.

คำแนะนำการอ่าน

Reading Suggestions

 

 

ขอน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น
 In Honor of the Blessed One of the Fully Enlightened One

By Nithee Siripat – Siripat.com and Academiae Network. 2014

Your Reading Number:  1403  

 

    File Download of Reading References

 
Dictionary of Numerical Dhammas — พจนานุกรมพุทธศาสน์ หมวดธรรม
  Dictionary of Buddhist Terms — พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์
 
 

บทความที่ ๗ ประจำปี ๒๕๕๗ – คำแนะนำการอ่าน

 

คำแนะนำการอ่าน

 

การอ่านหนังสือพระธรรมนั้น ถือเป็น ทักษะการอ่านเฉพาะตน เพราะเป็นเรื่องทฤษฎีในเชิงพระอภิธรรมโดยปรมัตถ์ พร้อมด้วย หลักการ–ทฤษฎี–สูตร–กฎ–ระเบียบ–กฎเกณฑ์–แนวคิด–ความเชื่อ รวมทั้ง การตั้งข้อสมมติฐาน เพื่อหาข้อสรุปทั่วไป [Generalizations] ที่สอดคล้องกับภาคปฏิบัติ  ฉะนั้น ขั้นตอนการอ่านจึงเป็น การพัฒนาทักษะการคิดขั้นสูง นั่นคือ “การอ่านเชิงวิเคราะห์” เพื่อสังเคราะห์ย่อยสาระเนื้อหาที่อ่าน คือ การลงความเห็นที่ถูกต้อง ซึ่งหมายถึง “สัมมาทิฏฐิ” ตามหลัก “มัชฌิมาปฏิปทา–อริยมรรคมีองค์ ๘” หมายถึง “วิปัสสนาภูมิ–ปัญญาภูมิ” [ขันธ์ ๕–อายตนะ ๑๒–ธาตุ ๑๘–อินทรีย์ ๒๒–ปฏิจจสมุปบาท ๑๒ [ปฏิจจสมุปปันนธรรม] –ไตรลักษณ์–อริยสัจจ์ ๔] อันเป็นข้อประพฤติปฏิบัติของพระอริยเจ้า–อริยบุคคล ซึ่งจะเป็นวิถีกระบวนการคิด คือ “สัมมาสังกัปปะ” คือ ความดำริชอบ ที่ประกอบด้วย “เนกขัมมะ–อพยาบาท–อวิหิงสา” ในขั้นต่อไป เพราะฉะนั้น “ภูมิรู้–ภูมิธรรม–ภูมิปัญญา” อันเป็น “ภูมิหลังของผู้อ่าน” ที่สำคัญ ซึ่งจะบ่งชี้ถึงระดับความเข้าใจที่ถูกต้องในพระธรรมวินัยนี้ ดังนี้

(๑) แก่นพระสัทธรรม คือ สรุปลงที่ “ธรรมเอก ๓” ได้แก่ “อัปปมาทะ” ความไม่ประมาท ๑ “กัลยาณมิตตตา” การมีกัลยาณมิตร ๑ “โยนิโสมนสิการ” ความคิดอย่างถูกวิธี ๑

(๒)ปฏิปทาอันยิ่งยวด คือ “มัชฌิมาปฏิปทา” เส้นทาสายกลายแห่งปัญญาอันยิ่ง ๑ “อริยมรรคมีองค์ ๘” ข้อปฏิบัติอันประเสริฐแห่ง “ญายธรรม–สัลเลขธรรม” ที่เป็นการดับกิเลสและปวงทุกข์ ๑ “โพธิปักขิยธรรม ๓๗” ทางวิถีอันเอก “เอกายนมรรค” ที่เอื้อกูลต่อความตรัสรู้ ๑

(๓) ปฐมพุทธโอวาท คือ ปฏิปทาอันยิ่งที่พุทธศาสนิกชนต้องถือประพฤติปฏิบัติ ได้แก่ ไม่ทำความชั่วทั้งปวงทำความดีให้เพียบพร้อมทำใจของตนให้สะอาดบริสุทธิ์ ๑

 

