CHARITY DISTRIBUTION FILES
2600 YEARS
PLEASE DOWNLOAD THE NEW REVISED VERSION   
Download Lastest Version
THE ABSOLUTE TRUTHS NEVER DIE BY THE BUDDHA   
แก่นสารแห่งพุทธธรรม
Visit Siripat.Com
   Return to Siripat.com and Academiae Network
  คำแนะนำ   
 
การเจริญภาวนาให้เกิดญาณสัมปยุตต์แห่งปรมัตถสัจจะด้วยปัญญาภูมิอันพึงเกิดแด่โยคาวจรทั้งหลาย   
 
ความตรัสรู้อริยสัจจ์ย่อมเป็นสมุฏฐานแห่งสัพพัญญุตญาณอานิสงส์อันไพบูลย์ด้วยปัญญาญาณ   
 ท่านสามารถศึกษาธรรมะผ่านไฟล์ Text–WordDoc–PDF–HTML–ASP และ JAVA Script Webpages  
Download Now
Download Now
พุทธชยันตี ๒๖๐๐ ปี แห่งความตรัสรู้
 เชิญชาวพุทธร่วมฉลองด้วยการศึกษาอริยธรรมและประพฤติพรหมจรรย์แห่งพระธรรมวินัยนี้
Download Siripat RSS Feed
Check Out
 
รู้อยู่ที่ใจ ดูอยู่ที่ใจ เห็นอยู่ที่ใจ        
เพ่งอยู่ที่ใจ กำหนดอยู่ที่ใจ         
          ให้เห็นความแจ้ง ความสว่าง ความสงบ ขึ้นในใจ     หลวงปู่ทา จารุธัมโม
คำถาม FAQ อาจารย์นิธี ศิริพัฒน์    
ฉบับเฉลิมฉลอง “พุทธชยันตี ๒๖๐๐ ปี” ใน “วันวิสาขบูชา–มาฆบูชา–อาสาฬหบูชา“ ตลอดปี    
Siripat.Com and Academiae Network    
    You're Visiting the Buddhism Webpage. Enjoy Learning the Noble Virtues.
Last Modified:   March 9, 2017 9:15 AM  ||        

 
| Main Page | About Us | Academics | Miscellany | Log In | Email | Contact Us |  
  Hi Guest!... May I have a talk with you. I think it's very nice and useful guidance.  
 
ขนาดอักษรมาตรฐานหน้านี้ 18PT
    ขนาดอังกษร 18 PT     สัพเพเหระกับผู้เขียน Author Miscellancy 2012


Visitor Number:
4674107
จิตปัญญาบำบัด–จิตบำบัดแนวพุทธธรรม
(Supportive and Insight Psychotherapy in Buddhism)

บทความพิเศษ: จิตปัญญาบำบัด–จิตบำบัดแนวพุทธธรรม
ความสำคัญของบทความ  (The Importance of Article )
 

