.

คำนำ

Introduction

 

 

ขอน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น
 In Honor of the Blessed One of the Fully Enlightened One

By Nithee Siripat – Siripat.com and Academiae Network. 2014

Your Reading Number:  867  

 

    File Download of Reading References

 
Dictionary of Numerical Dhammas — พจนานุกรมพุทธศาสน์ หมวดธรรม
  Dictionary of Buddhist Terms — พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์
 
 

บทความที่ ๖ ประจำปี ๒๕๕๗ – คำนำ

คำนำ

 

การได้เกิดมาเป็นคนในชาตินี้ได้ ถือว่าเป็นความโชคดีที่เกิดจากภูมิจิตในอดีตที่ได้กระทำกรรมดี “กุศลจิต” ที่สมกับฐานะ ไม่ได้ตกใน “อบายภูมิ” ซึ่งเป็นคติแห่งภูมิที่ไม่เจริญ “ทุคติ” หมายถึง ที่ไปเกิดอันชั่ว หรือ แบบดำเนินชีวิตที่ไม่ดี นั่นคือ ไม่ว่าชีวิตที่ดำเนินอยู่ในทั้งอดีตในชาติที่ผ่านๆ มา หรือในชาติปัจจุบัน หรือขณะปัจจุบันที่กำลังก้าวเดินไปในอนาคต จะเป็นอย่างไรก็ตาม ผู้ปฏิบัติธรรมต้องเห็นองค์ความรู้ที่เกิดจาก “ปัญญาเห็นธรรม” ที่เนื่องใน “ปฏิจจสมุปบาท ๑๒” ที่เป็นความเข้าใจลึกซึ้งในภูมิแห่งวิปัสสนา คือ การเห็น (๑) “สาเหตุที่เป็นปัจจัยปรุงแต่งทุกข์” ด้วยการเจริญ “อนุโลมปฏิจจสมุปบาท” นั่นคือ “อวิชชา” ความไม่รู้จริงในอริยมรรค และ (๒) “การดับสาเหตุแห่งทุกข์” ด้วยการเจริญ “ปฏิโลมปฏิจจสมุปบาท” นั่นคือ การดับ “อวิชชา” สาเหตุแห่งทุกข์จากอดีต และการดับ “ตัณหา” สาเหตุแห่งทุกข์ในปัจจุบัน

ฉะนั้น คำว่า “อบาย ๔–อบายภูมิ ๔” หมายถึง ภาวะหรือที่อันปราศจากความเจริญ–สภาพแห่งทุกข์ ได้แก่ (๑) “นิรยะ” คือ นรก สภาวะหรือที่อันไม่มีความสุขความเจริญ ภาวะเร่าร้อนกระวนกระวาย (๒) “ติรัจฉานโยนิ” คือ กำเนิดดิรัจฉาน พวกมืดมัวโง่เขลา (๓) “ปิตติวิสัย” คือ แดนเปรต ภูมิแห่งผู้หิวกระหายไร้สุข  (๔) “อสุรกาย” คือ พวกอสูร พวกหวาดหวั่นไร้ความรื่นเริง ไม่เบิกบานใจ เมื่อภาวะจิตใจตกอยู่ใน “อบายภูมิ ๔” นี้ เรียกว่า “สภาพแห่งทุกข์” [ทุกขตา] ที่ประกอบด้วยบริวารทุกข์ทั้งหลาย ได้แก่ “โสกะ–ปริเทวะ–ทุกขะ–โทมนัส–อุปายาสะ” ซึ่งหมายถึง (๑) ความโศก (๒) ความคร่ำครวญ  (๓) ทุกข์ (๔) โทมนัส และ (๕) ความคับแค้นใจ ย่อมเกิดขึ้นกับผู้ที่รู้ไม่เท่าทัน “อวิชชา–ตัณหา” ที่เรียกว่า “มูล ๒” หมายถึง กิเลสที่เป็นตัวมูลเหตุ ซึ่งกำหนดเป็นจุดเริ่มต้นในวงจรแต่ละช่วง ได้แก่ (๑) “อวิชชา” เป็นจุดเริ่มต้นในช่วงอดีต ส่งผลถึงเวทนาในช่วงปัจจุบัน (๒) “ตัณหา” เป็นจุดเริ่มต้นในช่วงปัจจุบัน ส่งผลถึง “ชรามรณะ” ในช่วงอนาคต ให้พิจารณาถึง “อนุโลมปฏิจจสมุปบาท” ที่มีองค์ประกอบ ๑๒ ประการ ดังนี้

