๒. ลมหายใจแห่งความตรัสรู้

      The Breaths of Enlightenment

ขอน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น
 In Honor of the Blessed One of the Fully Enlightened One

By Nithee Siripat – Siripat.com and Academiae Network. 2012

Your Reading Number:  2956  

สัพเพเหระกับผู้เขียน ๒๕๕๕

 

    File Download of Reading References

 
Dictionary of Numerical Dhammas — พจนานุกรมพุทธศาสน์ หมวดธรรม
  Dictionary of Buddhist Terms — พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์

 

บทความที่ ๒ ประจำปี ๒๕๕๕ – ลมหายใจแห่งความตรัสรู้

 

ความลับประการหนึ่งเกี่ยวกับการปฏิบัติธรรมในพุทธศาสนา คือ กระบวนการตรัสรู้ที่มีองค์ประกอบ ๓ อย่าง คือ “ลมหายใจ–ความคิด–ความว่าง” ขั้นตอนทั้ง ๓ ประการ นี้ ทำให้เกิด “วิชชา–ความรู้” แห่งอริยมรรคมีองค์ ๘ โดยสรุปได้ ดังนี้

 

 

อริยมรรคมีองค์ ๘

ไตรสิกขา

สัมมาทิฏฐิ

  เห็นชอบ

  ทฤษฎี

 ลมหายใจเข้าออก

ศีล
อธิศีลสิกขา

  สัมมาสังกัปปะ

  ดำริชอบ

  แนวทางปฏิบัติ

  ระบบหายใจ

  สัมมาวาจา

  เจรจาชอบ

  เลือกเฟ้นแนวทาง

  ลักษณะหายใจ

สมาธิ
อธิจิตตสิกขา

 สัมมากัมมันตะ

  กระทำชอบ

  ปรับปรุง

  ลักษณะลมที่สบาย

  สัมมาอาชีวะ

  เลี้ยงชีพชอบ

  ลงมือปฏิบัติ

  การหายใจจริง

  สัมมาวายามะ

  พยายามชอบ

  พากเพียร

  หมั่นเพียรฝึกหายใจ

ปัญญา
อธิปัญญาสิกขา

  สัมมาสติ

  ระลึกชอบ

  ติดตามงานตลอด

  กำหนดรู้ลมหายใจ

  สัมมาสมาธิ

  ตั้งจิตมั่นชอบ

  ตั้งใจในงานตลอด

  วิชชา–ความรู้–ญาณ

อริยสัจจ์ ๔ [วิมุตติ–วิสุทธิ–นิพพาน]

ความว่าง

 

หมายเหตุ:

(๑) “อธิสีลสิกขา” คือ สิกขาคือศีลอันยิ่ง ข้อปฏิบัติสำหรับฝึกอบรมในทางความประพฤติอย่างสูง
(๒) “อธิจิตตสิกขา” คือ สิกขาคือจิตอันยิ่ง ข้อปฏิบัติสำหรับฝึกอบรมจิตเพื่อให้เกิดคุณธรรม เช่น สมาธิอย่างสูง

(๓) “อธิปัญญาสิกขา” คือ สิกขาคือปัญญาอันยิ่ง ข้อปฏิบัติสำหรับฝึกอบรมปัญญาเพื่อให้เกิดความรู้แจ้งอย่างสูง

  

ดังนั้น “อานาปานสติ” จึงมีความสำคัญต่อการปฏิบัติธรรมอย่างยิ่ง ที่พุทธบริษัทควรทำความเข้าใจมี ๓ แบบ ดังนี้

 

วิธีฝึกสมาธิแบบาอานาปานสติแบบที่ ๑
หลวงพ่อลี ธมฺมธโร
วัดอโศการาม


พระสุทธิธรรมรังสีคัมภีรเมธาจารย์ [ท่านพ่อลี ธมฺมธโร]
วัดอโศการาม จ.สมุทรปราการ

 

ต่อไปนี้ จะอรรถาธิบายข้อปฏิบัติในทางสมาธิภาวนาว่า จะต้องทำกันอย่างไร ก่อนที่จะทำกิจเบื้องต้นนั้น ให้นั่งคุกเข่า ประนมมือ ด้วยความตั้งใจ นอบน้อมถึงพระรัตนตรัยแล้ว เปล่งวาจา ดังต่อไปนี้

อรหัง สัมมาสัมพุทโธ ภควา
พุทธังภควันตัง อภิวาเทมิ

       [กราบลงหนหนึ่ง นี้ไหว้พระพุทธ]

สวากขาโต ภควตา ธัมโม
ธัมมัง นมัสสามิ

        [กราบลงหนหนึ่ง นี้ไหว้พระธรรม]

สุปฏิปันโน ภควโต สาวกสังโฆ
สังฆัง นมามิ

        [กราบลงหนหนึ่ง นี้ไหว้พระสงฆ์]

ลำดับนี้ ตั้งใจปฏิบัติบูชาด้วย กาย วาจา ใจ กล่าวคำนอบน้อมพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่า

 

นโม ตัสสะ ภควโต อรหโต สัมมาสัมพุทธัสสะ
[กล่าว ๓ หน]

 

แล้วปฏิญาณตนถือเอาพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่งที่ระลึกของตน ที่เรียกว่า “พระไตรสรณคมน์” ว่าตามบาลี ดังนี้

พุทธัง สรณัง คัจฉามิ
ธัมมัง สรณัง คัจฉามิ
สังฆัง สรณัง คัจฉามิ

ทุติยัมปิ พุทธัง สรณัง คัจฉามิ
ทุติยัมปิ ธัมมัง สรณัง คัจฉามิ
ทุติยัมปิ สังฆัง สรณัง คัจฉามิ

ตติยัมปิ พุทธัง สรณัง คัจฉามิ
ตติยัมปิ ธัมมัง สรณัง คัจฉามิ
ตติยัมปิ สังฆัง สรณัง คัจฉามิ

 

ต่อจากนั้น ให้อธิษฐานใจถึงพระไตรสรณคมน์ให้มั่นก่อนว่า ข้าพเจ้าของถึงพระพุทธเจ้าองค์อรหันต์ ผู้ละกิเลสขาดจากสันดาน กับพระธรรมเจ้า กล่าวคือ คำสอนของพระองค์เป็น “ปริยัติธรรม–ปฏิบัติธรรม–ปฏิเวธธรรม” กับพระสังฆเจ้า กล่าวคือ พระโสดา พระสกทาคามี พระอนาคามี พระอรหันต์ ว่าเป็นสรณะที่พึ่งที่ระลึกนับถือของข้าพเจ้า ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ตราบเท่าชีวิตของข้าพเจ้านี้แล

 

พุทธัง ชีวิตัง ยาวนิพพานัง สรณัง คัจฉามิ
ธัมมัง ชีวิตัง ยาวนิพพานัง สรณัง คัจฉามิ
สังฆัง ชีวิตัง ยาวนิพพานัง สรณัง คัจฉามิ

 

ต่อจากนั้น ให้เจตนาวิรัติละเว้นในส่วนองค์ศีล ๕ ศีล ๘ ศีล ๑๐ หรือศีล ๒๒๗ ตามภูมิของตนที่ตนสามารถจะรักษาได้ แล้วว่าคำสมาทานรวมลงในที่แห่งเดียวกันอีก ว่า

 

[๑] อิมานิ ปัญจะ สิกขาปทานิ สมาทิยานิ

[ให้ว่า ๓ หน สำหรับศีล ๕]

 

แปลว่า: ข้าพเจ้าสมาทานเอาซึ่งสิกขาบททั้งหลาย ๕ คือ ปาณาฯ ไม่ฆ่าสัตว์, อนทนนาฯ ไม่ลักทรัพย์, กาเมฯ ไม่ประพฤติผิดในกาม, มุสาฯ ไม่กล่าวคำเท็จ, สุราฯ ไม่ดื่มสุราเมรัย [เป็น ๕ ข้อ]

 

[๒] อิมานิ อัฏฐะ สิกขาปทานิ สมาทิยานิ

[ให้ว่า ๓ หน สำหรับศีล ๘]

 

แปลว่า: ข้าพเจ้าสมาทานเอาซึ่งสิกขาบททั้งหลาย ๘ คือ ปาณาฯ ไม่ฆ่าสัตว์, อนทนนาฯ ไม่ลักทรัพย์, อพรหมจริยา ฯ ไม่ประพฤติร่วมสังวาสกับหญิงชายทั้งปวง, มุสาฯ ไม่กล่าวคำเท็จ, สุราฯ ไม่ดื่มสุราเมรัย, วิกาลโภฯ ไม่กินอาหารในเวลาตะวันบ่ายไปแล้ว, นัจจคีมาลาฯ ไม่ดูการละเล่นและตกแต่งประดับประดาอัตภาพร่างกาย เพื่อความสวยงามต่างๆ, อุจจาฯ ไม่นั่งนอนบนเตียงตั่งที่สูงเกินประมาณ และฟูกเบาะที่ยัดด้วยนุ่นและสำลี [เป็น ๘ ข้อ]

 

[๓] อิมานิ ทสะ สิกขาปทานิ สมาทิยานิ

[ให้ว่า ๓ หน สำหรับศีล ๑๐]

 

แปลว่า: ข้าพเจ้าสมาทานเอาซึ่งสิกขาบททั้งหลาย ๘ คือ ปาณาฯ ไม่ฆ่าสัตว์, อนทนนาฯ ไม่ลักทรัพย์, อพรหมจริยา ฯ ไม่ประพฤติร่วมสังวาสกับหญิงชายทั้งปวง, มุสาฯ ไม่กล่าวคำเท็จ, สุราฯ ไม่ดื่มสุราเมรัย, วิกาลโภฯ ไม่กินอาหารในเวลาตะวันบ่ายไปแล้ว, นัจจคีฯ ไม่ดูการละเล่น มาลาฯ ไม่ตกแต่งประดับประดาอัตภาพร่างกาย เพื่อความสวยงามต่างๆ, อุจจาฯ ไม่นั่งนอนบนเตียงตั่งที่สูงเกินประมาณ และฟูกเบาะที่ยัดด้วยนุ่นและสำลี ชาตรูฯ ไม่ให้รับเงินทอง [เป็น ๑๐ ข้อ]

 

[๔] ศีล ๒๒๗ ให้ว่า ดังนี้

ปริสุทโธ อหัง ภันเต ปริสุทโธติ มัง พุทโธ ธาเรตุ

ปริสุทโธ อหัง ภันเต ปริสุทโธติ มัง ธัมมโม ธาเรตุ

ปริสุทโธ อหัง ภันเต ปริสุทโธติ มัง สังโฆ ธาเรตุ

 

เมื่อทำความบริสุทธิ์ของตนด้วย กาย วาจา ใจ ต่อคุณพระพุทธเจ้า พระธรรมเจ้า พระสงฆเจ้า แล้วกราบลง ๓ หน แล้วจึงค่อยนั่งราบลง ประนมมือไหว้ ทำใจให้เที่ยง แล้วเจริญ “พรหมวิหาร ๔” ถ้าแผ่ไปไม่เจาะจง เรียกว่า “อัปปมัญญาธรรม–พรหมวิหารธรรม” ว่าโดยคำบาลีย่อๆ ให้สะดวกแก่ผู้จำยากก่อน ดังนี้

 

(๑) “เมตตา” คือ จิตคิดเมตตา รักใคร่ ปรารถนาให้ตน และสัตว์ทั้งหลาย เป็นสุขทั่วหน้ากัน

(๒) “กรุณา” คือ จิตคิดกรุณา เอ็นดู สงสาร ตน และคนอื่น

(๓) “มุทิตา” คือ จิตอ่อนน้อม พลอยยินดี ในกุศลของตน และคนอื่น

(๔) “อุเปกขา” คือ จิตคิดวางเฉย ในสิ่งที่ควรปล่อยวาง

 

ต่อนี้ไป ให้นั่งขัดสมาธิ เอาขาขวาทับขาซ้าย มือขวาทับมือซ้าย ตั้งกายให้ตรง ดำรงสติให้มั่น อย่าให้ฟั่นเฟือน ประนมมือไหว้ และระลึกถึงคุณพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ แต่ในใจว่า

 

“พุทโธ เม นาโถ”

พระพุทธเจ้าเป็นที่พึ่งของข้าพเจ้า

“ธัมโม เม นาโถ”

พระธรรมเป็นที่พึ่งของข้าพเจ้า

“สังโฆ เม นาโถ”

พระสงฆ์เป็นที่พึ่งของข้าพเจ้า

แล้วว่าซ้ำอีก ว่า

“พุทโธๆ ธัมโมๆ สังโฆๆ”

แล้วปล่อยมือลงข้างหน้า บริกรรมภาวนาแต่คำเดียว ว่า

“พุทโธ”

[กล่าว ๓ หน]

 

ต่อจากนี้ ให้นึกถึง “ลมหายใจเข้าออก” [อัสสาสะ–ปัสสาสะ] คือ ให้นับลมเป็นคู่ๆ ดังนี้

 

“พุท” ลมเข้า

“โธ” ลมออก

อย่างนี้ไป จนถึง ๑๐ ครั้ง แล้วให้ตั้งต้นใหม่อีก ดังนี้ คือ

 

ลมเข้า “พุทโธ” หนหนึ่ง

ลมออก “พุทโธ” หนหนึ่ง

 

ภาวนาอย่างนี้ไป จนถึง ๗ หน แล้วให้ตั้งต้นใหม่อีก ดังนี้ คือ

ลมเข้า ลมออก ให้ภาวนา “พุทโธ” หนหนึ่ง

 

ทำอย่างนี้ไป จนถึง ๕ หน แล้วตั้งต้นใหม่อีก ดังนี้ คือ

ลมเข้าออก หนหนึ่ง ให้ภาวนา “พุทโธ” ๓ คำ

 

ทำอย่างนี้ ไปจนครับ ๓ วาระ ของลมเข้าและลมออก ต่อนั้นให้บริกรรมแต่ “พุทโธ” คำเดียว ไม่ต้องนับลมอีกต่อไป ปล่อยลมตามสบาย ทำใจให้นิ่งๆ ไว้ ที่ลมหายใจเข้าออก [อัสสาสะ–ปัสสาสะ] ที่มีในช่องจมูก เมื่อลมออก [ปัสสาสะ] อย่าส่งจิตออกตามลม เมื่อลมเข้า [อัสสาสะ] อย่าส่งจิตตามลม ทำความรู้สึกอย่างกว้างขวาง เบิกบาน [ปราโมทย์ = ร่าเริงใจผ่องใสในการปฏิบัติธรรม] แต่อย่าสะกดจิตให้มากเกินไป ให้ทำใจสบายๆ เหมือนเราหายใจออกไปในอากาศโปร่งฉะนั้น ทำจิตให้นิ่งอยู่เหมือนเสาที่ปักไว้ริมฝั่งทะเล น้ำทะเลขึ้น เสาก็ไม่ขึ้นตาม น้ำทะเลลง เสาก็ไม่ลงตาม

 

เมื่อทำจิตนิ่งสงบได้ในขั้นนี้แล้ว ให้หยุดคำภาวนา “พุทโธ” [คำบริกรรมภาวนา] นั้นเสีย กำหนดความรู้สึกไว้เฉพาะลมหายใจ แล้วค่อยขยับจิตเลื่อนเข้าไปตาม “กองลม” [อัสสาสะ–ปัสสาสะ คือ กายสังขาร] คือ “กองลม” ที่สำคัญๆ อันจะทำให้เกิดความรู้สึกต่างๆ [วิชชา–ญาณ คือ ความรู้วิเศษ] เช่น ทิพพจักขุ [ตาทิพย์] ทิพพโสต [หูทิพย์] เจโตปริยญาณ [รู้ใจคนอื่น] ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ [ระลึกชาติได้] จุตูปปาตญาณ [รู้จักความเกิดตายแห่งสัตว์ต่างๆ] หรือ นานาธาตุวิชชา [วิชชาความรู้ในเรื่องของธาตุต่างๆ ที่เกี่ยวเนื่องถึงอัตภาพร่ายกาย คือ “รูปขันธ์แห่งขันธ์ ๕”  ได้แก่ ธาตุ ๔–ธาตุ ๖–และ–ธาตุ ๑๘ อันจะเป็นประโยชน์แก่ร่างกาย ธาตุเหล่านี้ย่อมเกิดขึ้นจาก “ฐานของลมหายใจ”] ฐานของลมหายใจ แบ่งออกเป็น ๕ ฐาน ดังนี้

 

[๑] ฐานที่ ๑ คือ “ปลายจมูก” ให้ตั้งจิต [จิตตสังขาร–มโนสังขาร คือ สภาพที่ปรุงแต่งทางจิตใจ เรียกว่า “มโนสัญเจตนา”] ไว้ที่ “ปลายจมูก” แล้วค่อยเลื่อนไป “กลางหน้าผาก”

[๒] ฐานที่ ๒ คือ “กลางหน้าผาก” ทำความรู้สึกอย่างกว้างขวาง ทำจิตให้นิ่งไว้ที่หน้าผาก แล้วกลับมาที่ปลายจมูก ให้เพ่งขึ้นเพ่งลงในระหว่างจมูกกับหน้าผาก ราวกับคนขึ้นภูเขากระนั้น ทำให้ได้สัก ๗ เที่ยว แล้วนิ่งไว้ที่หน้าผาก อย่าให้จิตลงมาที่จมูกอีก ต่อนั้นให้ตามเข้าไปใน “กลางกระหม่อมข้างนอก”

[๓] ฐานที่ ๓ คือ “กลางกระหม่อมข้างนอก” แล้วหยุดอยู่กลางกระหม่อม ทำความรู้สึกอย่างกว้างขวาง สูดลมในอากาศเข้าไปในศีรษะ กระจายลมครู่หนึ่ง แล้วจึงกลับลงมาที่หน้าผาก กลับไปกลับมา แล้วก็นิ่งอยู่กลางกระหม่อมตามเข้าไปในส่วนที่เป็น “สมอง”

[๔] ฐานที่ ๔ คือ “สมอง” ซึ่งตามลงไปที่กลางกะโหลกศีรษะ ให้นิ่งอยู่สักครู่หนึ่ง จึงเลื่อนจิตให้ออกไปที่กลางกระหม่อมข้างนอก กลับไปกลับมาติดต่อกันในระหว่างสมองกับกลางกระหม่อมข้างนอก แล้วก็นิ่งอยู่ที่สมอง ทำความรู้สึกให้กว้างขวาง กระจายลมอันละเอียดจากสมองให้ลงไปเบื้องต่ำ [ภายในร่างกาย] เมื่อทำจิตมาถึงตอนนี้แล้ว บางทีจะเกิด “นิมิตของลม” [นิมิตตวาโย] ขึ้น เป็นต้นว่า รู้สึกขึ้นในศีรษะแลเห็น หรือรู้สึกให้เสียวๆ ให้เย็นๆ ร้อนๆ ให้เป็นไอ เป็นหมอกสลัวๆ ขึ้น บางทีก็มองเห็นกะโหลกศีรษะของตัวเอง ถึงอย่างนั้น ก็อย่าให้มีความหวั่นไหวไปตาม “นิมิต” [ภาพที่เห็นในใจอันเป็นตัวแทนของสิ่งที่ใช้เป็นอารมณ์กรรมฐาน] ที่ปรากฏ ถ้าเราไม่ปรารถนาที่จะให้เป็นเช่นนั้น ก็ให้สูดลมหายใจเข้าไปยาวๆ ถึงหัวอก นิมิตเหล่านั้น ก็จะหายไปในทันที เมื่อเห็น “นิมิต” อันใดอันหนึ่งเกิดขึ้นแล้ว ให้ตั้ง “สติ” รู้อยู่ที่นิมิต แต่ให้เอา “นิมิต” เดียว สุดแท้แต่ “นิมิต” อันใดเป็นที่สบาย เมื่อจับ “นิมิต” ไดแล้ว ให้ขาย “นิมิต” นั้น ออกไปให้โตเท่าศีรษะ “นิมิต” ที่ขาวสว่างนั้น มีประโยชน์แก่กายแก่ใจ คือ เป็นลมบริสุทธิ์สะอาด และ “ลมบริสุทธิ์สะอาด” นี้ ย่อมเป็นเครื่องฟอกโลหิตในร่างกายของท่านได้อย่างดี สามารถจะบรรเทา หรือกำจัดทุกเวทนาในร่างกายได้ เมื่อขยาย “นิมิต” โดยทำได้เท่าศีรษะของตนแล้ว ให้เลื่อนลงไปตั้งไว้ใน “ทรวงอก”

[๕] ฐานที่ ๕ คือ “ทรวงอก” แล้วให้นึกเอา “นิมิตแห่งลม” ไปตั้งไว้ ขยายออกให้เต็มทรวงอก ทำลม [นิมิต] อันนั้นให้ขาว ให้สว่าง กระจาย ลมกระจายแสงสว่างไปทั่วทุกขุมขน จนกว่าจะมองเห็นส่วนต่างๆ ของร่างกายปรากฏเป็นภาพขึ้นมาเอง ถ้าไม่ต้องการภาพอันนั้น ก็ให้ [ตั้งสติ] สูดลมหายใจยาวๆ เสีย ๒ – ๓ ครั้ง ภาพนั้นก็จะหายไปในทันที แล้วกระทำจิตให้นิ่งอยู่โดยกว้างขวาง แม้จะมี “นิมิต” อะไรผ่านมาในรัศมีแห่งลม อย่าเพิ่งไปจับเอา อย่าทำจิตหวั่นไหวไปตาม “นิมิต” ประคองจิตไว้ให้ดี ทำจิตให้เป็นหนึ่ง [เอกัคคตา–เอกัคคตารมณ์ คือ อารมณ์ที่จิตดำรงมั่นด้วยสติและตั้งมั่นด้วยสมาธิ] พยายามตั้งจิตไว้ในอารมณ์อันเดียวที่ลม [อารัมมณวาโย–นิมิตตวาโย–กสินยาโย คือ ลมที่เป็นนิมิตในกรรมฐาน การเพ่งพินิจอารมณ์ด้วยจิตที่เป็นสมาธิแน่วแน่ที่ลม เรียกว่า “อารัมมณูปนิชฌาน”] คือ ลมหายใจอันละเอียด และขยายลมอันละเอียดนั้น ด้วยความรู้สึกให้กว้างขวาง [ตัตรมัชฌัตตตา คือ ความเป็นกลางในอารมณ์นั้นๆ] ออกไปทั่วสรรพางค์กาย

 

เมื่อทำจิตถึงตอนนี้ จะค่อยเกิด “วิชชา–ความรู้” [ความรู้แจ้ง–ความรู้วิเศษ = วิชชา ๓: ปุพเพนิวาสานุสติญาณ–จุตูปปาตญาณ–อาสวักขยญาณ] ขึ้นตามลำดับ กายของเราก็จะเบาเหมือนปุยนุ่น [กายปัสสัทธิ คือ ความสงบแห่งกองเจตสิก ซึ่งประกอบด้วย “กายลหุตา” คือ ความเบาแห่งกองเจตสิก “กายมุทุตา” คือ ความอ่อนหรือนุ่มนวลแห่งกองเจตสิก “กายกัมมัญญตา” คือ ความควรแก่การงานแห่งกองเจตสิก “กายปาคุญญตา” คือ ความคล่องแคล่วแห่งกองเจตสิก และ “กายุชุกตา” คือ ความซื่อตรงแห่งกองเจตสิก] ใจก็จะเอิบอิ่ม นิ่มนวล วิเวกสงัด [จิตตปัสสัทธิ คือ ความสงบแห่งจิต ซึ่งประกอบด้วย “จิตตลหุตา” คือ ความเบาแห่งจิต “จิตตมุทุตา” คือ ความอ่อนหรือนุ่มนวลแห่งจิต “จิตตกัมมัญญตา” คือ ความควรแก่การงานแห่งจิต “จิตตปาคุญญตา” คือ ความคล่องแคล่วแห่งจิต และ “จิตตุชุกตา” คือ ความซื่อตรงแห่งจิต] ได้รับความสุขกายสบายจิตเป็นอย่างยิ่ง เมื่อต้องการ “วิชชาความรู้” แล้วให้ทำอย่างนี้ จนกว่าจะชำนาญ “ในการเข้า–ในการออก–ในการตั้งอยู่” เมื่อทำได้อย่างนี้แล้ว “นิมิตของลม” [อารัมมณวาโย–นิมิตตวาโย–กสินยาโย] คือ แสงสว่างขาวๆ เป็นก้อน เป็นกลุ่ม เหล่านั้น จะทำเมื่อไรก็เกิดได้ [เกิดสมาธิได้ทุกขณะจิต] เมื่อต้อง “วิชชาความรู้” ต่างๆ ก็ให้ทำจิตนิ่ง [ฌานสมาธิ] วางอารมณ์ทั้งหมด [ตัตรมัชฌัตตตา] ให้เหลืออยู่แต่ความสว่างความว่างอย่างเดียว [เอกัคคตารมณ์–จิตดั้งเดิม–ภวังคจิต–จิตประภัสสร–ฐีติภูตัง–ปฐมจิต] เมื่อประสงค์สิ่งใดในส่วน “วิชชาความรู้” ภายในหรือภายนอก ตนเอง และผู้อื่น ก็ให้นึกขึ้นในใจครั้งหนึ่งหรือสองครั้ง ก็จะเกิด “ความรู้” หรือ “นิมิต” เป็นภาพปรากฏขึ้นทันที เรียกว่า “มโนภาพ” [จิตตภาพ] ถ้าจะให้ดีและชำนาญในสิ่งเหล่านี้ ให้ศึกษากับท่านผู้เคยปฏิบัติในทางนี้ จะดีมาก เพราะ “วิชชา” ตอนนี้เป็น “วิชชาความรู้” ที่เกิดขึ้นจาก “สมาธิ” [ฌานสมาธิ–ปัญญาในสมาธิ (ในขั้นจตุตถฌาน) : วิชชา ๓–วิชชา ๘–อภิญญา ๖] อย่างเดียวเท่านั้น ยังไม่เป็นปรมัตถ์ หรือความจริงอันสูงสุด เรียกว่า “ปรมัตถสัจจะ”

 

