CHARITY DISTRIBUTION FILES
2600 YEARS
PLEASE DOWNLOAD THE NEW REVISED VERSION   
Download Lastest Version
THE ABSOLUTE TRUTHS NEVER DIE BY THE BUDDHA   
แก่นสารแห่งพุทธธรรม
Visit Siripat.Com
   Return to Siripat.com and Academiae Network
  คำแนะนำ   
 
การเจริญภาวนาให้เกิดญาณสัมปยุตต์แห่งปรมัตถสัจจะด้วยปัญญาภูมิอันพึงเกิดแด่โยคาวจรทั้งหลาย   
 
ความตรัสรู้อริยสัจจ์ย่อมเป็นสมุฏฐานแห่งสัพพัญญุตญาณอานิสงส์อันไพบูลย์ด้วยปัญญาญาณ   
 ท่านสามารถศึกษาธรรมะผ่านไฟล์ Text–WordDoc–PDF–HTML–ASP และ JAVA Script Webpages  
Download Now
Download Now
พุทธชยันตี ๒๖๐๐ ปี แห่งความตรัสรู้
 เชิญชาวพุทธร่วมฉลองด้วยการศึกษาอริยธรรมและประพฤติพรหมจรรย์แห่งพระธรรมวินัยนี้
Download Siripat RSS Feed
Check Out
 
รู้อยู่ที่ใจ ดูอยู่ที่ใจ เห็นอยู่ที่ใจ        
เพ่งอยู่ที่ใจ กำหนดอยู่ที่ใจ         
          ให้เห็นความแจ้ง ความสว่าง ความสงบ ขึ้นในใจ     หลวงปู่ทา จารุธัมโม
คำถาม FAQ อาจารย์นิธี ศิริพัฒน์    
ฉบับเฉลิมฉลอง “พุทธชยันตี ๒๖๐๐ ปี” ใน “วันวิสาขบูชา–มาฆบูชา–อาสาฬหบูชา“ ตลอดปี    
Siripat.Com and Academiae Network    
    You're Visiting the Buddhism Webpage. Enjoy Learning the Noble Virtues.
Last Modified:   March 9, 2017 6:54 AM  ||        

 
| Main Page | About Us | Academics | Miscellany | Log In | Email | Contact Us |  
  Hi Guest!... May I have a talk with you. I think it's very nice and useful guidance.  
 
ขนาดอักษรมาตรฐานหน้านี้ 18PT
    ขนาดอังกษร 18 PT     สัพเพเหระกับผู้เขียน Author Miscellancy 2012


Visitor Number:
4705668
    พุทธประวัติ (The History of Buddhism)  
ปกิณกะ
พุทธประวัติ คือ เรื่องราวเกี่ยวกับความเป็นมาของพระบรมศาสดา ผู้ก่อตั้งพระพุทธศาสนาของเราทั้งหลาย ผู้มีพระพุทธเจ้าเป็นที่ตั้ง เป็นที่พึ่ง เป็นสรณะที่เป็น “อริยสัจจธรรม” ไม่ใช่ความงมงาย ปราศจากเหตุผล ที่เป็นธรรมผิดที่นำทางชีวิตให้อยู่ในภูมิแห่งความหลงผิด ตกอยู่ใน “สังสาระ” คือ ความเวียนว่ายตายเกิดไม่สิ้นสุดใน “วงจรแห่งทุกข์” ที่เรียกว่า “สังสารจักร” เพราะมีมูลเหตุจากอดีตคือ “อวิชชา” ความไม่รู้ใน “อริยสัจจ์ ๔” กับ “ปฏิจจสมุปบาท” และประกอบด้วยมูลเหตุจากปัจจุบัน คือ “ตัณหา” ความทะยานอยากไม่สิ้นสุด ในความใคร่ ความอยากเป็นตามปรารถนา ความไม่อยากเป็นตามปรารถนา ซึ่งทำให้เกิดความยึดมั่นถือมั่นใน “ขันธ์ ๕” ที่เรียกว่า “อุปาทานขันธ์” แล้วก่อให้เกิดทุกข์ทั้งปวง ซึ่งเรียกว่า “อุปาทานขันธ์ ๕ เป็นทุกข์” ฉะนั้น พระพุทธองค์ทรงดับ “ตัณหา” (กิเลส) ด้วยการบำเพ็ญเนกขัมมบารมี–เนกขัมมอุปบารมี จนถึงเนกขัมมาปรมัตถบารมี นั่นคือ “เนกขัมมมสังกัปปะ” ดำริออกจากกาม ปลอดจากโลภะ ความปลีกออกจากกามได้ ไม่เห็นแก่การเสพบำเรอ คือ “การออกบวช” เพื่อละเว้นจาก “ที่สุด ๒” คือ “กามสุขัลลิกานุโยค” ๑ (การหมกมุ่นอยู่ด้วยกามสุข ซึ่งไม่ใช่ทาง ที่ขัดแย้งกับแนวทางปฏิบัติแบบสายกลาง “มัชฌิมาปฏิปทา”) ซึ่งหมายถึง “เนกขัมมวิตก” คือ ความตรึกที่จะออกจากกามหรือออกบวช ซึ่งก่อให้เกิด “เนกขัมมานิสงส์” นั่นคือ “ความตรัสรู้ในอริยสัจจธรรม” ด้วยการบรรลุถึง “อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ” ซึ่งหมายถึง “ปัญญาภาวนา” เพื่อละเว้นจาก “ที่สุด ๒” คือ “อัตตกิลมถานุโยค” ๑ (การประกอบความลำบากเดือดร้อนแก่ตนเอง การบีบคั้นทรมานตนให้เดือดร้อน คือ การบำเพ็ญทุกรกิริยา) เพราะฉะนั้น “พุทธประวัติ” จำทำให้เราได้เรียนรู้ถึง “เส้นทางแห่งอริยมรรค” ทั้งหมด ตั้งแต่ต้นกำเนิดของเรื่องราวจนถึงความตรัสรู้ปรินิพพานของพระพุทธองค์ เพื่อเป็นแนวทางในทางปฏิบัติที่ถูกต้องต่อไป.


  ศึกษาพุทธประวัติเทียบเคียงฉบับภาษาอังกฤษ The History of Buddhism



  พุทธประวัติ (The History of Buddhism)

 

พุทธประวัติ

 

เล่ม ๑

(หลักสูตรนักธรรม และธรรมศึกษาชั้นตรี)

 

พระนิพนธ์ใน

 

 

สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส

 

 

 

 

 

มหามกุฏราชวิทยาลัย

พิมพ์ครั้งที่ ๕๓/๒๕๔๑

 

 

พุทธประวัติ

ปุริมกาล

เล่ม ๑

 

บัญชีเรื่อง

 

คำนำ                                                      

คำปรารภ 

บัญชีเรื่อง

ปุริมกาล

ปริเฉทที่ ๑         ชมพูทวีปและประชาชน 

ปริเฉทที่ ๒       สักกชนบทและศากยวงศ์

ปริเฉทที่ ๓        พระศาสดาประสูติ

ปริเฉทที่ ๔        เสด็จออกบรรพชา

ปริเฉทที่ ๕        ตรัสรู้

 

ปฐมโพธิกาล

ปริเฉทที่ ๖        ปฐมเทศนาและปฐมสาวก

ปริเฉทที่ ๗        ส่งพระสาวกไปประกาศพระศาสนา

ปริเฉทที่ ๘        เสด็จกรุงราชคฤห์มคธชนบท

 

ภาคผนวก

เรื่องผนวกที่ ๑  ชื่อชนบทและชื่อนครหลวง

เรื่องผนวกที่ ๒ ถอดใจความแห่งอภินิหารในเวลาประสูติ

 

รายนามพระกรรมการแผนกตำรา

ผู้ตรวจรับรองฉบับพิมพ์ครั้งที่ ๕๓/๒๕๔๑

 

๑. พระเทพกวี (จุนท์ พฺรหฺมคุตโต ป.ธ. ๙)                      วัดบวรนิเวศวิหาร

๒. พระศรีวิสุทธาภรณ์ (ลาภ ธนสาโร ป.ธ. ๙)                   วัดบวรนิเวศวิหาร

 

 

 

 

พุทธประวัติ

เล่ม ๑

 

คำชี้แจง

 

สมเด็จพระมหาสมณเจ้าฯ ปรารถนาจะทรงรจนาพุทธประวัติตั้งแต่เล่ม ๑ ถึงเล่ม ๔ ตามที่ทรงแสดงไว้ในคำปรารภ, แต่มีโอกาสทรงรจนาได้เพียงเล่มนี้ฉบับเดียวเท่านั้น จึงยังขาดอีกถึง ๓ เล่ม. พุทธประวัติฉบับนี้มุ่งไปทางวิจารณ์เรื่อง เพื่อนำผู้อ่านผู้เรียนให้รู้จักใช้วิจารณญาณ, เพราะฉะนั้น ในท้องเรื่องจึงมีทั้งบรรยายความและวิจารณ์คลุกเคล้ากันตลอดไป.

ชั้นเดิมสมเด็จพระมหาสมณเจ้าฯ ทรงรจนาหนังสือนี้แจกในงานพระศพ ไม่ได้ทรงรจนาเป็นหลักสูตร จึงปรากฏเป็นรูปหนังสือสำหรับอ่านยิ่งกว่าสำหรับเรียน, ครั้นภายหลังได้จัดเข้าเป็นหลักสูตรนักธรรมแล้ว ก็ยังไม่ได้มีการแก้ไขตามข้อความในคำนำพิมพ์ครั้งที่ ๒/๒๔๕๗ และครั้งที่ ๑๘/๒๔๗๐ นั้นแล้ว, แม้ครั้งนี้ก็คงเป็นไปโดยนัยนั้น หากแต่ได้แก้ไขระเบียบการย่อหน้าวรรคตอนและเครื่องหมาย พร้อมด้วยอักขรวิธีซึ่งยุติในเวลานี้อย่างหนึ่ง ทำบันทึกเชิงหน้าบอกที่มาแห่งเรื่องและอธิบายความ หรือชี้แจงอรรถ พยัญชนะ อีกอย่างหนึ่ง ส่วนบันทึกเดิมของสมเด็จพระมหาสมณเจ้าฯ ได้ลงอักษร ว.ว. กำกับไว้เป็นเครื่องหมาย เพื่อไม่ให้ปะปนกับบันทึกใหม่.

อนึ่ง การพิมพ์ครั้งนี้ ได้ช่วยกันจัดทำบานแผนก (Index) ไว้ในตอนท้ายเล่ม เพื่อสะดวกแก่การค้นคว้าข้อความนั้นๆ ด้วย, นับเป็นระเบียบใหม่ที่นำมาใช้ในหนังสือแบบเรียนนักธรรมนี้.

ข้าพเจ้าพร้อมด้วยคณะกรรมการกองตำรา ขออุทิศน้ำพักน้ำแรงที่กันปรับปรุงหนังสือ ตามวิธีที่ไดชี้แจงแล้วแต่ต้นนั้น บูชาสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส และมอบทำบันทึกเชิงหน้าบอกที่มาแห่งเรื่องและอธิบายความ หรือชี้แจงอรรถ พยัญชนะ อีกอย่างหนึ่ง ส่วนบันทึกเดิมของงหมาย พร้อมด้วยอักขรวิธีทลิขสิทธิ์แก่มหามกุฏราชวิทยาลัยต่อไป.

 

                                                                      พระศรีวิสุทธิวงศ์ (ทองสืบ จารุวณฺโณ ป. ๙)

                                                                                               หัวหน้ากองตำรา

 

มหามกุฏราชวิทยาลัย

๒๐ พฤษภาคม ๒๔๘๐

 

 

พุทธประวัติ

เล่ม ๑

 

คำนำ

 

หนังสือพุทะประวัติที่พิมพ์ครั้งนี้ คงเค้าความตามฉบับเดิม เป็นแต่ชำระระเบียบอักษรให้ต้องกับนิยมในบัดนี้ เพื่ออนุโลมให้ยุติกับหนังสืออย่างอื่นๆ ที่ใช้เป็นหลักสูตรการศึกษา โดยพระกระแสรับสั่งสมเด็จพระสังฆราชเจ้า.

 

                                                                                            พระสาสนโสภณ

 

วัดเทพศิรินทราวาส

วันที่ ๔ กรกฎาคม ๒๔๗๐

พิมพ์ครั้งที่ ๑๘/๒๔๗๐

  

 

พุทธประวัติ

เล่ม ๑

 

คำนำ

 

หนังสือพุทะประวัติภาคที่ ๑ ตอนปฐมโพธิกาลฉบับนี้ ได้รจนาขึ้น และได้พิมพ์เป็นพระราชกุศลในงานพระศพ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงวรเสฐสุดา ณ พระเมรุท้องสนามหลวง เมื่อพุทธศักราช ๒๔๕๕ ตั้งแต่นั้นมา สนามหลวงได้สอบความรู้ธรรมวินัยของภิกษุสามเณรขึ้น ได้จัดพุทธประวัติเข้าในหลักสูตรด้วยอย่างหนึ่ง จึงมีผู้ต้องการหนังสือนี้มากขึ้น, หนังสือที่พิมพ์ครั้งแรกไม่พอ จึงมอบการพิมพ์หนังสือนี้ให้เป็นธุระของมหามกุฏราชวิทยาลัย เพื่อจะได้มีพอแก่ผู้ต้องการเสมอไป. หนังสือพิมพ์ฉบับนี้พิมพ์เป็นครั้งที่ ๒ คงตามฉบับที่ ๑ ยังไม่ได้แก้.

  

                                                                                                            กรม – วิชิรญาณวโรรส

 

 วันที่ ๘ พฤศจิกายน ๒๔๕๗

 พิมพ์ครั้งที่ ๒/๒๔๕๗

 

 

 

พุทธประวัติ

ปุริมกาล

เล่ม ๑

 

คำปรารภ

 

เรื่องพุทธประวัติ ที่พรรณนาความเป็นไปของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ย่อมเป็นสำคัญในการศึกษาและปฏิบัติพระพุทธศาสนา เพราะแสดงพระพุทธจรรยาให้ปรากฏ, อย่างเดียวกับนำนานย่อมเป็นสำคัญของชาติคน ที่จะให้รู้ได้ว่าชาติได้เป็นมาแล้วอย่างไร, แต่น่าเสียดายว่า เรื่องพุทธประวัตินั้น ไม่ปรากฏในบาลีซึ่งขึ้นสู่สังคีติจนตลอดเรื่องสักแห่งเดียว, มีมาในบาลีประเทศนั้นๆ เพียงเป็นท่อนๆ เช่น เรื่องประสูติ มาในมหาปทานสูตรแห่งทีฆนิกายมหาวรรค, เรื่องครั้งยังทรงพระเยาว์ มาในติกนิบาตรอังคุตตรนิกาย, เรื่องตั้งตาปรารภเหตุที่เสด็จออกบรรพชา จนภิกษุปัญจวัคคียะสำเร็จพระอรหัตตผลมาในปาสราสิสูตรแห่งมัชฌิมนิกายมูลปัณณาสก์, เรื่องเสด็จออกบรรพชาแล้วบำเพ็ญทุกกรกิริยาจนได้ตรัสรู้ มาในมหาสัจจกสูตรแห่งมัชฌิมนิกาย มูลปัญญาสก์, เรื่องตั้งแต่ตรัสรู้แล้วจนถึงอัครสาวกบรรพชา มาในมหาวรรคแห่งพระวินัย, ทรงบำเพ็ญพุทธกิจนั้นๆ มาในพระสูตรต่างๆ หลายสถาน, ตอนใกล้จะนิพพานจนถึงนิพพานแล้ว มัลลกษัตริย์ในนครกุสินาราทำการถวายพระเพลิงพระพุทธสรีระแล้ว แบ่งพระสารีริกธาตุไว้บ้าง แจกไปในนครอื่นบ้าง มาในมหาปรินิพพานสูตรแห่งทีฆนิกายมหาวรรค. เป็นอย่างนี้เข้าใจว่าพระคันถรจนาจารย์ มุ่งจะกล่าวเทศนาบางอย่าง จึงชักเรื่องมากล่าว พอเป็นเหตุปรารภเทศนาที่เรียกว่า “อัตถุปปัติ”.

อีกอย่างหนึ่ง ได้เรื่องมาเพียงใด ก็รจนาไว้เพียงนั้นเป็นคราวๆ เพราะเหตุนี้ ในปกรณ์เดียวกัน ควรจะเรียงเรื่องไว้ในสูตรเดียวกัน, ยังเรียงกระจายกันไว้. ครั้งทำอรรถกถา พระอาจารย์ทั้งหลายรู้สึกกันมากขึ้นว่า เรื่องพุทธประวัติเป็นสำคัญเพียงไร จึงได้พยายามเก็บเรื่องในปกรณ์นั้นๆ มาร้อยกรองต่ออนุสนธิ (เรื่องย่อย) เข้ากันจนจบ. ในภายหลัง  ก็ยังมีผู้สนใจสบสวนข้อความรจนาขึ้นไว้ในภาษามคธบ้าง ในภาษาอื่นบ้าง ย่อบ้าง พิสดารบ้าง กล่าวความถูกกันบ้าง ผิดกันบ้าง น่าเชื่อบ้าง ไม่น่าเชื่อบ้าง ตามความนิยมในสมัย.

ยังมีเหตุน่าเสียดายอีกอย่างหนึ่ง, ในบาลีไม่ได้ระบุกาลในแน่ว่าเรื่องนั้นเกิดเมื่อก่อนตรัสรู้ หรือเมื่อภายหลังตรัสรู้แล้วกี่ปี, เป็นแต่กล่าวว่า “สมัยนั้น” เหมือนกันทุกเรื่อง. มาถึงปูนอรรถกถา พระอาจารย์ทั้งหลายรู้สึกกันขึ้นว่า กาลก็เป็นสำคัญเหมือนกัน, จึงได้ค้นคว้าหาเค้าเงื่อนและแสดงไว้บ้าง ตามแต่จะได้. กาลตั้งแต่ตรัสรู้ท่านปันเป็น ๓, ตอนแรกเรียกปฐมโพธิกาล ตอนกลางเรียกมัชฌิมโพธิกาล ตอนหลังเรียกปัจฉิมโพธิกาล, แต่คงไม่ได้กำหนดตอนละ ๑๕ ปีเรียดไป ตอนต้นคงกำหนดเอาเวลาที่รู้สึกว่ายังใหม่. ตอนหลังคงกำหนดเอาจวนนิพพาน, ปล่อยตอนกลางให้หลวมอยู่ สุดแล้วแต่จะขยายตอนต้นออกมา ตอนหลังเข้าไปหาเพียงไร.

อนึ่ง เป็นธรรมดาของเรื่องที่มีผู้สนใจและนำสืบกันมานาน ย่อมมีเปลือกกระพี้เข้าแทรกปน, กล่าวคือ ข้อความอันจะไม่มีไม่เป็นได้โดยธรรมดา ที่พาให้คนภายหลังหลง, เรื่องพุทธประวัติก็ย่อมเป็นเช่นกัน, เหตุเป็นอย่างนี้ก็คงมีหลายทาง บางอย่างจักมีแจ้งในท้องเรื่อง. อันผู้เรียนตำนานไม่พึงละเลยเสียด้วยประการทั้งปวง พึงเลือกถือเอาแต่ใจความ ก็พอฟังเป็นประมาณได้อยู่, เหมือนจะบริโภคผลไม้มีเปลือกหนา ต่างว่ามังคุดหรือเงาะ ขบเข้าทั้งเปลือกก็ฝาด, และจะถือเสียว่าเป็นของไม่ควรบริโภคหรือ? เข้าใจเช่นนั้นไม่ถูก, ควรปอกเปลือกปล้อนเอาแต่เนื้อใน ก็จะบริโภคกลืนลงคอ, อีกฝ่ายหนึ่ง ถ้าเชื่องมงายไปตามหนังสือ ไม่ใช้วิจารณญาณ ก็ไม่ใช่นักตำนาน เป็นผู้ไม่รู้เท่าหนังสือไป.

พุทธประวัติที่รจนาในภาษาไทยของพวกเรา มุ่งในทางแสดงอภินิหารของพระศาสดาก็มีแล้ว มุ่งในทางธรรมก็มีแล้ว. ข้าพเจ้าเอง ก็ได้รจนามุ่งทางธรรมคราวหนึ่งแล้ว, ที่มุ่งทางตำนานยังไม่มีเรื่องที่ปรารภรจนาบัดนี้ จึงมุ่งในทางแสดงตำนานเป็นที่ตั้ง, ทั้งมุ่งจะแนะผู้เรียนให้รู้จักอ่านหนังสือถือเอาความ ท้องเรื่องเรียนเป็นตำนาน ชักเอาอภินิหารซึ่งท่านพรรณนาไว้มากล่าวในท้ายอธิการ (หัวเรื่องหลัก) นั้นๆ เพื่อกันความฟั่นเฝือ แต่ได้เรื่องบริบูรณ์. ปันวิภาคและกาล ดั่งนี้

วิภาคที่ ๑ แสดงปุริมกาล คือ เรื่องเป็นไปในกาลก่อนแต่บำเพ็ญพุทธกิจ, และปฐมโพธิกาล คือ เรื่องเป็นไปในกาลแรกตรัสรู้ที่จะพึงเก็บรวบรวมได้จากบาลีประเทศนั้นๆ อันกล่าวถึงยุคนั้น.

วิภาคที่ ๒ แสดงมัชฌิมโพธิกาล คือ เรื่องเป็นไปในระหว่างแห่งปฐมโพธิกาล และปัจฉิมโพธิกาล ที่จะพึงเก็บรวบรวมได้จาก พระสูตรทั้งหลายอันจะกล่าวความเฉพาะเรื่องไม่มีอนุสนธิ.

วิภาคที่ ๓ แสดงปัจฉิมโพธิกาล คือ เรื่องเป็นไปในกาลจวนจนถึงนิพพาน ซึ่งมาในมหาปรินิพพานสูตร, และอปรกาล คือ เรื่องเป็นไปในภายหลัง ได้แก่ เรื่องถวายพระเพลิงและแจกพระธาตุ.

วิภาคที่ ๔ แสดงสังคีติกถา คือ เรื่องพระสาวกทำสังคายนาร้อยกรองพระธรรมวินัย ตั้งเป็นแบบฉบับนำพระศาสนาสืบมา.

ในวิภารหนึ่งๆ ปันเป็นปริเฉทกำหนดตามเรื่องนั้นๆ ออกไปอีก จักมีแจ้งในบัญชีเรื่องสำหรับวิภาคนั้นๆ.

ข้อความแห่งใดแห่งหนึ่งในเรื่องนี้ ที่แย้งกันต่อข้อความในเรื่องพุทธานุพุทธประวัติที่รจนาไว้ ๒๑ ปีมาแล้ว ผู้ศึกษาก็ดี ผู้อ่านก็ดี ถึงรู้ว่า พึ่งสอบสวนได้บ้าง พึ่งลงสันนิษฐานได้บ้าง เมื่อภายหลังแต่คราวนั้น. เป็นอับบอกแก้ข้อความในหนังสือนั้นไว้ในที่นี้ด้วย.

ขอกล่าวไว้ว่า การรจนาเรื่องเช่นนี้ มีประโยชน์จะได้รวบรวมข้อความที่ฟ้งเอาเป็นหลักฐานได้, ขอท่านผู้สนใจในเรื่องนี้ ช่วยเสาะหาต่อไป ถ้าได้พบสอบสวนคงแก่เหตุผล พึงรจนาขึ้นไว้ บอกแก้หนังสือนี้อีกต่อหนึ่ง. ความรู้ในเรื่องนี้ของชั้นหลังที่สุดของเราเอง จะเจริญขึ้นโดยลำดับ. เมื่อเป็นเช่นนี้ ความรู้จักอ่านแล้วและถือเอาความจากหนังสือ ก็นับว่าเจริญขึ้นตามกัน. เป็นอันสมมุ่งหมายเป็นเหตุปรารภรจนาหนังสือเรื่องนี้ขึ้นแล.

 

 

 

พุทธประวัติ

ปุริมกาล

ปริเฉทที่ ๑

 

ชมพูทวีปและประชาชน

 

ตั้งแต่ครั้งดึกดำบรรพ์มา “ชมพูทวีป” คือ แผ่นดินที่เรียกในทุกวันนี้ว่า “อินเดีย” อันตั้งอยู่ในทิศพายัพแห่งประเทศสยามของเรานี้ “ชนชาติอริยกะ” ได้ตั้งมาแล้ว, ชนจำพวกนี้ไม่ใช่เจ้าของถิ่นเดิม, ยกลงมาจากแผ่นดินข้างเหนือ ข้ามภูเขาหิมาลัยมา รุกไล่ “พวกมิลักขะ” เจ้าของถิ่นเดิมให้ถอยเลื่อนลงมาข้างใต้ทุกที แล้วเข้าตั้งถิ่นฐานในชมพูทวีปนั้น.

พวกอริยกะนั้นเป็นผู้เจริญด้วยความรู้และขนบธรรมเนียม และมีฤทธิ์มีอำนาจมากกว่าพวกมิลักขะเจ้าของถิ่นเดิม จึงสามารถตั้งบ้านเมือง และปกครองได้ดีกว่า.

ชมพูทวีปนั้น แบ่งเป็น ๒ จังหวัด ร่วมในเรียกว่า “มัชฌิมชนบท” หรือ “มัธยมประเทศ” แปลว่า “ประเทศกลาง”, ภายนอกเรียกว่า “ปัจจันตชนบท” แปลว่า “ประเทศปลายแดน”, อย่างหัวเมืองชั้นในและหัวเมืองชั้นนอกแห่งประเทศสยามเรานี้. มูลเหตุแบ่งจังหวัดเป็นมัชฌิมชนบทและปัจจันตชนบทนั้น สันนิษฐานว่า แรกพวกอริยกะยกมาตั้งในชมพูทวีป คงจะเรียกชนบทที่ตนเข้าตั้งและเป็นใจกลางแห่งการปกครองว่า “มัชฌิมชนบท”, เรียกชนบทที่พวกมิลักขะตั้งอยู่นอกเขตของตนว่า “ปัจจันตชนบท”.

อาณาเขตแห่งมัชฌิมชนบทนั้นคงไม่ยืนที่ น่าจะขยายออกตามยุคที่ผู้ปกครองแผ่อำนาจออกไป กว่าจะได้กำหนดเอาจังหวัดกลางแห่งชมพูทวีปจริง, ถึงอย่างนั้น ขอบเขตก็ยังน่าจะเขยิบเข้าออกได้อยู่. ครั้งพุทธกาล จังหวัดมัชฌิมชนบทกำหนดไว้ในบาลีจัมมขันธกะในมหาวรรคแห่งพระวินัย ดังนี้:-

ในทิศบูรพา     ภายในแต่มหาศาลนครเข้ามา.

ในทิศอาคเนย์  ภายในแต่แม่น้ำสัลลวดีเข้ามา.

ในทิศทักษิณ   ภายในแต่เสตกัณณิกนิคมเข้ามา.

ในทิศปัศจิม     ภายในแต่ถูนคามเข้ามา.

ในทิศอุดร        ภายในแต่ภูเขาอุสีรธชะเข้ามา.

ที่ในกำหนดเท่านี้ เรียกว่า “มัชฌิมชนบท”, ที่นอกออกไปจากกำหนดที่ว่าแล้ว เรียกว่า “ปัจจันตชนบท”. แต่กำหนดที่รู้จักกันในครั้งหนึ่ง. ครั้นกาลล่วงไปนาน ชื่อบ้านเมือง เป็นต้น ตลอดจนชื่อภูเขา แม่น้ำ ได้เปลี่ยนแปลงยักย้ายไป จะนิยมเอาเป็นแน่ไม่ได้ ถึงอย่างนั้น การจัดจังหวัดเป็นมัชฌิมชนบท ก็ยังมีปรากฏในแผนที่อินเดียทุกวันนี้ (พ.ศ.๒๔๕๕) มัชฌิมชนบทนั้นเป็นที่นิยมนับถือของคนในครั้งนั้น เพราะเป็นท่ามกลาง เป็นที่ตั้งแห่งนครใหญ่ๆ และเป็นที่ประชุมนักปราชญ์ผู้มีความรู้.

ชมพูทวีปนั้น ปันเป็นหลายอาณาจักร, ที่ปรากฏชื่อในครั้งพุทธกาล ระบุไว้ใน “บาลีอุโบสถสูตร” ใน “ติกนิบาตรอังคุตร” เป็นมหาชนบท ๑๖ แคว้น (Great States) คือ อังคะ (Agā) มคธะ (Magadhā) กาสี (Kaasī) โกสละ (Kosalā) วัชชี  (Vajjī) มัลละ (Mallā) เจตี (Cetī) วังสะ (Vasā) กุรุ (Kurū) ปัญจาละ(Pañcālā) มัจฉะ (Macchā) สุรเสนะ (Sūrasenā) อัสสกะ (Assakā) อวันตี (Avantī) คันธาระ (Gandhārā) กัมโพชะ (Kambojā). ระบุไว้ในบาลีแห่งสูตรอื่น ไม่ซ้ำชื่อข้างต้น คือ สักกะ โกลิยะ ภัคคะ วิเทหะ อังคุตตราปะ. อาณาจักรเหล่านี้ มีพระเจ้าแผ่นดินดำรงยศ เป็นมหาราชบ้าง เป็นแต่เพียงราชาบ้าง มีอธิบดีบ้าง เป็นผู้ปกครองโดยทรงอำนาจสิทธิ์ขาดบ้าง โดยสามัคคีธรรมบ้าง. บางคราวตั้งเป็นอิสระตามลำพัง บางคราวตกอยู่ในอำนาจอื่นตามยุคตามคราว.

คนในชมพูทวีปนั้น แบ่งเป็น ๔ จำพวก เรียกว่า “วรรณะ” คือ:-

กษัตริย์          จำพวกเจ้า มีธุระทางรักษาบ้านเมือง ๑.

