๑๘.

วิธีเจริญกรรมฐาน ๔๐

The Forty Meditation Exercises

 

 

ขอน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น
 In Honor of the Blessed One of the Fully Enlightened One

By Nithee Siripat – Siripat.com and Academiae Network. 2014

Your Reading Number:  899  

 

    File Download of Reading References

 
Dictionary of Numerical Dhammas — พจนานุกรมพุทธศาสน์ หมวดธรรม
  Dictionary of Buddhist Terms — พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์
 
 

บทความที่ ๑๘ ประจำปี ๒๕๕๗ – วิธีเจริญกรรมฐาน ๔๐

วิธีเจริญกรรมฐาน ๔๐

โดย ประพต เศรษฐกานนท์

(ฉบับปรับปรุงขยายความ ๒๕๕๗)

 

โดยจะแสดงวิธีเจริญกรรมฐานภาวนา เพื่อ “โยคาวจรกุลบุตร” [ผู้หยั่งลงสู่ความเพียร–ผู้ประกอบความเพียร–ผู้เจริญภาวนาแห่งสมถะและวิปัสสนา] ได้ศึกษาและปฏิบัติสืบไป “โยคาวจร” ผู้ใดจะเจริญกรรมฐานภาวนา พึงตรวจดูจริตของตนให้รู้ชัดว่า ตนเป็นคนมีจริตอย่างใดแน่นอนก่อนแล้วพึงเลือกเจริญกรรมฐานอันเป็นที่สบายแก่จริตนั้นๆ ดังได้แสดงไว้แล้วนั้นเถิด

อนึ่ง พึงทราบคำกำหนดความดังต่อไปนี้ไว้เป็นเบื้องต้นก่อน คือ  บริกรรมนิมิต หมายเอาอารมณ์ของกรรมฐานที่นำมากำหนดพิจารณา อุคคหนิมิต หมายเอาอารมณ์ของกรรมฐานอันปรากฏขึ้นใน มโนทวาร  [มโนวิญญาณธาตุ = ความรู้อารมณ์ทางใจ ส่วน ใจ หรือ จิตตามสภาพเดิม คือ มโน–มนินทรีย์–มนายตนะ = ธรรมชาติที่รู้อารมณ์ หรือ จิต–ใจ หรือ จิตตภาพ–จินตภาพ อีกนัยหนึ่ง “มโนทวาร” หมายถึง การคำนึงอารมณ์ใหม่ทางทวารนั้นๆ ในทวารทั้ง ๕ ถ้าอยู่ใน “มโนทวารวิถี” ก็เป็น “มโนทวาราวัชชนะ”] ขณะที่กำลังทำการเจริญภาวนาอยู่อย่างชัดแจ้ง คล้ายเห็นด้วยตาเนื้อ ปฏิภาคนิมิต หมายเอาอารมณ์ของกรรมฐานอันปรากฏแจ่มแจ้งแก่ใจของผู้เจริญภาวนายิ่งขึ้นกว่า อุคคหนิมิต และพึงทราบลำดับแห่งภาวนาดังนี้ บริกรรมภาวนา หมายการเจริญกรรมฐานในระยะแรกเริ่มใช้ สติ ประคองใจกำหนดพิจารณาในอารมณ์ กรรมฐานอันใดอันหนึ่ง อุปจารภาวนา หมายการเจริญกรรมฐานในขณะเมื่อ อุคคหนิมิต เกิดปรากฏใน มโนทวาร อัปปนาภาวนา หมายการเจริญภาวนาในขณะเมื่อ ปฏิภาคนิมิต ปรากฏ จิตเป็นสมาธิแนบเนียน มี องค์ฌาน ปรากฏขึ้นครบบริบูรณ์ บริกรรมภาวนา ได้ทั่วไปในกรรมฐานทั้งปวง อุปจารภาวนา ได้ในกรรมฐาน ๑๐ ประการ คือ อนุสสติ ๘ ตั้งแต่ พุทธานุสสติ ถึง มรณัสสติ กับ อาหาเรปฏิกูลสัญญา และ จตุธาตุววัตถาน เพราะเป็นกรรมฐานสุขุมละเอียดยิ่งนัก ส่วน อัปปนาภาวนา นั้น ได้ใน กรรมฐาน ๓๐ คือ กสิณ ๑๐ อสุภะ ๑๐ อานาปานสติ ๑ กายคตาสติ ๑ พรหมวิหาร ๔ และ อรูปกรรมฐาน ๔ ส่วน กรรมฐาน ๑๑ คือ อสุภะ ๑๐ กับ กายคตาสติ ๑ ให้สำเร็จแต่เพียง รูปาวจร ปฐมฌาน พรหมวิหาร ๓ คือ เมตตา–กรุณา–มุทิตา ย่อมให้สำเร็จ รูปาวจรฌาน ทั้ง ๔ ประการ [รูปฌาน ๔] อุเบกขาพรหมวิหาร ให้สำเร็จแต่ ปัญจมรูปาวจรฌาน [รูปฌาน ๕]  อย่างเดียว อรูปกรรมฐาน ๔ ให้สำเร็จแต่ อรูปาวจรฌาน [อรูปฌาน ๔] อย่างเดียว

 

() วิธีเจริญปฐวีกสิณ กุลบุตรผู้มีศรัทธาปรารถนาจะเจริญกรรมฐานภาวนา อันชื่อว่า ปฐวีกสิณ พึงตัดปลิโพธกังวลห่วงใยน้อยใหญ่เสียให้สิ้นแล้ว ไปยังที่เงียบสงัด เพ่งพิจารณาดินที่ตนตกแต่งเป็น ดวงกสิณ เป็นอารมณ์ หรือจะเพ่งพิจารณาดินที่แผ่นดินหรือที่ลานข้าวเป็นต้นเป็นอารมณ์ก็ได้ เมื่อจะพิจารณาดินที่มิได้ตกแต่งไว้เป็น ดวงกสิณ นั้น พึงกำหนดให้มีที่สุดโดยกลมเท่าตะแกรง กว้างคืบ ๔ นิ้ว เป็นอย่างใหญ่หรือเล็กกว่ากำหนดนี้ แล้วพึงบริกรรมภาวนาว่า  “ปฐวีๆ ดินๆ”  ดังนี้ร่ำไป ถ้ามีวาสนาบารมี เคยได้สั่งสม อบรมมาแต่ชาติก่อนๆ แล้ว ก็อาจได้สำเร็จ ฌาน ถ้าหากวาสนาบารมีมิได้ ก็ยากที่จะสำเร็จฌานด้วยการเพ่งแผ่นดินอย่างว่านี้ จำจะต้องทำเป็น ดวงกสิณ เมื่อจะทำ พึงหาดินสีแดงดังแสงพระอาทิตย์แรกอุทัย มาทำ อย่าทำในที่คนสัญจรไปมาพลุกพล่าน พึงทำในที่สงัดเป็นที่ลับที่กำบัง ดวงกสิณ นั้นจะทำตั้งไว้กะที่ทีเดียว หรือจะทำชนิดยกไปได้ก็ตาม ดินที่ทำ ดวงกสิณ นั้น พึงชำระให้หมดจด ทำเป็นวงกลม กว้างคืบ ๔ นิ้ว ขัดให้ราบเสมอดังหน้ากลอง พึงปัดกวาดที่นั้นให้เตียนสะอาด ปราศจากหยากเยื่อเฟื้อฝอยแล้วพึงชำระกายให้หมดเหงื่อไคล เมื่อจะนั่งภาวนา พึงนั่งบนตั่ง [ที่สำหรับนั่งไม่มีพนักคล้ายแคร่ไม้ไผ่ทางอีสาน] ที่มีเท้าสูง คืบ ๔ นิ้ว นั่งห่าง ดวงกสิณ ออกไปประมาณ ๒ ศอกคืบ พึงนั่งขัดสมาธิเท้าขวาทับเท้าซ้าย มือขวาทับมือซ้าย ตั้งกายให้ตรงผินหน้าไปทาง ดวงกสิณ แล้วพึงพิจารณาโทษแห่งกามคุณต่างๆ และตั้งจิตไว้ให้ดีใน ฌานธรรม [วิตก–วิจาร–ปีติ–สุข–อุเบกขา–เอกัคคตา] อันเป็นอุบายที่จะยกตนออกจาก กามคุณ และจะล่วงพ้นกองทุกข์ทั้งปวง แล้วพึงระลึกถึง พุทธคุณ ธรรมคุณ สังฆคุณ ยัง ปรีดาปราโมทย์ [จิตร่าเริง ชื่นบานใจ] ให้เกิดขึ้น แล้วพึงทำจิตให้เคารพรักใคร่ในพิธีทางปฏิบัติให้มั่นใจว่าปฏิบัติดังนี้ ได้ชื่อว่า “เนกขัมมปฏิบัติ” พระอริยเจ้าทั้งหลายมีพระพุทะเจ้าเป็นต้น จะได้ละเว้นหามิได้ ล้วนแต่ปฏิบัติดังนี้ทุกๆ พระองค์ ครั้นแล้วพึงจิตว่า “เราจะได้เสวยสุขอันเกิดแต่วิเวกด้วยปฏิบัติอันนี้โดยแท้” ยังความอุตสาหะให้เกิดขึ้นแล้วจึงลืมจักษุขึ้นดู ดวงกสิณ เมื่อลืมจักษุขึ้นนั้น อย่าลืมขึ้นให้กว้างนัก จะลำบากจักษุ อนึ่ง มณฑลกสิณ [ตัวกสิณ–ดวงกสิณ] จะปรากฏแจ้งเกินไป ครั้นลืมลืมจักษุขึ้นน้อยนัก มณฑลกสิณ ก็จะปรากฏแจ้ง จิตที่จะถือเอา กสิณนิมิต (ดู นิมิต ๓ ในบทที่ ๕ เพิ่มเติม) เป็นอารมณ์นั้น ก็จะย่อหย่อนท้อถอยเกียจคร้านไป เหตุฉะนี้จึงพึงลืมจักษุขนาดส่องเงาหน้าในกระจก อนึ่ง เมื่อแลดู ดวงกสิณ นั้น อย่าพิจารณา สี พึงกำหนดว่าสิ่งนี้เป็นดินเท่านั้น แต่สีดินนั้นจะละเสียก็มิได้ เพราะว่าสีดินกับ ดวงกสิณ เนื่องกันอยู่ ดู ดวงกสิณ ก็เป็นอันดูสีอยู่ด้วย เหตุฉะนี้ พึงรวม ดวงกสิณ กับ สี เข้าด้วยกัน และดู ดวงกสิณ กับสีนั้นให้พร้อมกัน กำหนดกล่าวว่า “สิ่งนี้เป็นดิน” แล้วจึงบริกรรมภาวนาว่า “ปฐวีๆ ดินๆ” ดังนี้ร่ำไป ร้อยครั้งพันครั้งเมื่อกระทำบริกรรมภาวนาว่า “ปฐวีๆ” อยู่นั้นอย่าลืมจักษุเป็นนิตย์ พึงลืมจักษุดูอยู่หน่อยหนึ่งแล้วหลับลงเสีย หลับลงสักหน่อย แล้วพึงลืมขึ้นดูอีก พึงปฏิบัติโดยทำนองนี้ไปจนกว่าจะได้ อุคคหนิมิต ก็ กสิณนิมิต อันเป็นอารมณ์ที่ตั้งแห่งจิต ในขณะที่ทำการบริกรรมว่า “ปฐวี” นั้น ชื่อว่า “บริกรรมภาวนา” เมื่อตั้งจิตใน กสิณนิมิต กระทำบริกรรมว่า “ปฐวีๆ” นั้น ถ้า กสิณนิมิต มาปรากฏใน มโนทวาร [สิ่งนึกคิดในใจ–จิตตภาพ] หลับจักษุลง กสิณนิมิต ก็ปรากฏอยู่ใน มโนทวาร ดังลืมจักษุแล้วกาลใด ชื่อว่าได้ อุคคหนิมิต ณ กาลนั้น เมื่อได้ อุคคหนิมิต แล้ว พึงตั้งจิตอยู่ใน อุคคหนิมิต นั้น กำหนดให้ยิ่งวิเศษขึ้นไป เมื่อปฏิบัติอยู่ดังนี้ ก็จะข่ม นิวรณธรรม [นิวรณ์ ๕ หรือ จิตตอุปกิเลส ๑๖] โดยลำดับๆ กิเลสก็จะสงบระงับจากสันดาน สมาธิก็จะแก่กล้าเป็น อุปจารสมาธิ ปฏิภาคนิมิต ก็จะปรากฏขึ้น อุคคหนิมิต กับ ปฏิภาคนิมิต มีลักษณะต่างกัน คือ อุคคหนิมิต ยังประกอบด้วยกสิณโทษ คือ  ยังปรากฏเป็นสีดินอยู่อย่างนั้น ส่วน ปฏิภาคนิมิต ปรากฏบริสุทธิ์งดงามดังแว่นกระจก ที่บุคคลถอดออกจากฝักจากถุง ฉะนั้น จำเดิมแต่ ปฏิภาคนิมิต เกิดขึ้นแล้ว นิวรณ์ [สิ่งเศร้าหมองที่ผลาญจิตไม่ให้ถึงความดี] ทั้งสิ้นก็ระงับไป จิตก็ตั้งมั่นเป็น อุปจารสมาธิ สำเร็จเป็น กามาพจรสมาธิภาวนา เมื่อได้ อุปจารสมาธิ แล้ว ถ้าพากเพียรพยายามต่อขึ้นไปไม่หยุดหย่อน ก็จะได้สำเร็จ อัปปนาสมาธิ ซึ่งเป็น รูปาวจรฌาน และเมื่อกระทำเพียรจนบรรลุถึง อัปนาฌาน เกิดขึ้นในสันดานแล้ว ก็พึงกำหนดไว้ว่า ๑ เราประพฤติอิริยาบถอย่างนี้ๆ ๒ อยู่ในเสนาสนะอย่างนี้ๆ ๓ โภชนาหารอันเป็นที่สบายอย่างนี้ๆ จึงได้สำเร็จ ฌาน [ฌาน ๔–รูปฌาน ๔] การที่ให้กำหนดไว้นี้ เผื่อว่า ฌาน เสื่อมไปก็จะได้เจริญสืบต่อไปใหม่โดยวิธีเก่า ฌาน ที่เสื่อมไปนั้น [กรรมฐานเสื่อม] ก็จะเกิดขึ้นได้โดยง่ายในสันดานอีก อย่ากระนั้นเลย ครั้นเมื่อได้สำเร็จ ปฐมฌาน [ฌานที่ ๑ = วิตก–วิจาร–ปีติ–สุข–เอกัคคตา] แล้ว พึงปฏิบัติใน ปฐมฌาน นั้นให้ชำนาญคล่องแคล่วด้วยดีก่อน แล้วจึงเจริญ ทุติยฌาน [ฌานที่ ๒ = ปีติ–สุข–เอกัคคตา] สืบต่อขึ้นไป แล้วก็ ปฐมฌาน ที่ชำนาญคล่องแคล่วด้วยดี ต้องประกอบด้วย “วสี ๕” ดังรายละเอียดต่อไปนี้

