ฉบับเฉลิมฉลอง “พุทธชยันตี ๒๖๐๐ ปี” วันวิสาขบูชา วันจันทร์ที่ ๔ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๕๕     
Siripat.Com and Academiae Network 2012     


๔๓. การแผ่เมตตากับการเจริญภาวนา

พุทธศาสนิกชนชาวไทยจะเข้าใจกับคำว่า “เมตตา” โดยเฉพาะความคุ้นเคยในการไปทำบุญที่วัดจะต้องได้ยินคำว่า “แผ่เมตตา” ให้กับสรรพสัตว์ทั้งหลาย เจ้ากรรม นายเวร รวมทั้งเทวดาประจำตัวของตนเองด้วย ปรากฏการณ์ทั้งหมดนี้ เป็นสิ่งที่มองด้วยตาเปล่าไม่เห็น เป็นเรื่องเกี่ยวกับจิตใจของแต่ละบุคคล ซึ่งเป็นเรื่องที่เข้าใจด้วยปัญญาเท่านั้น ผู้มีปัญญาเท่านั้นที่จะเข้าใจในเรื่องที่เป็นนามธรรมชั้นสูง คือ จะเข้าถึงมรรคผลได้ต้องใช้ปัญญาเท่านั้น เพราะสิ่งที่เป็นเรื่องรูปธรรมนั้น สัมผัสได้จากประสาทสัมผัสทั้งห้าเท่านั้น ได้แก่ การได้เห็นด้วยตา การได้ยินด้วยหู การได้กลิ่นด้วยจมูก การได้รสด้วยลิ้น การได้สัมผัสด้วยกาย ส่วนสัมผัสที่ ๖ ที่จะเกิดขึ้นได้เองนั้น คือ “ตาปัญญา” ที่จะประเมินผล วิเคราะห์ สังเคราะห์ เทียบเคียง เปรียบเทียบ คุณสมบัติหรืออาการของนามธรรมที่เป็น “ความคิดรวมยอด” หรือ “สังกัปป์” (Concept) ซึ่งเป็นเรื่องความคิดเห็น ทัศนคติ ความเชื่อ ค่านิยม ที่เก็บไว้ในจิตใจที่แสดงต่อผลกระทบต่างๆ ที่มีต่อโลก ดังนั้น “กระบวนทัศน์” (Paradigm) คือ ความรู้สึกนึกคิดต่างๆ ที่มีต่อโลกจึงเป็นเรื่องที่ซับซ้อนทางด้านจิตใจของมนุษย์ ว่าตั้งอยู่บนพื้นฐานอะไร ประกอบด้วยเหตุผลหรือตรรกะหรือไม่ หรือว่าเป็นความแปรปรวนทางอารมณ์ที่เกิดจากอำนาจกิเลสอาสวะ ความกลัว ความลำเอียง ความไม่รู้จริง วิกลจริต ที่อันตรายมาก คือ ความวิปลาสในความคิด หรือโรคทางจิต นั่นคือ “โรคจิตประสาท” (Mental Disorder) หมายถึง โรคทางจิตใจที่มีความผิดปกติของความรู้สึก ความคิด อารมณ์ หรือพฤติกรรมอย่างแรงถึงขนาดคุมสติไม่อยู่ หรือ “โรคจิตเภท” (Schizophrenia) หมายถึง กลุ่มอาการของโรคทางจิตที่ทำให้ความคิด การรับรู้ อารมณ์และบุคลิกภาพผิดปกติ ในปัจจุบัน คนไทยเริ่มนิยมเป็นกันมากขึ้นเรื่อยๆ ในสังคมเมืองที่มีความซับซ้อนและความกดดันทางด้านจิตใจสูง เนื่องจากทุกคนไม่มีจริยธรรมในการดำเนินชีวิต คือ พยายามเอารัดเอาเปรียบกันในการทำมาหากิน หรือจะเอาแต่ได้ข้างเดียวในการประกอบอาชีพในสังคม สังคมไทยในเมืองจึงกำลังกลายเป็นสังคมของผู้คนที่โดดเดี่ยว แยกตัวเองอยู่ตามลำพัง เน้นความเป็นส่วนตนสูง คือ ความเห็นแก่ตัวสูง ซึ่งเกิดจากความกลัวอย่างไร้เหตุผล เพราะจิตใจแข็งกระด่างและสำคัญในตนเองผิดๆ ว่าตนเองเหนือกว่าคนอื่นตลอด สำหรับคำอธิบายเกี่ยวกับเรื่องนี้ คือ “กรรมของสัตว์” เพราะตัวเองทำกับตัวเอง แถมท้ายยังส่งผลวิบากถึงบุคคลที่อยู่ใกล้ชิดให้ได้รับผลกรรมนี้ด้วย เป็นการกระจายความซวย ความโชคร้าย ให้แก่ญาติมิตรอย่างทั่วถึงทั่วสังคมได้เช่นกัน ถ้าจะอธิบายด้วยทฤษฎีทางสังคม น่าจะเป็น “ทฤษฎีความไร้ระเบียบ” (Chaos Theory) หมายถึง ในความไร้ระเบียบยุ่งเยิงในสังคม ย่อมมีภาวะที่เป็นระเบียบเฉพาะของมันเกิดขึ้น ซึ่งเป็นระบบโครงสร้างบางอย่างคล้ายๆ กันอยู่รวมกันในสภาวะที่แตกต่างกัน นั่นคือ มีความต่างในความเหมือน มีความเหมือนในต่าง