๒๐.

ปัญญาญาณ ๗๓

Seventy–Three Insightful Knowledge

 

 

ขอน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น
 In Honor of the Blessed One of the Fully Enlightened One

By Nithee Siripat – Siripat.com and Academiae Network. 2014

Your Reading Number:  1136  

 

    File Download of Reading References

 
Dictionary of Numerical Dhammas — พจนานุกรมพุทธศาสน์ หมวดธรรม
  Dictionary of Buddhist Terms — พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์
 
 

บทความที่ ๒๐ ประจำปี ๒๕๕๗ – ปัญญาญาณ ๗๓

ปัญญาญาณ ๗๓

 

ในการเจริญวิปัสสนา “โสฬสญาณ–ญาณ ๑๖” นั้น ผู้ปฏิบัติธรรมย่อมสามารถปฏิเวธเข้าถึง “ปัญญาญาณ” ได้ในจำนวนที่แตกต่างกัน ซึ่งขึ้นอยู่กับความพากเพียรอดทนกับ “ข้อประพฤติปฏิบัติอันยิ่งยวด” ใน “อริยมรรคมีองค์ ๘–มัชฌิมาปฏิปทา” อย่างเข้าใจลึกซึ้งและถูกต้องตามคลองธรรม ที่มีความซับซ้อนเชิงนามธรรมขั้นสูง ที่เรียกว่า “อธิปัญญา–ปัญญาอริยะ” ที่เรียกว่า “ภาวนามยปัญญา” อันเป็นข้อปฏิบัติของพระอริยเจ้า แต่มีข้อยกเว้นที่ว่า “ปัญญาญาณ” ในข้อ ๖๘–๗๓ นั้น เป็น  “พุทธญาณ” เฉพาะสำหรับพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าเท่านั้น คือ ญาณเฉพาะพระตถาคต “อสาธารณญาณ” ที่ไม่สาธารณ์แก่พระอริยสาวก ได้แก่ (๑) อินทริยปโรปริยัตตญาณ (๒) อาสยานุสยญาณ (๓) ยมกปาฏิหาริยญาณ (๔) มหากรุณาสมาปัตติญาณ (๕) สัพพัญญุตญาณ (๖) อนาวรณญาณ ฉะนั้น “ปัญญาญาณ ๗๓” ทั้งหมดดังกล่าวนี้ เกิดอุบัติขึ้นในวิปัสสนาภูมิเท่านั้น ดังนี้

 

๑. ปัญญาในการทรงจำธรรมที่ได้ฟังมาแล้ว เป็น “สุตมยญาณ”

๒. ปัญญาในการฟังธรรมแล้วสังวรไว้ เป็น “สีลมยญาณ”

๓. ปัญญาในการสำรวมแล้วตั้งไว้ดี เป็น “ภาวนามยญาณ”

๔. ปัญญาในการกำหนดปัจจัย เป็น “ธรรมฐิติญาณ”

๕. ปัญญาในการย่อธรรมทั้งหลาย ทั้งอดีต  อนาคต และปัจจุบันแล้วกำหนดไว้ เป็น “สัมมสนญาณ”

๖. ปัญญาในการพิจารณาเห็นความแปรปรวนแห่งธรรมส่วนปัจจุบัน เป็น “อุทยัพพยญาณ”

๗. ปัญญาในการพิจารณาอารมณ์แล้วพิจารณาเห็นความแตกไป เป็น “วิปัสสนาญาณ”

๘. ปัญญาในการปรากฏโดยความเป็นภัย เป็น “อาทีนวญาณ”

๙. ปัญญาในความปรารถนาจะพ้นไปทั้งพิจารณา และวางเฉยอยู่ เป็น “สังขารุเปกขาญาณ”

๑๐. ปัญญาในการออกและหลีกไปจากสังขารนิมิตภายนอก เป็น “โคตรภูญาณ”

๑๑. ปัญญาในการออกและหลีกไปจากกิเลส ขันธ์ และ สังขารนิมิตภายนอกทั้งสอง เป็น “มรรคญาณ”

