๓. วิปัสสนาภูมิ ๖

      Development Knowledge

ขอน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น
 In Honor of the Blessed One of the Fully Enlightened One

By Nithee Siripat – Siripat.com and Academiae Network. 2012

Your Reading Number:  1904  

สัพเพเหระกับผู้เขียน ๒๕๕๕

 

    File Download of Reading References

 
Dictionary of Numerical Dhammas — พจนานุกรมพุทธศาสน์ หมวดธรรม
  Dictionary of Buddhist Terms — พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์

 

บทความที่ ๓ ประจำปี ๒๕๕๕ – วิปัสสนาภูมิ ๖

 

ในการเจริญวิปัสสนาภาวนาตามแนวทางพุทธศาสนานั้น จะเน้นการพัฒนาปัญญาภูมิที่เรียกว่า “วิปัสสนาภูมิ” หมายถึง องค์ประการด้านปัญญาหรือความรู้วิเศษที่ทำให้เกิดปัญญาญาณในการหยั่งรู้สภาวธรรมอย่างไม่จำกัด คือ อยากรู้เมื่อใดก็รู้เห็นเมื่อนั้นด้วย “ญาณทัสสนะ” ในสภาวธรรมแห่งสังขารโลก [คติโลก] และสังขารธรรม [คติธรรม] โดยธรรมชาตินั้น ผู้ที่มีปัญญาทางโลกมาเป็นอย่างดีย่อมได้เปรียบมากกว่าผู้ที่ด้อยปัญญาทางโลก เพราะสามารถที่จะพัฒนาปัญญาทางธรรมได้รวดเร็วมากกว่า แต่ก็ไม่ได้เป็นมาตรฐานยืนยันแน่นอนเสมอไป ความสันทัดในทางทฤษฎีอย่างยิ่ง ย่อมเป็นอุปนิสัยปัจจัยแห่งอานิสงส์ที่จะเห็นธรรมหรือตรัสรู้สัจจธรรมได้อย่างรวดเร็วในขณะลงมือปฏิบัติธรรมจริง เนื่องจากมีคลังปัญญาสะสมมามากในการรู้เห็นข้อสรุปในสภาวธรรมที่ยังไม่รู้และรู้แล้ว รวมทั้งองค์ความรู้ องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงแสดงวิปัสสนาภูมิไว้โดยย่อมี ๖ ภูมิ ดังนี้

 

(๑) “ขันธ์ ๕” เรียกว่า “กองทั้ง ๕” ได้แก่ รูป–เวทนา–สัญญา–สังขาร–วิญญาณ ย่อลงมาเป็น คือ “รูป” และ “นาม” ที่เรียกว่า “นามรูป”

(๒) “อายตนะ ๑๒” คือ สถานที่เชื่อมต่อให้เกิดความรู้มี ๑๒ ช่องทาง

(๓) “ธาตุ ๑๘” คือ สิ่งที่ทรงไว้ซึ่งสภาพของตนตามธรรมชาติมี ๑๘ องค์ประกอบ

(๔) “อินทรีย์ ๒๒” คือ ธรรมที่เป็นใหญ่หรือครอบงำเสียในกิจของตน และเป็นผู้ปกครอง นั่นคือ ทำให้ธรรมอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องเป็นไปตามตนในกิจนั้นๆ ในขณะที่เป็นไปอยู่นั้น มี ๒๒ องค์ธรรม

(๕) “อริยสัจจ์ ๔” คือ ความจริงอันประเสริฐมี ๔ อย่าง

(๖) “ปฏิจจสมุปบาท ๑๒” คือ ความประชุมพร้อมของเหตุผลมี ๑๒ องค์ธรรม

 

ให้พิจารณา “ปรมัตถธรรม ๔ ประการ” ดังนี้

 

 “ปรมัตถธรรม ๔” [ปรมัตถสัจจะ–อรรถบัญญัติ] หมายถึง สภาวะที่มีอยู่โดยปรมัตถ์–สิ่งที่เป็นจริงโดยความหมายสูงสุด หรือ คำนิยามตามนัยแห่งพระอภิธรรมปิฎก ได้แก่