ซึ่งเมื่อพิจารณาให้ละเอียด ก็คล้ายกับว่าเป็นเรื่องความคิดสร้างสรรค์แบบหักพังหรือเสริมต่อความเจริญวิวัฒน์ก้าวหน้าได้เช่นกัน แต่ถ้าเป็นการวิเคราะห์ตามแนวปรัชญานั้น สังคมสมัยใหม่กำลังอยู่ภายใต้แรงผลักดันวิถีชีวิตมนุษย์ให้เป็น “ปัจเจกชนนิยม” (Individualism) มากยิ่งขึ้น คือ ทุกคนมีสิทธิที่เลือกดำเนินชีวิตตามที่ตนต้องการ ไม่ต้องสนใจคนอื่น อยากทำอะไรก็ทำ แต่อย่าไปละเมิดสิทธิ์ของบุคคลอื่นในสังคม ซึ่งเป็นแนวคิดทางปรัชญา “อัตถประโยชน์นิยม” (Essentialism) คือ ลักษณะแนวความคิดที่จะเลือกคิดเลือกทำอย่างอิสระตามประโยชน์ของตน และมีมุมมองความสัมพันธ์กับสิ่งต่างๆ ที่ขัดกับความเป็นจริงที่เกิดกับประสบการณ์จริง คือ ไม่ยอมรับกับสภาพความจริงที่เกิดขึ้นในสังคม คล้ายๆ ว่าเป็นข้อผิดพลาดหรือเป็นฝันร้ายของสังคมที่เกิดขึ้น ไม่ควรไปยอมรับขยะความคิดของคนในสังคมนั้น ควรสร้างของตนเองให้เกิดขึ้น หรืออีกกลุ่มหนึ่ง คล้ายคลึงกับ “อัตถประโยชน์นิยม” (Existentialism) ซึ่งเป็นความเคลื่อนไหวทางด้านปรัชญากับวรรณกรรม ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อด้านศาสนาและสุทรียศาสตร์ โดยมีต้นคิดมาจาก Soren Aabye Kierkegaard (1813–1855: Danish) และนำเสนอโดย Jean Paul Sartre (1905–1980: French) กับ Martin Heideger (1889–1976: German) รวมทั้งคนอื่นๆ ในฝรั่งเศส ซึ่งมีแนวคิดในหลักการที่ว่า การมีชีวิตอยู่โดยปัจเจกบุคคลที่เห็นเป็นรูปธรรม ต้องมาก่อนเรื่องประโยชน์ที่เห็นในเชิงความคิดที่เป็นนามธรรมจับต้องไม่ได้ นอกจากนั้น แนวคิดนี้ยังทำให้มนุษย์มีอิสระในการเลือกชีวิตของตนเต็มที่ และรับผิดชอบต่อการกระทำต่างๆ ถ้าเราคิดให้ดี ความรับผิดชอบที่ว่านี้ น่าจะเป็นบ่อกำเนิดแห่งความรู้สึกนึกคิดที่น่ากังวลมากและเป็นทุกข์ เพราะเป็นเสรีภาพที่เกินขอบเขต เช่น แนวปรัชญาการเรียนการสอนในแบบแนวคิดโรงเรียน Summer Hills ของอังกฤษ ที่จัดตั้งขึ้นที่จังหวังกาญจนบุรี “ให้นักเรียนมีความพร้อม พอใจ ที่จะเรียนอะไรตอนไหนก็ได้ เพราะนักเรียนมีสิทธิ์ที่จะตัดสินใจด้วยตนเอง โรงเรียนเพียงแต่เตรียมความพร้อมให้กับหนักเรียน” (พระแม่เจ้าเกิดอะไรขึ้น!) ถ้าคนในสังคมไทยเป็นเช่นนี้ สังคมส่วนรวมจะได้รับความเมตตาจากคนเหล่านี้อย่างไร อะไรที่เราจะใช้เป็นยารักษาโรคนี้ได้ เพื่อให้คนทุกคนดำเนินชีวิตอย่างมีเหตุผล และเอื้ออาทรต่อกัน จึงจะเป็น “สังคมอุดมความสุข” (Utopianism) นั่นคือ สังคมที่มีความสมบูรณ์แบบสูงสุดในจิตนาการ ซึ่งคงเป็นไปได้ยากมาก เนื่องจาก มีเหตุปัจจัยที่กำลังส่งผลกระทบต่อสังคมโลก คือ “ภาวะพลเมืองล้นโลก” (Overpopulation Phenomenon) ซึ่งในขณะนี้กำลังมีการเคลื่อนย้ายทรัพยากรมนุษย์ให้เกิดความเหมาะสมกับพื้นที่ทำมาหากิน โดยมีแนวคิดที่ว่า “แบ่งกันกิน แบ่งกันใช้” หมายถึง การกระจายความจนและความรวยอย่างมีดุลยภาพในสังคม ซึ่งในความจริงที่ตรงกันข้าม คือ เกิดความเป็นที่สุด ๒ อย่าง คือ (๑) จนตลอดชาติ กับ (๒) รวยอย่างถาวร อย่างแบบแรกนั้น เป็นความจนอย่างซ้ำซ้อนไม่รู้จบแก้ไขได้ยาก เพราะคุณภาพคนต่ำ มีโอกาสทางสังคมน้อยไม่ว่าจะโยกย้ายไปไหน ก็ยังแสดงสมการเชิงเดี่ยวเช่นเดิม คือ “ศูนย์เท่ากับสูญ” (โอกาสต่ออากาศ โง่ต่อโง่ มืดต่อมืด อวิชชาต่ออวิชชา) ส่วนแบบหลังเป็นเรื่องของ “โอกาสต่อโอกาส” (ถ้าการเจริญภาวนา คือ “ปัญญาต่อปัญญา”) ถ้าพูดในระบบแนวความคิดนายทุนการค้าเสรี (Free Trade Capitalism) คือ มีเสรีภาพแสวงหากำไรได้อย่างไร้พรหมแดนและเหนืออำนาจกฎหมาย เพราะฉะนั้น กลุ่มรวยอย่างถาวรจึงมีอำนาจต่อรองทางนิติบัญญัติก่อน เพื่อกำหนดนโยบายการค้าให้ถูกกฎหมายสำหรับกลุ่มตนเอง จึงเป็นเรื่อง “เงินต่อเงิน” (บุญต่อวาสนา) ที่กลุ่มจนตลอดชาติไม่มีโอกาสทำได้ จะได้รับก็เพียงเงินช่วยเหลือเล็กน้อยกับความเดือดร้อนที่เกิดจากการวางแผนคล้ายมีคุณธรรมของกลุ่มรวยอย่างถาวร งานนี้ไม่เกี่ยวกับอำนาจมืดใดๆ ทั้งสิ้น เพราะทำการอย่างเปิดเผยไม่ละอายเกรงกลัวต่อบาป สิ่งนี้เป็นการกระจายภาวะโรคทางจิตทั่วสังคมทั้งในระดับภูมิภาคหรือสังคมโลก อย่างไรก็ตาม พระพุทธองค์ทรงสอนไว้ว่า “เมตตาค้ำจุนโลก” ซึ่งเมตตาเป็นพื้นฐานของความรักสามัคคีกันของสังคม ผู้ที่ฟังหูซ้ายทะลุหูขวาย่อมไม่เกิดปัญญาขึ้นอย่างแน่นอน ในด้านการเจริญภาวนา ความเมตตายังใช้เป็นกุสโลบายในการภาวนา เพราะเป็นการลดความตึงเครียดกับเจ้าที่บริเวณที่เจริญภาวนา นั่นคือ การสร้างภาวะที่มิตรต่อกัน เพื่อให้ดำเนินภาระจิตไปด้วยดี ไม่เป็นการละเมิดสิทธิ์ของเจ้าของพื้นที่เดิม ฟังดูแล้วก็งงๆ เหมือนกัน หมายความว่า เป็นการเจรจากับเทวดา เจ้ากรรม นายเวร ไม่ให้มารบกวนการเจริญสมาธิ ที่กำลังจะปฏิบัติอยู่ในขณะนี้ ข้อนี้เป็นเรื่องการลด “สังโยชน์ ๑๐” ในข้อที่ ๑ สักกายทิฏฐิ ความเห็นว่าเป็นตัวของตน ข้อที่ ๒ วิจิกิจฉา ความสงสัย ข้อที่ ๕ ปฏิฆะ ความกระทบกระทั่งในใจ ข้อที่ ๘ มานะ ความสำคัญตนผิด ข้อที่ ๙ อุทธัจจะ ความฟุ้งซ่าน และข้อที่ ๑๐ อวิชชา ความไม่รู้จริง ความหลง ดังนั้น หลักธรรม “สังโยชน์” ถือเป็นเรื่องกิเลสอันผูกใจสัตว์ไว้กับวัฏฏทุกข์ ซึ่งหมายถึงการผูกกรรมไว้กับผล (กรรมของสัตว์) ฉะนั้น การแผ่เมตตาจึงเป็นการแสดงความเห็นใจที่ปรารถนาให้เขาพ้นทุกข์ ถ้ามีสุขก็ให้มีสุขยิ่งขึ้นไป และโน้มน้าวให้เขาเห็นดีมีใจอนุโมทนากับการเจริญภาวนานี้ ส่วนที่เป็นบุญกุศลเราก็มอบให้กับเขาไปด้วย (หลวงพ่อพุธ ฐานิโย – อารักขากัมมัฏฐาน) นี่คือ กลอุบายในการนำคุณธรรมเมตตามาใช้ในทางปฏิบัติให้เกิดขึ้นจริง ในธรรมชาติของสัตวโลกทั้ง ๓ (มนุษยโลก เทวโลก พรหมโลก) ไม่มีใครปฏิเสธความหวังดีด้วยความเมตตากรุณาแน่นอน ซึ่งเป็นเรื่องที่ส่งผลกระทบด้านจิตใจให้อยู่ในสภาพที่ดียิ่งขึ้น ซึ่งทำให้จิตอยู่ในภพภูมิแห่งสุคติ ฉะนั้น ความสวัสดีย่อมเกิดแก่ผู้แผ่เมตตาให้และผู้รับการแผ่ส่วนบุญกุศลนี้เช่นกัน ถ้าเราตรึกตรอง (วิตกวิจาร) เกี่ยวกับการเจริญภาวนาให้ดี ผู้เจริญภาวนาต้องเข้าใจว่า ตนกำลังสร้างบุญกุศลให้เกิดขึ้น ณ เวลานี้ และสถานที่นี้ ขอให้สรรพสัตว์ทั้งหลายจงได้รับผลบุญกุศลนี้ด้วย เมื่อผู้เจริญภาวนายกระดับจิต (ภูมิ) ระดับชีวิต (ภพ) สู่ “รูปฌาน ๔” นั่นหมายความว่า จิตของตนกำลังอยู่ในคติที่เป็น ซึ่งหมายถึง “รูปาวจรภูมิ ๑๖” คือ ชั้นที่ท่องเที่ยวอยู่ในรูป ระดับจิตใจที่ปรารภรูปธรรมเป็นอารมณ์ ระดับจิตใจของท่านผู้ได้ฌานหรือผู้อยู่ในรูปภพ (รูปพรหม) ทั้ง ๑๖ ชั้น ดังนี้

