CHARITY DISTRIBUTION FILE
2600 YEARS
PLEASE DOWNLOAD THE NEW REVISED VERSION   
Download Lastest Version
THE ABSOLUTE TRUTHS NEVER DIE BY THE BUDDHA   
แก่นสารแห่งพุทธธรรม
Visit Siripat.Com
   Return to Siripat.com and Academiae Network
  คำแนะนำ   
 
การเจริญภาวนาให้เกิดญาณสัมปยุตต์แห่งปรมัตถสัจจะด้วยปัญญาภูมิอันพึงเกิดแด่โยคาวจรทั้งหลาย   
 
ความตรัสรู้อริยสัจจ์ย่อมเป็นสมุฏฐานแห่งสัพพัญญุตญาณอานิสงส์อันไพบูลย์ด้วยปัญญาญาณ   
 ท่านสามารถศึกษาธรรมะผ่านไฟล์ Text WordDoc PDF HTML ASP และ JAVA Script Webpages  
Download Now
Download Now
พุทธชยันตี ๒๖๐๐ ปี แห่งความตรัสรู้
 เชิญชาวพุทธร่วมฉลองด้วยการศึกษาอริยธรรมและประพฤติพรหมจรรย์แห่งพระธรรมวินัยนี้
Download Siripat RSS Feed
Check Out
 
รู้อยู่ที่ใจ ดูอยู่ที่ใจ เห็นอยู่ที่ใจ        
เพ่งอยู่ที่ใจ กำหนดอยู่ที่ใจ         
          ให้เห็นความแจ้ง ความสว่าง ความสงบ ขึ้นในใจ     หลวงปู่ทา จารุธัมโม
คำถาม FAQ อาจารย์นิธี ศิริพัฒน์    
ฉบับเฉลิมฉลอง “พุทธชยันตี ๒๖๐๐ ปี” ใน “วันวิสาขบูชา–มาฆบูชา–อาสาฬหบูชา“ ตลอดปี    
Siripat.Com and Academiae Network    
    You're Visiting the Buddhism Webpage. Enjoy Learning the Noble Virtues.
Last Modified:   May 27, 2014 8:08 PM  ||        

 
| Main Page | About Us | Academics | Miscellany | Log In | Email | Contact Us |  
  Hi Guest!... May I have a talk with you. I think it's very nice and useful guidance.  
 
ขนาดอักษรมาตรฐานหน้านี้ 18PT
    ขนาดอังกษร 18 PT     สัพเพเหระกับผู้เขียน Author Miscellancy 2012


Visitor Number:
303780
ทรัพยากรมนุษย์แห่งพุทธะ
(Human Resources of the Buddha)

  ๖๓. ทรัพยากรมนุษย์แห่งพุทธะ

ความสำคัญของบทความ  (The Importance of Article )
 

คำว่า “ทรัพยากรมนุษย์แห่งพุทธะ” หมายถึง “พุทธบริษัท” ทั้ง ๔ กลุ่ม ได้แก่ ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา ที่ต้องพิจารณาในเงื่อนไขเรื่องคุณบทของบุคคล นั่นคือ “คุณภาพ” กับ “มาตรฐาน” ซึ่งจะประกอบด้วย “ระดับการศึกษา” กับ “ค่านิยมจริยธรรม” ที่สามารถวัดประเมินผลได้จริง ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายสมณะหรือฆราวาสก็ตาม การสร้างเกณฑ์มาตรฐานตรวจวัดคุณภาพของผู้บำเพ็ญเพียรภาวนา ที่จะเป็น “ทรัพยากรมนุษย์แห่งพุทธะ” จึงน่าจะเป็นเรื่องที่ทำได้ ซึ่งอาจจะเป็นประเด็นที่ต้องถกเถียงกันอย่างกว้างขวางในแวดวงพุทธบริษัท ถึงความเหมาะสม โดยเฉพาะ การละเมิดสิทธิส่วนบุคคล เพราะเป็นเสรีภาพที่จะเลือกนับถือศาสนาในประเทศนี้ แต่อย่างไรก็ตาม การก้าวสู่ “ยุคการรับประกันคุณภาพ” (Quality Assurance Ages) การใช้ “เกณฑ์วัดด้วยใจ” ซึ่งเป็นนามธรรมสูง เพียงอย่างเดียวก็คงไม่พอ เพราะเป็นการปฏิบัติต่อกลุ่มมหาชนจำนวนมากมาย การหวังผลสัมฤทธิ์ในการปฏิบัตินั้น จึงเป็นสิ่งที่คาดหวังสูงและเป็นรูปธรรม พระพุทธองค์ทรงปฏิบัติการแสดงผลที่เห็นได้ทั้งฝ่ายรูปธรรมและนามธรรมในเวลาเดียวกัน สำหรับผู้ที่จะเป็น “อัครสาวก–อัครสาวิกา” ในครั้นสมัยพุทธกาลมาแล้ว แต่ในยุคสมัยศตวรรษที่ ๒๑ นี้ วิทยาการสมัยใหม่ที่เจริญก้าวหน้ามาก ยิ่งน่าท้าทายในการสร้างเกณฑ์การวัดผลและประเมินผลมากยิ่งขึ้น เพื่อสร้างรูปแบบที่เป็นมาตรฐานเดียวกัน เพราะฉะนั้น “ทรัพยากรมนุษย์แห่งพุทธะ” จึงเป็นหน่วยงานที่มีภาระหน้าที่สำคัญในการเผยแผ่พระศาสนาในอนาคต และแนวหน้าที่ต้องปะทะกับ “คำสบประมาท” (ปรัปวาท: [ปะ–รับ–ปะ–วาด]) จากบุคคลอื่นนอกพระศาสนาอย่างแน่นอน ในขณะเดียวกัน ก็เป็นหน่วยสร้างความศรัทธาและฉันทะให้เกิดขึ้นกับบุคคลอื่น ที่มีต่อพระพุทธศาสนาอย่างถูกทำนองคลองธรรม ไม่ผิดเพี้ยนไปจากพระไตรปิฎก ตามที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตรัสสั่งสอนไว้ดีแล้ว ฉะนั้น “ทรัพยากรมนุษย์แห่งพุทธะ” จึงหมายถึง “ภาวิตัตต์” ผู้มีตนอันได้พัฒนาแล้วด้วยการเจริญภาวนาครบทั้ง ๔ ด้าน นั่นคือ “อัตตสัมปทา” หมายถึง ความถึงพร้อมด้วยตนที่ฝึกดีแล้ว การทำตนให้ถึงพร้อมด้วยคุณสมบัติของผู้ที่พัฒนาแล้วโดยสมบูรณ์ ทั้งด้านกาย ศีล จิต และปัญญา ซึ่งเป็นตัวอย่างที่ดีของ “การเป็นพุทธมามกะ” คือ ผู้ถึงแก่นพระสัทธรรมที่แท้จริง.