(๑) “จิต–จิต ๘๙” [จิต ๑๒๑ ดวง] คือ ความรู้แจ้งในอารมณ์ [วิญญาณ = นามธรรม] สภาพที่คิด [นามขันธ์ = วิญญาณ] ภาวะที่รู้แจ้งอารมณ์ ระดับจิตจำแนกตามภูมิทั้ง ๔ ได้แก่ (๑) กามาวจรภูมิ (๒) รูปาวจรภูมิ (๓) อรูปาวจรภูมิ (๔) โลกุตตรภูมิ  

(๒) “เจตสิก–เจตสิก ๕๒” คือ อาการหรือลักษณะของจิต [เวทนา–สัญญา–สังขาร = นามธรรม] สภาวะที่ประกอบกับจิต คุณสมบัติและอาการของจิต [นามขันธ์ = เวทนา–สัญญา–สังขาร] ได้แก่ อัญญสมานาเจตสิก ๑๓–อกุศลเจตสิก ๑๔–โสภณเจตสิก ๒๕

(๓) “รูป–รูป ๒๘” คือ ความแตกดับของสังขารธรรม [รูป = รูปธรรม] สภาวะที่เป็นร่าง [รูปขันธ์ = รูป] พร้อมทั้งคุณและอาการ ได้แก่ (๑) มหาภูต ๔ คือ รูปต้นเดิม ได้แก่ ธาตุ ๔ กับ (๒) อุปาทายรูป ๒๔ คือ รูปอาศัยในมหาภูต ๔

(๔) “นิพพาน–นิพพาน ๒” คือ ความสงบ ที่ไม่มีเกิด ไม่มีดับ เมื่อตั้งอยู่ไม่แปรปรวน = อสังขตธรรม สภาวะที่สิ้นกิเลสและทุกข์ทั้งปวง สภาวะที่ปราศจากตัณหาอย่างสมบูรณ์ ได้แก่ (๑) สอุปาทิเสสนิพพาน–นิพพานยังมีอุปาทิเหลือ [สัญญา–เวทนา เป็นกิริยาจิต ไม่ส่งผลในวัฏฏะ ๓ คือ กิเลส–กรรม–วิบาก เพราะเป็นจิตของพระอรหันต์] กับ (๒) อนุปาทิเสสนิพพาน–นิพพานไม่มีอุปาทิเหลือ [อมตธาตุ–วิวัฏฏะ–ขันธวินิมุติ–อนัตตา–สุญญตา]

 

จิต ๘๙ [Consciousness]

 

“จิต ๘๙” หมายถึง ธรรมชาติที่รู้อารมณ์ [Perception] สภาพที่นึกคิด [Imagination] ความคิด [Thought] ใจ [Mind] วิญญาณ [Spirit] สภาวธรรมที่เป็นใหญ่ในการรับรู้สิ่งที่ปรากฏ เช่น เห็น ได้ยิน ได้กลิ่น รับรส สัมผัส รู้แจ้งในอารมณ์ สำหรับการจำแนกประเภทขององค์ธรรม “นามขันธ์” นี้ มีวิธีการแบ่งออกภูมิเป็น ๔ ประเภท ดังนี้

 

๑. กามาวจรจิต ๕๔

[จิตที่เป็นไปในกามภูมิ]

 

๑) อกุศลจิต ๑๒ [จิตอันเป็นอกุศล]

อกุศลจิตมีแต่ที่เป็นกามาวจรนี้เท่านั้น คือ

 

• โลภมูลจิต ๘ [จิตมีโลภะเป็นมูล]