พราหมณ์       จำพวกเล่าเรียน มีธุระทางฝึกสอนและทำพิธี ๑.

แพศย์            จำพวกพลเรือน มีธุระทางทำนาค้าขาย ๑.

ศูทร              จำพวกคนงาน มีธุระรับจ้างทำการทำของ ๑.

กษัตริย์และพราหมณ์ จัดเป็นชาติสูง, แพศย์เป็นสามัญ, ศูทรเป็นต่ำ. ในครั้นพุทธกาล กษัตริย์เป็นสูงสุด แต่พวกพราหมณ์เขาก็ถือว่าพวกเขาสูงสุด. พวกเหล่านั้น ที่เป็นชั้นสูง ย่อมมีมานะถือตัวจัดเหตุชาติและโคตรของตน พวกกษัตริย์และพวกพราหมณ์ย่อมรังเกียจพวกชั้นต่ำลงมา ไม่สมสู่เป็นสามีภรรยาด้วย ไม่ร่วมกินด้วย, เพราะเหตุนั้น พวกกษัตริย์ก็ดี พวกพราหมณ์ก็ดี จึงสมสู่กันแต่ในจำพวกของตน. พวกมีโคตรสูง ย่อมรังเกียจพวกมีโคตรต่ำดุจเดียวกัน ไม่สมสู่ด้วยคนอื่นนอกจากสกุลของตน เช่น “พวกศากยะ” อันเป็น “โคตมโคตร” ไม่ยอมสมสู่แม้ด้วยพวกกษัตริย์ด้วยกันแต่ต่างโคตร ย่อมสมสู่ด้วยกันเอง.

วรรณะ ๔ นี้ เป็นจำพวกใหญ่ นอกจากนี้ยังมีอีก แต่เป็นจำพวกที่เลวทั้งนั้น, เกิดแต่วรรณะ ๔ เหล่านี้ สมสู่กับวรรณะอื่นจากพวกของตน เช่น พวกพราหมณีได้กับศูทร มีบุตรออกมา จัดเป็นอีกจำพวกหนึ่ง เรียกว่า “จัณฑาล”. จำพวกคนเกิดจากมารดาบิดาต่างวรรณะกันเช่นนี้ เขาถือเป็นเลว เป็นที่ดูหมิ่นของคนมีชาติสกุล เช่นกับคนที่เรียกกันว่า “ครึ่งชาติ” ในบัดนี้.

การศึกษาของคนทั้งหลาย ย่อมเป็นไปตามประเภทของวรรณะ

            พวกกษัตริย์ ก็ศึกษาไปในยุทธวิธี.

            พวกพราหมณ์ ก็ศึกษาไปในศาสนาและในวิทยาต่างๆ.

            พวกแพศย์ ก็ศึกษาไปในศิลปะและกสิกรรม พาณิชยการ.

            พวกศูทร ก็ศึกษาไปในการงานที่จะพึงทำด้วยแรง.

คนในยุคโน้น สนใจในวิชาธรรมมาก จึงเป็นคนเจ้าทิฏฐิ. ความเห็นของเขา อันปรารภความตาย ความเกิด และสุขทุกข์เป็นต่างๆ กัน. ย่นลงสั้นคงเป็น ๒ อย่าง คือ ถือว่าตายแล้วเกิดก็มี, ถือว่าตายแล้วศูนย์ก็มี. ในพวกที่ถือว่าตายแล้วเกิด, บางพวกเห็นว่า เกิดเป็นอะไรก็เป็นอยู่อย่างนั้น ไม่จุติแปรผันต่อไป, บางพวกเห็นว่า เกิดแล้วจุติแปรผันได้ต่อไป. ในพวกที่ถือว่าตายแล้วศูนย์, บางพวกเห็นว่า ศูนย์ด้วยประการทั้งปวง, บางพวกเห็นว่า ศูนย์บางสิ่ง. บางพวกถือว่า สัตว์จะได้สุขหรือทุกข์ก็ได้เอง สุขทุกข์ไม่มีเหตุปัจจัย, บางพวกเห็นว่า สุขทุกข์มีเหตุปัจจัย. ในชนพวกหลัง บางพวกเห็นว่า สุขทุกข์มีมาเพราะเหตุภายนอก มีเทวดา เป็นต้น, บางพวกเห็นว่า สุขทุกข์มีมาเพราะเหตุภายใน คือ “กรรม”. ต่างก็ประพฤติกายวาจาใจตามความเห็นของตน และชักนำคนอื่นให้ประพฤติอย่างนั้นตาม.

พวกที่ถือว่า “ตายแล้วเกิด” เข้าใจว่าประพฤติอย่างไร จะไปเกิดในสวรรค์และสุคติ ก็ประพฤติอย่างนั้น, พวกที่ถือว่า “ตายแล้วศูนย์” ก็ประพฤติมุ่งแต่เพียงเอาตัวรอดในปัจจุบัน ไม่กลัวแต่ความเกิดในนรกและทุคติ.

ฝ่ายพวกที่ถือว่า “จะได้สุขหรือทุกข์ก็ได้เอง สุขทุกข์ไม่มีเหตุปัจจัย”  ก็ไม่ขวนขวาย ได้แต่คอยเสี่ยงสุขเสี่ยงทุกข์อยู่, ฝ่ายพวกที่ถือว่า “สุขทุกข์มีมาเพราะเหตุปัจจัย แต่เป็นเหตุปัจจัยภายนอก” ก็บวงสรวงเทวดาขอให้ช่วยบ้าง ขวนขวายในทางอื่นบ้าง พวกที่ถือว่า “สุขทุกข์มีมาเพราะเหตุภายใน คือกรรม” เห็นว่ากรรมใดเป็นเหตุแห่งทุกข์ ก็เว้นกรรมนั้นเสียไม่ทำ เห็นว่ากรรมใดเป็นเหตุแห่งสุขก็ทำกรรมนั้น.

การสั่งสอนธรรมแก่คนทั้งหลาย ดูเหมือนจะถือว่าเป็นธุระอันประเสริฐของคนที่มีกรุณาเป็น “วิหารธรรม”, มีพวกมุนียอมสละสมบัติในฆราวาสประพฤติพรตเป็นบรรพชิต น้อมชีวิตของตนในการสั่งสอนคนทั้งหลาย เป็นคณาจารย์ตั้งสำนักแยกย้ายกันตามลัทธิ, มีบริวารผู้ทำตามโอวาท มุ่งผลอันเป็นที่สุดแห่งลัทธินั้น. เกียรติยศของศาสดาเจ้าลัทธิผู้มีชื่อเสียงดังในสมัยนั้น ได้รับยกย่องเสมอเกียรติยศของพระเจ้าแผ่นดิน หรือบางทีจะยิ่งเสียกว่า. วาสนาอันจะทำให้เป็นผู้เช่นนั้น เป็นสมบัติอย่างสูงสุดในฝ่ายหนึ่ง พึงเห็นใน “คำทำนายมหาบุรุษลักษณะ” ว่า ท่านผู้ประกอบด้วยลักษณะอย่างนั้นๆ ถ้าอยู่ครองฆราวาส จักได้เป็น “พระเจ้าจักรพรรดิ”, ถ้าออกบวชจักได้ตรัสรู้เป็น “พระสัมมาสัมพุทธเจ้า”. เกียรติยศอันนี้ พวกคณาจารย์เจ้าลัทธิกระหยิ่มนักเพื่อจะได้, ลัทธิของคณาจารย์อื่นผิด ไม่มีแก่นสาร, ทิฏฐิของคนทั้งหลายมีต่างๆ กัน เป็นเหตุมีคณาจารย์สั่งสอนลัทธิต่างๆ กันฉะนี้.

ส่วนคนที่เป็นพื้นเมือง สงเคราะห์ในวรรณะ ๔ เหล่า ได้ถือตาม “ลัทธิของพราหมณ์”, ประพฤติตามคำสอนใน “ไตรเพท” และ “เพทางค์” อันเป็นต้นคัมภีร์. ถือว่าโลกธาตุทั้งปวงมีเทวดาสร้าง, มีเทวดาประจำธาตุต่าง อย่างเช่น ดิน น้ำ ไฟ ลม มีเทวดาต่างองค์เป็นเจ้าของ, กราบไหว้เซ่นสรวงเทวดานั้นๆ อ้อนวอนขอให้ประสิทธิ์ผลที่ตนปรารถนา, ทำพิธีเพื่อสวัสดิมงคลด้วยบูชายัญ. คือ ติดเพลิงขึ้นแล้ว เซ่นสรวง มีวิธีประพฤติวัตรเป็นการบุญ เรียกว่า “ตบะ” คือ ย่างกิเลสด้วยทรมานร่างกายให้ได้ความลำบาก เช่น ถือการยืน การเดิน เป็นวัตร ไม่นั่งไม่นอน, และการถือกินผลไม้เลี้ยงชีวิต ไม่กินข้าว และอื่นๆ อีก. ถ้าสิ้นชีวิตด้วยการประพฤติตบะนั้น ก็ได้ไปสวรรค์. เมื่อปรารถนาผลอย่างใดอย่างหนึ่ง และบำเพ็ญตบะนั้น, เดชแห่งตบะอาจบันดาลให้ร้อนถึงเทพเจ้าๆ ได้เห็นกำลังความเพียรไม่ท้อถอยอย่างนั้นแล้ว ย่อมประสิทธิ์พรให้สมปรารถนา. ลัทธิแห่งพราหมณ์มีนัยดั่งแสดงมาพอเป็นเค้ามูลฉะนี้.

 

 

 

พุทธประวัติ

ปุริมกาล

ปริเฉทที่ ๒

 

สักกชนบทและศากยวงศ์

 

ในลำดับนี้ จักพรรณนาชาติภูมิและพระวงศ์ของพระศาสดาของเราทั้งหลายไว้ด้วย.

สักกชนบทนั้น ตั้งอยู่ในชมพูทวีปตอนเหนือ จังหวัดประเทศหิมพานต์ ได้ชื่อตามภูมิประเทศ เพราะตั้งขึ้นในดงไม้สักกะมาเดิมมีตำนานเล่าไว้ ดังนี้

พระเจ้าโอกกากราช ดำรงราชสมบัติในพระนครตำบลหนึ่ง มีพระราชบุตร ๔ พระองค์ พระราชบุตรี ๕ พระองค์, ประสูติจากพระครรภ์พระมเหสีที่เป็นราชภคินีของพระองค์. ครั้นพระมเหสีนั้นทิวงคตแล้ว พระเจ้าโอกกากราชได้พระมเหสีอื่นอีก, พระมเหสีใหม่นั้น ประสูติพระราชบุตรพระองค์หนึ่ง, พระเจ้าโอกกากราชทรงพระปราโมทย์ พลั้งพระราชทานพระพรให้พระนางเจ้าเลือกสิ่งที่ต้องประสงค์ พระนางเจ้าจึงทูลขอราชสมบัติให้แก่พระโอรสของพระองค์, พระเจ้าโอกกากราชตรัสห้ามเสีย, พระนางเจ้าก็ไม่ฟัง ขืนกราบทูลอ้อนวอนอยู่เนืองๆ: เพราะได้ลั่นพระวาจาแล้ว จะไม่พระราชทานก็เสียสัตย์ พระเจ้าโอกกากราชจึงตรัสสั่งพระราชบุตร ๔ พระองค์ ให้พาพระภคินี ๕ พระองค์ ไปสร้างพระนครอยู่ใหม่.

พระราชบุตร ๔ พระองค์นั้น กราบถวายบังคมลา พาพระภคินี ๕ พระองค์ ยกจตุรงคินีเสนาออกจากนคร ไปสร้างพระนครในดงไม้สักกะประเทศหิมพานต์ ในที่อยู่แห่งกบิลดาบส, จึงขนานนามพระนครที่สร้างใหม่ ให้ต้องกับที่อยู่ของดาบสว่า “กบิลพัสดุ์” แล้วสมสู่เป็นคู่กันเอง เว้นแต่พระเชฏฐภคินี สืบศากยวงศ์ลงมา. ฝ่ายพระเชฏฐภคินี ภายหลังมีพระหฤทัยปฏิพัทธ์กับพระเจ้าเทวทหะ ได้สมสู่ด้วยกันแล้ว ตั้งโกลิยวงศ์สืบมา.

ได้ความตามตำนานนี้ว่า สักกชนบทแบ่งเป็นหลายพระนคร ที่ปรากฏชัดในตำนาน ๓ นคร คือ นครเดิมของพระเจ้าโอกกากราช ๑ นครกบิลพัสดุ์ ๑ นครเทวทหะ๑ แต่น่าจะเห็นว่าศากยกุมารเหล่านั้น ไม่ได้สร้างนครกบิลพัสดุ์ตำบลเดียว คงสร้างอีก ๓ นคร ต่างคู่ต่างอยู่ครองนครหนึ่ง, แต่ในตำนานเล่าแคบไปโดยนัยนี้ น่าจะมีถึง ๖ พระนคร แต่ไม่ปรากฏชื่อ. (บางทีจะเป็นรามคามอีกสักแห่งหนึ่ง แต่ในมหาปรินิพานสูตร เรียกว่า “พวกโกลิยะ”).

นครเหล่านี้ มีวิธีปกครองอย่างไร ไม่ได้กล่าวชัด, แต่สันนิษฐานตามประเพณี ชนบทเช่นนี้ปกครองโดยสามัคคีธรรมเหมือนธรรมเนียมในแว่นแคว้นวัชชีและแว่นแคว้นมัลละ ในแว่นแคว้นวัชชี มีเจ้าวงศ์หนึ่งเรียกว่า “ลิจฉวี” ในแว่นแคว้นมัลละ มีเจ้าวงศ์หนึ่งเรียกว่า “มัลละ” เป็นผู้ปกครอง; แต่ในแว่นแคว้นมัลละมี ๒ นคร คือ กุสินารา ๑ ปาวา ๑. ในวงศ์เจ้าทั้งสองนั้น ไม่ได้เรียกผู้ใดผู้หนึ่งว่าเป็นราชา ไม่เรียกอย่างพระเจ้าพิมพิสาร พระเจ้าแผ่นดินมคธ และพระเจ้าปเสนทิ พระเจ้าแผ่นดินโกศล, ท่านทั้งสองนี้ เขาเรียกว่า “ราชา” ส่วนเจ้าในวงศ์ทั้งสองนั้น เขาเรียกว่า “ลิจฉวี” และ “มัลละ” เสมอกันทั้งนั้น เมื่อมีกิจเกิดขึ้น มีการสงคราม เป็นต้น, เจ้าเหล่านั้นก็ประชุมกันปรึกษา แล้วช่วยกันจัดตามควร. พวกศากยะในบาลีพระวินัยก็ดี ในบาลีมัชฌิมนิกายก็ดี ในบาลีอังคุตตรนิกายก็ดี เรียกว่า “สักกะ” เสมอกันทั้งนั้น. พระเจ้าสุทโธทนะพุทธบิดา ก็เรียกว่า “สุทโธทนสักกะ” เหมือนกัน, เว้นไว้แต่พระภัททิยะ โอรสนางกาฬิโคธาผู้อยู่ในชั้นเดียวกันกับพระอนุรุทธะ, ในบาลีวินัย เรียกว่า “สักยราชา” แต่ในบาลีมหาปทานสูตรทีฆนิกายมหาวรรค เรียกพระสุทโธทนะว่า “ราชา” ในยุคอรรถกถา เข้าใจว่าเป็นราชาทีเดียว.

ถ้าเพ่งคำว่าเรียก “สักกะ” เสมอกัน, ความสันนิษฐานก็จะพึงมีว่า สักกชนบทอันอยู่ในปกครองโดยสามัคคีธรรม หามีพระราชาไม่. ถ้าอนุมัติว่า ศากยะบางองค์ทรงยศเป็นพระราชาก็มี ความสันนิษฐานก็จะพึงมีว่า นั่นเป็นยศสืบกันมาตามสกุล เช่น ผู้ครองนครแห่งพระเจ้าโอกกากราช ก็น่าจะดำรงยศเป็นพระราชาหรือเป็นยศสำหรับผู้ปกครองนครทีเดียว. ความปกครองก็คงเป็นไปโดยสามัคคีธรรมนั่นเอง.

พึงเทียบด้วยธรรมเนียมในแว่นแคว้นเยอรมนี ตั้งแต่ได้รวมกันเป็นราชาธิราชแล้ว, ธรรมเนียมในแว่นแคว้นเยอรมนีนั้น แบ่งอาณาเขตเป็นส่วนๆ มีเจ้าเป็นผู้ปกครองทุกส่วน ตั้งเป็นสกุลหนึ่งๆ สืบกันมา, มียศเรียกเจ้าผู้ปกครองต่างกันตามมีอำนาจหรืออาณาเขตมากหรือน้อย, บางครั้งไม่อยู่ในปกครองอันเดียวกัน แต่ภายหลังรวมกันเข้าได้ ยกพระเจ้ากรุงปรุซเซียขึ้นเป็นราชาธิราชในปกครองโดยสามัคคีธรรม.

สักกชนบทนั้น คงไม่ใหญ่โตเท่าไรนัก ในบาลีอุโบสถสูตรจึงมิได้ระบุไว้, มาถึงสมัยแห่งพระศาสดา, ได้ตั้งเป็นอิสระตามลำพัง หรือตั้งอยู่ใต้อำนาจของโกศลชนบท เป็นข้อที่พึงพิจารณาอยู่. ในบรรพชาสูตรแห่งสุตตนิบาต เล่าเรื่องพระศาสดาเสด็จออกบรรพชา เสด็จมาถึงกรุงราชคฤห์, พระเจ้าพิมพิสารตรัสถาม, พระองค์ตรัสตอบว่า “พระองค์เสด็จออกทรงผนวกจากสกุลของพวกที่เรียกว่า ‘ศากยะ’ โดยชาติ, ชื่อว่า ‘อาทิตย์’ โดยโคตร, ชาวชนบทอันตั้งอยู่ตรงข้ามภูเขาหิมพานต์ สมบูรณ์ด้วยความเพียรหาทรัพย์เป็นถิ่นแห่งโกศลชนบท” ดังนี้.

พระเจ้าโอกกากราช มีพระราชบุตร–บุตรี สมสู่กันเอง มีเชื้อสายสืบสกุลลงมา เป็น “พวกศากยะ,” แต่บางแห่งก็แบ่งเรียกสกุลพระเชฏฐภคินีว่า ‘พวกโกลิยะ’ พวกศากยะนั้น น่าจะได้ชื่อตามชนบท. แต่ในอรรถกถาว่าได้ชื่อดังนั้น เพราะความสามารถตั้งบ้านเมืองและตั้งวงศ์ตามลำพัง, พระเจ้าโอกกากราชพระราชบิดาออกพระโอษฐ์ชมว่าเป็นผู้อาจ. พวกนี้มีโคตรเรียกว่า “โคตมะ,” แต่คำของพระมหาบุรุษในบรรพชาสูตรว่าเป็น “อาทิตยโคตร” คงเพ่งความว่าเป็นเชื้อสาย เนื่องมาจากพระอาทิตย์ ที่พวกกษัตริย์ชอบอ้างนัก จนทุนวันนี้; สองชื่อนี้เป็นอันเดียวกัน.

ศากยะผู้ครองนคร หากจะไม่ได้มียศเป็นราชาตามธรรมเนียมของชนบทอันปกครองโดยสามัคคีธรรมก็ดี ตามธรรมเนียมของสกุลอันมียศไม่ถึงนั้นก็ดี หรือเพราะเป็นเมืองออกของโกศลรัฐก็ดี จะเรียกในภาษาไทยว่า “พระเจ้า” เห็นไม่ขัด, เพราะคำนี้ใช้เรียกเจ้าประเทศราชาก็ได้ และถ้าแยกยศราชาเป็น “มหาราชา” และ “ราชา” แล้วจะเรียกว่า “ราชา” ก็ได้, เช่นพวกลิจฉวี ในอรรถกถาบางแห่งเรียกว่า “ราชา” ก็มี แต่ใช้พหูพจน์ ที่หมายความว่ามียศเสมอกัน ไม่มีใครเป็นใหญ่กว่าใคร, จะใช้โวหารอย่างอื่นขัดเชิง เพราะในพวกไทยเรา ท่านผู้ครองมียศเป็นราชาสืบกาลนานมาแล้ว, เพราะเหตุนั้น ในหนังสือนี้ จักเรียกศากยะผู้ครองนครว่า “ราชา” หรือ “พระเจ้า” แต่อย่าถึงเข้าใจว่าเป็น “มหาราชา” หรือ “ราชาธิราช”.

สกุลของพระศาสดาครองนครกบิลพัสดุ์ สืบเชื้อสายลงมาโดยลำดับ จนถึงพระเจ้าชยเสนะๆ นั้น มีพระราชบุตร–บุตรี ที่ปรากฏพระนาม ๒ พระองค์, พระราชบุตรมีพระนามว่า “สีหหนุ” พระองค์หนึ่ง พระราชบุตรีมีพระนามว่า “ยโสธรา” พระองค์หนึ่ง. ครั้นพระเจ้าชยเสนะทิวงคตแล้ว สีหหนุกุมารได้ทรงราชย์สืบพระวงศ์พระสีหหนุนั้น มีพระมเหสีทรงพระนามว่า “กัญจนา” เป็นกนิฏฐภคินีของพระเจ้าอัญชนะผู้ครองเทวทหนคร, มีพระราชบุตร–พระราชบุตรีประสูติแต่พระมเหสีนั้น ๗ พระองค์ พระราชบุตร ๕ พระองค์ คือ สุทโธทนะ ๑ สุกโกทนะ ๑ อมิโตทนะ ๑ โธโตทนะ ๑ ฆนิโตทนะ ๑, พระราชบุตรี ๒ พระองค์ คือ ปมิตา ๑ อมิตา ๑ ส่วนนางยโสธราพระราชบุตรีของพระเจ้าชยเสนะนั้น ได้เป็นพระมเหสีของพระเจ้าอัญชนะ มีพระราชบุตร–พระราชบุตรี ๔ พระองค์, พระราชบุตร ๒ พระองค์ คือ สุปปพุทธะ ๑ ทัณฑปาณิ ๑. พระราชบุตรี ๒ พระองค์ คือ มายา ๑ ปชาบดี (อีกอย่างหนึ่ง เรียกว่า “โคตมี”) ๑ สุทโธทนกุมารได้พระนางมายาเป็นพระชายา เมื่อพระเจ้าสีหหนุทิวงคตแล้ว ได้ทรงราชย์สืบพระวงศ์ต่อมา.

พระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้พระศาสดาของเราทั้งหลาย ได้เสด็จมาอุบัติขึ้นในพวกอริยกชาติ ในจังหวัดมัชฌิมชนบท ชมพูทวีป แคว้นสักกะ ในสกุลกษัตริย์พวกศากยะผู้โคตมโคตร เป็นพระโอรสของพระเจ้าสุทโธทนศากยะ เจ้ากรุงกบิลพัสดุ์ กับพระนางมายา เมื่อก่อนพุทธศก ๘๐ ปี.

 

 

 

พุทธประวัติ

ปุริมกาล

ปริเฉทที่ ๓

 

พระศาสดาประสูติ

 

พระเจ้าสุทโธทนะกับพระนางเจ้ามายา ได้ร่วมเสวยรมย์โดยสุขสบาย. จำเนียรกาลล่วงมา พระศาสดาของเราทั้งหลาย ได้ทรงถือปฏิสนธิในพระครรภ์ของพระนางเจ้ามายา. เมื่อถึงเวลาจวนจะประสูติ พระนางเจ้าทรงปรารถนาจะเสด็จประพาสอุทยานลุมพินีวัน, พระราชาสามีก็ทรงอนุมัติมิได้ขัดพระอัธยาศัย ถึงมงคลสมัยวันวิสาขปุรณมีเพ็ญเดือน ๖ แห่งปีก่อนพุทธศก ๘๐, เวลาเช้า พระนางเจ้าเสด็จโดยสถลมารค พร้อมด้วยราชบริพารฝ่ายในฝ่ายหน้าถึงป่าลุมพินีเสด็จประพาสเล่นอยู่.

ในที่นี้ พระคันถรจนาจารย์ กล่าวถึงเหตุเสด็จลุมพินีวันว่า พระนางเจ้าปรารถนาจะเสด็จเยี่ยมสกุลของพระองค์ในเทวทหนคร จึงเสด็จถึงสถานตำบลนี้ อันตั้งอยู่ในกึ่งกลางแห่งนครทั้ง ๒. คำนี้มีหลักฐานที่พอฟังได้, สมด้วยธรรมเนียมพราหมณ์ ภรรยามีครรภ์หาคลอดที่เรือนสามีไม่ กลับไปคลอดที่เรือนของสกุลแห่งตน.

ในเวลานั้น เผอิญพระนางเจ้าประชวรพระครรภ์ จะประสูติ อำมาตย์ผู้ตามเสด็จ จัดที่ประสูติถวายใต้ร่มไม้สาละ ตามสามารถที่จะจัดได้. พระศาสดาได้ประสูติจากพระครรภ์มารดาในที่นั้น. พระเจ้าสุทโธทนะทรงทราบข่าว จึงตรัสสั่งให้เชิญเสด็จกลับพระราชนิเวศน์

เป็นธรรดาของท่านผู้เป็นมหาบุรุษ ได้เกิดมาทำอุปการะอันยิ่งใหญ่แก่โลก จะมีผู้กล่าวสรรเสริญอภินิหารของท่านด้วยประการต่างๆ ในปางหลังแต่ยุคของท่าน เหตุนั้น พระคันถรจนาจารย์ก็ได้กล่าวอภินิหารของพระศาสดาไว้ โดยอเนกนัยเหมือนกัน, เล่าเรื่องตั้งแต่เสด็จอยู่ในสวรรค์ชั้นดุสิต, พวกเทวดาพากันมาอาราธนาเพื่อเสด็จลงมาสู่มนุษยโลก นำสัตว์ข้ามโอฆะ คือ สงสารสาคร. พระองค์ทรงจุติจากดุสิตพิภพ ลงสู่พระครรโภทรแห่งพระมารดา. ปรากฏแก่พระมารดาในสุบินเป็นพระยาช้างเผือก เสด็จอยู่ในพระครรภ์บริสุทธิ์ อันมลทินมิได้แปดเปื้อน และประทับนั่งขัดสมาธิ ไม่คุดคู้เหมือนทารกอื่น, พระมารดาแลเห็นได้ถนัด. เวลาประสูติ พระมารดาเสด็จประทับยืนไม่นั่งเหมือนสตรีอื่น. พระองค์ประสุติบริสุทธิ์ไม่เปรอะเปื้อนด้วยครรภมลทิน, มีเทวดามาคอยรับก่อน, มีธารน้ำร้อนน้ำเย็นตกลงมาจากอากาศสนานพระองค์; พอประสูติแล้ว ทรงดำเนินด้วยพระบาท ๗ ก้าว, เปล่งวาจาเป็นบุรพนิมิตแห่งพระสัมมาสัมโพธิญาณ.  และพรรณนานารูปกายสมบัติของพระองค์ว่า มีพระลักษณะต้องด้วยมหาบุรุษลักษณะ ๓๒ ประการ อันรจนาไว้ในตำหรับของพราหมณ์ และมีทำนายไว้ว่า ท่านผู้ประกอบด้วยลักษณะเห็นปานนั้น ย่อมมีคติเป็น ๒, ถ้าได้ครองฆราวาส จักได้เป็นจักรพรรดิราช ครองแผ่นดิน มีสมุทรสาคร ๔ เป็นขอบเขต, ถ้าออกทรงผนวช จักได้ตรัสเป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า พระศาสดาเอกในโลก.

พระศาสดาได้เสด็จอุบัติมา ทรงทำอุปการะอันยิ่งใหญ่แก่โลก จึงได้มีอภินิหารบ้างเหมือนกัน อันพระคันถรจนาจารย์พรรณนาไว้อย่างนี้. เหตุมีอภินิหารเหล่านี้ ก็น่าจะมีหลายทาง และค่อยมีมาโดยลำดับ. ทางหนึ่ง คือ เรื่องกาพย์, จินตกวีผู้ประพันธ์แต่งขยายเรื่องจริงให้เขื่อง เพื่อต้องการความไพเราะในเชิงกาพย์ มีตัวอย่างจักกล่าวถึงในข้างหน้า.

ฝ่ายอสิตดาบส (อีกอย่างหนึ่ง เรียก “กาฬเทวิลดาบส”) ผู้อาศัยอยู่ข้างเขาหิมพานต์ ผู้คุ้นเคยและเป็นที่นับถือของราชสกุล, ได้ทราบข่าวว่า พระราชโอรสของพระเจ้าสุทโธทนะประสุติใหม่ จึงเข้าไปเยี่ยม. พระเจ้าสุทโธทนะทรงทราบ ตรัสสั่งให้เชิญเข้าไปนั่ง ณ อาสนะอันสมควรแล้ว ทรงอภิวาทและปราศรัยตามสมควรแล้ว, ทรงอุ้มพระราชโอรสออกมาเพื่อจะให้นมัสการพระดาบส. พระดาบสเห็นพระโอรสนั้น มีลักษณะต้องด้วยตำหรับมหาบุรุษลักษณะ ซึ่งมีคำทำนายคติไว้โดยส่วนสองดังกล่าวแล้วนั้น, ครั้นเห็นอัศจรรย์อย่างนั้นแล้ว มีความเคารพนับถือในพระโอรสนั้นมาก ลุกขึ้นกราบลงที่พระบาททั้งสองของพระโอรสนั้น ด้วยศีรษะของตนแล้ว, กล่าวคำทำนายลักษณะของพระราชโอรสนั้น ตามมหาบุรุษลักษณะพยากรณศาสตร์นั้นแล้ว ถวายพระพรลากลับไปอาศรมแห่งตน.