คำว่า “วิชชา” ในเรื่องสมาธินั้น มีอยู่ ๒ แผนก คือ เป็นไปกับด้วย “โลกีย์–โลกียะ” [โลกียญาณ–สมมุติสัจจะ] อย่างหนึ่ง เป็นไปกับด้วย “โลกุตตระ” [โลกุตตรญาณ–ปรมัตถสัจจะ] อย่างหนึ่ง “วิชชาโลกีย์” คือ การติดอยู่กับความรู้ความเห็น [ทิฏฐิ คือ ความเห็น – สังกัปปะ คือ ความคิด] ของตนเองนี้หนึ่ง ติดสิ่งทั้งหลายที่มาปรากฏให้เรารู้เราเห็น [สภาวธรรม] นี้อย่างหนึ่ง “วิชชา” [ความรู้] ก็ดี สิ่งที่ให้เรารู้เราเห็นด้วยอำนาจแห่งวิชชา [ญาณทัสสนะ] ก็ดี เป็นของจริงและของไม่จริงเจือปนอยู่ด้วยกันทั้งสิ้น แต่ของจริงในที่นี้ เป็นส่วน “สังขารธรรม” ทั้งสิ้น ขึ้นชื่อว่า “สังขารธรรม” [สังขตธรรม] แล้ว ย่อมไม่เที่ยง ไม่มั่นคงถาวร [“สังขตลักษณะ ๓” ได้แก่ ๑. ความเกิดขึ้น ปรากฏ ๒. ความดับสลาย ปรากฏ และ ๓. เมื่อตั้งอยู่ ความแปร ปรากฏ ซึ่งเป็นการพิจารณากลาป หรือ สัมมสนญาณ] ฉะนั้น เมื่อต้องการ “โลกุตตระ” ต่อไป ให้รวมสิ่งที่เรารู้เราเห็นทั้งหมดเข้ามาเป็นจุดอันเดียว คือ “เอกัคคตารมณ์” [สมาธิ ๒: อุปาจารสมาธิ–อัปปนาสมาธิ] ให้เห็นเป็นสภาพอันเดียวกันทั้งหมด [ญาณสัมปยุตต์] เอา “วิชชาความรู้” ทั้งหลายเหล่านั้น เข้ามารวมอยู่ในจุดนั้น จนรู้แจ้งเห็นจริง [ตรัสรู้–ธรรมจักขุ–ธรรมจักษุ คือ ได้ดวงตาเห็นธรรม] ว่า “สิ่งทั้งหลายเหล่านี้เกิดขึ้นแล้ว ย่อมดับไปเป็นธรรมดา” [อันเป็นสัจจธรรมแห่งอริยสัจจ์ ๔–ปฏิจจสมุปบาท ๑๒–ไตรลักษณ์] แล้วอย่ายึดถือในสิ่งที่รู้ที่เห็นมาเป็นของตน อย่ายึด “ความรู้ความเห็น” [รู้เห็น: ญาณทัสสนะ หรือ รู้เห็นตามเป็นจริง: ยถาภูตญาณทัสสนะ] ที่เกิดจากตนมาเป็นของตน ให้ปล่อยวางไปเสียตามสภาพ ถ้าไปยึดอารมณ์ [สังกัปปะ คือ อุปาทานขันธ์ ๕ หรือ สังขารธรรม คือ สภาวธรรมที่ปรุงแต่งขึ้นด้วยเวทนากับสัญญา ทำให้เกิดสังขาร ด้วยสัญเจตนา เรียกว่า “กรรม ๓” ได้แก่ กายกรรม–วจีกรรม–และ–มโนกรรม หรือ “สังขาร ๓” ซึ่งจะทำให้เกิด กายสังขาร–วจีสังขาร–และ–มโนสังขาร ต่อไป] นั้น ก็เท่ากับยึด “ทุกข์” และถ้ายึดความรู้ของตน [ทิฏฐิ] จะเกิดเป็นเหตุแห่งทุกข์ คือ “สมุทัย”

 

ฉะนั้น จิตที่นิ่งเป็นสมาธิ [อยู่ระหว่า สุข–เอกัคคตา คือ อุปจารสมาธิ เป็นสมาธิจวนแน่วแน่ กับ เอกัคคตา–อุเบกขา คือ อัปปนาสมาธิ เป็นสมาธิแน่วแน่สนิท] แล้ว ย่อมเกิด “วิชชา” [ความรู้ชัด อภิญญา–ความรู้ยิ่งยวด] และ “วิชชา” นั่นเป็น “มรรค” สิ่งที่ให้เรารู้ต่างๆ ที่ผ่านไปผ่านมาเป็น “ทุกข์” จิตเราอย่าเข้าไปยึดเอา “วิชชา” อย่าเข้าไปยึดเอา “อารมณ์” [สภาวธรรมแห่งนิมิต หรือนิมิตแห่งลม] ที่มาแสดงให้เรารู้ ปล่อยว่างไปตามสภาพ ทำจิตให้สบายๆ ไม่ยึดจิต ไม่สมมุติจิตของตนเองว่า เป็นอย่างนั้นอย่างนี้ คือ “นิโรธ” ถ้ายังสมมุติตนเองอยู่ตราบใด ก็เป็น “อวิชชา” อยู่ตราบนั้น เมื่อรู้ได้โดยอาการอย่างนี้ ก็จะกลายเป็น “โลกุตตระ” ขึ้นในตน จะเป็นบุญกุศลอย่างประเสริฐสูงสุด ในฐานะที่เป็นมนุษย์ คือ พุทธบริษัทของพระพุทธเจ้า

 

ถ้าจะสรุปให้สั้นเข้าแล้ว หลักในการปฏิบัติก็มี ดังนี้

(๑) กำจัดอารมณ์ที่ชั่วออกจากจิตให้หมด

(๒) ทำจิตให้อยู่ในอารมณ์ที่ดี

(๓) อารมณ์ที่ดีต่างๆ ให้ต้อนเข้าไปรวมอยู่ในจุดอันเดียวที่เรียกว่า “เอกัคคตารมณ์”

(๔) พิจารณาอารมณ์หนึ่งนั้นให้เป็น “อนิจจัง” ไม่เที่ยง “ทุกขัง” เป็นทุกข์ “อนัตตา” ไม่ใช่ตัวตน สัตว์ บุคคล ว่างเปล่า

(๕) วางอารมณ์ที่ดีและอารมณ์ชั่ว [กุศลจิตและอกุศลจิต] ไปตามสภาพของอารมณ์ เพราะดีและชั่วย่อมอยู่ด้วยกัน มีสภาพเสมอกัน วางใจตามสภาพของจิต รู้ไว้ตามสภาพแห่งรู้ รู้นั้น ไม่รู้จักเกิด ไม่รู้จักดับ นั่นแล คือ “สันติธรรม” [นิพพาน] นั่นคือ (๑) ดีก็รู้–ดีไม่ใช่รู้–รู้ไม่ใช่ดี (๒) ชั่วก็รู้–รู้ไม่ใช่ชั่ว–ชั่วไม่ใช่รู้ คือ “รู้ไม่ติดความรู้–รู้ไม่ติดสิ่งที่รู้” [ญาณทัสสนะ–วิชชา–สังขารธรรม] นั่นแหละ คือ “ธรรมชาติธาตุแท้อันบริสุทธิ์ผุดผ่องเหมือนน้ำที่อยู่ในใบบัว” ฉะนั้น จึงเรียกว่า “อสังขตธาตุ” [อมตธาตุ–นิพพานธาตุ] เป็น “ธาตุแท้” [ปรมัตถสัจจะ] เมื่อใครทำได้เช่นนี้ ก็จะเห็นของดีวิเศษเกิดขึ้นในใจแห่งตน จะเป็นกุศลวาสนาบารมีของท่านผู้ปฏิบัติในทางสมถกรรมฐาน วิปัสสนากรรมฐาน จะได้ผล ๒ ประการ ดังกล่าวมา คือ “โลกียผล” [อริยผล ๔] ที่จะให้สำเร็จประโยชน์อนามัยของร่างกายแห่งท่านแลคนอื่นๆ ทั่วไป ในสากลโลกนี้ ประการหนึ่ง ประการที่ ๒ จะได้ “โลกุตตรผล” อันเป็นประโยชน์อนามัยในด้านจิตใจของท่าน มีความสุข ความเยือกเย็น และความราบรื่น ชื่นบาน ก็จะถึง “พระนิพพาน” [ปรมัตถะ–ประโยชน์สูงสุดแห่งการปฏิบัติธรรม] เป็นเบื้องหน้า ไม่ต้องเกิด แก่ เจ็บ ตาย

 

ได้อรรถาธิบายมาโดยย่อ พอเป็นหัวข้อปฏิบัติของท่านพุทธบริษัทผู้นับถือพระพุทธศาสนา หากท่านมีความสงสัย ขัดข้อง จากการปฏิบัติตามแนวคิดดังกล่าวไว้ในตำราเล่มนี้ [“ยาใจ” ที่ระลึกงานทอดกฐินวัดธรรมสถิต อุทิศส่วนกุศลถวาย พระครูญาณวิศิษฏ์ ‘ท่านพ่อเฟื่อง โชติโก’ วันอาทิตย์ที่ ๒๑ พฤศจิกายน ๒๕๔๗] โดยประการใดๆ ต้องการจะศึกษาจากผู้ให้แนวความคิดที่กล่าวมานี้ ยินดีที่จะส่งเสริมชี้แจ้งข้อสงสัยของท่านตามกำลัง ความสามารถของผู้เขียน เพื่อให้สำเร็จสันติสุขในทางพระศาสนาโดยทั่วหน้ากัน

สำหรับผู้ปฏิบัติทั่วๆ ไป ควรที่จะยึดเอาวิธีที่ ๒ ดังต่อไปนี้ ซึ่งจะได้รับความสะดวกสบายกว่าแบบที่ ๑ ที่กล่าวมาแล้ว

  

 

วิธีฝึกสมาธิแบบาอานาปานสติแบบที่ ๒
หลวงพ่อลี ธมฺมธโร
วัดอโศการาม


พระสุทธิธรรมรังสีคัมภีรเมธาจารย์ [ท่านพ่อลี ธมฺมธโร]
วัดอโศการาม จ.สมุทรปราการ

 

วิธีฝึกสมาธิแบบาอานาปานสติแบบที่ ๒ มีข้อสำคัญอยู่ ๗ ข้อ ดังนี้

[๑] ให้ภาวนา “พุทธ” ลมเข้ายาวๆ “โธ” ลมออกยาวๆ ก่อน ๓ ครั้ง หรือ ๗ ครั้ง ให้คำภาวนากับลมยาวเท่ากัน

[๒] ให้รู้จัก [กำหนดสติรู้] ลมเข้าลมออกโดยชัดเจน

[๓] ให้รู้จักสังเกตในเวลาเข้าออกว่า มีลักษณะอย่างไร สบายหรือไม่สบาย กว้างหรือแคบ ขัดหรือสะดวก ช้าหรือเร็ว สั้นหรือยาว ร้อนหรือเย็น ถ้าไม่สบายก็ให้เปลี่ยนแปลงแก้ไข จนได้รับความสะดวกสบาย เช่น เข้ายาวออกยาวไม่สบาย ให้เปลี่ยนเป็นเข้าสั้นออกสั้น เป็นต้น จนกว่าจะได้รับความสบาย เมื่อได้รับความสบายสะดวกดีแล้ว ให้กระจายลมหายใจที่สบายนั้นไปในส่วนต่างๆ ของร่างกาย ดังเช่น

ขั้นตอนที่ ๑: สูดลมหายใจเข้าไปที่ท้ายทอย ปล่อยลงไปในกระดูกสันหลังให้ตลอด ถ้าเป็นเพศชายให้ปล่อยไปตามขาขวาทะลุถึงปลายเท้า [ถ้าเป็นเพศหญิงให้เริ่มที่ด้านซ้าย โดยปฏิบัติอย่างเช่นเดียวกัน] แล้วกระจายไปในอากาศ แล้วกลับมาสูดใหม่

ขั้นตอนที่ ๒: แล้วกลับมาสูดลมหายใจใหม่ ปล่อยไปในท้ายทอย ปล่อยลงไปในกระดูกสันหลัง ปล่อยไปตามขาซ้ายทะลุถึงปลายเท้า และกระจายไปในอากาศ

ขั้นตอนที่ ๓: แล้วกลับมาสูดลมหายใจใหม่ ปล่อยตั้งแต่ท้ายทอยผ่านไหล่ทั้งสองถึงข้อศอก ข้อมือ ทะลุถึงปลายนิ้ว กระจายไปในอากาศ

ขั้นตอนที่ ๔: แล้วกลับมาสูดลมหายใจใหม่ แล้วก็ปล่อยลงคอหอย กระจายไปที่ขั้วปอดขั้วตับ กระจายเรื่อยลงไปถึงกระเพาะเลา กระเพาะหนัก

ขั้นตอนที่ ๕: แล้วกลับมาสูดลมหายใจใหม่เข้าไปตรงกลางอก ทะลุไปจนถึงลำไส้ กระจายลมสบายเหล่านี้ให้ทั่วถึงกันได้ จะได้รับความสะดวกสบายขึ้นมาก

[๔] ให้รู้จักขยายลมหายใจ โดยจำแนกเป็น ๔ ลักษณะ ดังนี้

๔.๑ เข้ายาว–ออกยาว
๔.๒ เข้าสั้น–ออกสั้น
๔.๓ เข้าสั้น–ออกยาว
๔.๔ เข้ายาว–ออกสั้น

ให้เลือกแบบใดเป็นแบบสบาย ให้เอาแบบนั้น หรือทำให้สบายได้ทุกแบบยิ่งดี เพราะสภาพของบุคคลลมหายใจย่อมเปลี่ยนแปลงได้ทุกเวลาเช่นกัน