    File Download of Reading References

 
Dictionary of Numerical Dhammas — พจนานุกรมพุทธศาสน์ หมวดธรรม
  Dictionary of Buddhist Terms — พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์

๖๓. ทรัพยากรมนุษย์แห่งพุทธะ

ในกระบวนการพัฒนาคุณภาพที่ทำได้ยากมากที่สุดนั้น เห็นจะเป็น “ทรัพยากรมนุษย์” (Human Resources) ซึ่งในการบริหารจัดการบุคคล หมายถึง “การจัดการทุนทางปัญญา” (Intellectual Capital Management) ขององค์กรนั้นๆ โดยมีสมมติฐานที่ว่า: “มนุษย์มีศักยภาพที่จะสร้างสรรค์สิ่งต่างๆ ได้ในภาวะที่บีบบังคับ” ดังนั้น สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทรงเล็งเห็น “วิถีชีวิตแบบพุทธะ” เป็นชีวิตที่มีคุณภาพเพราะได้พัฒนาทางจิตและปัญญามาสมบูรณ์แล้วด้วย “ภาวนา ๔” หมายถึง การฝึกอบรมตนเอง จาก “ความเป็นปุถุชน” ไปถึง “ความเป็นอริยบุคคล” ซึ่งขั้นต่ำสุดควรจะบรรลุถึง “โสดาปัตติมัคคญาณ” (ข้อ ๑ ในมรรค ๔) หมายถึง ความรู้แห่งมรรคอันให้ถึงกระแสที่นำไปสู่พระนิพพานทีแรก ซึ่งเป็นมรรคอันให้ถึงความเป็นพระโสดาบัน เป็นเหตุละสังโยชน์ได้ ๓ คือ สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส และบรรลุถึง “โสดาปัตติผลญาณ” (ข้อ ๑ ในผล ๔) หมายถึง ความรู้แห่งผลอันเป็นเหตุให้เข้าถึงกระแสที่นำไปสู่พระนิพพาน นั่นคือ ผลอันพระโสดาบันพึงเสวย แต่อย่างไรก็ตาม ที่กล่าวมาข้างต้นนี้ ไม่ได้หมายความว่า จะเป็นบันไดขึ้นสู่ดวงดาวง่ายๆ เพราะเป็นเรื่อง “ฝ่ายปัญญา” (Intellectualism) ที่เป็นความจริงที่เรียกว่า “อริยสัจจธรรม” (Noble Truth) ซึ่งเป็น “โลกุตตรธรรม” (Supermundane States) ที่ประกอบด้วยความรู้แจ้งเห็นจริงตามธรรมดา คือ “ปรมัตถสัจจะ” (Absolute Truth) ที่กล่าวถึงนี้ หมายถึง บุคคลที่ทรงศีลทรงธรรมและลงมือปฏิบัติจริง จนเห็น “มรรค–ผล” มาแล้วเท่านั้น ไม่ใช่สามัญชนธรรมดาทั่วไป ที่ไม่รู้เหนือรู้ใต้ ไม่รู้บาปรู้บุญ อุปมานเป็นบุคคลประเภทที่ว่า: “มามืด กลับมืด” ถ้าอาการหนักหน่อย ก็จัดอยู่ในประเภทที่ว่า: “มาสว่าง กลับมืด”

หลักธรรมข้อปฏิบัติปฏิปทาแห่งพุทธศาสนา มีขั้นตอนปฏิบัติที่เป็นวิทยาศาสตร์ ทำให้เห็น “มรรค–ผล” จริงทั้งทางทฤษฎีและทางปฏิบัติ เพื่อเป็นประโยชน์สูงสุดที่ขึ้นอยู่กับจุดประสงค์ของบุคคลหรือองค์กร แต่ก็ขึ้นอยู่กับว่า จะลงมือปฏิบัติกันอย่างจริงจังหรือไม่ สิ่งนี้คือ “อุปนิสัยส่วนบุคคล” ที่มีกิเลสตื้นลึกหนาบางไม่เท่ากัน ซึ่งหมายความว่า “ความคิดประกอบด้วยปัญญา” จะมีจริงหรือไม่ในตัวบุคคลนั้นๆ นั่นคือ “โยนิโสมนสิการ” หรือ “ญาณสัมปยุตต์” ในความเป็นจริงนั้น เรื่องนี้เป็น “วาระแห่งชาติ” ซึ่งสังคมไม่ควรให้ความไม่รู้จริงแห่ง “อวิชชา” มาปิดบัง “ปัญญา” จนไม่เห็นอนาคตของลูกหลานรุ่นต่อไป นั่นคือ “จิตใจที่คับแคบ” หมายถึง “มิจฉาสติ” คือระลึกผิด ได้แก่ ความระลึกถึงเรื่องราวที่ล่วงแล้ว เช่น ระลึกถึงการได้ทรัพย์ การได้ยศ เป็นต้น ในทางอกุศล อันจัดเป็น “สติเทียม” เป็นเหตุชักนำใจให้เกิด “อุปกิเลส ๑๖–จิตตอุปกิเลส ๑๖” ดังรายละเอียดเพิ่มเติมต่อไปนี้

“อุปกิเลส ๑๖–จิตตอุปกิเลส ๑๖” หมายถึง ธรรมเครื่องเศร้าหมอง สิ่งที่ทำให้จิตขุ่นมัว รับคุณธรรมได้ยาก ดุจผ้าเปรอะเปื้อนสกปรก ย้อมไม่ได้ดี ได้แก่

(๑) “อภิชฌาวิสมโลภะ” คือ คิดเพ่งเล็งอยากได้ โลภไม่สมควร
(๒) “พยาบาท” คือ คิดร้ายเขา
(๓) “โกธะ” คือ ความโกรธ
(๔) “อุปนาหะ” คือ ความผูกโกรธ
(๕) “มักขะ” คือ ความลบหลู่คุณท่าน ความหลู่ความดีของผู้อื่น
(๖) “ปลาสะ” คือ ความตีเสมอ ยกตัวเทียมท่าน
(๗) “อิสสา” คือ ความริษยา
(๘) “มัจฉริยะ” คือ ความตระหนี่
(๙) “มายา” คือ มารยา
(๑๐) “สาเถยยะ” คือ ความโอ้อวดหลอกเขา หลอกด้วยคำโอ้อวด
(๑๑) “ถัมภะ” คือ ความหัวดื้อ กระด้าง
(๑๒) “สารัมภะ” คือ ความแข่งดี ไม่ยอมลดละ มุ่งแต่จะเอาชนะกัน
(๑๓) “มานะ” คือ ความถือตัว ทะนงตน
(๑๔) “อติมานะ” คือ ความถือตัวว่ายิ่งกว่าเขา ดูหมิ่นเขา
(๑๕) “มทะ” คือ ความมัวเมา
(๑๖) “ปมาทะ” คือ ความประมาท เลินเล่อ

ดังนั้น “อุปกิเลส ๑๖” คือ สิ่งที่ทำให้จิตเศร้าหมอง ปิดกั้นไม่ให้ทำความดีได้ ทำให้ปัญญาอ่อนกำลังลง ทำให้ใฝ่ต่ำและมักมากในการทำความชั่วว่าเป็นความดี ซึ่งเป็นเหตุปัจจัยแห่ง “ทุกขตา” คือ สภาพแห่งความทุกข์ทรมาน ฉะนั้น คนในสังคมส่วนใหญ่จึงมีจิตที่ประกอบด้วยด้วย “อุปกิเลส” ที่เข้าครอบงำจิตใจตลอดเวลา นอกจากนี้ สภาพการทำมาหากินในสังคมปัจจุบันก็เป็นแบบแข่งขันกัน ไม่อยู่บนพื้นฐานแห่งจริยธรรม เพราะคู่แข่งการค้าทั้งสองฝ่ายต่างก็ถูก “อุปกิเลส” เข้าครอบงำเช่นกัน แต่ต่างฝ่ายก็ยอมร่วมมือกันประกอบธุรกิจบนพื้นฐานที่แบ่งผลประโยชน์ลงตัว กล่าวโดยสรุป เป็นการแข่งขันกันที่ “ความเหนือชั้นทางปัญญา” ว่าใครคิดได้เหนือชั้นกว่ากัน ซึ่งอีกฝ่ายหนึ่งต้องยอมรับข้อเสียเปรียบ เพื่อประโยชน์ต่อไปในคราวข้างหน้า ไม่ใช่ตอนนี้ คือ “ค่อยกินตอนต่อไป” ดังนั้น เงื่อนไขข้อตกลงทางการค้าจึงเป็นแบบการผูกเงื่อนผลประโยชน์ไว้ในคราวหน้า คราวนี้หลอกใช้ให้ยอมเสียเปรียบไปก่อน เพื่อรอโอกาสในคราวหน้า ถ้าตกลงตามนี้ ก็แสดงว่าคู่แข่งการค้านั้นกินเหยื่อที่วางไว้เรียบร้อย สิ่งนี้คือเรื่องจิตใจของคนในสังคมทั่วไปถูกครอบงำด้วยอุปกิเลส ซึ่งส่งผลต่อวิถีการดำรงชีวิตที่ส่งผลกระทบต่อกันทั้งสังคม และนี้คือ สังคมที่ไม่ได้ปฏิบัติธรรมแห่งอริยมรรค