๑. จิตที่เกิดพร้อมด้วยโสมนัสสเวทนา ประกอบด้วยมิจฉาทิฏฐิ ไม่มีการชักนำ

๒. จิตที่เกิดพร้อมด้วยโสมนัสสเวทนา ประกอบด้วยมิจฉาทิฏฐิ มีการชักนำ

๓. จิตที่เกิดพร้อมด้วยโสมนัสสเวทนา ไม่ประกอบด้วยมิจฉาทิฏฐิ ไม่มีการชักนำ

๔. จิตที่เกิดพร้อมด้วยโสมนัสสเวทนา ไม่ประกอบด้วยมิจฉาทิฏฐิ มีการชักนำ

๕. จิตที่เกิดพร้อมด้วยอุเบกขาเวทนา ประกอบด้วยมิจฉาทิฏฐิ ไม่มีการชักนำ

๖. จิตที่เกิดพร้อมด้วยอุเบกขาเวทนา ประกอบด้วยมิจฉาทิฏฐิ มีการชักนำ

๗. จิตที่เกิดพร้อมด้วยอุเบกขาเวทนา ไม่ประกอบด้วยมิจฉาทิฏฐิ ไม่มีการชักนำ

๘. จิตที่เกิดพร้อมด้วยอุเบกขาเวทนา ไม่ประกอบด้วยมิจฉาทิฏฐิ มีการชักนำ

 

• โทสมูลจิต ๒ [จิตมีโทสะเป็นมูล]

๑. จิตที่เกิดพร้อมด้วยโทมนัสสเวทนา ประกอบด้วยปฏิฆะ ไม่มีการชักนำ

๒. จิตที่เกิดพร้อมด้วยโทมนัสสเวทนา ประกอบด้วยปฏิฆะ มีการชักนำ

 

• โมหมูลจิต ๘ [จิตมีโมหะเป็นมูล]

๑. จิตที่เกิดพร้อมด้วยอุเบกขาเวทนา ประกอบด้วยวิจิกิจฉา

๒. จิตที่เกิดพร้อมด้วยอุเบกขาเวทนา ประกอบด้วยอุทธัจจะ

 

๒) อเหตุกจิต ๑๘ [จิตอันไม่มีสัมปยุตตเหตุ คือ ไม่ประกอบด้วยเหตุ ๖ ได้แก่ โลภะ โทสะ โมหะ อโลภะ อโทสะ อโมหะ]

 

• อกุศลวิบากจิต ๗ [จิตที่เป็นผลของอกุศล]

๑. จักขุวิญญาณจิต ที่เกิดพร้อมด้วยอุเบกขาเวทนา

๒. โสตวิญญาณจิต ที่เกิดพร้อมด้วยอุเบกขาเวทนา

๓. ฆานวิญญาณจิต ที่เกิดพร้อมด้วยอุเบกขาเวทนา

๔. ชิวหาวิญญาณจิต ที่เกิดพร้อมด้วยอุเบกขาเวทนา

๕. กายวิญญาณจิต ที่เกิดพร้อมด้วยทุกขเวทนา

๖. สัมปฏิจฉันนจิต ที่เกิดพร้อมด้วยอุเบกขาเวทนา

๗. สันตีรณจิต ที่เกิดพร้อมด้วยอุเบกขาเวทนา

 

• กุศลวิบากอเหตุกจิต ๘ [จิตที่เป็นผลของกุศล ไม่มีสัมปยุตตเหตุ]

๑. จักขุวิญญาณจิต ที่เกิดพร้อมด้วยอุเบกขาเวทนา

๒. โสตวิญญาณจิต ที่เกิดพร้อมด้วยอุเบกขาเวทนา

๓. ฆานวิญญาณจิต ที่เกิดพร้อมด้วยอุเบกขาเวทนา

๔. ชิวหาวิญญาณจิต ที่เกิดพร้อมด้วยอุเบกขาเวทนา

๕. กายวิญญาณจิต ที่เกิดพร้อมด้วยสุขเวทนา

๖. สัมปฏิจฉันนจิต ที่เกิดพร้อมด้วยอุเบกขาเวทนา

๗. สันตีรณจิต ที่เกิดพร้อมด้วยโสมนัสสเวทนา

๘. สันตีรณจิต ที่เกิดพร้อมด้วยอุเบกขาเวทนา

 

• อเหตุกกิริยาจิต ๓ [จิตที่เป็นเพียงกิริยา ไม่มีสัมปยุตตเหตุ]

๑. ปัญจทวาราวัชชนจิต* ที่เกิดพร้อมด้วยอุเบกขาเวทนา

๒. มโนทวาราวัชชนจิต** ที่เกิดพร้อมด้วยอุเบกขาเวทนา

๓. หสิตุปปาทจิต*** ที่เกิดพร้อมด้วยโสมนัสสเวทนา

 