 ในวงการแพทย์เริ่มสนใจการรักษาชีวิตของคนป่วยที่นอกเหนือจากร่างกาย นั่นคือ “จิตใจ” อันเป็นพลังงานธรรมชาติที่ควบคุมร่างกายให้ทำงานตามปรารถนา ไม่ว่าจะเป็นภพภูมิ ที่เรียกว่า “สุคติ” หรือในภพภูมิ ที่เรียกว่า “ทุคติ” ซึ่งทั้ง ๒ ภพภูมิ นี้ เรียกว่า “สังสารจักร” อันประกอบด้วย “สังสารทุกข์” (สุขๆ–ทุกข์ ๆ: พึงปรารถนา ไม่พึงปรารถนา) คือ การเสวยความสุขและความทุกข์ตามสภาพที่เกิดขึ้นหมุนเวียนสลับกันไปในชีวิตที่สืบเนื่องกัน “ชีวิตสันตติ” ตามวิสัยแห่งโลก ที่เรียกว่า “โลกธรรม ๘” คือ ความเป็นไปตามคติธรรมดาซึ่งหมุนเวียนมาหาสัตวโลกและสัตวโลกก็หมุนเวียนตามมันไป ได้แก่ ลาภ–ได้ลาภ–มีลาภ ๑ อลาภ–เสื่อมลาภ–สูญเสีย ๑ ยส–ได้ยศ–มียศ ๑ อยส–เสื่อมยศ ๑ นินทา–ติเตียน ๑ ปสังสา–สรรเสริญ ๑ สุข–ความสุข ๑ ทุกข์–ความทุกข์ ๑ อย่างไรก็ตาม ทุกข์อันใหญ่หลวง คือ “ความตาย” ที่มนุษย์ส่วนใหญ่กลัวกัน พากันประท้วนต่อต้านความตาย ทั้งที่ก็รู้ๆ อยู่ว่า เรากำลังเติบโตไปสู่ความตายที่ไม่สามารถบอกได้ ยกเว้น “พระอรหัตตอริยสงฆ์เจ้า” เท่านั้น ที่กำหนดรู้วันละสังขารของตนได้ (“ชีวิตสมสีสี” อ่านว่า [ชี–วิด–สะ–มะ–สี–สี] หมายถึง ดับกิเลสและดับขันธ์ นั่นคือ ความตรัสรู้พร้อมดับชีวิตในเวลาเดียวกัน ซึ่งเป็นการละสังขารของพระอรหันต์) ก็ยังหลีกหนีไม่พ้นความตาย คือ จะละสังขารทั้งที่ก็เป็นการดำเนินแบบอริยบุคคลกระทำกัน ซึ่งแตกต่างจากปุถุชนธรรมดาทั่วไป ที่นิยมพากันตายคว่ำตายหงาย (สงครากลางมือ) หรือตั้งใจให้ผู้อื่นตายกันในเวลาอันไม่สมควร ฉะนั้น ผู้ปฏิบัติธรรมได้จึงเป็นบุคคลที่ได้เปรียบ เพราะเข้าใจในธรรมชาติชีวิตที่แท้จริง ที่พอขยายเวลาชีวิตให้ยาวนานขึ้น เพื่อการปฏิบัติธรรมให้สำเร็จลุล่วงด้วยดี (อิทธิบาท ๔) ไม่ใช่อยู่ให้มันรกโลกรกสายตาผู้อื่น หาประโยชน์อันควรมิได้ เพราะประกอบด้วย “อวิชชา” ความไม่รู้จริงในธรรมแห่งชีวิต คือ (๑) “ร่างกาย” ได้แก่ สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ กับ (๒) “จิตใจ” ได้แก่ สัมมาวายามะ สัมมาสติ สัมมาสมาธิ และ (๓) “ปัญญา” ได้แก่ สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปปะ ที่เรียกว่า “ทางสายกลางแห่งมัชฌิมาปฏิปทา” ที่ดำเนินด้วยปัญญา ที่เรียกว่า “อริยมรรคมีองค์ ๘” การเจริญมรรคาทั้ง ๘ ประการ นี้ ยังต้องมี “สัมปยุตตธรรม” อันเป็นข้อประพฤติปฏิบัติที่กอปรกูลเป็นประโยชน์ซึ่งกันและกัน ด้วยเหตุปัจจัยที่ปรุงแต่งตามหลักปฏิจจสมุปบาท เช่น “สัมมาทิฏฐิ–สัมมาสังกัปปะ” ซึ่งหมายถึง “โสฬสญาณ–ญาณ ๑๖” ซึ่งผสมผสานรวมกัน ที่เรียกว่า “ญาณสัมปยุตต์” หมายถึง ประกอบด้วยเหตุผลแห่ง “โยนิโสมนสิการ” และปัญญา นั่นคือ “ปัญญาญาณ” ฉะนั้น ชีวิตที่ดำเนินสมควรแก่ธรรม “ธัมมานุธัมมปฏิปัตติ” จึงเป็นวิถีชีวิตอันศิวิไลซ์แห่งสัตบุรุษ คือ ทางที่คนดีเขาประพฤติกัน ทำให้ร่างกายแข็งแรง จิตเบิกบาน ปัญญาสว่างไสว การที่จะแสร้งไปหาเรื่องเดือดร้อนให้เกิดขึ้นในชีวิต “ทำวิปฏิสาร” ความเดือดร้อนทั้งกายและใจ สร้างเวรสร้างกรรมชั่ว ย่อมเป็นไปได้ยาก จึงกล่าวได้ว่า เป็นชีวิตที่สมประกอบด้วยคุณธรรมหรือจริยธรรม เมื่อมีศรัทธาที่แรงกล้าและฉันทะที่กล้าแข็ง มีพระรัตนตรัยเป็นสรณะที่พึ่งแห่งชีวิต ไม่มีสิ่งอื่นใดเลิศล้ำไปกว่าสิ่งอัศจรรย์นี้ ภัยอันตรายใดย่อมไม่เกิดขึ้นในชีวิต ซึ่งอานิสงส์ในสิ่งนี้ ที่สัตบุรุษพากันเรียกว่า “ธรรมโอสถ–พุทธโอสถ” อันเกิดจากการปฏิบัติธรรมอันสมควรแก่ธรรม นั่นคือ “ฟังธรรม–สนทนาธรรม–ปฏิบัติธรรม” ด้วยประการฉะนี้เอง.

    File Download of Reading References

 
Dictionary of Numerical Dhammas — พจนานุกรมพุทธศาสน์ หมวดธรรม
  Dictionary of Buddhist Terms — พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์

จิตปัญญาบำบัด (Wisdom Psychotherapy) –จิตบำบัดแนวพุทธธรรม

ในบทความทางการแพทย์ที่เริ่มประยุกต์องค์ความรู้ด้านพุทธศาสนา เพื่อนำมาใช้ในการบำบัดรักษาโรคทั้งทางกายและทางใจแบบองค์รวมนั้น ก็นับเป็นเรื่องยากที่จะเกิดขึ้นในสังคมคนไทย ที่จะมีทรัพยากรบุคคลที่มีคุณภาพ เช่น วงการแพทย์ ที่เข้าใจเป็นอย่างดีระหว่าง “องค์รู้ความทางโลก” กับ “องค์ความรู้ทางธรรม” ทั้งๆ ที่ประเทศไทยประกาศว่า เป็น “ดินแดนแห่งพระพุทธศาสนา” ดังเช่น “จิตปัญญาบำบัด” (Wisdom Psychotherapy) เป็นคำที่ “นายแพทย์ประทักษ์ ลิขิตเลอสรวง” ได้บัญญัติขึ้นเอง หลังจากได้ศึกษาพุทธธรรมทั้งทฤษฎี (ปริยัติ) และ ปฏิบัติ (เจริญภาวนา: สมถภาวนา กับ วิปัสสนาภาวนา) ซึ่งการปฏิบัตินั้นได้กระทำอย่างจริงจังอยู่ หลายปีทั้งกับตัวเอง และได้ประยุกต์ใช้ในการทำ จิตบำบัดกับผู้ป่วยทางจิตเวช จนมีระดับความเชื่อมั่น ถึงคุณค่ามหาศาลของ “องค์ความรู้ในวิทยาศาสตร์ทางจิตใจของพุทธธรรม” ที่ปฏิบัติได้จริง และเข้าถึงแก่นแท้ของจิตใจมนุษย์และสรรพสิ่ง แม้องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ด้วยพระองค์เอง และทรงสั่งสอนประกาศศาสนาพุทธเมื่อกว่า ๒,๖๐๐ ปีก่อน แต่ “สัจธรรมแห่งพุทธธรรม” ก็ยังผ่านการพิสูจน์ถึงความ เป็นจริงจนถึงปัจจุบัน และเป็นองค์ความรู้ที่ปฏิบัติได้จริง เพื่อการบำบัดจิตให้พ้นทุกข์อย่างถึงที่สุด ฉะนั้น ข้อแตกต่างระหว่าง “จิตบำบัดแนวพุทธธรรม–จิตปัญญาบำบัด” กับ “จิตบำบัดแนวตะวันตก” มีรายละเอียดดังนี้