ก. ปฐมฌานภูมิ ๓ (ระดับปฐมฌาน)

(๑) พรหมปาริสัชชา (พวกบริษัทบริวารมหาพรหม)
(๒) พรหมปุโรหิตา (พวกปุโรหิตมหาพรหม)
(๓) มหาพรหมา (พวกท้าวมหาพรหม)

ข. ทุติยฌานภูมิ ๓ (ระดับทุติยฌาน)

(๔) ปริตตาภา (พวกมีรัศมีน้อย)
(๕) อัปปมาณาภา (พวกมีรัศมีประมาณไม่ได้)
(๖) อาภัสสรา (พวกมีรัศมีสุกปลั่งซ่านไป)

ค. ตติยฌานภูมิ ๓ (ระดับตติยฌาน)

(๗) ปริตตสุภา (พวกมีลำรัศมีงามน้อย)
(๘) อัปปมาณสุภา (พวกมีลำรัศมีงามประมาณมิได้)
(๙) สุภกิณหา (พวกมีลำรัศมีงามกระจ่างจ้า)

ง. จตุตถฌานภูมิ ๓ – ๗ (ระดับจตุตถฌาน)

(๑๐) เวหัปผลา (พวกมีผลไพบูลย์)
(๑๑) อสัญญีสัตว์ (พวกสัตว์ไม่มีสัญญา)
(๑๒) อวิหา (เหล่าท่านผู้ไม่เสื่อมจากสมบัติของตน หรือผู้ไม่ละไปเร็ว ผู้คงอยู่นาน)
(๑๓) อตัปปา (เหล่าท่านผู้ไม่ทำความเดือดร้อนแก่ใคร หรือผู้ไม่เดือดร้อนกับใคร)
(๑๔) สุทัสสา (เหล่าท่านผู้งดงามน่าทัศนา)
(๑๕) สุทัสสี (เหล่าท่านผู้มองเห็นชัดเจนดี หรือผู้มีทัศนาแจ่มชัด)
(๑๖) อกนิฏฐา (เหล่าท่านผู้ไม่มีความด้อยหรือเล็กน้อยกว่าใคร ผู้สูงสุด)

ดังนั้น ในระหว่างเจริญภาวนานั้น ถ้าผู้เจริญภาวนาพัฒนาจิตถึงขั้นระดับปฐมฌาน ระดับจิตใจต้องเป็น (๑) พรหมปาริสัชชา คือ พวกบริษัทบริวารมหาพรหม (๒) พรหมปุโรหิตา คือ พวกปุโรหิตมหาพรหม หรือ (๓) มหาพรหมา ถ้าเสียชีวิตในขณะนั้น ระดับจิตที่จะจุติและปฏิสนธิต้องพรหมที่เลื่อนขั้นสูงขึ้นจากระดับปุถุชนทั่วไป ถ้าพัฒนาถึง “ฌานที่ ๔” ระดับจิตก็ยิ่งละเอียดขึ้นไปอีก เรียกว่า “อรูปาวจรภูมิ ๔” หมายถึงถึง ชั้นที่ท่องเที่ยวอยู่ในอรูป ชั้นอรูปพรหม ได้แก่

(๑) อากาสานัญจายตนภูมิ (ชั้นที่เข้าถึงภาวะมีอากาศไม่มีที่สุด)
(๒) วิญญาณัญจายตนภูมิ (ชั้นที่เข้าถึงภาวะมีวิญญาณไม่มีที่สุด)
(๓) อากิญจัญญายตนภูมิ (ชั้นที่เข้าถึงภาวะไม่มีอะไร)
(๔) เนวสัญญานาสัญญายตนภูมิ (ชั้นที่เข้าถึงภาวะมีสัญญาก็ไม่ใช่ ไม่มีสัญญาก็ไม่ใช่)