* จิตที่รำพึงถึงอารมณ์ที่กระทบทวารทั้ง ๕

** จิตที่รำพึงถึงอารมณ์อันมาถึงคลองในมโนทวาร = โวฏฐัพพนะ

*** จิตที่ทำให้เกิดการแย้มยิ้มของพระอรหันต์

 

๓) กามาวจรโสภณจิต ๒๔ [จิตดีงามที่เป็นไปในกามภูมิ]

 

• มหากุศลจิต หรือ สเหตุกกามาวจรกุศลจิต ๘

[จิตที่เป็นกุศลยิ่งใหญ่ หรือ กุศลจิตที่เป็นไปในกามภูมิ มีสัมปยุตตเหตุ]

๑. จิตที่เกิดพร้อมด้วยโสมนัสสเวทนา ประกอบด้วยปัญญา ไม่มีการชักนำ

๒. จิตที่เกิดพร้อมด้วยโสมนัสสเวทนา ประกอบด้วยปัญญา มีการชักนำ

๓. จิตที่เกิดพร้อมด้วยโสมนัสสเวทนา ไม่ประกอบด้วยปัญญา ไม่มีการชักนำ

๔. จิตที่เกิดพร้อมด้วยโสมนัสสเวทนา ไม่ประกอบด้วยปัญญา มีการชักนำ

๕. จิตที่เกิดพร้อมด้วยอุเบกขาเวทนา ประกอบด้วยปัญญา ไม่มีการชักนำ

๖. จิตที่เกิดพร้อมด้วยอุเบกขาเวทนา ประกอบด้วยปัญญา มีการชักนำ

๗. จิตที่เกิดพร้อมด้วยอุเบกขาเวทนา ไม่ประกอบด้วยปัญญา ไม่มีการชักนำ

๘. จิตที่เกิดพร้อมด้วยอุเบกขาเวทนา ไม่ประกอบด้วยปัญญา มีการชักนำ

 

• มหาวิบากจิต หรือ สเหตุกกามาวจรวิบากจิต ๘

[จิตอันเป็นผลของมหากุศล หรือวิบากจิตที่เป็นไปในกามภูมิ มีสัมปยุตตเหตุ)

(เหมือนกับมหากุศลจิตทุกข้อ)

๑. วิบากจิตที่เกิดพร้อมด้วยโสมนัสสเวทนา ประกอบด้วยปัญญา ไม่มีการชักนำ

๒. วิบากจิตที่เกิดพร้อมด้วยโสมนัสสเวทนา ประกอบด้วยปัญญา มีการชักนำ

๓. วิบากจิตที่เกิดพร้อมด้วยโสมนัสสเวทนา ไม่ประกอบด้วยปัญญา ไม่มีการชักนำ

๔. วิบากจิตที่เกิดพร้อมด้วยโสมนัสสเวทนา ไม่ประกอบด้วยปัญญา มีการชักนำ

๕. วิบากจิตที่เกิดพร้อมด้วยอุเบกขาเวทนา ประกอบด้วยปัญญา ไม่มีการชักนำ

๖. วิบากจิตที่เกิดพร้อมด้วยอุเบกขาเวทนา ประกอบด้วยปัญญา มีการชักนำ

๗. วิบากจิตที่เกิดพร้อมด้วยอุเบกขาเวทนา ไม่ประกอบด้วยปัญญา ไม่มีการชักนำ

๘. วิบากจิตที่เกิดพร้อมด้วยอุเบกขาเวทนา ไม่ประกอบด้วยปัญญา มีการชักนำ

 

• มหากิริยาจิต หรือ สเหตุกกามาวจรกิริยาจิต ๘

[จิตอันเป็นกิริยาอย่างที่ทำมหากุศลแต่ไม่มีวิบาก ได้แก่ การกระทำมหากุศลของพระอรหันต์ หรือกิริยาจิตในกามภูมิ มีสัมปยุตตเหตุ]

(เหมือนกับมหากุศลจิตทุกข้อ)