ฝ่ายราชสกุล เห็นดาบสผู้เป็นที่นับถือแห่งตน ลงกราบที่พระบาทของพระราชโอรสแสดงความนับถือ และได้ฟังคำพยากรณ์อย่างนั้น ก็มีจิตนับถือในพระราชโอรสนั้นยิ่งนัก, ยอมถวายโอรสของตนๆ เป็นบริวารสกุลละองค์ๆ ส่วนพระเจ้าสุทโธทนะพระราชบิดาก็พระราชทานบริหาร, จัดพี่เลี้ยงนางนมคอยระวังรักษาพระราชโอรสเป็นนิตยกาล.

เมื่อประสูติแล้วได้ ๕ วัน, พระองค์โปรดให้ชุมนุมพระญาติวงศ์ และเสนามาตย์ พร้อมกัน, เชิญพราหมณ์ร้อนแปดคนมาฉันโภชนาหารแล้ว ทำมงคลรับพระลักษณะและขนามพระนามว่า  “สิทธัตถกุมาร” แต่มหาชนมักเรียกตามพระโคตรว่า “โคตมะ”.

ฝ่ายพระนางเจ้ามายาผู้เป็นพระมารดา พอประสูติพระราชโอรสแล้วได้ ๗ วัน ก็สิ้นพระชนม์, พระเจ้าสุทโธทนะจึงทรงมอบพระราชโอรสนั้น แก่พระนางปชาบดีโคตรมีพระมาตุจฉาเลี้ยงต่อมา. ภายหลังพระนางนั้นมีพระราชบุตรพระองค์หนึ่ง ทรงนามว่า “นันทกุมาร” มีพระราชบุตรีพระองค์หนึ่ง ทรงนามว่า “รูปนันทา” แม้ถึงอย่างนั้น ก็ไม่ทรงนำพาในที่จะทำนุบำรุงให้ยิ่งกว่าสิทธัตถกุมาร.

เมื่อสิทธัตถกุมารทรงเจริญขึ้นโดยลำดับ มีพระชนมายุได้ ๗ ปี พระราชบิดาตรัสให้ขุดสระโบกขรณีในพระราชนิเวศน์ ๓ สระ ปลูกอุบลบัวขาบสระ ๑ ปลูกประทุมบัวหลวงสระ ๑ ปลูกบุณฑริกบัวขาวสระ ๑. แล้วตกแต่งให้เป็นที่เล่นสำราญพระหฤทัยพระราชโอรส, และจัดเครื่องทรง คือ จันทน์สำหรับทา ผ้าโพกพระเศียร ฉลองพระองค์ ผ้าทรงสะพัก พระภูษา ล้วนเป็นของมาแต่แว่นแคว้นกาสี ซึ่งนิยมว่าเป็นของประณีตของดีในเวลานั้นทั้งสิ้น, มีคนคอยกั้นเศวตฉัตร (คือ พระกลดขาวซึ่งนับว่าเป็นของสูง) ทั้งกลางวันกลางคืน เพื่อจะมิให้เย็นร้อนธุลีละอองแดดน้ำค้างมาถูกต้องพระกายได้, ครั้นพระราชกุมารมีพระชนม์เจริญ ควรจะศึกษาศิลปวิทยาได้ พระราชบิดาจึงทรงพาไปมอบไว้ในสำนักครูวิศวามิตร, พระราชกุมารทรงเรียนได้ว่องไวจนสิ้นความรู้อาจารย์แล้ว ได้แสดงให้ปรากฏในหมู่พระญาติ ไม่มีราชกุมารอื่นจะเทียมถึง.

ในตอนนี้ พระคันถรจนาจารย์ก็ได้แสดงอภินิหารของพระมหาบุรุษไว้บ้างว่า เมื่อครั้งยังทรงพระเยาว์นัก, คราวหนึ่งมี “การวัปปมงคลแรกนาขวัญ” อันเป็นนักขัตฤกษ์ของบ้านเมือง, พระราชบิดาเสด็จแรกนาด้วยพระองค์เอง โปรดเชิญเสด็จสิทธัตถกุมารไปด้วย และให้แต่งที่ประทับ ณ ภายใต้ชมพูพฤกษ์, ครั้นถึงเวลาแรกนา พวกพี่เลี้ยงนางนมพากันออกมาดูข้างนอก, ฝ่ายพระกุมารอยู่พระองค์เดียว เสด็จขึ้นนั่งตั้งบัลลังก์ขัดสมาธิ เจริญอานาปานสติกัมมัฏฐานอยู่ในม่าน ยังปฐมฌานให้เกิดขึ้นได้, ขณะนั้นเป็นเวลาบ่าย เงาแห่งต้นไมอื่นย่อมชายไปตามตะวัน แต่เงาต้นชมพูตรงอยู่ดุจในเวลาเที่ยง พวกนางพี่เลี้ยงนางนมกลับเข้ามาเห็น ต่างพิศวงและนำความกราบทูลพระราชบิดา, พระองค์เสด็จมาและบังคมพระโอรสเป็นพระเกียรติปรากฏสืบมา.

อีกเรื่องหนึ่ง ในที่บางแห่งแสดงความสามารถของพระราชกุมารผู้มิได้ศึกษา, แต่สำแดงศิลปะธนูได้โดยช้ำชอง ไม่มีใครเทียมถึง ข้อนี้จะพึงเห็นอัศจรรย์ในยุคก่อน, มาในบัดนี้ จะพึงเห็นตรงกันข้าม. ใคร่ครวญตามพระพุทธจรรยา มีพระธรรมเทศนาเป็นอาทิ, กลับมีปรากฏว่า ได้ทรงรับศึกษามาเป็นอันดีในขัตติยธรรมแลคดีโลกอย่างอื่นอีก.

พระโบราณาจารย์พรรณนาไว้ดังนั้น ด้วยเชื่อพระสัพพัญญุตาญาณเกินไป จนยอมให้มีก่อนตรัสรู้ ข้อที่พระมหาบุรุษยังอยู่ในศึกษานั้น มีชัดเมื่อครั้งเสด็จออกผนวช แล้วเสด็จไปอยู่ศึกษาสมาบัติบางอย่างในสำนักอาฬารดาบสและอุททกดาบส. ข้อว่าด้วยการศึกษาของพระราชกุมารในหนังสือนี้ ได้จากคัมภีร์ของพวกอุตตรนิกาย.

เมื่อพระกุมารทรงพระเจริญวัย มีพระชนอายุได้ ๑๖ ปี ควรมีพระเทวีได้แล้ว, พระราชบิดาตรัสสั่งให้สร้างปราสาท ๓ หลัง เพื่อเป็นที่เสด็จอยู่แห่งพระราชโอรสใน ๓ ฤดู คือ ฤดูหนาว ฤดูร้อน ฤดูฝน, ตกแต่งปราสาท ๓ หลังนั้นตามสมควร เป็นที่สบายในฤดูนั้นๆ แล้ว ตรัสขอพระนางยโสธรา (บางแห่งเรียกนางพิมพา) พระราชบุตรีพระเจ้าสุปปพุทธะ ในเทวทหนคร อันประสูติแต่นางอมิตา พระกนิฏฐภคินีของพระองค์มาอภิเษกเป็นพระชายา. สิทธัตถกุมารนั้น เสด็จอยู่บนปราสาททั้ง ๓ นั้น ตามฤดูทั้ง ๓, บำเรอด้วยดนตรี ล้วนแต่สตรีประโคม ไม่มีบุรุษเจือปน, เสวยสุขสมบัติทั้งกลางวันกลางคืน จนมีพระชนมายุได้ ๒๙ ปี, มีพระโอรสประสูติแต่พระนางยโสธราพระองค์หนึ่ง ทรงพระนามว่า “ราหุลกุมาร”.

สิทธัตถกุมารบริบูรณ์ด้วยสุข ตั้งแต่ยังทรงพระเยาว์ จนทรงพระเจริญวัยเห็นปานนี้ ก็เพราะเป็นพระราชโอรสสุขุมาลชาติ, ทั้งพระราชบิดาและพระญาติวงศ์ ได้ทรงฟังคำทำนายของอสิตดาบสว่า จักมีคติเป็นสองอย่างใดอย่างหนึ่ง ถ้าอยู่ครองสมบัติ จักเป็นจักรพรรดิราช, ถ้าออกบรรพชา จักได้เป็นพระศาสดาเอกในโลก; จำเป็นอยู่เองที่จะปรารถนาให้เสด็จอยู่ครองสมบัติ มากกว่าที่จะยอมให้บรรพชา จึงต้องคิดรักษาผูกพันไว้ให้เพลิดเพลินในกามสุขอย่างนี้.

.ฝ่ายพระราชนิฏฐภาดาของพระเจ้าสุทโธทนะนั้น สุกโกทนศากยะมีโอรสองค์หนึ่ง ทรงนามว่า “อานันทะ”, อมิโตทนศากยะมีโอรส ๒ องค์ ทรงนามว่า “มหานามะ” ๑ “อนุรุทธ” ๑ มีธิดา ๑ องค์ ทรงนามว่า “โรหิณี”, นางอมิตาพระราชกนิฏฐภคินี เป็นพระมเหสีของพระเจ้าสุปปพุทธะ ประสูติราชบุตรองค์ ๑ ทรงนามว่า “เทวทัตต์” ราชบุตรีองค์ ๑ ทรงนามว่า “ยโสธรา” หรือ “พิมพา” พระชายาของสิทธัตถกุมาร. พระกุมารและพระกุมารีในศากยวงศ์ทั้ง ๒ สายนั้น เจริญขึ้นโดยลำดับ.

 

 

พุทธประวัติ

ปุริมกาล

ปริเฉทที่ ๔

 

เสด็จออกบรรพชา

 

สิทธัตถกุมาร เสด็จอยู่ครองฆราวาสสมบัติตราบเท่าพระชนมายุ ๒๙ พรรษา. แต่นั้น เสด็จออกบรรพชาประพฤติพระองค์เป็นบรรพชิต แสวงหาพระสัมมาสัมโพธิญาณ, นำความสันนิษฐานว่า น่าจะสมจริงตามคำทำนายคติประการหลัง ในตำหรับมหาบุรุษลักษณะพยากรณศาสตร์นั้น.

อะไรเป็นมูลเหตุนำพระองค์ให้เสด็จออกบรรพชา? และอาการที่เสด็จออกนั้นเป็นอย่างไร? เป็นข้อน่าใคร่ครวญอยู่. พระอาจารย์ผู้รจนาอรรถกถา แสดงความตามนัยมหาปทานสูตรว่า ได้ทอดพระเนตรเห็นเทวทูต ๔ คือ คนแก่ คนเจ็บ คนตาย และสมณะ อันเทวดาแสร้งนิรมิตไว้ในระหว่างทาง, เมื่อเสด็จประพาสพระราชอุทยาน ๔ วาระโดยลำดับกัน. ทรงสังเวชเหตุได้เห็นเทวทูต ๓ ข้างต้น อันพระองค์ยังไม่เคยพบมาในกาลก่อน, ยังความพอพระหฤทัยในบรรพชาให้เกิดขึ้นเพราะได้เห็นสมณะ, และกล่าวถึงอาการที่เสด็จออกนั้นว่า เสด็จหนีออกในกลางคืน ทรงม้า กัณฐกะ มีนายฉันนะ ตามเสด็จ, ถึงฝั่งแม่น้ำอโนมา ตรัสสั่งนายฉันนะให้นำม้าพระที่นั่งกลับคืนพระนครแล้ว ทรงตัดพระเมาลีด้วยพระขรรค์ อธิษฐานเพศบรรพชิต ณ ที่นั้น.

ฝ่ายพระอาจารย์ผู้รจนาบาลีมัชฌิมนิกายแสดงว่า ทรงปรารภความแก่ ความเจ็บ ความตาย อันครองงำมหาชนทุนคนไม่ล่วงไปได้, แม้เป็นอย่างนั้น เพราะโทษที่ไม่ได้ฟังคำสอนของนักปราชญ์ เห็นผู้อื่นแก่เจ็บตาย ย่อมเบื่อหน่ายเกลียดชัง, ไม่คิดถึงตัวว่าจะต้องเป็นเหมือนอย่างนั้นบ้าง เมาอยู่ในวัยในความไม่มีโรคและในชีวิต เหมือนหนึ่งเป็นคนจะไม่ต้องแก่เจ็บตาย, มีแต่ขวนขวายหาของอันมีสภาวะเช่นนั้น ไม่คิดหาอุบายเครื่องพ้นบ้างเลย, ถึงพระองค์ก็มีอย่างนั้นเป็นธรรมดา แต่จะเกลียดหน่ายเหมือนอย่างเขาไม่สมควรแก่พระองค์เลย, เมื่อรู้เห็นอย่างนี้แล้ว ควรจะแสวงหาอุบายเครื่องพ้น; เมื่อทรงดำริอย่างนี้ ก็บรรเทาความเมา ๓ ประการ และความเพลิดเพลินในกามสมบัติเสียได้, จึงทรงดำริต่อไปว่า ธรรมดาสภาวะทั้งปวง ย่อมมีของที่มีข้าศึกแก้กัน, เช่นมีร้อนแล้วก็มีเย็นแก้, มีมืดแล้วก็มีสว่างแก้, บางทีจะมีอุบายแก้ทุกข์ ๓ อย่างนี้ได้บ้างกระมัง? ก็แต่ว่า อันจะแสวงหาอุบายแก้ทุกข์ ๓ อย่างนั้น เป็นยากอย่างยิ่ง, ยังอยู่ในฆราวาสเห็นจะแสวงหาไม่ได้ เพราะฆราวาสนี้เป็นที่คับแคบนัก และเป็นที่ตั้งแห่งอารมณ์อันทำใจให้เศร้าหมอง เหตุความรัก ความชัง ความหลง ดุจเป็นทางที่มาแห่งธุลี, บรรพชาเป็นช่องว่าง พอเป็นที่แสวงหาอุบายนั้นได้; ทรงดำริอย่างนี้แล้ว ก็มีพระอัธยาศัยน้อมไปในบรรพชา ไม่ยินดีในฆราวาสสมบัติ

ครั้นสมัยอื่น พระองค์ยังกำลังเป็นหนุ่ม มีพระเกศาดำสนิทตั้งอยู่ในปฐมวัย, เมื่อพระมารดาพระบิดาไม่ใคร่ยอม มีพระพักตร์อาบด้วยน้ำพระเนตร ทรงกันแสงอยู่, พระองค์ปลงพระเกศาและพระมัสสุแล้ว ทรงครองผ้ากาสายะ ถึงความปฏิบัติเป็นบรรพชิต พระคันถรจนาจารย์กล่าวความไว้ ๒ นัยอย่างนี้.

พิจารณาถึงมูลเหตุนำให้เสด็จออกบรรพชาก่อน. พระองค์มีพระชนมายุถึง ๒๙ ปีแล้ว จักไม่เคยพบ คนแก่ คนเจ็บ คนตาย นั้น เป็นอันมีไม่ได้, แม้ในเรื่องกล่าวว่า พระราชบิดาตรัสสั่งให้คอยห้ามกัน ก็ดูเหมือนจักเป็นอันพ้นสามารถ, จักห้ามกันพระญาติผู้ใหญ่ชั้นเจ้าตาเจ้ายายก็อย่างไรอยู่? พระราชบิดาเองก็ทรงชราลงเหมือนกัน, แม้ยังไม่หง่อม ก็พอพระกุมารจะทรงเห็นความแปรของสังขารได้เป็นแน่; ต่างว่าเอาเป็นห้ามสำเร็จ, คนมีอายุถึงเท่านั้นแล้ว ไม่เคยพบคนแก่ คนเจ็บ คนตาย เลย จักเป็นคนฉลาดอย่างไรได้? ดูแต่เด็กที่ผู้ใหญ่ปราบให้หงิมมาแต่เล็กเถิด, ถ้าเด็กนั้นจักว่องไวไหวพริบเมื่อโต ก็ปราบไม่อยู่, ถ้าเป็นผู้ที่ปราบได้, ก็ต้องเป็นผู้ขาดจากคุณสมบัติเช่นนั้นมาแต่เดิม หรือเสียลักษณะเช่นนั้นในเวลาที่กำลังถูกปราบ, ส่วนพระศาสดา ปรากฏโดยพระพุทธจรรยาว่า ทรงพระปรีชาลึกซึ้ง, อันจะถูกห้าม ก็คงเช่นไม่ให้ไปเยี่ยมไข้เยี่ยมตายของใครๆ แม้เป็นพระญาติ, และผู้ถือเพสเป็นบรรพชิตเล่า มิใช่ว่าเฉพาะมีในพระพุทธศาสนาเท่านั้น ก่อนแต่พุทธุปบาทกาลก็มีบรรพชิต คือ นักบวช เช่น ชฏิล ปริพาชก เหมือนกัน.

สันนิษฐานว่า เรื่องเช่นนั้น น่าจะได้มาจากหนังสือกาพย์ของจิตตกวี ท่านผู้ประพันธ์เป็นเจ้าบทเจ้ากลอนแต่งขยายเรื่องจริงให้เขื่อง ด้วยหมายให้ไพเราะในเชิงกาพย์. ถอดเอาใจความก็จะพึงได้ดังนี้: พระมหาบุรุษ ได้เคยทรงพบ คนแก่ คนเจ็บ คนตาย มาแล้ว แต่ไม่ได้เก็บเอามาทำในพระหฤทัยต่อไป. คราวที่ว่าเห็นเทวทูตนั้น คือ ทรงปรารภถึงคนแก่เจ็บตาย น้อมเข้ามาเปรียบกับพระองค์เองแล้ว ทรงสังเวช, ได้ทอดพระเนตรเห็นบรรพชิตในคราวนั้นแล้ว ทรงดำริว่า “สาธุ โข ปพฺพชฺชา” บวชดีนักแล. ขอชี้หนังสือเตลงพ่าย และหนังสือยอพระเกียรติ เป็นตัวอย่างแห่งเรื่องเช่นนี้.

คราวนี้ พระคันถรจนาจารย์นำมากล่าวอีกต่อหนึ่ง, ถ้าท่านไม่ใช่ผู้เชื่องมงาย ก็คงคิดเห็นว่าจะถอดใจความกล่าว. เมื่อถือเอาความผิด อาจทำความให้ฉลาดได้ สู้กล่าวไว้ทั้งอย่างนั้นไม่ได้, หาได้เพ่งถึงความเสื่อมแห่งความเข้าใจในเชิงหนังสือของคนข้างหน้าไม่. ความเห็นเช่นนั้น ได้เกิดขึ้นแก่ข้าพเจ้าเอง เมื่อครั้งรจนาพุทธานุพุทธประวัติคราวแรก ๒๑ ปีล่วงมาแล้ว และนำให้รจนาเรื่องนี้เข้ารูปอย่างนี้.

ฝ่ายคำของพระอาจารย์ผู้รจนาบาลีมัชฌิมนิกายนั้น ถอดกล่าวไว้เฉพาะใจความเป็นตำนานแท้ แต่หมดอรรถรสในเชิงกาพย์. คงได้ความตามมติแห่งพระอาจารย์ทั้ง ๒ พวกว่า พระมหาบุรุษทางปรารภชราพยาธิมรณะที่ได้พบเห็นโดยปกตินี้เอง แล้วเสด็จออกบรรพชา. เช่นนี้ ดูเหมือนเป็นทีว่า เสด็จออกด้วยพระหฤทัยสลด ต้องการเพียงจะหาอุบายหลีกให้พ้น ไม่เชิงแสวงหาพระสัมมาสัมโพธิญาณแท้. แต่ครั้นได้ตรัสรู้แล้ว จึงทรงดำริจะโปรดสัตว์ด้วยพระอัธยาศัยประกอบด้วยพระกรุณา. ข้อนี้ อาจมีในวารจิตของมนุษย์ แต่ไม่สมกับคำพรรณนาพระปณิธานของพระโพธิสัตว์ ผู้บำเพ็ญพระบารมีมามากกว่ามากเพื่อจะโปรดสัตว์, ตลอดถึงคำทำนายและอัศจรรย์ต่างๆ ในปัจฉิมภพ. ถ้าจะถือว่า เรื่องเหล่านั้นเล่าตามหลังพระองค์เมื่อเป็นผู้วิเศษแล้ว ก็ไม่น่าจะผิด, แต่ยังมีทางสันนิษฐานได้สนิทยิ่งกว่านี้อีก คือ พระมหาบุรุษทรงพิจารณาเห็นมหาชนผู้เกิดมาแล้ว แก่เจ็บตายไปเปล่า หาได้ทำชีวิตให้มีประโยชน์เท่าไรไม่. ยิ่งในราชสำนักมัวเมาอยู่ในหมู่สตรีบำเรอ ทั้งกลางวันและกลางคืน ยิ่งทำชีวิตให้เป็นหมันหนักเข้า. พระองค์ทรงเบื่อหน่ายความเป็นอยู่ของพระองค์ด้วยอาการเช่นนั้น ที่เขาอื่นสำคัญเห็นเป็นสุขอย่างยิ่งในทางโลกีย์. สมคำว่า ห้องปราสาทอันเกลื่อนกลาดไปด้วยนางบำเรอผู้นอนอหลับ สว่างรุ่งเรือนด้วยประทีป ปรากฏแก่พระองค์ดุจป่าช้า ทางเห็นบรรพชาเป็นที่ห่างจากอารมณ์อันล่อให้หลงและมัวเมา, เป็นช่องที่จะได้บำเพ็ญปฏิบัติ เป็นประโยชน์ตนประโยชน์ผู้อื่น ทำชีวิตให้มีผลไม่เป็นหมัน, ทรงสันนิษฐานลงเช่นนี้แล้ว จึงได้เสด็จออกบรรพชา. เมื่อถือเอาความเช่นนั้น ข้อว่าทรงปรารภชราพยาธิมรณะ ได้ความสลดพระหฤทัยจนไม่เพลิน กับข้อว่า พระองค์มีพระอัธยาศัยประกอบด้วยพระกรุณามาแต่ไหนแต่ไรย่อมไม่แย้งกัน.

คราวนี้ พิจารณาถึงอาการเสด็จออกพรรพชาต่อไปอีก. คำของพระอรรถกถาจารย์ว่า เสด็จหนีออกในเวลากลางคืน ทรงม้ากัณฐกะ มีนายฉันนะตามเสด็จนั้น, น่าจะกล่าวโดยอุปมา. มีเรื่องในพราหมณสมัย อันจะสาธกความนี้ได้อยู่. เป็นธรรมเนียมของท่านผู้ปรารถนาจักรพรรดิราชสมบัติ จะต้องเที่ยวจาริกไปตามลำพังผู้เดียวหรือน้อยคน สู่ชลาลัยศักดิ์สิทธิ์อันมี ณ ที่นั้นๆ, นำสักการะและสรงสนานทั่วตำบลแล้วจึงกลับมานคร. ในลำดับนั้น ปล่อยเศวตอัสดรให้เที่ยวไปในชนบท ยกทัพติดตามม้าไป ชนบทใดไม่ยอมอยู่ใต้อำนาจ ชนบทนั้นก็ห้ามม้า ไม่ปล่อยให้เหยียบแดน. ทัพที่ยกตามไปก็เข้ารบ เพื่อตีชนบทนั้นไว้ในอำนาจ. ถ้าเจ้าของม้าแพ้ ก็ต้องเลิกปล่อยม้า, ถ้าชำนะ ก็ปล่อยม้าต่อไป, ชนบทใดยอมไม่ต่อสู้ ก็ปล่อยม้าและกองทัพเข้าเหยียบแดน. ครั้นได้ชนบททั้งหลายอยู่ใต้อำนาจทั่วแล้ว ยกทัพพาม้ากลับนคร, คราวนี้ตั้งพิธีบูชายัญ ฆ่าม้านั้นเซ่นเทวดา เป็นเครื่องหมายความสำเร็จแห่งความเป็นจักรพรรดิราช ยัญชนิดนี้เรียกว่า “อัสวเมธะ” แปลว่า เป็นเหตุฆ่าม้า, พระเจ้าชนเมชยะได้เคยทรงบูชา. พระโบราณจารย์ผู้ถือพระพุทธศาสนาเปลี่ยนชื่อยัญนี้เป็น “สัสสเมธะ” แปลว่า ความฉลาดในอันบำรุงข้าวกล้า, ตั้งเป็นสังคหวัตถุประการหนึ่ง อันพระราชาจะพึงทรงบำเพ็ญการบูชายัญ ก็แสดงโดยเป็นทรงบำเพ็ญมหาบริจาค, ดั่งกล่าวถึงพระเจ้ามหาวิชิตราชทรงบูชายัญในกูฏทันตสูตรฉะนั้น. เรื่องที่เล่ามานี้ ตั้งแต่ไปเที่ยวอาบน้ำจนถึงบูชายัญ มีในปกรณ์ของพวกถือพระพุทธศาสนาแทบทั้งนั้น แต่กระจุยกระจาย, ไม่เคยรู้เรื่องในทางอื่น คุมกันเข้าไม่ติด.

พระอรรถกถาจารย์ กล่าวถึงเรื่องพระมหาบุรุษทรงมากัณฐกะสีขาวออกผนวช เทียบกับท่านผู้ปรารถนาจักรพรรดิราชสมบัติยกทัพไปกับม้า เอาเทวดามาแห่แทนกองเสนา, เพื่อจะแสดงปฏิปทาทั้งสองฝ่ายเป็นคู่กันดั่งกล่าวไว้ในคำทำนายมหาบุรุษลักษณะนั้น. เมื่อเอาเทวดามาแห่ ก็จำจะต้องเสด็จออกอย่างเงียบในกลางคืน ไม่ให้ใครรู้อยู่เอง.

นายฉันนะนั้นมาปรากฏเป็นภิกษุในภายหลัง ถือว่าตัวเป็นข้าเก่าแก่ ใครว่าไม่ฟัง เกิดความบ่อยๆ อยู่มาจนถึงนิพพาสมัย พระศาสดาทรงหาวิธีทรมานอยู่เสมอ, ในครั้งนั้น ตรัสสั่งแนะสงฆ์ไว้ให้ลงพรหมทัณฑ์ คือ อย่าให้ใครว่ากล่าว ปล่อยเสีย จะทำอะไรก็ช่าง; ด้วยอุบายนั้น พระฉันนะหายพยศ. เรื่องที่เล่า บ่งว่ามีมูลอยู่. ส่วนคำของพระอาจารย์ผู้รจนาบาลีมัชฌิมนิกาย ดูเป็นทีแสดงว่า เสด็จออกบรรพชาซึ่งหน้า แย้งคำก่อนอยู่. ถ้าเสด็จหนีออกไปในกลางคืน, และนครกบิลพัสดุ์ไม่ใหญ่โตหรือคับขัน ก็น่าจะสำเร็จ, แต่ในท้องเรื่องติดขัดที่ไหน ท่านเอาเทวดาเข้าช่วย ก็ลุไปได้เหมือนกัน, แต่มีปัญหาว่า พระราชบิดาทรงทราบแล้ว เหตุไฉนไม่ตรัสสั่งให้ติดตาม? และเมื่อนายฉันนะกลับมานครแล้วก็ไม่ได้ยินว่าทรงพระพิโรธและลงทัณฑ์แก่นายฉันนะอย่างไร? ถ้าเสด็จออกโดยซึ่งหน้า, ก็มีปัญหาอีกว่า พระราชบิดาไม่ทรงยอมอยู่แล้วถึงทรงกันแสง, แต่เหตุไฉนจึงขัดไว้ไม่ได้? น่าจะมีเหตุจำเป็นอย่างไรอันไม่ปรากฏ; ถ้าหนีออกไปไม่ให้กล้าติดตาม, ถ้าออกซึ่งหน้า ไม่ให้กล้าขัด. เทียบกับบรรพชาของสาวกก็มีทั้ง ๒ นัย, พระยสออกผู้เดียวในราตรี, พระรัฐบาลที่บิดาหวงออกซึ่งหน้า, แต่มีคำแก้ปัญหาทั้ง ๒ ข้อ. เมื่อพระยสออกแล้ว พอบิดาทราบก็ออกตาม พบแล้วชวนให้กลับ แต่ท่านได้ฟังพระธรรมเทศนาสำเร็จพระอรหัตแล้ว ไม่ใช้ผู้จะอยู่ครองฆราวาสเสียแล้ว. พระรัฐบาลลาบิดาบวช แต่ไม่ได้รับอนุญาต เสียใจและอดอาหารจะได้ตายเสีย, บิดาจึงต้องอนุญาตผ่อนตามใจ ด้วยหมายว่าบวชไปไม่ได้ ก็คงกลับมาเอง ดีกว่าจะปล่อยให้ตายเสียในเวลานั้น. ในบรรพชาของพระมหาบุรุษยังสันนิษฐานลงไม่ถนัด.

ในบางพระสูตรกล่าวถึงการบำเพ็ญพรตแห่งพระราชา บางทีจะได้แก่การเที่ยวจาริกสู่ชลาลัยศักดิ์สิทธิ์ดังกล่าวแล้ว. ถ้าพระมหาบุรุษเสด็จออกด้วยอาการอย่างนั้นก่อนแล้ว จึงทรงบรรพชาต่อภายหลัง จะออกได้โดยสะดวกกระมัง? ทั้งจะไม่ถูกติดตามด้วย. ข้อนี้ไม่พ้นจากท่วงทีอันกล่าวไว้ในดรรถกถาทีเดียวนัก เพราะเอาอย่างคติของท่านผู้ปรารถนาจักรพรรดิราชสมบัติด้วยกัน. และถ้าถือความว่าเมื่อจะทรงบรรพชา ตรัสสั่งนายฉันนะหรือคนอื่นมาทูลพระราชบิดาๆ ไม่ปรารถนาให้บวชและทรงกันแสงอยู่ข้างนี้ ทรงบรรพชาอยู่ข้างโน้น. ข้อนี้ก็ไม่แย้งคำพระอาจารย์ผู้รจนาบาลีมัชฌิมนิกายไปทีเดียว แต่ดูเป็นการเดาจัดเกินไป. ขอยุติลงว่า ยังไม่ได้เหตุอันพอแห่งอาการที่เสด็จออกบรรพชา.