(๑) จิตวิทยาและจิตบำบัดแนวตะวันตก มุ่งเน้นให้มนุษย์มีความสุขและปรับตัวปรับใจ ให้เข้ากับ ผู้คน สถานการณ์การเปลี่ยนแปลง ต่างๆได้ดี (Happiness and Well Adjustment) ในขณะที่จิตปัญญา บำบัดมีจุดหมาย ๒ ระดับ นอกจาก (๑) ความสุขสงบทางกายและจิตใจแล้ว ยังมีระดับ (๒) การพัฒนาขั้นสูงในเชิงปัญญา (สมถภาวนา–วิปัสสนาภาวนา) เพื่อรู้เท่าทันเหตุปัจจัยตามความเป็นจริง ซึ่งเป็นการป้องกัน อยู่แบบไม่ประมาท และไม่กลับเข้าสู่วงจรของความทุกข์ (สังสารทุกข์) อีก

(๒) แม้จิตบำบัดแนวตะวันตก จะกล่าวถึงจิตบำบัด เป็น ๒ ระดับไว้เช่นกัน คือ (๑) จิตบำบัดแบบ ประคับประคองและแบบหยั่งลึกก็ตาม (Supportive and Insight Psychotherapy) แต่เนื่องจากกรอบความคิดยังยึดติดกับ “ทฤษฎีอัตตา” (อุปาทานขันธ์ ๕ เป็นทุกข์) จึงเน้นรูปแบบทางกายภาพ หรือชีวภาพเป็นรูปธรรม ในขณะที่จิต ปัญญาบำบัดแนวพุทธธรรมเชื่อใน “หลักไตรลักษณ์” ที่มีแนวคิดว่า:– มนุษย์และสรรพสิ่งล้วนไม่ เที่ยงเป็นทุกข์ และไม่เป็นตัวตน (สามัญลักษณะ: อนิจจตา–ทุกขตา–อนัตตา) จึงพัฒนาได้สุดๆในเชิงจิตปัญญาเป็นนามธรรม และเข้าถึงเหตุปัจจัยที่มีการเกิดดับเองอยู่ทุกขณะตามปกติธรรมดาในธรรมชาติ ไม่เป็นไปตามความอยากหรือไม่อยากของมนุษย์ ผู้หนึ่งผู้ใด หรือมีสิ่งเหนือธรรมชาติดลบันดาล หากมนุษย์มีปัญญารู้เท่าทัน “กฎธรรมชาติ” (ทมะ–โยนิโสมนสิการ มีเหตุผลด้วยสติสัมปชัญญะ คือ “อัปปมาทะ” ไม่ประมาท) ไม่หลงยึดติดกฎมนุษย์ที่สมมติ บัญญัติขึ้นเอง (มทะ–มัวเมาด้วยอวิชชาและตัณหา) ก็จะดำเนินชีวิตได้อย่าง สอดคล้อง เอื้อประโยชน์สูงสุดทั้งต่อ ตนเอง และผู้อื่น