๑๒. ปัญญาในการระงับปโยคะ [การสร้างวิบากกรรม] เป็น “ผลญาณ”

๑๓. ปัญญาในการพิจารณาเห็นอุปกิเลสนั้นๆ อันอริยมรรคนั้นๆ ตัดเสียแล้ว เป็น “วิมุตติญาณ”

๑๔. ปัญญาในการพิจารณาเห็นธรรมที่เข้ามาประชุมในขณะนั้น เป็น “ปัจจเวกขณญาณ” 

๑๕. ปัญญาในการกำหนดธรรมภายใน เป็น “วัตถุนานัตตญาณ”

๑๖. ปัญญาในการกำหนดธรรมภายนอก เป็น “โคจรนานัตตญาณ”

๑๗. ปัญญาในการกำหนดจริยา เป็น “จริยานานัตตญาณ”

๑๘. ปัญญาในการกำหนดปรมัตถธรรม ๔ เป็น “ภูมินานัตตญาณ”

๑๙. ปัญญาในการกำหนดโลกุตตรธรรม ๙ เป็น “ธรรมนานัตตญาณ”

๒๐. ปัญญาที่รู้ยิ่ง เป็น “ญาตัฏฐญาณ”

๒๑. ปัญญาเครื่องกำหนดรู้ เป็น “ตีรณัฏฐญาณ”

๒๒. ปัญญาในการละ เป็น “ริจจาคัฏฐญาณ”

๒๓. ปัญญาเครื่องเจริญ เป็น “เอกรสัฏฐญาณ”

๒๔. ปัญญาเครื่องทำให้แจ้ง เป็น “ผัสสนัฏฐญาณ”

๒๕. ปัญญาในความต่างแห่งอรรถ เป็น “อรรถปฏิสัมภิทาญาณ”

๒๖. ปัญญาในความต่างแห่งธรรม เป็น “ธรรมปฏิสัมภิทาญาณ”

๒๗. ปัญญาในความต่างแห่งนิรุตติ เป็น “นิรุตติปฏิสัมภิทาญาณ”

๒๘. ปัญญาในความต่างแห่งปฏิภาณ เป็น “ปฏิภาณปฏิสัมภิทาญาณ”

๒๙. ปัญญาในความต่างแห่งวิหารธรรม เป็น “วิหารรัฏฐญาณ”

๓๐. ปัญญาในความต่างแห่งสมาบัติ เป็น “สมาปัตตัฏฐญาณ”

๓๑. ปัญญาในความต่างแห่งวิหารสมาบัติ เป็น “วิหารสมาปัตตัฏฐญาณ”

๓๒. ปัญญาในการตัดอาสวะขาดเพราะความบริสุทธิ์แห่งสมาธิอันเป็นเหตุให้ไม่ฟุ้งซ่าน เป็น “อานันตริกสมาธิญาณ”

๓๓. ทัสนาธีปไตยทัสนะ มีความเป็นอธิบดีอันใหญ่ยิ่ง [ญาณทัสสนะ] วิหาราธิคมคุณเครื่องบรรลุ [อภิญญา ความรู้ใหญ่ยิ่ง] คือ วิหารธรรม [ที่ตั้งอันแน่นอนแห่งธรรม] อันสงบ และปัญญาในความที่จิตเป็นธรรมชาติน้อมไปในสมาบัติอันประณีต เป็น “อรณวิหารญาณ”

๓๔. ปัญญาในความเป็นผู้มีความชำนาญด้วยความเป็นผู้ประกอบด้วยพละ ๒ ด้วยความระงับสังขาร ๓ ด้วยญาณจริยา ๑๖ และด้วยสมาธิจริยา ๙ เป็น “นิโรธสมาปัตติญาณ”

๓๕. ปัญญาในความสิ้นไปแห่งความเป็นไปแห่งกิเลสและขันธ์ของบุคคลผู้รู้สึกตัว เป็น “ปรินิพพานญาณ”

๓๖. ปัญญาในความไม่ปรากฏแห่งธรรมทั้งปวง ในการตัดขาดโดยชอบและในนิโรธ เป็น “สมสีสัฏฐญาณ”