คราวนี้พิจารณาถึงวิธีบรรพชา. เพื่อจะให้เข้าใจชัด จักกล่าวธรรมเนียมไว้ผมแห่งคฤหัสถ์ก่อน. พวกคฤหัสถ์ไว้ผมยาว เกล้ารวบขึ้นขมวดเป็นเมาลีไว้บนกระหม่อม, ที่พวกพม่าทำตามอย่าง แต่ได้พบในหนังสือแสดงธรรมเนียมของพวกพราหมณ์ในยุคหลังว่า พวกพราหมณ์ไว้ผมยาว เกล้าเป็นจุกเฉพาะบนกระหม่อม โกนข้างล่างอย่างไว้จุกแห่งพวกเด็กในประเทศนี้. พวกเราได้อย่างมา แต่เดิมทีผู้ใหญ่ก็คงไว้เหมือนกัน, ครั้นเรียวลงตัดเสียไม่เกล้าเป็นจุก แต่คงโกนผลข้างล่างเหมือนกัน กลายเป็นผมมหาดไทย, เป็นแต่ปล่อยให้เด็กไว้ชั่วคราว. ในเมืองพัทลุงยังมีพวกพราหมณ์เกล้าจุกอย่างนี้ในปี (๒๔๕๕) ข้าพเจ้าได้พบ ๓ คน. ธรรมเนียมนี้คงมีเก่าแก่เหมือนกัน แต่ตกมาในประเทศเราก็นานแล้ว, เข้าใจว่าน่าจะมีทั้ง ๒ อย่าง.

เมื่อพระมหาบุรุษเสด็จออกบรรพชา ทรงทำอย่างไรแก่พระเมาลี? คำของพระอรรถกถาจารย์ว่าทรงตัดด้วยพระขรรค์คราวเดียวเท่านั้น, พระเกศาเหลือยาวประมาณ ๒ องคุลี ม้วนกลมเป็นทักษิณาวัฎ, ตั้งอยู่กำหนดเท่านั้นจนนิพพาน. คำของพระมัชฌิมภาณกาจารย์ว่า ทรงปลงพระเกศาและพระมัสสุ แปลว่าโกนพระเศียร. พระเมาลีนั้น อย่างไรก็คงต้องตัด คำนั้นเป็นอันไม่ผิด. ถอดใจความแห่งคำเหลือว่า ตั้งแต่นั้นมา ไม่ไว้พระเกศายาวกว่า ๒ นิ้วอีก จนตลอดพระชนมายุ, ความก็ลงกันกับของพระมัชฌิมภาณกาจารย์เพราะในพระวินัย มีพระพุทธานุญาตให้ไว้ผลได้ยาวเพียง ๒ นิ้ว หรือนาน ๒ เดือน.

เหตุไฉนพระพุทธรูปโบราณจึงมีพระเกตุมาลา ดูเป็นทีเกล้าพระเมาลี? พระพุทธรูปโดยมากเป็นอย่างนั้น แต่พระพุทธรูปศิลาในแคว้นเนปอล อินเดียตอนเหนือ ดูเป้นพระเมาลีเหลือไว้ยาวๆ กว่า ๒ นิ้ว. ถ้าพระพุทธรูปเหล่านี้ทำตามเรื่องในอรรถกถาว่าตัดพระเมาลีด้วยพระขรรค์ก็แล้วไป. ถ้าไม่อย่างนั้น ก็จะนำให้สันนิษฐานอีกทางหนึ่ง. ธรรมเนียมของบรรพชิตในครั้งนั้น เกล้าผมเซิงที่เรียกว่า “ชฎา” ก็มี เช่น ชฏิลกัสสปะพี่น้อง ๓ รูป กับพวกบริวาร, ที่โกนผมก็มี เช่น พวกอาชีวกและพวกนิครนถ์. การบรรพชาของพระมหาบุรุษตามเรื่องดูเหมือนเป็นตามลำพังพระองค์เดียว, แต่การเสด็จอยู่ในสำนักอาฬารดาบสและอุททกดาบส แสดงด้วยว่าเนื่องด้วยคณะ, เมื่อเป็นเช่นนี้ การถือเพศน่าจะต้องเป็นตามแบบของคณะ. บางทีพระองค์จะถือเพศเกล้าชฎาหรือตัดพระเมาลีแต่ไว้ยาวๆ มาก่อน ภายหลังจึงเปลี่ยนเป็นโกนทีเดียว แต่ในปฐมโพธิกาล คือ ยุคต้นแห่งตรัสรู้นั้นเอง, เพราะเมื่อทรงอนุญาตสาวกเพื่อให้อุปสมบทแก่กุลบุตรได้ด้วยให้กล่าวแสดงตนถึงพระรัตนะ ๓ เป็นสรณะ, ตรัสให้ผู้จะรับอุปสมบทปลงผมและหนวดก่อน. บางท่านเข้าใจว่า พระศาสดาเองไม่ได้ทรงโกนพระศก เป็นแต่ตรัสให้สาวกเท่านั้นโกนผม. ข้อนี้ไม่สมกับเรื่องในบาลี ทั้งข้างพระวินัย ทั้งข้างพระสูตร.

ในพระวินัยมีเรื่องเล่าไว้ว่า พระนันทพุทธอนุชา มีรูปพรรณสัณฐานคล้ายพระศาสดา ต่ำกว่าพระองค์ ๔ นิ้ว. ท่านดำเนินมาภิกษุทั้งหลายแลเห็นแต่ไกล สำคัญว่าพระศาสดา พากันลุกยืนรับเสด็จ ครั้นเข้ามาใกล้กลายเป็นพระนันทะไป.

ในสามัญญผลสูตร เล่าเรื่องพระเจ้าอชาตศัตรู พระเจ้าแผ่นดินมคธ เสด็จไปเฝ้าพระศาสดา ที่อัมพวันของหมอชีวก แขวงกรุงราชคฤห์ในคืนหนึ่ง ตรัสถามหมอชีวกว่า “ไหน พระผู้มีพระภาคเจ้า?” หมอชีวกทูลว่า “พระองค์ประทับนั่งองเสากลาง ผันพระพักตร์มาทางด้านบูรพา ภิกษุสงฆ์ห้อมล้อมนั่น”.

สองเรื่องนี้แสดงว่าพระเศียรของพระศาสดาเหมือนกับของสาวก บางทีการตัดพระเมาลีนั้นเอง เป็นเหตุให้พระราชบิดาและพระญาติวงศ์สิ้นหวังในพระองค์. เพราะได้ยินว่า คนในครั้งนั้น ถือการตัดการโกนผมว่าเป็นจัญไร คนผู้ตัดหรือโกนผมแล้ว เป็นที่ดูหมิ่นของคนทั้งหลาย, แม้ในภายหลัง พราหมณ์บางคนก็ได้กล่าววาจาปรามาส พระองค์ว่า คนหัวโล้น. เพื่อตัดหวังในทางฆราวาสกระมัง บรรพชิตบางพวกจึงถือเพศโกนผม?

ผ้ากาสยะหรือผ้ากาสวะนั้น คือ ผ้าที่ย้อมด้วยรสฝาดแห่งต้นไม้สีเหลืองหม่น เป็นของที่บรรพชิตพวกอื่นใช้เหมือนกัน, มีจำนวนเท่าไร คำพระมัชฌิมภาณกาจารย์กล่าวว่า ครบไตรจีวร คือ สังฆาฏิ ผ้าซ้อนนอก อย่างเสื้อหนาวของคฤหัสถ์ในบัดนี้ ๑, อุตตราสงค์ ผ้าห่ม ๑, อันตรวาสก ผ้านุ่ง ๑. แต่สอบได้แน่ว่า เดิมมีเพียงผ้านุ่งกับผ้าห่มเท่านั้น แคบสั้นไม่ใหญ่เหมือนจีวรพระในทุกวันนี้. สังฆาฏิเป็นบริขารเพิ่มขึ้นทีหลัง, เรื่องนี้จะงดไว้กล่าวแผนกหนึ่ง เพราะไม่เกี่ยวกับอนุสนธิ.

ผ้านี้ทรงได้มาจากไหน? พระอรรถกถาจารย์แสดงว่า ฆฏิการพรหมนำมาถวายพร้อมกับบาตร. พระมัชฌิมภาณกาจารย์หาได้กล่าวถึงไม่. ถอดใจความแห่งคำอรรถกถา น่าจะทรงได้ในสำนักบรรพชิตผู้ได้สมาบัติ เพราะสมาบัติเป็นเหตุแห่งความเกิดเป็นพรหม. ถ้าจะต้องแสวงหาผ้ากาสายะ บรรพชาของพระองค์ คงเนื่องด้วยความตระเตรียม.

มูลเหตุแห่งบรรพชา อาการเสด็จออก และวิธีบรรพชา เป็นปัญหาที่จะพึงพิจารณาอยู่ สุดแท้แต่ปราชญ์ผู้ค้นคว้าในตำนานจะพึงสันนิษฐานเห็น, กล่าวไว้ในที่นี้พอเป็นเครื่องนำทาง.

จะอย่างไรก็ตาม คงได้ความลงรอยเดียวกันว่า พระมหาบุรุษได้เสด็จออกบรรพชาแล้วจากศากยสกุลเมื่อพระชนมายุได้ ๒๙ ปีแล.

 

 

 

พุทธประวัติ

ปฐมโพธิกาล

ปริเฉทที่ ๖

 

ปฐมเทศนาและปฐมสาวก

 

พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้ธรรมพิเศษแล้ว เสด็จประทับอยู่ ณ ภายใต้ร่มไม้พระมหาโพธินั้น, เสวยวิมุตติสุข (คือ สุขเกิดแต่ความพ้นจากกิเลสาสวะ) สิ้นกาล ๗ วัน. ครั้งนั้น พระองค์ทรงพิจารณาปฏิจจสมุปบาทที่พระองค์ได้ทรงกำหนดรู้แล้วนั้น ตามลำดับและถอยกลับ ทั้งข้างเกิดและข้างดับ ตลอดยาม ๓ แห่งราตรีแล้ว เปล่งอุทาน (คือ พระวาจาที่ตรัสออกด้วยความเบิกบานพระหฤทัย) ในยามละครั้ง.

อุทานในยามต้นว่า “เมื่อใด ธรรมทั้งหลายปรากฏแก่พราหมณ์ผู้มีเพียรเพ่งอยู่ เมื่อนั้น ความสงสัยทั้งปวงของพราหมณ์นั้น ย่อมสิ้นไป เพราะมารู้แจ้งธรรมว่าเกิดแต่เหตุ”.

อุทานในยามเป็นท่ามกลางว่า “เมื่อใด ธรรมทั้งหลายปรากฏแก่พราหมณ์ผู้มีเพียรเพ่งอยู่, เมื่อนั้น ความสงสัยทั้งปวงของพราหมณ์นั้น ย่อมสิ้นไป เพราะได้รู้ความสิ้นแห่งปัจจัยทั้งหลาย (ว่าเป็นเหตุสิ้นแห่งผลทั้งหลายด้วย)”.

อุทานในยามที่สุดว่า “เมื่อใด ธรรมทั้งหลายปรากฏแกพราหมณ์ผู้มีเพียรเพ่งอยู่, เมื่อนั้น พราหมณ์นั้นย่อมกำจัดมารและเสนาเสียได้ ดุจพระอาทิตย์อุทัยกำจัดมืด ทำอากาศให้สว่างฉะนั้น”.

ครั้นล่วง ๗ วันแล้ว เสด็จออกจากภายใต้ร่มไม้พระมหาโพธินั้น ไปยังภายใต้ร่มไม้ไทร ซึ่งเป็นที่พักแห่งคนเลี้ยงแพะ อันได้ชื่อว่า “อชปาลนิโครธ” อันตั้งอยู่ในบุรพทิศแห่งพระมหาโพธิ, ทรงนั่งเสวยวิมุตติสุข ๗ วัน. ครั้งนั้น พราหมณ์ผู้หนึ่ง มีชาติแห่งคนมักตวาดผู้อื่นว่า “หึ หึ” เป็นปรกติ มายังที่นั้น, ทูลถามถึงพราหมณ์และธรรมซึ่งทำบุคคลให้เป็นพราหมณ์ว่า “บุคคลชื่อว่าเป็นพราหมณ์ด้วยเหตุเพียงไร? และธรรมอะไรทำบุคคลให้เป็นพราหมณ์?” พระองค์ตรัสตอบว่า “พราหมณ์ผู้ใดมีบาปธรรมอันลอยเสียแล้ว ไม่มีกิเลสเป็นเครื่องขู่ผู้อื่นว่า ‘หึ หึ’ เป็นคำหยาบ และไม่มีกิเลสอันย้อมจิตให้ติดแน่นดุจน้ำฝาด มีตนสำรวมแล้ว ถึงที่สุดจบเวทแล้ว มีพรหมจรรย์ได้อยู่เสร็จแล้ว, ผู้นั้น ไม่มีกิเลสเครื่องฟูขึ้นในโลกแม้น้อยหนึ่ง ควรกล่าวถ้อยคำว่า ตนเป็นพราหมณ์โดยธรรม”. พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงแสดงสมณะและธรรมซึ่งทำบุคคลให้เป็นสมณะว่า เป็นพราหมณ์ และธรรมที่ทำบุคคลให้เป็นพราหมณ์ในพระพุทธศาสนา โดยโวหารพราหมณ์ ด้วยพระวาจานี้.

อธิบายว่า คนพวกนี้ ถือถัวว่าเป็นเหล่ากอสืบเนื่องมาแต่พรหม จึงได้นามว่า “พราหมณ์” แปลว่า เป็นวงศ์พรหม พราหมณ์นั้น ระวังชาติของตนไม่ให้ปนคละด้วยชาติอื่น แม้จะหาสามีภรรยา ก็หาแต่ในพวกตนเท่านั้น, เขาถือว่า พวกเขาเป็นอุภโตสุชาติ เกิดดีแล้วทั้ง ๒ ฝ่าย คือ ทั้งฝ่ายมารดาทั้งฝ่ายบิดา, เป็นสังสุทธคหณี มีครรภ์เป็นที่ปฏิสนธิหมดจดดี, แม้ชาติอื่นที่นับว่าต่ำกว่าชาติพราหมณ์ก็ย่อมนับถือพราหมณ์, แม้พวกกษัตริย์ผู้ถือตนว่ามีชาติสูง ก็ย่อมนับถือพราหมณ์ เช่น เจ้านายทรงนับถือพระฉะนั้น.

พราหมณ์นั้น มี “วิธีลอยบาป” คือ ตั้งพิธีอย่างหนึ่งเป็นการประจำปี ที่เรียกว่า “ศิวาราตรี” ในพิธีนั้น เขาลงอาบน้ำในแม่น้ำ สระเกล้าชำระกายให้หมดจดแล้ว ถือว่าได้ลอยบาปไปตามกระแสน้ำแล้ว เป็นสิ้นบาปกันคราวหนึ่ง, ถึงปีก็ทำใหม่. เขามี “เวท” คือ ตำหรับแสดงคำสวดอ้อนวอนเทวดาและการบูชายัญกับทั้งมนต์สำหรับเซ่น และกิจที่จะต้องทำในศาสนาของเขา ๓ อย่าง ชื่อ อิรุพเพท ๑ ยชุพเพท ๑ สามเพท ๑. ถ้าเติม “อถัพพนเพท” เข้าด้วย ก็เป็น ๔. พราหมณ์ผู้กำลังเรียนเพททั้ง ๓ หรือทั้ง ๔ นั้น ชื่อ “พรหมจารี” คือ ผู้ประพฤติพรหมจรรย์ ผู้เรียนจบแล้ว ชื่อว่าถึงที่สุดเพท หรืออยู่จบพรหมจรรย์ (ศาสนกิจ) แล้ว คือ เสร็จกิจเป็นเหตุอยู่ในสำนักครู. “พราหมณ์” ก็คือ คนชาตินั้น (คนเกิดในชาติพราหมณ์) “ธรรม” ที่ทำบุคคลให้เป็นพราหมณ์ ก็คือ “ไตรเพท”.

ส่วนพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงใช้โวหารนั้น แต่เปลี่ยนแสดงสมณะและธรรมที่ทำบุคคลให้เป็นสมณะว่าเป็นพราหมณ์ และธรรมที่ทำบุคคลให้เป็นพราหมณ์ในพุทธศาสนาด้วยพระวาจานั้น. พรรณนาความว่า บุคคลผู้ยังบาปให้สงบระงับจากสันดาน ชื่อว่าเป็น “พราหมณ์” พราหมณ์นั้นละกิเลสที่ทำให้เป็นผู้ดุร้ายเย่อยิ่งและย้อมจิตให้ติดแน่นในกามารมณ์แล้ว จึงชื่อว่ามีบาปอันลอยเสียแล้ว, ได้ศึกษาจบวิทยาอย่างยอด ๓ ประการในศาสนาเสร็จแล้ว จึงชื่อว่าถึงที่สุดจบเวทแล้ว, มีกิจที่จำจะต้องทำในการละสิ่งอันควรละ เจริญสิ่งอันควรเจริญ ได้ทำเสร็จแล้ว ไม่ต้องเพียรเพ่งกิจอื่นอีก จึงชื่อว่ามีพรหมจรรย์ได้อยู่เสร็จแล้ว.

ครั้นล่วง ๗วันแล้ว เสด็จออกจากร่มไม้ “อชปาลนิโครธ” (ต้นไทรใกล้ฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา อยู่ทิศตะวันออกของต้นศรีมหาโพธิ์) ไปยังไม่จิกซึ่งได้นามว่า “มุจจลินท์” อันตั้งอยู่ในทิศอาคเนย์แห่งพระมหาโพธิ, ทรงนั่งเสวยวิมุตติสุข ๗ วัน ทรงเปล่งอุทาน ณ ที่นั้นว่า “ความสงัดเป็นสุขของบุคคลผู้มีธรรมได้สดับแล้ว ยินดีอยู่ในที่สงัด รู้เห็นตามเป็นจริงอย่างไร, ความไม่เบียดเบียน คือ ความสำรวมในสัตว์ทั้งหลาย และความปราศจากกำหนัด คือ ความล่วงกามทั้งหลายเสียได้ด้วยประการทั้งปวง เป็นสุขในโลก, ความนำอัสมิมานะ คือ ถือว่าตัวตนให้หมดได เป็นสุขอย่างยิ่ง”.

พระคันถรจนาจารย์ แสดงประพฤติเหตุในสถานที่นี้ว่า ฝนตกพรำ เจือด้วยลมหนาวตลอด ๗ วัน พระยานาคชื่อ “มุจจลินท์” เข้ามาวงด้วยขนด ๗ รอบ และแผ่พังพานปกพระผู้มีพระภาคเจ้า เพื่อจะป้องกันฝนและลมมิให้ถูกพระกาย, ครั้นฝนหายแล้ว คลายขนดออก จำแลงเพศเป็นมาณพ มายืนเฝ้า ณ ที่เฉพาะพระพักตร์, พระองค์ได้ทรงเปล่งอุทานมีความดังกล่าวแล้ว.

เรื่องนี้ เห็นว่าพรรณนาเทียบด้วยปางเทวรูปนาคปรก. อันปางนาคปรกนั้น ไม่เฉพาะมีแต่พระพุทธรูป เทวรูปก็มี และเข้าใจว่ามีมาก่อนพระพุทธรูปด้วย. พวกที่เรียกว่า “นาค” นั้น น่าจะได้แก่พวกที่นับถือเทวรูปนาคปรกนี้เอง, ยังไม่เคยพบตำนาน เป็นแต่ได้เห็นรูปที่ทำไว้. เทวรูปชนิดนี้มีที่เทวสถานเมืองลพบุรีเป็นอันมาก ทำด้วยศิลา องค์ใหญ่ๆ แต่ปั้นพอกแปลงเป็นพระพุทธรูปและปิดทอง, ที่ยังไม่ได้แปลงหรือที่รอยปั้นหลุดออกแล้ว แลเห็นเป็นเทวรูปตามเดิม, ไม่พบตำนานแห่งเทวรูปนาคปรก จะถอดความให้ชัดกว่านี้ไม่ถนัด.

ครั้นล่วง ๗ วันแล้ว เสด็จออกจากร่มไม้มุจจลินท์ไปยังไม้เกต ซึ่งได้นามว่า “ราชายตนะ” อันตั้งอยู่ในทิศทักษัณแห่งพระมหาโพธิ ทรงนั่งเสวยวิมุตติสุข ๗ วัน. สมัยนั้น พาณิช ๒ คน ชื่อ ตปุสสะ ๑  ภัลลิกะ ๑ เดินทางจากอุกกลชนบทถึงที่นั้น, ได้เห็นพระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ ภายใต้ต้นไม้ราชายตนะ จึงนำข้าวสัตตุผง ข้าวสัตตุก้อน ซึ่งเป็นเสบียงสำหรับเดินทางเข้าไปถวายแล้ว, ยืน ณ ที่ควรข้างหนึ่ง. พระองค์ทรงรับแล้ว เสวยเสร็จแล้ว, พาณิช ๒ คนนั้น กราบทูลแสดงตนเป็นอุบาสก อ้างพระองค์กับพระธรรมเป็นสรณะเป็นปฐมอุบาสกในพุทธกาลแล้วหลีกไป.

พระคันถรจนาจารย์กล่าวประพฤติเหตุในสถานที่นี้ ขยายให้เขื่องออกไปว่า สองพาณิชมาพบพระผู้มีพระภาคเจ้านั้น เพราะเทวดาบอก, และในเวลานั้นบาตรทรงหามีไม่ เพราะหายเสียแต่คราวทรงรับข้าวปายาสของนางสุชาดาแล้ว ทรงดำริว่า พระตถาคตเจ้าท่านไม่รับบิณฑบาตด้วยพระหัตถ์ จักทำไฉนหนอ? ท้าวจาตุมหาราช ๔ องค์ทรงทราบพระพุทธดำริแล้ว ต่างนำบาตรสิลาองค์ละใบเข้าไปถวาย, ทรงรับและอธิษฐานเข้าเป็นใบเดียวกันแล้ว ทรงรับข้าวสัตตุ ๒ ชนิด ของ ๒ พาณิชด้วยบาตรนั้น.

เรื่องนี้ พรรณนาเทียบด้วยวัตถุอะไร สันนิษฐานไม่ถนัด, บางทีจะเพ่งอรรถว่าเป็นทักขิไณย ควรรับสักการะอันทายกจะพึงนำมาถวายแต่ ๔ ทิศกระมัง? เพราะท้าวจาตุมหาราชเป็นเจ้าแห่งทิศองค์ละทิศ, และเมื่อกล่าวในตอนรับบิณฑบาตทาน ถวายบาตรเป็นเหมาะกว่าอย่างอื่น ทั้งจะได้แทนบาตรเดิมที่หายเสียด้วย.

ความในปริเฉทนี้ เรียงตามโครงเรื่องแห่งบาลีมหาวรรคพระวินัย. ฝ่ายพระอรรถกถาจารย์ แทรกความในระหว่างเสด็จอยู่ที่พระมหาโพธิและที่อชปาลนิโครธว่า เสด็จจากพระมหาโพธิไปทางทิศอีสาน เสด็จยืนจ้องดูพระมหาโพธิด้วย มิได้กระพริบพระเนตรตลอด ๗ วัน, สถานที่นั้นเรียกว่า “อนิมิสเจดีย์” เสด็จกลับจากที่นั้นมาหยุดในระหว่างกลางแห่งพระมหาโพธิและอนิมิสเจดีย์ ทรงนิรมิตที่จงกรมขึ้นแล้ว เสด็จจงกรม ณ ที่นั้นถ้วน ๗ วัน, สถานที่นั้นเรียกว่า “รัตนจงกรมเจดีย์”, ในสัปดาห์ที่ ๔ เทวดานิรมิตเรือนแก้วขึ้นในทิศปัจจิมหรือในทิศพายัพแห่งพระมหาโพธิ เสด็จนั่งขัดบัลลังก์ ทรงพิจารณาพระอภิธรรมปิฎกสิ้น ๗ วัน, สถานที่นี้เรียกว่า “รัตนฆรเจดีย์” ต่อนี้จึงเสด็จไม้อชปาลนิโครธ, ตามนัยนี้ เพิ่มสถานในจังหวัดพระมหาโพธิ อันเรียกว่า “โพธิมัณฑะ” อีก ๓ สถาน, เพิ่มกาลเข้าอีก ๓ สัปดาห์, รวมเป็น ๗ สถาน ๗ สัปดาห์. การเพิ่มสถานและกาลเข้าดั่งนี้ น่าจะเก็บเอามาจากหนังสืออื่น อันกล่าวแปลกออกไปจากมหาวรรค.

สมัยที่ว่าเสด็จประทับอยู่ ณ สถานนั้นๆ ตำบลละสัปดาห์หนึ่งนั้น น่าใคร่ครวญอยู่บ้าง, การนับสัปดาห์นั้น คือ นับขวบวาระ ๗ อย่างที่พวกอังกฤษนับว่า “วิก” (Week) ไทยเราเอาอย่างมาใช้เรียกว่า “อาทิตย์”. ครั้งบาลีการนับสัปดาห์มีแจ้งแล้ว แต่การนับวาระหาปรากฏไม่. ตรงกันข้ามกับการนับของพวกเราๆ รู้จักนับวาระมานานแล้ว เรียกชื่อวาระตามชื่อ พระอาทิตย์ พระจันทร์ และดาวเคราะห์อื่น แต่ไม่รู้จักนับ “สัปดาห์” พึ่งเอาอย่างฝรั่งมาใช้เมื่อภายหลัง, วาระและสัปดาห์เป็นคู่กัน มีต้องมีด้วยกัน, สันนิษฐานเห็นว่า ครั้งบาลีชะรอยจะไม่ได้ใช้เรียกชื่อวาระตามพระเคราะห์ทั้ง ๗. ชะรอยจะเรียกนับสังขยาว่า วาระที่ ๑ ที่ ๒ ไปจนถึงที่ ๗ เหมือนพวกจีนนับ เป็นแต่ของเขามีสุญวาระหน ๑ จึงมีในลำดับเพียง ๖. บางทีในเรื่องเดิมจะกล่าวว่าที่ ๑ แห่งสัปดาห์  เสด็จประทับอยู่ที่นั่น, ที่ ๒ แห่งสัปดาห์ เสด็จประทับอยู่ที่นี่, ภายหลังเข้าใจปนกันไปเป็นสัปดาห์ที่ ๑ สัปดาห์ที่ ๒.

เพราะกำนดวันเสด็จอยู่ ณ โพธิมัณฑะมาก ทั้งเข้าใจว่า เสด็จนั่งอยู่กับที่ไม่ได้เสวยพระอาหาร, พระอรรถกถาจารย์จึงพรรณนาว่า ข้าวปายาสที่นางสุชาดาถวายนั้น ปันเป็นคำได้ ๔๙ คำ พอไปได้, วันละคำ. ถ้าเข้าใจว่า การเสวยพระอาหารไม่มีเหตุ ก็ไม่ได้กล่าวถึง เช่น ในเวลาเลิกทุกรกิริยา วันจะนานเท่าไรก็ได้.

ในสมัยเสด็จอยู่ที่ไม้อชปาลนิโครธนั้น พระอรรถกถาจารย์หาได้กล่าวถึงพราหมณ์เข้าไปเฝ้าไม่, กล่าวถึงธิดามาร ๓ คน คือ นางตัณหา นางอรดี นางราคา อาสาพระยามารผู้บิดา และเข้าไปประโลมพระผู้มีพระภาคเจ้าด้วยอาการต่างๆ แต่พระองค์มิได้ใยดี, ความข้อนี้ แต่งขยายเป็นบุคคลาธิษฐานจากคาถา ตรัสตอบแก่พราหมณ์ แสดง “พราหมณ์” คือ “สมณะ” และ “ธรรม” ทำให้เป็นพราหมณ์ คือ “สมณะ” นั้นเอง และชื่อธิดามาร ก็บ่งอยู่แล้ว.