[๕] ให้รู้จักที่ตั้งของจิต ฐานไหนเป็นที่สบายของตัวให้เลือกเอาฐานนั้น [คนที่เป็นโรคประสาทปวดศีรษะ ห้ามตั้งข้างบน ให้ตั้งอย่างสูงตั้งแต่คอหอยลงไป และห้ามสะกดจิตสะกดลมหายใจ ให้ปล่อยลมหายใจตามสบาย ปล่อยใจตาม ลมหายใจเข้า–ลมหายใจออก ให้สบาย แต่อย่าให้หนีไปจากวงของลมหายใจ] ฐานจิตเหล่านั้น ได้แก่ (๑) ปลายจมูก (๒) กลางศีรษะ (๓) เพดาน (๔) คอหอย (๕) ลิ้นปี่ (๖) ศูนย์ [สะดือ] นี้ฐานโดยย่อ คือ ที่พักของลมหายใจ

[๖] ให้รู้จักขยายจิต คือ ทำความรู้สึกให้กว้างขวางออกไปทั่วสรรพางค์กาย

[๗] ให้รู้จักประสานลมหายใจ และขยายจิตออกให้กว้างขวาง ให้รู้ส่วนต่างๆ ของลมหายใจ ซึ่งมีอยู่ในร่างกายนั้นก่อนแล้ว จะได้รู้ในส่วนอื่นๆ ทั่วไปอีกมาก คือ ธรรมชาติลมหายใจมีหลายจำพวก เช่น ลมเดินในเส้นประสาทลมเดินหุ้มเส้นประสาททั่วๆ ไปลมกระจายออกจากเส้นประสาทแล่นแทรกแซงไปทั่วทุกขุมขนลมให้โทษและให้คุณ ๑ ย่อมมีปนกันอยู่โดยธรรมชาติของมัน

 

สรุปแล้วก็ คือ

[๑] เพื่อช่วยให้พลังงานที่มีอยู่ในร่างกายทุกส่วนของคนเราทุกคน ให้ดีขึ้น เพื่อต่อสู้สิ่งต่างๆ ในตัว เช่น ไม่สบายในร่างกาย เป็นต้น

[๒] เพื่อช่วยให้ความรู้ที่มีอยู่แล้วในตัวของบุคคลทุกคน ให้แจ่มใสขึ้น เพื่อเป็นหลัก “วิชชา–วิมุตติ–วิสุทธิ” คือ ความหมดจดสะอาดในทางจิตใจ

 

หลักอานาปานสติทั้ง ๗ ข้อ นี้ ควรถือไว้เป็นหลักสูตร เพราะเป็นเรื่องสำคัญของอานาปานสติทั้งสิ้น เมื่อรู้เรื่องสำคัญเหล่านี้แล้ว ก็เท่ากับว่า เราได้ตัดถนนเส้นใหญ่ ส่วนถนนซอยนั้นไม่สำคัญ คือ ส่วนปลีกย่อยของอานาปานสตินั้น ยังมีอยู่อีกมาก แต่ไม่ค่อยสำคัญ ฉะนั้น จึงควรปฏิบัติและดำเนินตามแบบนี้ไว้ให้มาก ท่านจะได้รับความปลอดภัยเป็นอย่างยิ่งทีเดียว

 

ถ้าท่านรู้จักการปรับปรุงแก้ไขลมหายใจของตัวเองโดยสมบูรณ์เรียบร้อยแล้ว ก็เท่ากับว่าคนในบ้านของท่านเป็นคนดี ส่วนปลีกย่อยนั้น เปรียบเหมือนคนนอกบ้าน คือ “แขก” ถ้าคนในบ้านของเราดี คนนอกบ้านก็ต้องดีไปตามเรา คนนอกบ้านหรือแขกในที่นี้ ได้แก่ นิมิตต่างๆ และลมสัญจรที่จะต้องผ่านไปผ่านมาในรัศมีแห่งลมหายใจของเราที่ทำอยู่ ดังเช่น นิมิตต่างๆ ที่เกิดขึ้นจากลมให้ปรากฏเป็นรูป [ตาทิพย์] บาททีเกิดเป็นแสงสว่างขึ้น บางทีปรากฏเป็นรูปคนหรือรูปสัตว์ เป็นตัวเอง หรือคนอื่น บางคราวเกิดนิมิตขึ้นทางหู [หูทิพย์] เช่น ได้ยินเสียงคำพูดของบุคคลผู้อื่น จำได้บ้าง ไม่ได้บ้าง บางคราวให้ปรากฏกลิ่นต่างๆ ขึ้นทางจมูก [จมูกทิพย์] บางทีก็เป็นกลิ่นหอม บางทีก็เหม็นเหมือนซากศพ บางคราวหายใจเข้าไป ให้เกิดความอิ่มเอิบซึมซาบไปทั่วสรรพางค์กาย จนไม่รู้สึกหิวข้าวหิวน้ำ [ลิ้นทิพย์] บางคราวให้เกิดสัมผัสขึ้นในทางกาย [กายทิพย์] ให้มีอาการอุ่นๆ ร้อนๆ เย็นๆ ชาๆ ส่ายไปส่ายมา ตามสรรพางค์กาย       [ปีติ–ความปลื้ม–ความอิ่มใจ–ความดื่มด่ำที่เป็นอาการที่แผ่ซ่านไปทั่วร่างกาย ให้หมายเอาปีตีในข้อ “ผรณาปีติ” คือ ปีติซาบซ่าน ให้รู้สึกเย็นซ่านแผ่เอิบอาบไปทั่วสรรพางค์ ปีติที่ประกอบกับสมาธิ] บางทีให้ผุดขึ้นทางจิตใจ [มโนทิพย์] ซึ่งเราไม่เคยนึกคิดมาก่อน ก็เกิดขึ้นได้

 

สิ่งทั้งหลายเหล่านี้ ชื่อว่า “แขก” ก่อนที่เราจะรับแขกเหล่านี้ ให้ปรับปรุงจิตและลมหายใจของตัวให้เรียบร้อยและมั่นคงเสียก่อน จึงค่อยรับแขก การที่เราจะต้องรับแขกเหล่านี้ เราต้องบังคับปรับปรุงแขกให้อยู่ในอำนาจของเราเสียก่อน ถ้าแขกไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาของเรา อย่าเพิ่งไปคลุกคลีกับเขา เขาอาจจะนำความเสื่อมเสียมาสู่เราได้ ถ้าหากเรารู้จักปรับปรุงเขาได้ดี สิ่งเหล่านั้นทั้งหลาย ก็จะเป็นเครื่องสนับสนุนเราต่อไป การปรับปรุงนั้น ได้แก่ “การเจริญปฏิภาคนิมิต” [ปฏิภาคนิมิต: นิมิตเสมือน–นิมิตเทียบเคียง ได้แก่ นิมิตที่เป็นภาพเหมือนของอุคคหนิมิตนั้น แต่เป็นสิ่งที่เกิดจากสัญญา เป็นเพียงอาการปรากฏแก่ผู้ได้สมาธิ จึงบริสุทธิ์จนปราศจากสีเป็นต้น และไม่มีมลทินใดๆ ทั้งสามารถนึกขยายหรือย่อส่วนได้ตามปรารถนา นิมิตนี้ได้เฉพาะในกรรมฐาน ๒๒ คือ กสิณ ๑๐–อสุภะ ๑๐–กายคตาสติ ๑–และ–อานาปานสติ ๑] คือ ให้ขยายสิ่งที่ปรากฏมานั้น ให้เป็นไปตามอำนาจแห่งจิต คือ ทำให้เล็ก ให้โต ให้ใกล้ ให้ไกล ให้เกิด ให้ดับ ให้มีข้างนอกข้างในก็ได้ สิ่งเหล่านี้ จึงจะเป็นประโยชน์ในการทำจิต ถ้าคล่องแคล่วชำนาญใน “นิมิต” เหล่านี้ ก็จะกลายเป็น “วิชชา” เช่น ตาทิพย์ คือ เห็นรูปโดยไม่ต้องลืมตา หูทิพย์ คือ ฟังเสียได้ไกลได้ จมูกทิพย์ คือ ดมกลิ่นไกลได้ ลิ้นทิพย์ คือ ดื่มรสของธาตุต่างๆ ซึ่งมีอยู่ในอากาศธาตุอันจะเป็นประโยชน์แก่ร่างกาย สามารถป้องกันความหิวความอยากได้ กายทิพย์ คือ สัมผัสอันเป็นทิพย์ก็จะเกิดขึ้นในทางกาย เช่น เราต้องการความเย็นก็จะเย็นขึ้น ต้องการความร้อนก็จะร้อนขึ้น ต้องการความอุ่นก็จะปรากฏขึ้น ต้องการความเข้มแข็งของร่างกายก็จะมีขึ้น เพราะธาตุทั้งหลายที่จะให้ประโยชน์แก่ร่างกายซึ่งมีอยู่ในโลกก็จะแล่นเข้ามาปรากฏในกายของเรา มโนทิพย์ คือ ดวงใจก็จะเป็นทิพย์ และมีอำนาจสามารถจะทำให้เกิด “ญาณจักขุ” (ดวงตาเห็นธรรม–ปัญญาเห็นธรรม = ทิพพจักขุญาณ–จุตูปปาตญาณ–ธัมมัฏฐิติญาณ–ปัจจยปริคคหญาณ คือ ปัญญาหยั่งรู้โดยปฏิจจสมุปบาท อันเกิดขึ้นในขณะจิตปราศจากนิวรณ์ในรูปฌาน ๔: ปฐมฌาน–ทุติยฌาน–ตติยฌาน–จตุตถฌาน โดยหมายเอาจตุตถฌานแห่งอาเนญชา) [วิชชา ๓] เช่น(๑) “ปุพเพนิวาสานุสติญาณ” คือ ระลึกชาติได้ (๒) “จุตูปปาตญาณ” คือ รู้จักความเกิดตายของสัตว์ว่า มาอย่างไร ไปอย่างไร อาจทราบได้ (๓) “อาสวักขยญาณ” คือ ความรู้เป็นเหตุที่จะฟอกอาสวะกิเลสให้สิ้นไป ถ้าเราเป็นผู้มีสติปัญญา ย่อมรับแขกมาทำงานในบ้านของเราได้เป็นอย่างดี

 

นี่เป็นส่วนปลีกย่อยในการปฏิบัติอานาปานสติโดยย่อ [การประพฤติอานาปานสติสมาธิ–จตุสติปัฏฐานกรรมฐาน] ฉะนั้น สิ่งทั้งหลายที่กล่าวมาให้ทบทวนดูให้ดี อย่าเพิ่งยินดีในสิ่งที่ปรากฏ อย่างเพิ่งยินร้ายหรือปฏิเสธในสิ่งที่ปรากฏ ควรตั้งจิตให้เป็นกลาง [อุเบกขา] ทบทวนดูให้รอบคอบ ละเอียดลออ เสียก่อนว่า เป็นของควรเชื่อถือได้หรือไม่ มิฉะนั้น จะเป็นเหตุให้สำคัญผิดไปก็มี ดี ชั่ว ถูก ผิด สูง ต่ำ ทั้งหมด มันสำคัญอยู่ที่ดวงจิตของเรา [สติปัญญา] ฉลาดหรือโง่ รู้จักพลิกแพลง ดัดแปลง แก้ไข เมื่อดวงจิตของเราเป็นผู้โง่อยู่แล้ว แม้ของสูงอาจจะกลายเป็นต่ำ ของดีอาจจะกลายเป็นของชั่ว ก็ได้ ถ้าหากเราได้รู้เรื่องราวต่างๆ ของลมและส่วนปลีกย่อยของลม ก็จะได้รู้ใน “อริยสัจจธรรม” [อริยสัจจ์ ๔–สัจจะ ๔: ทุกขอริยสัจจ์–ทุกขสมุทัยอริยสัจจ์–ทุกขนิโรธอริยสัจจ์–ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจจ์] นอกจากนั้น ยังเป็นหนทางบรรเทาทุกข์ของร่างกายได้อย่างดีอีก “ตัวสติ” เป็นตัวยา “ลมอานาปานสติ” เป็นกระสาย เมื่อ “สติ” เข้าไปฟอกแล้ว ย่อมบริสุทธิ์ ลมที่บริสุทธิ์จะส่งไปฟอกโลหิตต่างๆ ในร่างกายให้สะอาด เมื่อโลหิตสะอาดแล้วเป็นเหตุจะบรรเทาโรคภัยต่างๆ ในตัวได้ ถ้าเป็นผู้มีโรคเส้นประสาทประจำอยู่แล้ว ก็จะหายได้อย่างดีทีเดียว นอกจากนี้ ก็ยังสามารถจะสร้างความเข้มแข็งของร่างกายให้ได้รับความสุขยิ่งขึ้น [องค์ฌานที่ ๔] เมื่อร่างกายได้รับความสุข จิตใจก็สงบได้อย่างดี [จิตตปัสสัทธิ] เมื่อจิตสงบได้เช่นนั้น ย่อมเกิดกำลัง [พละ ๕] สามารถที่จะระงับเวทนาในเวลาที่นั่งสมาธิ ให้ทนทานได้หลายชั่วโมง เมื่อกายสงบจากเวทนา จิตย่อมสงบปราศจากนิวรณ์ [นิวรณ์ ๕ คือ อกุศลธรรมที่ทำจิตให้เศร้าหมองและทำปัญญาให้อ่อนกำลัง ได้แก่ (๑) “กามฉันทะ” คือ ความพอใจในกาม ความต้องการกามคุณ (๒) “พยาบาท” คือ ความคิดร้าย ความขัดเคืองแค้นใจ (๓) “ถีนมิทธะ” คือ ความหดหู่และเซื่องซึม “อุทธัจจกุกกุจจะ” คือ ความฟุ้งซ่านและร้อนใจ ความกระวนกระวายกลุ้มกังวล และ “วิจิกิจฉา”คือ ความลังเลสงสัย] ได้อย่างดี กายก็มีกำลัง ใจก็มีกำลัง เรียกว่า “สมาธิพลัง–สมาธิพละ–สมถพละ”