๓๗. ปัญญาในความสิ้นไปแห่งกิเลสอันหนาสภาพต่างๆ และเดช เป็น “สัลเลขัฏฐญาณ”

๓๘. ปัญญาในความประคองไว้ซึ่งจิตอันไม่หดหู่และจิตที่ส่งไป เป็น “วิริยารัมภญาณ”

๓๙. ปัญญาในการประกาศธรรมต่างๆ เป็น “อรรถสันทัสสนญาณ”

๔๐. ปัญญาในการสงเคราะห์ธรรมทั้งปวงเป็นหมวดเดียวกันในการแทงตลอดธรรมต่างกันและธรรมเป็นอันเดียวกัน เป็น “ทัสสนวิสสุทธิญาณ”

๔๑. ปัญญาในความที่ธรรมปรากฏโดยความเป็นของไม่เที่ยง เป็นต้น เป็น “ขันติญาณ”

๔๒. ปัญญาในความถูกต้องธรรม เป็น “ปริโยคาหนญาณ”

๔๓. ปัญญาในการรวมธรรม เป็น “ปเทสวิหารญาณ”

๔๔. ปัญญาในความมีกุศลธรรมเป็นอธิบดี เป็น “สัญญาวิวัฏฏญาณ”

๔๕. ปัญญาในธรรมเป็นเหตุละความเป็นต่างๆ เป็น “เจโตวิวัฏฏญาณ”

๔๖. ปัญญาในการอธิษฐาน เป็น “จิตตวิวัฏฏญาณ”

๔๗. ปัญญาในธรรมอันว่างเปล่า เป็น “ญาณวิวัฏฏญาณ”

๔๘. ปัญญาในความสลัดออก เป็น “วิโมกขวิวัฏฏญาณ”

๔๙. ปัญญาในความว่าธรรมจริง เป็น “สัจจวิวัฏฏญาณ”

๕๐. ปัญญาในความสำเร็จด้วยการกำหนดกายและจิตเข้าด้วยกัน และด้วยสามารถแห่งความตั้งไว้ซึ่งสุขสัญญาและลหุสัญญา เป็น “อิทธิวิธญาณ”

๕๑. ปัญญาในการกำหนดเสียงเป็นนิมิตหลายอย่างหรืออย่างเดียวด้วยสามารถการแผ่วิตกไป เป็น “โสตธาตุวิสุทธิญาณ”

๕๒. ปัญญาในการกำหนดจริยา คือ วิญญาณหลายอย่างหรืออย่างเดียว ด้วยความแผ่ไปแห่งจิต ๓ ประเภทอย่างเดียว สามารถแห่งความผ่องในแห่งอินทรีย์ทั้งหลาย เป็น “เจโตปริยญาณ”

๕๓. ปัญญาในการกำหนดธรรมทั้งหลายอันเป็นไปตามปัจจัย ด้วยสามารถแห่งความแผ่ไปแห่งกรรมหลายอย่างหรืออย่างเดียว เป็น “บุพเพนิวาสานุสสติญาณ”

๕๔. ปัญญาในความเห็นรูปนิมิตหลายอย่างหรืออย่างเดียว ด้วยสามารถแห่งแสงสว่าง เป็น “ทิพจักขุญาณ”

