๑๓.

บทสรุป

Conclusions

 

 

ขอน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น
 In Honor of the Blessed One of the Fully Enlightened One

By Nithee Siripat – Siripat.com and Academiae Network. 2014

Your Reading Number:  1233  

 

    File Download of Reading References

 
Dictionary of Numerical Dhammas — พจนานุกรมพุทธศาสน์ หมวดธรรม
  Dictionary of Buddhist Terms — พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์
 
 

บทความที่ ๑๓ ประจำปี ๒๕๕๗ – บทสรุป

บทสรุป

 

ในการปฏิบัติธรรมตามหลักพระพุทธศาสนานั้น ต้องประพฤติปฏิบัติตาม “แนวทางสายกลางแห่งปัญญา” ที่เรียกว่า “มัชฌิมาปฏิปทา” ด้วยข้อปฏิบัติตาม “อริยมรรคมีองค์ ๘” ซึ่งเป็นแก่นสาระสำคัญในพระธรรมวินัยนี้ คือ (๑) การเริ่มต้นด้วยปัญญาที่ถูกต้อง (๒) การดำเนินปฏิบัติด้วยปัญญาที่ถูกต้อง และ (๓) การนำไปสู่ปัญญาที่ถูกต้องยิ่ง ซึ่งหมายถึง “สัมมาทิฏฐิ” ทั้งฝ่ายโลกียธรรม และโลกุตตรธรรม การเริ่มต้นที่ถูกต้อง ย่อมนำไปสู่สิ่งที่ถูกต้องยิ่งขึ้น ไม่ผิดเพี้ยนวิปลาสจากความเป็นจริง ให้พิจารณาด้วย “โยนิโสมนสิการ” หมายถึง “การใช้ความคิดถูกวิธี” คือ การทำในใจโดยแยบคาย มองสิ่งทั้งหลายด้วยความคิดพิจารณาสืบค้นถึงต้นเค้า สาวหาเหตุผลจนตลอดสาย แยกแยะออกพิเคราะห์ดูด้วยปัญญาที่คิดเป็นระเบียบและโดยอุบายวิธี ให้เห็นสิ่งนั้นๆ หรือปัญหานั้นๆ ตามสภาวะและตามความสัมพันธ์แห่งเหตุปัจจัย ที่เรียกว่า “ปฏิจจสมุปบาท ๑๒–อิทัปปัจจยตา” หรือ “ปัจจัย ๒๔” [ปัจจยการ ๑๒] หรือเรียกว่า “ตถตา” หมายถึง ความเป็นอย่างนั้น ความเป็นเช่นนั้น ภาวะที่สิ่งทั้งหลายทั้งปวงเป็นของมันอย่างนั้นเอง คือ เป็นไปตามเหตุปัจจัย โดยไม่ได้เป็นไปตามความอ้อนวอนปรารถนา หรือการดลบันดาลของใครๆ

คำว่า “ปัจจัย ๒๔–มหาปัฏฐาน” หมายถึง ลักษณะหรืออาการแห่งความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งทั้งหลาย ที่สิ่งหนึ่งหรือสภาวธรรมอย่างหนึ่ง เป็นองค์ประกอบที่ช่วยเอื้อ เกื้อหนุน  ค้ำจุน  เป็นเหตุ หรือเป็นเงื่อนไข ให้สิ่งอื่น  หรือสภาวธรรมอย่างอื่น เกิดขึ้น คงอยู่ หรือเป็นไปอย่างใดอย่างหนึ่ง จนกระทั่งหา ข้อสรุปพื้นฐาน [Generalizations = ข้อคิดเห็นทั่วไป] ได้ตามเป็นจริง ดังเช่นการได้ลุถึง “ดวงตาเห็นธรรม–ธรรมจักษุ” หมายถึง ความรู้เห็นตามเป็นจริงด้วยปัญญา ว่า “สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งหมดมีความดับเป็นธรรมดา” แล้วค่อยเกิดปัญญาเห็นแจ้งรู้จริงถึง “นามรูปโดยไตรลักษณ์” คือ เห็นตาม “สามัญลักษณะ” ได้แก่ “อนิจจตา–ทุกขตา–อนัตตตา” อันทำให้เกิด “ญาณวิโมกข์” [ปัญญาเห็นนามรูปโดยไตรลักษณ์] ที่จะทำให้หลุดพ้นจากกิเลสทั้งหลายและปวงทุกข์ คือ เกิดปัญญาเห็นแจ้งรู้จริง [ตรัสรู้] ใน “อริยสัจจธรรม–อริยสัจจ์ ๔” ได้แก่ (๑) ทุกขอริยสัจจ์–อุปาทานขันธ์ ๕ เป็นทุกข์ (๒) ทุกขสมุทัยอริยสัจจ์–ปฏิจจสมุปบาท (๓) ทุกขนิโรธอริยสัจจ์–ผลญาณ–นิพพาน และ (๔) ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจจ์–มัคคญาณ ซึ่งเป็นเหตุทำให้เกิด “ปัญญาตรัสรู้สัมโพธิญาณ–อาสวักขยญาณ”