() อาวัชชนวสี คือ ชำนาญคล่องแคล่วในการนึก ถ้าปรารถนาจะนึกถึงองค์ฌานที่ตนได้ ก็นึกได้เร็วพลัน มิได้เนิ่นช้า มิต้องรอนานถึงชวนจิตที่ ๔–๕ ตกลง ยังภวังค์จิต ๒–๓ ขณะถึงองค์ฌานที่ตนได้

() สมาปัชชนวสี คือ ชำนาญคล่องแคล่วในการที่จะเข้าฌานอาจเข้าฌานได้ในลำดับอาวัชชนจิต อันพิจารณาซึ่งอารมณ์ คือ ปฏิภาคนิมิตมิได้เนิ่นช้า

() อธิษฐานวสี คือ ชำนาญในอันดำรงรักษาฌานจิตไว้มิให้ตกภวังค์ ตั้งฌานจิตไว้ได้ตามกำหนด ปรารถนาจะตั้งไว้นานเท่าใดก็ตั้งไว้ได้นานเท่านั้น

() วุฎฐานวสี คือ ชำนาญคล่องแคล่วในการออกฌาน กำหนดไว้ว่าเวลานั้นๆ จะออกก็ออกได้ตามกำหนดไม่คลาดเวลาที่กำหนดไว้

() ปัจจเวกขณวสี คือ ชำนาญคล่องแคล่วในการพิจารณาองค์ฌานที่ตนได้อย่างรวดเร็ว มิได้เนิ่นช้า ถ้าไม่ชำนาญไนปฐมฌานแล้วอย่าพึงเจริญทุติยฌานก่อน ต่อเมื่อชำนิชำนาญคล่องแคล่วใน ปฐมฌาน ด้วยวสีทั้ง ๕ ดังกล่าวแล้ว จึงควรเจริญ ทุติยฌาน สืบต่อขึ้นไป เมื่อชำนาญใน ทุติยฌาน จึงเจริญ ตติยฌาน จตุตถฌาน และ ปัญจมฌาน ขึ้นไปตามลำดับ

 

องค์ของฌานเป็นดังนี้ ปฐมฌาน มีองค์ ๕ คือ (๑) วิตก ความตรึกคิดมีลักษณะยกจิตขึ้นสู่อารมณ์เป็นองค์ที่ ๑ (๒) วิจาร ความพิจารณามีลักษณะไตร่ตรองอารมณ์เป็นองค์ที่ ๒ (๓) ปีติ เจตสิกธรรมที่ยังกายและจิตใจให้อิ่มเต็มมีประเภท ๕ ได้แก่

() ขุททกาปีติ กายและจิตอิ่มจนขนพองชูชันทำให้น้ำตาไหล

() ขณิกาปีติ กายและจิตอิ่มมีแสงสว่างดังฟ้าแลบปรากฏในจักษุทวาร

() โอกกนติกาปีติ กายและจิตอิ่ม ปรากฏดั่งคลื่นและละลอกทำให้ไหวให้สั่น

() อุพเพงคาปีติ กายและจิตอิ่มและกายเบาเลื่อนลอยไปได้

() ผรณาปีติ กายและจิตอิ่ม เย็นสบายซาบซ่านทั่วสรรพางค์กาย

 

ปีติ ทั้ง ๕ นี้อันใดอันหนึ่งเป็นองค์ที่ ๓ (๔) สุข อันเป็นไปในกายและจิต เป็นองค์ที่ ๔ และ (๕) เอกัคคตา ความที่จิตมีอารมณ์เดียวไม่ฟุ้งซ่านไปมา จัดเป็นองค์ครบ ๕ ฌานที่พร้อมด้วยองค์ ๕ นี้ชื่อว่า ปฐมฌาน ทุติยฌาน มีองค์ ๓ คือ ปีติ–สุข–เอกัคคตา ตติยฌาน มีองค์ ๒ คือ สุข–เอกัคคตา จตุตถฌาน มีองค์ ๒ คือ อุเบกขา เอกัคคตา นี้จัดโดย ฌานจุกกนัย ถ้าจัดโดย ฌานปัญจกนัย เป็นดังนี้ ปฐมฌาน มีองค์ ๕ คือ วิตก–วิจาร–ปีติ–สุข–เอกัคคตา ทุติยฌาน มีองค์ ๔ คือ วิจาร–ปีติ–สุข–เอกัคคตา ตติยฌาน มีองค์ ๓ คือ ปีติ–สุข–เอกัคคตา จตุตถฌาน มีองค์ ๒ คือ สุข–เอกัคคตา ปัญจมฌาน มีองค์ ๒ คือ อุเบกขา–เอกัคคตา กุลบุตรผู้เจริญ กสิณนี้อาจได้สำเร็จ ฌานสมาบัติ [รูปฌาน ๔ และ อรูปฌาน ๔] โดย จตุกกนัย หรือ ปัญจกนัย ดังกล่าวมานี้

 

() วิธีเจริญอาโปกสิณ โยคาวจรกุลบุตรผู้มีศรัทธาปรารถนาจะเจริญ อาโปกสิณ ถ้าเป็นผู้มีวาสนาสั่งสม อาโปกสิณ มาแต่ชาติก่อนๆ แล้ว ถึงจะมิได้ตกแต่งกสิณเลย เพียงแต่เพ่งดูน้ำในที่ใดที่หนึ่ง เช่น ในสระในบ่อ ก็อาจสำเร็จ อุคคหนิมิต และ ปฏิภาคนิมิต โดยง่าย ถ้ากุลบุตรอันหาวาสนาใน อาโปกสิณ มิได้ พึงเจริญ อาโปกสิณ ในปัจจุบันชาตินี้ [อย่าน้อยใจในวาสนา] ก็พึงทำเอา อาโปกสิณ ด้วยน้ำที่ใสบริสุทธิ์ เอาน้ำใส่ภาชนะ เช่น บาตรหรือขันให้เต็มเพียงขอบปากยกไปตั้งไว้ในที่กำบัง ตั้งม้าสี่เหลี่ยมสูงคืบ ๔ นิ้ว กระทำพิธีทั้งปวง โดยทำนองที่กล่าวไว้ในวิธีเจริญ ปฐวีกสิณ นั้นเถิด   คำบริกรรมภาวนาใน อาโปกสิณ คือ บริกรรมว่า “อาโปๆ น้ำๆ” พึงบริกรรมดังนี้ร่ำไปร้อยครั้งพันครั้ง  จนกว่าจะได้สำเร็จ อุคคหนิมิต ปฏิภาคนิมิต และ อัปปนาฌาน โดยลำดับ ก็ อุคคหนิมิต ใน อาโปกสิณ นี้ปรากฏดุจไหวๆ กระเพื่อมๆ อยู่  อย่างไรก็ตาม ถ้าดวงกสิณน้ำนั้นประกอบด้วยกสิณโทษ  คือ  เจือปนด้วยเปลือกตมหรือฟอง  ก็จะปรากฏในอุคคหนิมิต ด้วย ส่วน ปฏิภาคนิมิต ปรากฏปราศจากกสิณโทษ เป็นดุจกาบขั้วตาลแก้วมณีที่จะประดิษฐานในอากาศ มิฉะนั้นดุจมณฑลแว่นแก้วมณี เมื่อ ปฏิภาคนิมิต เกิดแล้วโยคาวจรกุลบุตรทำ ปฏิภาคนิมิต ให้เป็นอารมณ์ บริกรรมไปว่า “อาโปๆ น้ำๆ” ดังนี้ จะได้ถึง จตุตถฌาน [รูปฌาน ๔] หรือ ปัญจมฌาน [รูปฌาน ๕ คือ เป็นฌานที่ละเอียดประณีตที่แสดงถึงระดับจิต ๕ ขั้น ได้แก่ รูปาวจรกุศลจิต ๕–รูปาวจรวิบากจิต ๕–รูปาวจรกิริยาจิต ๕] ตามลำดับ