ทรัพยากรมนุษย์ในองค์กรสมัยใหม่บางแห่งนั้น กำลังได้รับการพัฒนาคุณภาพด้านปัญญา มีการคัดผู้บริหารในบางระดับให้ไปปฏิบัติธรรม เพื่อให้เกิด “พุทธปัญญาญาณ” เท่าที่จะทำได้ เพราะคณะกรรมการผู้บริหารเล็งเห็นความสำคัญในการแข่งขันในอนาคตถึงเรื่อง “คุณภาพของบุคลากร” (The Quality of Personnel) ซึ่งจะพิจารณาในภาพรวม คือ “การจัดการทุนทางปัญญา” (Intellectual Capital Management: ICM) อย่างไรก็ตาม สังคมไทยยังไม่ตื่นตัวในเรื่อง “พุทธปัญญาญาณ” อย่างจริงจัง สังคมส่วนใหญ่ยังมีมุมมองในลักษณะ “การเรียนเปรียญธรรม” ที่เน้นการทดสอบความจำ ไม่ได้เน้นเป็นกระบวนการตาม “สัทธรรม ๓” ดังนี้

“สัทธรรม ๓” หมายถึง ธรรมอันดี ธรรมที่แท้ ธรรมของสัตบุรุษ หลักหรือแก่นศาสนา ได้แก่

(๑) “ปริยัตติสัทธรรม” คือ สัทธรรมคือคำสั่งสอนอันจะต้องเล่าเรียน ได้แก่ พุทธพจน์

(๒) “ปฏิปัตติสัทธรรม” คือ สัทธรรมคือปฏิปทาอันจะต้องปฏิบัติ ได้แก่ อัฏฐังคิกมรรค หรือ ไตรสิกขา คือ ศีล สมาธิ ปัญญา

(๓) “ปฏิเวธสัทธรรม” คือ สัทธรรมคือผลอันจะพึงเข้าถึงหรือบรรลุด้วยการปฏิบัติ ได้แก่ มรรค ผล และนิพพาน

กล่าวโดยสรุป คือ การจัดการศึกษาไม่ครบระบบอย่างแท้จริงตามหลักการศึกษาพระศาสนา เราเน้นแค่ (๑) “ปริยัตติสัทธรรม” กับ (๒) “ปฏิปัตติสัทธรรม” เท่านั้น และจัดอยู่ในวงจำกัด แค่ทางวัดบางวัดรับผิดชอบ และวิชาก็มักจัดไปในทางวิสัยโลก มากกว่าวิสัยโลกุตตระ จึงไม่เกิด “ปฏิเวธสัทธรรม” ขึ้นได้จริง ประการสำคัญ การศึกษาพระสัทธรรมทั้ง ๓ ด้าน ยังเข้าไม่ถึงระดับสถาบันการศึกษาระดับปริญญา เป็นได้แค่เรื่องตลกในชมรมพุทธของกิจการนักศึกษา ไม่สามารถบรรจุไว้เป็น “หลักสูตร” (Curriculum) ที่เป็นหน่วยกิต (Credits) เพราะเป็นเรื่องบาปกรรมของสังคมไทยที่คนส่วนใหญ่เห็นผู้ปฏิบัติธรรม ในสายตาที่เป็นเรื่องตลก ยังเป็น “ภาพประหลาดที่พบเห็น” (Spectacles) ประเทศถือว่าเป็นเมืองพุทธ แต่ทำตัวตกต่ำไม่ถึง “จิตเป็นพุทธะ” แม้แต่สมณะบางรูปทำตัวไม่เหมาะสม เป็นผู้นำทางจิตวิญญาณไม่ได้จริง ทำตัวเกินจรณะที่อยู่ในพระไตรปิฎก สรุปก็คือ “ประมาทพระรัตนตรัย” จนชาวบ้านกล่าวว่า “ถ้าจะไหว้พระก็เลือกองค์ที่ควรไหว้เอาเองก็แล้วกัน” แต่ถ้าถามว่า พระพุทธศาสนาในประเทศไทยกำลังอยู่ในขั้นวิกฤตไหม ก็ไม่ใช่อีก เพราะบางสถาบันก็ยังให้ความสำคัญยิ่งยวดต่อพุทธศาสนา เพียงแต่ว่า ไม่สามารถผนึกกำลังให้แข็งแกร่งกว่านี้ ที่เป็นรูปธรรมอย่างชัดเจน คือ “เข้าถึงธรรมแห่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้า” เลยไม่ค่อยได้ดีกันทั่วหน้า เพราะ “อวิชชา” คือ ความไม่รู้จริง ได้แค่ “โมหะ” ความหลงงมงาย ต้มตุ๋นกันไปวันๆ ที่ร้ายกว่านั้น ยังสามารถนำ “การปฏิบัติธรรม” มาเป็นอาชีพได้อย่างไม่น่าเชื่อ โดยทำ “อเนสนา” คือ มีหลอกลวงเขาเลี้ยงชีพ เพราะฉะนั้น พระที่มีศีลไม่บริสุทธิ์ ย่อมนำความไม่สงบสุขมาสู่ตน ทำให้กลัวเรื่องอดอยากได้โดยไม่รู้ตัว ดังคาถาข้างนี้ เป็นข้อเตือนใจ:

สีเลนะ สุคะติง ยันติ = ศีลเป็นเหตุให้ถึงสุคติ
สีเลนะ โภคะสัมปะทา = ศีลเป็นเหตุให้ถึงพร้อมด้วยโภคะทรัพย์
สีเลนะ นิพพุติง ยันติ = ศีลเป็นเหตุให้ถึงพระนิพพาน
ตัสมา สีลัง วิโสทะเย = เพราะเหตุนั้นพึงชำระศีลให้หมดจด

อย่าลืมว่า “ชีวิตคือปริศนาธรรม” ดังนั้น การถือครอบสมณเพศ จึงไม่ใช่เรื่องง่าย ดังที่คนบางคนเข้าใจ พอตกทุกข์ได้ยาก ค่อยหันหน้าเข้าวัด แล้วก็ไม่สามารถรักษาศีลให้บริสุทธิ์ได้จริง เป็นวิถีชีวิตที่ลำบากกว่าชีวิตการเป็นฆราวาสหลายร้อยเท่า ไม่แน่ใจอย่าพึงออกบวช จะกลายเป็น “คนทุศีล” ทั้งแบบตั้งใจ และไม่ตั้งใจ อายจิ้งจกในวัดเปล่าๆ รวมทั้งหมาแมวในวัดด้วย แต่ที่โชคร้ายกว่านั้น พาญาติโยมงมงายในไสยศาสตร์ที่ไม่ใช่กิจของสงฆ์ ไม่ใช่ทางแห่งความพ้นทุกข์ เป็นเส้นทางที่ทำให้ชีวิตลำบาก เช่น “พิธีอุบาทว์แห่งอวิชชา” ทั้งหลาย เพื่อทำให้หลงอยู่ในภูมิอบายทั้ง ๔ (อบายภูมิ ๔: ภาวะหรือที่อันปราศจากความเจริญ) ได้แก่ (๑) “นิรยะ” คือ นรก สภาวะหรือที่อันไม่มีความสุขความเจริญ ภาวะเร่าร้อนกระวนกระวาย (๒) “ติรัจฉานโยนิ” คือ กำเนิดดิรัจฉาน พวกมืดมัวโง่เขลา (๓) “ปิตติวิสัย” คือ แดนเปรต ภูมิแห่งผู้หิวกระหายไร้สุข และ (๔) “อสุรกาย” คือ พวกอสูร พวกหวาดหวั่นไร้ความรื่นเริง