(๓) จิตวิทยาและจิตบำบัดแนวตะวันตก นั้น ก่อกำเนิดเริ่มต้นจากการสังเกตและบำบัด รักษาผู้ป่วยทางจิตประสาท แค่ ๑๐๐ กว่าปีมานี้เอง (ศตวรรษที่ ๒๐) โดย “ซิกมันด์ ฟรอยด์“ ต่อมาเมื่อประเทศตะวันตกเปลี่ยนแปลงจากยุคเกษตรกรรมสู่ยุคอุตสาหกรรม วัตถุนิยมทุนนิยม และยุคปัจจุบันซึ่งเป็นยุคโลกาภิวัฒน์และยุคข้อมูลข่าวสาร วิทยาศาสตร์ ทางกายภาพ และจิตใจ จึงถูกนำมาใช้ เพื่อเอาชนะควบคุมธรรมชาติและมนุษย์ด้วยกัน เพื่อผลผลิตและสิ่งอำนวยความ สะดวกสบาย สร้างความสุขทางวัตถุให้มากที่สุด “แต่มนุษย์ส่วนใหญ่กลับรู้สึก เป็นทุกข์ มีปัญหาทางสุขภาพจิตมากขึ้น” ในขณะที่ “จิตปัญญาบำบัดแนวพุทธธรรม” มองว่า “มนุษย์และสรรพสิ่งมีการเปลี่ยนแปลง เกิดดับอยู่ตลอดเวลา ไม่คงตัวถาวร” (ธรรมนิยาม ๓: สังขารทั้งหลายไม่เที่ยง สังขารทั้งหลายเป็นทุกข์ ธรรมทั้งหลายไม่ใช่ตัวตน = ให้พิจารณาด้วยโยนิโสมนสิการตามหลักปฏิจจสมุปบาท) คล้ายหยดน้ำที่ตกลงมาทีละหยดเวลาเปิด ก๊อกน้ำ แล้วรวมตัวไหลรินจนเราเข้าใจผิด คิดว่าเป็นกระแสน้ำไหล หรือกระแสไฟฟ้า ที่เกิดจากประจุลบที่วิ่งชนสารเรืองแสง ตัวแล้วตัวเล่าเกิดดับต่อเนื่องจนเราเห็นเป็น แสงสว่างตลอดเวลา สภาวะที่คงสภาพ เดิมอยู่ไม่ได้มีความขัดแย้งกดดันก็คือ “ทุกข์ตามธรรมชาติ” (ทุกข์ตามสภาพ) และถ้ามนุษย์ปฏิสัมพันธ์กับโลกธรรมชาติโดยขาดความรู้ความ เข้าใจ (อวิชชา) หลงผิดคิดอยากหรือไม่อยากตามใจต้องการ (ตัณหา ๓: กามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา หรือ อกุศลมูล ๓: โลภ–โกรธ–หลง หรือ โลภะ–ราคะ โทสะ โมหะ) และจิตใจคิดปรุงแต่งเกิดความยึดมั่นถือมั่น (อุปาทาน=ยึดติดถือมั่น) ฉะนั้น ทุกข์ที่อยู่ตามธรรมดาในธรรมชาติ ก็จะกลายเป็นทุกข์ ที่ปรุงแต่งขึ้นในใจของมนุษย์ (ทุกขตา–ทุกขอริยสัจจ์ หรือ อุปาทานขันธ์ ๕ เป็นทุกข์) ดังนั้น มนุษย์ทุกคนย่อมอยู่ท่ามกลางความทุกข์ และมีความทุกข์มากบ้างน้อยบ้าง สุดแล้วแต่ใครจะมีปัญญารู้เท่าทัน “กฎธรรมชาติ: ปฏิจจสมุปบาท–ไตรลักษณ์” และมนุษย์เป็นสัตว์ประเสริฐ เพราะมีศักยภาพที่จะฝึกฝนพัฒนาด้วยตนเองให้สูงสุด อย่างที่พระพุทธเจ้าทรงทำสำเร็จเป็นตัวอย่าง (โดยมีสมมุติฐานว่า: จิตดั้งเดิมของมนุษย์เป็น “จิตประภัสสร” (ภวังคจิต) อยู่แล้ว เพียงแต่ถูกอุปกิเลสเข้าครอบงำตลอดเวลา จึงต้องรักษาพัฒนาจิตให้สะอาด ผุดผ่อง ผ่องใส บริสุทธิ์จาก “อุปกิเลส–นิวรณ์ ๕” ด้วยการเจริญสมาธิ) ดังนั้นจิตปัญญาบำบัดจึงใช้ได้กับทุกคน ทุกระดับภูมิธรรม รวมถึงผู้ป่วยทางจิตเวชด้วย

หลักการของจิตปัญญาบำบัด อาศัยแนวทาง “ไตรสิกขา–สิกขา ๓” (ศีล–สมาธิ–ปัญญา: อธิสีลสิกขา–ด้วยศีลอันยิ่ง–ความประพฤติที่เป็นศีลอันบริสุทธิ์ อธิจิตตสิกขา–ด้วยจิตอันยิ่ง–จิตอันเป็นสมาธิด้วยฌาน อธิปัญญาสิกขา–ด้วยปัญญาอันยิ่ง–ปัญญาที่กลายเป็นญาณทัสสนะ) หมายถึง ข้อประพฤติปฏิบัติอันประเสริฐที่ต้องศึกษา ฝีกอบรม พัมนาตนให้บรรลุถึงภูมิแห่งอริยะ นั่นคือ ”อริยบุคคล” ด้วยการเจริญามรรคาทั้งหมดใน “มรรคมีองค์ ๘” ของหลักธรรม “อริยสัจจ์ ๔” ซึ่งเรียกว่า ”อริยมรรคมีองค์ ๘–อริยอัฏฐังคิกมรรค–มัชฌิมาปฏิปทา” สามารถแบ่งเป็น ๓ ระดับ จากรูปธรรม (ร่างกาย–รูปขันธ์: รูป หรือ รูป ๒๘ คือ มหาภูตรูป ๔ กับ อุปาทายรูป ๒๔) ซึ่งเป็นปัจจัยภายนอกสู่นามธรรม (จิตใจ–นามขันธ์: เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ หรือ จิต ๘๙ กับ เจตสิก ๕๒) ซึ่งเป็นปัจจัยภายใน ได้แก่

(ก) จิตพฤติกรรมบำบัด (Psycho–Behavior Therapy) มุ่งฝึกอบรมพัฒนาพฤติกรรมทางกายวาจา ซึ่งมาจากจิตใจที่เป็นกุศลใฝ่ดีทั้งต่อตนเอง ผู้อื่น และสังคม เกิดความสัมพันธ์ที่เหมาะสมระหว่างวิถีการ ดำเนินชีวิตทั้งกายใจกับผู้คนและสิ่งแวดล้อม เท่ากับไม่สร้างปัญหาหรือก่อความเดือดร้อนให้กับตัวเองและโลกภายนอก ความเครียดความทุกข์ที่จะกดดันทับถมน้อยลง มีความเป็นอยู่อย่างเรียบง่าย ลดสิ่งเร้าลงเป็นอิสระ ขึ้น ลดการพึ่งพาวัตถุภายนอกทำให้ความอยากความ ต้องการและความจำเป็นต้องดิ้นรนแสวงหาลดลง จิตใจที่ต้องแบกรับภาระที่ปรุงแต่งยึดมั่นถือมั่นอันหนักอึ้งได้ปล่อยวาง ใน “มรรคมีองค์ ๘” จะตรงกับ “หมวดศีล” ๓ ข้อ คือ

(๑) มรรคข้อ ๑ หมายถึง “สัมมาวาจา” พูดชอบ เจรจาชอบ คือ “วจีสุจริต ๔” ไม่พูดเท็จ ไม่พูดส่อเสียด ไม่พูดคำหยาบ ไม่พูดเพ้อเจ้อ ซึ่งตรงกับ ศีลข้อ ๔ คือ เว้นการพูดเท็จโกหก

