๑๐.

บทที่ ๓ การเจริญสมถภาวนา

Tranquility Development

 

 

ขอน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น
 In Honor of the Blessed One of the Fully Enlightened One

By Nithee Siripat – Siripat.com and Academiae Network. 2014

Your Reading Number:  1484  

 

    File Download of Reading References

 
Dictionary of Numerical Dhammas — พจนานุกรมพุทธศาสน์ หมวดธรรม
  Dictionary of Buddhist Terms — พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์
 
 

บทความที่ ๑๐ ประจำปี ๒๕๕๗ – บทที่ ๓ การเจริญสมถภาวนา

 

บทที่ ๓

การเจริญสมถภาวนา

 

เมื่อพิจารณาความสัมพันธ์แห่งปัจจัยอันนำไปสู่อริยมรรคนั้น ควรใส่ใจเริ่มต้นด้วยข้อปฏิบัติธรรม ได้แก่ (๑) “กายภาวนา” กับ (๒) “สีลภาวนา” นั่นคือ ความประพฤติทางกายที่เป็นสุจริต ย่อมทำให้เกิดเป็นเรื่องปกติในการครองชีวิตที่สงบสุขราบรื่น ไม่เดือดร้อนเป็นทุกข์ นำไปสู่ “ความบริสุทธิ์แห่งศีล” ได้ คือ ความประพฤติที่ตามคลองธรรมจนกลายเป็นศีลวัตรที่บริสุทธิ์ ที่เรียกว่า “ปาริสุทธิศีล ๔” ดังนี้

 

“ปาริสุทธิศีล ๔” หมายถึง ศีลคือความบริสุทธิ์–ศีลเครื่องให้บริสุทธิ์–ความประพฤติบริสุทธิ์ที่จัดเป็นศีล ซึ่งเหมาะควรทั้งฝ่ายสมณะและฝ่ายฆราวาส ได้แก่

(๑)  “ปาฏิโมกขสังวรศีล” — ศีลคือความสำรวมในพระปาฏิโมกข์ เว้นจากข้อห้าม ทำตามข้ออนุญาต ประพฤติเคร่งครัดในสิกขาบททั้งหลาย  

(๒)“อินทรียสังวรศีล” — ศีลคือความสำรวมอินทรีย์ ระวังไม่ให้บาปอกุศลธรรมครอบงำเมื่อรับรู้อารมณ์ด้วยอินทรีย์ทั้ง ๖ ได้แก่ “ตา–หู–จมูก–ลิ้น–กาย–ใจ”

(๓) “อาชีวปาริสุทธิศีล” — ศีลคือความบริสุทธิ์แห่งอาชีวะ เลี้ยงชีวิตโดยทางที่ชอบ ไม่ประกอบอเนสนา มีหลอกลวงเขาเลี้ยงชีพ เป็นต้น

(๔) “ปัจจัยสันนิสิตศีล” — ศีลที่เกี่ยวกับปัจจัย ๔ ได้แก่ ปัจจัยปัจจเวกขณ์ คือ พิจารณาใช้สอยปัจจัย ๔ ให้เป็นไปตามความหมายและประโยชน์ของสิ่งนั้น ไม่บริโภคด้วยตัณหา หรือ ความมัวเมาอย่างขาดสติสัมปชัญญะ   

 

ดังนั้น ในขั้นตอนนี้ เป็นเรื่องความนึกคิด ณ ปัจจุบัน อันเป็น “ปัจจุบันธรรม” [ให้เปรียบเทียบกับ “ปัจจุปปันนังสญาณ” (ข้อ ๓ ในญาณ ๓) คือ ญาณหยั่งรู้ส่วนปัจจุบัน ปรีชากำหนดรู้เหตุปัจจัยของเรื่องที่เป็นไปอยู่ รู้ว่าควรทำอย่างไรในเมื่อมีเหตุหรือผลเกิดขึ้นในปัจจุบัน เป็นต้น] ที่ผู้ปฏิบัติธรรมต้องน้อมนำเอา “ศีล” มาใช้เป็นเครื่องนำทางชีวิต เป็นสรณะที่พึ่งอาศัยในทุกขณะจิตในขณะนั้น ที่เรียกว่า “สมาทานศีล” [ศีลข้อที่ยึดถือมาประพฤติปฏิบัติ] เพื่อให้เกิดความประพฤติที่บริสุทธิ์ตามที่ตั้งเจตนาไว้ นั่นคือ “สีลวิสุทธิ” หมายถึง ความหมดจดแห่งศีล นั่นคือ รักษาศีลตามภูมิชั้นจิตของตนให้บริสุทธิ์ และให้เป็นไปเพื่อความสงบสุข–เบิกบาน–ผ่องใส ในฐาน “สมาธิ–สมาธิพละ” เพื่อ “การเจริญสมถภาวนา” หรือ “จิตตภาวนา–สมถกรรมฐาน” [จิตตวิสุทธิ] และเพื่อให้เกิด “ธรรมสมาธิ ๕” หมายถึง ธรรมที่ทำให้เกิดความมั่นสนิทในธรรมอันเป็นความจริงที่ตนกำลังปฏิบัติอยู่ว่าใช่ “อริยมรรค” เกิดความมั่นใจในการปฏิบัติธรรมถูกต้อง ไม่ใช่การปฏิบัติธรรมที่ไร้ทิศทาง ไม่มีเหตุผลและไม่ประกอบด้วยปัญญาแต่ประการใด คือ กำจัดความข้องใจสงสัยเสีย [วิจิกิจฉา] ให้ได้ เมื่อเกิด “ธรรมสมาธิ” คือ ความมั่นสนิทในธรรม [อวิกเขปะ–ความไม่ฟุ้งซ่าน] ก็จะเกิด “จิตตสมาธิ–ฌานจิต” คือ ความตั้งมั่นของจิตในแต่ละระดับขั้นในการเจริญ “ฌาน ๔–รูปฌาน ๔” คือ ฌานที่เป็นรูปาวจร โดยจะเน้นเรื่อง “การกำจัดระงับทิฏฐิ” คือ ความเห็นผิด สำหรับ คำว่า “ฌาน” หมายถึง การเพ่งอารมณ์จนใจสนิทแน่วแน่ ละเอียดประณีตจนถึงขั้น “อัปปนาสมาธิ” คือ สมาธิแน่วแน่ จิตต์ตั้งมั่นสนิท เป็น “สมาธิในฌาน” คือ “เอกัคคตา” เป็นภาวะจิตสงบประณีตซึ่งมี “สมาธินทรีย์–สมาธิพละ” [สัมมาสมาธิ] เป็น “องค์ฌาน–ฌานังคะ” หลักในฌานแต่ละขั้น และ “รูปฌาน ๔” ยังจำแนกตามระดับคุณภาพของ “ภูมิจิตแห่งรูปาวจรจิต ๑๕” [จตุกกนัย] หรือแบ่งตาม “ฌานปัญจกนัย–ฌาน ๕” [ให้ละองค์ฌานที่ละองค์ในแต่ละขั้น แต่ยังต้องมี “เอกัคคตา” อยู่ในแต่ละขั้น ซึ่ง “ฌานที่ ๕–ปัญจมฌาน” ก็ยังคงเหลือองค์ฌาน ๒ คือ “อุเบกขา–เอกัคคตา” เช่นเดิม] โดยสาระเพื่อให้ละเอียดยิ่งขึ้น ได้แก่ (๑) รูปาวจรกุศลจิต ๕  (๒) รูปาวจรวิบากจิต ๕ (๓) รูปาวจรกิริยาจิต ๕ (ดูภาคผนวก–เบญจขันธ์ = จิต ๘๙) อนึ่ง โดยพื้นฐานการเจริญฌานนั้น จะใช้ “กรรมฐาน ๔๐” เป็นอารมณ์ และควรเริ่มที่ “อานาปานสติ” [สติพิจารณาลมหายใจ] ก่อนที่จะฝึกด้วย “กสิณ ๑๐” หรือกรรมฐานอื่นๆ ต่อไป สำหรับ “ฌาน ๔–รูปฌาน ๔” แบ่งการฝึกฝนออกเป็น ๔ ประเภท ได้แก่ กุศลฌาน–โลกุตตรกุศลฌาน–โลกุตตรวิบากฌาน–โลกุตตรกิริยาฌาน [พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ เล่ม ๒ ภาค ๒ –หน้าที่ 319–335 File 78] ฉะนั้น ควรเริ่มฝึก “กุศลฌาน–จตุกกนัย” ให้เกิดความเชี่ยวชาญก่อน ก่อนที่ก้าวไปขั้นอื่น และการเจริญ “ฌาน” เพียงอย่างเดียว คือ ธรรมเครื่องอยู่เป็นสุขในอัตภาพนี้ เรียกว่า “ทิฏฐธรรมสุขวิหารธรรม” [ความสุขในปัจจุบัน] ยังไม่ใช่ เป็นธรรมเครื่องขัดเกลากิเลส คือ “สัลเลขธรรม” ที่ต้องประกอบด้วย (๑) “ฌาน–ฌานสมบัติ–สมาธิ” กับ (๒) “วิปัสสนา–วิปัสสนาญาณ–ปัญญา” ดังต่อไปนี้

 

(๑) “ฌาน ๔–รูปฌาน ๔” —ว่าด้วย “กุศลฌาน–จตุกกนัย” [ฌานพื้นฐานที่ต้องฝึกก่อนฌานอื่นๆ]โดยใช้ “กรรมฐาน ๔๐” โดยใช้ “ปฐวีกสิณ” เป็นอารมณ์แห่งกรรมฐาน แต่ก็ควรเริ่มที่ “อานาปานสติ” ก่อนจะฝึกด้วย “กสิณ ๑๐” หรือกรรมฐานอื่นๆ ต่อไป และควรฝึกอบรม “กุศลฌาน” เป็นหลักก่อน “กุศลฌาน–จตุกกนัย” จัดอยู่ในระดับจิตขั้น “รูปาวจรกุศลจิต” [เพื่อให้เข้าใจง่ายขึ้น ควรอ่านหัวข้อถัดไปข้างล่าง “ธรรมสมาธิ ๕” กับ “องค์ฌาน ๖” มาก่อน] ดังรายละเอียดต่อไปนี้

 

(๑) “ปฐมฌาน” มีองค์ฌาน ๕ ได้แก่ “วิตก–วิจาร–ปีติ–สุข–เอกัคคตา” ดังนี้

ภิกษุในศาสนานี้ เจริญมรรคปฏิปทา (ดูบทที่ ๒–มรรคมีองค์ ๘) เพื่อเข้าถึงรูปภพ สงัดจากกาม สงัดจากอกุศลธรรมทั้งหลายแล้ว บรรลุปฐมฌานที่มีปฐวีกสิณเป็นอารมณ์ ประกอบด้วยวิตก วิจาร มีปีติและสุขอันเกิดแต่วิเวกอยู่ ในสมัยใด ฌานมีองค์ ๕ คือ “วิตก–วิจาร–ปีติ–สุข–เอกัคคตาแห่งจิต” มีในสมัยนั้น นี้เรียกว่า “ปฐมฌานกุศล” ธรรมทั้งหลายที่เหลือ เรียกว่า “ธรรมที่สัมปยุตด้วยฌาน”

 

(๒) “ทุติยฌาน” มีองค์ฌาน ๓ ได้แก่ “ปีติ–สุข–เอกัคคตา” ดังนี้

ภิกษุในศาสนานี้ เจริญมรรคปฏิปทา เพื่อเข้าถึงรูปภพ บรรลุทุติยฌานทีมีปฐวีกสิณเป็นอารมณ์  เป็นไปในภายใน [เป็นของภายในเฉพาะตน] เป็นธรรมชาติผ่องใส [ความปลงใจเชื่อ ความเลื่อมใสยิ่ง] เพราะวิตกวิจารสงบ [ระงับ เข้าไประงับ ดับไป ดับไปอย่างราบคาบถูกทำให้พินาศไป ถูกทำให้พินาศไปด้วยดี ถูกทำให้เหือดแห้ง ถูกทำให้เหือดแห้งด้วยดี ถูกทำให้มีที่สุดปราศไปแล้ว] เป็นธรรมเอกผุดขึ้นแก่ใจ  [ความตั้งอยู่แห่งจิต ความดำรงอยู่แห่งจิต ความมั่นอยู่แห่งจิต ความไม่ส่ายไปแห่งจิต ความไม่ฟุ้งซ่านแห่งจิต ภาวะที่จิตไม่ส่ายไป ความสงบ สมาธินทรีย์ สมาธิพละ สัมมาสมาธิ] ไม่มีวิตก [ความตรึก ความตรึกอย่างแรง ความดำริ ความที่จิตแนบอยู่ในอารมณ์ ความที่จิตแนบสนิทอยู่ในอารมณ์ ความยกจิตขึ้นสู่อารมณ์ สัมมาสังกัปปะ = วิตก] ไม่มีวิจาร  [ความตรอง ความพิจารณา ความตามพิจารณา ความเข้าไปพิจารณาอารมณ์ ความที่จิตสืบต่ออารมณ์ ความที่จิตเพ่งดูอารมณ์อยู่เนืองๆ = วิจาร] มีแต่ปีติและสุขอัน เกิดแต่สมาธิ  [ความผ่องใส ปีติ สุข เอกัคคตาแห่งจิต เกิดแล้ว เกิดพร้อมแล้ว บังเกิดแล้ว บังเกิดเฉพาะแล้ว ปรากฏแล้ว ในสมาธินี้] อยู่ ในสมัยใด ฌานมีองค์ ๓ คือ “ปีติ–สุข–เอกัคคตาแห่งจิต” มีในสมัยนั้น นี้เรียกว่า “ทุติยฌานกุศล” ธรรมทั้งหลายที่เหลือเรียกว่า “ธรรมที่สัมปยุตด้วยฌาน”

 

(๓) “ตติยฌาน” มีองค์ฌาน ๒ ได้แก่ “สุข–เอกัคคตา” ดังนี้

ภิกษุในศาสนานี้ เจริญมรรคปฏิปทา เพื่อเข้าถึงรูปภพ เพราะคลายปีติได้อีกด้วย จึงเป็นผู้มีจิตเป็นอุเบกขา มีสติสัมปชัญญะอยู่ และเสวยสุขด้วยนามกาย บรรลุตติยฌานที่มีปฐวีกสิณเป็นอารมณ์ ซึ่งเป็นฌานที่พระอริยเจ้าทั้งหลายกล่าวสรรเสริญผู้ได้บรรลุว่า เป็นผู้มีจิตเป็นอุเขกขา มีสติ อยู่เป็นสุข ดังนี้ อยู่ ในสมัยใด ฌานมีองค์ ๒ คือ “สุข–เอกัคคตาแห่งจิต” มีในสมัยนั้น นี้เรียกว่า “ตติยฌานกุศล” ธรรมทั้งหลายที่เหลือ เรียกว่า “ธรรมที่สัมปยุตด้วยฌาน”

 

(๔) “จตุตถฌาน” มีองค์ฌาน ๒ ได้แก่ “อุเบกขา–เอกัคคตา” ดังนี้

ภิกษุในศาสนานี้ เจริญมรรคปฏิปทา เพื่อเข้าถึงรูปภพ บรรลุจตุตถฌานที่มีปฐวีกสิณเป็นอารมณ์ ไม่มีทุกข์ ไม่มีสุข เพราละสุขและทุกข์ได้เพราะโสมนัสและโทมนัสดับสนิทในก่อน มีสติบริสุทธิ์ เพราะอุเบกขา อยู่ในสมัยใด ฌานมีองค์ ๒ คือ “อุเบกขา–เอกัคคตาแห่งจิต” มีในสมัยนั้น นี้เรียกว่า “จตุตถฌานกุศล” ธรรมทั้งหลายที่เหลือ เรียกว่า “ธรรมที่สัมปยุตด้วยฌาน”

 

หมายเหตุ: รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับ “องค์ฌาน–ฌานังคะ” ให้ดูในหัวข้อข้างล่าง คือ “องค์ฌาน ๖” ได้แก่ “วิตก–วิจาร–ปีติ–สุข–อุเบกขา–เอกัคคตา” ให้พิจารณานิยามในแต่ละองค์อย่างละเอียด เมื่อปฏิบัตินั่งสมาธิแล้ว จะได้มีเกณฑ์ในทางปฏิบัติ ที่เกี่ยวข้องกับ “องค์มรรค–มัคคังคะ” แห่งอริยมรรคมีองค์ ๘ [อธิจิตตสิกขา = สัมมาวายามะ–สัมมาสติ–สัมมาสมาธิ] รวมทั้ง “องค์แห่งการตรัสรู้–โพชฌงค์” หรือ “องค์แห่งการตรัสรู้แล้ว–สัมโพชฌงค์” [สติ–ธัมมวิจยะ–วิริยะ–ปีติ–ปัสสัทธิ–สมาธิ–อุเบกขา] ส่วนคำว่า “เจริญมรรคปฏิปทา” คือ การเจริญอริยมรรคมีองค์ ๘ (ดูบทที่ ๒–มรรคมีองค์ ๘)  และ คำว่า “วิเวก” หมายถึง ความสงัด ความปลีกออก ได้แก่ (๑) “กายวิเวก” คือ อยู่ในที่สงัด (๒) “จิตตวิเวก” คือ จิตสงบเป็น (๓) “อุปธิวิเวก” คือ หมดกิเลส

(๒) “ฌาน ๔–รูปฌาน ๔” —ว่าด้วย “โลกุตตรกุศลฌาน–จตุกกนัย” โดยใช้ “กรรมฐาน ๔๐” เป็นอารมณ์แห่งกรรมฐาน และควรเริ่มที่ “อานาปานสติ” ก่อนจะฝึกด้วย “กสิณ ๑๐” หรือกรรมฐานอื่นๆ ต่อไป ควรฝึกอบรม “กุศลฌาน” เป็นหลักก่อน ค่อยก้าวมาที่ “โลกุตตรกุศลฌาน” ฉะนั้น  “โลกุตตรกุศลฌาน–จตุกกนัย” จัดอยู่ในระดับจิตขั้น “รูปาวจรกุศลจิต ๕” ดังรายละเอียดต่อไปนี้

 

(๑) “ปฐมฌาน” มีองค์ฌาน ๕ ได้แก่ “วิตก–วิจาร–ปีติ–สุข–เอกัคคตา” ดังนี้

ภิกษุในศาสนานี้ เจริญโลกุตตรฌาน อันเป็นเครื่องนำออกไปจากโลกให้เข้าสู่นิพพานเพื่อประหาณทิฏฐิ เพื่อบรรลุปฐมภูมิ สงัดจากกาม สงัดจากอกุศลธรรมทั้งหลายแล้วบรรลุปฐมฌาน ประกอบด้วยวิตก วิจาร มีปีติ และ สุขอันเกิดแต่วิเวก เป็นทุกขาปฏิปทาทันธาภิญญา [๑. ทุกขาปฏิปทา ทันธาภิญญา คือ ปฏิปทาที่ปฏิบัติลำบาก ทั้งรู้ได้ช้า ๒. ทุกขาปฏิปทา ขิปปาภิญญา คือ ปฏิปทาที่ปฏิบัติลำบาก แต่รู้ได้เร็ว ๓. สุขาปฏิปทา ทันธาภิญญา คือ ปฏิปทาที่ปฏิบัติได้สะดวก แต่รู้ได้ช้า] อยู่ ในสมัยใด ฌานมีองค์ ๕ คือ “วิตก–วิจาร–ปีติ–สุข–เอกัคคตาแห่งจิต” มีในสมัยนั้น นี้เรียกว่า “ปฐมฌานกุศล” ธรรมทั้งหลายที่เหลือ เรียกว่า “ธรรมที่สัมปยุตต์ด้วยฌาน”

 

(๒) “ทุติยฌาน” มีองค์ฌาน ๓ ได้แก่ “ปีติ–สุข–เอกัคคตา” ดังนี้

ภิกษุในศาสนานี้ เจริญโลกุตตรฌาน อันเป็นเครื่องนำออกไปจากโลกให้เข้าไปสู่นิพพาน เพื่อประหาณทิฏฐิ เพื่อบรรลุปฐมภูมิ บรรลุทุติยฌาน อันเป็นไปในภายใน   [เป็นของภายในเฉพาะตน]  เป็นธรรมชาติผ่องใส [ศรัทธา กิริยาที่เชื่อ ความปลงใจเชื่อ ความเลื่อมใสยิ่ง] เพราะวิตกวิจารสงบ [วิตกและวิจารนี้ ระงับ เข้าไประงับ ดับไป ดับไปอย่างราบคาบถูกทำให้พินาศไป ถูกทำให้พินาศไปด้วยดี ถูกทำให้เหือดแห้ง ถูกทำให้เหือดแห้งด้วยดี ถูกทำให้มีที่สุดปราศไปแล้วเป็นธรรมเอกผุดขึ้นแก่ใจ [สมาธิ = ความตั้งอยู่แห่งจิต ความดำรงอยู่แห่งจิต ความมั่นอยู่แห่งจิต ความไม่ส่ายไปแห่งจิต ความไม่ฟุ้งซ่านแห่งจิต ภาวะที่จิตไม่ส่ายไป ความสงบ สมาธินทรีย์ สมาธิพละ สัมมาสมาธิ] ไม่มีวิตก ไม่มีวิจาร [วิตกและวิจารนี้ สงบ ระงับ เข้าไประงับ ดับไป ดับไปอย่างราบคาบ ถูกทำให้พินาศไป ถูกทำให้พินาศไปด้วยดี ถูกทำให้เหือดแห้งด้วยดี ถูกทำให้สิ้นสุดปราศไปแล้ว] มีแต่ปีติและสุขอัน เกิดแต่สมาธิ [ความผ่องใส ปีติ สุข เอกัคคตาแห่งจิต เกิดแล้ว เกิดพร้อมแล้ว บังเกิดแล้ว บังเกิดเฉพาะแล้ว ปรากฏแล้ว ในสมาธินี้]  เป็นทุกขาปฏิปทาทันธาภิญญา อยู่ ในสมัยใด ฌานมีองค์ ๓ คือ “ปีติ–สุข–เอกัคคตาแห่งจิต” [สมาธิ] มีในสมัยนั้น นี้เรียกว่า “ทุติยฌานกุศล” ธรรมทั้งหลายที่เหลือ เรียกว่า “ธรรมที่สัมปยุตต์ด้วยฌาน”

 

(๓) “ตติยฌาน” มีองค์ฌาน ๒ ได้แก่ “สุข–เอกัคคตา” ดังนี้

ภิกษุในศาสนานี้ เจริญโลกุตตรฌาน อันเป็นเครื่องนำออกไปจากโลกให้เข้าสู่นิพพาน เพื่อประหาณทิฏฐิ เพื่อบรรลุปฐมภูมิ บรรลุทุติยฌาน บรรลุตติยฌาน เพราะคลายปีติได้อีกด้วย [ความอิ่มใจ ความปราโมทย์ ความยินดียิ่ง ความบันเทิง ความร่าเริง ความรื่นเริง ความปลื้มใจ ความปีติอย่างโลดโผน ความที่จิตชื่นชมยินดี = ปีติ นั่นคือ ปีตินี้ สงบ ระงับ เข้าไประงับ ดับไป ดับไปอย่างราบคาบ ถูกทำไห้พินาศไป ถูกทำให้พินาศไปด้วยดี ถูกทำให้เหือดแห้ง ถูกทำให้เหือดแห้งด้วยดี ถูกทำให้สิ้นสุดปราศไปแล้ว = เพราะคลายปีติได้อีกด้วย]  จึง เป็นผู้มีจิตเป็นอุเบกขา [ความวางเฉย กิริยาที่วางเฉย ความเพ่งเฉพาะ ความเป็นกลางแห่งจิต = อุเบกขา นั่นคือ เข้าไปถึงแล้วด้วยดี เข้ามาถึงแล้วด้วยดี เข้าถึงแล้ว เข้าถึงแล้วด้วยดี ประกอบแล้ว = เป็นผู้มีจิตเป็นอุเบกขา] มีสติสัมปชัญญะอยู่ และเสวยสุขด้วยนามกาย [ขันธ์ ๓ = สัญญาขันธ์–สังขารขันธ์–วิญญาณขันธ์] บรรลุตติยฌาน ซึ่งเป็นฌานที่พระอริยเจ้าทั้งหลายกล่าวสรรเสริญผู้ได้บรรลุว่า เป็นผู้มีจิตเป็นอุเบกขา มีสติ อยู่เป็นสุข ดังนี้ เป็น ทุกขาปฏิปทาทันธาภิญญา อยู่ ในสมัยใด ฌานมีองค์ ๒ คือ “สุข–เอกัคคตาแห่งจิต” มีในสมัยนั้น นี้เรียกว่า “ตติยฌานกุศล” ธรรมทั้งหลายที่เหลือ เรียกว่า “ธรรมที่สัมปยุตต์ด้วยฌาน”