 

() วิธีเจริญเตโชกสิณ โยคาวจรกุลบุตรผู้มีวาสนาบารมี เคยเจริญ เตโชกสิณ มาแล้วในชาติก่อน เพียงแต่เพ่งเปลวไฟในที่ใดที่หนึ่ง บริกรรมภาวนาว่า “เตโชๆ ไฟๆ” ดังนี้ ก็อาจได้สำเร็จ อุคคหนิมิตและ ปฏิภาคนิมิต โดยง่าย ถ้าผู้ไม่เคยบำเพ็ญมาแต่ชาติก่อน ปรารถนาจะเจริญ เตโชกสิณ พึงหาไม้แก่นที่สนดีมาตากไว้ให้แห้ง บั่นออกไว้เป็นท่อนๆ แล้วนำไปใต้ต้นไม้ หรือที่ใดที่หนึ่งซึ่งเป็นที่สมควร แล้วกองฟืนเป็นกองๆ ดังจะอบบาตร จุดไฟเข้าให้รุ่งเรือง แล้วเอาเสื่อลำแพน หรือแผ่นหนังหรือแผ่นผ้า มาเจาะเป็นช่องกลมกว้างประมาณคืบ ๔ นิ้ว แล้วเอาขึงไว้ตรงหน้า นั่งตามพิธีที่กล่าวไว้ใน ปฐวีกสิณ แล้วตั้งจิตกำหนดว่า อันนี้เป็น เตโชธาตุ [ธาตุไฟ] แล้วจึงบริกรรมว่า “เตโชๆ ไฟๆ” ดังนี้ร่ำไปจนกว่าจะได้สำเร็จ อุคคหนิมิต และ ปฏิภาคนิมิต โดยลำดับไป

อนึ่ง อุคคหนิมิต ใน เตโชกสิณ นี้ ปรากฏดุจเปลวเพลิวลุกไหม้ไหวๆ อยู่เสมอ ถ้ามิได้ทำ ดวงกสิณ พิจารณาไฟในเตา เป็นต้น เมื่อ อุคคหนิมิต เกิดขึ้น กสิณโทษก็จะปรากฏด้วย ส่วน ปฏิภาคนิมิต ปรากฏมิได้หวั่นไหว จะปรากฏดุจท่อนผ้ากำพลแดงอันประดิษฐานอยู่บนอากาศ หรือเหมือนกาบขั้วตาลทองคำ ฉะนั้น เมื่อ ปฏิภาคนิมิต ปรากฏแล้ว โยคาวจรก็จะได้สำเร็จ ฌาน ตามลำดับจนถึง จตุตถฌาน และ ปัญจมฌาน

 

() วิธีเจริญวาโยกสิณ ให้เพ่งลมที่พัดอันปรากฏอยู่ที่ยอดอ้อย ยอดไผ่ ยอดไม้ หรือปลายผมที่ถูกลมพัดไหวอยู่อย่างใดอย่างหนึ่ง แล้วพึงตั้ง สติ ไว้ว่า “ลมพัดต้องในที่นี้” หรือ “ลมพัดเข้ามาในช่องหน้าต่าง หรือช่องฝา ถูกต้องกายในที่ใด” ก็พึงตั้งสติไว้ในที่นั้น แล้วพึงบริกรรมว่า “วาโยๆ ลมๆ” ดังนี้ร่ำไป จนกว่าจะสำเร็จ อุคคหนิมิต และ ปฏิภาคนิมิต ฉะนั้น อุคคหนิมิต ใน วาโยกสิณ นี้ จะปรากฏไหวๆ เหมือนไอแห่งข้าวปายาส [ละอองไอน้ำในก้อนเมฆ  หรือในหวดข้าวเหนียว หรือในหม้อหุงข้าว] อันบุคคลปลงลงจากเตาใหม่ๆ ปฏิภาคนิมิต จะปรากฏอยู่เป็นอันดีมิได้หวั่นไหว เมื่อ อุคคหนิมิต เกิดแล้ว โยคาวจรกุลบุตรก็จะได้สำเร็จ ฌาน โดยลำดับ

 

() วิธีเจริญนีลกสิณ โยคาวจรกุลบุตรผู้มีศรัทธาปรารถนาจะเจริญ นีลกสิณ [สีเขียว] พึงพิจารณานิมิตสีเขียวเป็นอารมณ์ ถ้าเป็นผู้มีวาสนาบารมีเคยได้เจริญ นีลกสิณ มาแต่ชาติก่อนๆ แล้ว เพียงแต่เพ่งดูดอกไม้สีเขียวหรือผ้าเขียวเป็นต้น ก็อาจได้ อุคคหนิมิต และ ปฏิภาคนิมิต ส่วนผู้พึ่งจะเจริญ นีลกสิณ ในชาติปัจจุบันนี้ พึงทำ ดวงกสิณ ก่อน พึงเอาดอกไม้อย่างใดอย่างหนึ่งที่มีสีเขียวล้วนอย่างเดียว มาลำดับลงในผอบ หรือฝากล่องให้เสมอขอบปาก อย่าให้เกสรแลก้านปรากฏ ให้แลเห็นแต่กลีบสีเขียวอย่างเดียว หรือจะเอาผ้าเขียวขึงที่ปากผอบหรือฝากล่องทำให้เสมอดังหน้ากลองก็ได้ หรือจะเอาของที่เขียวเช่นคราม เป็นต้น มาทำเป็น ดวงกสิณ เหมือนอย่าง ปฐวีกสิณ ก็ได้

เมื่อทำ ดวงกสิณ เสร็จแล้วพึงปฏิบัติพิธีโดยทำนองที่กล่าวไว้ใน ปฐวีกสิณ นั้นเถิด พึงบริกรรมภาวนาว่า “นีลํๆ เขียวๆ” ดังนี้ร่ำไป จนกว่า อุคคหนิมิต และ ปฏิภาคนิมิต จะเกิดขึ้น อุคคหนิมิต ใน นีลกสิณ นี้มีกสิณโทษอันปรากฏ ถ้ากสิณนั้นกระทำด้วยดอกไม้ก็เห็นเกสร–ก้าน และระหว่างกลีบปรากฏ ส่วน ปฏิภาคนิมิต จะปรากฏดุจกาบขั้วตาลแก้วมณีตั้งอยู่ในอากาศ เมื่อ ปฏิภาคนิมิต เกิดแล้ว อุปจารฌาน และ อัปปนาฌาน ก็จะเกิดดังกล่าวแล้วใน ปฐมกสิณ

 

(––) วิธีเจริญปีตกสิณ–โลหิตกสิณ–โอทาตกสิณ วิธีเจริญกสิณทั้ง ๓ นี้ เหมือนกับ นีลกสิณ ทุกอย่าง ปีตกสิณเพ่งสีเหลือง บริกรรมว่า “ปีตกํๆ เหลืองๆ”ลหิตกสิณเพ่งสีแดง บริกรรมว่า “โลหิตํๆ แดงๆ” โอทาตกสิ เพ่งสีขาว บริกรรมว่า “โอทาตํๆ ขาวๆ” ดังนี้ร่ำไป จ นกว่าจะเกิด อุคคหนิมิต และ ปฏิภาคนิมิต ลักษณะ อุคคหนิมิต และ ปฏิภาคนิมิต ก็เหมือนใน นีลกสิณ ต่างกันแต่สีอย่างเดียวเท่านั้น

 

() วิธีเจริญอาโลกกสิณ โยคาวจรกุลบุตรผู้เจริญอาโลกกสิณนี้ ถ้าเป็นผู้มีวาสนาบารมี เคยได้เจริญมาแต่ชาติก่อนๆ แล้วเพียงแต่เพ่งดูแสงพระจันทร์หรือแสงพระอาทิตย์ หรือช่องหน้าต่างเป็นต้นที่ปรากฏเป็นวงกลมอยู่ที่ฝาหรือที่พื้นนั้นๆ ก็อาจสำเร็จ อุคคหนิมิต และ ปฏิภาคนิมิต โดยง่าย ส่วนโยคาวจรที่พึงจะเจริญกสิณในชาติปัจจุบันนี้ เมื่อจะเจริญต้องทำ ดวงกสิณ ก่อน พึงหาหม้อมาเจาะให้เป็นช่องกลมประมาณคืบ ๔ นิ้ว เอาประทีปตามไว้ข้างใน ปิดปากหม้อเสียให้ดี ผินช่องหม้อไปทางฝา แสงสว่างที่ออกทางช่องหม้อก็จะปรากฏเป็นวงกลมอยู่ที่ฝา พึงนั่งพิจารณาตามวิธีที่กล่าวไว้ใน ปฐวีกสิณ บริกรรมว่า “อาโลโกๆ แสงสว่างๆ”  ดังนี้ร่ำไป จนกว่าจะได้สำเร็จ อุคคหนิมิต และ ปฏิภาคนิมิต ฉะนั้น อุคคหนิมิต ใน อาโลกกสิณ นี้ ปรากฏดุจวงกลมอันปรากฏที่ฝานั่นแล ส่วน ปฏิภาคนิมิต ปรากฏผ่องใสเป็นแท่งทึบ ดังดวงแห่งแสงสว่างฉะนั้น

 