 

เมื่อสมาธิมีกำลังเช่นนั้นแล้ว ย่อมเกิด “ปัญญา” [ปัญญาญาณ–วิปัสสนาภูมิ–ญาณทัสสนะ] สามารถจะแลเห็น “ทุกข์-สมุทัย-นิโรธ-มรรค” [อริยสัจจ์ ๔] ได้ แจ้งประจักษ์ขึ้นในลมหายใจของตัวที่มีอยู่ในทุกคน ถ้าจะอธิบายได้ความอย่างนี้ คือ ลมหายใจเจ้าออกเป็น “ทุกขสัจจ์” ลมเข้าเป็นชาติทุกข์ ลมออกเป็นมรณทุกข์ ความไม่รู้จักลมเข้า ความไม่รู้จักลมออก ความไม่รู้ลักษณะของลม เป็น “สมุทัยสัจจ์” ซึ่งเป็น “องค์แห่งอริยมรรค” คือ มีความเห็นถูกต้องตามความเป็นจริงของลมหายใจ คือ การเจริญ “มรรคมีองค์ ๘ แห่งมัชฌิมาปฏิปทา” ได้แก่

(๑) ความรู้ว่าลมออกรู้ว่าออก ความรู้ว่าลมเข้ารู้ว่าเข้า ความรู้ลักษณะของลมโดยชัดเจน เป็น “สัมมาทิฏฐิ” คือ เห็นชอบ

(๒) ความรู้ว่าหายใจแบบใดไม่สบายก็รู้ และรู้จักวิธีแต่งลมหายใจของตัวว่า แบบนี้ไม่สบาย เราจะต้องหายใจแบบนี้จึงจะเป็นที่สบาย นี้เรียกว่า “สัมมาสังกัปปะ” คือ ดำริชอบ

(๓) รู้จักวิธีปรับปรุงลมหายใจของตนโดยวิธีการต่างๆ เช่น หายใจเข้ายายออกยาว หายใจเข้าสั้นออกสั้น หายใจเข้าสั้นออกยาว หายใจเข้ายาวออกสั้น จนไปถูกลมอันเป็นที่สบายแห่งตน ทำให้เกิดความคิดดีๆ ดังนี้ ชื่อว่า “สัมมาวาจา” คือ เจรจาชอบ

 (๔) รู้จักวิธีปรับปรุงลมหายใจของตนโดยวิธีการต่างๆ เช่น หายใจเข้ายายออกยาว หายใจเข้าสั้นออกสั้น หายใจเข้าสั้นออกยาว หายใจเข้ายาวออกสั้น จนไปถูกลมอันเป็นที่สบายแห่งตน อยากทำในสิ่งที่สะอาดบริสุทธิ์ ดังนี้ ชื่อว่า “สัมมากัมมันตะ” คือ การงานชอบ

(๕) รู้จักทำลมหายใจฟอกโลหิตในร่างกายให้สะอาดบริสุทธิ์แล้วส่งไปหล่อเลี้ยงหทัยวัตถุ รู้จักแต่งลมให้เป็นที่สบายของร่างกาย รู้จักประกอบลมเป็นที่สบายแห่งดวงจิต หายใจเข้าไปอิ่มกาย อิ่มจิต นี้เรียกว่า “สัมมาอาชีวะ” คือ เลี้ยงชีวิตชอบ

(๖) รู้จักพยายามเปลี่ยนลมหายใจของตน จนเป็นที่สบายกาย สบายจิต ถ้ายังไม่ได้รับความสบายเกิดขึ้นในตัว ก็พากเพียรพยายามอยู่เรื่อยไปอยู่อย่างนั้น นี้เรียกว่า “สัมมาวายามะ” คือ เพียรชอบ

(๗) รู้ลมหายใจเข้าออกทุกขณะเวลา และรู้กองลมต่างๆ ที่มีอยู่ในร่างกาย เช่น ลมพัดไปตามชิ้นเนื้อ ซาบซ่านไปทั่วทุกขุมขน มีสติสัมปชัญญะตามรู้อยู่ทุกขณะลมหายใจเข้าออก นี้เรียกว่า “สัมมาสติ” คือ ระลึกชอบ  

(๘)ทำดวงจิตสงบอยู่ในเรื่องของลมอย่างเดียว ไม่ไปเหนี่ยวอารมณ์อย่างอื่นเข้ามาแทรกแซง ทำไปจนลมละเอียด สะอาด บริสุทธิ์ ตามลำดับ เป็น “อัปปนาฌาน” [อัปปนาสมาธิ] จนกว่าจะเกิด “วิปัสสนาญาณ” [วิชชาวิมุตติ] ขึ้นในที่นั้น เรียกว่า “สัมมาสมาธิ” คือ ตั้งใจไว้ชอบ

 

ลำดับขั้นการเพ่งอารมณ์ลมหายใจในองค์ฌานทั้ง ๕ ได้แก่

[๑] การนึกถึงลม เรียกว่า “วิตก” คือ ความตรึกอารมณ์

[๒] การกระจายลมขยายลม เรียกว่า “วิจาร” คือ ความตรองหรือพิจารณาอารมณ์

[๓] ลมได้รับความสะดวกทั่วถึงแล้วเกิดความรู้สึกอิ่มกายอิ่มจิต เรียกว่า “ปีติ” คือ ความอิ่มใจ ความดื่มด่ำใจ

[๔] กายไม่กระวนกระวาย ใจไม่กระสับกระส่าย ก็เกิด “สุข” คือ ความสบายใจ

[๕] เมื่อได้รับความสุขแล้ว จิตย่อมไม่ส่ายไปสู่อารมณ์อื่น ย่อมแนบสนิทอยู่กับอารมณ์เดียว เรียกว่า “เอกัคคตารมณ์” [รวมทั้ง อุเบกขา] หรือ “เอกัคคตา–เอกัคคตาแห่งสมาธิ” คือ ความมีอารมณ์เป็นอันเดียว

 

กระบวนการดังกล่าวนี้ทั้งหมด เรียกว่า “สัมมาสมาธิ” เบื้องต้นใน “องค์อริยมรรค” คือ “มรรคสัจจ์” [มัคคสัจจ์] ทั้งหมดที่กล่าวมา คือ “ศีล–สมาธิ–ปัญญา” [ไตรสิกขา] ซึ่งเข้ามาสันนิบาตในดวงจิตได้แล้วโดยสมบูรณ์ ย่อมทำให้รู้แจ้งในกองลมทั้งปวงว่า หายใจอย่างนี้เป็นเหตุให้เกิดอกุศลจิต หายใจอย่างนั้นเป็นเหตุให้เกิดกุศลจิต และไม่ติดอยู่ใน “สังขาร ๓” หมายถึง สภาพปรุงแต่ง ได้แก่

(๑) “กายสังขาร” คือ กองลม แห่งลมหายใจเข้าและลมหายใจออก [ลมอัสสาสะ–ลมปัสสาสะ] ไม่ติดอยู่ใน

(๒) “วจีสังขาร” คือ สภาพที่ปรุงแต่งวาจา คือ “วิตก” และ “วิจาร” ไม่ติดอยู่ใน

(๓) “จิตตสังขาร” [มโนสังขาร] คือ สภาพที่ปรุงแต่งจิตทั้งฝ่ายดีและฝ่ายชั่ว คือ “สัญญา” [สัญเจตนา ๖] และ “เวทนา” ปล่อยวางไปตามสภาพแห่งความเป็นจริง คือ “ตถตา” นี้เรียกว่า “นิโรธสัจจ์”

 

ถ้าจะย่นย่อ “อริยสัจจ์ ๔” ให้สั้นเข้าไปอีกอย่างหนึ่ง ก็คือ

(๑) ลมหายใจเข้า เป็น “ทุกขสัจจ์”

(๒) ไม่รู้จักลมหายใจเข้า ไม่รู้จักลมหายใจออก เป็น “สมุทัย” หรือ “อวิชชา–โมหะ”

(๓) ทำให้แจ้งในกองลมทั้งปวงจนละได้ ไม่ยึดถือ เรียกว่า “นิโรธสัจจ์”

(๔) ที่มีสติสัมปชัญญะประจำอยู่ในกองลม เรียกว่า “มรรคสัจจ์”

 

เมื่อปฏิบัติได้เช่นนี้ ก็ชื่อว่า เป็นผู้ปฏิบัติถูกต้องตามแนวทางของอานาปานสติ เป็น “ผู้มีวิชชา” อาจรู้ของจริงทั้ง ๔ อย่าง ได้อย่างชัดเจน ย่อมถึง “วิมุตติ” [ความหลุดพ้น] ได้ “วิมุตติ” นั้น คือ

(๑) ดวงจิตที่ไม่เข้าไปติดอยู่ใน “เหตุฝ่ายต่ำ–ผลฝ่ายต่ำ” อันได้แก่ “ทุกข์–และ–สมุทัย”

(๒) ดวงจิตไม่เข้าไปติดใน “เหตุฝ่ายสูง–ผลฝ่ายสูง” คือ “มรรค–และ–นิโรธ”

(๓) ดวงจิตไม่เข้าไปติดในสิ่งที่ให้เรารู้

(๔) ดวงจิตไม่เข้าไปติดในความรู้

(๕) ดวงจิตไม่เข้าไปติดในรู้ การแยกสภาพธรรม [สภาวธรรม] ไว้เป็นส่วนๆ

 

เมื่อได้เช่นนี้ ชื่อว่าเป็นผู้มี “วิชชาวิมุตติ” คือ รู้จักเบื้อต้น เบื้องปลาย และท่ามกลาง วางไปตามสภาพแห่งความเป็นเอง ที่เรียกว่า “สพฺเพ ธมฺมา อนตฺตา” [ธรรมทั้งหลาย ไม่ใช่ตัวใช่ตน] ดังนั้น

(๑) การติดอยู่ในสิ่งที่ให้เรารู้ คือ ธาตุ ขันธ์ อายตนะ เหล่านี้เป็น “กามุปาทาน” คือ ยึดมั่นถือมั่นในกาม

(๒) การติดอยู่ในวิชชาความรู้ของตัว เป็น “ทิฏฐุปาทาน” คือ ยึดมั่นถือมั่นความเห็นที่ผิดของตน

(๓) ความไม่รู้จักตัวรู้ คือ “พุทธะ” เป็น “สีลัพพตุปาทาน” คือ ยึดมั่นถือมั่นในศีลและพรต ซึ่งทั้งหมดนี้

(๔) ทำให้เกิดความยึดมั่นในภพ เรียกว่า “อัตตวาทุปาทาน” หมายถึง ความยึดมั่นในวาทะว่าตัวตน คือ ความถือหรือสำคัญหมายอยู่ในภายในว่า มีตัวตน ที่จะได้ จะเป็น จะมี จะสูญสลาย ถูกบีบคั้นทำลาย หรือเป็นเจ้าของ เป็นนายบังคับ บัญชาสิ่งต่างๆ ได้ ไม่มองเห็นสภาวะของสิ่งทั้งปวง อันรวมทั้งตัวตนว่าเป็นแต่เพียงสิ่งที่ประชุมประกอบกันเข้า เป็นไปตามเหตุปัจจัยทั้งหลายที่มาสัมพันธ์กันล้วนๆ

 

เมื่อพิจารณา “อุปาทาน ๔” [ความยึดมั่น ความถือมั่นด้วยอำนาจกิเลส ความยึดติดอันเนื่องมาแต่ตัณหา ผูกพันเอาตัวตนเป็นที่ตั้ง] ดังกล่าวนี้ ย่อมเป็นเหตุให้หลงแห่งโมหะ [ไม่มีสติสัมปชัญญะ] “กายสังขาร–วจีสังขาร–และ–จิตตสังขาร” อันเกิดจาก “อวิชชา” ตามหลักปฏิจจสมุปบาท

 

พระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระองค์ย่อมเป็นผู้สมบูรณ์ทั้งเหตุทั้งผล พระองค์มิได้เข้าไปยึดใน “หตุฝ่ายต่ำ–ผลฝ่ายต่ำ” มิได้เข้าไปยึดใน “เหตุฝ่ายสูง–ผลฝ่ายสูง” อยู่นอกเหตุเหนือผล สุข ทุกข์ พระองค์ก็มิใช้ แต่พระองค์มิได้ติดสุขติดทุกข์ ดี ชั่ว พระองค์ก็รู้อยู่โดยสมบูรณ์ อัตตาและอนัตตาพระองค์ก็มีอยู่โดยสมบูรณ์ แต่พระองค์ก็มิได้ไปยึดถือในเรื่องราวเหล่านั้น วัตถุอันเป็นที่ตั้งแห่งสมุทัยก็มิใช้ พระองค์รู้จักแต่งพระองค์ด้วยพิธีการต่างๆ เช่น แต่งโง่ แต่งฉลาด แล้วรู้จักใช้โง่ ใช้ฉลาด ในกิจพระศาสนา ส่วนนิโรธเล่า พระองค์ก็มิใช้ มิได้ยึดถือ คือ ไม่มีการติดในสิ่งเหล่านั้น จึงเรียกว่า “เป็นผู้สมบูรณ์ได้จริง” [อุดมบุรุษ]