(๒) มรรคข้อ ๒ หมายถึง “สัมมากัมมันตะ” กระทำชอบ ฉะนั้น ก็คือ ศีลข้อ ๑–๒–๓ (ข้อ ๔ เว้นจากพูดเท็จ) และ ๕ ได้แก่

ศีลข้อ ๑. ไม่ทำร้ายหรือฆ่าสัตว์ตัดชีวิต ตลอดจน อยู่ร่วมกับผู้อื่นในสังคมโดย ไม่เบียดเบียนหรือก่อความ เดือดเนื้อร้อนใจกับตัวเองและผู้อื่น โดยปฏิบัติตามองค์ ธรรมใน “หลักพรหมวิหาร ๔” (อัปปมัญญา ๔) คือ “เมตตา” หรือรักและปรารถนาดีแบบให้ (ไม่ใช่แบบรับอย่างเห็นแก่ตัว) กับ บุคคลทั่วไปที่เท่ากัน “กรุณา” หรือสงสารให้ความ ช่วยเหลือ กับคนที่ด้อยกว่า “มุทิตา” หรือพลอยยินดีกับคนที่เหนือกว่าตน และ “อุเบกขา” หรือวางเฉยเมื่อคนนั้นยังไม่พร้อม ในองค์ธรรม ๓ ข้อแรก แต่ไม่เฉยเมยให้เฉยมองให้ โอกาสเมื่อเขาพร้อม

ศีลข้อ ๒. ไม่ลักทรัพย์ ตลอดจนเคารพในสิทธิและ ทรัพย์สินของผู้อื่น ปฏิบัติตามกฎหมาย กฎระเบียบ ขนบธรรมเนียมประเพณี และวัฒนธรรมอันดีงาม ของสังคม โดยปฏิบัติตามองค์ธรรมเรื่อง “ทาน–จาคะ” หมายถึง การให้ทาน ให้อภัย เสียสละ แบ่งปัน เป็นการฝึกจิตเพื่อลดละ ความโลภ ความโกรธลงได้ระดับหนึ่ง

ศีลข้อ ๓. ไม่ประพฤติผิดในกาม ยินดีเฉพาะคู่ครอง ของตน ไม่แย่งของรักของหวงใคร ไม่ละโมบโลภมากอยาก ได้อยากมีอยากเป็น โดยปฏิบัติตามองค์ธรรม เรื่อง สังวร สำรวม และสันโดษ กินง่ายอยู่ง่าย ประหยัด อยู่อย่าง เศรษฐกิจพอเพียง

ศีลข้อ ๕. ไม่เสพสุราสารเสพติด สามารถครอง สติบังคับใจตนเองได้ดี ไม่ก่อปัญหา ๓ ข้อแรก โดยปฏิบัติ ตามองค์ธรรมเรื่อง การมีสติสัมปชัญญะ และความไม่ ประมาท

(๓) มรรคข้อ ๓ หมายถึง “สัมมาอาชีวะ” เลี้ยงชีวิตชอบ มีความสุจริต ขยัน กระตือรือร้น ขวนขวาย หลีกเลี่ยงอาชีพ ที่ไม่สมควร รู้จักแสวงหาทรัพย์โดยชอบธรรม รู้จักบริหารการเงิน แบ่ง ส่วนใช้จ่ายให้เกิดความสุขแก่ตนเอง คนในครอบครัว บริวาร แบ่งปันเพื่อทำบุญทำทาน และเก็บออมไว้ใช้จ่าย ในยามจำเป็น ไม่เป็นหนี้ การดำเนินชีวิตจึงจะมั่นคง เพียงพอในปัจจัย4 ไม่ทุกข์กายทุกข์ใจและรู้สึกขัดสน ทางวัตถุจนเกินไป

(ข) สติสมาธิบำบัด (Mind Therapy) มุ่งฝึกอบรม พัฒนาอารมณ์จิตใจภายใน ให้มีความเพียรมุ่งมั่น มีสติกำกับรู้ตัวตลอดเวลา มีจิตแน่วแน่เป็นสมาธิ ต่อเนื่อง เพื่อเอื้อให้เกิดปัญญา มีสติสัมปชัญญะ รู้ตัว รู้เท่าทันการทำงานของจิตตัวเองที่เกี่ยวข้องกับ อายตนะหรือประตูสู่ภายนอกทั้ง ๖ ได้แก่ ตาเห็นภาพ หูได้ยินเสียง จมูกได้กลิ่น ลิ้นรับรส กายสัมผัส และ ธรรมารมณ์รู้ด้วยใจ โดยฝึกจิตรับรู้ รู้สึกนึกคิดและ จดจำตามเหตุปัจจัยที่แท้จริงขณะปัจจุบัน ไม่ปรุง แต่งตามใจตัวเอง และคอยคัดออกซึ่ง “อาสวะ” (สภาวะอันหมักดองสันดาน สิ่งที่มอมพื้นจิต กิเลสที่ไหลซึมซ่านไปย้อมใจเมื่อประสบอารมณ์ต่างๆ ส่วนสภาพที่ยังมีอาสวะอยู่ เรียกว่า “สาสวะ”) หรือ สิ่งเคยชินหมักหมมในอดีต ทำให้รู้สึกเป็นสุขสงบสบาย และเสรี ใน “มรรคมีองค์ ๘” จะตรงกับ “หมวดสมาธิ” ๓ ข้อ คือ

(๑) มรรคข้อ ๔ หมายถึง “สัมมาวายามะ” พยายามชอบ มีความเพียรไม่ย่อท้อ ไม่กลัวความยากลำบาก มีความ มุ่งมั่นตั้งใจ มีแรงจูงใจสูง โดยปฏิบัติตามองค์ธรรม ในหลัก “อิทธิบาท ๔” คือ “ฉันทะ” คือ ใจรัก “วิริยะ” คือ ใจสู้ “จิตตะ” คือ ใจฝักใฝ่จดจ่อ และ “วิมังสา” คือ ใจพินิจพิจารณา ด้วยการทำ “โยนิโสมนสิการ” คือ การใช้ความคิดอย่างถูกวิธีในการพิจารณากรรมฐานหรือภาวะจิตใจทุกขณะจิต