แสดงความสืบอนุสนธิ (เรื่องที่ติดต่อสืบเนื่องกันมา) ต่อไปว่า ครั้นล่วง ๗ วันแล้ว พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จออกจากร่มไม้ราชายตนะ กลับไปประทับ ณ ร่มไม้อชปาลนิโครธอีก, ทรงพิจารณาถึงธรรมที่พระองค์ได้ตรัสรู้แล้วว่าเป็นคุณอันลึก ยากที่บุคคลผู้ยินดีในกามคุณจะตรัสรู้ตามได้ ท้อพระหฤทัยเพื่อจะตรัสสั่งสอน, แต่อาศัยพระกรุณาในหมู่สัตว์ จึงทรงพิจารณาอีกเล่า ว่าจะมีผู้รู้ทั่วถึงธรรมนั้นบ้างหรือไม่? ก็ทรงทราบด้วยพระปัญญาว่า  บุคคลผู้มีกิเลสน้อยเบาบางก็มี, ผู้มีกิเลสหนาก็มี, ผู้มีอินทรีย์ คือ ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา กล้าก็มี, ผู้มีอินทรีย์อ่อนก็มี, ผู้มีอาการอันดีก็มี, ผู้มีอาการอันชั่วก็มี, เป็นผู้จะพึงสอนให้รู้ได้โดยง่ายก็มี, เป็นผู้จะพึงสอนให้รู้ได้โดยยากก็มี, เป็นผู้สามารถจะรู้ได้ก็มี, เป็นผู้ไม่สามารถจะรู้ได้ก็มี. มีอธิบายเป็นคำเปรียบว่า ในกออุบลคือบัวขาบ ในกอปทุมคือบัวหลวง หรือในกอบุณฑริกคือบัวขาว, ดอกบัวที่เกิดแล้วในน้ำ เจริญแล้วในน้ำ น้ำเลี้ยงอุปถัมภ์ไว้, บางเหล่ายังจมในน้ำ  บางเหล่าตั้งอยู่เสมอน้ำ บางเหล่าตั้งขึ้นพ้นน้ำ. ในดอกบัว ๓ อย่างนั้น ดอกบัวที่ตั้งขึ้นพ้นน้ำแล้วนั้น คอยสัมผัสรัศมีพระอาทิตย์อยู่ จักบาน ณ วันนี้, ดอกบัวที่ตั้งอยู่เสมอน้ำนั้น จักบาน ณ วันพรุ่งนี้, ดอกบัวที่ยังไม่ขึ้นจากน้ำ ยังตั้งอยู่ภายในน้ำ จักบาน ณ วันต่อๆ ไป, ดอกบัวที่จะบานมีต่างชนิดฉันใด “เวไนยสัตว์” (คือ บุคคลที่สามารถสั่งสอนได้) ก็มีต่างพวกฉันนั้น; ผู้มีกิเลสน้อยเบาบาง มีอินทรีย์กล้า มีอาการอันดี เป็นผู้ที่จะพึงสอนให้รู้ได้โดยง่าย ก็อาจะรู้ธรรมพิเศษนั้นได้ฉับพลัน, ผู้มีคุณสมบัติเช่นนั้น เป็นประมาณกลาง ได้รับอบรมในปฏิปทาเป็นบุพพภาค จนมีอุปนิสัยแก่กล้า ก็สามารถจะบรรลุธรรมพิเศษนั้นดุจเดียวกัน, ผู้มีคุณสมบัติเช่นนั้นยังอ่อน หรืออุปนิสัยมิได้เลย ก็ยังควรได้รับแนะนำในธรรมเบื้องต่ำไปก่อน เพื่อบำรุงอุปนิสัย; เมื่อเป็นเช่นนี้ พระธรรมเทศนาคงไม่ไร้ผล จักยังประโยชน์ให้สำเร็จแก่คนทุกเหล่า, เว้นแต่จำพวกที่ไม่ใช่เวไนย คือ ไม่รับแนะนำ ที่เปรียบด้วยดอกบัวอันเป็นภักษาแห่งปลาและเต่าฉิบหายเสีย. ครั้นทรงพิจารณาด้วยพระญาณหยั่งทราบเวไนยสัตว์ ผู้จะได้รับประโยชน์จากพระธรรมเทศนาดั่งนั้นแล้ว, ได้ทรงอธิษฐานพระหฤทัยในที่จะแสดงธรรมสั่งสอนมหาชน และตั้งพุทธปณิธานจะใคร่ดำรงพระชนม์อยู่ กว่าจะได้ประกาศพระศาสนาแพร่หลาย ประดิษฐานให้ถาวร สำเร็จประโยชน์แก่ชนนิกรทุกเหล่า.

ในอธิการนี้ พระคันถรจนาจารย์แสดงความว่า ในกาลเป็นลำดับแห่งพระหฤทัยของพระผู้มีพระภาคเจ้า น้อมไปเพื่อทรงขวนขวายน้อยเสียดั่งนั้น, ท้าวสหัมบดีพรหม ทราบพระพุทธอัธยาศัยแล้ว ลงมาจากพรหมโลก กราบทูลอาราธนาเพื่อทรงแสดงธรรมอ้างว่า สัตว์ (มนุษยโลก) ผู้มีกิเลสเลาบางอาจรู้ได้ก็มีอยู่. พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพิจารณาสอบด้วยพระญาณ ก็ได้เห็นสัตว์มีประการต่างๆ เปรียบดุจดอกบัวต่างชนิด อันจะบานในวันเป็นลำดับดังนั้นแล้ว ก็ทรงรับอาราธนาของท้าวสหัมบดีพรหม เพื่อจะทรงแสดงธรรมโปรดสัตว์.

สันนิษฐานเห็นว่า เรื่องนี้กล่าวขยายพระพุทธดำริปรารภการแสดงพระธรรมเทศนาเป็น “บุคคลาธิษฐาน”. พรหมนั้นมีเมตตากรุณาเป็นวิหารธรรม, กล่าวถึง “ท้าวสหัมบดีพรหม” ก็คือกล่าวถึง “พระกรุณาในสัตวโลก” นั้นเอง. กล่าวถึง “พรหมกราบทูลอาราธนา” ก็คือกล่าวถึง “พระกรุณา” ทำให้กลับทรงพระปรารภถึงการแสดงธรรมอีกเล่า. กล่าวถึง “ทรงรับอาราธนาของพรหม” ก็คือ “ทรงเปิดช่องแก่พระกรุณาให้เป็นปุเรจาริก คือ ไปข้างหน้า”.

ครั้นพระองค์ทรงอธิษฐานพระหฤทัย เพื่อจะทรงแสดงพระธรรมเทศนาอย่างนั้นแล้ว ทรงพระดำริหาคนผู้สมควรรับเทศนา ครั้งแรก ทรงพระปรารภถึงอาฬารดาบสและอุททกดาบส ที่พระองค์ได้เคยอยู่อาศัยศึกษาลัทธิของเธอในกาลก่อนว่า เธอทั้งสองเป็นผู้ฉลาดทั้งมีกิเลสเบาบาง สามารถจะรู้ธรรมนี้ได้ฉับพลัน, แต่เธอทั้งสองสิ้นชีพเสียแล้ว มีความฉิบหายเสียจากคุณอันใหญ่ ถ้าได้ฟังธรรมนี้แล้วคงรู้ได้โดยพลันทีเดียว, ภายหลังทรงระลึกถึงปัญจวัคคีย์ว่า มีอุปการะแก่พระองค์มาก ได้เป็นผู้อุปัฏฐากพระองค์เมื่อครั้งทรงบำเพ็ญทุกรกิริยา, ทรงกำหนดลงว่าจะแสดงธรรมแก่ปัญจวัคคีย์ก่อน. เบื้องหน้าแต่นี้ เสด็จออกจากต้นอชปาลนิโครธ, ตามอรรถกถาในเช้าวันขึ้น ๑๔ ค่ำ แห่งเดือนอาสาฬหะ คือ เดือน ๘, ทรงพระดำเนินไปโดยทางที่จะไปยังเมืองพาราณสี อันเป็นนครหลวงแห่งกาสีชนบท, ครั้นถึงตำบลเป็นระหว่างแห่งแม่น้ำคยากับแดนพระมหาโพธิต่อกัน พบอาชีวกผู้หนึ่ง ชื่อ “อุปกะ” เดินสวนทางมา, อุปกะเห็นสีพระฉวีของพระองค์ผุดผ่อง นึกประหลาดใจ อยากจะใคร่ทราบว่า ใครเป็นศาสดาผู้สอนของพระองค์ จึงทูลถาม. พระองค์ตรัสตอบแสดงความว่า “พระองค์เป็นสยัมภู” (คือ พระผู้เป็นพระพุทธเจ้าเอง) ผู้เป็นเองในทางตรัสรู้ ไม่มีใครเป็นครูสั่งสอน. อุปกะไม่เชื่อ สั่นศีรษะแล้วหลีกไป. พระองค์ก็เสด็จไปโดยลำดับถึงป่าอิสิปตนมฤคทายวัน แขวงเมืองพาราณสี อันเป็นที่อยู่แห่งปัญจวัคคีย์นั้น ในเย็นวันนั้น.

ฝ่ายปัญจวัคคีย์ ได้เห็นพระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จมาแต่ไกล จึงนัดหมายกันว่า พระสมณโคดมนี้ มีความมักมาก คลายเพียร เวียนมาเพื่อความมักมากเสียแล้ว มาอยู่ ณ บัดนี้, ในพาวกเราผู้ใดผู้หนึ่งไม่พึงไหว้ ไม่พึงลุกขึ้นต้อนรับเธอ ไม่พึงรับบาตรจีวรของเธอเลย ก็แต่ว่า ถึงตั้งอาสนะที่นั่งไว้เถิด ถ้าเธอปรารถนาก็จักนั่ง. ครั้นพระองค์เสด็จเข้าไปถึงแล้ว เธอพูดกับพระองค์ด้วยโวหารไม่เคารพ คือ พูดออกพระนาม และใช้คำว่า “อาวุโส” พระองค์ทรงห้ามเสียแล้วตรัสบอกว่า “เราได้ตรัสรู้อมฤตธรรมโดยชอบเองแล้ว ท่านทั้งหลายคอยฟังเถิด เราจักสั่งสอน, ท่านทั้งหลายปฏิบัติตามเราสั่งสอนอยู่ไม่ช้าสักเท่าไร ก็จะได้บรรลุ ‘อมฤตธรรม’ นั้น”. ปัญจวัคคีย์กล่าวค้านลำเลิกเหตุในปางหลังว่า “อาวุโส โคดม แม้แต่ด้วยความประพฤติอย่างนั้น ท่านยังไม่บรรลุธรรมพิเศษได้, บัดนี้ ท่านมาปฏิบัติเพื่อความเป็นคนมักมากเสียแล้ว เหตุไฉนท่านจะบรรลุธรรมพิเศษได้เล่า?” พระองค์ทรงตักเตือน, เธอพูดคัดค้านโต้ตอบกันอย่างนั้นถึง ๒–๓ ครั้ง พระองค์จึงตรัสเตือนเธอให้ตามระลึกถึงความหลังว่า “ท่านทั้งหลายจำได้อยู่หรือ วาจานี้ เราได้เคยพูดแล้วในปางก่อนแต่กาลนี้?” ปัญจวัคคีย์นึกขึ้นได้ว่า พระวาจานี้ไม่เคยมีเลย, จึงมีความสำคัญในอันจะฟังพระองค์ทางแสดงธรรม.

ก็คำว่า “อมฤตธรรม” นั้น เป็นสำนวนเรียกตามโวหารพราหมณ์ มีเรื่องเล่าไว้ใน “มหาภารตะ” ว่า ในกาลก่อน เทวดาเป็นอันมาก อยากได้ของเป็นเครื่องกันตาย. พากันไปทูลถามพระนารายณ์เป็นเจ้าๆ รับสั่งในกวนพระมหาสมุทร จะเกิดน้ำทิพย์ที่ดื่มเข้าไปแล้ว ทำผู้ดื่มไม่ให้ตาย. เทวดาทั้งหลายก็กวนพระมหาสมุทรตามคำพระเป็นเจ้ารับสั่ง. เมื่อกวนนั้น ใช้ภูเขารองข้างล่างเขาหนึ่ง วางข้างบนเขาหนึ่ง ท่าทางคล้ายโม่สำหรับโม่แป้ง และเอานาคพันเขาข้างบนช่วยกันชัก ๒ ข้าง. อาศัยความร้อนที่เกิดเพราะความหมุนเวียนแห่งภูเขา ต้นไม่ทั้งปวงที่เป็นเภสัชบนภูเขา คายรสไหลลงไปในมหาสมุทร จนข้นเป็นปลักแล้ว เกิดเป็นน้ำทิพย์ในท่ามกลางมหาสมุทร เรียกว่า “น้ำอมฤต” บ้าง “น้ำสุรามฤต” บ้าง แปลว่า “น้ำทำผู้ดื่มไม่ให้ตายของเทวดา”. เทวดาได้ดื่มน้ำอมฤตนั้นแล้ว เป็นผู้ไม่ตาย จึงได้นามว่า “อมระ” แปลว่า “ผู้ไม่ตาย”, ศัพท์นั้นเป็นเครื่องใช้เรียก “เทวดา” แต่ครั้งนั้นมา. ส่วนพระพุทธศาสนาแสดงว่า “สิ่งใดมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นมีความดับเป็นธรรมดา”, “ผู้เกิดแล้วจะไม่ตายไม่มีเลย” ก็แต่ว่า ความรู้สึกว่า “ตายหรือไม่ตาย” จะมีได้ด้วยอุบายอย่างหนึ่ง คือ คนที่ไม่เคยได้สดับ ละอัสมิมานะ (ความถือตัว โดยมีความยึดมั่นสำคัญหมายในขันธ์ ๕ แม้อย่างใดอย่างหนึ่งว่าเป็นตน) ไม่ได้ ถือมั่นสิ่งนั้นๆ “ว่าเรา ว่าของเรา”, “ว่าเขา ว่าของเขา”, เมื่อสิ่งนั้นๆ แตกไปดับไป ก็เข้าใจว่า “เราตาย ของเราตาย”, ว่า “เขาตาย ของเขาตาย”. ฝ่ายผู้ที่ได้สดับแล้ว ทำในใจโดยชอบ ละอัสมิมานะได้ขาด ไม่ถือมั่นดังกล่าวแล้ว เมื่อสิ่งนั้นๆ แตกดับไป ก็ไม่สำคัญว่า “เราตาย ของเราตาย”, ว่า “เขาตาย ของเขาตาย”. เห็นเป็นแต่สภาพอันหนึ่งเกิดขึ้นแล้วก็ดับไป, ธรรมของผู้ที่เห็นอย่างนี้ ควรเรียกว่า “อมฤต” ได้ จึงใช้โวหารนี้สืบมา.

ครั้นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ตรัสเตือนปัญจวัคคีย์ให้ตั้งใจฟังได้แล้ว ตามอรรถกถาว่า รุ่งขึ้นวันอาสาฬหบุรณมี พระองค์ตรัสปฐมเทศนา ประกาศความตรัสรู้ของพระองค์ดั่งนี้ว่า “ภิกษุทั้งหลาย ที่สุด ๒ อย่าง (อันตา) อันบรรพชิตไม่ควรเสพ, คือ ประกอบตนให้พัวพันด้วยสุขในกาม เป็นธรรมอันเลว เป็นเหตุตั้งบ้านตั้งเรือน เป็นของคนมีกิเลสหนา, ไม่ใช่ของคนอรยะ คือ ผู้บริสุทธิ์ ไม่ประกอบด้วยประโยชน์, ‘กามสุขัลลิกานุโยค’ นี้อย่าง ๑, ประกอบความเหน็ดเหนื่อยแก่ตนเปล่าให้เกิดทุกข์แก่ผู้ประกอบ, ไม่ทำผู้ประกอบให้เป็นอริยะ ไม่ประกอบด้วยประโยชน์, ‘อัตตกิลมถานุโยค’ นี้อย่าง ๑, อันบรรพชิตไม่ควรเสพ. ข้อปฏิบัติเป็นทางกลาง ไม่เข้าไปใกล้ที่สุดทั้ง ๒ นี้ เราได้ตรัสรู้แล้ว, ทำดวงตาคือปรีชาญาณ, เป็นไปเพื่อความสงบระงับ เพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อความรู้ดี เพื่อนิพพาน คือ สิ้นตัณหาเครื่องรัดรึง. ‘มัชฌิมาปฏิปทา’ นั้นเป็นอย่างไร? ‘มัชฌิมาปฏิปทา’ นั้น คือ ทางมีองค์ ๘ ทำผู้ดำเนินให้เป็นอริยะอันนี้เอง. องค์ ๘ นั้นมีอะไรบ้าง? องค์ ๘ นั้น คือ ปัญญาอันเห็นชอบ ๑ ความดำริชอบ ๑ วาจาชอบ ๑ การงานชอบ ๑ เลี้ยงชีวิตชอบ ๑ ความเพียรชอบ ๑ ระลึกชอบ ๑ ตั้งใจชอบ ๑. ‘มัชฌิมาปฏิปทา’ นี้แล เราได้ตรัสรู้แล้ว ทำดวงตาคือปรีชาญาณ, เป็นไปเพื่อความสงบระงับ เพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อความรู้ดี เพื่อนิพพาน. ภิกษุทั้งหลาย ข้อนี้ เป็นของจริงของอริยบุคคล คือ ทุกข์ ความเกิดเป็นทุกข์ ความแก่เป็นทุกข์ ความตายเป็นทุกข์, ความแห้งใจ ความรำพัน ความเจ็บไข้ ความเสียใจ ความคับใจ เป็นทุกข์ละอย่างๆ, ความประจวบด้วยสิ่งไม่เป็นที่รัก เป็นทุกข์, ความพลัดพรากจากสิ่งที่เป็นที่รัก เป็นทุกข์, ความปรารถนาไม่ได้สมหวัง เป็นทุกข์ ข้อนี้ ก็เป็นของจริง (สัจจธรรม) ของอริยบุคคล คือ เหตุให้ทุกข์เกิดขึ้น ‘ตัณหา’ คือ ความทะยานอยากอันใด ทำความเกิดอีก เป็นไปกับความกำหนัดด้วยอำนาจความเพลิน (นันทิ) เพลินนักในอารมณ์นั้นๆ. ตัณหานี้เป็นอย่างไร? ‘กามตัณหา’ คือ ความทะยานอยากในอารมณ์ที่ใคร่ ๑ ‘ภวตัณหา’ คือ ความทะยานอยากในความมีความเป็น ๑ ‘วิภวตัณหา’ คือ ความทะยานอยากในความไม่มีไม่เป็น ๑ ตัณหา ๓ ประการนี้แล เป็นเหตุให้ทุกข์เกิด. ข้อนี้ ก็เป็นของจริงของอริยบุคคล คือ ความดับทุกข์ ความดับด้วยไม่ติดย้อมอยู่ได้ โดยไม่เหลือแห่งตัณหานั้นแล ความสละ ความวาง ความปล่อย ซึ่งตัณหานั้นแล ความที่ตัณหานั้นแล ไม่พัวพันติดอยู่ เป็นความดับทุกข์. ข้อนี้ ก็เป็นของจริงของอริยบุคคล คือ ทางถึงความดับทุกข์ (มรรคมีองค์ ๘ หรือ อัฏฐังคิกมรรค). ทางมีองค์ ๘ เป็นอริยะนี้แล คือ ปัญญาเห็นชอบ ๑ วาจาชอบ ๑ การงานชอบ ๑ เลี้ยงชีวิตชอบ ๑ ความเพียรชอบ ๑ ระลึกชอบ ๑ ตั้งใจชอบ ๑ เป็นทางถึงความดับทุกข์, ภิกษุทั้งหลาย ‘ดวงตา ญาณ ปัญญา วิทยา แสงสว่าง’ ได้เกิดขึ้นแล้วแก่เรา ในธรรมทั้งหลายที่เราไม่ได้เคยฟังแล้วในกาลก่อนว่า ข้อนี้ ‘ทุกข์’ และ ‘ทุกข์’ นี้ ควรกำหนดรู้ด้วยปัญญา และเราก็ได้กำหนดรู้แล้ว, ข้อนี้ ‘ความดับทุกข์” และ ‘ความดับทุกข์” นี้ ควรทำให้แจ้งชัด และเราก็ได้ทำให้แจ้งชัดแล้ว, ข้อนี้ ‘ทางถึงความดับทุกข์’ และ‘ทางถึงความดับทุกข์’ นี้ ควรทำให้เกิด และเราก็ได้ทำให้เกิดแล้ว ภิกษุทั้งหลาย ‘ปัญญา’ อันรู้อันเห็นตามเป็นแล้วอย่างไร ในอริยสัจจ์ ๔ เหล่านี้ของเรา อันมีรอบ ๓ มีอาการ ๑๒ อย่างนี้ ยังไม่หมดจดเพียงใดแล้ว เรายังไม่อาจยืนยันตนว่าเป็นผู้ตรัสรู้เองโดยชอบ (สยัมภู หรือ พระสัมมาสัมพุทธเจ้า)  ไม่มีใครสู้ในโลกเพียงนั้น. เมื่อใด ปัญญาอันรู้เห็นตามเป็นแล้วอย่างไร ในอริยสัจจ์ ๔ เหล่านี้ของเราหมดจดดีแล้ว, เมื่อนั้น เราอาจยืนยันตนว่าเป็นผู้ตรัสรู้เองโดยชอบ ไม่มีใครสู้ในโลก ก็แลปัญญาอันรู้อันเห็นได้เกิดขึ้นแล้วแก่เราว่า ‘ความหลุดพ้นของเราไม่กลับกำเริบ ความเกิดครั้งนี้เป็นหนที่สุดแล้ว บัดนี้ไม่ความความเกิดอีก’ ดั่งนี้”.

เมื่อพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ตรัสพระธรรมเทศนาอยู่ “ธรรมจักษุ” คือ ดวงตาอันเห็นธรรม ปราศจากธุลีมลทิน ได้เกิดขึ้นแล้วแก่ท่านโกณฑัญญะว่า “สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งหมดมีความดับเป็นธรรมดา” (ยํ กิญฺจิ สมุทยธมฺมํ สพฺพนิตํ นิโรธธมฺมํ). พระองค์ทรงทราบว่าท่านโกณฑัญญะได้เห็นธรรมแล้ว จึงทรงเปล่งอุทานว่า “โกณฑัญญะได้รู้แล้วหนอๆ” เพราะอุทานว่า “อญฺญาสิๆ” ที่เป็นภาษามคธ แปลว่า “ได้รู้แล้วๆ” คำว่า “อัญญาโกณฑัญญะ” จึงได้เป็นชื่อของท่าน ตั้งแต่กาลนั้นมา.

ในพระธรรมเทศนาทีแรกนี้ พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงยกที่สุด ๒ อย่าง (อันตา ๒) ขึ้นแสดงว่า อันบรรพชิตไม่ควรเสพ ก่อนเรื่องอื่น เพราะเป็นโทษสำคัญกว่าโทษอย่างอื่น ทำบรรพชิตไม่ให้บรรลุธรรมพิเศษได้, และบรรพชิตในครั้งนั้น หมกมุ่นอยู่ในที่สุดทั้ง ๒ อย่างนั้น ก็คงมีเป็นพื้น.

มีเรื่องเล่าในหนังสื่อ “มหาภารตะ” ของพวกพราหมณ์ว่า ฤษีทั้งหลายล้วนเป็นคนมีเมียมีลูกทั้งนั้น, เพราะเขาถือกันว่า ชายใดไม่มีลูกชาย ชายนั้นตายไปต้องตกขุมนรกอันหนึ่ง เรียกว่า “ปุตตะ”, ถ้ามีลูกชายๆ นั้นช่วยป้องกันไม่ให้ตกขุมนรกนั้นได้, ศัพท์ว่า “บุตร” จึงได้เป็นเครื่องเรียกลูกผู้ชายสืบมา แปลว่า “ผู้ป้องกันพ่อจากขุมนคร” ซึ่งเรียกว่า “ปุตตะ”. ใช่แต่เท่านั้น ฤษีทั้งหลายนั้น เป็นที่นับถือ ว่า เป็นผู้ให้สวัสดิมงคลได้ด้วย, ถ้าลูกสาวของใคร จะแต่งงานกับผู้ใดผู้หนึ่ง, มารดาบิดาต้องขอสวัสดิมงคลแก่ฤษี ซึ่งเป็นที่นับถือของตนก่อน แล้วจึงแต่งงานต่อภายหลัง. ถ้าได้เช่นนี้ เป็นมงคลอันใหญ่ หญิงนั้นเป็นคนมีหน้ามีตา ไม่เป็นที่รังเกียจแม้แห่งผู้จะเป็นสามี. ได้ยินว่า ประเพณีนี้ เมื่อครั้งพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินประพาสอินเดีย เมื่อพุทธศก ๒๔๑๔ ก็ยังมีอยู่. ถึงจะบูชายัญและบำเพ็ญเพียร ประพฤติวัตทรมานร่างกาย ก็อยู่ในหวังผลล้วนแต่กามคุณๆ นี้ เป็นมลทินเครื่องเหนี่ยวใจไว้ให้ท้อถอย ไม่ให้เพียรเพื่อคุณเบื้องหน้า. ส่วนการทรมานร่างกายนั้นเล่า ก็เป็นแต่ให้ลำบากเปล่า ไม่สำเร็จประโยชน์อะไรได้ตามที่ว่า เช่น พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ได้ทรงประพฤติแล้วนั้น.

พระองค์ทรงแสดงที่สุด ๒ อย่างว่า อันบรรพชิตไม่ควรเสพอย่างนี้แล้ว, ทรงแสดง “มัชฌิมาปฏิปทา” ข้อปฏิบัติเป็นกลางมีองค์ ๘ มีปัญญาอันเห็นชอบ เป็นต้น อันไม่หย่อนนักยิ่งนัก ที่บรรพชิตควรเสพ ว่าเป็นทางที่จะให้บรรลุธรรมพิเศษได้สืบไป. มีคำเปรียบว่าเหมือนสายพิณ ที่หย่อนนักก็ดีดไม่ดัง ที่ตึงนักดีดเข้ามักขาด พอดีจึงจะดีดดังและไม่ขาด ฉันใด, ข้อปฏิบัติของบรรพชิตก็ ฉันนั้น, ถ้าบรรพชิตปฏิบัติท้อถอยหรือแก่กล้าเกินนัก ก็ไม่สามารถจะบรรลุธรรมพิเศษได้ ต่อปฏิบัติเป็นกลางๆ ไม่ยิ่งนัก ไม่หย่อนนัก จึงสามารถจะบรรลุธรรมพิเศษนั้นได้. นี่แลควรเห็นว่า พระพุทธศาสนาคำสอนของพระพุทธเจ้าเป็นแต่กลางๆ เท่านั้น.

บรรพชิตมาปฏิบัติเป็นกลางๆ อย่างนั้นแล้ว ควรบรรลุธรรมพิเศษอย่างไร? จึงทรงแสดงของจริง ๔ อย่าง (อริยสัจจ์ ๔), แล้วตรัสว่า พระองค์ได้รู้เห็นของจริง ๔ อย่างนั้นแล้ว เพื่อจะให้เป็นตัวอย่างที่ผู้อื่นจะดำเนินตาม. ก็การรู้ของจริงนั้นจะมีผลอย่างไร? จึงทรงแสดงผล คือ “วิมุตติ” คือ ความพ้นจากกิเลสอันเป็นเหตุก่อทุกข์ และสิ้นชาติไม่ต้องเกิดอีก ในที่สุด.

ในพระธรรมเทศนานี้ ใช้ “อาลปนะ” คือ บทตรัสเรียกปัญจวัคคีย์ว่า “ภิกษุ”, มีทางสันนิษฐาน ๒ ประการ คือ พระคันถรจนาจารย์เรียงตามแบบโวหารแห่งเทศนาอื่น, ไม่เช่นนั้น ให้สันนิษฐานว่า บรรพชิตมีชื่อเรียกหลายชนิด เช่น ฤษี ดาบส ชฏิล ปริพาชก อาชีวก ภิกขุ และอื่นๆ อีก ตามธรรมเนียมที่ประพฤติอยู่ พระผู้มีพระภาคเจ้าและปัญจวัคคีย์ ถือบรรพชาตามแบบของพวกนักบวช อันได้ชื่อว่า “ภิกขุ” และทรงรับเอาชื่อนี้มาตรัสเรียกผู้บวชในพระศาสนานี้.

ในอธิการนี้ (ในตอนนี้) พระคันถรจนาจารย์แสดงว่า เมื่อจบเทศนา เทวดาพากันสรรเสริญพระธรรมเทศนาเอิกเกริก ป่าวประกาศให้ได้ยินต่อๆ กันขึ้นไป, จนตลอดสวรรค์ทั้งชั้นเทวโลก ทั้งชั้นพรหมโลก, และพรรณนาอัศจรรย์อันเป็นไปในสมัยนั้น คือ แผ่นดินไหว และเกิดแสงสว่างอย่างใหญ่ ล่วงอานุภาพแห่งเทวดา. อัศจรรย์มีแผ่นดินไหว เป็นอาทิ ท่านพรรณนาไว้ ทั้งในคราวประสูติ คราวตรัสรู้ และคราวแสดงพระธรรมจักรปฐมเทศนานี้, เป็นแต่กล่าวมากออกไปกว่านี้อีกก็มี เช่นกลองทิพย์บันลือลั่น คนตาบอดอาจแลเห็น คนหูหนวกอาจได้ยิน คนต้องกรรมการณ์มีเครื่องจำหลุด ไฟนรกดับ ให้สัตว์ที่ทุกข์นั้นสร่างไปชั่วคราว. ท่านกล่าวดังนี้ เพื่อแสดงบุรพนิมิตแห่งอุบัติตรัสรู้และเทศนาว่า จะยังข่าวให้ระบือกระฉ่อน ที่เปรียบด้วยแผ่นดินไหวบ้าง กลองทิพย์บันลือลั่นบ้าง เทวดาป่าวประกาศบ้าง, จะให้คนทั้งหลายได้ปัญญารู้เห็น ที่เปรียบด้วยเกิดแสงสว่าง คนตาบอดแลเห็น คนหูหนวกได้ยิน, จะเปลื้องคนไม่ให้หลงติดอยู่กามรมณ์ ที่เปรียบด้วยเครื่องจำหลุด, จะให้สุขแก่สัตว์ ที่เปรียบด้วยไฟนรกดับ, ล้วนเป็น “อุปมาบุคคลาธิฏฐาน” (การแสดงธรรมโดยอุปมาสิ่งต่างๆ ด้วยบุคคลเป็นที่ตั้ง หรืออ้างถึงสภาวะที่เปรียบเป็นบุคคล) ทั้งนั้น. และปฐมเทศนานี้ เรียกว่า “พระธรรมจักร” ก็เปรียบด้วย “จักรรัตนะ” (‘จักรแก้ว’ หมายถึง ตัวอำนาจแห่งพระเจ้าจักรพรรดิด้วยหลักปฏิบัติ คือ ‘จักรวรรดิวัตร’ ที่ได้กระทำสืบเนื่องมาจากบรรพชน ยอมได้อำนาจนี้ขึ้นมาเอง ได้แก่ เป็นธรรมาธิปไตย ถือธรรมเป็นใหญ่ จัดการคุ้มครองป้องกันอันชอบธรรม), กล่าวคือ ตัวอำนาจแห่งพระเจ้าจักรพรรดิราชนั้นเอง.

ฝ่ายท่านโกณฑัญญะได้เห็นธรรมแล้ว สิ้นความสงสัย ถึงความเป็นคนแกล้วกล้า ปราศจากครั่นคร้ามในอันประพฤติตามคำสั่งสอนของพระศาสดา เป็นคนที่มีความเชื่อในพุทธศาสนาด้วยตนเองไม่ต้องเชื่อแต่ผู้อื่น, จึงทูลขออุปสมบทในพระธรรมวินัยของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า, พระองค์ทรงอนุญาตให้ท่านโกณฑัญญะเป็นภิกษุ ในพระธรรมวินัยนี้ด้วยพระวาจาว่า “ท่านจงเป็นภิกษุ มาเถิด ธรรมอันเรากล่าวดีแล้ว ท่านจงประพฤติพรหมจรรย์ เพื่อทำที่สุดทุกข์โดยชอบเถิด”. พระวาจานั้นก็ให้สำเร็จอุปสมบทของท่าน.