 

(๔) “จตุตถฌาน” มีองค์ฌาน ๒ ได้แก่ “อุเบกขา–เอกัคคตา” ดังนี้

ภิกษุในศาสนานี้ เจริญโลกุตตรฌาน อันเป็นเครื่องนำออกไปจากโลกให้เข้าสู่นิพพาน เพื่อประหาณทิฏฐิ เพื่อบรรลุปฐมภูมิ บรรลุทุติยฌาน บรรลุตติยฌาน บรรลุจตุตถฌาน ไม่มีทุกข์  [ความไม่สบายทางกาย ความทุกข์ทางกาย ความเสวยอารมณ์ที่ไม่สบายเป็นทุกข์อันเกิดแต่กายสัมผัส กิริยาเสวยอารมณ์ที่ไม่สบายเป็นทุกข์อันเกิดแต่กายสัมผัส = ทุกข์] ไม่มีสุข [ความสบายทางกาย ความสุขทางกาย ความเสวยอารมณ์ที่สบายเป็นสุขอันเกิดแต่กายสัมผัส กิริยาเสวยอารมณ์ที่สบายเป็นสุขอันเกิดแต่กายสัมผัส = สุข] เพราะละสุขและทุกข์ได้ [สุขและทุกข์นี้ สงบ ระงับ เข้าไประงับ ดับไป ดับไปอย่างราบคาบ ถูกทำให้พินาศไป ถูกทำให้พินาศไปด้วยดี ถูกทำให้เหือดแห้ง ถูกทำให้เหือดแห้งด้วยดี ถูกทำให้สิ้นสุดปราศไปแล้ว =  เพราะละสุขและทุกข์ได้] เพราะโสมนัสและโทมนัสดับสนิท [ความสบายทางใจ ความสุขทางใจ ความเสวยอารมณ์ที่สบายเป็นสุข อันเกิดแต่เจโตสัมผัส กิริยาเสวยอารมณ์ที่สบายเป็นสุขอันเกิดแต่เจโตสัมผัส = โสมนัส ความไม่สบายทางใจ ความทุกข์ทางใจ ความเสวยอารมณ์ที่ไม่สบายเป็นทุกข์อันเกิดแต่เจโตสัมผัส กิริยาเสวยอารมณ์ที่ไม่สบายเป็นทุกข์อันเกิดแต่เจโตสัมผัส = โทมนัส] ในก่อน มีสติบริสุทธิ์ ผ่องแผ้ว เพราะอุเบกขา เป็นทุกขาปฏิปทาทันธาภิญญา อยู่ในสมัยใด ฌานมีองค์ ๒ คือ “อุเบกขา–เอกัคคตาแห่งจิต” มีในสมัยนั้น นี้เรียกว่า “จตุตถฌานกุศล” ธรรมทั้งหลายที่เหลือ เรียกว่า “ธรรมที่สัมปยุตต์ด้วยฌาน”

 

(๓) “ฌาน ๔–รูปฌาน ๔” —ว่าด้วย “โลกุตตรวิปากฌาน–จตุกกนัย” [เท่านั้น] โดยใช้ “กรรมฐาน ๔๐” โดยใช้ “อานาปานสติ” เป็นอารมณ์แห่งกรรมฐาน คำว่า “วิบาก” หมายถึง ผลโดยตรงของ

กรรมต่อชีวิตของตัวผู้กระทำ ไม่ว่าจะเป็นผลดีหรือผลร้ายสุดแต่กรรมดีหรือกรรมชั่วที่เขาได้ทำ แต่ในข้อนี้ จะเป็น “กุศลวิบากจิต” ไม่ใช่ผลทางอ้อม “นิสสันท์–นิสสันทผล” หรือผลที่งอกเงยตามมา “อานิสงส์–อานิสงสผล” ซึ่งตรงกันข้ามกับคำว่า “อาทีนพ–อาทีนวะ” ซึ่งหมายถึงโทษ ผลร้าย ส่วนเสีย ข้อบกพร่อง ฉะนั้น “โลกุตตรวิปากฌาน–จตุกกนัย” จัดอยู่ในระดับจิตขั้น         “รูปาวจรวิบากจิต ๕” ดังรายละเอียดต่อไปนี้

 

(๑) “ปฐมฌาน” มีองค์ฌาน ๕ ได้แก่ “วิตก–วิจาร–ปีติ–สุข–เอกัคคตา” ดังนี้

ภิกษุในศาสนานี้ เจริญโลกุตตรฌาน อันเป็นเครื่องนำออกไปจากโลกให้เข้าสู่นิพพาน เพื่อประหาณทิฏฐิ เพื่อบรรลุปฐมภูมิ สงัดจากกาม สงัดจากอกุศลธรรมทั้งหลายแล้ว บรรลุปฐมฌาน ประกอบด้วยวิตก วิจาร มีปีติและสุขอันเกิดแต่วิเวก เป็นทุกขาปฏิปทาทันธาภิญญา อยู่ ในสมัยใด ผัสสะ [การถูกต้องนุ่มนวล] เจตนา วิตก วิจาร ปีติ เอกัคคตา วิริยินทรีย์ สมาธินทรีย์ ชีวิตินทรีย์ มิจฉาทิฏฐิ มิจฉาสังกัปปะ มิจฉาวายามะ มิจฉาสมาธิ วิริยพละ สมาธิพละ อหิริกพละ อโนตตัปปพละ โลภะ โมหะ อภิชฌา มิจฉาทิฏฐิ อหิริกะ อโนตตัปปะ สมถะ [สงบความฟุ้งซ่านในกิจอื่นๆ] ปัคคาหะ [การปรารภความเพียรทางใจ ความขะมักเขม้น ความบากบั่น ความเพียรที่พอดี โดยประคองจิตให้เป็นไปในกุศล] อวิกเขปะ [ความตั้งอยู่แห่งจิต–ความไม่ฟุ้งซ่านแห่งจิต] มีในสมัยนั้น สภาวธรรมเหล่านี้ ชื่อว่า กุศล  —ภิกษุ สงัดจากกาม สงัดจากอกุศลธรรมทั้งหลายแล้ว บรรลุปฐมฌานอันเป็นวิบาก เพราะโลกุตตรกุศลฌานอันได้ทำไว้แล้ว ได้เจริญไว้แล้วนั้นแลประกอบด้วยวิตก วิจาร มีปีติและสุขอันเกิดแต่วิเวก เป็นทุกขาปฏิปทาทันทาภิญญา ชนิดสุญญตะ อยู่ ในสมัยใด ฌานมีองค์ ๕ คือ “วิตก–วิจาร–ปีติ–สุข–เอกัคคตาแห่งจิต” มีในสมัยนั้น นี้เรียกว่า “ปฐมฌานวิบาก” ธรรมทั้งหลายที่เหลือ เรียกว่า “ธรรมที่สัมปยุตต์ด้วยฌาน”

 

(๒) “ทุติยฌาน” มีองค์ฌาน ๓ ได้แก่ “ปีติ–สุข–เอกัคคตา” ดังนี้

ภิกษุในศาสนานี้ เจริญโลกุตตรฌาน อันเป็นเครื่องนำออกไปจากโลกให้เข้าสู่นิพพาน เพื่อประหาณทิฏฐิ เพื่อบรรลุปฐมภูมิ บรรลุทุติยฌาน อันเป็นไปในภายใน เป็นธรรมชาติผ่องใส เพราะวิตก วิจารสงบ เป็นธรรมเอกผุดขึ้นแก่ใจ ไม่มีวิตก ไม่มีวิจาร มีแต่ปีติและสุขอันเกิดแต่สมาธิ เป็นทุกขาปฏิปทาทันทาภิญญา อยู่ ในสมัยใด ผัสสะ เจตนา วิตก วิจาร ปีติ เอกัคคตา วิริยินทรีย์ สมาธินทรีย์ ชีวิตินทรีย์ มิจฉาทิฏฐิ มิจฉาสังกัปปะ มิจฉาวายามะ มิจฉาสมาธิ วิริยพละ สมาธิพละ อหิริกพละ อโนตตัปปพละ โลภะ โมหะ อภิชฌา มิจฉาทิฏฐิ อหิริกะ อโนตตัปปะ สมถะ ปัคคาหะ อวิกเขปะ มีในสมัยนั้น สภาวธรรมเหล่านั้น ชื่อว่า กุศล —ภิกษุ บรรลุทุติยฌานอันเป็นวิบาก เพราะโลกุตตรกุศลฌานอันได้ทำไว้แล้ว ได้เจริญไว้แล้วนั้นแล อันเป็นไปในภายใน เป็นธรรมชาติผ่องใส เพราะวิตกวิจารสงบ เป็นธรรมเอกผุดขึ้นแก่ใจ ไม่มีวิตก ไม่มีวิจาร มีแต่ปีติและสุขอันเกิดแต่สมาธิ เป็นทุกขาปฏิปทาทันธาภิญญา ชนิดสุญญตะ อยู่ ในสมัยใด ฌานมีองค์ ๓ คือ “ปีติ–สุข–เอกัคคตาแห่งจิต” มีในสมัยนั้น เรียกว่า “ทุติยฌานวิบาก” ธรรมทั้งหลายที่เหลือ เรียกว่า “ธรรมที่สัมปยุตต์ด้วยฌาน”

 

(๓) “ตติยฌาน” มีองค์ฌาน ๒ ได้แก่ “สุข–เอกัคคตา” ดังนี้

ภิกษุในศาสนานี้ เจริญโลกุตตรฌาน อันเป็นเครื่องนำออกไปจากโลกให้เข้าสู่นิพพาน เพื่อประหาณทิฏฐิ เพื่อบรรลุปฐมภูมิ บรรลุทุติยฌาน บรรลุตติยฌาน อันเป็นไปในภายใน เป็นธรรมชาติผ่องใส เพราะวิตก วิจาร ปีติสงบ  เป็นธรรมเอกผุดขึ้นแก่ใจ ไม่มีวิตก ไม่มีวิจาร ไม่มีปีติ และมีแต่สุขอันเกิดแต่สมาธิ เป็นทุกขาปฏิปทาทันทาภิญญา อยู่ ในสมัยใด ผัสสะ เจตนา วิตก วิจาร ปีติ เอกัคคตา วิริยินทรีย์ สมาธินทรีย์ ชีวิตินทรีย์ มิจฉาทิฏฐิ มิจฉาสังกัปปะ มิจฉาวายามะ มิจฉาสมาธิ วิริยพละ สมาธิพละ อหิริกพละ อโนตตัปปพละ โลภะ โมหะ อภิชฌา มิจฉาทิฏฐิ อหิริกะ อโนตตัปปะ สมถะ ปัคคาหะ อวิกเขปะ มีในสมัยนั้น สภาวธรรมเหล่านั้น ชื่อว่า กุศล —ภิกษุ บรรลุตติยฌานอันเป็นวิบาก เพราะโลกุตตรกุศลฌานอันได้ทำไว้แล้ว ได้เจริญไว้แล้วนั้นแล อันเป็นไปในภายใน เป็นธรรมชาติผ่องใส เพราะวิตกวิจารปีติสงบ เป็นธรรมเอกผุดขึ้นแก่ใจ ไม่มีวิตก ไม่มีวิจาร ไม่มีปีติ และมีแต่สุขอันเกิดแต่สมาธิ เป็นทุกขาปฏิปทาทันธาภิญญา ชนิดสุญญตะ อยู่ ในสมัยใด ฌานมีองค์ ๒ คือ “สุข–เอกัคคตาแห่งจิต” มีในสมัยนั้นเรียกว่า “ตติยฌานวิบาก”  ธรรมทั้งหลายที่เหลือ เรียกว่า “ธรรมที่สัมปยุตต์ด้วยฌาน”

 

(๔) “จตุตถฌาน” มีองค์ฌาน ๒ ได้แก่ “อุเบกขา–เอกัคคตา” ดังนี้

ภิกษุในศาสนานี้ เจริญโลกุตตรฌาน อันเป็นเครื่องนำออกไปจากโลกให้เข้าสู่นิพพาน เพื่อประหาณทิฏฐิ เพื่อบรรลุปฐมภูมิ บรรลุทุติยฌาน บรรลุตติยฌาน บรรลุจตุตถฌาน อันเป็นไปในภายใน เป็นธรรมชาติผ่องใส เพราะวิตก วิจาร ปีติสงบ  เป็นธรรมเอกผุดขึ้นแก่ใจ ไม่มีวิตก ไม่มีวิจาร ไม่มีปีติ ไม่มีสุข และมีแต่อุเบกขาอันเกิดแต่สมาธิ เป็นทุกขาปฏิปทาทันทาภิญญา อยู่ ในสมัยใด ผัสสะ เจตนา วิตก วิจาร ปีติ เอกัคคตา วิริยินทรีย์ สมาธินทรีย์ ชีวิตินทรีย์ มิจฉาทิฏฐิ มิจฉาสังกัปปะ มิจฉาวายามะ มิจฉาสมาธิ วิริยพละ สมาธิพละ อหิริกพละ อโนตตัปปพละ โลภะ โมหะ อภิชฌา มิจฉาทิฏฐิ อหิริกะ อโนตตัปปะ สมถะ ปัคคาหะ อวิกเขปะ มีในสมัยนั้น สภาวธรรมเหล่านั้น ชื่อว่า กุศล —ภิกษุ บรรลุจตุตถฌานอันเป็นวิบาก เพราะโลกุตตรกุศลฌานอันได้ทำไว้แล้ว ได้เจริญไว้แล้วนั้นแล อันเป็นไปในภายใน เป็นธรรมชาติผ่องใส เพราะวิตกวิจารปีติสงบ เป็นธรรมเอกผุดขึ้นแก่ใจ ไม่มีวิตก ไม่มีวิจาร ไม่มีปีติ ไม่มีสุข และมีแต่อุเบกขาอันเกิดแต่สมาธิ เป็นทุกขาปฏิปทาทันธาภิญญา ชนิดสุญญตะ อยู่ ในสมัยใด ฌานมีองค์ ๒ คือ “อุเบกขา–เอกัคคตาแห่งจิต” มีในสมัยนั้นเรียกว่า “จตุตถฌานวิบาก”  ธรรมทั้งหลายที่เหลือ เรียกว่า “ธรรมที่สัมปยุตต์ด้วยฌาน”

 

(๔) “ฌาน ๔–รูปฌาน ๔” —ว่าด้วย “โลกุตตรกิริยาฌาน–จตุกกนัย” โดยใช้ “กรรมฐาน ๔๐” ในข้อ “ปฐวีกสิณ” เป็นอารมณ์แห่งกรรมฐาน กิริยา” คือ เจตนาไม่ก่อวิบาก จึงไม่เป็น “กรรม” เป็นอารมณ์ของพระอรหันต์] ฉะนั้น “โลกุตตรกิริยาฌาน–จตุกกนัย” จัดอยู่ในระดับจิตขั้น        “รูปาวจรกิริยาจิต ๕” ดังรายละเอียดต่อไปนี้

 

(๑) “ปฐมฌาน” มีองค์ฌาน ๕ ได้แก่ “วิตก–วิจาร–ปีติ–สุข–เอกัคคตา” ดังนี้

ภิกษุในศาสนานี้ เจริญรูปาวจรฌาน อันเป็นกิริยา ไม่ใช่กุศล ไม่ใช่อกุศลและไม่ใช่กรรมวิบาก เป็นทิฏฐธัมมสุขวิหาร [การอยู่เป็นสุขในปัจจุบัน] สงัดจากกาม สงัดจากอกุศลธรรมทั้งหลายแล้ว บรรลุปฐมฌานที่มีปฐวีกสิณเป็นอารมณ์ ประกอบด้วยวิตก วิจาร มีปีติและสุขอันเกิดแต่วิเวก อยู่ ในสมัยใด ฌานมีองค์ ๕ คือ “วิตก–วิจาร–ปีติ–สุข–เอกัคคตาแห่งจิต” มีในสมัยนั้น นี้เรียกว่า “ปฐมฌานกริยา” ธรรมทั้งหลายที่เหลือ เรียกว่า “ธรรมที่สัมปยุตต์ด้วยฌาน”

(๒) “ทุติยฌาน” มีองค์ฌาน ๓ ได้แก่ “ปีติ–สุข–เอกัคคตา” ดังนี้

ภิกษุในศาสนานี้ เจริญรูปาวจรฌานอันเป็นกิริยา ไม่ใช่กุศล ไม่ใช่อกุศล และไม่ใช่กรรมวิบาก เป็นทิฏฐธัมมสุขวิหาร [การอยู่เป็นสุขในปัจจุบัน] บรรลุทุติยฌานที่มีปฐวีกสิณเป็นอารมณ์ อันเป็นไปในภายใน เป็นธรรมชาติผ่องใส เพราะวิตก วิจารสงบ เป็นธรรมเอกผุดขึ้นแก่ใจ ไม่มีวิตก ไม่มีวิจาร มีแต่ปีติและสุขอันเกิดแต่สมาธิ อยู่ ในสมัยใด ฌานมีองค์ ๓ คือ “ปีติ–สุข–เอกัคคตาแห่งจิต” มีในสมัยนั้นนี้เรียกว่า “ทุติยฌานกิริยา” ธรรมทั้งหลายที่เหลือ เรียกว่า “ธรรมที่สัมปยุตต์ด้วยฌาน”

 

(๓) “ตติยฌาน” มีองค์ฌาน ๒ ได้แก่ “สุข–เอกัคคตา” ดังนี้

ภิกษุในศาสนานี้ เจริญรูปาวจรฌานอันเป็นกิริยา ไม่ใช่กุศล ไม่ใช่อกุศล และไม่ใช่กรรมวิบาก เป็นทิฏฐธัมมสุขวิหาร [การอยู่เป็นสุขในปัจจุบัน] บรรลุตติยฌาน ที่มีปฐวีกสิณเป็นอารมณ์ อันเป็นไปในภายใน เป็นธรรมชาติผ่องใส เพราะวิตก วิจาร ปีติสงบ เป็นธรรมเอกผุดขึ้นแก่ใจ ไม่มีวิตก ไม่มีวิจาร ไม่มีปีติ และมีแต่สุขอันเกิดแต่สมาธิ อยู่ ในสมัยใด ฌานมีองค์ ๒ คือ “สุข–เอกัคคตาแห่งจิต” มีในสมัยนั้นนี้เรียกว่า “ตติยฌานกิริยา” ธรรมทั้งหลายที่เหลือ เรียกว่า “ธรรมที่สัมปยุตต์ด้วยฌาน”

 

(๔) “จตุตถฌาน” มีองค์ฌาน ๒ ได้แก่ “อุเบกขา–เอกัคคตา” ดังนี้

ภิกษุในศาสนานี้ เจริญรูปาวจรฌานอันเป็นกิริยา ไม่ใช่กุศล ไม่ใช่อกุศล และไม่ใช่กรรมวิบาก เป็นทิฏฐธัมมสุขวิหาร [การอยู่เป็นสุขในปัจจุบัน] บรรลุจตุตถฌาน ที่มีปฐวีกสิณเป็นอารมณ์ อันเป็นไปในภายใน เป็นธรรมชาติผ่องใส เพราะวิตก วิจาร ปีติ สุขสงบ เป็นธรรมเอกผุดขึ้นแก่ใจ ไม่มีวิตก ไม่มีวิจาร ไม่มีปีติ ไม่มีสุข และมีแต่อุเบกขาอันเกิดแต่สมาธิ อยู่ ในสมัยใด ฌานมีองค์ ๒ คือ “อุเบกขา–เอกัคคตาแห่งจิต” มีในสมัยนั้นนี้เรียกว่า “จตุตถฌานกิริยา” ธรรมทั้งหลายที่เหลือ เรียกว่า “ธรรมที่สัมปยุตต์ด้วยฌาน”

 

แต่อย่างไรก็ตาม การจะบรรลุฌานได้นั้น ภาวะจิตต้องตั้งมั่นอยู่ใน “ธรรมสมาธิ ๕” มาก่อน ซึ่งเป็น “จิตตสมาธิ” โดยมีข้อประพฤติปฏิบัติอันเป็นกุศล ที่เรียกว่า “กุศลกรรมบถ ๑๐” [ศีลบริสุทธิ์ นั่นคือ “ศีล ๕” หรือ “สุจริต ๓” อันเกี่ยวกับการกระทำกรรมทั้ง ๓ = กายกรรม–วจีกรรม–มโนกรรม] ซึ่งไม่ใช่ “กุมมัคคะ” [ทางชั่ว] เพราะเป็นทางอัน บัณฑิต [ผู้มีปัญญา–นักปราชญ์–ผู้รู้ คือ ผู้ดำเนินชีวิตด้วยปัญญา วิญญู–ผู้รู้ความ คือ ผู้สามารถรู้เข้าใจคำดีคำร้าย คำหยาบคำไม่หยาบ หรือ วิญญูชน–ผู้รู้ผิดชอบชั่วดี] พึงเกลียด เพราะเป็นทางนำความพินาศมาให้ หรือเป็นทางแห่งอบายทั้งหลายที่บัณฑิต [ผู้เจริญแล้ว] พึงเกลียด และไม่ใช่ “มิจฉาปถะ” [ทางผิด] เพราะไม่ใช่ “ทางแห่งอริยมรรค” ให้พิจารณารายละเอียดย่อยใน “กุศลกรรมบถ ๑๐” เพื่อให้องค์ประกอบสำคัญในข้อธรรมนั้นๆ อันเป็นฐานให้เกิด “ธรรมสมาธิ ๕” ดังรายละเอียดต่อไปนี้

 

“กุศลกรรมบถ ๑๐” หมายถึง ทางแห่งกุศลกรรม ทางทำความดี กรรมดีอันเป็นทางนำไปสู่สุคติ [กฎแห่งกรรมดี] นั่นคือ “กฎแห่งกรรมดี–กุศลกรรม” = “ทำดี–ย่อมได้ดี” และ “ทำชั่ว–ย่อมได้ชั่ว” ให้วิเคราะห์องค์ปัจจัยที่เป็น “เหตุในการละเว้น” ว่าโดยหัวข้อธรรมย่อย ดังนี้

 

ก. “กายกรรม ๓” คือ การกระทำทางกายด้วย “กายสุจริต ๓”  

(๑)  ปาณาติปาตา เวรมณี — เว้นจากปลงชีวิต งดเว้นปาณาติบาต

ปาณาติบาต นั้น มีองค์ ๕ ได้แก่

๑. ปาโณ —สัตว์มีชีวิต

๒. ปาณสญฺญิตา —ตนรู้ว่าสัตว์มีชีวิต

๓. วธกจิตฺตํ —จิตคิดจะฆ่า

๔. อุปกฺกโม —มีความพยายาม [ลงมือทำ]

๕. เตน มรณํ —สัตว์ตายด้วยความพยายามนั้น

 