 

“อนุโลมปฏิจจสมุปบาท” [ฝ่ายสมุทัยวาร]

กำหนดรู้สาเหตุ [สมุทัยสัจจ์–กรรมปัจจัย]:

(๑) “อดีต ๒” = อวิชชา–สังขาร

(๒) “ปัจจุบัน ๘” = วิญญาณ–นามรูป–สฬายตนะ–ผัสสะ–เวทนา–ตัณหา–อุปาทาน–ภพ

(๓) “อนาคต ๒” = ชาติ– “ชรา–มรณะ” = “ชรา + พยาธิ [โรคภัย–ไข้เจ็บ] + มรณะ”

กำหนดรู้ผลวิบาก [นิสสันท์–วิปากปัจจัย]:

              “โสกะ–ปริเทวะ–ทุกข์–โทมนัส–อุปายาส” = “อุปาทานขันธ์ ๕ เป็นทุกข์”

 

ฉะนั้น ในการปฏิบัติธรรมนั้น “ปัญญาเห็นธรรม” จึงต้องเกิดจากการมนสิการ “กรรมฐาน” –สภาวธรรม ทั้งหลายด้วยข้อสรุปทางทฤษฎีในหลักธรรม “ปฏิจจสมุปบาท ๑๒” ที่เรียกว่า “ปัญญา ๓” หมายถึง “ความรอบรู้–รู้ทั่ว–เข้าใจ–รู้ซึ้ง” ทั้ง ๒ ฝ่าย ได้แก่ (๑) “ปัญญาสามัญ” กับ (๒) “ปัญญาวิปัสสนา” ดังรายละเอียดต่อไปนี้

(๑)  “ปัญญาสามัญ” ที่ประกอบด้วย (๑) “จินตามยปัญญา” (ข้อ ๑ ในปัญญา ๓) หมายถึง ปัญญาเกิดจากการคิดพิจารณา ปัญญาสืบแต่ “โยนิโสมนสิการ” ที่ตั้งขึ้นในตนเอง คำว่า “โยนิโสมนสิการ” หมายถึง ทำในใจโดยแยบคาย รู้จักคิดพิจารณาหาเหตุผลโดยถูกวิธี รู้จักคิดพิจารณาให้เห็นเหตุผลและคุณโทษในสิ่งที่ได้เล่าเรียนสดับฟังนั้น จับสาระที่จะนำไปใช้ประโยชน์ได้ แต่โดยสรุปคือเป็นปัจจัยทำให้เกิด “สัมมาทิฏฐิ” ฉะนั้น คำว่า “โยนิโสมนสิการ” หมายถึง การใช้ความคิดถูกวิธี ความรู้จักคิด คิดเป็น โดยทำในใจโดยแยบคายมองสิ่งทั้งหลายด้วยความคิดพิจารณา รู้จักสืบสาวหาเหตุผล แยกแยะสิ่งนั้นๆ หรือปัญหานั้นๆ ออกได้ และให้เห็นตามสภาวะและตามความสัมพันธ์แห่งเหตุปัจจัย และประกอบด้วย (๒) “สุตมยปัญญา” (ข้อ ๒ ในปัญญา ๓) คือ ปัญญาเกิดจากการสดับเล่าเรียน ปัญญาสืบแต่ “ปรโตโฆสะ” หมายถึง เสียงจากผู้อื่น การกระตุ้นหรือชักจูงจากภายนอก  คือ การรับฟังคำแนะนำสั่งสอน ศึกษาค้นคว้า หาความรู้ สนทนาซักถาม ฟังคำบอกเล่าชักจูงของผู้อื่น โดยเฉพาะการสดับสัทธรรมจากท่านผู้เป็น กัลยาณมิตร