เพราะฉะนั้น การเกิดสภาวะที่ประกอบด้วยความหยั่งรู้ด้วยญาณในวิปัสสนา หมายถึง “ญาณสัมปยุตต์” [ประกอบด้วยปัญญา = โยนิโสมนสิการ]  จึงเป็นขั้นตอนการวิวัฒน์พัฒนาปัญญาที่สำคัญอย่างยิ่งยวดในการปฏิบัติธรรม ที่เรียกว่า “การเจริญภาวนา” ที่บรรดาผู้ปฏิบัติธรรมหรือผู้บำเพ็ญเพียรภาวนาต้องเข้าใจอย่างถูกต้องตามหลักในพระพุทธศาสนา คือ “อริยธรรม ๔” [อริยศีล–อริยสมาธิ–อริยปัญญา–อริยวิมุตติ] โดยมีปัจจัยต่างๆ ที่สนับสนุนความตรัสรู้และอริยมรรคร่วมกันอย่างมีเหตุผล เป็นไปตาม “กฎธรรมชาติ–ปฏิจจสมุปบาท–ไตรลักษณ์” [อริยสัจจ์ ๔] อย่างแท้จริง อันเป็นปัญญาที่เกิดขึ้นทั้ง (๑) “สมาธิในวิปัสสนา–สมาธิ ๓” [อารัมมณูปนิชฌาน–การเพ่งอารมณ์ด้วยรูปธรรม ได้แก่ “กรรมฐาน ๔๐” เพื่อทำให้เกิดความสงบเย็นทั้งกายและใจ] และ (๒) “วิปัสสนาญาณ–วิโมกข์ ๓” [ลักขณูปนิชฌาน–การเพ่งลักษณะแห่งความหลุดพ้นโดยไตรลักษณ์ ซึ่งทำให้เกิดปัญญาญาณ] โดยเห็นนามรูปโดยไตรลักษณ์ นั่นคือ เพ่ง “นิพพาน” อันมีลักษณะเป็น “สุญญตะ–อนิมิตตะ–อัปปณิหิตะ” [อนัตตตา–อนิจจตา–ทุกขตา] ซึ่งหมายถึงการเห็น “สัจจภาวะแห่งนิพพาน” [ผลญาณ] เพราะฉะนั้น ปัจจัยสำคัญที่สุดในการเจริญภาวนา เพื่อบรรลุถึง “ความตรัสรู้สัมโพธิญาณ” ประกอบด้วยปัจจัย ๒ ประการ ได้แก่ (๑) “ปัญญาเห็นธรรม” [ปริโยคาหณา–ความหยั่งโดยรอบ] กับ  (๒) “ปัญญาตรัสรู้” [อภิสมัย–ความตรัสรู้]  ซึ่งต้องเป็นปัจจัยค้ำจุน กันและกันโดยสืบเนื่องกัน  และการดำเนินชีวิตในสังคมนั้น ก็ต้องประพฤติปฏิบัติตนให้สอดคล้องกับธรรมเนียมของสังคมอย่างมีเหตุผล ที่ต้องประกอบด้วยปัจจัย ๓ ประการ ได้แก่ (๑) ศีลวัตรที่งดงาม (๒) จิตใจที่งามแท้ และ (๓) ปัญญาที่เป็นเลิศ ซึ่งสามารถเป็น “ผู้นำทางด้านจิตวิญญาณ” ได้จริง