ในครั้งนั้นยังไม่ได้ทรงอนุญาตวิธีอุปสมบทอย่างอื่น แต่เป็นทรงอนุญาตแก่ผู้ใดด้วยพระวาจาเช่นนั้น ผู้นั้นก็เป็นภิกษุในพระธรรมวินัยนี้. อุปสมบทอย่างนี้ เรียกว่า “เอหิภิกขุอุปสัมปทา”, ส่วนผู้ที่ได้รับอนุญาตเป็นภิกษุด้วยพระวาจาเช่นนี้ เรียกว่า “เอหิภิกขุ”. พระศาสดาทรงพระอนุญาตให้พระโกณฑัญญะเป็นภิกษุในพระพุทธศาสนาด้วยพระวาจาเช่นนั้น เป็นครั้งแรกในพระพุทธกาล.

จำเดิมแต่กาลนั้นมา พระองค์เสด็จจำพรรษาอยู่ ณ ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน, ทรงสั่งสอนบรรพชิตทั้ง ๔ ที่เหลือนั้น ด้วยพระธรรมเทศนาเบ็ดเตล็ด ตามสมควรแก่อัธยาศัย. ท่านวัปปะและท่านภัททิยะได้เห็นธรรมอย่างพระอัญญาโกณฑัญญะแล้วทูลขออุปสมบท, พระศาสดาก็ประทานอุปสมบทแก่ท่านทั้ง ๒ นั้น เหมือนอย่างประทานแก่พระอัญญาโกฑัญญะ. ครั้งนั้นสาวกทั้ง ๓ เที่ยวบิณฑบาต นำอาหารมาเลี้ยงกันทั้ง ๖ องค์. ภายหลังท่านมหานามและท่านอัสสชิได้เห็นธรรมเหมือนสาวก ๓ องค์แล้ว ทูลขออุปสมบท, พระศาสดาก็ทรงอนุญาตอุปสมบทแก่ท่านทั้ง ๒ นั้น เหมือนอย่างทรงอนุญาตแก่สาวกทั้ง ๓.

เมื่อภิกษุปัญจวัคคีย์ตั้งอยู่ในที่แห่งสาวกแล้ว มีอินทรีย์มีศรัทธา เป็นต้น แก่กล้า ควรเจริญ “วิปัสสนา” (การพิจารณาสภาวธรรม) เพื่อ “วิมุตติ” (ความหลุดพ้นจากกิเลสและกองทุกข์ทั้งปวง) แล้ว. ตามอรรถกถาครั้นถึงวันแรม ๕ ค่ำ แห่งเดือนสาวนะ คือ เดือน ๙ พระศาสดาตรัสพระธรรมเทศนาสั่งสอนว่า “ภิกษุทั้งหลาย ‘รูป’ คือ ร่างกาย, ‘เวทนา’ คือ ความรู้สุขทุกข์ หรือไม่สุขไม่ทุกข์, ‘สัญญา’ คือ ความจำ, ‘สังขาร’ คือ สภาพที่เกิดกับใจปรุงใจให้ดีบ้าง ชั่วบ้าง, และ ‘วิญญาณ’ คือ ใจ. ๕ ขันธ์ นี้ก็ไม่พึงเป็นไปเพื่อความลำบาก, และผู้ที่ถือว่าเป็นเจ้าของก็จะพึงปรารถนาได้ใน ‘ขันธ์ ๕’ นี้ ตามใจหวังว่า ‘จงเป็นอย่างนี้เถิด อย่าเป็นอย่างนั้นเลย’. เหตุใด ‘ขันธ์ ๕’ นี้ไม่ใช่ตน เหตุนั้น ‘ขันธ์ ๕’ นี้ จึงเป็นไปเพื่อความลำบาก, และผู้ที่ถือว่าเป็นเจ้าของย่อมปรารถนาไม่ได้ใน ‘ขันธ์ ๕’ นี้ ตามใจหวังว่า ‘จงเป็นอย่างนี้เถิด อย่าเป็นอย่างนั้นเลย’ นั่นเอง”.

พระองค์ทรงแสดง “ขันธ์ ๕” ว่าเป็น “อนัตตา”, สอนภิกษุปัญจวัคคีย์ให้พิจารณาแยกกายใจอันนี้ออกเป็น “ขันธ์ ๕” เป็นทางวิปัสสนาอย่างนี้แล้ว ตรัสถามความเห็นชอบของท่านทั้ง ๕ ว่า

“ภิกษุทั้งหลาย ท่านสำคัญความนั้นเป็นไฉน? ‘ขันธ์ ๕’ นี้เที่ยงหรือไม่เที่ยง?”.

“ไม่เที่ยง พระเจ้าข้า”.

“ก็สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์หรือเป็นสุขเล่า?”.

“เป็นทุกข์ พระเจ้าข้า”.

“ก็สิ่งใดไม่เที่ยงเป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา, ควรหรือจะตามเห็นสิ่งนั้นว่า ‘นั่นของเรา นั่นเป็นเรา นั่นตนของเรา’?”.

“ไม่อย่างนั้น พระเจ้าข้า”.

ต่อไปนี้ พระองค์ตรัสสอนสาวกทั้ง ๕ ให้ละความถือมั่นใน “ขันธ์ ๕” นั้น (อุปาทานขันธ์ ๕) ต่อพระธรรมเทศนาข้างต้นว่า

“ภิกษุทั้งหลาย เหตุนั้น รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ อันใดอันหนึ่ง, ล่วงไปแล้วก็ดี ยังไม่มีมาก็ดี เกิดขึ้นจำเพาะบัดนี้ก็ดี หยาบก็ดี ละเอียดก็ดี เลวก็ดี งามก็ดี ในที่ไกลก็ดี ในที่ใกล้ก็ดี, ทั้งหมดก็เป็นแต่สักว่า รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ, ท่านทั้งหลายพึงเห็นด้วยปัญญาอันชอบตามเป็นแล้วอย่างไร ดั่งนี้ว่า ‘นั่นไม่ใช่ของเรา นั่นไม่เป็นเรา นั่นไม่ใช่ตนของเรา’ ภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกผู้ได้ฟังแล้ว เมื่อเห็นอย่างนี้ ย่อมเบื่อหน่ายใน รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ, ครั้นเบื่อหน่ายก็ปราศจากความกำหนัดรักใคร่, เพราะปราศจากความกำหนัดรักใคร่  จิตก็พ้นจากความถือมั่น, เมื่อจิตพ้นแล้ว ก็มี ‘ญาณ’ รู้ว่าพ้นแล้ว. กิจที่ควรทำได้ทำเสร็จแล้ว, กิจอื่นอีกเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มี. เมื่อพระศาสดาตรัสพระธรรมเทศนาแสดง “อนัตตลักษณะ” อยู่ จิตของภิกษุปัญจวัคคีย์ผู้พิจารณาภูมิธรรมตามกระแสเทศนานั้น พ้นแล้วจาก ‘อาสวะ’ ไม่ถือมั่นด้วย ‘อุปาทาน’ อีกต่อไป”.

ครั้งนั้น มีพระอรหันต์ขึ้นในโลก ๖ องค์ คือ พระศาสดา ๑ สาวก ๕ ด้วยประการฉะนี้.

 

 

 

พุทธประวัติ

ปุริมกาล

ปริเฉทที่ ๘

 

เสด็จกรุงราชคฤห์แคว้นมคธและได้อัครสาวก

 

ครั้งนั้น มคธชนบทอันตั้งอยู่ในชมพูทวีปหนใต้ติดบูรพ์, เป็นแคว้นใหญ่ มีอำนาจและบริบูรณ์ด้วยสมบัติ, คับคั่งด้วยประชาชนตำบลหนึ่ง ทั้งประมวลเอาอังคชนบทเข้าไว้ด้วย, มีอาณาเขตติดต่อกับแคว้นโกศล กาสี และวัชชี, มีกรุงราชคฤห์เป็นพระนครหลวง, พระเจ้าพิมพิสารทรงปกครองโดยสิทธิ์ขาด, ทรงยศเป็นมหาราชเจ้า, แต่ในบาลีไม่ใช้คำว่า “มหาราชา”, จึงเรียกว่า “ราชา มาคโธ” แปลว่า “พระเจ้าแผ่นดินมคธ”, ทั้งเป็นที่อออยู่แห่งครูเจ้าลัทธิมากกว่ามาก. พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงเลือกเป็นภูมิที่ประดิษฐานพระพุทธศาสนาเป็นปฐม.

ครั้นพระองค์เสด็จอยู่ ณ ตำบลยาสีสะ ตามควรแก่อภิรมแล้ว พร้อมด้วยหมู่ภิกษุสาวกนั้น เสด็จเที่ยวไปโดยลำดับ ถึงกรุงราชคฤห์ ประทับอยู่ ณ ลัฏฐิวันแล้ว, พระองค์เป็นพระอรหันต์ ตรัสรู้แล้วเองโดยชอบ, ทรงแสดงธรรมสั่งสอนมหาชนมีคุณในเบื้องต้น ท่ามกลาง ที่สุด ประกาศพรหมจรรย์พร้อมทั้งอรรถและพยัญชนะบริสุทธิ์บริบูรณ์สิ้นเชิง, การได้เห็นพระอรหันต์เช่นนั้นเป็นความดีสามารถให้ประโยชน์สำเร็จ. พระเจ้าพิมพิสาร พระเจ้าแผ่นดินมคธได้ทรงสดับกิตติศัพท์นั้นแล้ว, เสด็จพระราชดำเนินพร้อมด้วยราชบริวารออกไปเฝ้าพระศาสดาถึงลัฏฐิวัน ทรงนมัสการแล้วประทับ ณ ที่ควรข้างหนึ่ง. ส่วนราชบริวารนั้นมีอาการกายวาจาต่างๆ กัน, บางพวกถวายบังคม บางพวกเป็นแต่กล่าววาจาปราศรัย บางพวกเป็นแต่ประณมมือ บางพวกร้องประกาศชื่อและโคตรของคน บางพวกนิ่งอยู่, ทั้ง ๕ เหล่านั้น นั่ง ณ ที่ควรตามลำดับที่นั่งอันถึงแล้วแก่ตนๆ.

พระศาสดาทอดพระเนตรเห็นอาการของชนราชบริวารเหล่านั้นต่างๆ กัน. ยังไม่อ่อนน้อมโดยเรียบร้อย ซึ่งควรจะรับพระธรรมเทศนาได้. มีพระประสงค์จะให้พระอุรุเวลกัสสปะ ซึ่งเป็นที่นับถือของชนเหล่านั้น ประกาศความไม่มีแก่นสารแห่งลัทธิเก่าให้เขาทราบ จะได้สิ้นความเคลือบแคลงแล้วตั้งใจคอยฟังพระธรรมเทศนา, จึงตรัสถามพระอุรุเวลกัสสปะว่า

“กัสสปะผู้อยู่ในอุรุเวลามานาน ท่านเคยเป็นอาจารย์สั่งสอนหมู่ชฏิลผู้ผอมเพราะกำลังพรต ท่านเห็นเหตุอะไรแล้ว จึงละไฟที่ตนได้เคยชูชาแล้วตามลัทธิเดิม? เราถามเนื้อความนั้นแก่ท่าน เหตุไฉนท่านจึงละการบูชาเพลิงของท่านเสีย?”

พระอุรุเวลกัสสปะกราบทูลว่า

“ยัญทั้งหลายกล่าวสรรเสริญผล คือ รูปเสียงและรสเป็นอารมณ์ที่สัตว์ปรารถนา และสตรีทั้งหลายแสดงว่า บูชายัญแล้ว ก็จะได้ผล คืออารมณ์ที่ปรารถนามีรูป เป็นต้น เหล่านี้, ข้าพระเจ้าได้รู้ว่า ผลคือกามนั้นเป็นมลทินเครื่องเศร้าหมองตกอยู่ในกิเลส, ยัญทั้งหลายย่อมกล่าวสรรเสริญผลล้วนแต่มลทินอย่างเดียว, เหตุนั้น ข้าพระเจ้าจึงมิได้ยินดีในกาเซ่นและการบูชาเพลิงที่ได้เคยทำมาแล้วในปางก่อน”.

พระศาสดาตรัสถามต่อไปอีกว่า

“กัสสปะ ก็ใจของท่านไม่ยินดีในอารมณ์เหล่านั้น คือ รูป เสียง และรส ซึ่งเป็นวัตถุกามแล้ว, ก็ทีนั้นใจของท่านยินดีแล้วในสิ่งไรเล่า ในเทวโลกหรือในมนุษยโลก? ท่านจงบอกข้อนั้นแก่เรา”.

พระอุรุเวลกัสสปะกราบทูลว่า

“ข้าพระเจ้าได้เห็นทางอันสงบ ไม่มีกิเลสอันเป็นเหตุก่อให้เกิดทุกข์ ไม่มีกังวลเข้าพัวพัน ไม่ติดอยู่ในกามภพ มีอันไม่แปรปรวนเป็นอย่างอื่น, ไม่ใช่ธรรมที่บุคคลอื่นแนะให้เชื่อ คือ เป็นคุณปรากฏอยู่แก่ใจตนเอง, เหตุนั้นข้าพระเจ้ามิได้ยินดีแล้วในการเซ่นและการบูชาเพลิง ซึ่งได้เคยประพฤติมาแล้ว”.

พระอุรุเวลกัสสปะกราบทูลอย่างนี้แล้ว, ลุกจากที่นั่ง ทำผ้าห่มเฉวียงบ่าข้างหนึ่ง ซบศีรษะลงที่พระบาทพระศาสดา ทูลประกาศว่า

“พระองค์เป็นพระศาสดาของข้าพเจ้า ข้าพระเจ้าเป็นสาวกผู้ฟังคำสอนของพระองค์”.

ครั้นพระศาสดาตรัสถาม และพระอุรุเวลกัสสปะกราบทูลประกาศความไม่มีแก่นสารแห่งลัทธิเดิมดั่งนั้นแล้ว, ราชบริวารทราบแล้วน้อมจิตเชื่อถือตั้งโสตคอยฟังพระธรรมเทศนา พระศาสดาทรงแสดง “อนุปุพพีกถา” และ “อริยสัจจ์ ๔”, พระเจ้าพิมพิสารและราชบริวารแบ่งเป็น ๑๒ ส่วน, ๑๑ ส่วนได้จักษุเห็นธรรม, ส่วน ๑ ตั้งอยู่ใน “ไตรสรณคมน์”. ครั้งนั้น พระราชประสงค์ของพระเจ้าพิมพิสารสำเร็จบริบูรณ์พร้อมทั้ง ๕ อย่าง พระองค์จึงกราบทูลความนั้นแด่พระศาสดาว่า

“ครั้งก่อนเมื่อข้าพเจ้ายังเป็นราชกุมาร ยังไม่ได้รับอภิเษก ได้มีความปรารถนา ๕ อย่าง, ข้อต้นว่า ขอให้ข้าพระเจ้าได้รับอภิเษกเป็นพระเจ้าแผ่นดินมคธนี้เถิด, ข้อที่ ๒ ว่า ขอท่านผู้เป็นพระอรหันต์ผู้รู้เองเห็นเองโดยชอบ พึงมายังแว่นแคว้นของข้าพระเจ้าผู้ได้รับอภิเษกแล้ว, ข้อที่ ๓ ว่า ขอข้าพระเจ้าพึงได้เข้าไปนั่งใกล้พระอรหันต์นั้น, ข้อที่ ๔ ว่า ขอข้าพเจ้าพึงรู้ทั่วถึงธรรมของพระอรหันต์นั้น. บัดนี้ความปรารถนาของข้าพระเจ้านั้น สำเร็จแล้วทั้ง ๕ ประการ”.

ข้อที่พระเจ้าพิมพิสารกราบทูลความปรารถนา ขอให้ท่านผู้เป็นพระอรหันต์ผู้รู้เองโดยชอบ มายังแว่นแคว้นของพระองค์แล้ว แสดงธรรมสั่งสอนให้พระองค์ได้รู้เห็นนั้น, พึงเข้าใจศัพท์ว่า “อรหันต์” นั้นเป็นของเก่า, สำหรับใช้เรียกผู้วิเศษซึ่งควรรับสักการบูชาของประชุมชน เช่น ศัพท์ว่า “ภควา” ซึ่งเป็นของเก่า, สำหรับใช้เรียกฤษีผู้เป็นที่นับถือ, และศัพท์ว่า “ภิกษุ” สำหรับใช้เรียกคนเที่ยวขอฉะนั้น.

ในครั้งนั้น คงมีคนที่ตั้งตัวว่าเป็น “พระอรหันต์” หลายพวก เช่น พระอุรุเวลกัสสปะ เมื่อครั้งยังเป็นชฏิลก็ตั้งตัวเป็น “พระอรหันต์”, จนพระศาสดาตรัสให้เกิดความสลดใจรู้สึกตัวว่าไม่ใช่ “พระอรหันต์” ชะรอยพระเจ้าพิมพิสารไม่ทรงสันนิษฐานได้ว่า ท่านองค์ไหนเป็น “พระอรหันต์แท้” จึงทรงตั้งความปรารถนาไว้อย่างนั้น. ก็ชนเหล่านั้น เขานับถือกันว่าเป็น “พระอรหันต์” ผู้วิเศษควรรับบูชา ด้วยข้อปฏิบัติใด ข้อปฏิบัตินั้น ไม่เป็นสาระทำผู้ดำเนินตามให้เป็น “พระอรหันต์” ได้จริง, พระศาสดาจึงได้ทรงเสาะหาปฏิปทาอันทำให้เป็น “พระอรหันต์ใหม่” ทรงทำให้แจ้ง แล้วสั่งสอนสาวกให้ดำเนินตาม. พระเจ้าพิมพิสารได้ทรงสดับพระธรรมเทศนา ได้พระปรีชาญาณเห็นธรรมพิเศษด้วยพระองค์; ทรงสันนิษฐานแน่พระทัยว่าเป็น “พระอรหันต์แท้” จึงกราบทูลเช่นนั้น.

ครั้นพระเจ้าพิมพิสารกราบทูลความสำเร็จพระราชประสงค์อย่างนี้แล้ว ทรงสรรเสริญพระธรรมเทศนาแสดงพระองค์เป็นอุบาสกแล้ว กราบทูลเชิญเสด็จพระศาสดากับทั้งหมู่สาวก เพื่อเสวยที่พระราชนิเวศน์ในวันพรุ่งนี้แล้ว, เสด็จลุกจากที่ประทับ ถวายอภิวาทพระศาสดา ทำประทักษิณเสร็จแล้ว เสด็จกลับพระราชวังแล้ว ตรัสสั่งเจ้าพนักงาน ให้ตกแต่งอาหารของเคี้ยวของฉัน ล้วนแต่อย่างประณีตเสร็จแล้ว. ครั้นล่วงราตรีนั้นแล้ว ตรัสสั่งให้ราชบุรุษไปกราบทูลภัตตกาล (เวลาฉันอาหาร).

พระศาสดาพร้อมด้วยภิกษุสงฆ์เป็นบริวาร เสด็จไปยังพระราชนิเวศน์ ประทับ ณ อาสนะที่แต่งไว้ถวายแล้ว พระเจ้าพิมพิสารทรงอังคาสภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประธาน ด้วยอาหารอันประณีตด้วยพระหัตถ์แห่งพระองค์, เสร็จแล้วเสด็จเข้าไปใกล้ ประทับ ณ ที่ควรข้างหนึ่ง, ทรงพระราชดำริถึงสถานควรเป็นที่เสด็จอยู่แห่งพระศาสดา ทรงเห็นว่า พระราชอุทยานเวฬุวันสวนไม้ไผ่ เป็นที่ไม่ไกลไม่ใกล้นักแต่บ้าน, บริบูรณ์ด้วยทางเป็นที่ไปและทางเป็นที่มา ควรที่ผู้มีธุระจะถึงไปถึง, กลางวันไม่เกลื่อนกล่นด้วยหมู่มนุษย์ กลางคืนเงียบเสียงที่จะอื้ออึงกึกก้อง ปราศจากลมแต่ชนที่เดินเข้าออก, สมควรเป็นที่ประกอบกิจของผู้ต้องการที่สงัด และควรเป็นที่หลีกออกเร้นอยู่ตามวิสัยสมณะ ควรเป็นที่เสด็จอยู่ของพระศาสดา, ครั้นทรงพระราชดำริอย่างนี้แล้ว ทรงจับพระเต้าทองเต็มด้วยน้ำหลั่งลงถวายพระราชอุทยานเวฬุวันนั้น แก่พระภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประธาน. พระศาสดาทรงรับแล้ว, ทรงแสดงพระธรรมเทศนาให้พระเจ้าพิมพิสารทรงเห็น และทรงสมาทานอาจหาญรื่นเริงในสัมมาปฏิบัติ ตามสมควรแล้ว เสด็จไปประทับอยู่ ณ เวฬุวันนั้น. พระองค์ทรงปรารภเหตุนั้น ประทานพระพุทธานุญาต ให้ภิกษุรับอารามที่ทายกถวายตามปรารถนา. การถวายอารามเกิดขึ้นเป็นครั้งแรกในกาลนั้น.

ครั้งนั้น มาณพสกุลพราหมณ์ ๒ สหาย ชื่ออุปติสสะ บุตรแห่งนางสารี เรียกตามนัยนี้ว่า “สารีบุตร” ๑, ขื่อโกลิตะ บุตรแห่งนางโมคคัลลี เรียกตามนัยนี้ว่า “โมคคัลลานะ” ๑, พร้อมกับบริวาร (ที่กล่าวจำนวนว่า ๒๕๐) บวชอยู่ในสำนักสัญชัยปริพาชก ณ กรุงราชคฤห์นั้น.สองสหายไม่ได้บรรลุธรรมพิเศษอันเป็นที่พอใจในสำนักอาจารย์ จึงได้สัญญากันไว้ว่า ผู้ใดได้บรรลุธรรมพิเศษก่อน ผู้นั้นจงบอกแก่อีกคนหนึ่ง.

วันหนึ่ง พระอัสสชิซึ่งนับเข้าในปัญจวัคคีย์ เข้าไปบิณฑบาตในเมืองราชคฤห์. สารีบุตรปริพาชกเดินมาแต่อาราม ได้เห็นท่านมีอาการน่าเลื่อมใส, จะก้าวไปถอยกลับแลเหลียวคู้แขนเหยียดแขนรับทุกอิริยาบถ ทอดจักษุแต่พอประมาณ มีอาการแปลกจาบรรพชิ๖ในครั้งนั้น, อยากจะทราบความว่า ใครเป็นศาสดาของท่าน แต่ยังไม่อาจถาม ด้วยเห็นว่าเป็นกาลไม่ควร, ท่านยังเที่ยวไปบิณฑบาตอยู่, จึงติดตามไปข้างหลัง, ครั้นเห็นท่านกลับจากบิณฑบาตแล้ว จึงเข้าไปใกล้พูดปราศรัยแล้วถามว่า

“ผู้มีอายุ อินทรีย์ของท่านผ่องใสยิ่งนัก สีผิวของท่านหมดจดผ่องใส, ท่านบวชจำเพาะใคร? ใครเป็นศาสดาผู้สอนของท่าน? ท่านชอบใจธรรมของใคร?”

“ผู้มีอายุ เราบวชจำเพาะพระมหาสมณะผู้เป็นโอรสแห่งศากยะ ออกผนวชจากศากยสกุล, ท่านเป็นพระศาสดาของเรา, เราชอบใจธรรมของท่าน”.

“พระศาสดาของท่านสั่งสอนอย่างไร”.

“ผู้มีอายุ เราเป็นคนใหม่บวชยังไม่นาน พึ่งมายังพระธรรมวินัยนี้ ไม่อาจแสดงธรรมแก่ท่านโดยกว้างขวาง เราจะกล่าวความแก่ท่านโดยย่อพอรู้ความ”.

“ผู้มีอายุ ช่างเถิด ท่านจะกล่าวน้อยก็ตาม มากก็ตาม กล่าวแต่ความเถิด, เราต้องการด้วยความ ท่านจะกล่าวให้มากประโยชน์อะไร”.

พระอัสสชิก็แสดงธรรมแก่สารีบุตร พอเป็นเลาความว่า

“ธรรมใดเกิดแต่เหตุ พระศาสดาทรงแสดงเหตุแห่งธรรมนั้น และความดับแห่งนั้น, พระศาสดาทรงสั่งสอนอย่างนี้”.

สารีบุตรได้ฟังก็ทราบว่าในศาสนานี้แสดงว่า

“ธรรมทั้งปวงเกิดแต่เหตุ และจะสงบระงับไปเพราะดับเหตุก่อน, พระศาสดาทรงสั่งสอนให้ปฏิบัติ เพื่อสงบระงับเหตุแห่งธรรมเป็นเครื่องก่อให้เกิดทุกข์”.

ได้ดวงตาเห็นธรรมว่า

“สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งหมด ต้องมีความดับเป็นธรรมดา”

แล้วถามว่า

“พระศาสดาของเราเสด็จอยู่ที่ไหน?”.

“ผู้มีอายุ เสด็จอยู่ที่เวฬุวัน”.

“ถ้าอย่างนั้น พระผู้เป็นเจ้าไปก่อนเถิด, ข้าพเจ้าจะกลับไปบอกสหายแล้ว จะพากันไปเฝ้าพระศาสดา”.

ครั้นพระเถระไปแล้ว สารีบุตรก็กลับมาที่อยู่ บอกข่าวที่ได้ไปพบพระอัสสชิแก่โมคคัลลานปริพาชกแล้ว แสดงธรรมนั้นให้ฟัง, โมคคัลลานะก็ได้ดวงตาเห็นธรรมเหมือนสารีบุตร. สองสหายชวนกันจะไปเฝ้าพระศาสดา จึงไปลาสัญชัยผู้อาจารย์เดิม, สัญชัยห้ามไว้ อ้อนวอนให้อยู่เป็นหลายครั้ง ก็ไม่ฟัง. พาบริวารไปเวฬุวันเฝ้าพระศาสดา ทูลขออุปสมบท, พระองค์ก็ทรงอนุถญาตให้เป็นภิกษุด้วยกันทั้งสิ้น. ได้ยินว่า ภิกษุที่เป็นบริวาร ได้ฟังพระธรรมเทศนาแล้ว บำเพ็ญเพียรได้สำเร็จพระอรหัตก่อน.

ฝ่ายพระโมคคัลลานะ นับแต่อุปสมบทแล้วได้ ๗ วัน ไปทำความเพียรอยู่ที่บ้านกัลลวาลมุตคาม แขวงมคธ อ่อนใจนั่งโงกง่วงอยู่. พระศาสดาเสด็จไปที่นั้น ทรงแสดงอุบายสำหรับระงับความโงกง่วงสั่งสอนท่านว่า

“โมคคัลลานะ (๑) เมื่อท่านมีสัญญาอย่างใด ความง่วงนั้นย่อมครอบงำได้ ท่านควรทำในใจถึงสัญญานั้นให้มาก, ข้อนี้จะเป็นเหตุให้ท่านละความง่วงนั้นได้. (๒) ถ้ายังละไม่ได้ แต่นั้นท่านควรตรึกตรองพิจารณาถึงธรรมที่ตนได้ฟังแล้วและได้เรียนแล้วอย่างไร ด้วยใจของตน, ข้อนี้จะเป็นเหตุให้ท่านละความง่วงนั้นได้. (๓) ถ้ายังละไม่ได้ ท่านควรสาธยายธรรมที่ตนได้ฟังแล้วและเรียนแล้วอย่างไร โดยพิสดาร, ข้อนี้จะเป็นเหตุให้ท่านละความง่วงนั้นได้. (๔) ถ้ายังละไม่ได้ แต่นั้นท่านควรยอนช่องหูทั้ง ๒ ข้าง และลูบตัวด้วยฝ่ามือ, ข้อนี้จะเป็นเหตุให้ท่านละความง่วงนั้นได้. (๕) ถ้ายังละไม่ได้ แต่นั้นท่านควรลุกขึ้นยืน แล้วลูบนัยน์ตาด้วยน้ำ เหลียวดูทิศทั้งหลาย แหงนดูดาวนักขัตฤกษ์, ข้อนี้จะเป็นเหตุให้ท่านละความง่วงนั้นได้. (๖) ถ้ายังละไม่ได้ แต่นั้นท่านควรทำในใจถึงอาโลกสัญญา คือ ความสำคัญในแสงสว่าง, ตั้งความสำคัญว่ากลางวันไว้ในจิตให้เหมือนกันทั้งกลางวันกลางคืน มีใจเปิดเผยฉะนี้ ไม่มีอะไรหุ้มห่อ ทำจิตอันมีแสงสว่างให้เกิด, ข้อนี้จะเป็นเหตุให้ท่านละความง่วงนั้นได้. (๗) ถ้ายังละไม่ได้ แต่นั้นท่านควรอธิษฐานจงกรม กำหนดหมายเดินกลับไปกลับมา สำรวมอินทรีย์ มีจิตไม่คิดไปภายนอก, ข้อนี้จะเป็นเหตุให้ท่านละความง่วงนั้นได้. (๘) ถ้ายังละไม่ได้ แต่นั้นท่านควรสำเร็จสีหไสยา คือ นอนตะแคงข้างเบื้องขวา ซ้อนเท่าเหลื่อมเท้า, มีสติสัมปชัญญะ ทำความหมายในอันจะลุกขึ้นไว้ในใจ, พอท่านตื่นแล้ว ควรรีบลุกขึ้นด้วยความตั้งใจว่า เราจะไม่ประกอบสุขในการนอน เราจักไม่ประสุขในการเอนข้าง (เอนหลัง) เราจักไม่ประกอบสุขในการเคลิ้มหลับ. โมคคัลลานะ ท่านควรสำเหนียกใจอย่างนี้แล.