เมื่อประมวล “ภูมิหลัง” ได้อย่างนี้แล้ว จึงค่อยเริ่มลงมือศึกษาพระธรรมได้ เพื่อขจัด “ข้ออคติลำเอียง” ในเนื้อหาที่อ่าน [เปิดใจให้กว้าง –เพื่อพิจารณาสิ่งที่ดีด้วยเหตุผล] นั่นคือ (๑) สำรวจการอ่านถึงสาระสำคัญหลัก (๒) สำรวจการอ่านเจาะเฉพาะประเด็น (๓) อ่านเจาะประเด็นในเชิงลึกเพื่อให้เห็นมิติสัมพันธ์กับหลักธรรมอื่นๆ  ด้วยเหตุผล–ปฏิจจสมุปบาท  ที่ประกอบด้วยปัญญา–โยนิโสมนสิการ และ  (๔) การอ่านซ้ำทบทวนให้เห็น “ความคิดที่อยู่ระหว่างบรรทัดของผู้เขียนบรรยาย” เป็นการพัฒนาทักษะการหยั่งรู้ภายในตนอีกวิธีหนึ่ง เพื่อเก็บทักษะการคิดของผู้อื่นมาดัดแปลงต่อยอดอย่างสร้างสรรค์เป็นของตนเอง ที่เรียกว่า “ปฏิภาณ–ไหวพริบ–อุปายโกศล” ซึ่งจะทำให้เกิดภาวะที่ยอดเยี่ยมได้ นั่นคือ (๑) ทัสสนานุตตริยะ คือ การเห็นอันเยี่ยม–ปัญญาอันเห็นธรรม (๒) ปฏิปทานุตตริยะ–การปฏิบัติอันเยี่ยม–อริยมรรคมีองค์ ๘ (๓) วิมุตตานุตตริยะ–การพ้นอันเยี่ยม–ความหลุดพ้นอันเป็นผลแห่งการปฏิบัตินั้น ฉะนั้น ขั้นตอนนี้เป็นทักษะการอ่านที่สร้างปัญญาที่ถูกต้องให้เกิดได้จริง ส่วนเนื้อหาสาระสำคัญในคู่มือการปฏิบัติธรรมฉบับย่อนี้ แบ่งออกเป็น ๕ บท พร้อมด้วยภาคผนวก ดังนี้

          บทที่ ๑ การเจริญภาวนา = อัตตสัมปทา–ความถึงพร้อมแห่งตนคือมีจิตใจซึ่งพัฒนาเต็มที่แล้ว

          บทที่ ๒ อริยมรรคมีองค์ ๘ = ทางสายกลายแห่งปัญญา–มัชฌิมาปฏิปทา–ไตรสิกขา–อริยสัจจ์ ๔

          บทที่ ๓ การเจริญสมถภาวนา = ภาคผนวก วิธีเจริญกรรมฐาน ๔๐–โพชฌังคปริตร–กายานุปัสสนา

          บทที่ ๔ การเจริญวิปัสสนาภาวนา = ภาคผนวก เบญจขันธ์–ปัญญาญาณ ๗๓–การพัฒนาทักษะกระบวนการคิด

          บทที่ ๕ การรักษาอารมณ์แห่งกรรมฐาน = ภาคผนวก วิธีเจริญกรรมฐาน ๔๐

 

เมื่อจัดเนื้อหาสาระสำคัญใหม่ให้เป็น “แผนภูมิความคิด” เพื่อช่วยในการเข้าใจและจดจำได้ง่าย ดังนี้

 

 

 

ภาพประกอบ ๑: ภาพองค์รวมเชิงโครงสร้างและระบบแห่งพุทธธรรมเพื่อความตรัสรู้สัมโพธิญาณ

 

อย่างไรก็ตาม ในการเขียนบรรยายธรรมในคู่มือปฏิบัติธรรมฉบับย่อนี้ เป็นลักษณะ “การเขียนบรรยายในเชิงภาพรวม” [Holistic Descriptive Method] คือ การพรรณนาความให้เห็นธรรมทั้งหลายที่สัมปยุตต์เป็นเอกภาพเดียวกัน “สหชาตธรรม–สหวุตติ” [Omnipresence] นั่นคือ แสดงให้เห็น “อาณาจักรธรรมทั้งหมด” [ธรรมจักร] ที่กลายเป็น “หน่วยรวมเดียวกัน” [United Unit] แต่สำหรับผู้ปฏิบัติธรรมนั้น เมื่ออ่านแล้ว ต้องจับใจความประเด็นสำคัญที่ทำให้เกิด “สัมปยุตตธรรม” กันได้อย่างไร ยกตัวอย่าง (๑)  “โพธิปักขิยธรรม ๓๗” สัมปยุตต์รวมกับ “สมถธรรม” ย่อมเอื้อต่อการเจริญรูปฌานทั้ง ๔ ขั้น และ (๒) “วิปัสสนาธรรม” คือ “โสฬสญาณ–ญาณ ๑๖” นั้น เป็นธรรมที่เกิดอุบัติขึ้นใน “ภูมิแห่งการเจริญภาวนา” ซึ่งต้องสัมปยุตต์กับ “รูปฌาน ๔” [จิตบริสุทธิ์] เท่านั้น ไม่ใช่ “ปัญญาธรรมสามัญ” แต่เป็นเรื่อง “ภาวนามยปัญญา–ปัญญาในวิปัสสนา”  ซึ่งเกี่ยวข้องกับแก่นธรรมสำคัญ คือ “วิปัสสนาภูมิ–ปัญญาภูมิ” ได้แก่ ขันธ์ ๕–อายตนะ ๑๒–ธาตุ ๑๘–อินทรีย์ ๒๒–ปฏิจจสมุปบาท ๑๒ [ปฏิจจสมุปปันนธรรม] –ไตรลักษณ์ และ อริยสัจจ์ ๔ ซึ่งเป็นธรรมสาระยิ่งยวด “อภิธรรม–ปรมัตถสัจจะ” และในขณะเจริญ “วิปัสสนาญาณ” นั้น ย่อมเกิดขึ้นควบคู่กับ “ฌานธรรม–รูปฌาน ๔” เสมอ เรียกว่า “สัลเลขธรรม” คือ ธรรมเครื่องขัดเกลากิเลส