อย่างไรก็ตาม ในโลกแห่งความเป็นจริง ผู้ปฏิบัติธรรมไม่ใช่ผู้ที่แยกตนออกจากสังคม ไปดำเนินชีวิตตามลำพังในป่า ทำตนไม่เป็นประโยชน์ต่อสังคม เพราะมนุษย์เป็นสัตว์สังคม ที่ต้องดำเนินชีวิตร่วมกันด้วยความมีจิตงดงามสง่างามสูงส่งกว่าสัตว์เดรัจฉาน การแสดงตนว่า “ผู้เป็นพุทธะ” [ผู้ประกอบด้วย องค์แห่งสัลเลขธรรม ทั้ง ๖ ประการ คือ ธรรมเครื่องขัดเกลากิเลส และเพื่อความมักน้อย “อัปปิจฉตา” ได้แก่ วิราคะ–การสำรอกกิเลส–ความหายกำหนัดยินดี ๑ นิโรธะ–การดับกิเลส–ความดับทุกข์ ๑ อุปสมะ–การสงบระงับกิเลส ๑ อภิญญา –ปัญญาอันยิ่งยวด ๑ สัมโพธะ–ตรัสรู้พร้อม ๑ นิพพาน–วิวฏะ [วิวัฏฏะ] –ความดับสนิทแห่งกิเลส–ความพ้นวัฏสงสาร ๑] จึงเป็นเรื่อง “ความเป็นเลิศทางปัญญาและศีลธรรม” เป็นประโยชน์ต่อสังคม “ผู้นำทางจิตวิญญาณ” ที่พร้อมด้วยคุณสมบัติ ๓ ประการ (๑) ผู้รู้ (๒) ผู้ตื่น (๓) ผู้เบิกบาน ซึ่งต้องแสดงออกด้วยเกณฑ์ “พุทธคุณ ๓” ได้แก่ (๑) ปัญญาคุณ (๒) วิสุทธิคุณ (๓) กรุณาคุณ ดังพระพุทธเจ้าทรงประพฤติเป็นแบบอย่างที่ดีมาแล้ว เพราะฉะนั้น การปฏิบัติธรรมที่ถูกต้อง ต้องแสดงนัยถึง สภาวะที่ไม่ใช่ “ผู้มีโสกะ–ปริเทวะ–ทุกข์–โทมนัส–อุปยาส–เป็นธรรมดา” ที่ต้องพัฒนาตนให้ถึง “ความเป็นอริยสาวก–อริยสาวิกา” [อริยบุคคล–สัตบุรุษ–อุดมบุรุษ] นั่นคือ มีความตื่นตัวในการบำเพ็ญเพียรภาวนาให้ถึงประโยชน์สูงสุดให้ได้ ซึ่งหมายถึง “ความตรัสรู้สัมโพธิญาณ” โดยขึ้นอยู่กับ “กำลังความคิดแห่งปัญญาในแต่ละบุคคล” ที่ประกอบด้วย “วิริยะ–ขันติ” คือ ความพากเพียร กับ ความอดทน จะเข้ามาลองเล่นประพฤติปฏิบัติตนไปตามอารมณ์ความรู้สึกอย่างไม่มีเหตุผลหรือไม่ประกอบด้วยปัญญา ย่อมทำให้เสียเวลาชีวิตไปเปล่าๆ ไม่ประจักษ์ชัดกับแนวคิดที่ว่า “เห็นตายก่อนตาย–เห็นนิพพานก่อนนิพพาน” [เสียชาติเกิดที่เป็นคน]