๑. กิริยาจิตที่เกิดพร้อมด้วยโสมนัสสเวทนา ประกอบด้วยปัญญา ไม่มีการชักนำ

๒. กิริยาจิตที่เกิดพร้อมด้วยโสมนัสสเวทนา ประกอบด้วยปัญญา มีการชักนำ

๓. กิริยาจิตที่เกิดพร้อมด้วยโสมนัสสเวทนา ไม่ประกอบด้วยปัญญา ไม่มีการชักนำ

๔. กิริยาจิตที่เกิดพร้อมด้วยโสมนัสสเวทนา ไม่ประกอบด้วยปัญญา มีการชักนำ

๕. กิริยาจิตที่เกิดพร้อมด้วยอุเบกขาเวทนา ประกอบด้วยปัญญา ไม่มีการชักนำ

๖. กิริยาจิตที่เกิดพร้อมด้วยอุเบกขาเวทนา ประกอบด้วยปัญญา มีการชักนำ

๗. กิริยาจิตที่เกิดพร้อมด้วยอุเบกขาเวทนา ไม่ประกอบด้วยปัญญา ไม่มีการชักนำ

๘. กิริยาจิตที่เกิดพร้อมด้วยอุเบกขาเวทนา ไม่ประกอบด้วยปัญญา มีการชักนำ

 

๒. รูปาวจรจิต ๑๕

[จิตอันเป็นไปในรูปภูมิ]

 

๑) รูปาวจรกุศลจิต ๕ [กุศลจิตที่เป็นไปในรูปภูมิ ได้แก่ จิตของผู้เข้าถึงรูปฌาน]

๑. ปฐมฌานกุศลจิต ที่ประกอบด้วย วิตก วิจาร ปีติ สุข เอกัคคตา

๒. ทุติยฌานกุศลจิต ที่ประกอบด้วย วิจาร ปีติ สุข เอกัคคตา

๓. ตติยฌานกุศลจิต ที่ประกอบด้วย ปีติ สุข เอกัคคตา

๔. จตุตถฌานกุศลจิต ที่ประกอบด้วย สุข เอกัคคตา

๕. ปัญจมฌานกุศลจิต ที่ประกอบด้วย อุเบกขา เอกัคคตา

 

๒) รูปาวจรวิบากจิต ๕ [วิบากจิตที่เป็นไปในรูปภูมิ คือ จิตที่เป็นผลของรูปาวจรกุศล]

(เหมือนกับรูปาวจรกุศลจิตทุกข้อ เปลี่ยนแต่คำท้ายเป็น วิบากจิต)

๑. ปฐมฌานวิบากจิต ที่ประกอบด้วย วิตก วิจาร ปีติ สุข เอกัคคตา

๒. ทุติยฌานวิบากจิต ที่ประกอบด้วย วิจาร ปีติ สุข เอกัคคตา

๓. ตติยฌานวิบากจิต ที่ประกอบด้วย ปีติ สุข เอกัคคตา

๔. จตุตถฌานวิบากจิต ที่ประกอบด้วย สุข เอกัคคตา

๕. ปัญจมฌานวิบากจิต ที่ประกอบด้วย อุเบกขา เอกัคคตา

 

๓) รูปาวจรกิริยาจิต ๕

[กิริยาจิตที่เป็นไปในรูปภูมิ คือ จิตของพระอรหันต์ผู้กระทำรูปาวจรกุศล]

(เหมือนกับรูปาวจรกุศลจิตทุกข้อ เปลี่ยนแต่คำท้ายเป็น กิริยาจิต)

๑. ปฐมฌานกิริยาจิต ที่ประกอบด้วย วิตก วิจาร ปีติ สุข เอกัคคตา

๒. ทุติยฌานกิริยาจิต ที่ประกอบด้วย วิจาร ปีติ สุข เอกัคคตา

๓. ตติยฌานกิริยาจิต ที่ประกอบด้วย ปีติ สุข เอกัคคตา

๔. จตุตถฌานกิริยาจิต ที่ประกอบด้วย สุข เอกัคคตา

๕. ปัญจมฌานกิริยาจิต ที่ประกอบด้วย อุเบกขา เอกัคคตา

 

๓. อรูปาวจรจิต ๑๒

[จิตที่เป็นไปในอรูปภูมิ]

 

๑) อรูปาวจรกุศลจิต ๔ [กุศลจิตที่เป็นไปในอรูปภูมิ ได้แก่ จิตของผู้เข้าถึงอรูป]