(๑๐) วิธีเจริญอากาศกสิณ โยคาวจรกุลบุตรผู้ปรารถนาจะเจริญ อากาศกสิณ นี้ ถ้าเป็นผู้มีวาสนาบารมี เคยสั่งสมมาแล้วแต่ชาติก่อน เพียงแต่เพ่งดูช่องฝา ช่องดาน หรือช่องหน้าต่าง เป็นต้น ก็อาจสำเร็จ อุคคหนิมิต และ ปฏิภาคนิมิต โดยง่าย ถ้าไม่มีวาสนาบารมีในกสิณ ข้อนี้มาก่อนต้องทำ ดวงกสิณ ก่อน เมื่อจะทำ ดวงกสิณ พึงเจาะฝาเจาะแผ่นหนังหรือเสื่อลำแพนให้เป็นวงกว้างคืบ ๔ นิ้ว ปฏิบัติการทั้งปวง โดยทำนองที่กล่าวไว้ใน ปฐวีกสิณ บริกรรมว่า “อากาโสๆ อากาศๆ” ดังนี้ร่ำไป จนกว่าจะเกิด อุคคหนิมิต และปรากฏรูปวงกลมอากาศ แต่มีที่สุดฝาเป็นต้นเจือปนอยู่บ้าง ส่วนปฏิภาคนิมิต ปรากฏเป็นวงกลมอากาศเท่ากับวงกสิณเด่นอยู่ และสามารถแผ่ออกให้ใหญ่ได้ตามต้องการ

 

(๑๑) วิธีเจริญอุทธุมาตกะอสุภกรรมฐาน โยคาวจรกุลบุตร ผู้มีศรัทธาปรารถนาจะเจริญกรรมฐานนี้ พึงไปสู่ที่พิจารณา อุทธุมาตกะอสุภนิมิต อย่าไปใต้ลม พึงไปเหนือลม ถ้าทางข้างเหนือลมมีรั้วและหนามกั้นอยู่ หรือมีโคลนตม เป็นต้น ก็พึงเอาผ้าหรือมือปิดจมูกไป  เมื่อไปถึงแล้วอย่าเพ่อและดู อสุภนิมิต ก่อน พึงกำหนดทิศก่อน ให้ยืนอยู่ในทิศใดเห็น ซากอสุภะ ไม่ถนัดดีนัก น้ำจิตเห็นไม่ควร แก่ ภาวนากรรมฐาน พึงเว้นทิศนั้นเสีย อย่ายืนทิศนั้น พึงไปยืนในทิศที่เห็น ซากอสุภะ ถนัด น้ำจิตก็ควรแก่ กรรมฐาน  อนึ่งอย่ายืนในที่ใต้ลม กลิ่นอสุภะ จะเบียดเบียน อย่ายืนข้างเหนือลมหม่อมนุษย์ที่สิงอยู่ในซากอสุภะจะโกรธเคือง พึงหลีกเลี่ยงเสียสักหน่อย อนึ่ง อย่าใกล้นักไกลนัก ยืนไกลนัก ภาพอสุภะ ไม่ปรากฏแจ้ง [มองอสุภะไม่ชัด] ยืนใกล้นักจะไม่สบายเพราะ กลิ่นอสุภะ และ ปฏิกูลด้วยซากศพ ยืนชิดเท้านัก ชิดศีรษะนักจะไม่เห็น ซากอสุภะ หมดทั้งกาย พึงยืนในที่ท่ามกลางตัวอสุภะในที่ที่สบาย เมื่อยืนอยู่ดังนี้ ถ้าก้อนศิลาจอมปลวกต้นไม้ หรือกอหญ้า เป็นต้น ปรากฏแก่จักษุ จะเล็กใหญ่ ขาวดำ ยาวสั้น สูงต่ำอย่างใด ก็พึงกำหนดรู้อย่างนั้นๆ  แล้วต่อไปพึงกำหนด อุทธุมาตกะอสุภะ นี้ โดยอาการ ๖ อย่าง คือ สีเภทสัณฐาน ทิศที่ตั้งอยู่ในปฐมวัย ๑ มัชฌิมวัยปัจฉิมวัยกำหนดสัณฐานอสุภะ นี้ เป็นร่างกายของคนดำ คนขาว เป็นต้น กำหนดเภท นั้น คือ  กำหนดว่า ซากอสุภะ นี้เป็นร่างกายของคนที่ตั้งอยู่ในปฐมวัย มัชฌิมวัย ปัจฉิมวัย กำหนดสัณฐาน นั้น คือ กำหนดว่า นี่เป็นสัณฐานศีรษะ–ท้อง– สะเอว เป็นต้น กำหนดทิศ นั้น คือ กำหนดว่า ใน ซากอสุภะ นี้มีทิศ ๒ คือ ทิศเบื้องต่ำ–เบื้องบน  ท่านกายตั้งแต่นาภีลงมาเป็นทิศเบื้องต่ำ  ตั้งแต่นาภีขึ้นไปเป็นทิศเบื้องบนกำหนดที่ตั้งนั้น คือ กำหนดว่ามืออยู่ข้างนี้ เท้าอยู่ข้างนี้ ศีรษะอยู่ข้างนี้ ท่ามกลางกายอยู่ที่นี้ กำหนดปริเฉท นั้น คือ  กำหนดว่า ซากอสุภะ นี้มีกำหนดในเบื้องต่ำด้วยพื้นเท้า  มีกำหนดในเบื้องบน คือ ปลายผม มีกำหนดในเบื้องขวางด้วยหนังเต็มไปด้วยเครื่องเน่า ๓๑ ส่วน โยคาวจรพึงกำหนดพิจารณา อุทธุมาตกะ อสุภนิมิตนี้ ได้เฉพาะแต่ซากอสุภะ อันเป็นเพศเดียวกับตน คือ ถ้าเป็นชาย ก็พึงพิจารณาเพศชายอย่างเดียว

เมื่อพิจารณา อุทธุมาตกอสุภะ นั้น จะนั่งหรือยืนก็ได้ แล้วพึงพิจารณาให้เห็นอานิสงส์ใน อสุภกรรมฐาน พึงสำคัญประหนึ่งดวงแก้ว ตั้งไว้ซึ่ง ความเคารพรักใคร่ยิ่งนัก ผูกจิตไว้ในอารมณ์ คือ  อสุภะนั้นไว้ให้มั่นด้วยคิดว่าอาตมา [ข้าพเจ้า] จะได้พ้นชาติ ชรา มรณทุกข์ด้วยวิธีปฏิบัติดังนี้แล้ว พึงลืมจักษุขึ้นแลดู อสุภะ ถือเอาเป็นนิมิต แล้วเจริญบริกรรมภาวนาไปว่า “อุทธุมาตกํ ปฏิกูลํ” ซากศพพองขึ้น เป็นของน่าเกลียดด้งนี้ร่ำไป ร้อยครั้ง พันครั้ง ลืมจักษุดูแล้วพึงหลับ–จักษุพิจารณา ทำอยู่ดังนี้เรื่อยไป จนเมื่อหลับจักษุดู ก็เห็น อสุภะ เหมือนเมื่อลืมจักษุดูเมื่อใด ชื่อว่าได้ อุคคหนิมิต ในกาลเมื่อนั้น ครั้นได้ อุคคหนิมิต แล้ว ถ้าไม่ละความเพียรพยายามก็จะได้ ปฏิภาคนิมิต อุคคหนิมิต ปรากฏเห็นเป็นของพึงเกลียดพึงกลัว และแปลกประหลาดยิ่งนัก ปฏิภาคนิมิต ปรากฎดุจบุรุษมีกายอันอ้วนพี กินอาหารอิ่มแล้วนอนอยู่ฉะนั้น เมื่อได้ ปฏิภาคนิมิต แล้ว นิวรณธรรม ทั้ง ๕ [นิวรณ์ ๕] มีกามฉันทะ เป็นต้น ก็ปราศจากสันดานสำเร็จ อุปจารฌาน และ อัปปนาฌาน และ ความชำนาญแคล่วคล่องในฌานโดยลำดับไป

 

(๑๒) วิธีเจริญวินีลกอสุภกรรมฐาน วินีลกอสุภะ นั้น คือ ซากศพกำลังพองเขียว วิธีปฏิบัติทั้งปวงเหมือนใน อุทธุมาตกอสุภะ แปลกแต่คำบริกรรมว่า “วินีลกํ ปฏิกูลํ” อสุภะขึ้นพองเขียวน่าเกลียดดังนี้ อุคคหนิมิต ในอสุภะนี้ปรากฏมีสีต่างๆ แปลกกัน ปฏิภาคนิมิต ปรากฏเป็นสีแดง ขาว เขียว เจือกัน

 

(๑๓) วิธีเจริญวิบุพพกอสุภกรรมฐาน วิบุพพกอสุภะ นี้ คือ ซากศพมีน้ำหนองไหล วิธีปฏิบัติเหมือนใน อุทธุมาตกอสุภะ ทุกประการ แปลกคำบริกรรมว่า “วิปุพพกํ ปฏิกูลํ” ซากศพมีน้ำหนองไหล น่าเกลียดดังนี้เท่านั้น อุคคหนิมิต ในอสุภะนี้ปรากฏเหมือนมีน้ำหนอง น้ำเหลืองไหลอยู่มิขาด  ส่วน ปฏิภาคนิมิต นั้น ปรากฏเหมือนดั่งร่างอสุภะสงบนิ่งอยู่มิได้หวั่นไหว

 

(๑๔) วิธีเจริญวิฉิททกอสุภกรรมฐาน อสุภะนี้ ได้แก่ ซากศพที่ถูกตัดออกเป็นท่อนๆ ทั้งอยู่ในที่มีสนามรบหรือป่าช้า เป็นต้น วิธีปฏิบัติทั้งปวงเหมือนใน อุทธุมาตกอสุภะ แปลกแต่คำบริกรรมว่า “วิฉิททกํ ปฏิกูลํ” ซากศพขาดเป็นท่อนๆ น่าเกลียดดังนี้เท่านั้น อุคคหนิมิต ปรากฏเป็นซากอสุภะขาดเป็นท่อนๆ ส่วน ปฏิภาคนิมิต ปรากฏเหมือนมีอวัยวะครบบริบูรณ์ มิเป็นช่องขาดเหมือนอย่าง อุคคหนิมิต

 

(๑๕) วิธีเจริญวิขายิตกอสุภกรรมฐาน ให้โยคาวจรพิจารณา ซากศพอันสัตว์ มีแร้ง กา และสุนัข เป็นต้น กัดกินแล้วอวัยวะขาดไปต่างๆ บริกรรมว่า “วิขายิตกํ ปฏิกูลํ” ซากศพที่สัตว์กัดกินอวัยวะต่างๆ เป็นของน่าเกลียด ดังนี้ร่ำไปกว่าจะได้สำเร็จ อุคคหนิมิต และ ปฏิภาคนิมิต สำหรับ อุคคหนิมิต ในอสุภะนี้ ปรากฏเหมือน ซากอสุภะ อันสัตว์กัดกินกลิ้งอยู่ในที่นั้นๆ ปฏิภาคนิมิต ปรากฏบริบูรณ์สิ้นทั้งกาย จะปรากฏเหมือนที่สัตว์กัดกินนั้นมิได้

 