นอกเหนือจากนี้ ยังกล่าวได้ว่า การปฏิบัติเจริญภาวนานั้น เป็นเรื่องเกี่ยวกับ “ความรู้ความเข้าใจตนเอง” [อัตตสัมปทา หรือ จิตตามพิจารณาจิต] คือ “ความรู้จักตนด้วย ศีล–สมาธิ–และ–ปัญญา” [การเจริญอริยมรรคมีองค์ ๘] เป็นการค้นหาความจริง “ปรมัตถสัจจะแห่งตัวตนของตนเอง” [กระบวนการทุบขันธ์ ๕–ขันธวินิมุต] ที่ให้ความสำคัญที่ “สติ–สมาธิ–ฌาน” กับ “สัมปชัญญะ–ปัญญา–ญาณ” ที่เกิดขึ้นควบกัน [ปัสสัทธิยุคฬาทิ] และรวมถึง “วิริยะ–ความเพียร” เมื่อเข้าใจถูกต้องในตนอันเป็นองค์ประกอบภายในดีแล้ว [สัมมาทิฏฐิ]  ก็ให้ทำความเข้าใจให้ถูกต้องกับสภาวะอันเป็นองค์ประกอบภายนอก [ผู้อื่น–สังคม–ธรรมชาติ] เพื่อให้มีชีวิตที่สมประกอบสมบูรณ์ คือ ความเข้าใจที่ถูกต้องโดยธรรม เป็น “สัมมาทิฏฐิ” ทั้งทางโลก [โลกียสัมมาทิฏฐิ] และทางธรรม [โลกุตตรสัมมาทิฏฐิ] ไม่บิดเบี้ยว–วิปริต–วิปลาส–ผิดเพี้ยน จากความเป็นจริงตามกำหนดธรรมดาอันเป็น “กฎธรรมชาติ” ในประการสุดท้าย คือ “ผู้ปฏิบัติธรรมไม่ควรดำเนินชีวิตด้วยความประมาท” นั่นคือ “มีสติสัมปชัญญะ” [อัปปมาทะ–ความไม่ประมาท = อินทรียสังวร] และให้ดำเนินชีวิตตาม “เส้นทางสายกลางแห่งปัญญา” นั่นคือ “มัชฌิมาปฏิปทา” ด้วยการประพฤติปฏิบัติด้วย “อริยมรรคมีองค์ ๘” [โพธิปักขิยธรรม ๓๗ = เอกายนมรรค คือ ทางอันเอก] อย่างสืบเนื่องอยู่เนืองๆ เป็นนิตย์ ทำให้มาก ได้แก่ (๑) เริ่มต้นด้วยปัญญา (๒) ดำเนินด้วยปัญญา (๓) นำไปสู่ปัญญาอันยิ่งยวด คือ เป็นผู้เข้าใจทั้งกระแสโลกและกระแสธรรมตามที่เป็นจริง ด้วยปัญญาแตกฉานอันยิ่งยวด ที่เรียกว่า “ปฏิสัมภิทา–” [ปฏิสัมภิทาญาณ = อัตถปฏิสัมภิทา–ธัมมปฏิสัมภิทา–นิรุตติปฏิสัมภิทา–ปฏิภาณปฏิสัมภิทา] และประกอบด้วย “ปัญญา ๓” หมายถึง “ความรอบรู้–รู้ทั่ว–เข้าใจ–รู้ซึ้ง” ได้แก่ (๑) จินตามยปัญญา (๒) สุตมยปัญญา และ (๓) ภาวนามยปัญญา  แล้วจะพบแต่ความสุขความเจริญอย่างแท้จริงในชีวิต และจะได้ไม่รู้สึกกระดากอายคนอื่นว่า “ตนก็เป็นส่วนหนึ่งในพุทธศาสนิกชนแห่งพระพุทธศาสนานี้” [ดู –การเปรียบเทียบกระบวนแก้ปัญหาเชิงองค์รวมของปัญญาสามัญกับปัญญาอริยะ] และประการสำคัญแห่งการปฏิบัติธรรม พระพุทธเจ้าทรงตรัสสั่งสอนไม่ให้เชื่อใครง่ายๆ ที่เรียกว่า “กาลามสูตร” นั้น ต้องพิจารณาด้วยเหตุผลและวิจารณญาณของตนเองว่าเป็นประโยชน์แท้จริงหรือไม่ นั่นคือ “ใช่ทางอริยมรรคหรือไม่” ได้แก่

 