๑. อรูปาวจรกุศลจิตประกอบด้วยอากาสานัญจายตนฌาน

๒. อรูปาวจรกุศลจิตประกอบด้วยวิญญาณัญจายตนฌาน

๓. อรูปาวจรกุศลจิตประกอบด้วยอากิญจัญญายตนฌาน

๔. อรูปาวจรกุศลจิตประกอบด้วยเนวสัญญานาสัญญายตนฌาน

 

๒) อรูปาวจรวิบากจิต ๔ [วิบากจิตที่เป็นไปในอรูปภูมิ คือ จิตที่เป็นผลของอรูปาวจรกุศล]

(เหมือนกับอรูปาวจรกุศลจิตทุกข้อ เปลี่ยนแต่คำท้ายเป็น วิบากจิต)

๑. อรูปาวจรวิบากจิตประกอบด้วยอากาสานัญจายตนฌาน

๒. อรูปาวจรวิบากจิตประกอบด้วยวิญญาณัญจายตนฌาน

๓. อรูปาวจรวิบากจิตประกอบด้วยอากิญจัญญายตนฌาน

๔. อรูปาวจรวิบากจิตประกอบด้วยเนวสัญญานาสัญญายตนฌาน

 

๓) อรูปาวจรกิริยาจิต [กิริยาจิตที่เป็นไปในอรูปภูมิ คือ จิตของพระอรหันต์ผู้กระทำอรูปาวจรกุศล]

(เหมือนกับอรูปาวจรกุศลจิตทุกข้อ เปลี่ยนแต่คำท้ายเป็น กิริยาจิต)

๑. อรูปาวจรกิริยาจิตประกอบด้วยอากาสานัญจายตนฌาน

๒. อรูปาวจรกิริยาจิตประกอบด้วยวิญญาณัญจายตนฌาน

๓. อรูปาวจรกิริยาจิตประกอบด้วยอากิญจัญญายตนฌาน

๔. อรูปาวจรกิริยาจิตประกอบด้วยเนวสัญญานาสัญญายตนฌาน

 

 

๔. โลกุตตรจิต ๘ หรือ ๔๐

[จิตที่เป็นโลกุตตระ]

๑) โลกุตตรกุศลจิต ๔ หรือ ๒๐ (กุศลจิตที่เป็นโลกุตตระ คือ กุศลจิตที่ทำให้ข้ามพ้นอยู่เหนือโลก)

๑. จิตที่ประกอบด้วยโสตาปัตติมัคคญาณ คือ กุศลจิตที่เป็นทางให้ถึงกระแสอันไหลไปสู่นิพพาน

๒. จิตที่ประกอบด้วยสกทาคามิมัคคญาณ คือ กุศลจิตที่เป็นทางให้ถึงความเป็นพระสกทาคามี

๓. จิตที่ประกอบด้วยอนาคามิมัคคญาณ คือ กุศลจิตที่เป็นทางให้ถึงความเป็นพระอนาคามี

๔. จิตที่ประกอบด้วยอรหัตตมัคคญาณ คือ กุศลจิตที่เป็นทางให้ถึงความเป็นพระอรหันต์

(อย่างพิสดาร ให้แจกมัคคจิต ๔ นี้ ด้วยฌาน ๕ ตามลำดับ ก็จะได้จำนวน ๒๐)

 

๒) โลกุตตรวิบากจิต ๔ หรือ ๒๐ (วิบากจิตที่เป็นโลกุตตระ คือ จิตที่เป็นผลของโลกุตตรกุศล)

๑. จิตที่ประกอบด้วยโสตาปัตติผลญาณ

๒. จิตที่ประกอบด้วยสกทาคามิผลญาณ

๓. จิตที่ประกอบด้วยอนาคามิผลญาณ

๔. จิตที่ประกอบด้วยอรหัตตผลญาณ

(อย่างพิสดาร ให้แจกผลจิต ๔ นี้ ด้วยฌาน ๕ ตามลำดับ ก็จะได้จำนวน ๒๐)

 

โดยสรุป “จิต ๘๙” จำแนกออกเป็น ๔ ชาติ ดังนี้

ชาติที่เป็น “กุศล” ๒๑ ดวง

ชาติที่เป็น “อกุศล” ๑๒ ดวง

ชาติที่เป็น “วิบาก” ๓๖ ดวง

ชาติที่เป็น “กิริยา” ๒๐ ดวง

 