ฉะนั้น การศึกษาพระสัทธรรมให้ครบทั้ง ๓ ด้าน จึงเป็นเรื่องที่ท้าทายลำบากชนิดต้องแลกด้วยชีวิต ไม่ใช่เงิน คือ “แลกด้วยเวลาแห่งชีวิต” ถ้าใจไม่เด็ดขาด ก็หมายถึง “ทุศีล” ที่ต้องอาบัติปาราชิกได้ตลอดเวลา มีตัวอย่างให้เห็นในข่าวมากมาย แล้วกลายเป็น “อลัชชี” (ผู้ไม่มีความละอาย ผู้หน้าด้าน ภิกษุผู้มักประพฤติละเมิดพุทธบัญญัติโดยจงใจละเมิด หรือทำผิดแล้วไม่แก้ไข) ไป ซึ่งยากมากหรือไม่มีสิทธิ์ที่จะบรรลุโลกุตตรธรรมได้อย่างแท้จริงในกาลภาคหน้า อย่างไรก็ตาม ก็เป็นหน้าที่ส่วนรวมทั้งหมดที่จะต้องร่วมมือกันอย่างจริงจัง นั่นคือ “พุทธบริษัท ๔” หมายถึง หมู่ชนที่นับถือพระพุทธศาสนา ได้แก่ ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา ที่จะทำหน้าที่สืบพระศาสนาในกาลข้างหน้านี้ จะไปทอดทิ้งธุระเป็นของพระสงฆ์ฝ่ายเดียวนั้น คงเป็นไปได้ยาก มีแต่จะกลายเป็น “พระสัทธรรมปฏิรูป” (พระธรรมปลอม) เกิดขึ้นแทน ที่พาญาติโยมเข้าป่าบักหัวลิงแถวๆ ริมแม่น้ำมูล ระหว่างตัวเมืองอุบลราชธานีกับเมืองวารินชำราบ แต่ปัญหาที่น่าเป็นห่วงมาก คือ การนำคติชาวบ้านที่ไม่ประกอบด้วยปัญญามาผสมปนเปกับหลักพระพุทธศาสนา เพื่อให้ความเชื่อหรือแนวคิดเหล่านั้นคล้อยตามกัน ซึ่งมันไม่ใช่ทางแห่งอริยมรรค แต่ประการใด ซึ่งมีจุดประสงค์เบื้องหลังในการชักนำให้บริจาคทานที่เป็นทรัพย์สิน แทนที่จะเข้าถึง “รสพระธรรม” อย่างแท้จริง ด้วย “การปฏิบัติบูชา” ที่เรียกว่า “ปฏิปัตติสัทธรรม” อันประกอบด้วย (๑) ความรู้ความเข้าใจใน “วิปัสสนาภูมิ–ปัญญาภูมิ” กับ “ญาณในวิปัสสนา” และ (๒) การลงมือปฏิบัติธรรมจริง เรียกภาษาชาวบ้านว่า “นั่งสมาธิ” เพื่อให้บรรลุถึง “ปฏิเวธสัทธรรม” หมายถึง ผลอันจะพึงเข้าถึงหรือบรรลุด้วยการปฏิบัติ ได้แก่ มรรค ผล และ นิพพาน จากการศึกษาการเผยแผ่พระศาสนาในอีสานชั่ว ๕๐ ปี ที่ผ่านมา เป็นการใช้สื่อวิทยุกระจายเสียงเป็นหลัก กับสิ่งตีพิมพ์ คือ หนังสือธรรมะ นอกนั้น ญาติโยมผู้มีจิตศรัทธามักเข้าหา พระอริยเจ้า เป็นหลัก เพื่อแสวงหาพระธรรม แต่ก็เป็นส่วนน้อย ส่วนใหญ่ขอหวยอย่างเดียว เฝ้าวัดทั้งวันก่อนหวยออกก็ยอมเสียสละขั้น ปรมัตถบารมี เลย ตายเป็นตาย ในคืนก่อนวันหวยเบอร์ออก ทุกวันนี้ยิ่งสะดวกขึ้น นิยมใช้รถกระบะตระเวนล่าหวย ปรากฏการณ์ทางสังคมในลักษณะนี้ บ่งบอกถึง “ความไม่รู้แห่งอวิชชา” ที่ผู้นำชุมชนขาดวิสัยทัศน์อย่างแท้จริง ไม่สามารถแก้ปัญหาปากท้องของชาวบ้านได้ มีชีวิตที่ไม่ประกอบด้วยปัญญา ไม่สมกับเป็น “พุทธมามกะ” (Buddhist Assembly) น่าจะเป็นพวก “ปอบมามกะ” (Ogre Devotee) เพราะมีความเชื่อเรื่องผีเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว จึงเชื่อในเรื่อง “โชคลาภ” (Windfall) เข้ากันได้กับพวก “ลัทธินอกพระพุทธศาสนา ๓” ที่เรียกว่า “ติตถายตนะ” แปลว่า แดนเกิดลัทธิ ชุมนุมหรือประมวลแห่งลัทธิ ดังนี้

(๑) “ปุพเพกตเหตุวาท–ปุพเพกตวาท” หมายถึง “ลัทธิกรรมเก่า” คือ พวกที่ถือว่า สิ่งใดก็ตามที่ได้ประสบ จะเป็นสุขก็ตามทุกข์ก็ตาม มิใช่สุขมิใช่ทุกข์ก็ตาม ล้วนเป็นเพราะกรรมที่ได้ทำไว้ในปางก่อน นั่นคือ ชาตินี้ไม่ต้องทำอะไร มันเป็นไปตามกรรมเก่า
(๒) “อิสสรนิมมานเหตุวาท–อิศวรกรณวาท–อิศวรนิรมิตวาท” หมายถึง “ลัทธิพระเป็นเจ้า” คือ พวกที่ถือว่า สิ่งใดก็ตามที่ได้ประสบ จะเป็นสุขก็ตาม ทุกข์ก็ตาม มิใช่สุขมิใช่ทุกข์ก็ตาม ล้วนเป็นเพราะการบันดาลของเทพผู้ยิ่งใหญ่ นั่นคือ ความเชื่อในเรื่อง “พรหมลิขิต”
(๓) “อเหตุอปัจจัยวาท–อเหตุวาท” หมายถึง “ลัทธิเสี่ยงโชค” คือ พวกที่ถือว่า สิ่งใดก็ตามที่ได้ประสบ จะเป็นสุขก็ตาม ทุกข์ก็ตาม มิใช่สุขมิใช่ทุกข์ก็ตาม ล้วนหาเหตุหาปัจจัยมิได้ คือ ถึงคราวก็เป็นไปเอง