อย่าปลงใจเชื่อ

(๑) ด้วยการฟังตามกันมา

(๒) ด้วยการถือสืบๆ กันมา

(๓) ด้วยการเล่าลือ

(๔) ด้วยการอ้างตำราหรือคัมภีร์

 (๕) ด้วยตรรกวิทยา–การสืบค้นคิดหาเหตุผล

(๖) ด้วยการอนุมาน คาดคะเน คาดสุ่มเดา คาดหมาย

(๗) ด้วยการคิดตรองตามแนวเหตุผล

(๘) เพราะเข้ากันได้กับทฤษฎีของตน

(๙) เพราะมองเห็นรูปลักษณะน่าเชื่อ

(๑๐) เพราะนับถือว่าท่านสมณะนี้เป็นครูของเรา

 

ข้อควรระวัง คือ ไม่ได้แนะนำให้แสดงตนเป็นผู้ก้าวร้าว ไม่แสดงความเคารพต่อผู้อื่น เป็นเหตุให้ไม่สามารถรับคุณธรรมได้ คือ จิตยังมี “อุปกิเลส ๑๖” [จิตตอุปกิเลส = โทษเครื่องเศร้าหมอง สิ่งที่ทำจิตต์ใจให้เศร้าหมองขุ่นมัว รับคุณธรรมได้ยาก ซึ่งกำจัดด้วยการทำฌานสมาธิในแต่ละขั้น–รูปฌาน ๔ หรือ สมถภาวนา]  ครอบงำอยู่ ยังไม่ใช่ “จิตประภัสสร” อันเป็น “โสภณจิต” คือ จิตงดงาม ที่จะเป็นบาทฐานในการเจริญวิปัสสนาต่อไป ได้แก่

 

“อุปกิเลส ๑๖” หมายถึง โทษเครื่องเศร้าหมอง สิ่งที่ทำจิตต์ใจให้เศร้าหมองขุ่นมัว รับคุณธรรมได้ยาก เรียกอีกอย่างว่า “จิตตอุปกิเลส” ได้แก่

(๑) อภิชฌาวิสมโลภะ —คิดเพ่งเล็งอยากได้ โลภไม่สมควร

(๒) พยาบาท —คิดร้ายเขา

(๓) โกธะ —ความโกรธ

(๔) อุปนาหะ —ความผูกโกรธ

(๕) มักขะ —ความหลู่ความดีของผู้อื่น

(๖) ปลาสะ —ความตีเสมอ

(๗) อิสสา —ความริษยา

(๘) มัจฉริยะ —ความตระหนี่

(๙) มายา —มารยา

(๑๐) สาเถยยะ —ความโอ้อวดหลอกเขา

(๑๑) ถัมภะ —ความหัวดื้อกระด้าง

(๑๒) สารัมภะ —ความแข่งดีไม่ยอมลดละ

(๑๓) มานะ —ความถือตัวทะนงตน

(๑๔) อติมานะ —ดูหมิ่นเขา 

(๑๕) มทะ —ความมัวเมา

(๑๖) ปมาทะ —ความประมาทละเลยเลินเล่อ  

 