(๒) “ปัญญาวิปัสสนา” ที่เกิดจาก “ภาวนามยปัญญา” (ข้อ ๓ ในปัญญา ๓) หมายถึง ปัญญาเกิดจากการปฏิบัติบำเพ็ญ ปัญญาสืบแต่ปัญญาสองอย่างแรกนั้น แล้วหมั่นมนสิการในประดาสภาวธรรมทั้งหลายในการเจริญภาวนา ได้แก่ (๑) “สมถภาวนา” คือ การฝึกอบรมจิตให้เกิดความสงบ การฝึกสมาธิ ได้แก่ “ฌาน ๔–รูปฌาน ๔” กับ (๒) “วิปัสสนาภาวนา” คือ การฝึกอบรมปัญญาให้เกิดความรู้แจ้งตามเป็นจริง หรือ การเจริญปัญญา ได้แก่ “โสฬสญาณ–ญาณ ๑๖” 

ฉะนั้น กระบวนการคิดและวิธีปฏิบัตินั้น เป็นเรื่องสำคัญที่ต้องเข้าใจถูกต้อง คือ การเกิด “ปัญญาเห็นธรรม” ที่เรียกว่า “สัมมาทิฏฐิ” ด้วยหลักธรรมหรือทฤษฎีที่ถูกต้องตาม “กฎธรรมชาติ” นั่นคือ “ปฏิจจสมุปบาท ๑๒” ซึ่งปัญญาดังกล่าวนี้ มนุษย์ทุกคนสามารถเข้าถึงได้ ด้วยความเพียร “วิริยะ” และความอดทน “ขันติ” ที่พร้อมด้วย (๑) “เมตตาธรรม–เมตตาจิต” คือ ความรัก ความปรารถนา แผ่ไมตรีจิตคิดจะให้สัตว์ทั้งปวงเป็นสุขทั่วหน้า หรือ “เมตตากรุณา” คือ “เมตตา” และ “กรุณา” ความรักความปรารถนาดีและความสงสารความอยากช่วยเหลือปลดเปลื้องทุกข์ [ข้อแรกในเบญจธรรม = ความดี ๕ อย่าง ที่ควรประพฤติคู่กันไปกับการรักษาเบญจศีล] และ (๒) “ปัญญา” คือ มีเหตุผลรู้จริง เพราะฉะนั้น แนวทางประพฤติปฏิบัติอริยธรรม [อริยศีล–อริยสมาธิ–อริยปัญญา–อริยวิมุตติ] นั้น เพื่อให้เข้าถึง “พุทธคุณ ๓” ที่เกิดในตัวบุคคลผู้เป็น “อริยบุคคล–พระอรหันตขีณาสพ” ได้แก่ (๑) “ปัญญาคุณ” (๒) “วิสุทธิคุณ” และ (๓) “กรุณาคุณ” ตามลำดับ หรือให้เข้าถึง “ภาวะแห่งพุทธะ” ได้แก่ (๑) “ผู้รู้” คือ ผู้ประกอบด้วย “อธิปัญญา” นั่นคือ ปัญญาอันยิ่ง ได้แก่ สัมมาทิฏฐิ–สัมมาสังกัปปะ (๒) “ผู้ตื่น” คือ ผู้ประกอบด้วย “อธิศีล” นั่นคือ ศีลอันยิ่ง ได้แก่ สัมมาวาจา–สัมมากัมมันตะ–สัมมาอาชีวะ และ (๓) “ผู้เบิกบาน” คือ ผู้ประกอบด้วย “อธิจิตต์” นั่นคือ จิตอันยิ่ง ได้แก่ สัมมาวายามะ–สัมมาสติ–สัมมาสมาธิ โดยเรียกสามัญว่า “มัชฌิมาปฏิปทา” แปลว่า “เส้นทางสายกลางแห่งปัญญา” ที่ประกอบด้วย ๓ ลักษณะ (๑) เริ่มต้นด้วยปัญญา “อธิปัญญา–ปัญญาอันยิ่ง” (๒) ดำเนินด้วยปัญญา “อธิศีล–ศีลอันยิ่ง” (๓) นำไปสู่ปัญญา “อธิจิตต์–จิตอันยิ่ง” ซึ่งตั้งอยู่บนรากฐานแห่ง “อริยมรรคมีองค์ ๘” อันเป็นข้อประพฤติปฏิบัติที่ทำให้เป็นอริยบุคคลได้อย่างแท้จริง.

   

 

 [Last Modified: November 1, 2015]  

 

 

 

Visitor Number:
5033525