ปาณาติบาต นั้น มีประโยค ๖ ได้แก่

๑. สาหัตถิกประโยค —ประโยคที่ฆ่าด้วยมือตนเอง

๒. อาณัตติกประโยค —ประโยคที่สั่งให้คนอื่นฆ่า

๓. นิสสัคคิยประโยค —ประโยคที่ฆ่าด้วยอาวุธที่ชัดไป

๔. ถาวรประโยค —ประโยคที่ฆ่าด้วยอุปกรณ์ที่อยู่กับที่

๕. วิชชามยประโยค —ประโยคที่ฆ่าด้วยวิชา

๖. อิทธิมยประโยค —ประโยคที่ฆ่าด้วยฤทธิ์

(๒)อทินฺนาทานา เวรมณี — เว้นจากการขโมย งดเว้นอทินนาทาน

อทินนาทาน นั้น มีองค์ ๕ ได้แก่

๑. ปรปริคฺคหิตํ —ของที่เจ้าของหวงแหน

๒. ปรปริคฺคหิตสญฺญิตา —รู้อยู่ว่า เป็นของที่เจ้าของหวงแหน

๓. เถยฺยจิตฺตํ —จิตคิดลัก

๔. อุปกฺกโม —พยายามลัก

๕. เตน หรณํ —ลักมาได้ด้วยความพยายามนั้น

อทินนาทาน นั้น มี ๕ ประโยค [อำนาจอวหาร เช่น ลัก–ชิงทรัพย์วิ่งราว–ลักต้อน–แย่ง–ลักสับ–ตู่–ฉ้อ–ยักยอก–ตระบัด–ปล้น–หลอกลวง–กดขี่กรรโชก–ลักซ่อน] ได้แก่

๑. เถยยาวหาร —ลักโดยการขโมย

๒. ปสัยหาวหาร —ลักโดยข่มขี่

๓. ปฏิจฉันนาวหาร —ลักซ่อน

๔. ปริกัปปาวหาร —ลักโดยกำหนดของ

๕. กุสาวหาร —ลักโดยสับสลาก

(๓) กาเมสุมิจฺฉาจารา เวรมณี — เว้นจากประพฤติผิดในกาม งดเว้นกาเมสุมิจฉาจาร

อพรหมจรรย์ นั้น มีองค์ ๔ ส่วน กาเมสุมิจฉาจาร นั้น มีสัมภาระ [องค์] ๕ ได้แก่

๑. อชฺฌาจริยวตฺถุ –สิ่งที่พึงล่วงละเมิด —วัตถุอันไม่พึงถึง

๒. เสวนจิตฺตํ –จิตคิดจะเสพ —จิตคิดจะเสพในวัตถุอันไม่พึงถึงนั้น

๓. ปโยคํ สมาปชฺชติ –พยายามเข้าถึง —ความพยายามในการเสพ

๔. สาทิยติ –ยินดี —การหยุดอยู่แห่งการปฏิบัติต่อองค์มรรคด้วยมรรค

๕. การกระทำด้วยมือของตนก็เป็นความพยายามอย่างหนึ่ง

 

ข. “วจีกรรม ๔” คือ การกระทำทางวาจาด้วย “วจีสุจริต ๔”

(๔) มุสาวาทา เวรมณี — เว้นจากพูดเท็จ งดเว้นมุสาวาท

มุสาวาท นั้น มีองค์ ๔ ได้แก่

๑. อตถํ วตฺถุํ —เรื่องไม่แท้

๒. วิสํวาทนจิตฺตํ —จิตคิดจะพูดให้คลาดเคลื่อน

๓. ตชฺโช วายาโม —ความพยายามเกิดจากจิตคิดจะพูดให้คลาดเคลื่อนนั้น

๔. ปรสฺส ตทตฺถวิชานนํ —คนอื่นรู้เรื่องนั้น

(๕) ปิสุณาย วาจาย เวรมณี — เว้นจากพูดส่อเสียด งดเว้นปิสุณาวาจา–พยาปัตติ [คิดปองร้าย]

ปิสุณาวาจา นั้น มีองค์ ๔ ได้แก่

๑. ภินฺทิตพฺโพ ปโร —ผู้อื่นที่พึงให้แตกกัน

๒. เภทปุเรกฺขารตา —มุ่งให้เขาแตกกันว่า คนเหล่านี้จักเป็นผู้ต่างกัน และแยกกันด้วยอุบายอย่างนี้ หรือ ปิยกมฺยตา ประสงค์ให้ตนเป็นที่รักว่า เราจักเป็นที่รัก จักเป็นที่ไว้วางใจ ด้วยอุบายอย่างนี้

๓. ตชฺโช วายาโม —ความพยายามที่เกิดแต่ความมุ่งให้เขาแตกกันนั้น

๔. ตสฺส ตทตฺถวิชานนํ —ผู้นั้นรู้เรื่องนั้น

(๖)  ผรุสาย วาจาย เวรมณี — เว้นจากพูดคำหยาบ งดเว้นผรุสวาจา–อสุโรปะ [ปากร้าย]

ผรุสวาจา นั้น มีองค์ ๓ ได้แก่

๑. อกฺโกสิตพฺโพ ปโร —คนอื่นที่ตนด่า

๒. กุปิตจิตฺตํ —จิตโกรธ

๓. อกฺโกสนา —การด่า

(๗) สมฺผปฺปลาปา เวรมณี — เว้นจากพูดเพ้อเจ้อ งดเว้นสัมผัปปลาปะ–อนัตตมนตา [ความไม่มีใจแช่มชื่น]

สัมผัปปลาปะ นั้น มีองค์ ๒ ได้แก่

๑. นิรตฺถกกถาปุเรกฺขารตา —มุ่งกล่าวถ้อยคำที่ไร้ประโยชน์มีเรื่อง ภารตยุทธ และเรื่องชิงนางสีดา เป็นต้น

๒. ตถารูปีกถากถนํ —กล่าวเรื่องเช่นนั้น ชื่อว่า พูดถูกกาล เพราะพูดตามกาล อธิบายว่า พูดกำหนดเวลาให้เหมาะแก่เรื่องที่จะพูด

 

ค. “มโนกรรม ๓” คือ การกระทำทางใจด้วย “มโนสุจริต ๓”

(๘) อนภิชฺฌา — ความไม่คิดเพ่งเล็งอยากได้ของเขา ละเว้นอภิชฌา–ลุพภิตัตตะ [ความโลภ] –สาราคะ [ราคะกล้า ความกำหนัดย้อมใจ] –สารัชชิตัตตะ [ความกำหนัด]

อภิชฌา นั้น สัมภาระ [องค์] ๒ ได้แก่

๑. ภัณฑะ–สิ่งของ ของผู้อื่น

๒. น้อมภัณฑะนั้นไปเพื่อตน

(๙)  อพฺยาปาท — ความไม่คิดร้ายพยาบาท ละเว้นความประทุษร้าย –วิโรธ [ความโกรธ] – ปฏิวิโรธ [ความแค้น] –จัณฑิกกะ [ความดุร้าย] –อนัตตมนตา [ความไม่มีใจแช่มชื่น]

พยาบาท นั้น มีสัมภาระ [องค์] ๒ ได้แก่

๑. สัตว์อื่น

๒. การคิดเพื่อความพินาศแห่งสัตว์อื่นนั้น

(๑๐)   สมฺมาทิฏฺฐิ — ความเห็นชอบ ถูกต้องตามคลองธรรม ละเว้นความเห็นผิด–มิจฉาทิฏฐิ มิจฉาทิฏฐิ นั้น มีสัมภาระ [องค์] ๒ ได้แก่

๑. ความที่วัตถุผิดจากอาการที่ตนถือเอา แต่ให้พิจารณาสิ่งที่เป็นความจริง “สัจจธรรม–ปรมัตถสัจจะ” แห่งสัมมาทิฏฐิ

๒. การบำเรอวัตถุนั้นโดยความเป็นเหมือนอย่างที่ตนถือเอา แต่ให้พิจารณาถึงสภาพความเป็นจริงด้วยเหตุผลและปัญญาแห่งสัมมาทิฏฐิ อันสหรคตด้วย “โยนิโสมนสิการ”

 

หมายเหตุ: ส่วนปฏิปักษ์ธรรมนั้น คือ “อกุศลกรรมบถ ๑๐” ได้แก่ (๑) ปาณาติบาต (๒) อทินนาทาน (๓) กาเมสุมิจฉาจาร (๔) มิสาวาท (๕) ปิสุณาวาจา (๖) ผรุสาวาจา (๗) สัมผัปปลาปะ (๘) อภิชฌา (๙) พยาบาท (๑๐) มิจฉาทิฏฐิ อย่างไรก็ตาม ถ้าผู้กำลังจะเป็น “สมถนายิก” คือ ผู้เจริญสมถกรรมฐาน นั้น ไม่สามารถสร้างทางแห่งความดีด้วย “กุศลกรรมบถ ๑๐” ได้ โอกาสที่จะได้ “สมถะ–ฌาน” เป็น “ยาน” ไปสู่การเจริญวิปัสสนากัมมัฏฐาน [ญาณ] นั้น คงเป็นไปได้ยากยิ่ง ยกเว้น “วิปัสสนายานิก” หมายถึง ผู้มีวิปัสสนาเป็นยาน คือ ผู้เจริญวิปัสสนาโดยยังไม่ได้ฌานสมาบัติมาก่อน

 

ดังนั้น “กุศลกรรมบถ ๑๐” คือ เส้นทางนำไปสู่ “ธรรมสมาธิ ๕–จิตตสมาธิ” เพราะสามารถดับ “นิวรณ์ ๕–นิวรณูปกิเลส” หรือ “อุปกิเลส ๑๖–จิตตอุปกิเลส”ได้ ซึ่งเกิดจากการประพฤติปฏิบัติตาม “อริยมรรคมีองค์ ๘” ที่ทำให้มาก และมีความสัมพันธ์เชิงความหมายโดยตรงกับนิยาม “องค์ฌาน ๖” ที่อยู่ในอันดับถัดไป ดังนี้

 

“ธรรมสมาธิ ๕”  หมายถึง ธรรมที่ทำให้เกิดความมั่นสนิทในธรรม เกิดความมั่นใจในการปฏิบัติธรรมถูกต้อง กำจัดความข้องใจสงสัยเสียได้ เมื่อเกิด “ธรรมสมาธิ” คือ ความมั่นสนิทในธรรม ก็จะเกิด “จิตตสมาธิ” ตามมา คือ ความตั้งมั่นของจิต ต้องเจริญพร้อม “โพธิปักขิยธรรม ๓๗” ได้แก่

(๑)  “ปราโมทย์” —ความชื่นบานใจ–ร่าเริงสดใส–ปรีดายินดี  [= ภาวะจิตพื้นฐานในฌาน]  

(๒)“ปีติ” —ความอิ่มใจ–ความปลื้มใจ [= องค์ฌาน]

(๓) “ปัสสัทธิ” —ความสงบเย็นกายใจ–ความผ่อนคลายรื่นสบาย [= โพชฌงค์–องค์การตรัสรู้]   

(๔) “สุข” —ความรื่นใจไร้ความข้องขัด [= องค์ฌาน]

(๕) “สมาธิ” —ความสงบจิตตั้งมั่นสนิท–ไม่มีสิ่งรบกวนเร้าระคาย [= องค์ฌาน–โพชฌงค์–องค์การตรัสรู้]

หมายเหตุ: องค์ธรรมย่อยในแต่ละหลักธรรมนั้น ถึงจะเป็นคำเดียวกัน แต่มีความหมายแตกต่างกันในเชิงความละเอียดอ่อนประณีต เช่น ปีติธรรมสมาธิ–ปีติรูปฌาน–ปีติสัมโพชฌงค์ เป็นต้น คำว่า “โพชฌงค์” คือ องค์แห่งการตรัสรู้ และ “สัมโพชฌงค์” คือ องค์แห่งการตรัสรู้แล้ว

 

“องค์ฌาน ๖–ฌานังคะ” หมายถึง องค์ธรรมทั้งหลายที่ประกอบกันเข้าเป็นฌานขั้นหนึ่งๆ หรือ “อารมณ์แห่งกรรมฐาน” ที่เกิดขึ้นขณะมนสิการกรรมฐานหนึ่งๆ ได้แก่

(๑)  “วิตก” —ความตรึก ความตริตรึก ความตรึกอย่างแรง ความดำริ ความที่จิตแนบอยู่ในอารมณ์ ความที่จิตแนบสนิทอยู่ในอารมณ์ การยกจิตขึ้นสู่อารมณ์ การปักจิตลงสู่อารมณ์

(๒)“วิจาร” —ความตรอง ความพิจารณา ความตามพิจารณา ความเข้าไปพิจารณาความที่จิตสืบต่ออารมณ์ ความที่จิตเพ่งดูอารมณ์การพิจารณาอารมณ์ การตามฟั้นอารมณ์

(๓) “ปีติ” —ความอิ่มใจ ความปราโมทย์–ปรีดาปราโมทย์ ความยินดียิ่ง ความบันเทิง ความร่าเริง ความรื่นเริง ความปลื้มใจ ความตื่นเต้น ความที่จิตชื่นชมยินดี ความดื่มด่ำในใจ ซึ่งเอิบอาบไปทั่วสรรพางค์

(๔) “สุข” —ความสบายใจ ความสุขทางใจ ความสุขฉ่ำชื่นทั่วทั้งตัวที่ประณีตอย่างยิ่ง  ความเสวยอารมณ์ที่สบาย เป็นสุขอันเกิดแต่ “เจโตสัมผัส–มโนสัมผัส” [ความกระทบทางใจ = ใจ–ธรรมารมณ์–มโนวิญญาณ] กิริยาที่เสวยอารมณ์ที่สบายเป็นสุขอันเกิดแต่เจโตสัมผัส

(๕) “อุเบกขา” —ความมีจิตเรียบสมดุลเป็นกลาง ความวางจิตเป็นกลางที่ลงตัวสนิท ความสบายทางใจก็ไม่ใช่ ความไม่สบายทางใจก็ไม่ใช่ ความเสวยอารมณ์ที่ไม่ทุกข์ไม่สุขอันเกิดแต่เจโตสัมผัส กิริยาเสวยอารมณ์ที่ไม่ทุกข์ไม่สุข อันเกิดแต่เจโตสัมผัส

(๖)  “เอกัคคตา” —การตั้งอยู่แห่งจิต ความดำรงอยู่แห่งจิต ความมั่นอยู่แห่งจิต ความไม่ส่ายไปแห่งจิต ความไม่ฟุ้งซ่านแห่งจิต ภาวะที่จิตไม่ส่ายไปภาวะที่จิตตั้งเรียบสงบแน่วไม่ฟุ้งซ่านอยู่ในอารมณ์อันเดียว “ความสงบอินทรีย์” คือ “สมาธินทรีย์–สมาธิพละ–สัมมาสมาธิ”

 

ฉะนั้น ในการเข้าถึง “องค์ฌาน–ฌานังคะ” แต่ละองค์นั้น เป็นขั้นตอนที่สำคัญที่สุดในการเจริญสมถภาวนา ต้องสัมผัสด้วยประสบการณ์ ความรู้สึก ที่เป็นอารมณ์แห่งกรรมฐานอย่างแท้จริง โดยเริ่มที่ “วิตก–วิจาร” กำหนดสติรู้ทุกขณะจิต คือ “ลมหายใจเข้า–ลมหายใจออก” [อานาปานสติ] เป็นทั้ง (๑) “เครื่องระลึกของสติ” คือ มีความนึกคิดตรึกตราอยู่ที่ลักษณะลมหายใจ และ (๒) “เครื่องเรียนรู้ของสัมปชัญญะ” คือ มีความนึกคิดพิจารณาประเภทอารมณ์ [มโนวิญญาณ] ที่เกิดขึ้นกับลักษณะลมหายใจเข้าออก [อัสสาสะ–ปัสสาสะ] จนเห็นลมหายใจเป็นภาพนิมิตขึ้นใน “มโนทวาร” [สนามอารมณ์แห่งจิตใจ] ซึ่งต้องเป็นนิมิตไม่เคลื่อนไหวก่อน “อุคคหนิมิต” เช่น มีลักษณะคล้ายปุยเมฆ จนเป็นภาพนิมิตที่เคลื่อนไหวได้ “ปฏิภาคนิมิต” [อาจมี “อาโลกสัญญา” –การกำหนดรู้ภาวะจิตที่เกิดแสงสว่างไสวทั้งวันและคืน] ที่เคลื่อนเข้าออกที่ปลายจมูก ซึ่งในขณะนั้นลมหายใจจะมีลักษณะละเอียดอ่อนประณีตและแผ่วเบา–นุ่มนวล–สงบระงับ จนเกิด “ปราโมทย์” (ข้อ ๑ ในธรรมสมาธิ ๕) คือ ความชื่นบานใจ–ร่าเริงสดใส  พร้อมกับการเกิด “ปีติ” (ข้อ ๒ ในธรรมสมาธิ ๕) ขึ้นกับนิมิตดังกล่าวนั้น ในขั้นตอนเกิด “ปีติ” นี้ จึงเป็นความรู้สึกที่แสดงออกทางอารมณ์แห่งกรรมฐานถึง “ความอิ่มใจ ความดื่มด่ำใจ ซึ่งเอิบอาบไปทั่วสรรพางค์” โดยแยกลักษณะออกเป็น ๕ อย่าง ซึ่งผู้ปฏิบัติธรรมอาจจะประสบในลักษณะใดลักษณะหนึ่ง หรือทั้งหมดได้ ดังนี้

 

“ปีติ” หมายถึง ความอิ่มใจ–ความดื่มด่ำ เพื่อให้ลุถึงอาการปลื้มใจและโสมนัส ปรีดาปราโมทย์   (๑) ให้ปีติดำรงอยู่ด้วยความยินดี คือ “วิตตะ” (๒) กลายเป็นบุคคลผู้มีปีติพุ่งขึ้นสูงแห่งกายและจิต  คือ “อุทคฺคะ” นั่นคือ (๓) ภาวะแห่งผู้ที่มีกายและใจสูงขึ้น คือ “โอทัคคะ” และประการสุดท้าย คือ  (๔) ความเป็นผู้มีใจเป็นของตน คือ “อัตตมนา” [อย่าหลงในปีติจนไม่ก้าวหน้าในองค์ฌานอื่น] ได้แก่

(๑)  “ขุททกาปีติ” —ปีติเล็กน้อย พอขนชูชันน้ำตาไหล  

(๒)      “ขณิกาปีติ” —ปีติชั่วขณะ ทำให้รู้สึกแปลบๆ เป็นขณะๆ ดุจฟ้าแลบ  

(๓) “โอกกันติกาปีติ” —ปีติเป็นระลอก–ปีติเป็นพักๆ ให้รู้สึกซู่ลงมาๆ ในกาย ดุจคลื่นซัดต้องฝั่ง  

(๔) “อุพเพคาปีติ–อุพเพงคาปีติ” —ปีติโลดลอย เป็นอย่างแรงให้รู้สึกใจฟูแสดงอาการหรือทำการบางอย่างโดยมิได้ตั้งใจ เช่น เปล่งอุทาน เป็นต้น หรือให้รู้สึกตัวเบาลอยขึ้นไปในอากาศ

(๕) “ผรณาปีติ” —ปีติซาบซ่าน ให้รู้สึกเย็นซ่านแผ่เอิบอาบไปทั่วสรรพางค์ ปีติที่ประกอบกับสมาธิท่านมุ่งเอาข้อนี้  

 

“นิมิต ๓” หมายถึง เครื่องหมายสำหรับให้จิตกำหนดในการเจริญกรรมฐาน ภาพที่เห็นในใจอันเป็นตัวแทนของสิ่งที่ใช้เป็นอารมณ์กรรมฐาน ได้แก่ 

(๑)  “บริกรรมนิมิต” —นิมิตแห่งบริกรรม–นิมิตตระเตรียม–นิมิตแรกเริ่ม ได้แก่ สิ่งใดก็ตามที่กำหนดเป็นอารมณ์ในการเจริญกรรมฐาน เช่น “ดวงกสิณ” ที่เพ่งดู หรือ “พุทธคุณ” [พุทโธ–พุทโธ–พุทโธ] ที่นึกเป็นอารมณ์ว่าอยู่ในใจเป็นต้น นิมิตนี้เกิดขึ้นได้ในกรรมฐานทั้ง ๔๐

(๒)      “อุคคหนิมิต” —นิมิตที่ใจเรียน–นิมิตติดตา ได้แก่ บริกรรมนิมิตนั้นที่เพ่ง นึกกำหนดจนเห็นแม่นในใจนั่นเป็น “ภาพติดตา” ที่เกิดขึ้นในมโนทวารจริงๆ [ภาพแห่งความนึกคิด] เช่น  “ดวงกสิณ” ที่เพ่งจนติดตา หลับตามองเห็น เป็นต้น ได้ในกรรมฐานทั้ง ๔๐

(๓) “ปฏิภาคนิมิต” —นิมิตเสมือน–นิมิตเทียบเคียง ได้แก่ นิมิตที่เป็นภาพเหมือนของอุคคหนิมิตนั้น แต่เป็นสิ่งที่เกิดจากสัญญา เป็นเพียงอาการปรากฏแก่ผู้ได้สมาธิ จึงบริสุทธิ์จนปราศจากสี เป็นต้น และไม่มีมลทินใดๆ ทั้งสามารถนึกขยายหรือย่อส่วนได้ตามปรารถนา นิมิตนี้เกิดขึ้นได้เฉพาะในกรรมฐาน ๒๒ คือ กสิณ ๑๐ อสุภะ ๑๐ กายคตาสติ ๑ และ อานาปานสติ ๑ เมื่อเกิด “ปฏิภาคนิมิต” ขึ้น จิตย่อมตั้งมั่นเป็น “อุปจารสมาธิ”  จึงชื่อว่า “ปฏิภาคนิมิต” เกิดพร้อมกับ “อุปจารสมาธิ”  เมื่อเสพ “ปฏิภาคนิมิต” นั้นสม่ำเสมอด้วย “อุปจารสมาธิ” ก็จะสำเร็จเป็น “อัปปนาสมาธิ” ต่อไป “ปฏิภาคนิมิต” จึงชื่อว่าเป็นอารมณ์แก่ “อุปจารภาวนา” และ “อัปปนาภาวนา”

 