(๒) มรรคข้อ ๕ หมายถึง “สัมมาสติ” ระลึกชอบ มีสติคอย ฉุกคิด กำกับทบทวนตื่นตัวอยู่ทุกขณะจิต ในอาการคอย รับรู้ต่อสิ่งที่เกี่ยวข้อง และตระหนักว่าควรปฏิบัติต่อสิ่งนั้นๆอย่างไร สติจะคอยยับยั้งจิตไม่ให้ฟุ้งซ่าน คิดปรุงแต่งเบี่ยงเบน ในขณะเดียวกันสติจะคอย ควบคุมตรวจตรากระแสการรับรู้ ความรู้สึกนึกคิด ความทรงจำและการแสดงออกทางพฤติกรรมให้อยู่ กับปัจจุบัน ไม่เลื่อนไหลล่องลอยไปในอดีตที่ผ่านมาแล้ว แก้ไขไม่ได้และไม่คิดเพ้อเจ้อ ปรุงแต่งไปในอนาคต ที่ยังมาไม่ถึง และให้สตินั้นเป็นตัวสร้างโอกาสทาง “ปัญญา” (อนุปัสสนา) โดยจับสิ่งที่ได้รับรู้ทาง “อายตนะภายใน ๖” (อินทรีย์ ๖: ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ซึ่งเกิดความรู้ด้วยการสัมผัสจาก อายตนะภายนอก–อารมณ์ ๖: รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ–สัมผัสทางกาย ธรรมารมณ์) ในขณะนั้นให้ ปัญญารู้เข้าใจอย่างตรงไปตรงมา (ยถาภูตญาณ–ยถาภูตญาณทัสสนะ) พระพุทธองค์ทรง สั่งสอนเทคนิคการเจริญสติด้วย “หลักสติปัฏฐาน ๔” หรือ ที่ตั้งแห่งสติโดยใช้สติตามดู และมีปัญญารู้เท่าทันตามลักษณะความหลุดพ้นแห่งไตรลักษณ์ สภาพทางร่างกาย (พิจารณากาย: กายสักว่ากาย ไม่ใช่ตัวตน นั่นคือ กายานุปัสสนาสติปัฏฐาน) ความรู้สึกสุข ทุกข์ หรือเฉยๆ (พิจารณาเวทนา: เวทนาสักว่าเวทนา ไม่ใช่ตัวตน นั่นคือ เวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน) สภาพจิตใจ เช่น โลภ โกรธ หลง เป็นต้น (พิจารณาจิต: จิตสักว่าจิต ไม่ใช่ตัวตน นั่นคือ จิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน) และเรื่องราวทั้งหลายในองค์ ธรรมต่างๆที่รู้ที่คิดที่เกิดขึ้นในใจ (พิจารณาธรรม: ธรรมสักว่าธรรม ไม่ใช่ตัวตน นั่นคือ ธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน) ข้อพึงเข้าใจ: ในการเจริญธรรม “สติปัฏฐาน ๔” นั้น ให้ “มนสิการกรรมฐาน” หรือ “พิจารณากรรมฐาน” (นั่นคือ “อนุปัสสนา” ที่เกิดขึ้นหลังจากจิตสงบเป็นสมาธิในระดับใดก็ได้ใน “รูปฌาน ๔” ซึ่งเรียกว่า “จิตประภัสสร–ภวังคจิต” ไม่ใช่ “วิถีจิต” คือ จิตในกระแสวิถีของอาการวิญญาณปวัติติ) โดยเริ่มจากเมื่อจิตเป็นสมาธิในขั้นละเอียดที่เรียกว่า “จตุตถฌาน–อัปปนาสมาธิ” ซึ่งมีประด้วยองค์ฌาน ๒ ได้แก่ “อุเบกขา–เอกัคคตา” นั่นคือ “อารมณ์กรรมฐาน” (เช่น ลมหายใจเข้าออก ที่เรียกว่า “อานาปานสติ” การกำหนดสติพิจารณาลักษณะของลมหายใจเข้าออก) เป็นเครื่องระลึกของ “สติ” และในขณะเดียวกัน “อารมณ์กรรมฐาน” เป็นเครื่องเรียนรู้ในการพัฒนาปัญญาของ “สัมปชัญญะ” ซึ่งเรียกว่า “สติสัมปชัญญะ” หมายถึง ความกำหนดหมายรู้ได้ จดจำได้ และมีปัญญารู้ทั่วถ้วนด้วยเหตุผลและด้วยการเจริญ “โยนิโสมนสิการ” (ความฉลาดในการใช้ความคิดอย่างถูกวิธีและมีเหตุผลตามหลักปฏิจจสมุปบาท) อย่างสืบเนื่องภายในตนเองตลอดเวลา

(๓) มรรคข้อ ๖ หมายถึง “สัมมาสมาธิ” ตั้งใจมั่นชอบ “สมาธิ–เอกัคคตา” คือ ภาวะที่จิตแน่วแน่ต่อสิ่งที่กำหนด การทำสติสมาธิ บำบัดต้องการสมาธิเพียงระดับต้นๆ เพื่อสร้างปัญญา รู้แจ้ง หรือวิปัสสนาสมาธิ มีรูปแบบเทคนิค ๔ แบบ ได้แก่