 

ก่อนที่พระองค์จะละได้เช่นนั้น พระองค์ก็ต้องบำเพ็ญให้เกิดมีขึ้นโดยสมบูรณ์เสียก่อน แล้วจึงค่อยปล่อยวาง เป็น “การปล่อยวางด้วยความสมบูรณ์มั่งมี มิใช่จะวางจะปล่อยด้วยความยากความจนอย่างบุคคลธรรมดา” แม้พระองค์ทางวางแล้ว ก็ยังมีใช้อยู่ พระองค์มิได้ทรงปฏิเสธในการที่พระองค์ได้บำเพ็ญ “ศีล–สมาธิ–ปัญญา” มาตั้งแต่ยังมิได้ตรัสรู้ จนได้รู้แจ้งเห็นจริงแล้ว ก็ยังทรงใช้ “ศีล–สมาธิ–ปัญญา” อยู่ทุกประการ จนวันเสด็จดับขันธ์เข้าสู่ “ปรินิพพาน” ตราบถึงขณะจิตที่จะนิพพานนั้น ก็ยังบำเพ็ญ “สมาธิสมาบัติ” อยู่ คือ พระองค์ได้เสด็จปรินิพพานในระหว่าง “รูปฌาน” และ “อรูปฌาน” นั่นเอง

 

เพราะฉะนั้น พุทธบริษัททั้งหลายก็ไม่น่าที่จะปฏิเสธ “ศีล–สมาธิ–ปัญญา” กันเสีย คนบางคนจะถือศีลก็กลัว “สีลัพพตปรามาส” หรือ “สีลพัตตูปาทาน” บางคนจะบำเพ็ญสมาธิก็กลัวโง่กลัวบ้าก็มี แท้จริงคนเรามีความโง่ความบ้าประจำอยู่แล้ว การกระทำสมาธิจิตนั้น เป็นเรื่องแก้โง่แก้บ้าต่างหาก ถ้ำได้ศึกษาโดยทางที่ถูกต้องย่อมเกิดปัญญาอันบริสุทธิ์ เหมือนเพชรพลอยที่เจียระไนแล้ว ย่อมเกิดแสงขึ้นในตัวของมันเองโดยธรรมชาตินั่นแล จึงเรียกว่า เป็น “ตัวปัญญาที่แท้” เกิดขึ้นเฉพาะตัว ที่เรียกว่า “ปัจจัตตัง” เป็นได้เฉพาะตัว รู้ได้เฉพาะตัว แต่โดยมากคนเราเข้าใจผิด ไม่รู้จักลักษณะของปัญญา ไปถือเอา “ปัญญาไม่แท้” ที่เจือปนไปด้วย “สัญญา” [ความจำในอดีต] มาทับของแท้เสีย คล้ายๆ กับว่า เอาปรอทมาทากระจกแล้วมองเห็นเงาของตัวและคนอื่นได้โดยอาศัยของอื่นมาฉาบทา ก็เข้าใจว่าตัวเป็นผู้ฉลาด มองเป็น “ธรรมลักษณะ” อย่างนี้ก็เท่ากับว่า “ลิงส่องกระจกเงา” เท่านั้นเอง ตัวเดียวก็จะต้องกลายเป็นสองตัว ก็จะเล่นเงาของตนเองอยู่อย่างนี้เรื่อยไป ถ้าปรอทหลุดออกจากบานกระจกเมื่อไร ลิงตัวนั้นก็จะหน้าซบเซาอยู่โดยไม่รู้ตัวว่า เงานั้นมันมาจากเรื่องอะไร ฉันใด บุคคลผู้ใดได้ปัญญาที่ไม่แท้ไม่จริง คิดเอาเดาเอาตามสัญญาอารมณ์ ว่าตนรู้ตนเห็น โดยปราศจากความรู้สึกตนเองแล้ว ก็จะได้รับความทุกข์โศกในคราวประสบกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเฉพาะน้าเมื่อภายหลัง

 

ฉะนั้น ส่วนสำคัญของปัญญาโดยธรรมชาติในทางพระพุทธศาสนา “ย่อมเกิดขึ้นจากการอบรมวงจิตโดยเฉพาะ” เหมือนแสงเพชรที่เกิดในตัวของมันเอง ย่อมมีรัศมีตีแผ่โดยรอบ และเกิดแสงสว่างได้ทั้งในที่มืดและที่สว่าง ส่วนกระจกเงานั้น ใช้ได้สำหรับในสถานที่แจ้งมีแสงสว่างส่องเห็น ถ้าเอาเข้าไปในที่มืด แล้วจะใช้ส่องเงาตัวเองไม่ได้เลย ไม่เหมือนแสงเพชร แสงพลอย ที่เจียระไนแล้ว ย่อมมีแสงได้ทั่วไป ฉะนั้น พระองค์จึงได้ทรงแสดงไว้ว่า “ปัญญาไม่มีที่ลับและปิดบังได้ในโลกนั้นแล” เรียกว่า “ปัญญารัตนัง” เป็นตัวที่จะทำลายเสียได้ซึ่ง “อวิชชา–ตัณหา–และ–อุปาทาน” [วงจรกิเลส] ก็จะบรรลุคุณธรรมอย่างสูงสุด คือ “พระนิพพาน” นั่นหมายถึง ไม่เจ็บ ไม่ตาย ไม่สาบ ไม่สูญ มีอยู่โดยธรรมชาติของธรรม เรียกว่า “อมตธรรม”โดยมากคนเรามักจะต้องการแต่ “ปัญญา” และ “วิมุตติ” เมื่อเป็นเช่นนี้ก็ไม่อาจจะเป็นไปได้ เอะอะก็ “อนิจจัง–ทุกขัง–อนัตตา” กันเสียเลยทีเดียว สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก่อนที่พระองค์จะปฏิเสธ “อนิจฺจํ” ของไม่เที่ยงนั้น พระองค์ได้ทำ ได้รู้ จนปรากฏเห็นเป็นของเที่ยงเสียก่อน ก่อนที่จะปฏิเสธ “ทุกขํ” พระองค์ได้ทำทุกข์อันนั้นให้เป็นสุขเสียก่อน และก่อนที่จะปฏิเสธ “อนตฺตา” ที่ไม่ใช่ตัวตนนั้น พระองค์ก็ได้ทำ “อนัตตา” ให้เป็น “อัตตา” ขึ้นเสียก่อน จึงได้เห็นของเที่ยงของจริงที่แอบอิงอยู่ใน “อนิจฺจํ–ทุกขํ–อนตฺตา” แล้วก็ได้รวบรวมยอดแห่งธรรมเหล่านั้น เข้ามาเป็นอันเดียว เช่น ทำ “อนิจฺจํ–ทุกขํ–อนตฺตา” ให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน นี่เป็นหมวดหนึ่ง เป็น “สังขารโลก” ส่วน “นิจจํ–สุขํ–อตฺตา” นี้เป็นอีกหมวดหนึ่ง เป็น “สังขารธรรม” พระองค์ทรงปล่อยได้แล้วในส่วน “สังขารโลก” และ “สังขารธรรม” ไม่ข้องอยู่ในของเที่ยงและของไม่เที่ยง ไม่ข้องอยู่ในทุกข์และสุข ไม่ข้องอยู่ในอัตตาและอนัตตา จึงได้นามว่า “วิมุตติ–วิสุทธิ–นิพพาน” ไม่ต้องไปยึด “สังขารธรรม” และ “สังขารโลก” ทั้งหมด

 

นี่เป็นลักษณะของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่พระองค์ได้ทรงบำเพ็ญมา แต่ปฏิปทาของพุทธบริษัททั้งหลายส่วนมากมักจะเป็น “ผู้รู้ก่อนเกิด” เป็น “ผู้เลิศก่อนทำ” ต้องการแต่ความละความพ้นกันฝ่ายเดียว ถ้าละโดยปราศจากเหตุอันสมบูรณ์แล้วมันจะเลอะถ้าพ้นกันโดยปราศจากเหตุแล้วมันจะผิด ๑ สำหรับคนผู้ปรารถนาดี อยากเป็นคนดี เหตุประกอบของตนโดยอาการเช่นนั้นมีแล้วหรือยัง ถ้าหากว่าไม่ต้องการสร้างเหตุแห่งความละความพ้นโดยสมบูรณ์แล้ว พวกเราจะพ้นไปได้อย่างไร พระพุทธเจ้าพระองค์ยังทรงแสดงไว้ว่า “ศีล” ปราบกิเลศอย่างหยาบ [วีติกกมกิเลส] ที่เป็นวิตกมีโทษที่เกิดขึ้นทางกาย ทางวาจา ออกเสียได้ “สมาธิ” ปราบกิเลสอย่างกลาง [ปริยุฏฐานกิเลส] มีกามฉันทะ พยาปาทะ ถีนมิทธะ อุทธัจจกุกกุจจะ วิจิกิจฉา [นิวรณ์ ๕] เป็นต้น ส่วน “ปัญญา” ปราบกิเลสอย่างละเอียด [อนุสยกิเลส] มี อวิชชา ตัณหา อุปาทาน เป็นต้น คนบางคนที่มีปัญญาฉลาดหลักแหลม สามารถจะอธิบายข้อรรถข้อธรรมได้อย่างชัดเจนแจ่มแจ้ง แต่กิเลสเพียงหยาบๆ อันเป็นคู่ปรับแห่งศีลแค่นี้ ก็ยังละกันไม่ค่อยจะออก นี่คงจะเป็นเพราะขาดความสมบูรณ์แห่ง “ศีล–สมาธิ–ปัญญา” กระมัง จึงได้เป็นอย่างนั้น ศีลก็คงเป็นศีลอย่างเปลือกๆ สมาธิก็คงเป็นสมาธิอย่างเปื้อนเปรอะ ปัญญาก็คงเป็นปัญญาอย่างเลอะเลือน เคลือบเอา เสมอเหมือนกับตัวบานกระจกที่ทาปรอท ฉะนั้น จึงไม่สามารถเป็นเหตุให้สำเร็จความมุ่งหวังของพุทธบริษัทได้ ตกอยู่ในลักษณะ “มีดที่คมนอกฝัก” คือ ฉลาดในเชิงพูด เชิงคิด แต่ดวงจิตไม่มีสมาธิ นี่เรียกว่า “คมนอกฝัก–ฟักไข่นอกรัง” คือ แสดงความดีแต่ภายนอก ไม่อบรมจิตใจของตนให้เป็นไปในทางสมาธิ “ปักหลักกองทราย” คือ เที่ยวยึดถือเอาสิ่งที่ไม่เป็นสรณะแก่ตนมาเป็นสรณะที่พึ่ง ย่อมให้โทษ เมื่อเป็นเช่นนี้ ก็ชื่อว่า เป็น “ผู้ที่ยังไม่ได้ที่พึ่งอันเป็นแก่นสาร” ฉะนั้น จึงควรที่จะต้องสร้างเหตุให้เป็นไปด้วยดี เพราะ “ธรรมทั้งหลายย่อมไหลมาแต่เหตุ” ดังนี้

 

อตฺตนา โจทยตฺตานํ ปฏิมํเส ตมตฺตนา
จงเตือนตนฝึกฝนด้วยตนเอง จงเริ่มคิดพิจารณาของตนด้วยตนเทอญ

 

 

ต่อไปนี้ จะได้รวบรัดวิธีปฏิบัติอานาปานสติให้เป็นองค์ฌานขึ้นตามหลักเกณฑ์ ดังต่อไปนี้

 

ฌาน

“ฌาน” แปลว่า ความเพ่งอยู่ในอารมณ์อันเดียว การเพ่งพินิจด้วยจิตที่เป็นสมาธิแน่วแน่เป็นอัปปนาสมาธิ ภาวะจิตสงบประณีต ซึ่งมีสมาธิเป็นองค์ธรรมหลัก ส่วน “สมาบัติ” คือ ภาวะสงบประณีตซึ่งพึงเข้าถึง ส่วนคำว่า “อธิจิต” หมายถึง จิตอันยิ่ง เรื่องของการเจริญสมาธิอย่างสูง ซึ่งหมายถึง “ฌานสมาบัติ” ที่เป็นบาทแห่งวิปัสสนา หรือแม้สมาธิที่เจริญด้วยความรู้เข้าใจโดยมุ่งให้เป็นปัจจัยแห่งการก้าวไปในมรรค “ฌาน” แบ่งออกเป็น ๒ อย่าง ได้แก่ (๑) “อารัมมณูปนิชฌาน” คือ การเพ่งอารมณ์ ได้แก่  สมาบัติ ๘ คือ รูปฌาน ๔ และ อรูปฌาน ๔ และ (๒) “ลักขณูปนิชฌาน” คือ การเพ่งลักษณะ ได้แก่ วิปัสสนา มรรค และ ผล ยกตัวอย่าง เช่น กระทำลมหายใจ ในการบำเพ็ญเพียร “รูปฌาน ๔” ดังรายละเอียดต่อไปนี้