ด้วยเหตุนี้ ผู้ปฏิบัติธรรมจึงต้องมุ่งเอา “ผรณาปีติ” เพราะเป็น “ปีติ” (ข้อ ๓ ในองค์ฌาน ๖) ที่ประกอบอยู่กับ “เอกัคคตา” ใน (๑) “ปฐมฌาน” มีองค์ฌาน ๕ ได้แก่ “วิตก–วิจาร–ปีติ–สุข–เอกัคคตา” และ (๒) “ทุติยฌาน” มีองค์ฌาน ๓ ได้แก่ “ปีติ–สุข–เอกัคคตา” ก่อนที่จะคืบหน้าไปสู่ (๓) “ตติยฌาน” มีองค์ฌาน ๒ ได้แก่ “สุข–เอกัคคตา” กับ (๔) “จตุตถฌาน” มีองค์ฌาน ๒ ได้แก่ “อุเบกขา–เอกัคคตา” แต่ในขณะเกิด “ผรณาปีติ” นั้น ทำให้เกิด “ปัสสัทธิ” (ข้อ ๓ ในธรรมสมาธิ ๕) คือ “ความสงบเย็นกายใจ–จิตและกองเจตสิก–ความผ่อนคลายรื่นสบาย” ที่ส่งผลให้ฝ่ายร่างกายสงบเย็นไปด้วย จนกลายเป็น “สุข” (ข้อ ๔ ในธรรมสมาธิ ๕) ด้วย  คือ ความรื่นใจไร้ความข้องขัด  และ “สุข”  (ข้อ ๔ ในองค์ฌาน ๖)  คือ ความสบายกายและใจ  ความสุข      ฉ่ำชื่นทั่วทั้งตัว  ที่ประณีตอย่างยิ่ง จากนั้นก็ เกิด “สมาธิ” (ข้อ ๕ ในธรรมสมาธิ ๕) คือ ความสงบอยู่ตัวมั่นสนิทของจิตใจ ไม่มีสิ่งรบกวนเร้าระคาย และเกิด “เอกัคคตา” (ข้อ ๖ ในองค์ฌาน ๖) คือ ภาวะที่จิตตั้งเรียบสงบแน่วไม่ฟุ้งซ่านอยู่ในอารมณ์อันเดียว เมื่อปราศจากสิ่งที่มารบกวนใจ ไม่ฟุ้งซ่าน จากนั้น จิตย่อมแล่นมุ่งสู่ “อุบกขา” (ข้อ ๕ ในองค์ฌาน ๖) คือ ความมีจิตเรียบสมดุลเป็นกลาง ความวางจิตเป็นกลางที่ลงตัวสนิท เพราะมี “สติ” ที่คมชัดและแก่กล้า “อุปัฏฐาน” ในขณะเดียวกันมี “สัมปชัญญะ” [เกิดปัญญาตามที่เป็นจริง] ชักนำให้ก้าวไปสู่ “อธิโมกข์” คือ ความน้อมใจเชื่อ–ศรัทธาแก่กล้า–ความปลงใจ ด้วยจิตผ่องใสแห่งความเลื่อมใสศรัทธาและฉันทะ และ “ปัคคาหะ” คือ ความเพียรที่พอดี–พร้อมด้วยฉันทะที่แก่กล้า “นิกันติ” คือ ความพอใจ–ติดใจ ฉะนั้น ใน “จตุตถฌาน” มีองค์ฌาน ๒ ได้แก่ “อุเบกขา–เอกัคคตา” นั้น ย่อมเกิดอานิสงส์ คือ (๑) “โอภาส” คือ แสงสว่าง [อาโลกสัญญา–จิตสว่างไสวไม่ว่าวันหรือคืน ไม่ว่าหลับตาหรือลืมตาก็ตาม]  กับ (๒) “ญาณ” คือ ความหยั่งรู้ที่คมชัด [โสฬสญาณ–ญาณ ๑๖–วิชชา ๓–ญาณ ๓–อภิญญาธรรม] เพราะเป็นช่วงที่จิตกำลังก้าวสู่ภูมิแห่งวิปัสสนาอันเป็น “ภูมิของโสดาบัน” เป็นต้นไป เพราะจิตปราศจากนิวรณ์ ซึ่งระงับได้ชั่วคราวด้วย “จตุตถฌาน” ในขณะนั้นๆ ที่เรียกว่า “วิกขัมภนนิโรธ”–ดับด้วยข่มไว้ (ข้อ ๑ ในนิโรธ ๕) คือ การดับกิเลสของผู้ผู้บำเพ็ญฌานถึง “ปฐมฌาน” [ทุติยฌาน–ตติยฌาน–จตุตถฌาน] ขึ้นไป ย่อมข่มระงับนิวรณ์ไว้ได้ ตลอดเวลาที่อยู่ในฌานนั้น ตั้งแต่เกิด “ภูมิแห่งโสดาบัน” [สกทาคามี–อนาคามี–อรหันต์]  ขึ้นไปนั้น เป็นการก้าวสู่ “ภูมิแห่งวิปัสสนากัมมัฏฐาน” และ “สมาธิในฌาน” [เอกัคคตาแห่งสมาธิ] ขณะนั้น ก็จะเป็น “สมาธิในวิปัสสนา–ตัววิปัสสนา” [สมาธิ–อุเบกขา] ต่อไป

 

นอกจากนี้ ยังควรแยกแยะ “มิติความสัมพันธ์” ระหว่าง “ฌาน ๔–จตุกกนัย” และ “ธรรมสมาธิ ๕” ซึ่งเป็นฝ่ายสมถภาวนา โดยเปรียบเทียบกับ “วิปัสสนูปกิเลส ๑๐” ซึ่งเป็นฝ่ายวิปัสสนาภาวนา เพื่อให้เห็นความแตกต่างอย่างชัดเจน เพราะในบางครั้งจะไม่มีเขตแดนกั้นกันอย่างชัดเจนเช่นกัน เพราะเป็นธรรมที่เกิดคู่กันที่คล้องตามกัน คือ “ปัสสัทธิยุคฬาทิ” ดังเช่น “สติ” กับ “สัมปชัญญะ” เรียกว่า “สติสัมปชัญญะ” หรือ “หิริ” กับ “โอตตัปปะ” เรียกว่า “หิริโอตตัปปะ” โลกบาลธรรม ๒–ธรรมเป็นโลกบาล–ธรรมคุ้มครองโลก” คือ ปกครองควบคุมใจมนุษย์ไว้ให้อยู่ในความดี มิให้ละเมิดศีลธรรม และให้อยู่กันด้วยความเรียบร้อยสงบสุข ไม่เดือดร้อนสับสนวุ่นวาย ได้แก่ (๑) “หิริ” ความละอายบาป–ละอายใจต่อการทำความชั่ว (๒) “โอตตัปปะ” ความกลัวบาป–เกรงกลัวต่อความชั่วและผลของกรรมชั่ว] เป็นต้น ในขณะเดียวกันนั้น ก็ให้พิจารณาถึง “โพชฌงค์ ๗” (ข้อ ๖ ในโพธิปักขิยธรรม ๓๗) หมายถึง “องค์แห่งการตรัสรู้” อันเป็นฝ่าย “อำนาจแห่งฌานสมาธิ” [สัมมาวายามะ–สัมมาสติ–สัมมาสมาธิ] ที่จะเกิดขึ้นในช่วงขณะ “ฌานจิต” [สมาธิ] ที่จะก้าวไปสู่ “ญาณจิต” [วิปัสสนาญาณ] ซึ่งมีรายละเอียดแสดงให้เห็นบทบาทสำคัญของ “โพธิปักขิยธรรม ๓๗” ที่เป็นปัจจัยร่วมกับ “ฌาน ๔–รูปฌาน ๔” [นั่นคือ “อุเบกขาเวทนา” = ฉฬังคุเบกขา คือ อุเบกขามี ๖ องค์ ที่วางเฉยต่อ “อินทรีย์ ๖”] และรวมทั้ง “อัปปมัญญา ๔” [อุเบกขาพรหมวิหาร] = อุเปกขาสัมโพชฌงค์ ดังนี้

 

หมายเหตุ: คำว่า “ฌาน ๒” คือ การเพ่งพินิจด้วยจิตที่เป็นสมาธิสนิทแน่วแน่ ได้แก่ (๑) “อารัมมณูปนิชฌาน” คือ การเพ่งอารมณ์แห่งปัสสัทธิที่เป็นเอกัคคตาแห่งสมาธิ ได้แก่ “ฌานสมาบัติ ๘” คือ “รูปฌาน ๔–และอรูปฌาน ๔ = สมาบัติ ๘” อันเป็นฝ่าย “สมถกรรมฐาน” คือ “ฌานวิโมกข์” กับ (๒) “ลักขณูปนิชฌาน” คือ การเพ่งลักษณะแห่งความหลุดพ้นโดยไตรลักษณ์ ได้แก่ “วิปัสสนา–มรรค–และ–ผล” อันเป็นฝ่าย “วิปัสสนากัมมัฏฐาน” คือ “ญาณวิโมกข์” โดยแสดงนัยดังนี้ (๑) “วิปัสสนา” โดยตามพินิจพิจารณาสังขารโดยไตรลักษณ์ (๒) “มรรค” โดยยังกิจแห่งวิปัสสนานั้นให้สำเร็จ และ (๓) “ผล” โดยเพ่งนิพพานอันมีลักษณะเป็น “สุญญตะ–อนิมิตตะ–และ–อัปปณิหิตะ” หรือ โดยเห็นลักษณะไตรลักษณ์อันเป็นสัจจภาวะของนิพพาน นอกจากนี้ ให้เข้าใจถึง คำศัพท์เฉพาะที่เกิดขึ้น คือ (๑) “มัคคังคะ” คือ องค์แห่งมรรคใน “อริยมรรคมีองค์ ๘” (๒) “ฌานังคะ” คือ องค์แห่งฌานใน “รูปฌาน ๔” และ (๓) “โพชฌงค์” คือ องค์แห่งความตรัสรู้ใน “โพชฌงค์ ๗” กับ “สัมโพชฌงค์” คือ องค์แห่งผู้ตรัสรู้แล้วในโพชฌงค์ ๗

 

“โพชฌงค์ ๗” หมายถึง ธรรมที่เป็นองค์แห่งการตรัสรู้ นั่นคือ ในฐานะที่เป็นผู้ไม่ประมาท (๑) “อัปปมาทะ” ย่อมเจริญอริยมรรคประกอบด้วยองค์ ๘ และธรรมทั้ง ๗ ในโพชฌงค์ ได้แก่ สติสัมโพชฌงค์–ธัมมวิจยสัมโพชฌงค์–วิริยสัมโพชฌงค์–ปีติสัมโพชฌงค์–ปัสสัทธิสัมโพชฌงค์–สมาธิสัมโพชฌงค์–อุเบกขาสัมโพชฌงค์ เพื่อรู้ยิ่ง เพื่อกำหนดรู้ อันมี (๒) “โยนิโสมนสิการ” คือ มนสิการโดยแยบคาย–ปัญญา และ (๓) “กัลยาณมิตตตา” เป็นเบื้องต้น เพื่อความสิ้นไปแห่งกิเลสทั้งหลายหรือสงบระงับกิเลสสังโยชน์ทั้งหลาย [สังโยชน์ ๑๐] อันอาศัยวิเวก–อาศัยวิราคะ–อาศัยนิโรธ–น้อมไปในการสละ ย่อมถึงความเป็นใหญ่ไพบูลย์ในธรรมทั้งหลาย จึงเป็น “ผู้น้อมไปสู่นิพพาน–โน้มไปสู่นิพพาน โอนไปสู่นิพพาน” ย่อมยัง “วิชชา” [วิปัสสนาญาณ–วิชชา ๓–อภิญญา ๖] และ “วิมุตติ” [เจโตวิมุตติ–ปัญญาวิมุตติ] ให้บริบูรณ์ยิ่ง [อรหัตผลในปัจจุบัน] และการเจริญ “อุเบกขาสัมโพชฌงค์” อันสหรคตด้วย “เมตตา” [กรุณา–มุทิตา–อุเบกขา] ย่อมบรรลุถึง “เมตตาเจโตวิมุตติ” [กรุณาเจโตวิมุตติ–มุทิตาเจโตวิมุตติ–อุเบกขาเจโตวิมุตติ] ซึ่งเป็นอำนาจแห่งสมาธิ ได้แก่

 

(๑) “สติ” —ความระลึกได้ สำนึกพร้อมอยู่ ใจอยู่กับกิจ จิตอยู่กับเรื่อง [สติปัฏฐาน ๔]

(๒) “ธัมมวิจยะ” —ความเฟ้นธรรม ความสอดส่องสืบค้นธรรม [อิทธิบาท ๔ =ปัญญา]   

(๓) “วิริยะ” —ความเพียรบากบั่นเพื่อทำดีละชั่ว [สัมมัปปธาน ๔–อินทรีย์ ๕–พละ ๕]  

(๔) “ปีติ” —ความอิ่มใจ ความดื่มด่ำในใจ [ธรรมสมาธิ ๕–ฌาน ๔]

(๕) “ปัสสัทธิ” —ความผ่อนคลายสงบเย็นกายใจ [ธรรมสมาธิ ๕–ฌาน ๔]

(๖) “สมาธิ” —จิตตั้งมั่นสงบแน่วแน่ในอารมณ์เดียว ไม่ฟุ้งซ่าน [ธรรมสมาธิ ๕–ฌาน ๔]

(๗) “อุเบกขา” —ความมีใจเป็นกลางเพราะเห็นตามเป็นจริง [อัปปมัญญา ๔–ฌาน ๔]

 

หมายเหตุ: เพื่อให้เข้าใจชัดเจนยิ่งขึ้น ให้พิจารณาเพิ่มเติมใน คำว่า “อุเบกขา” ที่เข้าไปรวมกับหรือสหรคตด้วยข้อธรรมในหมวดอื่นๆ ซึ่งแยกออกเป็น ๑๐ ประการ ดังนี้

(๑) “ฉฬังคุเปกขา” —อุเบกขาในองค์ ๖–อารมณ์ ๖ [อินทรีย์ ๖]

(๒) “พรหมวิหารรุเปกขา” —อุเบกขาในพรหมวิหาร ๔

(๓) “โพชฌังคุเปกขา” —อุเบกขาในโพชฌงค์ ๗

(๔) “วิริยุเปกขา” —อุเบกขาในวิริยะ –สัมมัปปธาน ๔

(๕) “สังขารุเปกขา” —อุเบกขาในสังขาร ๓

(๖) “เวทนุเปกขา” —อุเบกขาในเวทนา ๓

(๗) “วิปัสสนุเปกขา” —อุเบกขาในวิปัสสนา –วิปัสสนาญาณ ๙

(๘) “ตัตรมัชฌัตตุเปกขา” —อุเบกขาในความเป็นกลางในธรรมนั้นๆ –เจตสิก ๕๒

(๙) “ฌานุเปกขา” —อุเบกขาในฌาน ๔

(๑๐) “ปาริสุทธุเปกขา” —อุเบกขาในความบริสุทธิ์–วิสุทธิ ๗  

 

นอกจากนี้ เพื่อให้เข้าใจชัดเจนยิ่งขึ้นใน “โพชฌงค์ ๗” ผู้ปฏิบัติธรรมควรประจักษ์ในข้อประพฤติปฏิบัติที่เกื้อกูลต่อการเจริญฌานสมาธิ เพื่อให้เข้าถึง ธรรมที่เป็นองค์แห่งการตรัสรู้ ดังกล่าวนี้อย่างแท้จริง ดังนี้

 

(๑) สติสัมโพชฌงค์ —องค์ธรรม ๔ ประการ ย่อมเป็นไปเพื่อความเกิดขึ้นแห่งสติสัมโพชฌงค์ กระทำ โยนิโสมนสิการ ในคำว่า “สนฺตํ” ได้แก่ มีอยู่ด้วยสามารถแห่งการได้เฉพาะ คำว่า “อสนฺตํ” ได้แก่ ไม่มีด้วยสามารถแห่งการไม่ได้ ซึ่งอยู่ในคำว่า “ยถา จ อนุปฺปนฺนสฺส” คือ  การพิจารณาเนืองๆ ตามความเป็นจริง “สติ” คือ ธรรมอันเป็นที่ตั้งแห่งสติสัมโพชฌงค์ เมื่อยังมนสิการนั้นเป็นไปให้มาก ในธรรมอันเป็นที่ตั้งแห่งสติสัมโพชฌงค์นั้น สติสัมโพชฌงค์ย่อมเกิดขึ้น ได้แก่

๑. สติสัมปชัญญะ

๒. ความเว้นจากบุคคลผู้หลงลืมสติ

๓. การเสพบุคคลผู้มีสติตั้งมั่น

๔. ความเป็นผู้น้อมจิตไปในสติสัมโพชฌงค์นั้น

(๒) ธัมมวิจยสัมโพชฌงค์ —องค์ธรรม ๗ ประการ ย่อมเป็นไปเพื่อความเกิดขึ้นแห่งธัมมวิจยสัมโพชฌงค์ การทำให้มากซึ่ง โยนิโสมนสิการ ในธรรมทั้งหลาย อันเป็นกุศลและอกุศล อันเป็นโทษและไม่เป็นโทษ อันควรเสพและไม่ควรเสพ อันเลวและประณีต อันเปรียบด้วยธรรมดำและธรรมขาวมีอยู่ ธรรมเหล่านี้เป็นอาหาร เพื่อความเกิดขึ้นแห่ง ธัมมวิจยสัมโพชฌงค์ที่ยังไม่เกิดขึ้น หรือว่า ย่อมเป็นไปพร้อมเพื่อความเจริญงอกงามไพบูลย์ยิ่งขึ้นแห่งธัมมวิจยสัมโพชฌงค์ที่เกิดขึ้นแล้ว ได้แก่

๑. การสอบถาม

๒. การทำวัตถุให้สะอาด

๓. การปรับอินทรีย์ให้เสมอกัน

๔. การเว้นจากบุคคลผู้มีปัญญาทราม

๕. การเสพบุคคลผู้มีปัญญาดี

๖. การพิจารณาดำเนินไปด้วยญาณอันลึกซึ้ง

๗. การน้อมจิตไปในธัมมวิจยสัมโพชฌงค์นั้น

 

(๓) วิริยสัมโพชฌงค์ —องค์ธรรม ๑๑ ประการ ย่อมเป็นไปเพื่อความเกิดขึ้นแห่งวิริยสัมโพชฌงค์ การทำให้มากซึ่ง โยนิโสมนสิการ ในธาตุเหล่านี้ คือ อารัพภธาตุ–ความเพียรที่เริ่มครั้งแรก ๑ นิกกมธาตุ–ความเพียรที่มีกำลังมากกว่าอารัพภธาตุนั้น เพราะขจัดความเกียจคร้านได้แล้ว ๑ ปรักกมธาตุ–ความเพียรที่มีกำลังกว่าแม้นิกกมธาตุ ๑ มีอยู่ นี้เป็นอาหาร เพื่อให้วิริยสัมโพชฌงค์ที่ยังไม่เกิดให้เกิดขึ้น หรือว่าย่อมเป็นไปพร้อมเพื่อความเจริญไพบูลย์ยิ่งขึ้นของวิริยสัมโพชฌงค์ที่เกิดขึ้นแล้ว ได้แก่

๑. การพิจารณาภัยในอบาย

๒. ความเป็นผู้เห็นอานิสงส์ของความเพียร

๓. การพิจารณาวิถีเป็นที่ดำเนินไป

๔. การประพฤติเอื้อเฟื้อต่อบิณฑบาต

๕. การพิจารณาความยิ่งใหญ่แห่งความเป็นทายาท

๖. การพิจารณาความยิ่งใหญ่แห่งพระศาสดา

๗. การพิจารณาความยิ่งใหญ่แห่งชาติ

๘. การพิจารณาความยิ่งใหญ่แห่งสพรหมจารี

๙. การเว้นบุคคลผู้เกียจคร้าน

๑๐. การเสวนากับบุคคลผู้มีความเพียรอันเริ่มแล้ว

๑๑. ความน้อมจิตไปในวิริยะนั้น

(๔) ปีติสัมโพชฌงค์ —องค์ธรรม ๑๑ ประการ ย่อมเป็นไปเพื่อความเกิดขึ้นแห่งปีติสัมโพชฌงค์ การทำให้มากซึ่ง โยนิโสมนสิการ ในธรรมทั้งหลายอันเป็นที่ตั้งแห่งปีติสัมโพชฌงค์ มีอยู่ นี้เป็นอาหาร เพื่อให้ปีติสัมโพชฌงค์ที่ยังไม่เกิดให้เกิดขึ้น หรือว่าย่อมเป็นไปเพื่อความเจริญไพบูลย์ยิ่งขึ้นของปีติสัมโพชฌงค์ที่เกิดขึ้นแล้ว “ปีติ” คือ ธรรมเป็นที่ตั้งแห่งปีติสัมโพชฌงค์การทำไว้ในใจเพื่อให้ปีตินั้นเกิดขึ้น นั่นคือ “โยนิโสมนสิการ” ได้แก่

๑. พุทธานุสสติ

๒. ธัมมานุสสติ

๓. สังฆานุสสติ

๔. ลีลานุสสติ

๕. จาคานุสสติ

๖. เทวตานุสสติ

๗. อุปสมานุสสติ

๘. การเว้นบุคคลผู้ [มีจิต] เศร้าหมอง

๙. การคบบุคคลผู้ [มีจิต] ผ่องแผ้ว

๑๐. การพิจารณาพระสูตรอันเป็นที่ตั้งแห่งความเลื่อมใส

๑๑. การน้อมจิตไปในปีตินั้น

 

(๕) ปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ —องค์ธรรม ๗ ประการ ย่อมเป็นไปเพื่อความเกิดขึ้นแห่งปัสสัทธิสัมโพชฌงค์  การทำให้มากซึ่ง โยนิโสมนสิการ ในธรรมเหล่านี้ คือ กายปัสสัทธิ จิตตปัสสัทธิ นี้เป็นอาหาร เพื่อให้ปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ที่ยังไม่เกิดให้เกิดขึ้น หรือว่า ย่อมเป็นไปพร้อม เพื่อความเจริญไพบูลย์ยิ่งขึ้นของปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ที่เกิดขึ้นแล้ว ได้แก่

๑. การเสพโภชนะอันประณีต

๒. การเสพอุตุอันสบาย

๓. การเสพอิริยาบถอันสบาย

๔. การประกอบความเพียรปานกลาง

๕. การเว้นบุคคลผู้มีกายอันกระสับกระส่าย

๖. การเสพบุคคลผู้มีจิตอันสงบ

๗. ความน้อมจิตไปในปัสสัทธินั้น

 

(๖) สมาธิสัมโพชฌงค์ —องค์ธรรม ๑๑ ประการ ย่อมเป็นไปเพื่อความเกิดขึ้นแห่งสมาธิสัมโพชฌงค์ การกระทำให้มากซึ่ง โยนิโสมนสิการ ในนิมิตเหล่านี้ สมถนิมิต [สมถะ–สงบระงับ] อัพยัคคนิมิต [ไม่ฟุ้งซ่าน] นี้เป็นอาหาร เพื่อให้สมาธิสัมโพชฌงค์ที่ยังไม่เกิดขึ้นให้เกิดขึ้น หรือว่าย่อมเป็นไปเพื่อความเจริญไพบูลย์ยิ่งขึ้นของสมาธิสัมโพชฌงค์ที่เกิดขึ้นแล้ว ได้แก่

๑. การทำวัตถุให้สะอาด

๒. การปรับอินทรีย์ให้เสมอกัน

๓. ความเป็นผู้ฉลาดในนิมิต

๔. ความยกจิตในสมัย

๕. ความข่มจิตในสมัย

๖. ความให้จิตร่าเริงในสมัย

๗. ความวางจิตเฉยในสมัย

๘. ความเว้นบุคคลผู้มีจิตไม่ตั้งมั่น

๙. การเสพบุคคลผู้มีจิตตั้งมั่น

๑๐. การพิจารณาฌานวิโมกข์

๑๑. ความน้อมจิตไปในสมาธินั้น

 

(๗) อุเปกขาสัมโพชฌงค์ —องค์ธรรม ๕ ประการ เป็นไปเพื่อความเกิดขึ้นแห่งอุเปกขาสัมโพชฌงค์ มีอยู่ การทำให้มากซึ่ง โยนิโสมนสิการ ในอุเบกขาธรรม นั้น อันเป็นที่ตั้งแห่งอุเปกขาสัมโพชฌงค์นี้เป็นอาหาร เพื่อให้อุเปกขาสัมโพชฌงค์ที่ยังไม่ได้เกิดให้เกิดขึ้น หรือว่าย่อมเป็นไปเพื่อความเจริญไพบูลย์ยิ่งขึ้นแห่งอุเปกขาสัมโพชฌงค์ที่เกิดขึ้นแล้ว ได้แก่

๑. ความวางเฉยในสัตว์

๒. ความวางเฉยในสังขาร

๓. ความเว้นบุคคลผู้ยึดถือสัตว์และสังขาร

๔. ความเสพบุคคลผู้วางเฉยในสัตว์และสังขาร

๕. ความน้อมจิตไปในอุเปกขานั้น

 