(๑) สมาธิตามวิธีธรรมชาติ เพื่อทำความดีมี ศีลธรรม จะทำให้จิตเป็นสุขเกิดสมาธิ
(๒) สมาธิที่เกิดจากการพินิจ พิจารณาจากความ ทรงจำในองค์ธรรมสำคัญๆ ที่เรียกว่า “วิปัสสนาภูมิ–ปัญญาภูมิ” เช่น อิทธิบาท ๔ อริยสัจ ๔ หรือ ไตรลักษณ์ เป็นต้น
(๓) สมาธิตามอย่างสามัญ ใช้สติเป็นตัวนำ ที่เรียกว่า “สติปัฏฐาน ๔”
(๔) สมาธิอย่างเป็นแบบแผนหรือสมถะวิปัสสนา ใช้สิ่งกำหนด หรือตัวเพ่งหนึ่งหรือหลายอย่างใน “กรรมฐาน ๔๐” (สิ่งที่ใช้เป็นอารมณ์กรรมฐานในการฝึกอบรมจิตใจ) ที่เหมาะกับจริตของตน และเทคนิคแต่ละสำนักปฏิบัติธรรม

(ค) ปัญญาบำบัด (Wisdom Therapy) มุ่งฝึก อบรมพัฒนาการทำงานของจิตขั้นสูงระดับปัญญา ให้รู้เท่าทันตามความเป็นจริงของเหตุปัจจัยตามธรรมดาของ “กฎธรรมชาติ–กำหนดแห่งธรรมดา” (อุปาทานขันธ์ ๕ เป็นทุกข์ หรือ ขันธ์ ๕ ปฏิจจสมุปบาท ไตรลักษณ์ อริยสัจจ์ ๔) ไม่ก่อทุกข์เองจากความโลภ โกรธ หลง ทิฏฐิมานะ เป็นต้น ไม่บิดเบือนปรุงแต่งตามความอยากหรือไม่อยากของตัวเอง (ตัณหา ๓: กามตัณหา–ภวตัณหา–วิภวตัณหา) เป็นการปฏิบัติธรรมทุกขณะจิตตลอดชีวิต ด้วย “จิตที่สงบ สว่าง เสรี” (สัมมาสมาธิในวิปัสสนาภูมิ นั่นคือ “มรรคสมาธิ–มัคคญาณ” กับ “ผลสมาธิ–ผลญาณ” หมายถึง “จิตตัววิปัสสนา” ที่เป็น “ญาณทัสสนะ–ยถาภูตญาณทัสสนะ” คือ ปัญญารู้เห็นตามสภาพที่เป็นจริงตามกำหนดธรรมดา) ใน “มรรคมีองค์ ๘” ตรงกับ “หมวดปัญญา” ๒ ข้อ คือ

(๑) มรรคข้อ ๗ หมายถึง “สัมมาทิฏฐิ” เห็นชอบ หรือเข้าใจถูกต้อง ถ่องแท้ตลอดกระบวนการใน “หลักอริยสัจ ๔” เรื่อง ทุกข์ สาเหตุของทุกข์ ทางดับทุกข์ และวิธีการดับทุกข์ และ หลักไตรลักษณ์ของความไม่เที่ยง เป็นทุกข์และไม่มี ตัวตน “สัมมาทิฏฐิ” เป็นหลักการใหญ่หรือนโยบายคล้าย หัวขบวนรถไฟที่ลากอีก ๗ ตู้ไปด้วยกัน โดยมี “สัมมาสังกัปปะ” เป็นวิธีการขับเคลื่อน “สัมมาวาจา–สัมมากัมมันตะ–สัมมาอาชีวะ” เป็นปัจจัยเกื้อหนุน เช่น เชื้อเพลิง เครื่องยนต์ที่ดี เป็นต้น “สัมมาวายามะ” พยายามชอบ (เว้นและไม่ทำกรรมชั่ว) เป็นกำลังม้าฉุดลาก “สัมมาสติ” (สติสัมปชัญญะ–สติปัญญา) เป็นรางเข็มทิศแสงสว่างส่องทางหรือแผนที่ เดินทาง และ “สัมมาสมาธิ” (จิตตั้งมั่นชอบ มั่นคงหนักแน่นด้วยศรัทธาและฉันทะ) เป็นความเร็วที่วิ่งไม่ตก มุ่งไป ข้างหน้าของเครื่องจักร การที่จะเกิด “สัมมาทิฏฐิ” ได้ เริ่มแรกอาจต้องพึ่งพา “กัลยาณมิตร” (กัลยาณมิตตตาสัมปทา: พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ สัตบุรุษ ผู้รู้ นักปราชญ์) ช่วยชี้แนะบอก แนวทางหรือทำเป็นตัวอย่าง ซึ่งเป็นบทบาทของ ผู้บำบัดนั่นเอง ต่อมาผู้ถูกบำบัดจะเกิดความสมัครใจ เต็มใจ เห็นประโยชน์มีแรงจูงใจหรือฉันทะ (ความพอใจในหน้าที่และความชำนาญสร้างสรรค์) ที่จะพัฒนาตัวเองเต็มศักยภาพ ที่เรียกว่า “อัตตสัปทา: ภาวนา ๔ ได้แก่ กายภาวนา สีลภาวนา จิตตภาวนา ปัญญาภาวนา”

(๒) มรรคข้อ ๘ หมายถึง “สัมมาสังกัปปะ” ดำริชอบ มีความ นึกคิด ตั้งเป้าหมายถูกทาง กำหนดแนวทางปฏิบัติ ชัดเจน ในการลดละเลิก “สาเหตุแห่งทุกข์” (ทุกขสมุทัย) โดยเฉพาะ ความโลภ ความโกรธ และความหลง เป็นต้น แต่โดยหลักแล้วเป็นเรื่อง “กุศลวิตก ๓” ได้แก่ นึกคิดถึงความสงบจากกามคุณ นึกคิดถึงความไม่พยาบาท และนึกคิดถึงความไม่เบียดเบียนตนเองและผู้อื่น