ข้อที่ควรทำความเข้าใจเพิ่มเติม คือ ในระดับปฐมฌาน หรือฌานที่ ๑ นั้น จิตเริ่มสงบเป็นสมาธิแล้ว คือ “อัปปนาสมาธิ” ผู้เจริญภาวนาสามารถเข้าเจริญวิปัสสนาได้ เพื่อพิจารณาสภาวธรรมตามที่กำหนด เช่น การพิจารณาอสุภะ ๑๐ และกายคตาสติ ๑ (ได้ถึงปฐมฌาน) อัปปมัญญา ๓ ข้อต้น (ได้ถึงจตุตถฌาน) อัปปมัญญาข้อท้าย คือ อุเบกขา ๑ กสิณ ๑๐ และอานาปานสติ ๑ (ได้ถึงปัญจมฌาน) อรูป ๔ (ได้อรูปฌาน) เพราะฉะนั้น ตามหลักทฤษฎีเราสามารถทำความเข้าใจแนวทางปฏิบัติได้ ส่วนในภาคปฏิบัติเพื่อให้เกิดมรรคผลนั้น ต้องอาศัยข้อธรรมข้อที่ ๓ ของ “อปัณณกปฏิปทา ๓” หมายถึง ข้อปฏิบัติที่ไม่ผิด ปฏิปทาที่เป็นส่วนแก่นสารเนื้อแท้ ซึ่งจะนำผู้ปฏิบัติให้ถึงความเจริญงอกงามในธรรม เป็นผู้ดำเนินอยู่ในแนวทางแห่งความปลอดพ้นจากทุกข์อย่างแน่นอนไม่ผิดพลาด ที่ว่า “ชาคริยานุโยค” คือ การหมั่นประกอบความตื่น ไม่เห็นแก่นอน ด้วยการขยันหมั่นเพียร ตื่นตัวอยู่เป็นนิตย์ ชำระจิตมิให้มีนิวรณ์ พร้อมเสมอทุกเวลาที่จะปฏิบัติกิจให้ก้าวหน้าต่อไป อย่าลืมว่า เมื่อเจริญถึง “ปฐมฌาน” แล้ว เราสามารถกำหนดสติตามพิจารณารู้แจ้งเห็นจริงในการเจริญธรรม “อัปปมัญญา ๔” (พรหมวิหาร ๔) จนถึง “จตุตถฌาน” ได้ ซึ่งในขณะเดียวกัน ก็เกิด “นิมิต” ขึ้น ถ้าฝึกเจริญภาวนามาอย่างถูกต้องในสมถกัมมัฏฐาน “นิมิต” หมายถึง เครื่องหมายสำหรับให้จิตกำหนดในการเจริญกรรมฐาน ภาพที่เห็นในใจอันเป็นตัวแทนของสิ่งที่ใช้เป็นอารมณ์กรรมฐาน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “ปฏิภาคนิมิต” คือ นิมิตเสมือน นิมิตเทียบเคียง ได้แก่ นิมิตที่เป็นภาพเหมือนของอุคคหนิมิตนั้น แต่เป็นสิ่งที่เกิดจากสัญญา เป็นเพียงอาการปรากฏแก่ผู้ได้สมาธิ จึงบริสุทธิ์จนปราศจากสี เป็นต้น และไม่มีมลทินใดๆ ทั้งสามารถนึกขยายหรือย่อส่วนได้ตามปรารถนา นิมิตนี้ได้เฉพาะในกรรมฐาน ๒๒ คือ กสิณ ๑๐ อสุภะ ๑๐ กายคตาสติ ๑ และอานาปานสติ ๑ เมื่อเกิดปฏิภาคนิมิตขึ้น จิตย่อมตั้งมั่นเป็น “อุปจารสมาธิ” จึงชื่อว่าปฏิภาคนิมิตเกิดพร้อมกับ “อุปจารสมาธิ” เมื่อเสพ “ปฏิภาคนิมิต” นั้นสม่ำเสมอด้วย “อุปจารสมาธิ” ก็จะสำเร็จเป็น “อัปปนาสมาธิ” ต่อไป “ปฏิภาคนิมิต” จึงชื่อว่าเป็นอารมณ์แก่ “อุปจารภาวนา” และ “อัปปนาภาวนา” ยกตัวอย่าง การเจริญ “อสุภสัญญา” คือ กำหนดหมายความไม่งามแห่งกาย คำว่า “อสุภะ ๑๐” หมายถึง สภาพอันไม่งาม ซากศพในสภาพต่างๆ ซึ่งใช้เป็นอารมณ์แห่งสมถกรรมฐาน ซึ่งมีลำดับความเปลี่ยนแปลงสภาพ ดังนี้

(๑) อุทธุมาตกะ คือ ซากศพที่เน่าพองขึ้นอืด
(๒) วินีลกะ คือ ซากศพที่มีสีเขียวคล้ำคละด้วยสีต่างๆ
(๓) วิปุพพกะ คือ ซากศพที่มีน้ำเหลืองไหลเยิ้มอยู่ตามที่ที่แตกปริออก
(๔) วิจฉิททกะ คือ ซากศพที่ขาดจากกันเป็น ๒ ท่อน
(๕) วิกขายิตกะ คือ ซากศพที่ถูกสัตว์ เช่น แร้ง กา สุนัข จิกทึ้งกัดกินแล้ว
(๖) วิกขิตตกะ คือ ซากศพที่กระจุยกระจาย มือเท้าศีรษะหลุดออกไปข้างๆ
(๗) หตวิกขิตตกะ คือ ซากศพที่ถูกสับฟันบั่นเป็นท่อนๆ กระจายออกไป
(๘) โลหิตกะ คือ ซากศพที่มีโลหิตไหลอาบเรี่ยราดอยู่
(๙) ปุฬุวกะ คือ ซากศพที่มีหนอนคลาคล่ำเต็มไปหมด
(๑๐) อัฏฐิกะ คือ ซากศพที่ยังเหลืออยู่แต่ร่างกระดูกหรือกระดูกท่อน