กลุ่มคนเหล่านี้ เข้าไม่ถึงแก่นพระศาสนา แต่มีชื่อว่า “ชาวพุทธ” เพียงแต่ชื่อ วิถีชีวิตไม่ถูกตาม “มรรคมีองค์ ๘” ชอบอ้างตนเองว่า “เพราะความจน” ภพภูมิที่เป็นก็เลยอยู่ใน “อบายภูมิ ๔” ดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้น ที่โชคร้ายยิ่งกว่านั้น คือ ไปเจอพระที่พาหลงทางในป่าบักหัวลิง หมายถึง “พระสัทธรรมปลอม” เป็นศรัทธาที่ผิดทาง ไม่ใช่ “ศรัทธา ๔” หมายถึง ความเชื่อด้วยเหตุผล ดังนี้

“ศรัทธา ๔” หมายถึง ความเชื่อ ความเชื่อที่ประกอบด้วยเหตุผล ได้แก่

(๑) “กัมมสัทธา” คือ เชื่อกรรม เชื่อการกระทำ เชื่อกฎแห่งกรรม เชื่อว่ากรรมมีอยู่จริง คือ เชื่อว่าเมื่อทำอะไรโดยมีเจตนา คือ จงใจทำทั้งรู้ ย่อมเป็นกรรม คือ เป็นความดีความชั่วมีขึ้นในตนเป็นเหตุปัจจัยก่อให้เกิดผลดีผลร้ายสืบเนื่องต่อไป การกระทำไม่ว่างเปล่า และเชื่อว่าผลที่ต้องการจะสำเร็จได้ด้วยการกระทำ มิใช่ด้วยอ้อนวอนหรือนอนคอยโชค เป็นต้น

(๒) “วิปากสัทธา” คือ เชื่อวิบาก เชื่อผลของกรรม เชื่อว่าผลของกรรมมีจริง คือ เชื่อว่ากรรมที่ทำแล้วต้องมีผล และผลต้องมีเหตุ ผลดีเกิดจากกรรมดี ผลชั่วเกิดจากกรรมชั่ว

(๓) “กัมมัสสกตาสัทธา” คือ เชื่อความที่สัตว์มีกรรมเป็นของของตน เชื่อว่าแต่ละคนเป็นเจ้าของ จะต้องรับผิดชอบเสวยวิบากเป็นไปตามกรรมของตน

(๔) “ตถาคตโพธิสัทธา” คือ เชื่อความตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า มั่นใจในองค์พระตถาคต ว่าทรงเป็นพระสัมมาสัมพุทธะ ทรงพระคุณทั้ง ๙ ประการ ตรัสธรรม บัญญัติวินัยไว้ด้วยดี ทรงเป็นผู้นำทางที่แสดงให้เห็นว่า มนุษย์คือเราทุกคนนี้ หากฝึกตนด้วยดี ก็สามารถเข้าถึงภูมิธรรมสูงสุดบริสุทธิ์หลุดพ้นได้ ดังที่พระองค์ได้ทรงบำเพ็ญไว้เป็นแบบ

เพราะฉะนั้น ความเชื่อที่ไม่ประกอบด้วยปัญญาใน “ลัทธินอกพระพุทธศาสนา ๓” จะหมดสิ้นไป ไม่ตกไปเหยื่อใน “ลัทธิเถื่อน” ของพวกเดียรถีย์อีกต่อไป คือ “เกิดปัญญาในการพิจารณาหาความจริง” ไม่งมงายอย่างไร้เหตุผล นั่นคือ “สติสัมปชัญญะ–สติปัญญา” อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนความเชื่อของชาวบ้านที่เป็นเรื่อง “ปัญญาบริสุทธิ์” จริงนั้น เป็นเรื่องยาก ในขณะความเป็นจริงนั้น พวกเขาอยู่ในภาวะที่ทุกข์ยาก ข้าวไม่มีจะกิน สรุปง่าย “ตราบใดท้องมันหิว ปัญญาก็เกิดยาก” เหมือนการบอกว่า “ให้ทุนการศึกษาเด็กนักเรียนยากจน แต่เรียนดี” เด็กมันยากจนจะเรียนดีได้อย่างไร ความพร้อมของชีวิตกะร่องกะแร่ง รุ่งริ่งไม่สมบูรณ์ ทั้งหมดแสดงถึง “ต้นทุนทางสังคมต่ำมาก” การที่จะก้าวถึง “ธรรมวิเศษ” เลยพลอย “เสียโอกาสแห่งชีวิต” ประการสำคัญ ประเทศเรายังขาดข้าราชการฝีมือดีที่เสียสละต่อสังคมอย่างแท้จริง ถึงจะมีก็มีน้อยมาก สู้กระแสความชั่วไม่ไหว ยังจัดอยู่ใน “สังคมวิบัติ” ดังนี้

“วิบัติ ๔” หมายถึง ข้อเสีย จุดอ่อน ความบกพร่องแห่งองค์ประกอบต่างๆ ซึ่งไม่อำนวยแก่การให้ผลของกรรมดี แต่เปิดช่องให้กรรมชั่วแสดงผล ส่วนประกอบบกพร่อง เปิดช่องให้กรรมชั่ว ได้แก่

(๑) “คติวิบัติ” คือ วิบัติแห่งคติ คติเสีย ในช่วงยาวหมายถึง เกิดในกำเนิดต่ำทราม หรือที่เกิดอันไร้ความเจริญ ในช่วงสั้นหมายถึง ที่อยู่ ที่ไป ทางดำเนินไม่ดี หรือ ทำไม่ถูกเรื่องไม่ถูกที่ คือ กรณีนั้น สภาพแวดล้อมนั้น สถานการณ์นั้น ถิ่นนั้น ตลอดถึงแนวทางดำเนินชีวิตขณะนั้น ไม่เอื้ออำนวยแก่การกระทำความดี หรือการเจริญงอกงามของความดีและการที่ผลดีจะปรากฏ แต่กลับเปิดทางให้แก่ความชั่วและผลร้าย นั่นคือ “แหล่งความชั่วมีทั่วเมือง”

(๒) “อุปธิวิบัติ” คือ วิบัติแห่งร่างกาย รูปกายเสีย ในช่วงยาวหมายถึง ร่างกายวิกลวิการ ไม่งดงาม บุคลิกภาพไม่ดี ในช่วงสั้นหมายถึง สุขภาพไม่ดี เจ็บป่วย มีโรคมาก นั่นคือ “ยากจนผิดปกติ จนดูแล้ว ไม่น่าจะเป็นคน หรือไม่มีสภาพความเป็นมนุษย์เหลืออยู่”

(๓) “กาลวิบัติ” คือ วิบัติแห่งกาล กาลเสีย ในช่วงยาวหมายถึง เกิดอยู่ในสมัยที่โลกไม่มีความเจริญหรือบ้านเมืองมีแต่ภัยพิบัติ ผู้ปกครองไม่ดี สังคมเสื่อมจากศีลธรรม มีการกดขี่เบียดเบียนกันมาก ยกย่องคนชั่ว บีบคั้นคนดี ในช่วงสั้นหมายถึง ทำผิดกาลผิดเวลา นั่นคือ “แพ้อำนาจเงิน เงินนั้นมันง้างเหล็กให้งอได้จริง”

(๔) “ปโยควิบัติ” คือ วิบัติแห่งการประกอบ กิจการเสีย ในช่วงยาวหมายถึง ฝักใฝ่ในทางที่ผิดประกอบกิจการงานที่ผิด หรือมีปกติชอบกระทำแต่ความชั่ว ในช่วงสั้นหมายถึง เมื่อกระทำกรรมดี ก็ไม่ทำให้ถึงขนาด ไม่ครบถ้วนตามหลักเกณฑ์ ทำจับจด ใช้วิธีการไม่เหมาะกับเรื่อง หรือเมื่อประกอบความดีต่อเนื่องมา แต่กลับทำความชั่วหักล้างเสียในระหว่าง นั่นคือ “หากินกับทางชั่วรุ่งเรืองกว่า”