อนึ่ง โมคคัลลานะ ท่านควรสำเหนียกใจอย่างนี้ว่า เราจักไม่ชูงวง (คือถือตัว) เข้าไปสู่สกุล, เพราะว่า ถ้าภิกษุชูงวงเข้าไปสู่สกุล และกิจการในสกุลนั้นมีอยู่ ซึ่งเป็นเหตุที่มนุษย์เขาจะไม่นึกถึงภิกษุผู้มาแล้ว, ภิกษุจะคิดเห็นว่า เดี๋ยวนี้ใครหนอยุยงให้เราแตกจากสกุลนี้ เดี๋ยวนี้ดูมนุษย์พวกนี้มีอาการอิดหนาระอาใจในเรา เพราะไม่ได้อะไร เธอก็จะมีความเก้อ, ครั้นเก้อก็จะเกิดความคิดฟุ้งซ่าน ครั้นคิดฟุ้งซ่านแล้ว ก็จะเกิดความไม่สำรวม, ครั้นไม่สำรวมแล้ว จิตก็จะห่างจากสมาธิ.

อนึ่ง ท่านควรสำเหนียกใจอย่างนี้ว่า เราจักไม่พูดคำซึ่งเป็นเหตุเถียงกัน ถือผิดต่อกัน, เพราะว่า เมื่อคำซึ่งเป็นเหตุเถียงกัน ถือผิดต่อกันมีขึ้น ก็จำจะต้องหวังความพูดมาก, เมื่อความพูดมากมีขึ้น ก็จะเกิดความคิดฟุ้งซ่าน, ครั้นคิดฟุ้งซ่านแล้ว ก็จะเกิดความไม่สำรวม, ครั้นไม่สำรวมแล้ว จิตก็จะห่างจากสมาธิ.

อนึ่ง โมคคัลลานะ เราหาสรรเสริญความคลุกคลีด้วยประการทั้งปวงไม่, แต่มิใช่จะติดความคลุกคลีด้วยประการทั้งปวงเมื่อไร? คือ เราไม่สรรเสริญความคลุกคลีด้วยหมู่ชน ทั้งคฤหัสถ์ทั้งบรรพชิต, ก็แต่ว่า เสนาสนะที่นอนที่นั่งอันใด เงียบเสียงอื้ออึง, ปราศจากลม แต่คนเดินเข้าออก ควรเป็นที่ประกอบกิจของผู้ต้องการที่สงัด ควรเป็นที่หลีกออกเร้นอยู่ตามสมณวิสัย เราสรรเสริญความคลุกคลีด้วยเสนาสนะเห็นปานนั้น”.

เมื่อพระศาสดาตรัสสอนอย่างนี้แล้ว พระโมคคัลลานะกราบทูลถามว่า

“กล่าวโดยย่อ ด้วยข้อปฏิบัติเพียงเท่าไร ภิกษุชื่อว่าน้อมไปแล้วในธรรมที่สิ้นตัณหา มีความสำเร็จล่วงส่วน เกษมจากโยคธรรมล่วงส่วน เป็นพรหมจารีบุคคลล่วงส่วน มีที่สุดล่วงส่วนประเสริฐสุดกว่าเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย?”.

พระศาสดาตอบว่า

“โมคคัลลานะ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ได้สดับว่า บรรดาธรรมทั้งปวงไม่ควรยึดมั่น, ครั้นได้สดับดั่งนั้นแล้ว เธอทราบธรรมทั้งปวงชัดด้วยปัญญาอันยิ่ง, ครั้นทราบธรรมทั้งปวงชัดด้วยปัญญาอันยิ่งดังนั้นแล้ว ย่อมกำหนดรู้ธรรมทั้งปวง, ครั้นกำหนดรู้ธรรมทั้งปวงดั่งนั้นแล้ว เธอได้เสวยเวทนาอย่างใดอย่างหนึ่ง, สุขก็ดี ทุกข์ก็ดี มิใช่ทุกข์มิใช่สุขก็ดี, เธอพิจารณาเห็นว่าไม่เที่ยง พิจารณาเห็นด้วยปัญญาเป็นเครื่องหน่าย พิจารณาเห็นด้วยปัญญาเป็นเครื่องดับ พิจารณาเห็นด้วยปัญญาเป็นเครื่องสละคืน ในเวทนาทั้งหลายนั้น, เมื่อพิจารณาเห็นดั่งนั้น ย่อมไม่ยึดมั่นสิ่งอะไรๆ ในโลก, เมื่อไม่ยึดมั่น ย่อมไม่สะดุ้งหวาดหวั่น, เมื่อไม่สะดุ้งหวาดหวั่น ย่อมดับกิเลสให้สงบได้จำเพาะตัว และทราบชัดว่าชาติสิ้นแล้ว, พรหมจรรย์ได้อยู่จบแล้ว, กิจที่จำจะต้องทำได้ทำเสร็จแล้ว, กิจอื่นที่จะต้องทำอย่างนี้อีกมิได้มี. กล่าวโดยย่อด้วยข้อปฏิบัติเพียงเท่านี้แล ภิกษุชื่อว่าน้อมไปแล้วในธรรมที่สิ้นตัณหา มีความสำเร็จล่วงส่วน เกษมจากโยคธรรมล่วงส่วน เป็นพรหมจารีบุคคลล่วงส่วน มีที่สุดล่วงส่วน ประเสริฐสุดกว่าเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย”.

พระโมคคัลลานะปฏิบัติตามโอวาทที่พระศาสดาทรงสั่งสอน ก็ได้สำเร็จพระอรหันต์ในวันนั้น.

เมื่อพระสารีบุตรบวชแล้วได้กึ่งเดือน พระศาสดาเสด็จอยู่ที่ถ้ำสุกรขาตา เขาคิชฌกูฏ แขวนเมืองราชคฤห์. ปริพาชกผู้หนึ่ง ชื่อทีฆนขะ อัคคิเวสสนโคตร เข้าไปเฝ้าพระศาสดา กล่าวปราศรัยแล้ว ยืน ณ ที่ควรข้างหนึ่ง, ทูลแสดงทิฏฐิของตนว่า

“พระโคดม ข้าพเจ้ามีความเห็นว่า สิ่งทั้งปวงไม่ควรแก่ข้าพเจ้า ข้าพเจ้าไม่ชอบใจหมด”.

พระศาสดาตรัสตอบว่า

“อัคคิเวสสนะ ถ้าอย่างนั้น ความเห็นอย่างนั้น ก็ต้องไม่ควรแก่ท่าน, ท่านก็ต้องไม่ชอบความเห็นนั้น”.

ตรัสตอบอย่างนี้แล้ว ทรงแสดงสมณพราหมณ์เจ้าทิฏฐิ ๓ จำพวกว่า

“อัคคิเวสสนะ สมณพราหมณ์พวก ๑ มีทิฏฐิว่า สิ่งทั้งปวงควรแก่เรา เราชอบใจหมด, พวก ๑ มีทิฏฐิว่า สิ่งทั้งปวงไม่ควรแก่เรา เราไม่ชอบใจหมด, พวก ๑ มีทิฏฐิว่า บางสิ่งควรแก่เรา เราชอบใจ บางสิ่งไม่ควรแก่เรา เราไม่ชอบใจ. ทิฏฐิของสมรพราหมณ์พวกต้น ใกล้ข้างความกำนัด–รักใคร่ยินดีในสิ่งนั้นๆ, ทิฏฐิของสมรพราหมณ์พวกที่ ๒ ใกล้ข้างความเกลียดชังสิ่งนั้นๆ, ทิฏฐิของสมรพราหมณ์พวกที่ ๓ ใกล้ข้างความกำนัด–รักใคร่ในของบางสิ่ง ใกล้ข้างความเกลียดชังของบางสิ่ง, ผู้รู้พิจารณาเห็นว่า ถ้าเราจักถือมั่นทิฏฐินั้นอย่างใดอย่างหนึ่ง กล่าวว่าสิ่งนี้แลจริง สิ่งอื่นเปล่าหาจริงไม่ ก็จะต้องถือผิดจากคน ๒ พวก ที่มีทิฏฐิไม่เหมือนกับตน, ครั้นความถือผิดกันมีขึ้น ความวิวาทเถียงกันก็มีขึ้น, ครั้นความวิวาทมีขึ้น ความพิฆาตหมายมั่นก็มีขึ้น, ครั้นความพิฆาตมีขึ้น ความเบียดเบียนกันก็มีขึ้น, ผู้รู้มาเห็นอย่างนี้แล้ว ย่อมละทิฏฐินั้นเสียด้วย ไม่ทำทิฏฐิอื่นให้เกิดขึ้นด้วย, ความละทิฏฐิ ๓ อย่างนั้น ย่อมมีด้วยอุบายอย่างนี้”.

ครั้นทรงแสดงโทษแห่งความถือมั่นด้วยทิฏฐิ ๓ อย่างนั้นแล้ว ทรงแสดงอุบายเครื่องไม่ถือมั่นต่อไปว่า

“อัคคิเวสสนะ กาย คือ รูปประชุมมหาภูตรูป ๔ (ดิน น้ำ ไฟ ลม) มีบิดามารดาเป็นแดนเกิด เจริญขึ้นเพราะข้าวสุกและขนมสดนี้, ต้องอบรมกันกลิ่นเหมือน และขัดสีมลทินเป็นนิตย์, มีความแตกกระจัดกระจายไปเป็นธรรมดา ควรพิจารณาเห็นโดยความเป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ อดทนได้ยาก, เป็นโรคเป็นดั่งหัวฝี เป็นดั่งลูกศร โดยความยากลำบาก ชำรุดทรุดโทรม เป็นของว่างเปล่าไม่ใช่ตน, เมื่อพิจารณาเห็นอย่างนี้ ย่อมละความพอใจรักใคร่กระวนกระวายในกาลเสียได้.

         อนึ่ง เวทนาเป็น ๓ อย่าง คือ สุข ทุกข์ และอทุขมสุข, ในสมัยใดเสวยสุข ในสมัยนั้นไม่ได้เสวยทุกข์และอทุขมสุข, ในสมัยใดเสวยทุกข์ ในสมัยนั้นไม่ได้เสวยสุขและอทุขมสุข, ในสมัยใดเสวยอทุขมสุข ในสมัยนั้นไม่ได้เสวยสุขและทุกข์, สุข ทุกข์ และอทุขมสุข ทั้ง ๓ อย่างนี้ ไม่เที่ยง ปัจจัยแต่งขึ้น, อาศัยปัจจัยเกิดขึ้นแล้ว มีความสิ้นไป เสื่อมไป จางไป ดับไป เป็นธรรมดา, อริยสาวกผู้ได้ฟังแล้ว เมื่อเห็นอย่างนี้ ย่อมเบื่อหน่ายทั้งในสุข ทุกข์ และอทุขมสุข, เมื่อเบื่อหน่ายก็ปราศจากกำหนัด, เพราะปราศจากกำหนัด จิตก็พ้นจากความถือมั่น, เมื่อจิตพ้นแล้ว ก็เกิดญาณรู้ว่าพ้นแล้ว, อริสาวกนั้น รู้ชัดว่าชาติสิ้นแล้ว, พรหมจรรย์ได้อยู่จบแล้ว, กิจที่จำจะต้องทำได้ทำเสร็จแล้ว, กิจอื่นอีกเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มี, ภิกษุผู้พ้นแล้วอย่างนี้ ไม่วิวาทโต้เถียงกับผู้ใดด้วยทิฏฐิของตน โวหารอย่างใดเขาพูดกันอยู่ในโลก ก็พูดตามโวหารอย่างนั้น, แต่ไม่ถือมั่นด้วยทิฏฐิ”.

สมัยนั้น พระสารีบุตรนั่งถวายอยู่งานพัดอยู่ ณ เบื้องพระปฤษฎางค์แห่งพระศาสดา, ได้ฟังพระธรรมเทศนาที่ตรัสแก่ทีฆนขปริพาชก พลางดำริว่า

“พระศาสดาตรัสสอนให้ละการถือมั่นธรรมเหล่านั้นด้วยปัญญาอันรู้ยิ่ง”.

เมื่อท่านพิจารณาอยู่อย่างนั้น จิตก็พ้นจากอาสวะ ไม่ถือมั่นด้วยอุปาทาน.

ส่วนทีฆนขปริพาชกนั้น เป็นแต่ได้ดวงตาเห็นธรรม สิ้นความเคลือบแคลงสงสัยในพระพุทธศาสนา, ทูลสรรเสริญพระธรรมเทศนาและแสดงตนเป็นอุบาสกว่า

“พระเจ้าข้า ภาษิตที่ตรัสนี้ไพเราะนักๆ, พระองค์ทรงประกาศธรรมให้ข้าพเจ้าทราบชัดโดยวิธีเป็นอันมาก ไม่ใช่แต่อย่างเดียว, ดุจบุคคลหงายของที่คว่ำ เปิดของที่ปิด บอกทางแก่คนหลงในทาง ส่องตะเกียงในที่มือ ด้วยประสงค์ว่าคนมีดวงตาจักเห็นรูปฉะนั้น, ข้าพเจ้าถึงพระองค์ กับทั้งพระธรรม พระสงฆ์เป็นสรณะ, ขอพระองค์จงทรงจำข้าพเจ้าเป็นอุบาสก ถึงพระรัตนตรัยเป็นสรณะตลอดชีวิต จำเดิมแต่นี้เป็นต้นไป”.

เมื่อพระสารีบุตรและพระโมคคัลลานะสำเร็จพระอรหันต์อย่างนี้แล้ว ท่านได้ตั้งอยู่ในที่เป็นสาวกเลิศในพระศาสนาโดยคุณธรรมที่มีในตน และอนุเคราะห์พรหมจารีเพื่อนบรรพชิดด้วยกัน ในอันให้โอวาทสั่งสอน.

พระศาสดาทรงประดิษฐานพระพุทธศาสนาในมคธชนบทอย่างนี้แล้ว เสด็จจาริกไปมาในชนบทนั้นๆ ทรงแสดงพระธรรมเทศนาสั่งสอนประชุมชนให้ได้ความเชื่อ ความเลื่อมใส และปฏิบัติตาม, ออกบวชในพระธรรมวินัย เป็นภิกษุบ้าง เป็นภิกษุณีบ้าง, คงอยู่ในฆราวาส เป็นอุบาสกบ้าง อุบาสิกาบ้าง, สงเคราะห์เข้าเป็นพุทธบริษัท ๔ เหล่า, ประกาศพระศาสนาให้แพร่หลาย เพื่อสมพระพุทธปณิธานที่ได้ทรงตั้งไว้เดิมนั้น.

ประพฤติเหตุเบื้องหน้าแต่นี้ปันเป็น ๒ วิภาค คือ มัชฌิมโพธิกาล คราวตรัสรู้ตอนกลาง, และปัจฉิมโพธิกาล คราวตรัสรู้ตอนหลัง, ดังจะแสดงต่อไปข้างหน้าแล.

 

 

พุทธประวัติ

เล่ม ๑

เรื่องผนวกที่ ๑

 

ชื่อชนบทและชื่อนครหลวง

 

ในที่นี้ เห็นสมควรจะกล่าวถึงชนบททั้งหลาย อันได้ออกชื่อไว้ปริเฉทที่ ๑ ให้พิสดารออกไปอีกโดยบรรยาย, เพื่อเกื้อกูลแก่ความเข้าใจในการเสด็จเที่ยวจาริกประกาศพระศาสนา.

ชนบทเหล่านั้น ย่อมมีนครหลวงทั้งนั้น. ในนิทานต้นพระสูตร เมื่อกล่าวถึงชื่อนครหลวงแล้ว ไม่กล่าวถึงชนบทเลย, ต่อเสด็จในตำบลอื่นจึงกล่าว เช่นเดียวกับเราเรียกนครหลวงแห่งประเทศนั้นๆ ในบัดนี้ว่า ลอนดอน (London) ปารีส (Paris) เบอร์ลิน (Berlin) ไม่ต้องออกชื่อประเทศ เพราะเหตุรู้จักกันดังแล้ว แต่ในภายหลังชื่อชนบทเลยศูนย์ไป เช่น นครโกสัมพี เป็นราชธานีของชนบทชื่ออะไร ยากที่จะรู้, เว้นไว้แต่นครอันมีข่าวมากในพระคัมภีร์ คือ สาวัตถี ราชคฤห์ ยังรู้กันอยู่. ข้าพเจ้าค้นหาชื่อแห่งนครหลวงแห่งชนบทเหล่านี้ ได้พบดังนี้

 

 นครหลวง

แห่งอังคะ                 ชื่อจัมปา

แห่งมคธะ                 ชื่อราชคฤห์

แห่งกาสี                   ชื่อพาราณสี

แห่งโกสละ              ชื่อสาวัตถี

แห่งวัชชี                   ชื่อเวสาลี

แห่งมัลละ                ชื่อเดิมกุสาวดี แต่ภายหลังแยกเป็น กุสินารา กับ ปาวา

แห่งเจดี                    ชื่อโสตถิวดี

แห่งวังสะ                 ชื่อโกสัมพี

แห่งกุรุ                      ชื่ออินทปัตถะ

แห่งมัจฉะ                 ชื่อสาคละ

แห่งสุรเสนะ             ชื่อยังหาทราบไม่

แห่งอัสสกะ              ชื่อโปตลิ

แห่งอวันดี                ชื่ออุชเชนี

แห่งคันธาระ             ชื่อตักสิลา

แห่งกัมโพชะ                        ชื่อยังหาทราบไม่

 

นอกจากมหาชนบท ๑๖ ตำบล

แห่งสักกะ                ชื่อกบิลพัสดุ์ และชื่ออื่น

แห่งโกลิยะ               ชื่อเทวทหะ หรือรามคาม

แห่งภัคคะ                ชื่อสุงสุมารคีระ

แห่งวิเทหะ               ชื่อมิถิลา

แห่งอังคุตตราปะ      เป็นแต่นิคมชื่ออาปณะ.

 

ชนบทเหล่านี้ที่รวมอยู่ในอาณาจักรเดียวกัน, ปรากฏเมื่อครั้งพุทธกาล อังคะรวมเข้ากับมคธะ, ท่านผู้ครองดำรงยศเป็นมหาราช ตั้งราชสำนักอยู่ ณ กรุงราชคฤห์ กาสีรวมเข้ากับโกสละ, ท่านผู้ครองตำแหน่งเป็นมหาราช ตั้งราชสำนักอยู่ ณ กรุงสาวัตถี. การปกครองอาณาจักรที่รวมกันเช่นนี้ มีคำอรรถาธรรมบทปรารภ การปกครองกาสีและโกสละครั้งโบราณกล่าวว่า “ทฺวีสุ รฏฺเฐสุ รชฺชํ การยึสุ” พระเจ้าทีฆาวุกับพระมเหสีได้ทรงราชย์ในแคว้นทั้ง ๒ ดั่งนี้, น่าจะเห็นว่า ไม่ได้ถือเอาฝ่ายที่เข้ารวมเป็นประเทศราชหรือเป็นหัวเมืองขึ้น, เป็นแต่ปกครองรวมกัน เป็นพระราชาแห่งชนบททั้ง ๒ เช่นเดียวกับการปกครองอาณาจักรออสเตรีย (Austria) กับฮังการี (Hungary) ในแผ่นดินยุโรปในเวลานี้, และการปกครองอาณาจักรนอรฺเว (Norway) กับสวีเดน (Sweden) หลังแต่นี้เข้าไปไม่ช้านัก. แต่ในโสณทัณฑสูตร ทีฆนิกาย สีลขันวรรค กล่าวว่า นครจัมปานั้น พระเจ้าพิมพิสารมคธราช พระราชทานให้โสณทัณฑพราหมณ์ปกครอง, และในจีวรักขันธก มหาวรรค พระวินัย กล่าวถึงพระเจ้ากาสี ทรงส่งผ้ากัมพลไปพระราชทานแก่หมอชีวกโกมารภัจจ์, และในอรรถกถาแก้ว่า พระเจ้ากาสีนั้น เป็นพระราชภาดาร่วมพระบิดาของพระเจ้าปเสนทิโกศล แต่ในที่อื่นไม่ได้กล่าวถึงพระเจ้ากาสีในครั้งพุทธกาลเลย. ถ้าฟังได้ตามนี้ การปกครองจะพึงเป็นอย่างเมืองประเทศราชบ้าง อย่างเมืองอุปราชหรือเมืองลูกหลวงบ้าง แต่ไม่สมกับที่เรียกชื่อชนบทควบกัน. นอกจากนี้ได้พบในชนวสภสูตร ทีฆนิกาย มหาวรรค เรียกวัชชีกับมัลละ เจตีกับวังสะ กุรุกับปัญจาละ มัจฉะกับสุรเสนะ ควบกัน. นี้นำให้สันนิษฐานว่า ชนบท ๒ ๆ เหล่านี้ รวมอยู่ในอาณาจักรเดียวกัน, วัชชีกับมัลละอันหมู่ปกครอง ไม่มีพระราชา ดังกล่าวแล้วในปริเฉทที่ ๒. วังสุ กุรุ อวันดี ต่างมีพระราชาปกครอง, ตั้งราชสำนัก ณ นครโกสัมพี อินทปัตถะ อุชเชนี โดยลำดับกัน, นอกจากนั้น ยังไม่ได้ข่าว.

สักกชนบทนั้น ข้าพเจ้าได้กล่าวไว้ในปริเฉทที่ ๒ ว่า ตั้งเป็นหลายนคร และปกครองโดยสามัคคีธรรม; ต่อมาได้ค้นชื่อนครและตำบล ในนิทานต้นพระสูตร พบดั่งนี้

นคร ๓ คือ กบิลพัสดุ์ ๑ วิธัญญา ๑ ศิลาวดี ๑, นิคม ๔ คือ เทวทหนิคม ๑ เมทฬุปนิคม ๑ โขมทุสสนิคม ๑ สักกรนิคม ๑, คาม ๑ คือ รามคาม, พบคำเรียกว่า “กาปิลวตฺถวา สกฺยา” พวกศากยะชาวกบิลพัสดุ์ เข้าใจว่าน่าจะมีศากยะพวกอื่น, แต่พึ่งพบในนิทานต้นแห่งปาสาทิกสูตร ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค ว่า “เวธญฺญา สกฺยา” พวกศากยะชาวเวธัญญา. นี้นำให้สันนิษฐานว่า ศากยะนั้นปันเป็นหลายพวก มีชื่อเรียกหลายเหล่าว่า ชาวเมืองนั้น ชาวเมืองนี้. ส่วนนิคมและคามนั้น จะเป็นแต่จังหวัดของนคร หรือเป็นตัวนครเองไม่แน่, มีชัดแต่รามคามเป็นตัวนครเอง มีคำเรียกในมหาปรินิพพานสูตรว่า “รามคามกา โกลิยา” พวกโกลิยะ ชาวรามคาม.

และข้อว่า สักกชนบทอยู่ใต้อำนาจแห่งโกศลชนบทนั้น นอกจากคำของพระมหาบุรุษ ในบรรพชาสูตร ที่ชักมากล่าวแล้วในปริเฉทที่ ๒ ได้พบอีกแห่งหนึ่ง ในธรรมเจติยสูตร มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ เป็นคำของพระเจ้าปเสนทิโกศล ทูลพระศาสดาว่า

“พระผู้มีพระภาคเจ้าก็เป็นกษัตริย์ ข้าพเจ้าก็เป็นกษัตริย์, พระผู้มีพระภาคเจ้าก็เป็นชาวโกศล ข้าพเจ้าก็เป็นชาวโกศล พระผู้มีพระภาคเจ้าก็มีชนมายุได้ ๘๐ ปี ข้าพเจ้าก็มีอายุได้ ๘๐ ปีด้วยเหตุนี้ ข้าพเจ้าจึงได้ทำความอ่อนน้อมเป็นอย่างยิ่งในพระผู้มีพระภาคเจ้า และแสดงอาการเป็นฉันมิตร”

ดั่งนี้.

ชนบทอื่น ภัคคะ ได้พบว่า โพธิราชกุมาร โอรสพระเจ้าอุเทนพระเจ้าแผ่นดินวังสะเป็นผู้ปกครอง ลงความว่าขึ้นในวังสะ. อังคุตตราปะ ได้พบว่า เป็นส่วนหนึ่งแห่งอังคะนั้นเอง อยู่เหนือแต่แม่น้ำมหีขึ้นไป.

วิเทหะ เดิมมีพระราชาครอง ทรงพระนามว่าพระเจ้ามฆเทวะ แต่ในครั้งพุทธกาล ไม่ปรากฏว่ามีพระราชา เป็นแต่พบว่าพราหมณ์ชื่อ พรหมายุ อยู่ที่นั่น, แต่ไม่ได้กล่าวว่าอยู่ครองเหมือนโสณทัณฑพราหมณ์ครองนครจัมปา. คงตกอยู่ในอำนาจแห่งชนบทอื่นเสียแล้ว.

มาถึงพุทธกาล พระศาสดาและพระสาวก ได้ประกาศพระศาสนาไปถึงชนบทไหนบ้าง จักกล่าวข้างหน้า.

 

 

ภูมิศาสตร์ที่ตั้ง

๑.   อังกะ ตั้งอยู่ปลายแม่น้ำคงคา (Ganges) เทียบราวมณฑลเบงคอล (Bengal) นครหลวง ชื่อ  “จัมปา” บัดนี้ เรียกว่า “ภคัปุร” (Bhagalpur) อยู่เหนือฝั่งแม่น้ำคงคาข้าขวา

๒.  มคธะ ตั้งอยู่ใต้แม่น้ำคงคาตอนกลาง เทียบราวมณฑลพิหาร (Bihar) มีแม่น้ำคงคาอยู่ทิศเหนือและมีภูเขาวินธยะ (Vindhya) อยู่ทิศใต้และทิศตะวันตก นครเก่าชื่อ “คิริพพชะ” ตั้งอยู่บนเนินเขา ห่างจาก “ปัตนะ” ทางทิศใต้เฉียงอาคเนย์ ๖๕ กิโลเมตร ภายหลังพระเจ้าพิมพิสารทางสร้างนครใหม่ชื่อ “ราชคฤห์” ตั้งอยู่ที่เชิงเขา ต่อมาพระเจ้าอุทายีราชนัดดาของพระเจ้าอชาตศัตรูได้ย้ายไปตั้งที่นครปาฏลิบุตร บัดนี้เรียกว่า “ปัตนะ” (Patna) เหนือแม่น้ำโสน ระหว่างแม่น้ำนี้กับอังคะ

๓.  กาสี ตั้งอยู่ตรงที่บรรจบแม่น้ำคงคาและแม่น้ำยมุนา นครหลวงชื่อ “พาราณสี” บัดนี้เรียกว่า “เพนาเรส” (Benares)

๔.  โกสละ ตั้งอยู่ระหว่างภูเขาหิมาลัยแบแม่น้ำคงคาตอนกลาง เทียบราวมณฑลอยุธยา คือ “โอธ” (Oudh) บัดนี้ทิศเหนือจดภูเขาเนปาล (Nepal) ทิศตะวันตกและทิศใต้จดแม่น้ำคงคา ทิศตะวันออกจดแคว้นกาสีต่อกับมคธะ นครหลวงชื่อ “สาวัตถี” บัดนี้เรียกว่า “สะเหต–มะเหต” (Sahet–Mahet) ตั้งอยู่ ณ ฝั่งลำน้ำรับดิ (Rubdi) ริมเชิงเขาห่างจากเขตโอธราว ๘๐ กิโลเมตร และทางทิศใต้หางจากแดนเนปาลราว ๕๐ กิโลเมตร

๕.  วัชชี ตั้งอยู่บนฝั่งทิศตะวันออกแห่งลำน้ำคันธกะติดต่อกับมัลละ นครหลวงชื่อ “เวสาลี” บัดนี้เรียกว่า “แขวงเพสารห์” (Besarh) ห่างจากปัตนะราว ๔๔ กิโลเมตร

๖.   มัลละ ตั้งอยู่ถัดโกสละมาทางทิศตะวันออก อยู่ทิศเหนือแคว้นวัชชี และทิศตะวันออกแห่งสักกะ นครหลวงชื่อ “กุสินคร” หรือ “กุสินารา” ตั้งอยู่ที่ประชุมลำน้ำรับดิกับลำน้ำคันธนะ อยู่เหนือเนปาล บัดนี้เรียก “แขวงกาเซีย” (Kasia) ส่วนนครปาวาอยู่ระหว่างนครกุสินารากับนครเวสาลี บัดนี้เรียก “แขวงปัทระโอนะ” (Padraona)

๗.    เจตี ตั้งอยู่ต่อแคว้นอวันตี (มาลวะ) ออกมาทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ นครหลวงชื่อ “โสตถิวดี”

๘.  วังสะ ตั้งอยู่ใต้ลำน้ำมยุนา ทางทิศใต้แคว้นโกสละ และทางทิศตะวันตกติดแคว้นกาสี นครหลวงชื่อ “โกสัมพี” ตั้งอยู่เหนือฝั่งใต้ลำน้ำมยุนา ที่เรียกว่าลำน้ำ “โกสัม” อยู่ทางทิศหรดีในตำบลอัลลาฮาบัด (Allahabad)

๙.   กุรุ ตั้งอยู่ตรงลุ่มน้ำยมุนาตอนบน เทียบราวมณฑลปัญจาป (Panjap) และเมืองเดลฮี (Delhi) นครหลวงอินเดียบัดนี้ ใน “อรรถกถาชาดกกัมปิลละ” เป็นชื่อ “รัฏฐะ ปัญจาละ” เป็นชื่อนคร กลับกันไป ใน “รัฏฐปาลสูตร มัชฌิมนิกาย” กล่าวว่า “ถุลลโกฏฐิตนิคม” เป็นราชสำนักของพระเจ้ากุรุ