ภาพปรากฏที่เป็น “ปฏิภาคนิมิต” ในสมาธินั้น อย่าไปหลง เพราะเป็น “สัญญา” ที่เป็นข้อมูลที่จิตสร้างปรุงแต่งขึ้น (จิตตสังขาร) ให้สติพิจารณาให้เห็นความจริงโดยปรมัตถ์ เพื่อวิเคราะห์หรือสังเคราะห์หาข้อสรุป (Generalization) อย่างเช่น การกำหนดสติตามพิจารณารู้แจ้งเห็นจริงใน “อสุภะ ๑๐” ว่า “สังขาร” (รูปขันธ์) ทั้งหลายที่เป็นร่างกายของมนุษย์ เป็นสิ่งปฏิกูล (ปฏิกูลมนสิการ) และเป็นการมาประชุมของ “ธาตุ ๔” (ธาตุมนสิการ) เป็นหลัก ซึ่งทำให้เกิดความเข้าใจในสภาวธรรมนั้นๆ คือ “สัญญา ๑๐” เช่น “อนิจจสัญญา” คือ กำหนดหมายรู้ความไม่เที่ยงแห่งสังขาร และ “อนัตตสัญญา” คือ กำหนดหมายรู้ความเป็นอนัตตาแห่งธรรมทั้งปวง เป็นต้น ในการฝึกเจริญ “อสุภะ ๑๐” นั้น ให้กำหนดสติพิจารณาตามลำดับอนุโลมจาก ข้อ ๑ – ๑๐ และในทางกลับกันตามลำดับปฏิโลมย้อนกลับจาก ข้อ ๑๐ – ๑ เพื่อให้เห็นความจริงโดยปรมัตถ์ คือ “ปรมัตถสัจจะ” ที่จิตของเราไม่ต้องเข้าไปปรุงแต่งใดๆ ทั้งสิ้น เช่น การรับรู้เสพอารมณ์กรรมฐานมาเป็นจริงในขณะฝึกกัมมัฏฐานนั้น ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง แสดงว่าสภาวจิตที่เริ่มขาดสติ ถูกอำนาจกิเลสอาสวะเข้าปรุงแต่งให้เกิดความคล้อยตาม ถ้ายิ่งหนักสัญญากับเวทนาร่วมมือกันสร้างภาพลวงตาเป็นเรื่องไปนรกสวรรค์ อย่าไปยึดมั่นถือมั่นว่าเป็นจริงในขั้นแรก เพราะวิปัสสนายังไม่แรงกล้าพอ ยังเป็น “ตรุณวิปัสสนา” คือ วิปัสสนาอ่อนๆ ให้ตามดูพิจารณาเฉยๆ แต่ถ้าเป็น “พลววิปัสสนา” คือ วิปัสสนาที่มีกำลังแข็งกล้า คือ จิตมีสัญญาที่ได้พัฒนาเป็นปัญญาภูมิ (วิปัสสนาญาณ) ที่ถูกต้องดีแล้ว ย่อมเจริญวิวัฒน์ปัญญาให้เกิดขึ้นได้อย่างถูกต้องเป็นจริงโดยปรมัตถ์ ซึ่งขึ้นอยู่กับความมั่นเพียรของแต่ละคน ลองประยุกต์แนวปฏิบัติดังกล่าวนี้ ไปใช้กับการเจริญ “อัปปมัญญา ๔” (พรหมวิหาร ๔) ซึ่งควรปฏิบัติในต้นเริ่มต้นในการเจริญภาวนา แต่ในความเป็นจริงในการดำเนินชีวิตตามปกตินั่น เราก็สามารถนำไปใช้ได้ตลอดเวลา คือ ให้ระลึกถึงเป็นอารมณ์อยู่เนื่องๆ พยายามอย่าละช่วงให้ได้ นั่นคือ ทำให้เป็นเหมือน “อนุสติ ๑๐” นั่นคือ

“อนุสติ ๑๐” หมายถึง ความระลึกถึง อารมณ์อันควรระลึกถึงเนืองๆ ได้แก่
(๑) พุทธานุสติ คือ ระลึกถึงพระพุทธเจ้า น้อมจิตระลึกถึงและพิจารณาคุณของพระองค์
(๒) ธัมมานุสติ คือ ระลึกถึงพระธรรม น้อมจิตระลึกถึงและพิจารณาคุณของพระธรรม
(๓) สังฆานุสติ คือ ระลึกถึงพระสงฆ์ น้อมจิตระลึกถึงและพิจารณาคุณของพระสงฆ์
(๔) สีลานุสติ คือ ระลึกถึงศีล น้อมจิตรำลึกพิจารณาศีลของตนที่ได้ประพฤติปฏิบัติ บริสุทธิ์ ไม่ด่างพร้อย
(๕) จาคานุสติ คือ ระลึกถึงการบริจาค น้อมจิตระลึกถึงทานที่ตนได้บริจาคแล้ว และพิจารณาเห็นคุณธรรมคือความเผื่อแผ่เสียสละนี้ที่มีในตน
(๖) เทวตานุสติ คือ ระลึกถึงเทวดา น้อมจิตระลึกถึงเทวดาทั้งหลายที่ตนเคยรู้ และพิจารณาเห็นคุณธรรมอันทำบุคคลให้เป็นเทวดานั้นๆ ตามที่มีอยู่ในตน
(๗) มรณสติ คือ ระลึกถึงความตายอันจะต้องมีมาถึงตนเป็นธรรมดา พิจารณาที่จะให้เกิดความไม่ประมาท
(๘) กายคตาสติ คือ สติอันไปในกาย กำหนดพิจารณากายนี้ ให้เห็นว่าประกอบด้วยส่วนต่างๆ อันไม่สะอาด ไม่งาม น่ารังเกียจ เป็นทางรู้เท่าทันสภาวะของกายนี้ มิให้หลงใหลมัวเมา
(๙) อานาปานสติ คือ สติกำหนดลมหายใจเข้าออก
(๑๐) อุปสมานุสติ คือ ระลึกถึงธรรมเป็นที่สงบ ระลึกถึงและพิจารณาคุณของพระนิพพาน อันเป็นที่ระงับกิเลสและความทุกข์