กล่าวโดยสรุป เรามีพี่น้องร่วมชาติที่ “หมดโอกาสทางชีวติ” อยู่จริง พระศาสนาเพียงลำพังสู้ได้ยากเหมือนกัน ได้แค่การบริจาคทานช่วยเหลือในระยะสั้น “แก้หิวชั่วคราว” ไม่ยั่งยืนตลอดไป ศาสนาสามารถแก้ได้ที่ “ปัญญา” โดยฝ่ายบ้านเมืองให้โอกาสด้านทุนทรัพย์ อย่างสังคมที่พังทลายที่ชัดเจนที่สุด คือ “ครูเป็นหนี้ล้นตัว” หมดสภาพเป็นครู เมื่อพิจารณาถึงชาวบ้านที่เป็นเกษตรกรอาการจะหนักขนาดไหน คงอธิบายได้ยาก แต่ถ้าทางราชการ “ใช้วิกฤตให้เป็นโอกาส” คือ ให้โอกาสทำมาหากินที่สุจริต ภายใต้เงื่อนไขต้องปฏิบัติธรรมด้วย ไม่เห็นมันจะน่าอายตรงไหน ถึงตัวเองจะไม่มีศาสนาก็น่าจะทำได้เพื่อสังคมไทย ดีกว่าพวกที่ว่าตนมีศาสนาแต่ไม่ทำอะไรเลยให้แผ่นดินนี้ เรื่องนี้น่าคิดสำหรับคนไทยทุกคน ไม่เพียงแต่ชาวพุทธเท่านั้น ซึ่งมันดีกว่าที่จะไปบอกญาติโยมว่า “ทำบุญให้มากชาติหน้าจะได้ไม่ทุกข์ยากแบบนี้” ในเมื่อชาตินี้มีโอกาสดีแล้ว ยังไม่ทำ จะไปรอแทงกักกินชาติหน้า มันเป็นเรื่องตลก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คติเรื่อพระศรีอารยเมตไตรย (พระศรีอารย์) ซึ่งจะอุบัติขึ้นในภายหน้า หลังจากสิ้นศาสนาพระโคดมแล้ว ในคราวที่มนุษย์มีอายุยืน ๘๐,๐๐๐ ปี นับเป็นพระพุทธเจ้าพระองค์ที่ ๕ แห่งภัทรกัปนี้ ได้แก่ พระกกุสันธะ พระโกนาคมน์ พระกัสสปะ พระโคตมะ ที่อุบัติแล้ว และพระเมตไตรย์ ที่จะอุบัติต่อไป ประเด็นเรื่อง “โลกพระศรีอารย์” นี้ ระเบิดมากในความเชื่อของชาวพุทธในภาคอีสาน ไม่ทราบว่าเป็นกุสโลบายให้ลืมความทุกข์ยากหรือไม่ แต่ประการใด แต่ที่น่ากลัว ลัทธิความเชื่อนี้ ได้แพร่ระบาดมากขึ้นในสังคมไทยปัจจุบันโดยผู้นำชาวไต้หวัน เรียกวัดว่า “ห้องพระ” อย่าไปรอเลยมันนานเกินไป เอาชาตินี้ให้เห็นกันจะๆ ไปเลยดีกว่า ส่วนผู้ที่หลงทางเข้าไป แล้วโอนทะเบียนชีวิตไปโลกหน้าแล้ว ไม่เกี่ยวกับโลกของพระโคตมะ คือ ไม่ตกนรกของพระโคตมะ เพราะเคลียร์บัญชีกันเรียบร้อยแล้ว ให้ไปสวรรค์ทางพระศรีอารย์ได้แล้ว เพียงบอกรหัสผ่านเป็นภาษาจีนเท่านั้น ที่หมายถึง “ยุคพระศรีอารย์” เท่านั้น คำพูดแค่เพียง ๕–๗ คำแล้วท่องได้ ก็ขึ้นสวรรค์ อะไรมันจะง่ายขนาดนั้น มันไม่ประกอบด้วยเหตุผลและปัญญา อย่าไปคิดเพียงแต่ว่า เรื่องที่ทำชั่วไว้ในชาตินี้ มันจะหนี “กฎแห่งกรรม” ไปได้ แล้วจะไปเสวยสุขในโลกพระศรีอารย์ ความคิดนี้พิลึก สูตรนี้เหมือนคำเล่าลือที่ว่า “กรุงเทพฯ เมืองสวรรค์” ขออย่างเดียวชาวพุทธอย่ามีศรัทธาที่สั่นคลอน แค่แมงหวี่บินผ่านก็สั่นคลอน เราแน่นขาดไหมในพระสัทธรรมของพระโคตมะ นั่นคือ พระผู้มีพระภาคเจ้าองค์ปัจจุบันแห่งภัทรกัปนี้

คำว่า “ทรัพยากรมนุษย์แห่งพุทธะ” จึงเป็นคำวลีที่ต้องมาพิจารณากันอย่างจริงจัง ในฐานะที่ประเทศไทยเป็นศูนย์แห่งพุทธศาสนาโลก อย่าให้ความจน (ทุกข์) มันปิดบังปัญญา นั่นคือ “กองทัพธรรม” ที่ประกาศสงครามกับกิเลสและทุกข์ทั้งปวง การปฏิบัติธรรมที่บรรลุถึง “ความเป็นพระอริยเจ้า” (อริยบุคคล) เป็นเหตุปัจจัยสำคัญที่สังคมในยุคปัจจุบันต้องการยิ่ง เพราะ “บริบททางสังคม” (Social Context) เอื้อต่อการทำความดีแล้ว (๑) คนทั้งโลกเห็นความสำคัญของพระพุทธศาสนาที่จะแก้ปัญหาโลกได้จริง และ (๒) ความพร้อมทางนวัตกรรมด้านเทคโนโลยีศาสตร์ต่างๆ ได้ก้าวหน้าถึงจุดสุดรอบแห่งปัญญามนุษยชาติแล้ว และยังมีแนวโน้มที่จะก้าวจากโลกแห่งวัตถุไปสู่โลกแห่งจิตวิญญาณ ซึ่งมีพระพุทธศาสนารองรับฐานความจริงแห่งปรมัตถ์ นี่คือโอกาสทองที่พุทธบริษัทจะได้สร้างปรมัตถบารมีทั้ง ๑๐ ประการ อย่างแท้จริง เพียงแต่จัดระเบียบองค์กรแห่งพุทธให้มีความพร้อมต่อการพัฒนาที่มีแนวโน้มเป็นวิทยาศาสตร์ ไม่ใช่ไสยาศาสตร์ หรือการแสดงฤทธิ์อวดชาวโลก แต่เป็น “การแสดงอำนาจแห่งพุทธปัญญาญาณ” เพื่อสันติบทในชุมชนโลก สภาวะดังกล่าวนี้ เป็นเรื่อง “การจัดการทุนทางปัญญาแห่งพุทธะ” (Buddhist Intellectual Capital Management: BICM) ซึ่งเป็นศาสตร์ที่พระพุทธองค์ทรงประกาศพระสัทธรรมนี้มานานถึง ๒,๖๐๐ ปี ที่ผ่านมาแล้ว สิ่งนี้คือกระบวนการศึกษาพระธรรมและการปฏิบัติธรรม ที่เอื้อประโยชน์สูงสุดให้แก่มวลมนุษยชาติ ซึ่งเป็น “กระแสสังคมโลกที่ยิ่งใหญ่อนันต์” (The Mega–Trend of Global Community) ที่อุบัติเกิดขึ้นในยุคศตวรรษที่ ๒๑ นี้ ที่เรียกว่า “ยุคสังคมข่าวสาร” (Informative Society Ages) ที่มวลมนุษย์หันมาสนใจ “โลกแห่งจิตวิญญาณ” เพื่อการดับกิเลสาสวะและทุกข์ทั้งปวง เพื่อให้เกิดสันติสุขทั้งโลก ด้วย “พุทธปัญญาญาณ” ที่เรียกว่า “ปัญญาวิมุตติ” ได้จริง