เพราะฉะนั้น ภูมิการเกิดปัญญาธรรมแห่งญาณในการเจริญภาวนา จึงเป็นองค์ความรู้ในทางธรรม ไม่ใช่ในทางโลก “องค์ความรู้สามัญ–ปัญญาสามัญ” ฉะนั้น “ภาวนามยปัญญา” คือ ปัญญาแห่งญาณ อันขึ้นอยู่กับความบริสุทธิ์แห่ง “สมาธิ” [ฌาน] กับ “ปัญญา” [วิปัสสนา] ที่เกิดขึ้นในแต่ละบุคคล ผู้มีความละเอียดประณีตในการปฏิบัติ ย่อมมีระดับชีวิตจิตใจที่ สะอาด–บริสุทธิ์–ผ่องใส–ปราศจากนิวรณ์ ทำให้เข้าถึง “อริยสัจจธรรม–สัจจสภาวะแห่งนิพพาน” ได้ง่ายกว่า ซึ่งแตกต่างจากผู้มีจิตใจกระด้างหยาบโลน ผู้มัวเมาตามกระแสโลกไม่สิ้นสุด นั่นคือ “ผู้มีโสกะ–ปริยเทวะ–ทุกข์–โทมนัส–อุปายาส–เป็นธรรมดา” มีแต่จะ “ทำวิปฏิสาร” ย่อมสร้างความเดือดร้อนให้แก่ตน รวมทั้งผู้อื่น จนถึง “วิปลาส–วิปริต–คลาดเคลื่อน” ไป [ซ่อมได้ยาก–พูดไม่รู้ภาษา] ได้แก่ (๑) สัญญาวิปลาส–สัญญาคลาดเคลื่อน (๒) จิตตวิปลาส–จิตคลาดเคลื่อน (๓) ทิฏฐิวิปลาส–ความเห็นผิดพลาดจากความเป็นจริง “วิปลาส” ทั้ง ๓ ระดับนี้ จึงเป็นพื้นฐานความวิปลาสใน ๔ ด้าน [สติแตก] ได้แก่ (๑) วิปลาสในสิ่งที่ไม่เที่ยง ว่าเที่ยง (๒) วิปลาสในสิ่งที่เป็นทุกข์ ว่าเป็นสุข (๓) วิปลาสในสิ่งที่ไม่เป็นตัวตน ว่าเป็นตัวตน และ (๔) วิปลาสในสิ่งที่ไม่งาม ว่างาม นั่นคือ “อภัพบุคคล” ดังกล่าวนี้ ไม่สามารถเข้าถึงอริยมรรคได้ แทนที่จะเป็น “ภัพพบุคคล” คือ คนที่ควรบรรลุธรรมพิเศษได้

กล่าวโดยสรุป คือ (๑) การเป็นผู้ไม่มีปัญญาเข้าถึงการเห็นนามรูปโดยไตรลักษณ์ได้  (๒) การเป็นผู้ไม่เข้าใจตนเอง ย่อมไม่เข้าใจถูกต้องกับสัจจธรรมทางวิสัยโลกได้ และ (๓) การเป็นผู้หมดโอกาสที่จะบรรลุโลกุตตรธรรมได้ ฉะนั้น “การวิวัฒน์พัฒนาปัญญา” ให้เจริญทั้งทางโลกและทางธรรมนั้น เป็นเรื่องละเอียดอ่อน ต้องมีกัลยาณมิตรที่ดี “กัลยาณมิตตตา” ประกอบด้วยการพัฒนาปัญญาที่ถึงพร้อมความสมบูรณ์ที่เกิดขึ้นอย่างสืบเนื่องในตนเอง “โยนิโสมนสิการสัมปทา” และประการสำคัญ ไม่ดำเนินชีวิตด้วยความประมาท “อัปปมาทะ” พร้อมด้วยการหมั่นประกอบความดีด้วยการศึกษาพระธรรม “พาหุสัจจะ” คือ ความเป็นผู้ได้ศึกษาเล่าเรียนมาก กับ “วิริยารัมภะ” คือ ปรารภความเพียรคิดจริงทำจริงย่อมได้ผลจริง.


   

 

 [Last Modified: November 1, 2015]  

 

 

 

Visitor Number:
5033563