วัตถุประสงค์ของการเจริญ “อนุสติ ๑๐” ก็เพื่อป้องกันไม่ให้เกิด “นิวรณ์ ๕” หมายถึง สิ่งที่กั้นจิตไม่ให้ก้าวหน้าในคุณธรรม ธรรมที่กั้นจิตไม่ให้บรรลุคุณความดี อกุศลธรรมที่ทำจิตให้เศร้าหมองและทำปัญญาให้อ่อนกำลัง ได้แก่

(๑) กามฉันทะ คือ ความพอใจในกาม ความต้องการกามคุณ
(๒) พยาบาท คือ ความคิดร้าย ความขัดเคืองแค้นใจ
(๓) ถีนมิทธะ คือ ความหดหู่และเซื่องซึม
(๔) อุทธัจจกุกกุจจะ คือ ความฟุ้งซ่านและร้อนใจ ความกระวนกระวายกลุ้มกังวล
(๕) วิจิกิจฉา คือ ความลังเลสงสัย

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ความคิดหดหู่ เซื่องซึม ฟุ้งซ่าน ร้อนใจ กังวล แต่ให้ผู้เจริญภาวนาหมั่นนึกถึงคุณธรรมใน “อนุสติ ๑๐” แต่ละอย่างอยู่เป็นนิตย์ เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมทางจิตใจให้อยู่ใกล้กับอารมณ์กรรมฐาน เป็นเรื่องของ “มโนสัญญาณ” ที่เป็นความคิดด้านกุศลกรรม เพื่อเพิ่มคุณภาพของจิตให้เป็นมหากุศลจิตมากยิ่งขึ้นนั้น ก็ก้าวไปสู่การเจริญ “อัปปมัญญา ๔” (พรหมวิหาร ๔) อยู่เสมอในการดำรงชีวิตตามปกติ และในต้นเริ่มของการเจริญภาวนา เพื่อทำให้จิตใจอยู่ในสภาพค่อยๆ สงบเยือกเย็นดังเช่นกรรมฐานอื่นๆ ซึ่งเป็นความประพฤติที่ประเสริฐด้วยกุศลจิต และสามารถก้าวหน้าสู่การเจริญฌานสมถกัมมัฏฐานได้ง่ายยิ่งขึ้น เพราะเป็นข้อวัตรปฏิบัติที่กระทำอยู่เสมอ ให้พิจารณาถึงเนื้อหาสำคัญของการเจริญ “อัปปมัญญา ๔” (พรหมวิหาร ๔) ดังรายละเอียดข้างล่างนี้

“พรหมวิหาร ๔” หมายถึง ธรรมเครื่องอยู่อย่างประเสริฐ ธรรมประจำใจอันประเสริฐ หลักความประพฤติที่ประเสริฐบริสุทธิ์ ธรรมที่ต้องมีไว้เป็นหลักใจและกำกับความประพฤติ จึงจะชื่อว่าดำเนินชีวิตหมดจด และปฏิบัติตนต่อมนุษย์สัตว์ทั้งหลายโดยชอบ ได้แก่
(๑) เมตตา คือ ความรัก ปรารถนาดีอยากให้เขามีความสุข มีจิตอันแผ่ไมตรีและคิดทำประโยชน์แก่มนุษย์สัตว์ทั่วหน้า
(๒) กรุณา คือ ความสงสาร คิดช่วยให้พ้นทุกข์ ใฝ่ใจในอันจะปลดเปลื้องบำบัดความทุกข์ยากเดือดร้อนของปวงสัตว์
(๓) มุทิตา คือ ความยินดี ในเมื่อผู้อื่นอยู่ดีมีสุข มีจิตผ่องใสบันเทิง กอปรด้วยอาการแช่มชื่นเบิกบานอยู่เสมอ ต่อสัตว์ทั้งหลายผู้ดำรงในปกติสุข พลอยยินดีด้วยเมื่อเขาได้ดีมีสุข เจริญงอกงามยิ่งขึ้นไป
(๔) อุเบกขา คือ ความวางใจเป็นกลาง อันจะให้ดำรงอยู่ในธรรมตามที่พิจารณาเห็นด้วยปัญญา นั่นคือ มีจิตเรียบตรงเที่ยงธรรมดุจตราชู ไม่เอนเอียงด้วยรักและชัง พิจารณาเห็นกรรมที่สัตว์ทั้งหลายกระทำแล้ว อันควรได้รับผลดีหรือชั่ว สมควรแก่เหตุอันตนประกอบ พร้อมที่จะวินิจฉัยและปฏิบัติไปตามธรรม รวมทั้งรู้จักวางเฉยสงบใจมองดู ในเมื่อไม่มีกิจที่ควรทำ เพราะเขารับผิดชอบตนได้ดีแล้ว เขาสมควรรับผิดชอบตนเอง หรือเขาควรได้รับผลอันสมกับความรับผิดชอบของตน