เพราะฉะนั้น ก่อนลงมือปฏิบัติจริงควรศึกษา “ภูมิหลังความเป็นมาของหลักพุทธศาสนา” ให้ถ่องแท้ก่อน รวบรวมข้อมูลให้มากที่สุดก่อนการตัดสินใจว่า ข้อประพฤติปฏิบัติธรรมนั้น ใช่คำสั่งสอนของพระศาสดา “พระธรรม–พระวินัย–สัตถุสาสน์” [สัลเลขธรรม] จริงหรือไม่ ถ้าไม่ใช่ ก็ควรปลีกตัวออกห่าง เพราะจะไม่ได้ประโยชน์อะไรจากผู้แนะนำนั้น มีแต่จะถูกรั้งคอยตกเป็นเครื่องมือสร้างประโยชน์ในทางอกุศลมากกว่า ฉะนั้น “ความเชื่ออย่างไร้เหตุผลจึงเป็นข้อผิดพลาดอย่างรุนแรงในการปฏิบัติธรรม” เพราะไม่ใช่เรื่อง “สัมมาทิฏฐิ” อันเป็น “ปัญญาเห็นธรรม–ปัญญาตรัสรู้” ดังนั้น จะเห็นได้ว่า ผู้ที่จะบรรลุถึงความตรัสรู้สัมโพธิญาณได้ จึงมี “ปัญญาญาณ–ปัญญาอริยะ” และ “กระบวนทัศน์แตกต่างกัน” ตาม “ภูมิรู้–ภูมิธรรม–ภูมิปัญญา” ในแต่ละบุคคลที่สะสมมาจากอดีตจนถึงปัจจุบัน นอกจากนี้ “ผู้ปฏิบัติธรรมพึงรู้ได้ด้วยตนเอง” ว่าใช่หรือไม่ใช่ทางแห่ง “มัชฌิมาปฏิปทา–อริยมรรคมีองค์ ๘” และ “เอกายนมรรค” [ทางอันเอก คือ ข้อปฏิบัติอันประเสริฐที่จะนำผู้ปฏิบัติไปสู่ความบริสุทธิ์หมดจด หมดความทุกข์ และ บรรลุนิพพาน = โพธิปักขิยธรรม ๓๗] ถ้าคิดไม่ได้ถึงขั้นนี้ ย่อมแสดงนัยถึงความก้าวหน้าในการภาวนานั้น “เป็นไปได้ยากมาก” ฉะนั้น ทำอย่างไร ผู้ปฏิบัติธรรมจึงจะสามารถเข้าถึง “ปฏิปทาอันยิ่งแห่งอริมรรค” อย่างแท้จริง และสามารถประพฤติปฏิบัติที่ทำ “โยนิโสมนสิการ” ได้อย่างถูกต้องตามหลักธรรมที่ชื่อว่า “สัมมัตตะ ๑๐” ดังนี้

 

“สัมมัตตะ ๑๐” หมายถึง สภาวะที่ถูกต้อง–สิ่งที่ถูกต้อง ได้แก่

(๑) “สัมมาทิฏฐิ” —เห็นชอบ ได้แก่ ความรู้อริยสัจจ์ ๔ เห็นไตรลักษณ์ รู้อกุศลและอกุศลมูลกับกุศลและกุศลมูล หรือ เห็นปฏิจจสมุปบาท

(๒) “สัมมาสังกัปปะ” —ดำริชอบ ได้แก่ เนกขัมมะ อพยาบาท อวิหิงสา 

(๓) “สัมมาวาจา” —เจรจาชอบ ได้แก่ วจีสุจริต ๔ 

(๔) “สัมมากัมมันตะ” —กระทำชอบ ได้แก่ กายสุจริต ๓ 

(๕) “สัมมาอาชีวะ” —เลี้ยงชีพชอบ ได้แก่ เว้นมิจฉาชีพ ประกอบสัมมาชีพ 

(๖) “สัมมาวายามะ” —พยายามชอบ ได้แก่ ปธาน ๔ หรือ สัมมัปปธาน ๔ 

(๗) “สัมมาสติ” —ระลึกชอบ ได้แก่ สติปัฏฐาน ๔ 

(๘) “สัมมาสมาธิ” —ตั้งจิตมั่นชอบ ได้แก่ ฌาน ๔ 

(๙) “สัมมาญาณ” —รู้ชอบ ได้แก่ ผลญาณ และ ปัจจเวกขณญาณทั้ง ๑๙ ประเภท 

(๑๐) “สัมมาวิมุตติ” —หลุดพ้นชอบ ได้แก่ อรหัตตผลวิมุตติ

 

และนอกจากนี้ ยังต้องวิวัฒน์พัฒนาตนเองด้วยปัญญาให้ลุถึง ภาวะอันยอดเยี่ยม–สิ่งที่ยอดเยี่ยม ที่เรียกว่า “อนุตตริยะ ๓” ให้เป็นทักษะกระบวนการคิดที่คู่ขนานกับ “สัมมัตตะ ๑๐” ดังนี้

 

“อนุตตริยะ ๓” หมายถึง สภาวะอันยอดเยี่ยม–สิ่งที่ยอดเยี่ยม ที่ประกอบด้วย (๑) เป้าหมาย (๒) แนวปฏิบัติสู่ความเป็นเลิศ และ (๓) ผลสัมฤทธิ์ที่จะเกิดขึ้น ได้แก่