หลักธรรมที่จะมีบทบาทในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์แห่งพุทธะ คือ “โพธิปักขิยธรรม ๓๗” ที่มีชื่อเรียกอีกอย่างว่า “เสรีธรรม–สันติบท” หมายถึง ธรรมเครื่องที่เกื้อกูลความตรัสรู้อริยสัจจธรรม หรือ ธรรมเครื่องที่เกื้อกูลหลักดำเนินชีวิตแบบทางสายกลางที่เรียกว่า “มัชฌิมาปฏิปทา” เรียกสามัญว่า “มรรคมีองค์ ๘” เรียกชื่อเต็มว่า “อริยอัฏฐังคิกมรรค” คือ ทางดำเนินชีวิตอันประเสริฐ ๘ ประการ ได้แก่ ความหมดจดบริสุทธิ์แห่งไตรสิกขา เรียกว่า “สิกขา ๓” เพื่อการดับกิเลสาสวะและกองทุกข์ทั้งปวง ที่เรียกรวมกันว่า “อุปาทานขันธ์ ๕ เป็นทุกข์” ดังนี้

(๑) “อธิสีลสิกขา” ได้แก่ สัมมาวาจา สัมมากัมมัตตะ สัมมาอาชีวะ เพื่อชำระระงับกิเลสขั้นหยาบ นั่นคือ “สีลวิสุทธิ” (ข้อ ๑ ในวิสุทธิ ๗) ที่เป็นเหตุให้ล่วงละเมิดออกมาทางกายและวาจา เรียกว่า “วีติกกมกิเลส” เช่น “กิเลส ๑๐” ได้แก่ (๑) “โลภะ” คือ ความอยากได้ (๒) “โทสะ” คือ ความคิดประทุษร้าย (๓) “โมหะ” คือ ความหลง ความไม่รู้ ความเขลา (๔) “มานะ” คือ ความถือตัว (๕) “ทิฏฐิ” คือ ความเห็นผิด (๖) “วิจิกิจฉา” คือ ความลังเลสงสัย ความเคลือบแคลง (๗) “ถีนะ” คือ ความหดหู่ ความท้อแท้ถดถอย (๘) “อุทธัจจะ” คือ ความฟุ้งซ่าน (๙) “อหิริกะ” คือ ความไม่ละอายต่อความชั่ว และ (๑๐) “อโนตตัปปะ” คือ ความไม่เกรงกลัวต่อความชั่ว

(๒) “อธิจิตตสิกขา” ได้แก่ สัมมาวายามะ สัมมาสติ สัมมาสมาธิ เพื่อชำระระงับกิเลสขั้นกลาง นั่นคือ “จิตตวิสุทธิ” (ข้อ ๒ ในวิสุทธิ ๗) ที่ที่พลุ่งขึ้นมาเร้ารุมอยู่ในจิตใจไม่ให้ประกอบความดี เรียกว่า “ปริยุฏฐานกิเลส” เช่น “นิวรณ์ ๕” ได้แก่ “กามฉันทะ–พยาบาท–ถีนมิทธะ–อุทธัจจกุกกุจ–วิจิกิจฉา”

(๓) “อธิปัญญาสิกขา” ได้แก่ สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปปะ เพื่อชำระระงับกิเลสขั้นละเอียด นั่นคือ “ทิฏฐิวิสุทธิ–กังขาวิตรณวิสุทธิ–มัคคามัคคญาณทัสสนวิสุทธิ–ปฏิปทาญาณทัสสนวิสุทธิ– ญาณทัสสนวิสุทธิ” (ข้อ ๓–๗ ในวิสุทธิ ๗) ที่นอนเนื่องอยู่ในสันดานอันยังไม่ถูกกระตุ้นให้พลุ่งขึ้นมา เรียกว่า “อนุสยกิเลส” เช่น “อนุสัย ๗–สังโยชน์ ๗” ได้แก่ “กามราคะ–ปฏิฆะ–ทิฏฐิ–วิจิกิจฉา–มานะ–ภวราคะ–อวิชชา” และที่สำคัญที่สุดคือ “สังโยชน์ ๑๐” หมายถึง กิเลสอันผูกใจสัตว์ ธรรมที่มัดสัตว์ไว้กับวัฏฏทุกข์ หรือผูกกรรมไว้กับผล ซึ่งมีผลโดยตรงต่อ “มัคคญาณ–มรรค ๔” ในการบรรลุถึง “ความเป็นอริยบุคคล” ได้แก่ (๑) “สักกายทิฏฐิ” คือ ความเห็นว่าเป็นตัวของตน เช่น เห็นรูป เห็นเวทนา เห็นวิญญาณ เป็นตน เป็นต้น (๒) “วิจิกิจฉา” คือ ความสงสัย ความลังเล ไม่แน่ใจ (๓) “สีลัพพตปรามาส” คือ ความถือมั่นศีลพรต โดยสักว่าทำตามๆ กันไปอย่างงมงายเห็นว่าจะบริสุทธิ์หลุดพ้นได้เพียงด้วยศีลและวัตร (๔) “กามราคะ” คือ ความกำหนัดในกาม ความติดใจในกามคุณ (๕) “ปฏิฆะ” คือ ความกระทบกระทั่งในใจ ความหงุดหงิดขัดเคือง (๖) “รูปราคะ” คือ ความติดใจในอารมณ์แห่งรูปฌาน หรือในรูปธรรมอันประณีต ความปรารถนาในรูปภพ (๗) “อรูปราคะ” คือ ความติดใจในอารมณ์แห่งอรูปฌาน หรือในอรูปธรรม ความปรารถนาในอรูปภพ (๘) “มานะ” คือ ความสำคัญตน คือ ถือตนว่าเป็นนั่นเป็นนี่ (๙) “อุทธัจจะ” คือ ความฟุ้งซ่าน และ (๑๐) “อวิชชา” คือ ความไม่รู้จริง ความหลง

ส่วนหลักธรรมแห่งสันติบท “โพธิปักขิยธรรม ๓๗” นั่น ผู้บำเพ็ญเพียรภาวนาจะต้องใส่ใจในการเจริญภาวนตลอดเวลา เพื่อสนับสนุน “ญาณทัสสนะ” ที่ทำหน้าที่ในวิปัสสนาเพื่อ “ความรู้แจ้งเห็นจริง” (ประจักษ์แจ้ง) ใน “อริยสัจจธรรม” (มรรค ๔–ผล ๔–นิพพาน ๑) ซึ่งหมายถึง “โลกุตตรธรรม ๙” นั่นเอง ฉะนั้น “โพธิปักขิยธรรม ๓๗” จะประกอบด้วยหลักธรรมสำคัญๆ ๗ ประการ ได้แก่