(๑๖) วิธีเจริญวิขิตตกอสุภกรรมฐาน ให้โยคาวจร พึงนำมาเองหรือให้ผู้อื่นนำมาซึ่งซากอสุภะที่ตกเรี่ยรายอยู่ในที่ต่างๆ แล้วมากองไว้ในที่เดียวกัน แล้วกำหนดพิจารณา บริกรรมว่า “วิขิตตกํ ปฏิกูลํ” ซากศพ อันซัดไปในที่ต่างๆ  เป็นของน่าเกลียดดังนี้ร่ำไป  จนกว่าจะได้ อุคคหนิมิต และ ปฏิภาคนิมิต ส่วน อุคคหนิมิต ในอสุภะนี้ ปรากฏเป็นช่องๆ เป็นระยะๆ เหมือน ร่างอสุภะ นั้นเอง ปฏิภาคนิมิต ปรากฏเหมือนกายบริบูรณ์จะมีช่องมีระยะหามิได้

 

(๑๗) วิธีเจริญหตวิขิตตอสุภกรรมฐาน ให้โยคาวจรพึงนำเอามาหรือให้ผู้อื่นนำเอามา ซึ่งซากอสุภะที่คนเป็นข้าศึก สับฟันกันเป็นท่อนท่อนใหญ่ทิ้งไว้ในที่ต่างๆ ลำดับเข้าให้ห่างกันประมาณนิ้วมือหนึ่ง แล้วกำหนดพิจารณาบริกรรมว่า “หตวิขิตตกํ ปฏิกูลํ” ซากศพขาดเป็นท่อนน้อยท่อนใหญ่ ตกกระจาย เป็นของน่าเกลียดดังนี้ร่ำไป จนกว่าจะได้ อุคคหนิมิต และ ปฏิภาคนิมิต สำหรับ อุคคหนิมิต ในอสุภะนี้ ปรากฏดุจรอยปากแผลอันบุคคลประหาร ปฏิภาคนิมิต ปรากฏดังเต็มบริบูรณ์ทั้งกาย มิได้เป็นช่องเป็นระยะ

 

(๑๘) วิธีเจริญโลหิตกอสุภกรรมฐาน ให้โยคาวจรพิจารณาซากศพที่คนประหารสับฟันในอวัยวะ นั่นคือ มีมือและเท้า เป็นต้น มีโลหิตไหลออกอยู่และทิ้งไว้ในที่ทั้งหลายมีสนามรบเป็นต้น หรือพิจารณาอสุภะที่มีโลหิตไหลออกจากแผล มีแผลฝีเป็นต้นก็ได้ บริกรรมว่า “โลหิตกํ ปฏิกูลํ” อสุภะนี้โลหิตไหลเปรอะเปื้อนเป็นของน่าเกลียดดังนี้ร่ำไป จนกว่าจะได้ อุคคหนิมิต และ ปฏิภาคนิมิต ส่วน อุคคหนิมิต ในอสุภะนี้ ปรากฏดุจจะผ้าแดงอันต้องลมแล้วแลไหวๆ อยู่ ปฏิภาคนิมิต ปรากฏเป็นอันดีจะได้ไหวหามิได้

 

(๑๙) วิธีเจริญปุฬุวกอสุภกรรมฐาน ให้โยคาวจรพิจารณาซากศพของมนุษย์หรือสัตว์ มีสุนัข เป็นต้น ที่มีหนอนคลานคร่ำอยู่ บริกรรมว่า “ปุฬุวกํ ปฏิกูลํ”   อสุภะที่หนอนคลานคร่ำอยู่เต็มไปหมด  ไม่เป็นที่เจริญตา หรือน่าภิรมย์ นั่นคือ เป็นของน่าเกลียดดังนี้ร่ำไป  จนกว่าจะได้ อุคคหนิมิต และ ปฏิภาคนิมิต สำหรับ อุคคหนิมิต ในอสุภะนี้ ปรากฏมีอาการหวั่นไหว  ดั่งหมู่หนอนอันสัญจรคลานอยู่ ปฏิภาคนิมิต ปรากฏมีอาการอันสงบเป็นอันดีดุจกองข้าวสาลีอันขาวฉะนั้น

 

(๒๐) วิธีเจริญอัฏฐิกอสุภกรรมฐาน ให้โยคาวจรพิจารณาซึ่งซากศพที่เหลือแต่กระดูกอย่างเดียว จะพิจารณาร่างกระดูกที่ติดกันอยู่ทั้งหมดยังไม่เคลื่อนหลุดไปจากกันเลยก็ได้ จะพิจารณาร่างกระดูกที่เคลื่อนหลุดไปจากกันแล้วโดยมากยังติดกันอยู่บ้างก็ได้ จะพิจารณาท่อนกระดูกอันเดียวก็ได้ ตามแต่จะเลือกพิจารณา แล้วพึงบริกรรมว่า “อฏฐิกํ ปฏิกูลํ” กระดูกเป็นของน่าเกลียดดังนี้ร่ำไป จนกว่าจะสำเร็จ อุคคหนิมิต และ ปฏิภาคนิมิต ถ้าโยคาวจรพิจารณาแต่ท่อนกระดูกอันเดียว อุคคหนิมิต และ ปฏิภาคนิมิต ปรากฏเป็นอย่างเดียวกัน ถ้าโยคาวจรพิจารณากระดูกที่ยังติดกันอยู่ทั้งสิ้น อุคคหนิมิต ปรากฏปรากฏเป็นช่องๆ เป็นระยะๆ ปฏิภาคนิมิต ปรากฏเป็น ร่างกายอสุภะ บริบูรณ์สิ้นทั้งนั้น

 

(๒๑–๓๐) วิธีเจริญอนุสสติ ๑๐ ประการ คือ พุทธานุสสติ ระลึกถึงคุณพระพุทธเจ้า ธมมานุสสติ ระลึกถึงคุณพระธรรม ๑ สังฆานุสสติ ๑ ระลึกถึงคุณพระสงฆ์ ๑ สีลานุสสติ ๑ ระลึกถึงคุณศีล ๑ จาคานุสสติ ๑ ระลึกถึงคุณทาน ๑ เทวตานุสสติ ๑ ระลึกถึงคุณเทวดา ๑ อุปสมานุสสติ ๑ ระลึกถึงคุณพระนิพพาน ๑ มรณัสสติ ๑ ระลึกถึงความตาย ๑ กายคตาสติ ระลึกไปในกายของตน ๑ อานาปานสติ ระลึกถึงลมหายใจเข้าออก ๑ ในอนุสสติ ๑๐ ประการนี้ จะอธิบายพิสดารเฉพาะ อานาปานสติ ดังต่อไปนี้

โยคาวจรกุลบุตรผู้เจริญ อานาปานสติกรรมฐาน พึงเข้าไปอาศัยอยู่ในป่า หรือโคนไม้ หรืออยู่ในเรือนโรงศาลากุฏิวิหารอันว่างเปล่า เป็นที่เงียบสงัดแห่งใดแห่งหนึ่งอันสมควรแก่ ภาวนานุโยค [ความหมั่นประกอบเจริญกรรมฐาน] แล้ว พึงนั่งคู้บัลลังค์ขัดสมาธิเท้าขวาทับเท้าซ้าย มือขวาทับมือซ้าย ตั้งกายให้ตรงดำรงสติไว้ให้มั่น [เมื่อจิตเข้าสู่ “ปัสสัทธิ” สงบเย็นกายและใจด้วย “ปีติ”  ย่อมเกิดภาวะที่เรียกว่า “อุปัฏฐาน” = สติชัด–สติแก่กล้า และ “อธิโมกข์” = ศรัทธาแรงกล้าที่ทำให้ใจผ่องใสอย่างยิ่ง] คอยกำหนดรู้ลมหายใจเข้าและลมหายใจออก [อัสสาสะ–ปัสสาสะ = อานาปานสติ] อย่าให้ลืมหลง เมื่อหายใจเข้าก็พึงกำหนดรู้ว่าหายใจเข้า เมื่อหายใจออกก็พึงกำหนดรู้ว่าหายใจออก เมื่อหายใจเข้าออกยาวหรือสั้น ก็พึงกำหนดรู้ประจักษ์ชัดทุกๆ ครั้งไปอย่าลืมหลง อนึ่ง ท่านสอนให้กำหนดนับด้วย เมื่อลมหายใจเข้าและออกอันใดปรากฏแจ้ง ก็ให้นึกนับว่าหนึ่งๆ รอบที่สองนับว่าสองๆ ไปจนถึงห้าๆ เป็นปัญจกะ (หมวด ๕) แล้วตั้งต้นหนึ่งๆ ไปใหม่ไปจนถึงหกๆ เป็นฉักกะ (หมวด ๖) แล้วนับตั้งต้นใหม่ไปถึงเจ็ดๆ เป็นสัตตกะ (หมวด ๗)  แล้วนับตั้งต้นใหม่ไปจนถึงแปดๆ เป็นอัฏฐกะ (หมวด ๘) แล้วนับตั้งแต่ต้นใหม่ไปจนถึงเก้าๆ เป็นนวกะ (หมวด ๙) แล้วนับตั้งต้นใหม่ไปจนถึงสิบๆ เป็นทสกะ (หมวด ๑๐) แล้วกลับนับตั้งต้นใหม่ตั้งแต่ปัญจกะ (หมวด ๕) ไปถึงทสกะ (หมวด ๑๐) โดยนัยนี้เรื่อยไป เมื่อกำหนดนับลมที่เดินโดยคลองนาสิกด้วยประการดังนี้ ลมหายใจเข้าออกก็จะปรากฏแก่โยคาวจรกุลบุตรชัดและเร็วเข้าทุกที อย่าพึงเอา สติ ตามลมเข้าออกนั้นเลย พึงคอยกำหนดนับให้เร็วตามลมเข้าออกนั้นว่า ๑. . . . . /. . . . . . / . . . . . . . /. . . . . . . . / . . . . . . . . . / . . . . . . . . . ๑๐. /  พึงนับตามลมหายใจเข้าออกดังเช่นนี้ร่ำไป  จิตก็จะเป็น เอกัคคตา [สมาธิ] ถึงซึ่งความเป็นหนึ่ง มีอารมณ์เดียวด้วยกำลังอันนับลมนั้นเทียว บางองค์ก็เจริญแต่ มนสิการกรรมฐาน นี้ ด้วยสามารถถอนนับลมนั้น ลมอัสสาสะ–ปัสสาสะ ก็ดับไปโดยลำดับๆ กระวนกระวายก็ระงับลง จิตก็เบาขึ้น แล้วกายก็เบาขึ้นด้วยดุจถึงซึ่งอาการอันลอยไปในอากาศ เมื่อ ลมอัสสาสะ–ปัสสาสะ หยาบดับลงแล้ว จิตของโยคาวจรนั้นก็มีแต่ นิมิตลมอัสสาสะ–ปัสสาสะ และ สุขุมละเอียดเป็นอารมณ์ เมื่อพยายามต่อไปลมสุขุมก็ดับลง เกิดลมสุขุมละเอียดยิ่งขึ้นประหนึ่งหายไปหมดโดยลำดับๆ ครั้นปรากฏเป็นเช่นนั้นอย่าพึงตกใจและลุกหนีไป เพราะจะทำให้กรรมฐานเสื่อมไป พึงทำความเข้าใจไว้ว่า ลมหายใจไม่มีแก่คนตาย คนดำน้ำ  คนเข้าฌาน คนอยู่ในครรภ์มารดาดังนี้แล พึงเตือนตนเองว่าบัดนี้เราก็มิได้ตายลมละเอียดเข้าต่างหาก แล้วพึงคอยกำหนดลมในที่ๆ มันเคยกระทบเช่นปลายจมูกไว้ ลมก็มาปรากฏดังเดิม เมื่อทำความกำหนดไปโดยนัยนี้ มิช้า อุคคหนิมิต และ ปฏิภาคนิมิต ก็จะปรากฏโดยลำดับไป อุคคหนิมิต และ ปฏิภาคนิมิต ใน อนาปานสติกรรมฐาน นี้ ย่อมปรากฏแก่โยคาวจรต่างๆ กัน บางองค์ปรากฏดังปุยนุ่นบ้างปุยสำลีบ้าง บางองค์ปรากฏเป็นวงช่องรัศมีบ้าง ดวงแก้วมณีแก้วมุกดาบ้าง บางองค์ปรากฏมีสัมผัสหยาบ คือ  เป็นดังเมล็ดในฝ้ายบ้าง ดังเสี้ยนสะเก็ดไม้แก่นบ้าง บางองค์ปรากฏดังด้ายสายสังวาลย์บ้าง เปลวควันบ้าง บางองค์ปรากฏดังใยแมลงมุมอันขึงอยู่บ้าง แผ่นเมฆและดอกบัวหลวง และจักรรถบ้าง บางทีปรากฏดังดวงพระจันทร์พระอาทิตย์ก็มี การที่ปรากฏ นิมิต ต่างๆ กันนั้น เป็นด้วยปัญญาของโยคาวจรต่างกันภูมิรู้–ภูมิธรรม–ภูมิปัญญา” กับ “สัญญา” คือ ความจำได้หมายรู้]