 

ข้อ ๑. ปฐมฌาน มีองค์ ๕ ได้แก่

๑. “วิตก” คือ ให้นึกถึงลมหายใจเข้าออก จนจำได้ ไม่เผลอ [ตรึก]

๒. “เอกัคคตา” คือ ให้ประคองจิตไว้ในลมหายใจ อย่าให้แส่ส่ายไปในสัญญาอารมณ์อื่นๆ ประคองจิตไว้ในเรื่องลมอย่างเดียว จนเกิดลมสบายขึ้น [จิตถึงความเป็นหนึ่งนิ่งอยู่กับลมหายใจ]

๓. “วิจาร” คือ ให้รู้จักขยายลมหายใจที่ได้รับความสบายแล้วนั้น ให้ไปเชื่อมกับลมส่วนอื่นในร่างกาย กระจายลมออกจนทั่วถึงกัน เมื่อร่างกายได้รับประโยชน์จากลมหายใจแล้ว ทุกขเวทนาก็สงบไป ร่างกายเต็มไปด้วยธาตุลมที่ดี [ตรอง] คือ เพ่งอยู่ในเรื่องของลมอย่างเดียว คุณธรรม ๓ อย่างนี้ เข้าอยู่ในสายลมอันเดียวกัน จึงจะเป็น “ปฐมฌาน”ได้ สายลมอันนี้ย่อมแล่นเข้าถึง “ฌาน ๔” ได้ “วิตก–เอกัคคตา–วิจาร” สามประการนี้ เป็นตัวเหตุ เมื่อเหตุเหล่านี้ทำให้สมบูรณ์ดังกล่าวมา ก็จะได้รับผลเกิดขึ้นอันเป็นองค์ที่ ๔ คือ “ปีติ” ในอับดับถัดไป

๔. “ปีติ” คือ ความอิ่มกายอิ่มใจ ก็เกิดขึ้น ดูดดื่ม ปลาบปลื้ม ปราโมทย์ อยู่โดยลำพังกายและจิต

๕. “สุข” คือ ความสบายกาย เกิดจากการสงบ กายไม่กระสับกระส่าย [กายปัสสัทธิ] ใจสบาย ใจไม่กระสับกระส่าย มีความสบายรื่นเริงอยู่โดยลำพัง ไม่วอกแวก [จิตตปัสสัทธิ] “ปีติ–สุข” สองอย่างนี้ เป็นส่วนผล “ปฐมฌาน” ที่อธิบายมานี้ ก็มีเหตุอย่างหนึ่ง ผลอย่างหนึ่ง เท่านั้น เมื่อ “ปีติ” และ “สุข” มีกำลังมากขึ้น ลมก็ละเอียด เพราะอาศัยความเพ่งนานเข้า ผลก็แรงขึ้น จึงเป็นเหตุให้ละวาง “วิตก–วิจาร” อันเป็นงานเบื้องต้นเสียได้ อาศัยเหตุอันเดียว คือ “เอกัคคตารมณ์” [สมาธิ] ก็เข้าสู่ “ทุติยฌาน” [มรรคจิต ผลจิต]

 

ข้อ ๒. ทุติยฌาน มีองค์ ๓ ได้แก่

๑. “ปีติ”

๒. “สุข”

๓. “เอกัคคตา” [มรรคจิต] ได้แก่ จิตที่เสวยผลมาจาก “ปฐมฌาน” ถ้าเข้าถึง “ทุติยฌาน” แล้ว “ปีติ” ก็มีกำลังแรงขึ้นอีก “สุข” ก็มีกำลังแรงขึ้นอีก เพราะอาศัยความเพ่งอยู่ในเหตุอันเดียวกัน คือ “เอกัคคตารมณ์” [สมาธิ] เป็นผู้ดูงานต่อไป เพ่งลมหายใจละเอียดเข้า นิ่งอยู่ด้วยความอิ่มกาย ความอิ่มจิต ใจแน่แน่วมั่นคงลงไปอีกกว่าเดิม เพ่งไปนานๆ “ปีติ” และ “สุข” ก็มีกำลัง แล้วแสดงลักษณะอาการขยายตัวเข้าและขยายตัวออก “เอกัคคตารมณ์” [สมาธิ] ก็เพ่งลงไปอีก ขยับจิตลงไปอีกให้จนละเอียด จนพ้นจากลักษณะแห่งความไหวตัวของ “ปีติ” และ “สุข” แล้ว จะเข้าถึง “ตติยฌาน” ต่อไป

 

 ข้อ ๓. ตติยฌาน มีองค์ ๒ ได้แก่

๑. “สุข”

๒. “เอกัคคตา”

กายมีความสงบสงัด พ้นจาการไหวตัว เป็น “กายวิเวก” ไม่มีเวทนาอันใดมารบกวน จิตก็เงียบสงัด เป็น “จิตวิเวก” ลมก็ละเอียดกว้างขวาง ปลอดโปร่ง มีรัศมีสีขาว ซาบซ่านไปทั่วสรรพางค์กายคล้ายสำลี ระงับทุกขเวทนาของร่างกายได้หมด ระงับเวทนาของดวงจิตได้หมด จดจ้องประคองไว้แต่ลมอันละเอียดและกว้างขวาง ดวงจิตมีอิสระ ไม่มี “สัญญาอารมณ์แห่งอดีต-อนาคต” มาแทรก ดวงใจก็โพลงตัวอยู่โดยลำพัง “ธรรมธาตุ ๔” [ธาตุ ๔] ได้แก่ ดิน น้ำ ลม ไฟ หรือเรียกว่า “มหาภูต ๔” สภาวะอันปรากฏได้เป็นใหญ่ๆ โตๆ หรือเป็นต่างๆ ได้มากมาย รูปที่มีอยู่โดยสภาวะ รูปต้นเดิม ได้แก่ (๑) “ปฐวีธาตุ” คือ สภาวะที่แผ่ไปหรือกินเนื้อที่ สภาพอันเป็นหลักที่ตั้งที่อาศัยแห่งสหชาตรูป เรียกสามัญว่า “ธาตุแข้นแข็ง” หรือ “ธาตุดิน” (๒) “อาโปธาตุ” คือ สภาวะที่เอิบอาบหรือดูดซึม หรือซ่านไป ขยายขนาด ผนึก พูนเข้าด้วยกัน เรียกสามัญว่า “ธาตุเหลว” หรือ “ธาตุน้ำ” (๓) “เตโชธาตุ” คือ สภาวะที่ทำให้ร้อน เรียกสามัญว่า “ธาตุไฟ” และ (๔) “วาโยธาตุ” คือ สภาวะที่ทำให้สั่นไหว เคลื่อนที่ และค้ำจุน เรียกสามัญว่า “ธาตุลม” ซึ่งธาตุทั้งสี่รวมเป็นสามัคคีกันทุกส่วน เกือบจะเรียกได้ว่า บริสุทธิ์ทั้งก้อนกายก็ได้ เพราะลมมีกำลังควบคุม ปรนปรือธาตุส่วนอื่นให้สามัคคีกันเป็นอย่างดี โดยมี “สติ” [สติสัมปชัญญะ] ก็คุมอยู่กับ “เอกัคคตา” [สมาธิ] อันเป็นตัวเหตุ ลมเต็มกาย สติเต็มกาย เพ่งลงไป จิตก็แจ่มใส ร่างกายก็เบา ใจมีกำลังกล้า เวทนา คือ “สุข” ก็สงบ กายก็สม่ำเสมอ ไม่มีความพลั้งเผลอใดๆ เข้าแทรก เป็นเหตุให้ปล่อยวางความสุข อาการของความสุขก็สงบ เพราะอาศัยธาตุทั้ง ๔ เสมอกัน ไม่มีลักษณะอาการเคลื่อนไหวตัว ตัวเหตุ “เอกัคคตา” [สมาธิ]  ก็มีกำลังเพ่งหนักลงไปก็ได้เข้าสู่ “จตุตถฌาน” ต่อไป

 

 ข้อ ๔. จตุตถฌาน มีองค์ ๒ ได้แก่

๑. “อุเบกขา”

๒. “เอกัคคตา” [สติ]

“อุเบกขา” กับ “เอกัคคตา” ใน “ฌาน ๔” นี้ มีความเพ่งอย่างแข็งแรงเหนียวแน่นมั่นคง “ธาตุลม” [วาโยธาตุ ข้อ ๔ ในมหาภูต] สงบ ไม่มีอาการกระเพื่อม กระฉอกได้เลย จิตวางเฉย หมดอารมณ์จากอดีต–อนาคต “ธาตุลม” อันเป็นส่วนปัจจุบันก็เงียบเฉย เปรียบเหมือนทะเลหรืออากาศที่ปราศจากคลื่นรบกวน รูปและเสียงย่อมแลเห็นและรู้ได้ในทางไกล เพราะอาศัย “ธาตุลม” ซึ่งไม่มีอาการกระเพื่อม เคลื่อนไหวตัว เปรียบเหมือนจอหนังคอยรับรูปภาพที่ฉายออกมา ให้แลเห็นและรู้เรื่องของภาพนั้นๆ เป็นอย่างดี มี “วิชชาความรู้” ขึ้นในดวงจิต รู้แล้วก็เฉยอยู่ จิตก็เฉย ลมก็เฉย เฉยได้ทั้ง ๓ กาล [อดีต-ปัจจุบัน-อนาคต] นั่นแหละ เรียกว่า “เอกัคคตารมณ์” [สมาธิ] เพ่งอยู่ในความเฉยความเงียบของลม ลมทุกส่วนของร่างกายย่อมแล่นถึงกัน สามารถที่จะหายใจได้ทุกขุมขน คือ ไม่ต้องใช้ลมหายใจทางจมูก เพราะลมหายใจกับลมส่วนอื่นเป็นพื้นเดียวกันหมด จิตสงบเต็มที่ ความเพ่งก็แรง แสงก็แจ่ม เป็น “มหาสติปัฏฐาน” ดวงจิตก็เบิกบาน แจ่มใส เหมือนแสงไฟ หรือ แสงอาทิตย์ซึ่งไม่มีเครื่องปิดบัง ย่อมลุกโพลงส่องโลกให้สว่างไสว

 

ฉะนั้น จิตดวงนี้ ย่อมมีรัศมีแผ่ไปทั่ว ลมก็มีรัศมี จิตก็มีรัศมี อย่างสมบูรณ์ เพราะอาศัยความเพ่งแห่งสติ ความเพ่งก็แรง แสงก็แจ่ม ดวงจิตก็มีอำนาจ คุณธรรม ๔ ประการ เข้าสันนิบาตทั้งหมด คือ “สติปัฏฐาน ๔” [การตั้งสติกำหนดพิจารณาสิ่งทั้งหลายให้รู้เห็นตามความเป็นจริง คือ ตามที่สิ่งนั้นๆ มันเป็นของมัน] ไม่มีอาการว่านั่น “กาย–เวทนา–จิต–ธรรม” [อนุปัสสนา ๔: กายานุปัสสนา–เวทนานุปัสสนา–จิตตานุปัสสนา–ธัมมาสนุปัสสนา พิจารณาโดยสภาวธรรมตามเป็นจริงด้วยปัญญาว่า: “กายเวทนาจิตธรรมนี้ สักว่ากายเวทนาจิตธรรม เป็นอนัตตา”] ความเห็นที่ว่า ๔ นั่น ย่อมไม่มี จึงเรียกได้ว่า “มหาสติปัฏฐาน” เพราะธรรม ๔ ประการไม่แตกแยกกัน ใจตั้งมั่นไม่หวั่นไหว อาศัยความเพ่งอย่างแรง “สติสัมปชัญญะ” ก็รวมเข้าเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน เป็น “สามัคคีธาตุ–สามัคคีธรรม” โดยสมบูรณ์ ที่เรียกว่า “เอกายนมรรค” [พธิปักขิยธรรม ๓๗–อภิญญาเทสิตธรรม: สิตปัฏฐาน ๔–สัมมัปปธาน ๔–อิทธิบาท ๔–อินทรีย์ ๕–พละ ๕–โพชฌงค์ ๗–มรรคมีองค์ ๘] คือ ๔ ใน ๑ จึงเป็นเหตุให้เกิดมีกำลังกล้า เป็น “ชาคริยานุโยค” [ข้อ ๓ ใน “อปัณณกปฏิปทา ๓” หมายถึง ข้อปฏิบัติที่ไม่ผิด ปฏิปทาที่เป็นส่วนแก่นสารเนื้อแท้ ซึ่งจะนำผู้ปฏิบัติให้ถึงความเจริญงอกงามในธรรม เป็นผู้ดำเนินอยู่ในแนวทางแห่งความปลอดพ้นจากทุกข์อย่างแน่นอนไม่ผิดพลาด ได้แก่ ๑. อินทรียสังวร คือ ระวังไม่ให้บาปอกุศลธรรมครอบงำใจ เมื่อรับรู้อารมณ์ด้วยอินทรีย์ทั้ง ๖ ทางทวาร ๒. โภชเนมัตตัญญุตา คือ ความรู้จักประมาณในการบริโภค รู้จักพิจารณารับประทานอาหาร และ ๓. ชาคริยานุโยค คือ การหมั่นประกอบความตื่น ไม่เห็นแก่นอน คือขยันหมั่นเพียร ตื่นตัวอยู่เป็นนิตย์ ชำระจิตมิให้มีนิวรณ์ พร้อมเสมอทุกเวลาที่จะปฏิบัติกิจให้ก้าวหน้าต่อไป] คือ “องค์ตปธรรม” [ตบะ คือ ความเพียร] แห่งความพากเพียรที่ยิ่งใหญ่ กำจัดความมืดมิดปิดบังได้เป็นอย่างดี