(๑) “ทัสสนานุตตริยะ” —การเห็นอันเยี่ยม ได้แก่ ปัญญาอันเห็นธรรม หรืออย่างสูงสุดคือเห็นนิพพาน ซึ่งหมายถึง “พิจารณาเห็นเป้าหมายที่จะเกิดขึ้นได้ชัดเจน”

(๒) “ปฏิปทานุตตริยะ” —การปฏิบัติอันเยี่ยม ได้แก่ การปฏิบัติธรรมที่เห็นแล้ว กล่าวให้ง่ายหมายเอามรรคมีองค์ ๘ ซึ่งหมายถึง “พิจารณาเห็นข้อปฏิบัติที่นำไปสู่ความสำเร็จได้”

(๓) “วิมุตตานุตตริยะ” —การพ้นอันเยี่ยม ได้แก่ ความหลุดพ้นอันเป็นผลแห่งการปฏิบัตินั้น คือ ความหลุดพ้นจากกิเลสและทุกข์ทั้งปวง หรือ นิพพาน ดังที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้สัมโพธิญาณเป็น “พระอนุตตรสัมมาสัมพุทธเจ้า” คือ “ความตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าโดยชอบและยอดเยี่ยมด้วยพระองค์เอง” ซึ่งหมายถึง “พิจารณาเห็นผลสำเร็จที่จะเกิดขึ้นได้ชัดเจน”

 

ฉะนั้น จะเห็นได้ว่า การปฏิบัติธรรมไม่ใช่เรื่อง หลับหูหลับตา งมกันไปทั่วทิศ หลงกันไปทั่วทาง เพราะไม่รู้จักใช้เหตุผลและวิจารญาณในการไตร่ตรองข้อประพฤติปฏิบัตินั้น ว่าใช่ (๑) “ทางสายกลางแห่งปัญญา” หรือไม่ คือ “มัชฌิมาปฏิปทา–อริยมรรคมีองค์ ๘” ที่สัมพันธ์กับ (๒) “สัมมัตตะ ๑๐” คือ “สิ่งที่ถูกต้อง–สภาวะที่ถูกต้อง” รวมกับ (๓) “อนุตตริยะ ๓” คือ “สิ่งที่ยอดเยี่ยม–สภาวะที่ยอดเยี่ยม” ที่เป็นปัจจัยรวมใน “การตรัสรู้สัมโพธิญาณ” ถ้าไม่มี “สหชาตปัจจัย–ปัจจัยโดยเกิดร่วมกัน” กับ “อุปนิสสยปัจจัย–ปัจจัยโดยเป็นเครื่องหนุนหรือกระตุ้นเร้า” ทั้ง ๓ ประการ ดังกล่าวนั้น ย่อมถือว่า “การประพฤติปฏิบัติตามธรรมเหล่านั้น เป็นเรื่องข้อผิดพลาด ความคลาดเคลื่อน” คือ “มิจฉาทิฏฐิ” คือ ความเห็นผิด โดยไม่ต้องสงสัย เพราะเป็นการคิดด้วยความเชื่อม ความศรัทธา ความเลื่อมใส ที่ผิดๆ ไม่เป็นไปตามความเป็นจริง คือ “กฎแห่งธรรมดา” หรือ “กฎธรรมชาติ” ตามหลักธรรมในพระพุทธศาสนา ที่ถือ “สัจจธรรม” [ปรมัตถสัจจะ] ที่เป็น “อริยสัจจธรรม” [อริยสัจจ์ ๔] โดยกำจัดอุปสรรคที่เป็น “กิเลสทั้งหลาย” และ “ทุกข์ทั้งหลาย” [อุปาทานขันธ์ ๕ เป็นทุกข์–นามรูป] ด้วยการเห็นข้อหลุดพ้นด้วย “สามัญลักษณะ ๓” โดยไตรลักษณ์

 ประการสุดท้ายนี้ จึงให้ผู้ปฏิบัติธรรมพิจารณาองค์ความรู้ในภาพรวมเพื่อให้เห็น “ระบบโครงสร้างของพุทธธรรม” และให้เป็น “เครื่องมือในการทบทวนความจำ” ได้แก่ (๑) เปรียบเทียบกระบวนแก้ปัญหาเชิงองค์รวมระหว่างปัญญาสามัญกับปัญญาอริยะ ดังแสดงรายละเอียดไว้ข้างล่างใน “ภาพประกอบ ๑๒” และ (๒) เปรียบเทียบลำดับขั้นการบำเพ็ญเพียรพุทธภาวนาในสมถกรรมฐานและวิปัสสนากัมมัฏฐาน ดังแสดงรายละเอียดไว้ข้างล่างใน “ภาพประกอบ ๑๓” ตามลำดับ.