อนึ่ง ธรรม ๓ ประการ คือ ลมเข้า ๑ ลมออก ๑ นิมิต ๑ จะได้เป็นอารมณ์ของจิตอันเดียวกันหามิได้ [เกิดขึ้น–คงอยู่–ดับไป พร้อมๆ กัน ที่เรียกว่า “สหวุตติ–สหชาตธรรม” คือ มีความเป็นไปร่วมกัน ทั้งเกิดขึ้นด้วยกันพร้อมเป็นอันเดียว = เอกุปปาทะ ทั้งดับด้วยกันพร้อมเป็นอันเดียว = เอกนิโรธะ และมี ลมอัสสาสะ–ปัสสาสะ เป็นที่อาศัยร่วมกันเป็นอันเดียว = เอกนิสสยะ] นั่นคือ ลมเข้า ก็เป็นอารมณ์ของจิตอันหนึ่ง ลมออก ก็เป็นอารมณ์ของจิตอันหนึ่ง นิมิต ก็เป็นอารมณ์ของจิตอันหนึ่ง เมื่อรู้ ธรรม ๓ ประการนี้แจ้งชัดแล้วจึงจะสำเร็จ อุปจารฌาน และ อัปปนาฌาน เมื่อไม่รู้ธรรม ๓ ประการก็ย่อมไม่สำเร็จ อานาปานสติกรรมฐาน นี้เป็นไปเพื่อตัดเสียซึ่งวิตกต่างๆ เป็นอย่างดีด้วยประการฉะนี้

 

(๓๑–๔๐) ส่วนกรรมฐานอีก ๖ ประการ คือ อัปปมัญญาพรหมวิหาร ๔ (ดูในบทที่ ๕) –อาหาเรปฏิกูลสัญญา ๑–จตุธาตุวัตถาน ๑ จะไม่อธิบาย จะได้อธิบายแต่ อรูปกรรมฐาน ๔ ดังต่อไปนี้

โยคาวจรกุลบุตรผู้เจริญอรูปกรรมฐานที่หนึ่งพึงกสิณทั้ง ๙ มี ปฐวีกสิณ เป็นต้น อย่างใดอย่างหนึ่งเว้น อากาศกสิณ เสีย เมื่อสำเร็จ รูปาวจรฌาน อันเป็นที่สุดแล้วเจริญ อรูปาวจรฌาน ในอรูปกรรมฐาน ต่อไป พึงเพิกกสิณนั้นเสีย คือ  อย่ากำหนดนึกหมายเอา กสิณนิมิตเป็นอารมณ์ พึงตั้งจิตเพ่งนึกพิจารณา อากาศ ที่ ดวงกสิณ เกาะหรือเพิกแล้วเหลืออยู่แต่อากาศ ที่ ดวงกสิณ เกาะหรือเพิกแล้วเหลืออยู่แต่ อากาศเปล่าเป็นอารมณ์ พิจารณาไปๆ จน อากาศเปล่า เท่าวงกสิณปรากฏใน มโนทวาร ในกาลใด ในกาลนั้นให้โยคาวจรพิจารณา อากาศอันเป็นอารมณ์ บริกรรมว่า “อนนโต อากาโส” อากาศไม่มีที่สิ้นสุดดังเช่นนี้ร่ำไป  เมื่อบริกรรมนึกอยู่ดังนี้เนืองๆ  จิตก็สงบระงับตั้งมั่นเป็น อุปจารสมาธิ ไปจนถึง อัปปนาสมาธิ โดยลำดับ สำเร็จเป็นอรูปฌานที่ ๑ ชื่อว่า “อากาสานัญจายตนฌาน” เมื่อจะเจริญ อรูปกรรมฐานที่ ๒ ต่อไป พึงละ อากาศนิมิต ที่เป็นอารมณ์ของ อรูปฌาน ที่แรกนั้นเสีย พึงกำหนดจิตที่ยึดหน่วงเอา อากาศเป็นอารมณ์ นั้นมาเป็นอารมณ์ต่อไป บริกรรมว่า “อนนตํ วิญญาณํ” วิญญาณไม่มีที่สุดดังนี้ร่ำไปจนกว่าจะได้สำเร็จ อรูปฌานที่ ๒ ชื่อว่า “วิญญาณัญจายตนฌาน”

เมื่อจะเจริญ อรูปฌานที่ ๓ ต่อไป พึงละ อรูปวิญญาณ ทีแรกที่เป็นอารมณ์ของ อรูปฌานที่ ๒  นั้นเสีย มายึดหน่วงเอาความที่ไม่มีของ อรูปฌานทีแรก คือ  กำหนดว่า อรูปวิญญาณแรก นี้ไม่มีในที่ใด ดังนี้เป็นอารมณ์แล้วบริกรรมว่า “นตถิกิญจิๆ” ฉะนั้น อรูปวิญญาณ ทีแรกนี้มิได้มีมิได้เหลือติดอยู่ใน อากาศ ดังนี้ เนืองๆ ไปก็จะได้สำเร็จ อรูปฌานที่ ๓ ชื่อว่า “อากิญจัญญายตนฌาน”

เมื่อจะเจริญ อรูปกรรมฐานที่ ๔ ต่อไป พึงปล่อยวางอารมณ์ของ อรูปฌานที่ ๓ คือ ที่สำคัญมั่นว่า อรูปฌานทีแรก ไม่มีดังนี้เสีย พึงกำหนดเอาแต่ความละเอียดประณีตของ อรูปฌานที่ ๓ เป็นอารมณ์ทำบริกรรมว่า “สนตเมตํ ปณีตเมตํ” อรูปฌานที่ ๓ นี้ละเอียดนักประณีตนัก จะว่ามีสัญญาก็ไม่ใช่ ไม่มีสัญญาก็ไม่ใช่ ดังนี้เนืองๆ ไป ก็จะได้สำเร็จ อรูปฌานที่ ๔ ชื่อว่า “เนวสัญญานาสัญญายตนฌาน”

ฉะนั้น จะอธิบายฌานและสมาบัติต่อไป ฌานนั้นว่าโดยประเภทเป็น ๒ อย่าง คือ รูปฌาน และ อรูปฌาน อย่างละ ๔ ฌาน เป็นฌาน ๘ ประการ [ฌานสมาบัติ] ฌานทั้ง ๘ นี้ เป็นเหตุให้เกิดสมาบัติ ๘ ประการ บางแห่งท่านก็กล่าวว่า “ผลสมาบัติ” ต่อได้ ฌานมีวสี ชำนาญดีแล้ว จึงทำให้ สมาบัติ บริบูรณ์ขึ้นด้วยดีได้ เพราะเหตุนี้ สมาบัติ จึงเป็น ผลของฌาน ก็สมาบัติ ๘ ประการนี้ [นิโรธสมาบัติ–อนุบุพพนิโรธ= อนุบุพพวิหาร ๙ คือ ธรรมเครื่องอยู่ที่ประณีตต่อกันขึ้นไปโดยลำดับ ได้แก่ รูปฌาน ๔–อรูปฌาน ๔–สัญญาเวทยิตนิโรธ ๑ หรือ นิโรธสมาบัติ ๑] ในภายนอกพระพุทธศาสนาก็มี [เช่น สมาบัติของฤาษีดาบส นักพรต นักบวช หรือ ผู้ทรงศีล ที่ไม่ได้มุ่งเน้นถึงการบรรลุความตรัสรู้สัมโพธิญาณ แต่เพื่อการดับราคะเท่านั้น เพื่อหวังสุขในโลกนี้และโลกหน้า] แต่ไม่เป็นไปเพื่อดับกิเลสทั้งหลายและปวงทุกข์ ซึ่งทำให้แจ้งซึ่งพระนิพพานได้ แต่เป็นไปเพื่อ “ทิฏฐธรรมสุขวิหาร” [ความสุขในชีวิตปัจจุบัน] และเป็นไปเพื่อเกิดใน “พรหมโลก” เท่านั้น [ความต้องการที่เกิดในแดนสวรรค์ชั้นพรหม ไม่ใช่โลกุตตรภูมิ] เหมือนเช่น “สมาบัติของอาฬารดาบส” รวมทั้ง “อุทุกดาบส” ฉะนั้น แต่อย่างไรก็ตาม สำหรับ “สมาบัติพระพุทธศาสนา” [ฌานสมาบัติที่เป็นบาทวิถีในวิปัสสนา] นี้ ย่อมเป็นไปเพื่อรำงับดับกิเลส [วิราคะ] ทำให้แจ้งซึ่งพระนิพพานได้ [นิโรธ] ว่าโดยประเภทเป็น ๒ อย่าง คือ (๑) ผลสมาบัติ [ฌานสมาบัติ–สมาบัติ ๘] และ (๒) นิโรธสมาบัติ [เฉพาะพระอนาคามีกับพระอรหันต์ที่ได้ สมาบัติ ๘ แล้วเท่านั้นที่จะเข้าได้] ส่วน ผลสมาบัติ นั้นย่อมสาธารณะทั่วไปแก่พระอริยเจ้าสองจำพวก คือ พระอนาคามีกับพระอรหันต์ที่ได้ “สมาบัติ ๘” เท่านั้น