อย่างไรก็ตาม คำว่า “ฌาน” จะต้องประกอบด้วยองค์ฌานพื้นฐาน นั่นคือ “สมาธิ–เอกัคคตา–เอกัคคตาแห่งสมาธิ” [สมาธิทำให้สติคมชัดบริสุทธิ์ อุเบกขาทำให้สัมปชัญญะแก่กล้า] ซึ่งเรียกว่า “ฌานจิต–จิตตสมาธิ” อันเป็น “สมาธิในฌาน” [จิตตัววิปัสสนา–สติสัมปชัญญะ–ความรู้ยิ่ง–ญาณทัสสนะ] หรือ “สมาธิในสมถะ” ที่เรียกว่า “อัปปนาสมาธิ” คือ สมาธิในขั้นแน่วแน่อย่างสนิทประณีตในอารมณ์เดียว นั่นคือ “จิตประภัสสร” หมายถึง จิตที่สะอาด–ผุดผ่อง–ผ่องแผ้ว–บริสุทธิ์–ปราศจาก “นิวรณูปกิเลส–จิตตอุปกิเลส” เป็นจิตตามสภาพดั้งเดิม ที่เรียกว่า “มโน–ปฐมวิญญาณ–ภวังคจิต” [เปรียบเทียบกับ “นันทิสัญญา” คือ ความสำคัญกำหนดหมายรู้โดย ความยินดี–ความติดใจเพลิดเพลิน–ความระเริง–ความสนุก–ความชื่นมื่น ขณะเป็นสมาธิ] อย่าลืมว่า มนุษย์สามารถชำระล้างกิเลสหรืออุปกิเลสทั้งหลายออกจากจิตใจของตนได้  คือ “ปริยุฏฐานกิเลส” [กิเลสอย่างกลาง ได้แก่ “นิวรณ์ ๕” คือ สิ่งที่กั้นจิตไม่ให้ก้าวหน้าในคุณธรรม ธรรมที่กั้นจิตไม่ให้บรรลุคุณความดี อกุศลธรรมที่ทำจิตให้เศร้าหมองและทำปัญญาให้อ่อนกำลัง ได้แก่ กามฉันทะ–พยาบาท–ถีนมิทธะ–อุทธัจจกุกกุจจะ–วิจิกิจฉา — “อุปกิเลส ๑๖” คือ ธรรมเครื่องเศร้าหมอง สิ่งที่ทำให้จิตขุ่นมัว รับคุณธรรมได้ยาก ดุจผ้าเปรอะเปื้อนสกปรก ย้อมไม่ได้ดี ได้แก่ อภิชฌาวิสมโลภะ–พยาบาท–โกธะ–อุปนาหะ–มักขะ–ปลาสะ–อิสสา–มัจฉริยะ–มายา–สาเถยยะ–ถัมภะ–สารัมภะ–มานะ–อติมานะ–มทะ–ปมาทะ ดูเพิ่มเติมในบทสรุป] ด้วยการเจริญ “ฌานสมาบัติ” โดยเฉพาะ “ฌาน ๔–รูปฌาน ๔” ซึ่งจะกลายเป็นบาทฐานสำคัญในวิปัสสนาต่อไป เพราะฉะนั้น ในการฝึกฝนจิตใจให้เป็น “สมาธิในฌาน–เอกัคคตา” นั้น ต้องทำอย่างสืบเนื่องอยู่เนืองๆ เป็นประจำอยู่เป็นนิตย์ ให้เกิดความชำนาญ ความเชี่ยวชาญในการเข้าออกฌานหรือการควบคุมฌานได้ตามเจตนาของตน ที่เรียกว่า “วสี ๕” โดยเฉพาะในขั้นปฐมฌาน [ฌานที่ ๑] ก่อนก้าวไปสู่ฌานขั้นละเอียดประณีตที่สูงขึ้นต่อไป (ดู “วสี ๕” ในภาคผนวก–วิธีเจริญกรรมฐาน ๔๐) ดังนี้

 

“วสี ๕” หมายถึง ความชำนาญ ความคล่องแคล่ว ได้แก่

(๑)  “อาวัชชนวสี” —ความชำนาญคล่องแคล่วในการนึก ตรวจองค์ฌานที่ตนได้ออกมาแล้ว นั่นคือ พิจารณาเห็นหรือนึกคิดถึงอารมณ์แห่งองค์ฌานที่ผ่านมา

(๒)“สมาปัชชนวสี” —ความชำนาญคล่องแคล่วในการที่เข้าฌานได้รวดเร็วทันที

(๓) “อธิฏฐานวสี” —ความชำนาญคล่องแคล่วในการที่จะรักษาไว้มิให้ฌานจิตต์นั้น         “ตกภวังค์” นั่นคือ การเจริญฌานอย่างสืบเนื่องได้ตลอดเวลาที่ต้องการ

(๔) “วุฏฐานวสี” —ความชำนาญคล่องแคล่วในการจะออกจากฌานเมื่อใดก็ได้ตามต้องการ นั่นคือ กำหนดระยะเวลาของการนั่งสมาธิ

(๕) “ปัจจเวกขณวสี” —ความชำนาญคล่องแคล่วในการพิจารณาทบทวนองค์ฌาน

 

สำหรับผู้ปฏิบัติธรรมที่มีความชำนาญในการเจริญฌาน “ฌาน ๔–รูปฌาน ๔” โดยเริ่มจาก “ปฐมฌาน” ก่อน จนเกิดความชำนาญคล่องแคล่วดีแล้ว จนลุถึง “จตุตถฌาน” แล้วค่อยเจริญ “ฌานสมาบัติ” ในขั้นที่สูงขึ้นไปได้อีก ที่เรียกว่า “อรูปฌาน ๔” หรือ “อรูป ๔–อารุปป์ ๔” [จัดอยู่ในกรรมฐาน ๔๐] ดังนี้

 

“อรูปฌาน ๔” หมายถึง ฌานมีอรูปธรรมเป็นอารมณ์แห่งกรรมฐาน ฌานที่เป็นอรูปาวจร นั่นคือ “อรูปฌาน” ภพของสัตว์ผู้เข้าถึง “อรูปฌาน” คือ ภพของอรูปพรหม ได้แก่

(๑)  “อากาสานัญจายตนะ” —ฌานอันกำหนดอากาศคือช่องว่างหาที่สุดมิได้เป็นอารมณ์แห่งกรรมฐาน หรือภพของผู้เข้าถึงฌานนี้ หรือ จิตและเจตสิกของผู้เข้าอากาสานัญจายตนฌาน หรือของผู้อุปบัติในอากาสานัญจายตนภูมิ หรือของพระอรหันต์ผู้อยู่เป็นสุขใน ทิฏฐธรรม [สิ่งที่มองเห็น คือ ชาตินี้–ทันเห็น] นั่นคือ —“อากาศ” คือ ธรรมชาติอันนับว่าอากาศ ความว่างเปล่า ธรรมชาติอันนับว่าความว่างเปล่า ช่องว่าง ธรรมชาติอันนับว่าช่องว่าง อันมหาภูตรูป ๔ ไม่ถูกต้องแล้ว อันใด นี้เรียกว่า “อากาศ” ภิกษุตั้งจิตไว้ ตั้งจิตไว้ด้วยดี แผ่จิตไปไม่มีที่สุดในอากาศนั้น ด้วยเหตุนั้น จึงเรียกว่า “อากาศไม่มีที่สุด”

(๒)“วิญญาณัญจายตนะ” —ฌานอันกำหนดวิญญาณหาที่สุดมิได้เป็นอารมณ์แห่งกรรมฐาน หรือภพของผู้เข้าถึงฌานนี้ หรือ จิตและเจตสิกของผู้เข้าวิญญาณัญจายตนฌาน หรือของผู้อุปบัติในวิญญาณัญจายตนภูมิ หรือของพระอรหันต์ผู้อยู่เป็นสุขใน ทิฏฐธรรม [สภาวะหรือเรื่องซึ่งเห็นได้ คือ ปัจจุบัน] นั่นคือ  —ภิกษุ พิจารณาอากาศอันวิญญาณถูกต้องแล้วนั้นแล แผ่จิตไปไม่มีที่สุด ด้วยเหตุนั้น จึงเรียกว่า “วิญญาณไม่มีที่สุด”

(๓) “อากิญจัญญายตนะ” —ฌานอันกำหนดภาวะที่ไม่มีอะไรๆ เป็นอารมณ์แห่งกรรมฐาน หรือภพของผู้เข้าถึงฌานนี้ หรือ จิตและเจตสิกของผู้เข้าอากิญจัญญายตนฌาน หรือของผู้อุปบัติในอากิญจัญญายตนภูมิ หรือของพระอรหันต์ผู้อยู่เป็นสุขใน ทิฏฐธรรม นั่นคือ     —ภิกษุพิจารณาเห็นว่า วิญญาณนั้นแลไม่มี ไม่ปรากฏ อันตรธานไป น้อยหนึ่งไม่มี ด้วยเหตุนั้น จึงเรียกว่า “วิญญาณน้อยหนึ่งไม่มี”  

(๔) “เนวสัญญานาสัญญายตนะ” —ฌานอันเข้าถึงภาวะมีสัญญาก็ไม่ใช่ ไม่มีสัญญาก็ไม่ใช่ หรือภพของผู้เข้าถึงฌานนี้ หรือจิตและเจตสิกของผู้เข้าเนวสัญญานาสัญญายตนฌาน หรือของผู้อุปบัติในเนวสัญญานาสัญญายตนภูมิหรือของพระอรหันต์ผู้อยู่เป็นสุขใน ทิฏฐธรรม นั่นคือ  —ภิกษุพิจารณาอากิญจัญญายตนฌานนั้นแล โดยความสงบ เจริญสมาบัติอันมีสังขารเหลืออยู่ ด้วยเหตุนั้น จึงเรียกว่า “มิใช่ผู้มีสัญญาและมิใช่ผู้ไม่มีสัญญา”

 

เมื่อพิจารณา “รูปฌาน ๔” กับ “อรูปฌาน ๔” ด้วยความเข้าใจชัดเจนดีแล้ว ให้พิจารณาถึงผลที่เกิดขึ้นกับผู้ที่จะบรรลุฌานสมาบัติ [สมาบัติ ๘] นี้ เรียกว่า “วิโมกข์ ๘” [ดูเปรียบเทียบกับ “ฌานวิโมกข์” ข้างล่าง] ดังนี้

 

“วิโมกข์ ๘” หมายถึง ความหลุดพ้น ภาวะที่จิตปลอดพ้นจากสิ่งรบกวนและน้อมดิ่งเข้าไปในอารมณ์นั้นๆ อย่างปล่อยตัวหรือปลอดตัวเต็มที่ ซึ่งเป็นไปในขั้นตอนต่างๆ ที่เกิดขึ้นใน “ฌานสมาบัติ–สมาบัติ ๘” ได้แก่

(๑)  วิโมกข์ที่ ๑  —โยคาวจรบุคคล [ผู้บำเพ็ญเพียรภาวนา] ผู้ได้รูปฌานโดยทำบริกรรมในรูปภายใน ย่อมเห็นรูปทั้งหลาย ได้แก่ “รูปฌาน ๔” ของผู้ได้ฌานโดยเจริญกสิณที่กำหนดวัตถุในกายของตน เช่น สีผม

(๒)วิโมกข์ที่ ๒  —โยคาวจรบุคคลผู้ได้รูปฌานโดยทำบริกรรมในรูปภายนอก ย่อมเห็นรูปทั้งหลายในภายนอก ได้แก่ “รูปฌาน ๔” ของผู้ได้ฌานโดยเจริญกสิณกำหนดอารมณ์ภายนอก

(๓) วิโมกข์ที่ ๓ —โยคาวจรบุคคลเป็นผู้น้อมจิตไปว่า “งามแท้” ได้แก่ ฌานของผู้เจริญวรรณกสิณ กำหนดสีที่งาม หรือเจริญอัปปมัญญา

(๔) วิโมกข์ที่ ๔ —โยคาวจรบุคคลก้าวล่วงรูปสัญญาโดยประการทั้งปวง เพราะความดับไปแห่งปฏิฆสัญญา [รูปสัญญา–สัททสัญญา–คันธสัญญา–รสสัญญา–โผฏฐัพพสัญญา]  เพราะไม่มนสิการซึ่งนานัตตสัญญา โยคาวจรบุคคลจึงบรรลุอากาสานัญจายตนฌาน โดยบริกรรมว่า “อากาศไม่มีที่สุด” 

(๕) วิโมกข์ที่ ๕ —โยคาวจรบุคคลก้าวล่วงอากาสานัญจายตนะโดยประการทั้งปวง โยคาวจรบุคคลจึงบรรลุวิญญาณัญจายตนฌาน โดยบริกรรมว่า “วิญญาณไม่มีที่สุด–วิญญาณหาที่สุดมิได้”

(๖)  วิโมกข์ที่ ๖ —โยคาวจรบุคคลเพราะก้าวล่วงวิญญาณัญจายตนะโดยประการทั้งปวง โยคาวจรบุคคลจึงบรรลุอากิญจัญญายตฌาน โดยบริกรรมว่า “วิญญาณน้อยหนึ่งไม่มี–ไม่มีอะไรเลย ”

(๗) วิโมกข์ที่ ๗ —โยคาวจรบุคคลก้าวล่วงอากิญจัญญายตนะโดยประการทั้งปวง โยคาวจรบุคคลจึงบรรลุ เนวสัญญานาสัญญายตนฌาน–เนวสัญญานาสัญญายตนะ

(๘) วิโมกข์ที่ ๘ —โยคาวจรบุคคลก้าวล่วงเสียซึ่งเนวสัญญานาสัญญายตนะโดยประการทั้งปวง โยคาวจรบุคคลจึงบรรลุ สัญญาเวทยิตนิโรธ–นิโรธสมาบัติ อยู่ [สืบเนื่องกันอยู่ ประพฤติเป็นไปอยู่ รักษาอยู่ เป็นไปอยู่ ให้เป็นไปอยู่ เที่ยวไปอยู่ พักอยู่ ด้วยเหตุนั้น จึงเรียกว่า “อยู่”]

 

ดังนั้น การบรรลุวิโมกขธรรมทั้ง ๘ ดังกล่าวข้างต้นนั้น ทำให้สามารถระบุเกณฑ์ความเป็นอริยบุคคลได้ ๗ ระดับ เพื่อเป็นแนวทางการประเมินและวัดผลการปฏิบัติธรรมของตนได้ แต่ให้พิจารณาร่วมกับ “โลกุตตรญาณ” คือ “มัคคญาณ–มรรค ๔” กับ “ผลญาณ–ผล ๔” (ดูในบทที่ ๔) ประกอบกัน เพราะทั้ง “ฌาน–สมถะ–สมาธิ” กับ “ญาณ–วิปัสสนา–ปัญญา” ต้องเกิดขึ้นพร้อมกัน [สหชาตธรรม–ปัสสัทธิยุคฬาทิ] เพราะเป็นธรรมเครื่องขัดเกลากิเลสทั้งคู่ ที่เรียกว่า “สัลเลขตา–สัลเลขธรรม” ให้พิจารณาเกณฑ์ “อริยบุคคล ๗” ดังนี้

 

“อริยบุคคล ๗” หมายถึง บุคคลผู้ประเสริฐ โดยเรียงลำดับจากสูงลงมา ได้แก่

(๑) “อุภโตภาควิมุต” —ผู้หลุดพ้นทั้งสองส่วน คือ ท่านที่ได้สัมผัสวิโมกข์ ๘ ด้วยกาย และสิ้นอาสวะแล้วเพราะเห็นด้วยปัญญา หมายเอาพระอรหันต์ผู้ได้เจโตวิมุตติขั้นอรูปสมาบัติมาก่อนที่จะได้ปัญญาวิมุตติ หรืออีกนัยหนึ่ง คือ พระอรหันต์ผู้บำเพ็ญสมถะมาเป็นอย่างมากจนได้สมาบัติ ๘ แล้ว จึงใช้สมถะนั้นเป็นฐานบำเพ็ญวิปัสสนาต่อไปจนบรรลุอรหัตผล หรือ หลุดพ้นทั้งสองส่วน [และสองวาระ] คือ หลุดพ้นจากรูปกายด้วย “อรูปสมาบัติ” [ซึ่งเป็นวิกขัมภนะ = “วิกขัมภนนิโรธ” ดับด้วยข่มไว้ คือ การดับกิเลสของท่านผู้บำเพ็ญฌาน ถึงปฐมฌาน ย่อมข่มนิวรณ์ไว้ได้ ตลอดเวลาที่อยู่ในฌานนั้น] หนหนึ่งแล้ว จึงหลุดพ้นจากนามกายด้วย “อริยมรรค” [ซึ่งเป็นสมุจเฉท = “สมุจเฉทนิโรธ” ดับด้วยตัดขาด คือ ดับกิเลสเสร็จสิ้นเด็ดขาด ด้วยโลกุตตรมรรค ในขณะแห่งมรรคนั้น ชื่อว่า สมุจเฉทนิโรธ] อีกหนหนึ่ง

(๒) “ปัญญาวิมุต” —ผู้หลุดพ้นด้วยปัญญา คือ ท่านที่มิได้สัมผัสวิโมกข์ ๘ ด้วยกาย แต่สิ้นอาสวะแล้วเพราะเห็นด้วยปัญญา หมายเอาพระอรหันต์ผู้ได้ปัญญาวิมุตติก็สำเร็จเลยทีเดียว  

(๓) “กายสักขี” —ผู้เป็นพยานด้วยนามกาย–ผู้ประจักษ์กับตัว คือ ท่านที่ได้สัมผัสวิโมกข์ ๘ ด้วยกาย และอาสวะบางส่วนก็สิ้นไปเพราะเห็นด้วยปัญญา หมายเอาพระอริยบุคคลผู้บรรลุโสดาปัตติผลแล้วขึ้นไป จนถึงเป็นผู้ปฏิบัติเพื่ออรหัต ที่มีสมาธินทรีย์แก่กล้าในการปฏิบัติ คำว่า “นามกาย” หมายถึง “กองแห่งนามธรรม” คือ เจตสิกทั้งหลาย “นามขันธ์ ๓” ได้แก่ เวทนา–สัญญา–สังขาร = เจตสิก ๕๒ หรือ “นามขันธ์ ๔” ได้แก่ เวทนา–สัญญา–สังขาร–วิญญาณ ส่วน “วิญญาณ” = จิต ๘๙ เปรียบเทียบกับ “รูปกาย” หมายถึง ประชุมแห่งรูปธรรม กายที่เป็นส่วนรูป โดยใจความได้แก่รูปขันธ์หรือร่างกาย

(๔) “ทิฏฐิปปัตตะ” —ผู้บรรลุสัมมาทิฏฐิ คือ ท่านที่เข้าใจอริยสัจจธรรมถูกต้องแล้ว และ     อาสวะบางส่วนก็สิ้นไปเพราะเห็นด้วยปัญญา หมายเอาพระอริยบุคคลผู้บรรลุโสดาปัตติผลแล้วขึ้นไป จนถึงเป็นผู้ปฏิบัติเพื่ออรหัต ที่มีปัญญินทรีย์แก่กล้าในการปฏิบัติ  

(๕) “สัทธาวิมุต” —ผู้หลุดพ้นด้วยศรัทธา คือ ท่านที่เข้าใจอริยสัจจธรรมถูกต้องแล้ว และ   อาสวะบางส่วนก็สิ้นไปเพราะเห็นด้วยปัญญา แต่มีศรัทธาเป็นตัวนำ หมายเอาพระอริยบุคคลผู้บรรลุโสดาปัตติผลแล้วขึ้นไป จนถึงเป็นผู้ปฏิบัติเพื่ออรหัต ที่มีสัทธินทรีย์แก่กล้าในการปฏิบัติ  

(๖) “ธัมมานุสารี” —ผู้แล่นไปตามธรรม–ผู้แล่นตามไปด้วยธรรม คือ ท่านผู้ปฏิบัติเพื่อบรรลุโสดาปัตติผลที่มีปัญญินทรีย์แก่กล้า อบรมอริยมรรคโดยมีปัญญาเป็นตัวนำ ท่านผู้นี้ถ้าบรรลุผลแล้วกลายเป็นทิฏฐิปปัตตะ

(๗) “สัทธานุสารี” —ผู้แล่นไปตามศรัทธา–ผู้แล่นตามไปด้วยศรัทธา คือ ท่านผู้ปฏิบัติเพื่อบรรลุโสดาปัตติผลที่มีสัทธินทรีย์แก่กล้า อบรมอริยมรรคโดยมีศรัทธาเป็นตัวนำ ท่านผู้นี้ถ้าบรรลุผลแล้วกลายเป็นสัทธาวิมุต  

 

นอกจากนี้ ในการเจริญฌานสมาบัติที่จัดเป็นประณีตขั้นสูงสุด คือ “นิโรธสมาบัติ–สัญญาเวทยิตนิโรธ” หมายถึง สมาบัติที่ดับสัญญาแล เวทนา ที่ข่มระงับในขณะนั้นๆไว้ได้อย่างชั่วคราวไม่ยั่งยืนตลอดไป ซึ่งหมายถึง “จิตตสังขาร” คือ สภาพที่ปรุงแต่งใจ ได้แก่ “สัญญา” คือ ความจำได้หมายรู้ และ “เวทนา” คือ การเสวยอารมณ์ หรือ “อนุปุพพวิหารสมาบัติ–อนุบุพพวิหาร ๙” คือ ธรรมเครื่องอยู่ที่ประณีตต่อกันขึ้นไปโดยลำดับ ได้แก่ รูปฌาน ๔–อรูปฌาน ๔–สัญญาเวทยิตนิโรธ ๑ คำว่า “สมาบัติ” หมายถึง ภาวะสงบประณีตซึ่งพึงเข้าถึง เช่น ฌานสมาบัติ–ผลสมาบัติ–อนุปุพพวิหารสมาบัติ เป็นต้น อย่างไรก็ตาม ทั้ง “ฌาน ๔–รูปฌาน ๔” และ “อรูปฌาน ๔” [ฌานสมาบัติ ๘] จัดเป็นฌานประเภท ที่เรียกว่า “อารัมมณูปนิชฌาน” คือ การเพ่งรูปธรรมเป็นอารมณ์แห่งกรรมฐาน ดังนั้น ในการเจริญสมถภาวนานั้น “ผู้ปฏิบัติธรรมจะพัฒนาจิตใจตนเองให้ถึงระดับไหนนั้น ต้องใช้ดุลพินิจหรือวิจารณญาณถึงความเหมาะควรและประโยชน์สูงสุดที่พึงได้รับ” คือ “การดับทุกข์” ซึ่งเป็นการดับกิเลสได้ยั่งยืนหรือเข้าถึงความหลุดพ้นตลอดไปอย่างยั่งยืนถาวรได้จริงหรือไม่

 