๑๐.ปัญจาละ ตั้งอยู่ตรงลุ่มน้ำคงคาตอนบน มีแคว้นโกศลอยู่ทิศตะวันออก แคว้นกุรุอยู่ทิศตะวันตก ภูเขาหิมาลัยอยู่ทิศเหนือและแม่น้ำคงคาอยู่ทิศใต้ เทียบราวมณฑลอกราบัดนี้ นครหลวงเดิมชื่อ “หัสตินาปุระ” หรือ “หัสดิน” ต่อมาจึงแยกไปตั้งนครหลวงใหม่ ๒ แห่ง คือ “กัมปิลละ” ตั้งอยู่ฝั่งแม่น้ำคงคา ถัดลงมาถึง “สังกัสสนคร” แล้วจึงถึง “กันยากุพช์” ซึ่งบัดนี้เรียกว่า “กะเนาช์” (Kanounge)

๑๑.สาคละ เป็นนครหลวงของ “มัททชนบท” ตามอรรถกถาชาดก “มัจฉะ” กับ “มัททชนบท” รวมเป็นอาณาจักรเดียวกัน น่าจะเห็นว่าชนบทเดียวกันด้วย

๑๒.   มัจฉะ ตั้งอยู่ระหว่างลำน้ำสินธุกับยมุนาตอนบน มีแคว้นโกศลอยู่ทิศตะวันออก มีแคว้นสุรเสนะอยู่ทิศเหนือ มีแคว้นกุรุอยู่ทิศใต้ มีมณฑลปัญจาปอยู่ทิศพายัพ นครหลวงชื่อ “สาลคะ” ตั้งอยู่เหนือแม่น้ำอสิคนีหรือจันทรภาค

๑๓.            สุรเสนะ ตั้งอยู่ระหว่างลำน้ำสินธุกับยมุนาตอนล่าง ราวมณฑลราชปุตต์ฐาน (Rajputthan) บัดนี้ นครหลวงเก่าซึ่งเป็นราชธานีของพระกฤษณะ ชื่อ “มถุรา” ราวเมื่อมัตตรา (Mattra) ปัจจุบัน

๑๔.                       อัสสกะ ตั้งอยู่ตรงลุ่มน้ำโคธาวารี ทิศเหนือแห่งอวันตี นครหลวงชื่อ “โปตนะ” หรือ “โปตลิ”

๑๕.            อวันตี หรือ มาลวะ ตั้งอยู่เหนือภูเขาวินธยะ ทิศอีสานแห่งอัสสกะ นครหลวงชื่อ “อุชเชนิ” ณ เมืองอุชเชน (Ujjen) ปัจจุบัน

๑๖.คันธาระ ตั้งอยู่ตรงลุ่มน้ำสินธุตอนบน เทียบมณฑลพรหมแดนพายัพของอินเดียปัจจุบัน นครหลวงชื่อ “ตักกสิลา”

๑๗.            กัมโพชะ ตั้งอยู่ใต้แคว้นคันธาระ นครหลวงชื่อ “ทวารกะ” เป็นราชานี ซึ่งพระกฤษณะหรือท้าวบรมจักรกฤษณะ สร้างขึ้นริมมหาสมุทรในแคว้นวลภีหรือคุรชะ ซึ่งบัดนี้เรียกว่า “คุชรัฐ” (Gujarat) ตั้งอยู่เหนือมณฑลบอมเบย์ (Bombay) ทุกวันนี้

๑๘.            สักกะ ตั้งอยู่ทิศตะวันออกของแคว้นโกศล นครหลวงแห่ง ๑ ชื่อ “กบิลพัสดุ์” บัดนี้อยู่ในแขวงภอิละ (Bhuila) ในเนปาล

๑๙.โกลิยะ นครหลวงชื่อ “เทวทหะ” หรือ “รามคาม” เดี๋ยวนี้อยู่ในเขตเนปาล

 

 

 

พุทธประวัติ

เล่ม ๑

เรื่องผนวกที่ ๒

 

ถอดใจความแห่งอภินิหารในเวลาประสูติ

 

ในเวลารจนาถึงประสูติ ข้าพเจ้าได้ชักอภินิหารของพระมหาบุรุษ ที่พระคันถรจนาจารย์พรรณนาไว้มากล่าวด้วย แต่ยังไม่ได้ปรารภจะถอดเอาใจความ, ครั้นมาถึงอธิการอื่น ตั้งแต่เสด็จออกบรรพชาเป็นต้นไป มีความบางข้อจะหลีกเสียว่าช่างเถิดไม่ได้ ก็จำต้องหานัยอธิบายให้แจ่มตามสามารถ, ตั้งแต่นั้นมา ได้สอดส่องเพื่อจะถอดใจความแห่งข้อที่ท่านแสดงไว้โดยบุคคลาธิษฐาน, ข้อใดสันนิษฐานได้ ก็ได้ถอดใจความไว้, จนลุ “วิภาคปฐมโพธิกาล” (ตอนปฐมโพธิกาล) แล้ว หวนปรารภถึงอภินิหารเมื่อคราวประสูติ ข้าพเจ้าเชื่ออยู่ว่า คงมีมูลมาแต่ทางใดทางหนึ่ง ซึ่งเรายังไม่หยั่งทราบ. เป็นต้นว่า ได้จากหนังสือกาพย์ประพันธ์. ข้อที่ขบขันเป็นอย่างมาก ที่ชวนให้นึกไม่วายว่า ได้แก่ อะไรหนอ ก็คือ พอประสูติแล้ว ทรงพระดำเนินได้ ตรัสได้, แต่เมื่อพิจารณาไป เกิดปฏิภาณ (ความคิดทันการ) ขึ้นเองว่า เทียบกันได้กับเวลาบำเพ็ญพุทธกิจ (กิจที่พระพุทธเจ้าทรงบำเพ็ญ การงานที่พระพุทธเจ้าทรงกระทำ) นั่นเอง.

พระองค์ตรัสรู้ ณ จังหวัดคยาอันเป็นหนใต้ เสด็จเที่ยวประกาศพระศาสนาขึ้นไปหนเหนือ, แม้นเสด็จดำเนินด้วยพระบาท บ่ายพระพักตร์สู่อุดรทิศ. เมื่อเป็นเช่นนี้ ย่างพระบาท ๗ ก้าวแล้วหยุดยืนนั้น น่าจะได้แก่ ทรงแผ่พระศาสนาได้แพร่หลายใน ๗ ชนบท, หรือเพียงได้เสด็จด้วยพระองค์เอง. ลองนับดูประมาณก็ได้กัน, นับชนบทที่อยู่ในอาณาจักรเดียวกันเป็นแต่ ๑ คือ กาสีกับโกสละ ๑ มคธะกับอังคะ ๑ สักกะ ๑ วัชชี ๑ มัลละ ๑ วังสะ ๑ กุรุ ๑ เป็น ๗, นอกจากนี้ มีแต่ชนบทน้อย ที่ขึ้นในชนบทใหญ่. ทรงหยุดเพียงเท่านั้น ไม่ก้าวต่อไป ก็ได้แก่สิ้นเวลาของพระองค์เพียงเท่านั้น.

อาสภิวาจา คือ คำตรัสประกาศพระองค์ว่าเป็นเอกในโลกนั้น ก็ได้แก่ ตรัสพระธรรมเทศนาที่คนได้ฟังอาจหยั่งเห็นพระคุณว่า พระองค์เป็นยอดปราชญ์เพียงไร. เทียบลงกันได้อย่างนี้ จึงลงสันนิษฐานว่า เป็นความที่แสดงเทียบปฏิปทา (คือ จรณะ เครื่องดำเนิน ข้อปฏิบัติอันเป็นทางบรรลุวิชา มี ๑๕ คือ สีลสัมปทา ความถึงพร้อมด้วยศีล อปัณณกปฏิปทา ๓ สัทธรรม ๗ และญาณ ๔) เมื่อได้ตรัสแล้ว ทำให้เป็นเชิงบุรพนิมิต (เครื่องหมายให้รู้ล่วงหน้า).

ถอยหลังเข้าไปอีก ก็คือ พอประสูติแล้ว มีเทวบุตรมารับ ท่อน้ำร้อนน้ำเย็นตกจากอากาศสนานพระกาย, ได้แก่ อาฬารดาบสและอุททกดาบส หรือนักบวชอื่นรับไว้ในสำนัก, ทุกรกิริยาที่เปรียบด้วยท่อน้ำร้อน, วิริยะทางจิตที่เปรียบด้วยท่อน้ำเย็น ชำระพระสันดานให้สิ้นสนเท่ห์ว่า อย่างไรเป็นทาง อย่างไรไม่ใช่ทาง.

ถอยหลังเข้าไปอีก คือ เสด็จอยู่ในพระครรภ์, พระองค์บริสุทธิ์ ไม่เปื้อนมลทิน ทรงนั่งขัดสมาธิ ไม่คุดคู้เหมือน “คัพภเสยยกสัตว์” (สัตว์ที่อยู่ครรภ์ คือ สัตว์ที่เกิดเป็นตัวตั้งแต่อยู่ในครรภ์) อื่นปรากฏแก่พระมารดา เหมือนด้ายเบญจพรรณอันบุคคลร้อยในแก้วมณี, เสด็จออกขณะพระมารดาเสด็จยืน ได้แก่ ทรงดำรงฆราวาส ไม่หลงเพลิดเพลินในกามคุณ ได้ทรงทำกิจที่ควรทำ, มีพระเกียรติปรากฏ เสด็จออกบรรพชาด้วยปรารถนาอันดี ไม่ใช่เพราะขัดข้องในฆราวาส, ทั้งได้ “วนะ” (ป่าในความหมายที่เน้นความเป็นที่รวมอยู่ต้นไม้ หรือพฤกษชาติ ตลอดจนส่ำสัตว์ที่อาศัย) และ “ร่มไม้” เข้ามาประกอบด้วยกัน ช่วยทำให้ความชัดขึ้น.

ถอยหลังเข้าไปอีก เสด็จจุติจากชั้นดุสิต (สวรรค์ชั้นที่ ๔ แห่งสวรรค์ ๖ ชั้น มีท้าวสันดุสิตเทวราชปกครอง สวรรค์ชั้นนี้เป็นที่สถิตของพระโพธิสัตว์ก่อนจุติลงมาสู่มนุษยโลก และตรัสรู้ในพระชาติสุดท้าย) เข้าสู่พระครรภ์ปรากฏแก่พระมารดาในสุบินดุจพระยาช้างเผือก, แสดงอุปบัติขึ้นเป็นคนสำคัญของพระมหาบุรุษ ให้เกิดมีความยินดีพอใจทั่วหน้า.

ฟังอธิบายมาเพียงเท่านี้ คงเข้าใจว่า ความเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นโดยเว้นจากมูล, ท่านรจนาได้ใช้ความดำริเทียบเคียงมากสักเพียงไร จนพรวกเราตามไม่ค่อยทัน เป็นเพราะความนิยมของหนังสือชนิดที่ต้องการความไพเราะด้วยประการทั้งปวงนั้นเอง.

บางทีเพราะเป็นเรื่องเช่นนี้เอง จึงเหลืออยู่ไม่สาบศูนย์เสีย มีอุทาหรณ์พอเทียบให้เห็น เช่นเรื่องขุนช้างขุนแผน, ได้ยินว่าเนื้อเรื่องก็เป็นตำนาน ถ้าไม่ได้แต่งเป็นเรื่องเสภาหรือเรื่องละคร ก็น่าจะสาบศูนย์เสียแล้ว, ระยะทางเสด็จพระราชดำเนินยุโรปในรัชกาลที่ ๕ น่าจะมีคนอ่านซ้ำน้อย นอกจากต้องการจริงๆ, การแสดงตำนานฝากไว้ในเรื่องกาพย์ จะเป็นอุบายรักษาตำนาน สมควรแก่สมัยของคนบ้างกระมัง?

 

พุทธประวัติ

เล่ม ๑

บานแผนก

 

คำศัพท์

กบิลดาบส

กบิลพัสดุ์

กรุณา

กษัตริย์

กสิกรรม

กัญจนา

กัณฐกะ (ม้า)

กัมปิลละ

กัมโพชะ

กัลลวาลมุตตคาม

กัสสปะ

กาพย์

กาม

กามคุณ

กามตัณหา

กามภพ

กามสุขัลลิกานุโยค

กายสัมผัส

การงานชอบ

กาสี

กาฬเทวิลดาบส

กาฬิคา

กุมมาส

กุรุ

กุสาวดี

กุสินารา

กูฏทันตสูตร

โกณฑัญญะ

โกลิตะ

โกลิยชนบท

โกลิยวงศ์

โกลิยะ

โกสละ

โกสัมพี

ขัตติยธรรม

ขันติ

โขมทุสสนิคม

คณาจารย์

คยา

คยากัสสปะ

คยาสีสะ

ควัมปกติ

คันถรจนาจารย์

คันธาระ

คัพภเสยยกสัตว์

คิชฌกูฏ

โคดม

โคตมโคตร

โคตรมะ

โคตรมี

ฆฏิการพรหม

ฆนิโตทนะ

จตุรงคินีเสนา

จักรพรรดิ

จักรพรรดิราชสมบัติ

จักรรัตนะ

จักษุ

จักษุสัมผัส

จัณฑาล

จัมปา

จัมมขันธกะ

จาตุมหาราช

จินตกวี

จีวรักขันธกะ

จุตูปปาตญาณ

เจตี

ฉันนะ

ชฏิล

ชฏิลกัสสปะ

ชฏิลปริพาชก

ชนเมชยะ

ชนวสภสูตร

ชมพูทวีป

ชมพูพฤกษ์

ชยเสนะ

ชิวหาสัมผัส

ชีวก

ชีวกโกมารภัจจ์

ฌาน

ญาณ

ดาบส

ดาวเคราะห์

ดำริชอบ

ดุสิต

ตบะ

ตปุสสะ (อุบาสก)

ตักกสิลา

ตั้งใจชอบ

ตัณหา

ติกนิบาตร

ติสรณคมนูปสัมปทา

เตลงพ่าย

ไตรเพท

ไตรสรณคมน์

ถูนคาม

ทัณฑปาณิ

ทาน

ทิฏฐิ

ทิพพจักขุญาณ

ทิศทักษิณ

ทิศบูรพา

ทิศปัศจิม

ทิศพายัพ

ทิศอาคเนย์

ทิศอีสาน

ทิศอุดร

ทีฆนขะ

ทีฆนิกาย

ทีฆวุ

ทุกข์

ทุกขนิโรธ

ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา

ทุกขสมุทัย

ทุกรกิริยา

ทุคติ

เทพเจ้า

เทวดา

เทวทหนิคม

เทวทหะ

เทวทัตต์

เทวทูต

เทวบุตร

เทวรูปนาคปรก

เทวโลก

ธรรมจักษุ

ธรรมเจติยสูตร

ธรรมเทศนา

ธรรมวินัย

โธโตทนะ

นทีกัสสปะ

นรก

นอรฺเว

นักขัตฤกษ์

นันทกุมาร

นันทะ

นาค

นารายณ์

นิครนถ์

นิพพาน

เนกขัมมะ

เนปอล

เนรัญชรา

บรรพชาสูตร

บรรพชิต

บาลี

บุณฑริก

บุรพทิศ

บุรพนิมิต

เบงคอล

เบอรฺลิน

โบกขรณี (สระ)

ปกรณ์

ปชาบดี

ปชาบดีโคตรมี

ปฏิจจสมุปบาท

ปฐมฌาน

ปฐมเทศนา

ปฐมโพธิกาล

ปฐมยาม

ปฐมสาวก

ปทุม

ปมิตา

ประชาชน

ประเทศราช

ประเทศสยาม

ประเทศหิมพานต์

ปรินิพพาน

ปริพาชก

ปรุซเซีย

ปเสนทิ

ปัจจันตชนบท

ปัจฉิมโพธิกาล

ปัจฉิมภพ

ปัจฉิมยาม

ปัญจขันธ์ (เบญจขันธ์)

ปัญจวัคคีย์ (เบญจวัคคีย์)

ปัญจาละ

ปัญญา

ปาจีนทิศ

ปาฏิกวรรค

ปาฏิหาริย์

ปายาส

ปารีส

ปาวา

ปาสราสิสูตร

ปาสาทิกสูตร

ปุณณชิ

ปุตตะ

ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ

ปุริมกาล

โปตลิ

พรต

พรหม

พรหมจรรย์

พรหมจารี

พรหมทัณฑ์

พรหมโลก

พรหมายุ (พราหมณ์)

พระเกตุมาลา

พระคถาคต

พระเจ้าแผ่นดิน

พระเทวี

พระธรรม

พระธรรมจักรปฐมเทศนา

พระบารมี

พระปณิธาน

พระผู้มีพระภาคเจ้า

พระพุทธ

พระพุทธจรรยา

พระพุทธเจ้า

พระพุทธปณิธาน

พระพุทธศาสนา

พระโพธิสัตว์

พระมหาบุรุษ

พระมหาโพธิ

พระมหาสมณะ

พระมเหสี

พระมัชฌิมภาณกาจารย์

พระยาช้างเผือก

พระยานาค

พระรัตนตรัย

พระรัตนะ

พระวินัย

พระศาสดา

พระสงฆ์

พระสมณโคดม

พระสัพพัญญุตญาณ

พระสัมมาสัมพุทธเจ้า

พระสัมมาสัมโพธิญาณ

พระสารีริกธาตุ

พระสาวก

พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า

พราหมณ์

พราหมณสมัย

พราหมณี

พัทลุง

พาณิชการ

พาราณสี

พิมพา

พิมพิสาร

พุทธกาล

พุทธบริษัท

พุทธประวัติ

พุทธานุพุทธประวัติ

เพทางค์

เพียรชอง

แพศย์

โพธิมัณฑะ

โพธิราชกุมาร

ภควา

ภวตัณหา

ภัคคะ

ภัททวัคคีย์

ภัททิยะ

ภัลลีกะ (อุบาสก)

ภาษาไทย

ภาษามคธ

ภิกษุ

ภิกษุณี

ภิกษุสงฆ์

มคธชนบท

มคธะ

มฆเทวะ

มนะ (มโน)

มนุษยโลก

มโนสัมผัส

มหาชนบท

มหาดไทย

มหานามะ

มหาบริจาค

มหาบุรุษลักษณพยากรณศาสตร์

มหาบุรุษลักษณะ

มหาปทานสูตร

มหาปรินิพพานสูตร

มหาภารตะ

มหาภูตรูป

มหาราชา

มหาวรรค

มหาวิชิตราช

มหาศาลนคร

มหาสมุทร

มหาสัจจกสูตร

มหี (แม่น้ำ)

มัจฉะ

มัชฌิมชนบท

มัชฌิมนิกาย

มัชฌิมปฏิปทา

มัชฌิมปัณณาสก์

มัชฌิมโพธิกาล

มัชฌิมยาม

มัธยมประเทศ

มัลลกษัตริย์

มัลลชนบท

มัลละ

มานะ

มายา (พระนางเจ้า)

มาร

มิถิลา

มิลักขะ

มุจจลินท์

มุนี

มูลปัณณาสก์

เมตตา

เมทฬุปนิคม

โมคคัลลานะ

โมคคัลลี

ยชุพเพท

ยสกุลบุตร

ยสะ (ภิกษุ)

ยโสธรา (พระนาง)

ยอพระเกียรติ

ยัญ

ยุทธวิธี

เยอรฺมนี

โยคธรรม

รส

ระลึกชอบ

รัฐบาล (ภิกษุ)

รัตนฆรเจดีย์

รัตนจงกรมเจดีย์

ราคา (มารธิดา)

ราชคฤห์

ราชสกุล

ราชา

ราชาธิราช

ราชายตนะ

รามคาม

ราหุลกุมาร

รูป

รูปนันทา

โรหิณี

ฤษี

ลพบุรี

ลอนดอน

ลักษณพยากรณศาสตร์

ลัฏฐิวัน

ลัทธิ

ลิจฉวี

ลุมพินีวัน

เลี้ยงชีวิตชอบ

วรรณะ

วังสะ

วัชชี

วัปปมงคล

วัปปะ (ภิกษุ)

วาจาชอบ

วิจารณญาณ

วิญญาณ

วิทยา

วิเทหะ

วิธัญญา

วิปัสสนา

วิภวตัณหา

วิมละ (ภิกษุ)

วิมุตติ

วิมุตติสุข

วิริยะ

วิศวามิตร

วิศาขนักษัตร

วิศาขปุรณมี

วิหารธรรม

เวท

เวทนา

เวไนยสัตว์

เวสาลี

เวฬุวัน

ศรัทธา

ศากยราช

ศากยวงศ์

ศากยสกุล

ศากยะ

ศาสนา

ศิกปธนู

ศิลปวิทยา

ศิลปะ

ศิลาวดี

ศิวาราตรี

ศีล

ศูทร

เศวตฉัตร

เศวตอัสสดร

สงคราม

สงสารสาคร

สติ

สติสัมปชัญญะ

สมณพราหมณ์

สมณะ

สมถภาวนา

สมาธิ

สมาบัติ

สยัมภู

สรณะ

สวรรค์

สวีเดน

สหัมบดีพรหม

สักกชนบท

สักกรนิคม

สักกะ

สักยราชา

สังขาร

สังคายนา

สังคีติ

สังคีติกถา

สังฆาฏิ

สังสุทธคหณี

สัญชัย

สัญญา

สัตตุก้อน

สัตตุผง

สัตย์

สัมมาปฏิบัติ

สัมมาสัมพุทโธ

สัลลวดี (แม่น้ำ)

สัสสเมธะ

สาคละ

สามเพท

สามัญญผลสูตร

สารี

สารีบุตร

สาลคาม

สาละ (ต้นไม้)

สาวก

สาวนะ

สาวัตถี

สิทธัตถกุมาร

สีลขันธวรรค

สีหไสยา

สีหหนุ

สุกโกทนะ

สุกรขาตา (ถ้ำ)

สุข

สุคติ

สุงสุมารคีระ

สุชาดา

สุตตนิบาต

สุทโธทนะ

สุปปพุทธะ

สุรเสนะ

สุรามฤต

สุหาหุ (ภิกษุ)

เสตกัณณิกนิคม

เสนานิคม

โสณทัณฑพราหมณ์

โสณทัณฑสูตร

โสตถิยะ

โสตถิวดี

หลิททวสนนิคม

หิมพานต์ (ภูเขา)

หิมาลัย (ภูเขา)

อชปาลนิโครธ

อชาตศัตรู

อุตตรนิคม

อทุกขมสุข

อธิบดี

อธิษฐาน

อนัตตลักษณะ

อนัตตา

อนิมิสเจดีย์

อนุปิยอัมพวัน

อนุปุพพีกถา

อนุรุทธะ

อโนมา

อปรกาล

อภัพพนเพท

อภิธรรมปิฎก

อภินิหาร

อมระ

อมฤตธรรม

อมิตา

อมิโตทนะ

อรดี (มารธิดา)

อรรถกถา

อรรถกถาจารย์

อรหํ

อรหัต

อรหัตตผล

อรหันต์

อรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า

อริยกชาติ

อริยกะ

อริยบุคคล

อริยสัจจ์

อริยสาวก

อริยะ

อวันตี

อสิตดาบส

ออสเตรีย

อัคคิเวสสนะ

อัครสาวก

อังคะ

อังคุดร

อังคุตตรนิกาย

อังคุตตราปะ

อัญชนะ

อัญญาโกณฑัญญะ

อัตตกิลมถานุโยค

อัตถุปปัตติ

อันตรวาสก

อัมพวัน

อัสมิมานะ

อัสวเมธะ

อัสสกะ

อัสสชิ

อัสสัตถพฤกษ์

อาชีวก

อาณาจักร

อาทิตย์

อาทิตยโคตร

อานันทะ

อานาปานสติกัมมัฏฐาน

อาปณะ

อาโลกสัญญา

อาสภิวาจา

อาสวะ

อาสวักขยญาณ

อาสาฬหบุรณมี

อาฬารดาบส

อินเดีย

อินทปัตถะ

อิรุพเพท

อิสิปตนมฤคทายวัน

อุกกลชนบท

อุชเชนี

อุดรทิศ

อุตตรนิกาย

อุตตราสงค์

อุททกดาบส

อุทาน

อุเทน

อุบล

อุบาสก

อุบาสิกา

อุเบกขา

อุโบสถสูตร

อุปกะ

อุปกิเลส

อุปติสสะ

อุปสมบท

อุปาทาน

อุภโตสุชาติ

อุรุเวลกัสสปะ

อุรุเวลา

อุรุเวลาประเทศ

อุรุเวลาเสนานิคม

อุสีระชะ (ภูเขา)

เอหิภิกขุ

เอหิภิกขุอุปสัมปทา

โอกกากราช

โอฆะ

ฮังการี

 

 

 

 

 
   แหล่งที่มา: พุทธประวัติ เล่ม ๑ (หลักสูตรนักธรรม และธรรมศึกษาชั้นตรี) พระนิพนธ์ใน
สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส
 



ดาวน์โหลด Author Miscellancy Ariticles ไว้อ่านที่เครื่องของท่าน

สะดวกในการเข้าถึงข้อมูลสารสนเทศที่เป็นปัจจุบันทันเหตุการณ์
Siripat.Com and Academiae Network :
http://www.Siripat.Com/Author_Miscellany2012.xml
 
  ดาวน์โหลดฟรีโปรแกรมอ่าน RSS Feed RSS Feed Reader (www.rssreader.com)
 
   

   
Last Modified:   March 9, 2017 6:54 AM  
 


อาจารย์นิธี ศิริพัฒน์
ผู้เขียนบรรยาย
Welcome to Buddhism
and Wisdom Land

SIRIPAT POLL








ขออนุโมทนาบุญ


สาธุ! เด้อ ขอให้ได้แต่สิ่งดีๆ
มุทิตาจิต คือ ความยินดี ในเมื่อผู้อื่นอยู่ดีมีสุข มีจิตผ่องใสบันเทิง กอปรด้วยอาการแช่มชื่นเบิก บานอยู่เสมอ ต่อสัตว์ทั้งหลายผู้ดำรงในปกติสุข พลอยยินดีด้วยเมื่อเขาได้ดีมีสุข เจริญงอกงาม ยิ่งขึ้นไป



Powered by Academiae Network

รับออกแบบเว็บไซต์ทุกชนิด ในราคาย่อมเยา และคุณภาพสูง เพิ่มประชาสัมพันธ์ธุรกิจ หรือกิจกรรมส่วนตัว ติดต่อ Nithee@Siripat.Com



ศึกษาค้นคว้าพระไตรปิฎก
พระไตรปิฎก คือ คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ที่ได้รวบรวมเอาไว้ เพื่อใช้เป็นแนวทาง หรือข้อปฏิบัติ ที่ถูกต้องตามหลักธรรม เพื่อไม่ให้เกิดการหลงผิด ผิดเพี้ยนจาก อริยสัจจธรรม ฉะนั้น พระไตรปิฎก จึงหมายถึง แหล่งภูมิปัญญาแห่งพุทธศานา ที่เรียกอีกอย่างว่า อริยมรรค และ อริยผล ที่แสดงถึง ความเป็นอริยบุคคล เพื่อความหลุดพ้นจากกิเลส และทุกข์ทั้งปวง


  พุทธพจน์     (The Words of the Buddha)
“ยงฺกิญฺจิ สมุทยธมํ สพฺพนฺตํ นิโรธธมฺมนฺติ”
สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งหลายมีความดับไปเป็นธรรมดา
Any reality rises naturally and all of them also fall naturally.
   
อ่านบทความส่งเสริมการพัฒนาปัญญา
กลุ่มคณาจารย์บริหารโครงการ
English Program Project of EPAcademy.com 2005
วิทยาทานไวยาวัจจ์
The Teaching Verification License Service Porject 
Qualified for Non-Thai Teachers in Thailand 
The Prototype Project [2005-2006] 

Mr. Nithee Siripat, Dr. Areewan Iamsa-ard [Project Director], Dr. Amnuay Deshchaisri,
Mr. Sevket Simsek, and Mr. Prasert Limsukkawat
Bansomdejchaopraya Rajabhat University © The Faculty of Education Take a look at the Great Project, please!





สิรภัทร ศิริพัฒน์
  พาหุสัจจะ (Great Learning)

หลายคนอาจสงสัยว่า การหันหน้าเข้าวัด คือ การหมดหนทางต่อสู้ในชีวิต หรือ การยอมแพ้ ความจริงเป็นเรื่องตรงกันข้าม เพราะเราเข้าหา “พระอริยสงฆ์” ผู้ประเสริฐด้วยวิชชาและจรณะเพรียบพร้อม เหนือมนุษย์ปกติทั่วไป ผู้ยังมีกิเลสครอบงำจิตใจทุกขณะ “พาหุสัจจะ” คือ ความเป็นผู้ได้ศึกษาเล่าเรียนมาก สิ่งนี้ คือ คุณสมบัติอย่างหนึ่งของผู้ที่จะเป็น บัณฑิตทางโลก ส่วน สัตบุรุษทางธรรม นั้น กำลังท้าทายพวกเราอยู่ว่า มีจิตใจมุ่งมั่นแค่ไหน

    | Main Page | About Us | Academics | Log In | Email | Contact Us View Log File
 Bye-Bye. Guest!... See you again.   
การระดมสมองกันนั้น
ย่อมเกิดปัญญาและความสำเร็จได้
Brainstorming Brings out Wisdom and Success

 Join Us to Develop Yourself
     Clean... Calm...  Bright...





Copyright © 2001 –
Siripat.com and Academiae Network. All rights reserved. 

The content contained herein is being provided to you for information purposes only. No information or materials posted on this site are intended to constitute
a legal or binding relationship. Siripat.com makes no warrants or claims as to the accuracy of content posted on this website.
To the full extent permissible by applicable law, we disclaim all warranties, express or implied and will not be liable for any damages of any kind arising
from the use of this site, including but not limited to direct, indirect, incidental punitive and consequential damages.


Terms of Use and Service | Privacy Policy | Disclaimer