อนึ่ง ฌาน และ สมาบัติ นี้ ถ้าว่าโดยอรรถก็เป็นอันเดียวกัน ต่างกันแต่พยัญชนะเท่านั้น เพราะ ฌาน นั้นเป็นที่ถึงด้วยดีของ “ฌานลาภีบุคคล” [ผู้บำเพ็ญเพียรภาวนา] จริงอยู่ในอรรถกถาท่านกล่าวไว้ว่า “ฌานลาภีบุคคล” ถึงด้วยดีซึ่ง สมาบัติ คือ  ฌานเป็นที่ถึงด้วยดี มี ปฐมฌาน เป็นต้น ดังนี้ อนึ่ง ในพระบาลีแสดง อนุบุพพวิหารสมาบัติ ๙ ไว้ คือ ปฐมฌาน–ทุติยฌาน–ตติยฌาน–จตุตถฌาน–อากาสานัญจายตนฌาน–วิญญาณัญจายตนฌาน–อากิญจัญญายตนฌาน–เนวสัญญานาสัญญายตนฌาน และ สัญญาเวทยิตนิโรธ–นิโรธสมาบัติ เป็น สมาบัติ [ภาวะสงบประณีตซึ่งพึงเข้าถึงได้ เช่น ฌานสมาบัติ ผลสมาบัติ] ที่อยู่ตามลำดับของ “ฌานลาภีบุคคล” ดังนี้ อนึ่งท่านแสดง “อนุบุพพนิโรธสมบัติ ๙” ไว้ว่า “ฌานลาภีบุคคล” (๑) เมื่อถึงด้วยปฐมฌาน มีองค์ฌาน ๕ “วิตก–วิจาร–ปีติ–สุข–เอกัคคตา” (๒) เมื่อถึงด้วยทุติยฌาน วิตก–วิจาร ดับไป เหลือ “ปีติ–สุข–เอกัคคตา”  (๓) เมื่อถึงด้วยดีซึ่งตติยฌาน ปีติ ดับไป เหลือ “สุข–เอกัคคตา” (๔) เมื่อถึงด้วยดีซึ่งจตุตถฌาน ลมอัสสาสะปัสสาสะ และ สุข ดับไป เหลือ “อุเบกขา–เอกัคคตา” ซึ่งจะเป็นบาทฐานในสมถะและวิปัสสนาต่อไป (๕)  เมื่อถึงด้วยดีซึ่งอากาสานัญจายตนฌาน รูปสัญญา ดับไป (๖) เมื่อถึงด้วยดีซึ่งวิญญาณัญจายตนฌาน อรูปสัญญา ในอากาสานัญจายตนฌาน ดับไป  (๗) เมื่อถึงด้วยดีซึ่งอากิญจัญญายตนฌาน อรูปสัญญา ในวิญญานัญจายตนฌาน ดับไป (๘) เมื่อถึงด้วยดีซึ่งเนวสัญญานาสัญญายตนฌาน อรูปสัญญา ในอากิญจัญญายตนฌาน ดับไป (๙) เมื่อถึงด้วยดีซึ่งสัญญาเวทยิตนิโรธ สัญญา [ความจำได้หมายรู้] และ เวทนา [การเสวยอารมณ์] คือ  มโนสังขาร–จิตตสังขาร [สภาพที่ปรุงแต่งใจ] ดับไป ฉะนั้น “ธรรม ๙” อย่างนี้ชื่อ อนุบุพพนิโรธสมาบัติ นั่นคือ สมาบัติเป็นที่ดับหมดแห่งธรรมอันเป็นปัจจนึกแก่ตนตามลำดับฉะนี้ [เปรียบเทียบ “สุญญตสมาธิ” คือ สมาธิอันพิจารณาเห็นความว่าง ได้แก่ วิปัสสนาที่ให้ถึงความหลุดพ้นด้วยกำหนดอนัตตลักษณะ] คำในอรรถกถาและบาลีทั้ง ๒ นี้ส่องความให้ชัดว่า ฌาน และ สมาบัติ คือ สมาบัติเป็นผล วิเศษแปลกกันแต่เท่านี้

ฉะนั้น [การเข้าถึงกระแสในสัจจะแห่งนิพพาน] บุคคลใดปฏิบัติชอบแล้ว บุคคลนั้นย่อมพิจารณาความเป็นไปแห่งสังขารทั้งหลาย ย่อมเห็นความเกิด ความแก่ ความเจ็บไข้ และความตายในสังขารทั้งหลายเหล่านั้น ย่อมไม่เห็นความสุข ความยินดีน้อยหนึ่งในสังขารทั้งหลายเหล่านั้น ไม่เห็นซึ่งอะไรๆ ในเบื้องต้น ท่ามกลาง หรือที่สุดในสังขารทั้งหลายเหล่านั้นซึ่งจะเข้าถึงความเป็นของไม่ควรถือเอา ดังเช่น “อุปมาเหมือนบุรุษไม่เห็นซึ่งที่แห่งใดแห่งหนึ่ง ในเบื้องต้น ท่ามกลาง หรือที่สุด ในก้อนเหล็กแดงอันร้อนอยู่ตลอดวัน ที่เข้าถึงความเป็นของควรจับถือสักแห่งเดียวฉันใด บุคคลพิจารณาเห็นความเกิด ความแก่ ความเจ็บไข้ และความตายในสังขารทั้งหลายนั้น ย่อมไม่เห็นความสุข ความยินดีในสังขารเหลานั้นแม้น้อยหนึ่งฉันนั้น”  เมื่อบุคคลพิจารณาเห็นว่าเป็นของร้อนพร้อม ร้อนมาแต่ต้นตลอดโดยรวบ มีทุกข์มากมีคับแค้นมาก ถ้าใครมาเห็นได้ซึ่งความไม่เป็นไปแห่งสังขารทั้งหลายไซร้ “ธรรมชาติ” [ปรมัตถสัจจะ–ธรรม] นี้ คือ ธรรมชาติเป็นที่ระงับแห่งสังขารทั้งปวง ๑ ธรรมชาติเป็นที่สลัดคืนแห่งอุปธิทั้งปวง ๑ ธรรมชาติเป็นที่สิ้นแห่งตัณหา ๑ ธรรมชาติเป็นที่ปราศจากเครื่องย้อม ๑ ธรรมชาติเป็นที่ระงับความกระหาย ๑ ธรรมชาติเป็นที่ดับทุกข์ ๑ ธรรมชาตินั้นเป็นที่สงบ เป็นของประณีต ๑ ดังนี้ ฐานที่ตั้งแห่งธรรมอันอุดม นี้ คือ ศีล บุคคลตั้งมั่นในศีลแล้ว เมื่อกระทำในใจโดยชอบแล้ว จะอยู่ในที่ใดๆ ก็ตามปฏิบัติชอบแล้ว ย่อมทำให้แจ้งซึ่ง พระนิพพาน ด้วยประการฉะนี้

เมื่อโยคาวจรตั้งธรรม ๖ กอง [นั่นคือ วิปัสสนาภูมิ–ปัญญาภูมิ = ขันธ์ ๕–อายตนะ ๑๒–ธาตุ ๑๘–อินทรีย์ ๒๒–ปฏิจจสมุปบาท ๑๒–อริยสัจจ์ ๔] มีขันธ์ ๕ เป็นต้น มีปฏิจจสมุปบาทเป็นที่สุดได้เป็นพื้น คือ  พิจารณาให้รู้จักลักษณะแห่งธรรม ๖ กอง ยึดหน่วงเอาธรรม ๖ กองไว้เป็นอารมณ์ได้แล้ว [ปัญญาวิปัสสนา กับ โพธิปักขิยธรรม ๓๗–เอกายนมรรค คือ ข้อปฏิบัติอันประเสริฐที่จะนำผู้ปฏิบัติไปสู่ความบริสุทธิ์หมดจด หมดความทุกข์ และบรรลุนิพพาน] ลำดับนั้นจึงเอา ศีลวิสุทธิ และ จิตตวิสุทธิ มาเป็นรากฐาน [เจริญธรรมในวิสุทธิ ๗] สำหรับ ศีลวิสิทธิ นั้น ได้แก่ ปาฏิโมกขสังวรศีล ส่วน จิตตวิสุทธิ นั้นได้แก่ อัฏฐสมาบัติ ๘ ประการ [รูปฌาน ๔ กับ อรูปฌาน ๔ = สมาบัติ ๘] เมื่อตั้ง ศีลวิสุทธิ และ จิตตวิสุทธิ เป็นรากฐานแล้ว ลำดับนั้นโยคาวจรพึงเจริญ วิสุทธิ ทั้ง ๕ สืบต่อไปโดยลำดับๆ เอา ทิฏฐิวิสุทธิ และ กังขาวิตรณวิสุทธิ เป็นเท้าซ้ายเท้าขวา ยึดเอา มัคคามัคคญาณทัสสนวิสุทธิ และ ปฏิปทาญาณทัสสนวิสุทธิ เป็นมือซ้ายมือขวา ยึดเอา ญาณทัสสนวิสุทธิ [มัคคญาณ–อริยมรรค–โลกุตตรมรรค–มรรค ๔  = ความรู้ทั้งหมดในอริยสัจจ์ ๔] เป็นศีรษะเถิด จึงจะอาจสามารถยกตนออกจาก วัฏฏสงสาร [กิเลส–กรรม–วิบาก] ได้