 

 

ภาพประกอบ ๑๒: การเปรียบเทียบกระบวนแก้ปัญหาเชิงองค์รวมระหว่างปัญญาสามัญกับปัญญาอริยะ

 

 

 

นิพพานธาตุ [อมตธาตุ = อริยสัจจธรรมแห่งพุทธภาวะ]

วิสังขาร [อสังขตธรรม =พุทธภูมิ ถ้ายังมี “สังขาร” ก็เป็นเพียง “กิริยาจิต” ไม่มี “กรรม–วิบาก” คือ “ปรมัตถ์”]

อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ [ความตรัสรู้: สมาธิ ๓–วิโมกข์ ๓ โดยไตรลักษณ์= ญาณทัสสนะมีปริวัฏฏะ ๓ รอบ]

โพธิปักขิยธรรม ๓๗–โลกุตตรธรรม ๙ [โลกุตตรโสภณจิต: มัคคญาณ–ผลญาณ: ยถาภูตญาณทัสสนะ]

โสฬสญาณ–ญาณ ๑๖ [วิปัสสนาภูมิ–ปัญญาภูมิ: อริยสัจจ์ ๔–มัชฌิมาปฏิปทา = นิโรธ ๕: ความดับกิเลส]

สมาบัติ ๘–นิโรธสมาบัติ [ดับ “สัญญา–เวทนา” โดยลำดับ “วจีสังขาร–กายสังขาร–จิตตสังขาร”: เลือกปฏิบัติได้]

ฐีติภูตัง [พื้นจิตสันดาน = ยังมี อุปาทานขันธ์ ๕: รูป–เวทนา–สัญญา–สังขาร–วิญญาณ = “กิเลส–อุปาทิ”]

สัมมาทิฏฐิ–สัมมาสังกัปปะ [อธิปัญญาสิกขา] = ผู้รู้–ปัญญาคุณ [โพธิญาณ]

อาสวะ ๔ [อนุสัย ๗–สังโยชน์ ๑๐–“อวิชชา”: = อนุสยกิเลส]

จิตประภัสสร [จิตดั้งเดิม] นั่นคือ มโน [มโนธาตุ = จิตภาพ–จิตตามสภาพ “ภวังคจิต”]

ฌานจิต [รูปฌาน ๔ = จตุตถฌาน]

สัมมาวายามะ–สัมมสติ–สัมมาสมาธิ [อธิจิตตสิกขา] = ผู้เบิกบาน–กรุณาคุณ [อัปปมัญญาธรรม]

นิวรณ์ ๕ [อุปกิเลส ๑๖: = ปริยุฏฐานกิเลส]

กุศลจิต–สุคติ [สุจริต ๓ = ปาริสุทธิศีล ๔]

สัมมาวาจา–สัมมากัมมันตะ–สัมมาอาชีวะ [อธิสีลสิกขา] = ผู้ตื่น–วิสุทธิคุณ [วิสุทธิ ๗]

อกุศลจิต–ทุคติ [ทุจริต ๓: = วีติกกมกิเลส คือ “มูล ๒” = “อวิชชา–ตัณหา”: ภวจักร–สังสารทุกข์]

มโนวิญญาณ [อภิสังขาร ๓] –ยถาภูตธรรม [สรรพสิ่ง–ตถตา: สังขาร–สังขตะ และวิสังขาร–อสังขตะ]

วิถีจิต [ชวนจิต “วิญญาณจิต ๑๔” = กรรม ๓: “อุปาทานขันธ์ ๕ เป็นทุกข์”]

 

ภาพประกอบ ๑๓: ลำดับขั้นการบำเพ็ญเพียรพุทธภาวนาในสมถกรรมฐานและวิปัสสนากัมมัฏฐาน


   

 

 [Last Modified: November 1, 2015]  

 

 

 

Visitor Number:
5033524