๕๕. ปัญญาในความเป็นผู้มีความชำนาญในอินทรีย์ ๓ ประการ ได้แก่ อนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์ ๑ [โสตาปัตติมัคคญาณ] อัญญินทรีย์ ๑ [โสตาปัตติผลญาณ ถึงอรหัตตมัคคญาณ] อัญญาตาวินทรีย์ ๑  [อรหัตตผลญาณ] นั่นคือ มีฐานะ ๑ + ๖ + ๑ = ๘ หมายถึง เกณฑ์การบรรลุมรรคผลของ “อริยบุคคล ๘” โดย “อาการ ๖๔” หมายถึง ประกอบด้วย “อินทรีย์ ๘” ได้แก่ (๑) “สัทธินทรีย์” มีความน้อมใจตนเป็นบริวาร (๒) “วีริยินทรีย์” มีการประคองไว้เป็นบริวาร (๓) “สตินทรีย์” มีความตั้งมั่นเป็นบริวาร (๔) “สมาธินทรีย์” มีความไม่ฟุ้งซ่านเป็นบริวาร (๕) “ปัญญินทรีย์” มีความเห็นเป็นบริวาร (๖)      “มนินทรีย์” มีความรู้แจ้งเป็นบริวาร (๗) “โสมนัสสินทรีย์” มีความยินดีเป็นบริวาร (๘) “ชีวิตินทรีย์” มีความเป็นอธิบดี และมรรคผล ๘ [อริยบุคคล ๘] ซึ่งมีอินทรีย์ขั้นละ ๘ ประการในการเป็นอริยบุคคล ซึ่งรวมทั้งหมดเป็น ๖๔ อาการ เป็น “อาสวักขยญาณ”

๕๖. ปัญญาในอรรถว่าเป็นสิ่งที่ควรกำหนดรู้ เป็น “ทุกขญาณ”

๕๗. ปัญญาในอรรถว่าเป็นสิ่งที่ควรละ เป็น “สมุทยญาณ”

๕๘. ปัญญาในอรรถว่าเป็นสิ่งที่ควรกระทำให้แจ้ง เป็น “นิโรธญาณ”

๕๙. ปัญญาในอรรถว่าเป็นสิ่งที่ควรเจริญ เป็น “มรรคญาณ”

๖๐. ปัญญาเห็นสภาพแห่งทุกข์ เป็น “ทุกขญาณ”

๖๑. ปัญญาเห็นเหตุแห่งทุกข์ เป็น “ทุกขสมุทยญาณ”

๖๒. ปัญญาเห็นแจ้งในนิพพาน เป็น “ทุกขนิโรธญาณ”

๖๓. ปัญญาเห็นข้อปฏิบัติที่พ้นทุกข์ เป็น “ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาญาณ”

๖๔. ปัญญาแตกฉานในความหมาย เป็น “อรรถปฏิสัมภิทาญาณ”

๖๕. ปัญญาแตกฉานในหลักธรรม เป็น “ธรรมปฏิสัมภิทาญาณ”

๖๖. ปัญญาแตกฉานในภาษา เป็น “นิรุตติปฏิสัมภิทาญาณ”

๖๗. ปัญญาแตกฉานในความคิดทันการมีไหวพริบ เป็น “ปฏิภาณปฏิสัมภิทาญาณ” 

๖๘. ปัญญาเป็นเหตุให้ทรงทราบอัธยาศัยแห่งเวไนยสัตว์ คือ ญาณเฉพาะพระตถาคต เป็น “อินทริยปโรปริยัตตญาณ”

๖๙. ปัญญาเป็นเหตุให้ทรงทราบอุปนิสัยแห่งเวไนยสัตว์ คือ ญาณเฉพาะพระตถาคต เป็น “อาสยานุสยญาณ”

๗๐. ปัญญาแสดงปาฏิหาริย์เป็นคู่ๆ คือ ญาณเฉพาะพระตถาคต เป็น “ยมกปาฏิหาริยญาณ”

๗๑. ปัญญาแสดงพระคุณอันยิ่งใหญ่แก่เวไนยสัตว์คือ ญาณเฉพาะพระตถาคต เป็น “มหากรุณาสมาปัตติญาณ”

๗๒. ปัญญาอันหยั่งรู้ธรรมทุกประการ สมันตจักขุ คือ ญาณเฉพาะพระตถาคต เป็น “สัพพัญญุตญาณ”

๗๓. ปัญญาหยั่งรู้ตลอดทะลุปรุโปร่งไม่มีอะไรกั้นได้ ปัญญารอบรู้ ทศพลญาณ จักขุญาณ คือ ญาณเฉพาะพระตถาคต เป็น “อนาวรณญาณ”

 

 

แหล่งที่มา: พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 1–8 File 68


   

 

 [Last Modified: November 1, 2015]  

 

 

 

Visitor Number:
5033515