อันว่า ทิฏฐิวิสุทธิ นั้น คือ ปัญญาอันพิจารณาซึ่งนามและรูปโดย สามัญลักษณะแห่งไตรลักษณ์  มีสภาวะเป็น ปริณามธรรม [ความผันแปรเปลี่ยนไป–สภาวะที่แปรผันตามธรรมชาติ] มิได้เที่ยงแท้ มีปกติแปรผัน เป็นทุกข์ ไม่ใช่ตัวตน [อนิจจัง–ทุกขัง–อนัตตา] เป็นปัญญาเครื่องชำระตนให้บริสุทธิ์จากความเห็นผิดต่างๆ โยคาวจรเจ้าผู้ปรารถนาจะยัง ทิฏฐิวิสุทธิ ให้บริบูรณ์ พึงเข้าสู่ ฌานสมาบัติ [ภาวะสงบประณีตซึ่งพึงเข้าถึงด้วยการบำเพ็ญเพียงฌาน = อารัมมณูปนิชฌาน คือภาวะจิตที่เพ่งอารมณ์จนแน่วแน่ ได้แก่ สมาบัติ ๘ คือ รูปฌาน ๔ และ อรูปฌาน ๔] ตามจิตประสงค์ ยกเว้นเสียแต่ เนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติ เพราะละเอียดเกินไป ปัญญาของโยคาวจรจะพิจารณาได้โดยยาก พึงเข้าแต่เพียง รูปฌาน ๔ อรูปฌาน ๓ ประการนั้นเถิด เมื่ออกจาก ฌานสมาบัติ อันใดอันหนึ่งแล้ว พึงพิจารณาองค์ฌาน มี “วิตก–วิจาร–ปีติ–สุข–อุเบกขา–เอกัคคตา” แล้ว เจตสิกธรรม อันสัมปยุตต์ด้วย องค์ฌาน นั้นให้แจ้งชัดโดยลักษณะ กิจ [หน้าที่] ปัจจุปัฏฐาน [ฐานในปัจจุบันธรรม] และ อาสันนการณ์ [เหตุจวนเจียนที่จะเกิด] แล้วพึงกำหนดกฎหมายว่า องค์ฌาน และ ธรรม อันสัมปยุตต์ด้วยองค์ฌานนี้ล้วนแต่เป็น นามธรรม [จิตวิญญาณ] เพราะเป็นสิ่งที่น้อมไปสู่อารมณ์สิ้นด้วยกัน แล้วพึงกำหนดพิจารณาที่อยู่ของ นามธรรม จนเห็นแจ้งว่า “หทัยวัตถุ” เป็น ที่อยู่แห่งนามธรรม อุปมาเหมือนบุรุษเห็นอสรพิษภายในเรือน เมื่อติดตามสกัดดูก็รู้ว่าอสรพิษอยู่ที่นี่ๆ ฉันใด โยคาวจรผู้แสวงหาที่อยู่แห่งนามธรรมฉันนั้น ครั้นแล้วพึงพิจารณารูปธรรมสืบต่อไป จนเห็นแจ้งว่า หทัยวัตถุ [ที่ตั้งแห่งใจ–หัวใจ = หทัยรูป] นั้นอาศัยซึ่ง ภูตรูป ทั้ง ๔  [มหภูตรูป ๔–ธาตุ ๔\ คือ “ดิน–น้ำ–ไฟ–ลม”  แม้ อุปาทารูป [อุปาทายรูป ๒๔]  อื่นๆ  ก็อาศัย ภูตรูป สิ้นด้วยกัน รูปธรรม นี้ ย่อมเป็นสิ่งฉิบหายด้วยอันตรายต่างๆ มีหนาวร้อน เป็นต้น เมื่อโยคาวจรมาพิจารณารู้แจ้งซึ่งนามและรูป [นามรูป–สังขาร] ฉะนี้แล้ว พึงพิจารณาธาตุทั้ง ๔ คือ “ดิน–น้ำ–ไฟ–ลม” ให้เห็นแจ้งด้วย “ปัญญา” โดยสังเขปหรือพิสดารก็ได้ ตามแต่ ปัญญา ของโยคาวจรจะพึงหยั่งรู้หยั่งเห็น ครั้นพิจารณา ธาตุ แจ่มแจ้งแล้ว [จตุธาตุววัฏฐาน–ธาตุมนสิการ หมายถึง การกำหนดธาตุ ๔–การพิจารณาธาตุ ด้วย “สติสัมปชัญญะ” คือ มองเห็นความเกิดขึ้นและความเสื่อมสลายไปในกาย ตระหนักว่ากายนี้ก็สักว่า กาย มิใช่สัตว์ บุคคล ตัวตน เราเขา ดังนี้ ซึ่งจัดเป็นกายานุปัสสนาสติปัฏฐานส่วนหนึ่ง] พึงพิจารณา อาการ ๓๒ ในร่างกาย [ปฏิกูลมนสิการ] มีเกสา โลมา เป็นต้น จนถึง มัตถลุงค์–มันสมอง เป็นที่สุด [อาการ ๓๒ = ผม–ขน–เล็บ–ฟัน–หนัง–เนื้อ–เอ็น–กระดูก–เยื่อในกระดูก–ม้าม–หัวใจ–ตับ–พังผืด–ไต–ปอด–ไส้ใหญ่–ไส้น้อย–อาหารใหม่–อาหารเก่า–ดี–เสลด–หนอง–เลือด–เหงื่อ–มันข้น–น้ำตา–เปลวมัน–น้ำลาย–น้ำมูก–ไขข้อ–มูตร–มันสมอง] ให้เห็นชัดด้วย ปัญญา [โดยการพิจารณาโดยกลาป = กลาปวิปัสสนา หมายถึง คือ พิจารณาธรรมอย่างรวมๆ โดยรวมเป็นหมวด หรือรวบทั้งกลุ่ม เช่นว่า รูปธรรมทั้งปวง ไม่เที่ยง ฌานธรรมเหล่านี้ ไม่มีแล้วก็มีขึ้น มีแล้ว ก็ไม่มี เป็นต้น ตามหลักทางอภิธรรม “หน่วยรวมรูปธรรมเล็กที่สุด” ที่เป็นหน่วยย่อยพื้นฐานของรูปธรรมทั้งปวง ได้แก่ “สุทธัฏฐกกลาป”  ซึ่งเป็นหน่วยรวมหมวด ๘ ล้วน นั่นคือ กลาปซึ่งประกอบด้วย “อวินิพโภครูป ๘”  หมายถึง รูปธรรมแปดอย่างที่มีอยู่ด้วยกันเป็นประจำเสมอไป ไม่สามารถแยกพรากออกจากกันได้  อันได้แก่ “ปฐวี–อาโป–เตโช–วาโย–วัณณะ–คันธะ–รสะ–โอชา”] โดยพิจารณา วัณโณ–สี คนโธ–กลิ่น รโส–รส โอชะ–ความซึมซาบ สณฐาโน–สัณฐาน สั้นยาวใหญ่น้อย แล้วพึงประมวลรูปธรรมทั้งปวงมาพิจารณาในทีเดียวกัน [จำแนกแจกธรรมลงข้อสรุป] ว่า รูปธรรมทั้งปวงล้วนมีลักษณะฉิบหายเหมือนกัน นั่นคือ “จะมั่น จะคง จะเที่ยง จะแท้ สักสิ่งหนึ่งก็มิได้มี” [ซึ่งเป็นไปตาม “ธรรมนิยาม ๓” คือ สังขารทั้งหลายไม่เที่ยง สังขารทั้งหลาย เป็นทุกข์ธรรมทั้งหลาย ไม่ใช่ตัวตน ๑ นั่นคือ “สามัญลักษณะแห่งไตรลักษณ์” คือ “อนิจจตา–ทุกขตา–อนัตตตา”] เมื่อโยคาวจรเจ้าพิจารณาเห็นกองรูปดังนี้แล้ว อรูปธรรม ทั้ง ๒ คือ จิต กับ เจตสิก ก็ปรากฏแจ้งแก่พระโยคาวจรด้วยอำนาจทวาร [อินทรีย์ ๖] คือ “จักษุ–โสตะ–ฆานะ–ชิวหา–กาย–ใจ” เพราะว่า จิตและเจตสิก นี้มีทวารทั้ง ๖ เป็นที่อาศัย เมื่อพิจารณาทวารทั้ง ๖ แจ้งประจักษ์แล้ว ก็รู้จัก จิตและเจตสิก อันอาศัยทวารทั้ง ๖ นั้นแน่แท้ จิต ที่อาศัยทวารทั้ง ๖ นั้น [อินทรีย์ ๖] จัดเป็นโลกีย์ ๘๑ คือ ทวิปัญจวิญญาณ ๑๐ มโนธาตุ ๓ มโนวิญญาณธาตุ ๖๘ และ เจตสิก ที่เกิดพร้อมกับโลกียจิต ๘๑ คือ “ผัสสะ–เวทนา–สัญญา–เจตนา–เอกัคคตา–ชีวิตินทรีย์–มนสิการ” ทั้ง ๗ นี้เป็น เจตสิก ที่สาธารณะทั่วไปใน จิต ทั้งปวง [สัพพจิตตสาธารณเจตสิก ๗ เจตสิกที่เกิดทั่วไปกับจิตทุกดวง] การกล่าวดังนี้มิได้แปลกกันเพราะ จิต ทั้งปวงนั้น ถ้ามี เจตสิก อันทั่วไปแก่ จิต [จิตตามสภาพ] ทั้งปวงเกิดพร้อม ย่อมมีเพียง ๗ ประการเท่านี้

เมื่อโยคาวจรบุคคลมาพิจารณา นามและรูป [นามรูป] อันกล่าวโดยสรุป คือ ขันธ์ ๕ แจ้งชัดด้วย ปัญญาญาณ [โสฬสญาณ–ญาณ ๑๖ วิสุทธิ ๗ โพธิปักขิยธรรม ๓๗ และ วิปัสสนาภูมิ–ปัญญาภูมิ] ตามความเป็นจริงแล้ว ย่อมถอนความเห็นผิด และตัดความสงสัยในธรรมเสียได้ ย่อมรู้จักทางผิดหรือถูกความดำเนินและไม่ควรดำเนิน แจ่มแจ้งแก่ใจย่อมสามารถถอนอาลัยในโลกทั้งสามเสียได้ โลก ๓” คือ โลกคือหมู่สัตว์ สัตวโลก ได้แก่ มนุษยโลก = โลกคือหมู่มนุษย์ ๑ เทวโลก = โลกคือหมู่เทพ สวรรค์ชั้นกามาวจรทั้ง ๖ ชั้น ๑ พรหมโลก = โลกคือหมู่พรหม สวรรค์ชั้นพรหม ๑] ไม่ใยดีติดอยู่ในโลกไหนๆ จิตใจของโยคาวจรย่อมหลุดพ้นจาก อาสวกิเลส [กิเลสาสนุสัย–อนุสยกิเลส = กิเลสอย่างละเอียด คือ สภาวะอันหมักดองสันดาน สิ่งที่มอมพื้นจิต กิเลสที่ไหลซึมซ่านไปย้อมใจเมื่อประสบอารมณ์ต่างๆ] เป็น สมุจเฉทปหาน หมายถึง การละกิเลสได้โดยเด็ดขาดด้วย อริยมรรค หรือ โลกุตตรมรรค ในขณะแห่งมรรคนั้นได้โดยแน่นอน (ดูนิโรธ ๕ ในบทที่ ๔ เพิ่มเติม = สมุจเฉทนิโรธ คือ ดับด้วยตัดขาด) ด้วยประการฉะนี้แล.

 

 

แหล่งที่มา:  ประพต เศรษฐกานนท์. (๒๕๔๙) พระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต: ชีวประวัติ ธรรมเทศนา บทประพันธ์ ธรรมบรรยาย.  สำนักพิมพ์ศรีปัญญา.

 


   

 

 [Last Modified: November 1, 2015]  

 

 

 

Visitor Number:
5033534