(๑) “สติปัฏฐาน ๔” เพื่อให้จิตประกอบด้วยสติคมชัด สัมปชัญญะแก่กล้า ประกอบด้วยปัญญา
(๒) “สัมมัปปธาน ๔” เพื่อเป็นกำลังแห่งการละเว้นอกุศลธรรมทั้งหลาย
(๓) “อิทธิบาท ๔” เพื่อเป็นปัญญาเห็นธรรมที่จะสำเร็จผลที่มุ่งหมาย
(๔) “อินทรีย์ ๕” เพื่อมั่นใจในการควบคุมป้องกันอกุศลธรรมคู่ปฏิปักษ์
(๕) “พละ ๕” เพื่อเป็นกำลังที่จะปิดกั้นอกุศลธรรมคู่ปฏิปักษ์
(๖) “โพชฌงค์ ๗” เพื่อเป็นจิตตสมาธิด้วยโยนิโสมนสิการเพื่อเป็นองค์ตรัสรู้
(๗) “มรรคมีองค์ ๘” เพื่อเป็นมัคคญาณและมรรคสมาธิแห่งความหลุดพ้น

ฉะนั้น “ปัญญาความรู้” ที่กล่าวถึงข้างต้นนั้น ประกอบด้วย (๑) วิสุทธิ ๗ และ (๒) โพธิปักขิยธรรม ๓๗ จะเกื้อกูล “โสฬสญาณ–ญาณ ๑๖” หมายถึง “ความหยั่งรู้” ที่เรียกว่า “ญาณ” ที่เกิดขึ้นแก่ผู้เจริญวิปัสสนาตามลำดับ ตั้งแต่ต้นจนถึงที่สุด ซึ่งประกอบด้วย (๑) “วิปัสสนาภูมิ–ปัญญาภูมิ” ได้แก่ ขันธ์ ๕ อายตนะ ๑๒ ธาตุ ๑๘ อินทรีย์ ๒๒ อริยสัจจ์ ๔ ปฏิจจสมุปบาท ๑๒ ปฏิจจสมุปปันนธรรม ๖ สามัญลักษณะ ๓ และศรัทธา ๔ กับ (๒) ญาณในวิปัสสนาทั้งหมด ๑๖ ญาณ ได้แก่ นามรูปปริเฉทญาณ ๑ ปัจจยปริคคหญาณ ๑ สัมมาสนญาณ ๑ วิปัสสนาญาณ ๙ โคตรภูญาณ ๑ และปัจจเวกขณญาณ ๑ (ญาณ ๓: สัจจญาณ กิจจญาณ กตญาณ) นอกจากนี้ ยังรวมถึงหลักธรรม “กิจในอริยสัจจ์ ๔” หมายถึง ข้อที่จะต้องปฏิบัติให้ถูกต้องและเสร็จสิ้นใน “อริยสัจจ์ ๔” แต่ละอย่าง จึงจะชื่อว่ารู้ “อริยสัจจ์” หรือเป็น “ผู้ตรัสรู้แล้ว” ได้แก่

(๑) “ปริญญา” คือ การกำหนดรู้ เป็นกิจในทุกข์ ตามหลักว่า “ทุกฺขํ อริยสจฺจํ ปริญฺเญยฺยํ” ทุกข์ควรกำหนดรู้ คือ ควรศึกษาให้รู้จักให้เข้าใจชัดตามสภาพที่เป็นจริง ได้แก่ การทำความเข้าใจและกำหนดขอบเขตของปัญหา
(๒) “ปหานะ” คือ การละ เป็นกิจในสมุทัย ตามหลักว่า “ทุกฺขสมุทโย อริยสจฺจํ ปหาตพฺพํ” สมุทัยควรละ คือ กำจัด ทำให้หมดสิ้นไป ได้แก่ การแก้ไขกำจัดต้นตอของปัญหา
(๓) “สัจฉิกิริยา” คือ การทำให้แจ้ง เป็นกิจในนิโรธ ตามหลักว่า “ทุกฺขนิโรโธ อริยสจฺจํ สจฺฉิกาตพฺพํ” นิโรธควรทำให้แจ้ง คือ เข้าถึง หรือบรรลุ ได้แก่ การเข้าถึงภาวะที่ปราศจากปัญหา บรรลุจุดหมายที่ต้องการ
(๔) “ภาวนา” คือ การเจริญ เป็นกิจในมรรค ตามหลักว่า “ทุกฺขนิโรธคามินี ปฏิปทา อริยสจฺจํ” ภาเวตพฺพํ มรรคควรเจริญ คือ ควรฝึกอบรม ลงมือปฏิบัติ กระทำตามวิธีการที่จะนำไปสู่จุดหมาย ได้แก่ การลงมือแก้ไขปัญหา

ฉะนั้น ทั้งหมดคือประมวลความรู้แบบย่อๆ ของการปฏิบัติธรรม ที่ผู้เป็น “ทรัพยากรมนุษย์แห่งพุทธะ” ต้องเข้าใจอย่างลึกซึ้ง พร้อมทั้งการลงมือฝึกฝนปฏิบัติจริง ส่วนจะตรัสรู้ได้หรือไม่นั้น เป็นอีกประเด็นหนึ่ง เพราะเป็นเรื่องเฉพาะบุคคล ซึ่งก็ไม่น่าจะเป็นอุปสรรคมากทั้งที่เข้าใจหลักธรรมทั้งหมดดีแล้ว.

[Last Revised: May 27, 2013] – Special Articles For 2013. By Nithee Siripat.
Warin Chamrab, Ubol Ratchathani. During 1958 – 1975.

  หัวข้อธรรมไหนที่เข้าใจไม่ชัดเจน ควรค้นเพิ่มเติมจาก “พจนานุกรมพุทธศาสตร์” ที่เป็นไฟล์ข้อมูล ดังนี้

 (๑) พจนานุกรมพุทธศาสตร์ ฉบับหมวดธรรม

(๒) พจนานุกรมพุทธศาสตร์ ฉบับประมวลศัพท์

หรือ “พจนานุกรมพุทธศาสตร์” ฉบับรูปเล่มตามร้านหนังสือมาตรฐาน (ราคาประมาณ ๓๕๐ บาท)

 

   



   
Last Modified:   May 27, 2014 8:08 PM  
 


อาจารย์นิธี ศิริพัฒน์
ผู้เขียนบรรยาย
Welcome to Buddhism
and Wisdom Land

SIRIPAT POLL








ขออนุโมทนาบุญ


สาธุ! เด้อ ขอให้ได้แต่สิ่งดีๆ
มุทิตาจิต คือ ความยินดี ในเมื่อผู้อื่นอยู่ดีมีสุข มีจิตผ่องใสบันเทิง กอปรด้วยอาการแช่มชื่นเบิก บานอยู่เสมอ ต่อสัตว์ทั้งหลายผู้ดำรงในปกติสุข พลอยยินดีด้วยเมื่อเขาได้ดีมีสุข เจริญงอกงาม ยิ่งขึ้นไป



Powered by Academiae Network

รับออกแบบเว็บไซต์ทุกชนิด ในราคาย่อมเยา และคุณภาพสูง เพิ่มประชาสัมพันธ์ธุรกิจ หรือกิจกรรมส่วนตัว ติดต่อ Nithee@Siripat.Com




    | Main Page | About Us | Academics | Miscellany | Log In | Email | Contact Us View Log File
 Bye-Bye. Guest!... See you again.   
การระดมสมองกันนั้น
ย่อมเกิดปัญญาและความสำเร็จได้
Brainstorming Brings out Wisdom and Success

 Join Us to Develop Yourself
     Clean... Calm...  Bright...





Copyright © 2001 -
Siripat.com and Academiae Network. All rights reserved. 

The content contained herein is being provided to you for information purposes only, No information or materials posted on this site are intended to constitute
a legal or binding relationship. Siripat.com makes no warrants or claims as to the accuracy of content posted on this website.
To the full extent permissible by applicable law, we disclaim all warranties, express or implied and will not be liable for any damages of any kind arising
from the use of this site, including but not limited to direct, indirect, incidental punitive and consequential damages.


Terms of Use and Service | Privacy Policy | Disclaimer