ผู้ดำรงในพรหมวิหาร ย่อมช่วยเหลือมนุษย์สัตว์ทั้งหลายด้วยเมตตากรุณา และย่อมรักษาธรรมไว้ได้ด้วยอุเบกขา ดังนั้น แม้จะมีกรุณาที่จะช่วยเหลือปวงสัตว์แต่ก็ต้องมีอุเบกขาด้วยที่จะมิให้เสียธรรม พรหมวิหารนี้ เรียกอีกอย่างว่า “อัปปมัญญา ๔” เพราะแผ่สม่ำเสมอโดยทั่วไปในมนุษย์สัตว์ทั้งหลายไม่มีประมาณ ไม่จำกัดขอบเขต พรหมวิหารมีในผู้ใด ย่อมทำให้ผู้นั้นประพฤติปฏิบัติเกื้อกูลแก่ผู้อื่นด้วยสังคหวัตถุ เป็นต้น อนึ่ง ในการที่จะเข้าใจและปฏิบัติ “พรหมวิหาร ๔” ให้ถูกต้อง พึงทราบรายละเอียดบางอย่างโดยเฉพาะสมบัติ และวิบัติ ของธรรม ๔ ประการนั้น ดังนี้

ก. ความหมายโดยวิเคราะห์ศัพท์
(๑) เมตตา = (มีน้ำใจ)เยื่อใยใฝ่ประโยชน์สุขแก่คนสัตว์ทั้งหลาย หรือน้ำใจปรารถนาประโยชน์สุขที่เป็นไปต่อมิตร
(๒) กรุณา = ทำความสะเทือนใจแก่สาธุชน เมื่อคนอื่นประสบทุกข์ หรือถ่ายถอนทำทุกข์ของผู้อื่นให้หมดไป หรือแผ่ใจไปรับรู้ต่อคนสัตว์ทั้งหลายที่ประสบทุกข์
(๓) มุทิตา = โมทนายินดีต่อผู้ประกอบด้วยสมบัติหรือผลดีนั้นๆ
(๔) อุเบกขา = คอยมองดูอยู่ โดยละความขวนขวายว่าสัตว์ทั้งหลายจงอย่าผูกเวรกัน เป็นต้นและโดยเข้าถึงความเป็นกลาง

ข. ลักษณะ หน้าที่ หรือ กิจ (รส) ผลปรากฏ (ปัจจุปัฏฐาน) และ ปทัสถาน (เหตุใกล้)
(๑) เมตตา = (ในสถานการณ์ที่คนอื่นอยู่เป็นปกติ)
ลักษณะ = เป็นไปโดยอาการเกื้อกูลแก่คนสัตว์ทั้งหลาย
หน้าที่ = น้อมนำประโยชน์เข้าไปให้แก่เขา
ผลปรากฏ = กำจัดความอาฆาตแค้นเคืองให้ปราศไป
ปทัสถาน = เห็นภาวะที่น่าเจริญใจของคนสัตว์ทั้งหลาย
(๒) กรุณา = (ในสถานการณ์ที่คนอื่นตกทุกข์เดือดร้อน)
ลักษณะ = เป็นไปโดยอาการปลดเปลื้องทุกข์แก่คนสัตว์ทั้งหลาย
หน้าที่ = ไม่นิ่งดูดาย/ทนนิ่งอยู่ไม่ได้ต่อทุกข์ของคนสัตว์ทั้งหลาย
ผลปรากฏ = ไม่เบียดเบียน/อวิหิงสา
ปทัสถาน = เห็นภาวะไร้ที่พึ่ง/สภาพน่าอนาถของคนสัตว์ทั้งหลายที่ถูกทุกข์ครอบงำ
(๓) มุทิตา = (ในสถานการณ์ที่คนอื่นมีสุขสำเร็จหรือทำอะไรก้าวไปด้วยดี)
ลักษณะ = พลอยยินดี/ยินดีด้วย
หน้าที่ = ไม่ริษยา/เป็นปฏิปักษ์ต่อความริษยา
ผลปรากฏ = ขจัดความริษยา ความทนไม่ได้ต่อความสุขสำเร็จองผู้อื่น
ปทัสถาน = เห็นสมบัติ/ความสำเร็จของคนสัตว์ทั้งหลาย
(๔) อุเบกขา = (ในสถานการณ์รักษาธรรมตามความรับผิดชอบต่อกรรมที่เขาทำ)
ลักษณะ = เป็นไปโดยอาการเป็นกลางต่อคนสัตว์ทั้งหลาย
หน้าที่ = มองเห็นความเสมอภาคกันในสัตว์ทั้งหลาย
ผลปรากฏ = ระงับความขัดเคืองเสียใจและความคล้อยตามดีใจ
ปทัสถาน = มองเห็นภาวะที่ทุกคนเป็นเจ้าของกรรมของตน

ค. สมบัติ (ความสมบูรณ์หรือความสัมฤทธิ์ผล) และวิบัติ (ความล้มเหลว หรือการปฏิบัติผิดพลาด ไม่สำเร็จผล)

(๑) เมตตา:
สมบัติ = สงบหายไร้ความแค้นเคืองไม่พอใจ
วิบัติ = เกิดเสน่หา
(๒) กรุณา:
สมบัติ = สงบหายไร้วิหิงสา (ไม่เบียดเบียน)
วิบัติ = เกิดความโศกเศร้า
(๓) มุทิตา:
สมบัติ = สงบหายไร