ข้อพึงสังเกต คือ ในการปฏิบัติธรรมด้วยการเจริญ “อริยมรรคมีองค์ ๘” นั้น จะเน้นการเจริญรูปฌานเป็นสำคัญ ที่เรียกว่า “ฌาน ๔–รูปฌาน ๔” ซึ่งหมายถึง “อธิจิตต์” ที่ประกอบด้วย “มัคคังคะ ๓” ได้แก่ (๑) สัมมาวายามะ–สัมมัปปธาน ๔ (๒) สัมมาสติ–สติปัฏฐาน ๔ (๓) สัมมาสมาธิ–ฌาน ๔ ตามลำดับ เพื่อใช้ “สมาธิในฌาน” เป็นบาทฐานในการเจริญวิปัสสนา [วิปัสสนาภาวนา–วิปัสสนากัมมัฏฐาน] คือ “สมาธิในวิปัสสนา” ซึ่งหมายถึง “ญาณทัสสนะ” อีกส่วนหนึ่ง นั่นคือ “จิตตัววิปัสสนา” ซึ่งทำให้เกิด “ญาณในวิปัสสนา” ต่อไป เช่น “โสฬสญาณ–ญาณ ๑๖” เป็นต้น คำว่า “ญาณทัสสนะ–ญาณทัศนะ” หมายถึง การเห็น กล่าวคือการหยั่งรู้ ญาณ” คือ ปัญญาแห่งการหยั่งรู้ในวิปัสสนาภูมิ] การเห็นที่เป็นญาณหรือเห็นด้วยญาณ อย่างต่ำสุด หมายถึง “วิปัสสนาญาณ” นอกนั้นในที่หลายแห่งหมายถึง “ทิพพจักขุญาณ” บ้าง “มรรคญาณ” บ้าง และในบางกรณี หมายถึง “ผลญาณ” บ้าง “ปัจจเวกขณญาณ” บ้าง “สัพพัญญุตญาณ” บ้าง ก็มี ทั้งนี้สุดแต่ข้อความแวดล้อมในที่นั้นๆ อย่างไรก็ตาม การเจริญสมถภาวนานั้น ควรเริ่มที่จิตใจมี “ปราโมทย์–ปีติ–ปัสสัทธิ–สุข–สมาธิ” [ธรรมสมาธิ ๕] ที่ทำให้เกิด “นันทิ” ความเพลิดเพลิน หรือเกิด “นันทิสัญญา” คือ ความสำคัญกำหนดหมายรู้โดย ความยินดี–ความติดใจเพลิดเพลิน–ความระเริง–ความสนุก–ความชื่นมื่น ซึ่งจะผสานสัมปยุตต์กับ “โพธิปักขิยธรรม ๓๗” จนเกิด “อธิโมกข์” คือ ศรัทธาแรงกล้าที่ทำให้ใจผ่องใสอย่างยิ่ง ฉะนั้น “ภาวะจิตที่ชื่นบานผ่องใสเป็นสุขยิ่ง” จึงเป็นองค์ประกอบสำคัญในการเจริญสมถภาวนา ที่จิตเป็น “เนกขัมมะ–อพยาบาท–ความสว่างไสวแห่งปัญญา [โยนิโสมนสิการ] –สัมมาสติ [ไม่ฟุ้งซ่าน = อวิกเขปะ] –สัมมาสมาธิ [ไม่มีข้อลังเลสงสัย–“สํสโย” คือ “อวิสาหาร–ย่อมไม่ส่ายไป” และไม่ใช่ “อาสปฺปนา–ความคิดส่ายไป” หรือ “ปริสปฺปนา–ความคิดพร่าไป” หรือ “มโนวเลโข–รอยขีดใจ” คือ ความลังเลใจ] –ปราโมทย์ [ความบันเทิงใจ–ร่าเริงใจ ซึ่งนำไปสู่ปฐมฌานเป็นต้นไป นอกจากนี้ ให้พิจารณา คำศัพท์เพิ่มเติม: (๑) ภาวะแห่งบุคคลผู้ปราโมทย์แล้ว คือ “ปาโมชชะ” (๒) อาการแห่งการบันเทิง คือ  “อาโมทนา” (๓) อาการที่รื่นเริง คือ “ปโมทนา” คำว่า “โมทนา” เพราะรวมธรรมทั้งหลายเข้าด้วยกัน ฉะนั้น “อาโมทนา” และ “ปโมทนา” รวมกัน คือ “ หาสะ”  เพราะร่าเริง  (๔) อาการที่ร่าเริงยินดี คือ “หาสะ” (๕) อาการปลื้มใจและโสมนัส ปีติดำรงอยู่ด้วยความยินดี คือ “วิตตะ” (๖) บุคคลผู้มีปีติพุ่งขึ้นสูงแห่งกายและจิต คือ “อุทคฺคะ” (๗) ภาวะแห่งคนที่มีกายและใจสูงขึ้น คือ “โอทัคคะ” (๘) ความเป็นผู้มีใจเป็นของตน [อินทรีย์แก่กล้า] คือ “อัตตมนา”

 

อย่างไรก็ตาม สำหรับ คำว่า “ฌานวิโมกข์” นั้น ผู้บำเพ็ญเพียรภาวนาควรเข้าใจลำดับการปฏิบัติที่ถูกต้อง ซึ่งเป็นขั้นตอนของการเจริญรูปฌานทั้ง ๔ อันเกี่ยวเนื่องถึง “วิปัสสนา” ในขณะเดียวกัน ดังนี้

 

 

ฉะนั้น คำว่า ธรรมเกิด ย่อมเผา [ราคะ “กำหนัด–ติดใจ–ติดใคร่”  = กามฉันทะ–พยาบาท–ถีนมิทธะ–อุทธัจจะ–วิจิกิจฉา–อวิชชา–อรติ–นิวรณ์–กิเลส] ซึ่ง ฌายีบุคคล [ผู้ประกอบความเพียร] ย่อมรู้กิเลสที่เกิดและที่ถูกเผา เพราะเหตุนั้นจึงเป็น ฌานวิโมกข์ นี้เป็น ฌานวิโมกข์ ซึ่งทำให้บรรลุถึง “รูปฌาน ๔” ในขั้นต้น และ “มัคคญาณ” ตามลำดับ [พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๒ – หน้าที่ 333] นอกจากนี้ ให้พิจารณาร่วมกับการเจริญโสฬสญาณ–ญาณ ๑๖ ในฝ่ายวิปัสสนากรรมฐาน เพราะ “ฌานวิโมกข์” กับ “ญาณวิโมกข์” จะเกิดสัมปยุตต์กันในการเจริญภาวนากรรมฐาน

 

นอกจากนี้ เพื่อให้เกิดความเข้าใจขั้นตอน “วิธีการระงับดับนิวรณธรรม” ทั้งหลาย ซึ่งเกี่ยวข้องกับการเจริญญาณสมาบัติโดยตรง เมื่อดับ “นิวรณธรรม” ได้ ย่อมดับ “จิตตอุปกิเลส ๑๖” [อภิชฌาวิสมโลภะ–พยาบาท–โกธะ–อุปนาหะ–มักขะ–ปลาสะ–อิสสา–มัจฉริยะ–มายา–สาเถยยะ–ถัมภะ–สารัมภะ–มานะ–อติมานะ–มทะ–ปมาทะ] ได้เช่นกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในการเจริญ “ฌาน ๔–รูปฌาน ๔” อันด่านแรกแห่งการเจริญภาวนา ให้พิจารณาถึงคุณธรรมที่ทำหน้าที่ขัดเกลากิเลสดังกล่าว ดังต่อไปนี้

 

“นิวรณ์ ๕–นิวรณูปกิเลส” หมายถึง สิ่งที่กั้นจิตไม่ให้ก้าวหน้าในคุณธรรม ธรรมที่กั้นจิตไม่ให้บรรลุคุณความดี อกุศลธรรมที่ทำจิตให้เศร้าหมองและทำปัญญาให้อ่อนกำลัง ดูวิธีสงบระงับ ดังนี้

 

(๑) กามฉันทะ —ความพอใจในกาม

องค์ธรรม ๖ ประการ ย่อมเป็นไปเพื่อละกามฉันทะ ด้วยกระทำให้มากซึ่ง โยนิโสมนสิการ ในอสุภนิมิตนั้น นี้เป็นอาหารเพื่อให้กามฉันทะที่ยังไม่เกิดขึ้น ไม่ให้เกิดขึ้น หรือว่าเพื่อการละกามฉันทะที่เกิดขึ้นแล้ว ได้แก่

๑. การเรียนอสุภนิมิต

๒. การประกอบเนืองๆ ในอสุภภาวนา

๓. ความเป็นผู้มีทวารอันคุ้มครองแล้วในอินทรีย์ทั้งหลาย

๔. ความเป็นผู้รู้จักประมาณในโภชนะ

๕. ความเป็นผู้มีกัลยาณมิตร

๖. สัปปายกถา [เรื่องสภาวะที่เกื้อหนุนการบำเพ็ญและประคับประคองรักษาสมาธิ]

 

(๒) พยาบาท —ความคิดร้ายขัดเคืองแค้นใจ

องค์ธรรม ๖ ประการ ย่อมเป็นไปเพื่อการละพยาบาท กระทำให้มากซึ่ง โยนิโสมนสิการ ในเมตตาเจโตวิมุตตินั้น นี้เป็นอาหารเพื่อให้พยาบาทที่ยังไม่เกิดไม่ให้เกิดขึ้น หรือว่า เพื่อการละพยาบาทที่เกิดขึ้นแล้ว ได้แก่

๑. การเรียนเมตตานิมิต

๒. การประกอบเนืองๆ ในเมตตาภาวนา

๓. การพิจารณากัมมัสสกตา

๔. การกระทำการใคร่ครวญให้มาก

๕. ความเป็นผู้มีกัลยาณมิตร

๖. สัปปายกถา

 

(๓) ถีนมิทธะ —ความหดหู่และเซื่องซึม

องค์ธรรม ๖ ประการ ย่อมเป็นไปเพื่อการละถีนมิทธะ กระทำให้มากซึ่ง โยนิโสมนสิการ ใน อารัพภธาตุ–ความเพียรที่เริ่มครั้งแรก ๑ นิกกมธาตุ–ความเพียรที่มีกำลังมากกว่าอารัพภธาตุนั้นเพราะขจัดความเกียจคร้านได้แล้ว ๑ ปรักกมธาตุ–ความเพียรที่มีกำลังกว่าแม้นิกกมธาตุ ๑ เหล่านี้ นี้เป็นอาหารเพื่อมิให้ถีนมิทธะที่ยังไม่เกิดขึ้นมิให้เกิดขึ้น หรือว่า เพื่อการละถีนมิทธะที่เกิดขึ้นแล้ว ได้แก่

๑. การถือเอานิมิตในอติโภชนะ [บริโภคมากเกินไป]

๒. การเปลี่ยนอิริยาบถ

๓. มนสิการในอาโลกสัญญา

๔. การอยู่กลางแจ้ง

๕. ความเป็นผู้มีกัลยาณมิตร

๖. สัปปายกถา

 

(๔) อุทธัจจกุกกุจจะ —ความฟุ้งซ่านและร้อนใจ

องค์ธรรม ๖ ประการ ย่อมเป็นไปเพื่อการละอุทธัจจกุกกุจจะ กระทำให้มากซึ่ง โยนิโสมนสิการ ใน อารัพภธาตุ–นิกกมธาตุ–ปรักกมธาตุ ที่มีอยู่เหล่านี้ นี้เป็นอาหารเพื่อมิให้         ถีนมิทธะที่ยังไม่เกิดขึ้นมิให้เกิดขึ้น หรือว่า เพื่อการละถีนมิทธะที่เกิดขึ้นแล้ว ได้แก่

๑. ความเป็นพหูสูต [การสดับตรับฟังมาก]

๒. ปริปุจฉกถา [การสอบถาม]

๓. ความเป็นผู้ชำนาญในพระวินัย

๔. การคบบุคคลผู้เจริญ

๕. ความเป็นผู้มีกัลยาณมิตร

๖. สัปปายกถา

 

(๕) วิจิกิจฉา —ความลังเลสงสัย

องค์ธรรม ๖ ประการ ย่อมเป็นไปเพื่อการละวิจิกิจฉา กระทำให้มากซึ่ง โยนิโสมนสิการ ในธรรมทั้งหลาย อันเป็นกุศลและอกุศล อันเป็นโทษและไม่เป็นโทษ อันควรเสพและไม่ควรเสพ อันเลวและประณีต อันเปรียบด้วยมรรคดำและธรรมขาว ที่มีอยู่ นี้เป็นอาหารเพื่อมิให้วิจิกิจฉาที่ยังไม่เกิดมิให้เกิดขึ้น หรือว่าเพื่อการละวิจิกิจฉาที่เกิดแล้ว ได้แก่

๑. ความเป็นพหูสูต

๒. ความเป็นผู้สอบถาม

๓. ความเป็นผู้ชำนาญในพระวินัย

๔. ความเป็นผู้มากด้วยอธิโมกข์

๕. ความเป็นผู้มีกัลยาณมิตร

๖. สัปปายกถา

 

อย่างไรก็ตาม “ฌานวิโมกข์” หมายถึง “เจโตวิมุตติ” คือ ความหลุดพ้นแห่งจิต ความหลุดพ้นด้วยอำนาจการฝึกจิต ความหลุดพ้นแห่งจิตจากราคะ [ไม่ใช่ “กิเลสานุสัย” –กิเลสอย่างละเอียด] ด้วยกำลังแห่งสมาธิ ที่เรียกว่า “วิกขัมภนนิโรธ” —ดับด้วยข่มไว้ (ข้อ ๑ ในนิโรธ ๕ ดูเพิ่มเติมในบทที่ ๕–นิโรธ ๕) คือ การดับกิเลสของท่านผู้บำเพ็ญฌาน [สมถยานิก] ได้บรรลุถึง ปฐมฌาน–ทุติยฌาน–ตติยฌาน หรือ จตุตถฌาน ตามลำดับ ย่อมข่ม “นิวรณ์” [จิตตอุปกิเลส ๑๖] ไว้ได้ ตลอดเวลาที่อยู่ใน “ฌาน” ขั้นนั้นๆ ซึ่งเรียกอีกอย่างว่า “อัปปมาณาเจโตวิมุตติ–อากิญจัญญาเจโตวิมุตติ–สัญญตาเจโตวิมุตติ–อนิมิตตาเจโตวิมุตติ” พอบำเพ็ญเพียรจนเข้าถึง “มรรค ๔” [มัคคญาณ–โลกุตตรมรรค] ซึ่งเป็นฝ่ายวิปัสสนภาวนานั้น ก็จะเป็นเรื่อง การดับกิเลสอย่างละเอียด “อนุสยกิเลส” ที่เรียกว่า “กิเลสสังโยชน์” [สังโยชน์ ๑๐–อาสวะ ๔] องค์ฌานที่เหลือในขณะนั้น คือ “อุเบกขา–เอกัคคตา” [จตุตถฌาน] ส่วน “เอกัคคตา” ก็หมายถึง “สมาธิในวิปัสสนา–ตัวจิตผู้วิปัสสนา” คือ “ญาณทัสสนะ = การหยั่งรู้ด้วยญาณ” เพราะฉะนั้น “ฌาน ๔ แห่งมรรค ๔” [มัคคญาณ] จึงเป็นอำนาจจิตที่เรียกว่า “สมาธิ ๓” หมายถึง ความตั้งมั่นแห่งจิต [มีความเพียร–มีสัมปชัญญะ–มีสติ]โดยแยกประเภทตามลักษณะการกำหนดพิจารณาไตรลักษณ์ ในข้อที่ให้สำเร็จความหลุดพ้น เอกัคคตา” ในข้อ ๑๑–๑๔ เป็น “สมาธิในฌาน” ส่วน “เอกัคคตา” ในข้อ ๑๕–๑๙ เป็น “สมาธิในวิปัสสนา–ตัววิปัสสนา”] ดังนี้

 

“สมาธิ ๓” หมายถึง ความตั้งมั่นแห่งจิต นั่นคือ “สมาธิในวิปัสสนา–ตัววิปัสสนา” [ญาณทัสสนะ] โดยแยกประเภทตามลักษณะการกำหนดพิจารณาไตรลักษณ์ ข้อที่ให้สำเร็จความหลุดพ้น ได้แก่

(๑)  “สุญญตสมาธิ” —สมาธิอันพิจารณาเห็นความว่าง ได้แก่ วิปัสสนาที่ให้ถึงความหลุดพ้นด้วยกำหนด “อนัตตลักษณะ” ซึ่งทำให้เกิด “อนัตตานุปัสสนายถาภูตญาณ” อันเป็น “ญาณวิโมกข์” ในภูมิแห่งวิปัสสนา และ “ฌานวิโมกข์” ในภูมิแห่งสมถะ

(๒)“อนิมิตตสมาธิ” —สมาธิอันพิจารณาธรรมไม่มีนิมิต ได้แก่ วิปัสสนาที่ให้ถึงความหลุดพ้นด้วยกำหนด “อนิจจลักษณะ” ซึ่งทำให้เกิด “อนิจจานุปัสสนายถาภูตญาณ” อันเป็น “ญาณวิโมกข์” ในภูมิแห่งวิปัสสนา และ “ฌานวิโมกข์” ในภูมิแห่งสมถะ

(๓) “อัปปณิหิตสมาธิ” —สมาธิอันพิจารณาธรรมไม่มีความตั้งปรารถนา ได้แก่ วิปัสสนาที่ให้ถึงความหลุดพ้นด้วยกำหนด “ทุกขลักษณะ” ซึ่งทำให้เกิด “ทุกขานุปัสสนายถาภูตญาณ” อันเป็น “ญาณวิโมกข์” ในภูมิแห่งวิปัสสนา และ “ฌานวิโมกข์” ในภูมิแห่งสมถะ

 

ส่วนในขณะ “วิปัสสนา” นั้น คำว่า “ญาณ” หมายถึง ปรีชาหยั่งรู้–ปรีชากำหนดรู้–ความรู้ที่เกิดขึ้นเพราะการหยั่งรู้ในวิปัสสนาภูมิ เช่น “โสฬสญาณ–ญาณ ๑๖” แต่อย่างไรก็ตาม “ญาณวิโมกข์” ที่เกิดขึ้นใน “มรรค ๔ –มัคคญาณ” นั้น เรียกว่า “วิโมกข์ ๓” หมายถึง ความหลุดพ้น ประเภทของความหลุดพ้น จัดตามลักษณะการเห็นไตรลักษณ์ข้อที่ให้ถึงความหลุดพ้น ซึ่งเป็น “ปัญญาวิมุตติ” หมายถึง ความหลุดพ้นด้วยปัญญา ความหลุดพ้นด้วยอำนาจการเจริญปัญญาความหลุดพ้นแห่งจิตจากอวิชชา ด้วยปัญญาที่รู้เห็นตามเป็นจริง[ให้ดูเปรียบเทียบในบทที่ ๕ ได้แก่ อนุปัสสนา ๗–มหาวิปัสสนา ๑๘ และโสฬสญาณ–ญาณ ๑๖ ใน “อริยมรรค–มรรค ๔”] ส่วน “วิโมกข์ ๘” เป็นเรื่อง “ผลสมาบัติ” ดังบรรยายไว้ข้างต้น ดังนี้

 

“วิโมกข์ ๓” หมายถึง ความหลุดพ้น ประเภทของความหลุดพ้น จัดตามลักษณะการเห็นไตรลักษณ์ข้อที่ให้ถึงความหลุดพ้น ซึ่งเป็นกระบวนการในฝ่ายวิปัสสนากรรมฐาน ได้แก่

(๑)  “สุญญตวิโมกข์” —หลุดพ้นด้วยเห็นความว่างหมดความยึดมั่น [อุปาทิ–อุปาทานขันธ์] ได้แก่ ความหลุดพ้นที่เกิดจากปัญญาพิจารณาเห็นนามรูป โดย “ความเป็นอนัตตา” คือ หลุดพ้นด้วยเห็น “อนัตตตา–อนัตตลักษณะ” แล้วถอนความยึดมั่นเสียได้ นั่นคือ โดยอาศัย “อนัตตานุปัสสนา” ถอน “อัตตาภินิเวส” [ความยึดมั่นในภวทิฏฐิ] นั่นคือ เห็นตามสภาพที่เป็นจริงด้วย “อนัตตานุปัสสนายถาภูตญาณ” อันเป็น “ญาณวิโมกข์”

(๒)“อนิมิตตวิโมกข์” —หลุดพ้นด้วยไม่ถือนิมิต [อารมณ์ ๖ สิ่งที่มากระทบอินทรีย์ ๖ = สิ่งที่ไม่จริง–ภาพมายา–ภาพลวงตา เพราะความไม่รู้จริง “อวิชชา” ปิดบังปัญญา] ได้แก่ ความหลุดพ้นที่เกิดจากปัญญาพิจารณาเห็นนามรูป โดย “ความเป็นอนิจจัง” คือ หลุดพ้นด้วยเห็น “อนิจจตา–อนิจจลักษณะ” แล้วถอนนิมิตเสียได้ นั่นคือ โดยอาศัย “อนิจจานุปัสสนา” ถอน “วิปัลลาสนิมิต” [กิเลสแห่งความคลาดเคลื่อน–มิจฉาทิฏฐิ] นั่นคือ เห็นตามสภาพที่เป็นจริงด้วย “อนิจจานุปัสสนายถาภูตญาณ” อันเป็น “ญาณวิโมกข์”

(๓) “อัปปณิหิตวิโมกข์” —หลุดพ้นด้วยไม่ทำความปรารถนา [ตัณหา ๓–ตัณหา ๖] ได้แก่ ความหลุดพ้นที่เกิดจากปัญญาพิจารณาเห็นนามรูป โดย “ความเป็นทุกข์” คือ หลุดพ้นด้วยเห็น “ทุกขตา–ทุกขลักษณะ” แล้วถอนความปรารถนาเสียได้ โดยอาศัย “ทุกขานุปัสสนา”ถอน “ตัณหาปณิธิ” [ตั้งตนผิดในความทะยานอยาก] นั่นคือ เห็นตามสภาพที่เป็นจริงด้วย “ทุกขานุปัสสนายถาภูตญาณ” อันเป็น “ญาณวิโมกข์”

 