สรุปผลที่คาดหมาย ๓ ประการ คือ

(๑) ลดความอยากไม่อยาก ความต้องการให้น้อยลง ดำเนินชีวิตอย่างเรียบง่าย ลดสิ่งเร้าและการพึ่งพา ปัจจัยภายนอกทางวัตถุ ทำให้สิ่งกระตุ้นทาง อารมณ์โดยเฉพาะในเชิงลบลดลง เช่น ความเครียด กังวล โกรธเกลียด ผิดหวัง ซึมเศร้า หวาดระแวง ก้าวร้าว เป็นต้น จิตใจจะไม่ทุกข์ร้อนกลับเป็นสุข ไม่คิด เบียดเบียนใครรวมทั้งตัวเอง อยู่ร่วมกับผู้อื่นได้ดี และทำตัวเป็นประโยชน์กับชุมชนสังคม

(๒) ฝึกสติกำกับจิต รู้ตัวในการกระทำทางกายวาจา ตลอดเวลา องค์ประกอบของจิตที่ได้รับการฝึกฝน จนมีประสิทธิภาพสูง คล้ายบริหารร่างกายให้ แข็งแรงอยู่เสมอ ไม่เจ็บป่วยง่ายหรือทุเลาได้เร็ว และการมีสมาธิที่ควรแก่งาน ทำให้เกิดปัญญา เข้าใจสัจจธรรมได้ง่ายและเร็ว

(๓) เกิดปัญญารู้ถึงเหตุปัจจัยตามธรรมดาของ ธรรมชาติว่า กายจิตและสรรพสิ่งมีความไม่เที่ยง แปรเปลี่ยนกดดันเป็นทุกข์ ตั้งอยู่ไม่ได้นาน และ ไม่มีตัวตนถาวร มีแต่สมมติบัญญัติ การมีปัญญา เพื่อรู้เท่าทันและดำเนินชีวิตให้สอดคล้อง มิใช่ฝืน ด้วยความอยากไม่อยาก ชอบไม่ชอบของตัวเอง หรือของใคร แม้แต่สิ่งเหนือธรรมชาติ สภาพจิต จึงจะ “สะอาด สุข สงบ สว่าง เสรี” (สันติบท) อย่างแท้จริง.

ที่มา: http://www.vichaiyut.co.th/html/jul/33-2549/p77-80_33.asp

[Last Revised: March 19, 2014] – Special Articles For 2014. By Nithee Siripat.
Warin Chamrab, Ubol Ratchathani. During 1958 – 1975.

 



   
Last Modified:   March 9, 2017 9:15 AM      
 

ตรวจสอบสุขภาพจิตวันนี้
เรียนเชิญท่านทั้งหลาย ตรจสอบสุขภาพจิตวันนี้
จิตประภัสสรที่เป็นสมาธิ

ตรวสอบภาวะจิตของคุณวันนี้
คุณระงับสงบอุปกิเสลดีแล้วหรือยัง

  Academic Charity Services Provided by
  Academiae Network and Siripat.Com




  พุทธพจน์     (The Words of the Buddha)
“ยงฺกิญฺจิ สมุทยธมํ สพฺพนฺตํ นิโรธธมฺมนฺติ”
สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งหลายมีความดับไปเป็นธรรมดา
Any reality rises naturally and all of them also fall naturally.
   
อ่านบทความส่งเสริมการพัฒนาปัญญา
กลุ่มคณาจารย์บริหารโครงการ
English Program Project of EPAcademy.com 2005
วิทยาทานไวยาวัจจ์
The Teaching Verification License Service Porject 
Qualified for Non-Thai Teachers in Thailand 
The Prototype Project [2005-2006] 

Mr. Nithee Siripat, Dr. Areewan Iamsa-ard [Project Director], Dr. Amnuay Deshchaisri,
Mr. Sevket Simsek, and Mr. Prasert Limsukkawat
Bansomdejchaopraya Rajabhat University © The Faculty of Education Take a look at the Great Project, please!





สิรภัทร ศิริพัฒน์
  พาหุสัจจะ (Great Learning)

หลายคนอาจสงสัยว่า การหันหน้าเข้าวัด คือ การหมดหนทางต่อสู้ในชีวิต หรือ การยอมแพ้ ความจริงเป็นเรื่องตรงกันข้าม เพราะเราเข้าหา “พระอริยสงฆ์” ผู้ประเสริฐด้วยวิชชาและจรณะเพรียบพร้อม เหนือมนุษย์ปกติทั่วไป ผู้ยังมีกิเลสครอบงำจิตใจทุกขณะ “พาหุสัจจะ” คือ ความเป็นผู้ได้ศึกษาเล่าเรียนมาก สิ่งนี้ คือ คุณสมบัติอย่างหนึ่งของผู้ที่จะเป็น บัณฑิตทางโลก ส่วน สัตบุรุษทางธรรม นั้น กำลังท้าทายพวกเราอยู่ว่า มีจิตใจมุ่งมั่นแค่ไหน

    | Main Page | About Us | Academics | Log In | Email | Contact Us View Log File
 Bye-Bye. Guest!... See you again.   
การระดมสมองกันนั้น
ย่อมเกิดปัญญาและความสำเร็จได้
Brainstorming Brings out Wisdom and Success

 Join Us to Develop Yourself
     Clean... Calm...  Bright...





Copyright © 2001 –
Siripat.com and Academiae Network. All rights reserved. 

The content contained herein is being provided to you for information purposes only. No information or materials posted on this site are intended to constitute
a legal or binding relationship. Siripat.com makes no warrants or claims as to the accuracy of content posted on this website.
To the full extent permissible by applicable law, we disclaim all warranties, express or implied and will not be liable for any damages of any kind arising
from the use of this site, including but not limited to direct, indirect, incidental punitive and consequential damages.


Terms of Use and Service | Privacy Policy | Disclaimer