 

ใน “แสงสว่างของดวงจิต” เมื่อเพ่งแรงเข้า อำนาจอันเกิดขึ้นจากการปล่อยวางอารมณ์ต่างๆ ดวงจิตก็มีกำลังตั้งอยู่โดยลำพัง เหมือนบุคคลที่ขึ้นไปอยู่บนยอดภูเขา ย่อมมีสิทธิอำนาจจะแลเห็นได้ในทิศต่างๆ ทั่วไป เครื่องอาศัยก็สูง คือ “ธาตุลม” เป็นเครื่องสนับสนุนให้เด่นเป็นอิสระ ฉะนั้น ดวงจิตนี้ จึงสามารถจะมองเห็นสถานที่ต่างๆ ของ “ธาตุ–ขันธ์–อายตนะ” ที่เรียกว่า “สังขารธรรม” ทั้งปวงได้เป็นอย่างดี เปรียบเหมือนบุคคลที่เอากล้องขึ้นไปถ่ายพื้นโลกบนอากาศ สามารถที่จะดึงดูดเอาภาพต่างๆ ในพื้นโลกได้เป็นจำนวนมาก ฉันใด ใจบุคคลที่เข้าถึงลักษณะอย่างนี้ ย่อมรู้เห็นความเป็นจริงของโลกและธรรมได้เป็นอย่างดี [โลกวิทู คือ เป็นผู้รู้แจ้งสภาวะแห่งโลก สังขารทั้งหลาย รู้อัธยาศัยสันดานของสัตวโลกที่เป็นไปต่างๆ ทำให้บำเพ็ญพุทธกิจได้ผลดี] จะเกิดมี “วิชชา” [ความรู้แจ้ง–ความรู้วิเศษ]  ขึ้นอีกอย่างหนึ่งในทางจิต ที่เรียกว่า “วิปัสสนา” [วิปัสสนาญาณ–วิปัสสนาภูมิ–ปัญญาภูมิ: ขันธ์ ๕–อายตนะ ๑๒–ธาตุ ๑๘–อินทรีย์ ๒๒–อริยสัจจ์ ๔–ปฏิจจสมุปบาท ๑๒–ปฏิจจสมุปปันนธรรม ๖: อัทธา ๓–สังเขป ๔–สนธิ ๓–วัฏฏะ ๓–อาการ ๒๐–มูล ๒ รวมทั้ง กฎแห่งกรรม–กัมมัสสกตา] หรือ “วิชชาวิมุตติ” เหล่านี้ เป็นต้น ธาตุทั้ง ๔ เป็น “ธาตุกายสิทธิ์” ดวงจิตเป็น “จิตตานุภาพ” เมื่อประสงค์ปรารถนาส่วนใดส่วนหนึ่งอันเป็นส่วนของธรรมและโลก ก็ให้ขยับจิตเพ่งลมให้หนักและแรง กำลังจิตเข้าไปจ่อในธาตุอันบริสุทธิ์ ก็จะมี “ญาณ” [ความหยั่งรู้–ความรู้คมชัด] ผุดขึ้นในธาตุนั้น เปรียบเหมือนเข็มของแผ่นจานเสียง ซึ่งจดจ่อลงไป ย่อมเกิดเสียงของมนุษย์และสัตว์ปรากฏขึ้นในที่นั้น ฉันใด “สติ” [ความระลึกได้–ความไม่หลงลืม] ของเราจดจ่อเพ่งลงไปในอารมณ์อันสะอาด ต้องการรูปก็ปรากฏรูป ต้องการเสียงก็จะปรากฏเสียง ไม่ว่าใกล้หรือไกลย่อมรู้ได้ ทั้งเรื่องโลกและเรื่องธรรม เรื่องตนและคนอื่น สุดแท้แต่เราประสงค์เรื่องอันใด จดจ่อลงไปก็ให้นึกขึ้น จะปรากฏได้ทันที นี่แหละเรียกว่า “ญาณ” [ความหยั่งรู้–ความรู้คมชัด] รู้ได้ในอดีตและอนาคต พร้อมด้วยปัจจุบัน จึงเป็น “วิชชา” [ความรู้แจ้ง–ความรู้วิเศษ] สำคัญอันหนึ่งที่เรียกว่า “ปจฺจตฺตํ” รู้ได้เฉพาะตน

 

“ธาตุ” นั้นเปรียบเหมือน “กระแสไฟฟ้า” [คลื่นแม่เหล็ก] ที่แล่นอยู่ในอากาศ “สติ” และ “จิต” มีกำลังกล้า มีวิชชาความรู้สูง สามารถที่จะทำให้ “ธาตุ” นั้น เป็นสื่อสารสัมพันธ์ทั่วไปในโลก เป็นทางให้เกิด “วิชชาความรู้” ขึ้นในตัวเองได้เป็นอย่างดี

 

“ญาณที่ ๔” นี้ เมื่อมีแล้วโดยสมบูรณ์ ก็เป็นเหตุให้เกิด “วิชชา” ๘ ประการ [วิชชา ๘] ขึ้นในตัวของเราเอง มี “วิปัสสนาญาณ” เป็นต้น คือ

(๑) “วิปัสสนาญาณ” คือ ความรู้แจ้งเห็นจริงในนามและรูป “เกิดขึ้น–ตั้งอยู่–ดับไป” วิปัสสนาญาณนี้ เป็นส่วนพิเศษเกิดขึ้นจากการอบรมจิต มีหนทางรู้ได้ ๒ วิธี ได้แก่ (๑) รู้ขึ้นเองโดยไม่ต้องนึกคิด และ (๒) รู้ขึ้นจากการนึกคิด แต่ไม่ใช่การตรองให้ยืดยาวเหมือนความรู้ธรรมดา นึกเมื่อไรก็โพลงขึ้นมาเมื่อนั้น เหมือนน้ำมันเบนซินที่ซุ่มอยู่ด้วยสำลี เมื่อจ่อไปเมื่อใด ก็ลุกโพลงขึ้นได้โดยเร็ว “วิปัสสนา” [มนสิการกรรมฐาน] ก็ดี “ญาณ” [ความหยั่งรู้–ความรู้คมชัด] ก็ดี ย่อมมีความเร็วได้เช่นนั้น จึงต่างจากปัญญาสามัญธรรมดา

(๒) “มโนมยิทธิ” คือ ฤทธิ์ในทางจิตใจ นึกเช่นไรย่อมเป็นเช่นนั้น

(๓) “อิทธิวิธี” คือ แสดงฤทธิ์ ให้ปรากฏแก่คนบางพวก เช่น แปลงรูป แปลงสถานที่ ให้ประชาชนแลเห็นด้วยตา บางคราวบางสมัย

(๔) “ทิพพโสต” คือ หูทิพย์ ฟังเสียไกลได้

(๕) “เจโตปริยญาณ” คือ กำหนดรู้ในวาระน้ำใจของบุคคลอื่นได้ว่า ดี ชั่ว หยาบ หรือ ละเอียด

(๖) “ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ” คือ ระลึกชาติหนหลังได้ [ท่านจะไม่ต้องยุ่งในเรื่องตายเกิด ตายสูญ เพราะได้วิชชาข้อนี้มา]

(๗) “ทิพพจักขุ” คือ ได้ตาทิพย์ มองเห็นรูปละเอียดและหยาบใกล้หรือไกลได้ [อณู–Molecule ปรมาณู– Atom = กลาป]

(๘) “อาสวักขยญาณ” คือ รู้จักวิธีทำ อาสวะกิเลส เครื่องเศร้าหมองใจ ให้เบาบาง และสิ้นไปได้

 

“วิชชา” ทั้ง ๘ ประการ [วิชชา ๘] นี้ ล้วนแล้วแต่สำเร็จมาจากภูมิฐานของสมาธิทั้งสิ้น ฉะนั้น จึงได้เขียนรวบรัดแนวทางที่จะทำให้เกิด “สมาธิฌาน” [ฌานสมาธิ] โดยทางของอานาปานสติที่แสดงไว้นั้น เมื่อผู้มีความมุ่งหวังในส่วนความดีทั้งหลายนี้ จงให้สนใจปฏิบัติอบรมจิตใจของตนเองนั้น เทอญฯ

 

วิธีฝึกสมาธิแบบาอานาปานสติแบบที่ ๓
หลวงพ่อลี ธมฺมธโร
วัดอโศการาม


พระสุทธิธรรมรังสีคัมภีรเมธาจารย์ [ท่านพ่อลี ธมฺมธโร]
วัดอโศการาม จ.สมุทรปราการ

 

สำหรับวิธีฝึกสมาธิแบบอานาปานสติแบบที่ ๓ นี้ เป็นการสรุปอีกแบบหนึ่งของวิธีฝึกสมาธิแบบอานาปานสติแบบที่ ๒ เพื่อให้รู้จักสังเกตลมหายใจในเวลาเข้าออกว่า มีลักษณะอย่างไร สบายหรือไม่สบาย กว้างหรือแคบ ขัดหรือสะดวก ข้าหรือเร็ว สั้นหรือยาว ร้อนหรือเย็น ถ้าไม่สบายก็ให้เปลี่ยนแปลงแก้ไข จนได้รับความสะดวกสบาย เช่น “เข้ายาว–ออกยาว” ไม่สบาย ให้เปลี่ยนเป็น “เข้าสั้น–ออกสั้น” เป็นต้น จนกว่าจะได้รับความสบาย เมื่อได้รับความสบายสะดวกดีแล้ว ให้กระจายลมที่สบายนั้นไปในส่วนต่างๆ ของร่างกาย เช่น

(๑) หายใจเข้า–หายใจออก หนหนึ่ง ให้นึกถึงส่วนสำคัญของร่างกาย คือ ปล่อยลมเข้าไปในขั้วปอด นึกให้ตลอดเข้าไปถึงท้องน้อยข้างขวา

(๒) หายใจเข้า–หายใจออก อีกหนหนึ่ง นึกถึงขั้วตับและหัวใจข้างซ้ายทะลุลงไปถึงท้อง

(๓) หายใจเข้า–หายใจออก อีกหนหนึ่ง นึกตั้งแต่คอหอยปล่อยลงไปตามกระดูกสันหลังข้างในจนตลอด

(๔) หายใจเข้า–หายใจออก อีกหนหนึ่ง นึกถึงคอหอยปล่อยลงไปกลางหน้าอก ทะลุลงไปถึงลิ้นปี่ถึงศูนย์ [สะดือ] กระจายไปในอากาศ

(๕) หายใจเข้า–หายใจออก อีกหนหนึ่ง สูดลมเข้าไปในเพดานถึงคอหอย ปล่อยลงไปตรงกลางอก ทะลุไปถึงลำไส้ [ทวารหนัก] กระจายออกไปในอากาศ เมื่อจบ ๕ วาระ ข้างในแล้ว ให้ปล่อยไปข้างนอกอีก

(๖) หายใจเข้า–หายใจออก อีกหนหนึ่ง สูดลมเข้าไปนึกถึงท้ายทอย ปล่อยลมแล่นไปตามกระดูกสันหลังข้างนอกจนตลอด ตอนนี้ ถ้าเป็นผู้ชายให้ไปข้างขวาก่อน ทั้งแขนและขา

(๗) หายใจเข้า–หายใจออก อีกหนหนึ่ง ให้นึกถึงตะโพก ปล่อยลมแล่นไปตลอดปลายเท้าข้างขวา

(๘) หายใจเข้า–หายใจออก อีกหนหนึ่ง นึกถึงตะโพก ปล่อยลมให้แล่นไปตลอดถึงปลายเท้าข้างซ้าย

(๙) หายใจเข้า–หายใจออก อีกหนหนึ่ง นึกถึงท้ายทอย ปล่อยลมแล่นไปไหล่ ไปตามแขนข้างขวาตลอดถึงปลายนิ้วมือ

(๑๐) หายใจเข้า–หายใจออก อีกหนหนึ่ง สูดลมไปถึงท้ายทอย ปล่อยไปไหล่ซ้ายตลอดแขนถึงปลายนิ้วมือ

(๑๑) หายใจเข้า–หายใจออก อีกหนหนึ่ง สูดลมเข้าไปในกะโหลกศีรษะข้างใน นึกถึงหู ถึงตา จมูก ปาก [ผู้ชายข้างขวาก่อน ทุกส่วนของร่างกาย ตาขวา หูขวา จมูกข้างขวา แขนขวา ขาขวา จนตลอด ผู้หญิง ตาซ้าย จมูกซ้าย หูซ้าย แขนซ้าย ขาซ้าย จนตลอด]

(๑๒) เมื่อเสร็จแล้วให้ประคองลมหายใจ ทำลมหายใจให้ละเอียด ให้เบา ให้โปร่ง ทำจิตให้นิ่งอยู่ในลมหายใจอันนั้น ทำสติสัมปชัญญะให้รอบคอบ ทำลมให้เชื่อมทั่วทั้งตัว ทำจิตเป็นกลาง วางเฉยอยู่ด้วยดี


[Last Modified: September 5, 2012]

[Last Modified: October 13, 2015]

 

 

 

 

Visitor Number:
5133218