เพราะฉะนั้น ภาวะจิตที่วิวัฒน์พัฒนาทั้งใน “ภูมิแห่งสมถภาวนา” และ “ภูมิแห่งวิปัสสนาภาวนา” นั้น เมื่อก้าวมาถึงความหลุดพ้น จะเกิดขึ้นพร้อมๆ กัน [สหชาตธรรม–ญาณสัมปยุตต์] ไม่ได้แยกกันเป็นคนละฝ่าย คือ “เจโตวิมุตติ” กับ “ปัญญาวิมุตติ” โดย “สมาธิฌาน” ต้องเป็นบาทฐานให้ “วิปัสสนาญาณ” แต่อย่างไรก็ตาม เรื่องความซับซ้อนในทางปฏิบัตินั้น ก็ขึ้นกับ ระดับปัญญาของผู้บำเพ็ญเพียรภาวนาแต่ละคน ที่เรียกว่า “ภูมิรู้–ภูมิธรรม–ภูมิปัญญา” {บุญ [ภาวะหมดจดสวยงาม] –กุศล [ภาวะสะอาดบริสุทธิ์เป็นอิสระ] –วาสนา [อำนาจบุญเก่าจากบุญกุศล] –บารมี [ปฏิปทาอันยิ่ง] ที่สั่งสมมา} ถ้าไม่มีผลานิสงส์ [ผลที่งอกเงยตามมา] ดังกล่าวในชาตินี้นั้น ก็สร้างขึ้นเอาเองก็ได้ [ต้องทำเอง–อย่ากลัวพี่น้อง–อย่ารอคอยวาสนา] เพราะเป็นเรื่อง (๑) “กฎแห่งกรรม” [ทำดีย่อมได้ดี] คือ กรรมที่ทำแล้วต้องมีผล และ ผลต้องมีเหตุ ผลดีเกิดจากกรรมดี–ผลชั่วเกิดจากกรรมชั่ว และ (๒) “กฎแห่งกรรมของสัตว์” [กัมมัสสกตาปัญญา–กัมมัสสกตาญาณ] คือ ความที่สัตว์มีกรรมเป็นของของตน แต่ละคนเป็นเจ้าของ จะต้องรับผิดชอบเสวยวิบากเป็นไปตามกรรมของตน ฉะนั้น ความนึกคิดในเรื่องเช่นนี้ ย่อมไม่ผิดทางแห่งอริยมรรคอย่างแน่นอน แต่คงไม่ใช่ความเชื่อที่ผิดใน (๑) “ลัทธิกรรมเก่า–ปุพเพกตเหตุวาท” (ข้อ ๑ ในลัทธินอกพระพุทธศาสนา ๓ = ติตถายตนะ–ลัทธิเดียรถีย์) คือ พวกที่ถือว่า สิ่งใดก็ตามที่ได้ประสบ จะเป็นสุขก็ตามทุกข์ก็ตาม มิใช่สุขมิใช่ทุกข์ก็ตาม ล้วนเป็นเพราะ “กรรมที่ได้ทำไว้ในปางก่อน” รวมทั้งความเชื่อที่ผิดใน (๒) “ลัทธิพระเป็นเจ้า–อิสสรนิมมานเหตุวาท” คือ พวกที่ถือว่า สิ่งใดก็ตามที่ได้ประสบ จะเป็นสุขก็ตาม ทุกข์ก็ตาม มิใช่สุขมิใช่ทุกข์ก็ตาม ล้วนเป็นเพราะ “การบันดาลของเทพผู้ยิ่งใหญ่” เรียกสั้นๆ ว่า “อิศวรกรณวาท–อิศวรนิรมิตวาท” นั่นเอง [คำว่า “พระเจ้า” หมายถึง “พระพุทธเจ้า” หรือคำนำหน้าชื่อของผู้เป็นกษัตริย์หรือจักรพรรดิ] และ (๓) “ลัทธิเสี่ยงโชค–อเหตุอปัจจัยวาท” คือ พวกที่ถือว่า สิ่งใดก็ตามที่ได้ประสบ จะเป็นสุขก็ตาม ทุกข์ก็ตาม มิใช่สุขมิใช่ทุกข์ก็ตาม “ล้วนหาเหตุหาปัจจัยมิได้” คือ “ถึงคราวก็เป็นไปเอง”  เรียกสั้นๆ ว่า “อเหตุวาท” ฉะนั้น ทั้งสามลัทธินี้ “ไม่ชอบด้วยเหตุผล–ถูกยันเข้า–ย่อมอ้างการถือสืบๆ กันมา” ซึ่งเป็นลัทธิประเภท “อกิริยาทิฏฐิ” [ความเห็นว่าการกระทำไม่มีผล = “ลัทธิงอมืองอเท้า”] หากยึดมั่นถือตามเข้าแล้วย่อมให้เกิดโทษ คือ ไม่เกิดฉันทะ และความพยายาม ที่จะทำการที่ควรทำและเว้นการที่ไม่ควรทำ ยิ่งกว่านั้น ยังสร้างความขัดแย้งเป็นปฏิปักษ์กับแนวคิด “การพิจารณาคิดหาเหตุผลที่ปรมัตถสัจจะ” ที่คล้อยตาม “กฎธรรมชาติ” [Natural Law] ในทางพระพุทธศาสนา เรียกว่า “ปฏิจจสมุปบาท–อิทัปปัจจยตา–ปัจจยาการ–ตถตา” [Conditioned Genesis] หมายถึง ความเป็นอย่างนั้น ความเป็นเช่นนั้น หรือภาวะที่สิ่งทั้งหลายทั้งปวงเป็นของมันอย่างนั้นเอง คือ เป็นไปตามเหตุปัจจัย [มิใช่เป็นไปตามความอ้อนวอนปรารถนา หรือการดลบันดาลของใครๆ] อนึ่ง “ทิฏฐิ” คือ ความเห็นผิด เป็นกิเลสด่านแรกที่ต้องกำจัดด้วย “ฌานจิต–รูปฌาน ๔” เพราะเกี่ยวข้องโดยตรงกับ “นิวรณ์ ๕” และ “อุปกิเลส ๑๖” ซึ่งเป็นธรรมเครื่องเศร้าหมอง ที่พลุ่งขึ้นมาเร้ารุมอยู่ในจิตใจ หรือครอบงำจิตใจ หรือกิเลสที่ประทุษร้ายกลุ้มรุมจิต คือ “ปริยุฏฐาน ๗” [ปริยุฏฐานกิเลส = โอฆะ–โยคะ–สัญโญชน์–นิวรณ์–อุปกิเลส ได้แก่ “กามราคปริยุฏฐาน–ปฏิฆปริยุฏฐาน–มานปริยุฏฐาน–ทิฏฐิปริยุฏฐาน–วิจิกิจฉาปริยุฏฐาน–ภวราคปริยุฏฐาน–อวิชชาปริยุฏฐาน” กิเลสเหล่านี้ คือ “ลังคี” [ลิ่ม] สิ่งที่ตอกปิดกั้นไม่ให้มุ่งหน้าไปเพื่อประโยชน์ ย่อมติดโดยแท้] 

 

นอกจากนี้ เพื่อให้เกิดความเข้าใจเกี่ยวกับสมถภาวนาอย่างละเอียดยิ่งขึ้น ในการเจริญสมถภาวนานั้น จะต้องประกอบด้วย “ธรรมสมาธิ ๕” แล้ว ยังต้องคำนึงถึง “โพธิปักขิยธรรม ๓๗–อภิญญาเทสิตธรรม ๓๗”       [เอกายนมรรค = ทางอันเอก คือ ข้อปฏิบัติอันประเสริฐที่จะนำผู้ปฏิบัติไปสู่ความบริสุทธิ์หมดจด หมดความทุกข์ และ บรรลุนิพพาน – “วิวฏะ” คือ ปราศจากวัฏฏะ ภาวะพ้นวัฏฏะ] หมายถึง ธรรมอันเป็นฝักฝ่ายแห่งความตรัสรู้ คือ เกื้อกูลแก่การตรัสรู้ ซึ่งจัดเป็น “โลกุตตรธรรม ๓๗” [เอกายนมรรค = ทางอันเอก คือ ข้อปฏิบัติอันประเสริฐที่จะนำผู้ปฏิบัติไปสู่ความบริสุทธิ์หมดจด–หมดความทุกข์–บรรลุนิพพาน] หรือ ธรรมที่เกื้อหนุนแก่อริยมรรค ได้แก่ สติปัฏฐาน ๔–สัมมัปปธาน ๔–อิทธิบาท ๔–อินทรีย์ ๕–พละ ๕–โพชฌงค์ ๗–มรรคมีองค์ ๘ ในจำนวน ๓๗ นี้ ถ้านับตัว “สภาวธรรม” [องค์ธรรมย่อย] แท้ๆ   คือ ตัดจำนวนที่ซ้ำออกไป มี ๑๔ คือ สติ–วิริยะ–ฉันทะ–จิตตะ–ปัญญา–สัทธา–สมาธิ–ปีติ–ปัสสัทธิ–อุเบกขา–สัมมาสังกัปปะ–สัมมาวาจา–สัมมากัมมันตะ–สัมมาอาชีวะ ดังนั้น ผู้ปฏิบัติธรรมจะละเว้นข้ามการเจริญโพธิปักขิยธรรม ๓๗ ไปไม่ได้ เพราะเป็นปัจจัยสำคัญที่สนับสนุนการเจริญ “สมาธิภาวนา–สมถภาวนา” ในเบื้องต้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “สติปัฏฐาน ๔” คือ ฐานที่ตั้งแห่งสติ อันเกิดจากการเจริญอนุปัสสนาญาณ คือ “การใช้ปัญญาพิจารณาสภาวธรรมอยู่เนืองๆ–การตามเห็น–มนสิการเนืองๆ” กับ “โพชฌงค์ ๗” คือ องค์ธรรมแห่งการตรัสรู้ อันเป็น “กำลังพลังแห่งสมาธิ” ที่จะกลายเป็น “ฌานวิโมกข์–ญาณวิโมกข์” [ปัญญาแห่งความหลุดพ้นจากกิเลสทั้งหลายและปวงทุกข์] นั่นคือ “สัลเลขธรรม” คือ ธรรมเครื่องขัดเกลากิเลส ที่หมายถึง “ฌาน–วิปัสสนา” นั่นเอง สำหรับ “โพธิปักขิยธรรม ๓๗” ประกอบด้วยหลักธรรม ๗ ประการ ดังนี้

 

(๑) “สติปัฏฐาน ๔” หมายถึง ที่ตั้งของสติ การตั้งสติกำหนดพิจารณาสิ่งทั้งหลายให้รู้เห็นตามความเป็นจริง คือ ตามที่สิ่งนั้นๆ มันเป็นของมัน ซึ่งทำให้ลุถึง “อนัตตานุปัสสนายถาภูตญาณ” [ยถา ปชานํ] นั่นคือ ปัญญาเห็นนามรูปโดยไตรลักษณ์ ในความหมายรวมๆ ฉะนั้น การเจริญธรรม “มหาสติปัฏฐาน ๔” นี้ เป็นด่านแรกแห่งการปฏิบัติธรรม ที่เรียกว่า “อริยมรรค” ได้แก่

(๑)  “กายานุปัสสนาสติปัฏฐาน” —การตั้งสติกำหนดพิจารณากาย ให้รู้เห็นตามเป็นจริงว่า เป็นแต่เพียงกาย ไม่ใช่สัตว์บุคคลตัวตนเราเขา โดยจำแนกวิธีปฏิบัติไว้หลายอย่าง คือ (๑) “อานาปานสติ” กำหนดลักษณะลมหายใจเข้าออก “อัสสาสะ–ปัสสาสะ” ควรใช้เจริญฌานในขั้นแรก (๒) “อิริยาบถ” กำหนดรู้ทันอิริยาบถ (๓) “สัมปชัญญะ” สร้างสัมปชัญญะในการกระทำความเคลื่อนไหวทุกอย่าง (๔) “ปฏิกูลมนสิการ” พิจารณาส่วนประกอบอันไม่สะอาดทั้งหลายที่ประชุมเข้าเป็นร่างกายนี้  (๕) “ธาตุมนสิการ” พิจารณาเห็นร่างกายของตนโดยสักว่าเป็นธาตุแต่ละอย่างๆ และ (๖) “นวสีวถิกา” พิจารณาซากศพในสภาพต่างๆ อันแปลกกันไปใน ๙ ระยะเวลา ให้เห็นคติธรรมดาของร่างกาย ของผู้อื่นเช่นใด ของตนก็จักเป็นเช่นนั้น (ดูเพิ่มเติมในภาคผนวก–กายานุปัสสนาสติปัฏฐาน)

(๒)“เวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน” —การตั้งสติกำหนดพิจารณาเวทนา ให้รู้เห็นตามเป็นจริงว่าเป็นแต่เพียงเวทนา ไม่ใช่สัตว์บุคคลตัวตนเราเขา คือ มีสติอยู่พร้อมด้วยความรู้ชัดเวทนาอันเป็น สุขก็ดี–ทุกข์ก็ดี–เฉยๆ ก็ดี ทั้งที่เป็นสามิส [มีเครื่องล่อ–วัตถุ] และเป็นนิรามิส [เป็นอิสระ] ตามที่เป็นไปอยู่ในขณะนั้นๆ

(๓) “จิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน” —การตั้งสติกำหนดพิจารณาจิต ให้รู้เห็นตามเป็นจริงว่า เป็นแต่เพียงจิต ไม่ใช่สัตว์บุคคลตัวตนเราเขา คือ มีสติอยู่พร้อมด้วยความรู้ชัดจิตของตนที่ มีราคะ–ไม่มีราคะ–มีโทสะ–ไม่มีโทส–มีโมหะ–ไม่มีโมหะ–เศร้าหมองหรือผ่องแผ้ว–ฟุ้งซ่านหรือเป็นสมาธิ เป็นต้น อย่างไรๆ ตามที่เป็นไปอยู่ในขณะนั้นๆ

(๔) “ธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน” —การตั้งสติกำหนดพิจารณาธรรม ให้รู้เห็นตามเป็นจริงว่า เป็นแต่เพียงธรรม ไม่ใช่สัตว์บุคคลตัวตนเราเขา คือ มีสติอยู่พร้อมด้วยความรู้ชัดธรรมทั้งหลาย ได้แก่ นิวรณ์ ๕–ขันธ์ ๕–อายตนะ ๑๒–โพชฌงค์ ๗–อริยสัจจ์ ๔ ว่าคืออะไร เป็นอย่างไร มีในตนหรือไม่ เกิดขึ้น เจริญบริบูรณ์ และดับไปได้อย่างไร เป็นต้น ตามที่เป็นจริงของมันอย่างนั้นๆ

 

(๒) “สัมมัปปธาน ๔–ปธาน ๔” หมายถึง ความเพียร ความเพียรชอบ ความเพียรใหญ่ ได้แก่

(๑)  “สังวรปธาน” —เพียรระวังหรือเพียรปิดกั้น คือ เพียรระวังยับยั้งบาปอกุศลธรรมที่ยังไม่เกิด   มิให้เกิดขึ้น [ให้พิจารณาถึง “อินทรียสังวร” กับ “สติสังวร”]

(๒)“ปหานปธาน” —เพียรละหรือเพียรกำจัด คือ เพียรละบาปอกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้ว  

(๓) “ภาวนาปธาน” — เพียรเจริญ–เพียรก่อให้เกิด คือ เพียรทำกุศลธรรมที่ยังไม่เกิด ให้เกิดมีขึ้น  

(๔) “อนุรักขนาปธาน” —เพียรรักษา คือ เพียรรักษากุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้วให้ตั้งมั่น และให้เจริญยิ่งขึ้นไปจนไพบูลย์ [ให้พิจารณาถึง “อารักขกัมมัฏฐาน” เพื่อความไม่ประมาท]

 

(๓) “อิทธิบาท ๔” หมายถึง คุณเครื่องให้ถึงความสำเร็จ คุณธรรมที่นำไปสู่ความสำเร็จแห่งผลที่มุ่งหมาย ซึ่งต้องเป็นองค์ประกอบภายในตน ที่เรียกว่า “พลังความคิด–ขวัญกำลังใจ–แรงดลบันดาลใจ” [A Power of Thoughts –Morale –Inspiration] ซึ่งจะนำไปสู่ความสำเร็จ ความเป็นเลิศ ความถึงพร้อมสมบูรณ์ในทุกด้าน ได้แก่

(๑)  “ฉันทะ” —ความพอใจ คือ ความต้องการที่จะทำ ใฝ่ใจรักจะทำสิ่งนั้นอยู่เสมอ และปรารถนาจะทำให้ได้ผลดียิ่งๆ ขึ้นไป  = “พอใจ–ศรัทธาเลื่อมใส”

(๒)“วิริยะ” —ความเพียร คือ ขยันหมั่นประกอบสิ่งนั้นด้วยความพยายาม เข้มแข็ง อดทน เอาธุระไม่ท้อถอย = “ขยัน–อดทน–บากบั่น”

(๓) “จิตตะ” —ความคิดมุ่งไป คือ ตั้งจิตรับรู้ในสิ่งที่ทำและทำสิ่งนั้นด้วยความคิด เอาจิตฝักใฝ่ไม่ปล่อยใจให้ฟุ้งซ่านเลื่อนลอยไป อุทิศตัวอุทิศใจให้แก่สิ่งที่ทำ  = “มุ่งมั่น”

(๔) “วิมังสา” —ความไตร่ตรอง–ทดลอง คือ หมั่นใช้ปัญญาพิจารณาใคร่ครวญตรวจตราหาเหตุผล และตรวจสอบข้อยิ่งหย่อนในสิ่งที่ทำนั้น มีการวางแผน วัดผล คิดค้นวิธีแก้ไขปรับปรุง เป็นต้น = “คิด–วิเคราะห์–แยกแยะ–หาผล–ปรับปรุงแก้ไข”

 

วิธีเจริญอิทธิบาท ๔ [โดยย่อ บาทอภิญญาทั้ง ๖ ประการ เจริญให้มากทำให้อายุยืน ซึ่งเป็นขั้นตอนของการกำจัด “นิวรณ์ ๕–นิวรณูปกิเลส” และ “อุปกิเลส ๑๖–จิตตอุปกิเลส” รวมทั้ง “กิเลส ๑๐” ซึ่งเป็น  “ปริยุฏฐานกิเลส” คือ กิเลสอย่างกลาง ที่ต้องกำจัดด้วย “อธิจิตตสิกขา” คือ จิดอันยิ่ง]

(๑)  ไม่ย่อหย่อนเกินไป “อิทธิบาท ๔” ประกอบด้วยความเกียจคร้าน สัมปยุตต์ด้วยความเกียจคร้าน

(๒)ไม่ต้องประคองเกินไป “อิทธิบาท ๔” ประกอบด้วยอุทธัจจะ สัมปยุตต์ด้วยอุทธัจจะ [ฟุ้งซ่าน]

(๓) ไม่หดหู่ในภายใน “อิทธิบาท ๔” ประกอบด้วยถีนมิทธะ สัมปยุตต์ด้วยถีนมิทธะ [ความง่วงเหงาหาวนอน]

(๔) ไม่ฟุ้งซ่านไปภายนอก “อิทธิบาท ๔” พล่านไป ปรารภ “กามคุณ ๕” ในภายนอก ไม่เกิดสมาธิแห่งจิตที่ตั้งมั่นในอารมณ์เดียว คือ “สัมมาสมาธิ”

(๕) มีความสำคัญในเบื้องหลังและเบื้องหน้า  “เบื้องล่างฉันใด–เบื้องบนก็ฉันนั้น” และ “เบื้องบนฉันใด–เบื้องล่างก็ฉันนั้น” เช่น กายคตาสติ [อาการ ๓๒–ปฏิกูลมนสิการ] รวมทั้ง “กลางวันฉันใด–กลางคืนก็ฉันนั้น” และ “กลางคืนฉันใด–กลางวันก็ฉันนั้น” เกิดความรู้แจ้งแทงตลอด   “ปฏิเวธะ” ที่สว่างไสวแห่งจิต คือ อาการรู้แจ้งเห็นจริงด้วยปัญญาชัด

(๖)  จิตใจเปิดเผย ไม่มีอะไรหุ้มห่อ อบรมจิตให้สว่างอยู่ “อาโลกสัญญา–ทิวาสสญฺญา” [ความสำคัญว่าแสงสว่าง ไม่ว่าหลับหรือลืมตาก็เห็นรูปเช่นเดียวกัน คือ เกิดความสว่างไสวไม่ว่าวันหรือคืน] ดังเช่นบุคคลประเภทที่ ๔ “สว่างมา–สว่างไป” คือ สภาวะจิตไม่เกิดปัญญาทึบ หรือความทรามปัญญา แต่ “สะอาด–ผ่องใส–เบิกบาน” คือ เป็นคนที่จิตใจสว่างไสวเกิดปัญญาแท้  

 

(๔) “อินทรีย์ ๕” หมายถึง ธรรมที่เป็นใหญ่ในกิจของตน ซึ่งธรรมที่ตรงกันข้ามแต่ละอย่าง จะเข้าครอบงำไม่ได้ ได้แก่

(๑)  “สัทธา–สัทธินทรีย์” —ความเชื่อ ย่อมระงับปิดกั้นความไร้ศรัทธา–อสัทธา

(๒)“วิริยะ–วิริยินทรีย์” —ความเพียร ย่อมระงับปิดกั้นความเกียจคร้าน–โกสัชชะ

(๓) “สติ–สตินทรีย์” —ความระลึกได้ ย่อมระงับปิดกั้นความประมาท–ปมาทะ

(๔) “สมาธิ–สมาธินทรีย์” —ความตั้งจิตมั่น ย่อมระงับปิดกั้นความฟุ้งซ่าน–อุทธัจจะ

(๕) “ปัญญา–ปัญญินทรีย์” —ความรู้ทั่วชัด ย่อมระงับปิดกั้นความหลงลืมสติ–โมหะ หรือ “อสัมปชัญญะ” คือ ความไม่รู้ไม่เห็น ขัดข้องเพราะ อวิชชา–ความหลง–อกุศลมูล หรือ “มุฏฐสัจจะ” คือ การอยู่อย่างขาดสติ–ไม่มีสติ–ระลึกตามไปไม่ได้–ระลึกย้อนไปก็ไม่ได้–นึกไม่ออก–จำไม่ได้–ฟั่นเฟือน–หลงลืม–หลงเลือน–หลงใหลไป–หลงพร้อม คือ “สมฺโมหวิหาโร” แปลว่า “อยู่ด้วยความหลง” [ตั้งนโมไม่ทัน]

 

(๕) “พละ ๕” หมายถึง ธรรมที่เป็นกำลัง [ขวัญพลังใจ–แรงบันดาล–จิตที่ตั้งมั่น เลื่อมใส ศรัทธา = อธิโมกข์] ให้เกิดความเข้มแข็งมั่นคง ซึ่งธรรมที่ตรงกันข้ามแต่ละอย่าง จะเข้าครอบงำไม่ได้      [ดูปฏิปักษ์ธรรมเช่นเดียวกับ อินทรีย์ ๕] ได้แก่

(๑)  “สัทธา–สัทธาพละ” คือ ความเชื่อ —เลื่อมใส ศรัทธา เชื่อมั่นในอริยมรรค

(๒)“วิริยะ–วิริยพละ” คือ ความเพียร — เพียรชอบในการละชั่วทำดี  

(๓) “สติ–สติพละ” คือ ความระลึกได้  —ไม่หลงลืม เลื่อนลอย

(๔) “สมาธิ–สมาธิพละ” คือ ความตั้งจิตมั่น —ไม่ฟุ้งซ่านสัดส่าย

(๕) “ปัญญา–ปัญญาพละ” คือ ความรู้ทั่วชัด —โยนิโสมนสิการ ฉลาดคิดถูกวิธี

 

(๖) “โพชฌงค์ ๗” หมายถึง ธรรมที่เป็นองค์แห่งการตรัสรู้–องค์ธรรมตรัสรู้ ได้แก่

(๑)  “สติ” —ความระลึกได้ สำนึกพร้อมอยู่ ใจอยู่กับกิจ จิตอยู่กับเรื่อง 

(๒)“ธัมมวิจยะ” —ความเฟ้นธรรม ความสอดส่องสืบค้นธรรม 

(๓) “วิริยะ” —ความเพียรบากบั่นเพื่อทำดีละชั่ว 

(๔) “ปีติ” —ความอิ่มใจ ความดื่มด่ำในใจ

(๕) “ปัสสัทธิ” —ความผ่อนคลายสงบเย็นกายใจ

(๖)  “สมาธิ” —ความมีใจตั้งมั่น จิตสงบแน่วแน่ในอารมณ์เดียว ไม่ฟุ้งซ่าน

(๗) “อุเบกขา” —ความมีใจเป็นกลางเพราะเห็นตามเป็นจริง 

 

หมายเหตุ: เรียกเต็มว่า สติสัมโพชฌงค์ ธัมมวิจยสัมโพชฌงค์ วิริยสัมโพชฌงค์ ปีติสัมโพชฌงค์ ปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ สมาธิสัมโพชฌงค์ อุเปกขาสัมโพชฌงค์ [ดูภาคผนวก–โพชฌังคปริตร ซึ่งอธิบายถึง เมื่อได้ฟังเข้าใจ “โพชฌงค์ ๗” เกิดความปรีดาปราโมทย์–ปีติยินดี–ร่าเริงใจ–เบิกบานใจ ในสภาวะที่จิตเป็น “โพชฌงค์จิต” ย่อมทำให้ร่างกายและจิตใจเป็นปกติสุขหายจากโรคภัยได้เช่นกัน เพราะจิตสะอาดบริสุทธิ์ สิ่งนี้คือ “ธรรมโอสถ”] ผู้ที่สามารถบรรลุถึง “โพชฌงค์ ๗” ได้ ย่อมเกิดอารมณ์แห่ง “รมณีย์” คือ น่าบันเทิงใจ–น่ารื่นรมย์–น่าสนุก และ “ปราโมทย์” คือ ความบันเทิงใจ–ความปลื้มใจ และเกิด “โอภาส” คือ แสงสว่าง–แสงประทีปแห่งปัญญา  และ  “นิกันติ” คือ ความติดใจพอใจ อันเป็นฐานในองค์ธรรมทั้ง ๗ อย่าง มีความสมบูรณ์แห่งธรรมที่เป็นองค์แห่งการตรัสรู้ ภาวะจิตแห่งโพชฌงค์ ๗ นี้ จะต้องประกอบด้วย “ธรรมสมาธิ ๕” ด้วย ได้แก่ “ปราโมทย์–ปีติ–ปัสสัทธิ–สุข–สมาธิ” เพราะเกิดความมั่นใจในแนวทางปฏิบัติธรรมว่าถูกต้องตาม “มัชฌิมาปฏิปทา–อริยมรรคมีองค์ ๘” [อารมณ์พระอรหันต์] ดังนี้

 

“โพชฌงค์ ๗” หมายถึง ธรรมที่เป็นองค์แห่งการตรัสรู้ ได้แก่

(๑)  “สติ” —ความระลึกได้–สำนึกพร้อมอยู่–ใจอยู่กับกิจ–จิตอยู่กับเรื่อง ย่อมทำให้เกิด     “อุปัฏฐาน” คือ สติชัด ประกอบด้วย “สัมปชัญญะ ๔”

(๒)“ธัมมวิจยะ” —ความเฟ้นธรรม–ความสอดส่องสืบค้นธรรม–สามารถจำแนกแจกธรรมได้ ทำให้เกิด “ญาณ” คือ ความรู้ที่คมชัด

(๓) “วิริยะ” —ความเพียรบากบั่นเพื่อทำดีละชั่ว ทำให้เกิด “ปัคคาหะ” คือ ความเพียรที่พอดี ที่ตื่นตัวอยู่เป็นนิตย์ ชำระจิตมิให้มีนิวรณ์ คือ “ชาคริยานุโยค” หรือ หมั่นประกอบกุศลธรรม คือ “กุสลธัมมานุโยค”

(๔) “ปีติ” —ความอิ่มใจ ความดื่มด่ำในใจ ทำให้เกิด “อธิโมกข์” คือ ศรัทธาแรงกล้าที่ทำให้ใจผ่องใสท่วมล้นอย่างยิ่ง

(๕) “ปัสสัทธิ” —ความผ่อนคลายสงบเย็นกายใจ–ความอิ่มใจปลาบปลื้ม ทำให้เกิด “สุข” คือ ความสุขฉ่ำชื่นทั่วทั้งตัวที่ประณีตอย่างยิ่ง

(๖)  “สมาธิ” —ความมีใจตั้งมั่น–จิตสงบแน่วแน่ในอารมณ์เดียว–ไม่ฟุ้งซ่าน ทำให้เกิด “จตุตถฌาน–อัปปนาสมาธิ” คือ สมาธิที่แน่วแน่ หรือ “เอกัคคตา” คือ ความมีอารมณ์เป็นอันเดียวตามระดับขั้นฌานทั้ง ๔ จนเป็นสมาธิในวิปัสสนา

(๗) “อุเบกขา” —ความมีใจเป็นกลางที่ลงตัวสนิทเพราะเห็นตามเป็นจริง ทำให้เกิด   “ตัตรมัชฌัตตตา–ตัตรมัชฌัตตุเปกขา” คือ ความเป็นกลางในอารมณ์นั้นๆ ที่ผ่านเข้ามา ภาวะที่จิตและเจตสิกตั้งอยู่ในความเป็นกลาง

 

ด้วยเหตุนี้ การเจริญโพชฌงค์ ๗ จึงเป็นภาวะที่จิตบริสุทธิ์ที่ปราศจากกิเลสทั้งหลายเข้ามาครอบงำหรือกลุ้มรุมทั้งกายและใจ [วีติกกมกิเลส–ปริยุฏฐานกิเลส–อนุสยกิเลส] มิฉะนั้น จะเป็นองค์ธรรมแห่งการตรัสรู้ไม่ได้เด็ดขาด สิ่งที่เศร้าหมองเป็นอุปสรรค [มาร–ความชรา–โรคภัยไข้เจ็บ ดูภาคผนวก–โพชฌังคปริตร] จะไม่เกิดขึ้นกับร่างกายและจิตใจในภาวะดังกล่าวนี้ เพราะทุกอย่างอยู่ใน “ภาวะที่สะอาดบริสุทธิ์และเบิกบานใจ” [ผู้เบิกบาน] คือ ความบริสุทธิ์จนถึงขั้นที่ว่า “ธาตุดินกลายเป็นพระธาตุ” ได้ ซึ่งต้องถึงพร้อมด้วย “อัปปมัญญาธรรม” ได้แก่ “เมตตา–กรุณา–มุทิตา–อุเบกขา” ฉะนั้น การเจริญโพธิปักขิยธรรม ๓๗ ให้ครบถ้วน [อารมณ์พระอรหันต์] จึงเป็นเรื่องสำคัญ ซึ่งจะเริ่มตั้งแต่ต้นเจริญภาวนา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง อย่ามองข้ามหลักธรรม “สติปัฏฐาน ๔” กับ “มรรคมีองค์ ๘” ซึ่งการเจริญโพธิปักขิยธรรม ๓๗ ต้องอยู่ในอารมณ์กรรมฐานของผู้กำลังบำเพ็ญเพียรภาวนา ก่อนที่จะโยงไปเชื่อมกับ “สมถธรรม” และ “วิปัสสนาธรรม”

 

(๗) “มรรคมีองค์ ๘” หมายถึง “ทางมีองค์แปดประการ อันประเสริฐ” (ดูทบทวนในบทที่ ๒ ขั้นตอนการเจริญอริยมรรคมีองค์ ๘) เปรียบเทียบกับ “จริยา ๘” คือ ความประพฤติ ได้แก่

(๑)  “สัมมาทิฏฐิ” —เห็นชอบ ได้แก่ ความรู้อริยสัจจ์ ๔ หรือ เห็นไตรลักษณ์ หรือ รู้อกุศลและอกุศลมูลกับกุศลและกุศลมูล หรือ เห็นปฏิจจสมุปบาท = ทัสสนจริยา –การเห็นแจ้ง  

(๒)“สัมมาสังกัปปะ” —ดำริชอบ ได้แก่ เนกขัมมสังกัปป์ อพยาบาทสังกัปป์ อวิหิงสาสังกัปป์ =อภิโรปนจริยา –มีกระบวนทัศน์

(๓) “สัมมาวาจา” —เจรจาชอบ ได้แก่ วจีสุจริต ๔= ปริคคหจริยา –สำรวมวาจา

(๔) “สัมมากัมมันตะ” —กระทำชอบ ได้แก่ กายสุจริต  ๓ = สมุฏฐานจริยา –สร้างสรรค์

(๕) “สัมมาอาชีวะ” —เลี้ยงชีพชอบ ได้แก่ ประกอบสัมมาชีพ  = โวทานจริยา –ความบริสุทธิ์

(๖)  “สัมมาวายามะ” —พยายามชอบ ได้แก่ สัมมัปปธาน ๔  = ปัคคหจริยา –หมั่นพากเพียร

(๗) “สัมมาสติ” —ระลึกชอบ ได้แก่ สติปัฏฐาน ๔ = อุปัฏฐานจริยา –สติชัดแก่กล้า

(๘) “สัมมาสมาธิ” —ตั้งจิตมั่นชอบ ได้แก่ ฌาน ๔ = อวิกเขปจริยา –จิตสงบตั้งมั่นสนิท

 

อย่างไรก็ตาม สำหรับ “อริยมรรคมีองค์ ๘” นั้น ถ้าปฏิบัติตามหลักธรรมที่มนสิการอยู่ในองค์มรรคทั้ง ๘ ได้จริง อย่างไรๆ ก็ยังอยู่ใน “เส้นทางแห่งอริยมรรค” ไม่ผิดพลาด คือ สามารถบรรลุถึง “โลกุตตรธรรม ๙” ได้อย่างแน่นอนในอนาคตอันใกล้ เพียงแต่ว่าจะประพฤติปฏิบัติให้ถึงที่สุดได้จริงหรือไม่ เพราะชีวิตมีอุปสรรคมากมาย มาร ๕” อย่าไปล้อเล่นกับมัน ไม่ใช่เพื่อน มันเอาจริง ตายไม่ทันคิดไปมากมายหลายคน] แล้วจะหลีกเลี่ยงมันได้อย่างไรเท่านั้นเอง ให้สังเกตว่า คนที่ล้มเหลวมักมีข้อแก้ตัวในเรื่องภาระอื่นๆ ที่ต้องรับผิดชอบมากมายชอบ ทำให้เรื่องหลักสำคัญกลายเป็นเรื่องรองไป เช่น การให้ความสำคัญกับการเลี้ยงลูกหลาน การให้ความสำคัญกับ “เรื่องปากท้อง” [คิดแบบมีกิเลสตัณหาเครื่องผูกรัด = อยู่กับมายาชีวิต] นั้น สำคัญกว่า “การไปเจริญปฏิบัติธรรม” [คิดแบบดับกิเลสปล่อยวางเป็นอิสระ = อยู่กับความอริยสัจจธรรม–ความจริงแห่งชีวิต] ซึ่งน่าจะเป็นความบกพร่องหรือความผิดพลาดเรื่องการให้ “คุณค่า” หรือ “ตรรกะ” ในเรื่องแบบนี้ก็เป็นเรื่องที่แก้ไขได้ยาก เพราะบอกได้อย่างเดียวว่า “เป็นกรรมของสัตว์–กัมมัสสกตา” [เข้าไปยุ่งมากทำให้ “เสียธรรม” เปล่าๆ คือ พวกบุคคลประเภทที่ ๑ “มืดมา–มืดไป” คือ โง่เขลาไม่เข็ดหลาบ–มีความโง่เป็นอาภรณ์ ให้เจริญอุเบกขาจิตไว้ดีกว่ากันเยอะเลย] ฉะนั้น การแสวงหาความจริงแห่งชีวิต จะเริ่มเมื่อจุดใดนั้น ตอบได้ยาก เป็นเรื่องเฉพาะบุคคล โอกาสของแต่ละบุคคลก็แตกต่างกัน คือ ทุกอย่างอยู่ที่ใจของแต่ละคนเท่านั้นเอง  อีกประการหนึ่ง ให้พิจารณาถึงการเจริญภาวนากรรมฐานใน “สมถภาวนา” หมายถึง “จิตตภาวนา” นั้น คือ การเจริญจิต–พัฒนาจิต–การฝึกอบรมจิตใจ ให้เข้มแข็งมั่นคง–เจริญงอกงามด้วยคุณธรรมทั้งหลาย เช่น มีเมตตากรุณา–มีฉันทะ–ขยันหมั่นเพียร–อดทน–มีสมาธิ และ สดชื่น–เบิกบาน–เป็นสุขผ่องใส เป็นต้น ซึ่งหมายถึง “จตุตถฌานจิต–จิตประภัสสร” คือ จิตที่ปราศจากนิวรณ์ เป็นจิตที่ปราศจากนิวรณ์ทั้ง ๕–อวิชชา–อรติ–อกุศลธรรมทั้งปวง และประกอบด้วยองค์ฌาน ๒ ได้แก่ “อุเบกขา–เอกัคคตา” หรือ “ตัตรมัชฌัตตตา–สมาธิ” นั่นคือ ความเป็นกลางในอารมณ์นั้นๆ และ ความมีอารมณ์เป็นอันเดียว คำว่า “สมาธิ” หมายถึง ความมีใจตั้งมั่น–ความตั้งมั่นแห่งจิต–การทำให้ใจสงบแน่วแน่–ไม่ฟุ้งซ่าน–ภาวะที่จิตตั้งเรียบแน่วอยู่ในอารมณ์ คือ สิ่งใดสิ่งหนึ่งเท่านั้น ฉะนั้น “อุเบกขา–สมาธิ” [อัปปนาสมาธิ] อันเป็นองค์ธรรมสำคัญซึ่งมีอยู่ใน “โพชฌงค์ ๗” ที่จะทำหน้าเป็นองค์ธรรมแห่งการตรัสรู้ คือ “สมาธิในวิปัสสนา–จิตตัววิปัสสนา–ญาณทัสสนะ” อันเป็นองค์ประกอบปัจจัยสำคัญในการเจริญวิปัสสนากัมมัฏฐานอีกขั้นหนึ่ง ฉะนั้น การหมั่นเพียรในการเจริญ “โพธิปักขิยธรรม ๓๗–อภิญญาเทสิตธรรม ๓๗” [เอกายนมรรค–ทางอันเอก เช่น สติปัฏฐาน ๔–สัมมัปปธาน ๔ เป็นต้น] กำหนดสติตามพิจารณาอย่างสืบเนื่องอยู่เนืองๆ เป็นนิตย์ จึงเป็นเรื่องที่สำคัญ ทำให้มาก ฉะนั้น ความเข้าใจที่ถูกต้อง คือ “สัมมาทิฏฐิ” ในเนื้อหาสาระแห่งธรรมทั้งหลาย จึงเป็นเรื่องที่ต้องสามารถแยกแยะ “จำแนกแจกธรรม” [ธัมมวิจยะ–วิมังสา] ได้อย่างถูกต้องมีระบบระเบียบที่ชัดเจน ไม่ใช่การปฏิบัติธรรมที่ไร้จุดหมายปลายทาง ไม่เกิด “ปัญญาเห็นธรรม” [ธรรมจักษุ–ปัญญาจักขุ] และ “ปัญญาตรัสรู้–ญาณวิโมกข์” อย่างเช่น นั่งสมาธิแล้วเกิดเห็นภาพนิมิตตามสัญญาเก่าของตน คือ ระลึกชาติได้ ก็เกิดการปรุงแต่งในสมาธิจนเกิดอาการฟุ้งซ่านด้วยสำคัญผิดในธรรม ที่เรียกว่า “ธัมมุทธัจจะ–ธรรมุธัจจ์” คือ “ความฟุ้งซ่าน–อุทธัจจะ” เนื่องจากเกิด “วิปัสสนูปกิเลส ๑๐” อย่างใดอย่างหนึ่งขึ้นแล้วสำคัญผิดว่าตนได้บรรลุอริยธรรม [ได้แก่ อริยศีล–อริยสมาธิ–อริยปัญญา–อริยวิมุตติ] แล้ว ได้แก่ “มรรค–ผล–นิพพาน” จิตก็เลยคลาดเขวออกไป เพราะ “นึกพล่าน–คิดจับจด–ฟุ้งซ่าน” [ถึงขั้นเป็นบ้าพร้อมแล้ว–พูดไม่รู้ภาษา] นั่นเอง และไม่เกิด “ปัญญา–ความรอบรู้–รู้ทั่ว–เข้าใจ–รู้ซึ้ง” [ความรู้ไม่จริงแห่ง “อวิชชา” และความหลงใหลเสียสติ “โมหะ”] หรือ “ญาณ–ความรู้ที่คมชัด” ที่จะเห็น “นามรูปหรือสังขารโดยไตรลักษณ์” [ปัญญาไม่คมชัดจริงใน “สัมมสนญาณ” กับ “อุทยัพพยานุปัสสนาญาณ” จึงฟุ้งซ่านโดยสำคัญผิดว่าได้เข้าถึง “อาสวักขยญาณ” คือ “ความตรัสรู้”] ได้จริง ซึ่งในฝ่ายวิปัสสนาภาวนา เรียกว่า “ปัญญาเห็นธรรม” นั่นคือ “อาการวิปัสสนาที่ขาดประสบการณ์” โดยไม่เกิด “วิปัสสนาภูมิ–ปัญญาภูมิ” ที่แก่กล้าจริง ซึ่งประกอบด้วยหลักธรรม ๔ กลุ่ม ในเบื้องต้นนี้ ได้แก่

(๑) “ขันธ์ ๕–อายตนะ ๑๒–ธาตุ ๑๘–อินทรีย์ ๒๒” (ดูเพิ่มเติมในภาคผนวก–เบญจขันธ์) เท่ากับเห็น สภาพแห่งทุกข์ทั้งปวง ที่เรียกว่า “อุปาทานขันธ์ ๕ เป็นทุกข์” = นามรูปปริจเฉทญาณ

(๒)“ปฏิจจสมุปบาท ๑๒–ปฏิจจสมุปปันนธรรม” เท่ากับเห็น “กฎแห่งกรรม–กฎแห่งกรรมของสัตว์” [ซึ่งหมายถึง “จุตูปปาตญาณ–ทิพพจักขุญาณ” (ข้อ ๓ ในวิชชา ๓–ญาณ ๓) คือ ญาณกำหนดรู้จุติและอุบัติแห่งสัตว์ทั้งหลาย อันเป็นไปตามกรรม เห็นการเวียนว่ายตายเกิดของสัตว์ทั้งหลาย] เพราะได้เห็นเหตุแห่งทุกข์ “สงสารทุกข์” ที่สามารถอธิบายในเรื่อง “วัฏฏะ ๓–วัฏสงสาร” ได้แก่ “วงจรกิเลส–วงจรกรรม–วงจรวิบาก” = ปัจจยปริคคหญาณ

(๓) “ไตรลักษณ์–สามัญลักษณะ” คือ “อนิจจตา–ทุกขตา–อนัตตตา” ที่ทำให้เกิด “ยถาภูตญาณทัสสนะ” หรือ “ธรรมฐิติ” หมายถึง ความดำรงคงตัวแห่งธรรม ความตั้งอยู่แน่นอนแห่ง “กฎธรรมดา–กฎธรรมชาติ” [ธรรมนิยาม ๓–สามัญลักษณะ ๓–ปฏิจจสมุปบาท ๑๒] ได้แก่ (๑) อนิจจานุปัสสนายถาภูตญาณ (๒) ทุกขานุปัสสนายถาภูตญาณ (๓) อนัตตานุปัสสนายถาภูตญาณ เท่ากับได้ปฏิเวธเข้าถึง “ญาณวิโมกข์” (ดู วิโมกข์ ๓–นิโรธ ๕) = สัมมสนญาณ

(๔) “อริยสัจจ์ ๔” เท่ากับ “มัคคญาณ–มรรค ๔” [ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาญาณ] แต่ยังเป็นการเห็นอยู่ในขั้น กำหนดทุกขสัจจ์ก่อน [นามรูปปริจเฉทญาณ] ซึ่งทั้งหมดเป็นองค์ความรู้ที่เกิดจากการเจริญวิปัสสนาญาณ คือ “โสฬสญาณ–ญาณ ๑๖” (ข้อ ๑–๔) ได้แก่ (๑) “นามรูปปริจเฉทญาณ” คือ ญาณกำหนดจำแนกรู้นามและรูป (๒) “ปัจจยปริคคหญาณ” คือ ญาณกำหนดรู้ปัจจัยของนามและรูป (๓) “สัมมสนญาณ” คือ ญาณกำหนดรู้ด้วยพิจารณาเห็นนามและรูปโดยไตรลักษณ์ และ (๔) “อุทยัพพยานุปัสสนาญาณ” (ข้อ ๑ ในวิปัสสนาญาณ ๙) คือ ญาณตามเห็นความเกิดและความดับแห่งนามรูป = วิปัสสนาญาณ ๙–โคตรภูญาณ–โลกุตตรญาณ [มรรคญาณ –ผลญาณ] –ปัจจเวกขณญาณ

 

สำหรับเนื้อหาสาระสำคัญของ “วิปัสสนาภูมิ–ปัญญาภูมิ” นั้น เป็นประเด็นในฝ่ายวิปัสสนาภาวนา ซึ่งจะขอกล่าวถึงรายละเอียดเพิ่มเติมในบทต่อไป.

 

ปัจฉิมบท บทที่ ๓ ว่าด้วยการเจริญสมถภาวนา

 

เมื่อจัดระดับองค์ความรู้ในบทที่ ๓ คือ “การเจริญสมถภาวนา” ซึ่งประกอบด้วยหลักธรรมแก่นสำคัญ ได้แก่ (๑) มัชฌิมาปฏิปทา (๒) อริยมรรคมีองค์ ๘ (๓) อริยสัจจ์ ๔ (๔) ภาวนา ๔ (๕) ไตรสิกขา (๖) ภาวนา ๒ (๗) วิสุทธิ ๗ (๘) โพธิปักขิยธรรม ๓๗ ให้พิจารณาตามหัวข้อตัวหนา ตัวเอนหนา ตัวเอนปกติ

 

 

ภาพประกอบ ๔: ภาพองค์รวมเชิงโครงสร้างและระบบแห่งพุทธธรรมด้านสมถภาวนา

 

ผู้ปฏิบัติธรรมได้เข้าถึงหลักธรรมสำคัญครบ ๘ ระดับ ได้แก่ (๑) มัชฌิมาปฏิปทา (๒) อริยมรรคมีองค์ ๘ (๓) อริยสัจจ์ ๔ (๔) ภาวนา ๔ (๕) ไตรสิกขา (๖) ภาวนา ๒ (๗) วิสุทธิ ๗ และ (๘) โพธิปักขิยธรรม ๓๗ พร้อมด้วยสัมปยุตตธรรมอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับหลักธรรม “การเจริญสมถภาวนา” (สมถธรรม) จำนวน ๑๖ หลักธรรมย่อย ได้แก่ (๑) ปาริสุทธิศีล ๔ (๒) ฌาน ๔–รูปฌาน ๔ (๓) ธรรมสมาธิ ๕ (๔) องค์ฌาน ๖ (๕) ปีติ ๕ (๖) โพชฌงค์ ๗ (๗) นิวรณ์ ๕ (๘) อุปกิเลส ๑๖–จิตตอุปกิเลส ๑๖ (๙) วสี ๕ (๑๐) อรูป ๔–อารุปป์ ๔ (๑๑) ฌานวิโมกข์  (๑๒) วิโมกข์ ๘ (๑๓) อริยบุคคล ๗ (๑๔) อนุปุพพวิหารสมาบัติ–อนุบุพพวิหาร ๙ (๑๕) สมาธิ ๓ (๑๖) วิโมกข์ ๓ (๑๗) ลัทธินอกพระพุทธศาสนา ๓ (๑๘) โพธิปักขิยธรรม ๓๗ ได้แก่ สติปัฏฐาน ๔–สัมมัปปธาน ๔–อิทธิบาท ๔–อินทรีย์ ๕–พละ ๕–โพชฌงค์ ๗–มรรคมีองค์ ๘

อย่างไรก็ตาม ในขั้นตอนนี้ ต้องไตร่ตรองพิจารณาให้เห็น “เครือข่ายหรืออาณาจักรแห่งธรรม” ที่เป็นภาพรวมในลักษณะ “สหชาตธรรม” [หน่วยรวมเดียวกัน = United Unit] คือ การรวมกันของบรรดาธรรมทั้งหลายที่สัมพันธ์กันเชิงปัจจัยที่เป็น “หน่วยรวมหลัก” ที่ทำให้เกิด “ฌานธรรม–สมาธิธรรม–สมถธรรม” โดยเฉพาะการเกิดธรรมองค์แห่งการตรัสรู้ คือ “โพชฌงค์ ๗” นั้น มีความเกี่ยวข้องกับ “สมถภาวนา–รูปฌาน ๔” [จิตตวิสุทธิ ข้อ ๒ ในวิสุทธิ ๗] ได้อย่างไร จนทำให้ “โพชฌงค์ ๗” ได้เรียกว่า “สมาธิในวิปัสสนา –ตัววิปัสสนา” ซึ่งแสดงนัยถึง “ฌานวิโมกข์” อันเกี่ยวข้องกับ “สมาธิ ๓” ที่สัมพันธ์กับ “ญาณวิโมกข์–วิโมกข์ ๓” ในภูมิแห่งวิปัสสนากัมมัฏฐาน ซึ่งหมายถึงประเภทของความหลุดพ้น จัดตามลักษณะการเห็นไตรลักษณ์ข้อที่ให้ถึงความหลุดพ้น แต่อย่างไรก็ตาม ก็ให้พิจารณาในบรรดาสัมปยุตตธรรมระหว่าง “สมถธรรม” กับ “โพธิปักขิยธรรม ๓๗” ให้เห็นภาพรวมที่ชัดเจน เพราะเป็นการเริ่มพัฒนาจิตใจให้บริสุทธิ์ ที่มีพื้นฐานมาจาก “อริยมรรคมีองค์ ๘” ที่จะมองข้ามความสำคัญไปไม่ได้เด็ดขาด ให้พิจารณาความสัมพันธ์ในองค์รวม ๓ ได้แก่ “โพธิปักขิยธรรม ๓๗–สมถภาวนา–วิปัสสนาภาวนา” ซึ่งทั้งหมด “เกิดขึ้นพร้อมกัน”.

 

 

ภาพประกอบ ๕: แสดงลำดับการเจริญภาวนาด้วยโพธิปักขิยธรรม ๓๗–สมถภาวนา–วิปัสสนาภาวนา


   

 

 [Last Modified: November 1, 2015]  

 

 

 

Visitor Number:
5033550