นิยามความหมาย

(๑) “กุศลจิต” คือ สภาวธรรมที่เป็นคุณ และเป็นเหตุให้เกิดผลที่เป็นสุข น่าพอใจ ความดีที่เกิดขึ้นภายในใจ ปรุงแต่งจิตให้เป็นบุญ

(๒) “อกุศลจิต” คือ สภาวธรรมที่เป็นโทษ และเป็นเหตุให้เกิดผลที่เป็นทุกข์ ไม่น่าพอใจ ความชั่วที่เกิดขึ้นภายในใจ ปรุงแต่งจิตให้เป็นบาป

(๓) “วิบากจิต” คือ จิตที่เป็นผลของอดีตกรรมทั้งหมด ซึ่งได้กระทำสำเร็จแล้ว เป็นปัจจัยให้วิบากจิตเหล่านั้นเกิดขึ้น ได้แก่ จักขุวิญญาณ ซึ่งทำหน้าที่เห็น สัมปฏิจฉันนจิต ซึ่งทำหน้าที่รับอารมณ์ต่อ สันตีรณจิต ซึ่งทำหน้าที่พิจารณาอารมณ์ต่อ และตทาลัมพนจิต ซึ่งทำหน้าที่รับรู้อารมณ์ที่ชัดเจนมาก (อติหันตารมณ์)

(๔) “กิริยาจิต” คือ จิตที่ไม่ใช่กุศลจิตและอกุศลจิต ซึ่งเป็นเหตุและไม่ใช่วิบากจิตซึ่งเป็นผล ส่วน “อเหตุกกิริยาจิต” คือ กิริยาจิตที่ไม่เกิดร่วมกับเจตสิกที่เป็นเหตุ

 

เมื่อจำแนกตามบุคคลสามารถระบุจำนวนชาติของจิตได้ ดังนี้

(๑) “ปุถุชน” มีจิต ๔ ชาติ ได้แก่ กุศล อกุศล วิบาก กิริยา

(๒) “พระโสดาบัน” มีจิต ๔ ชาติ ได้แก่ กุศล อกุศล วิบาก กิริยา

(๓) “พระสกทาคามี” มีจิต ๔ ชาติ ได้แก่ กุศล อกุศล วิบาก กิริยา

(๔) “พระอนาคามี” มีจิต ๔ ชาติ ได้แก่ กุศล อกุศล วิบาก กิริยา

(๕) “พระอรหันต์” มีจิต ๒ ชาติ ได้แก่ วิบาก กิริยา

 

ประมวล “จิต ๘๙” ออกเป็น “วิญญาณธาตุ ๗” ดังนี้

(๑) จักขุวิญญาณธาตุ

(๒) โสตวิญญาณธาตุ

(๓) ฆานวิญญาณธาตุ

(๔) ชิวหาวิญญาณธาตุ

(๕) กายวิญญาณธาตุ

(๖) มโนธาตุ

(๗) มโนวิญญาณธาตุ

 

เจตสิก ๕๒ [Mental Factors]

 

“เจตสิก ๕๒” หมายถึง ธรรมที่ประกอบกับจิต สภาวธรรมที่เกิดดับพร้อมกับจิต มีอารมณ์และวัตถุที่อาศัยเดียวกันกับจิต อาการและคุณสมบัติต่างๆ ของจิต ได้แก่

 

ก. อัญญสมานาเจตสิก ๑๓ [เจตสิกที่มีเสมอกันแก่จิตพวกอื่น คือ ประกอบเข้าได้กับจิตทุกฝ่ายทั้งกุศลและอกุศล มิใช่เข้าได้แต่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งพวกเดียว]

 

๑) สัพพจิตตสาธารณเจตสิก ๗ (เจตสิกที่เกิดทั่วไปกับจิตทุกดวง)

๑. ผัสสะ [ความกระทบอารมณ์]

๒. เวทนา [ความเสวยอารมณ์]

๓. สัญญา [ความหมายรู้อารมณ์]

๔. เจตนา [ความจงใจต่ออารมณ์]

๕. เอกัคคตา [ความมีอารมณ์เป็นอันเดียว]

๖. ชีวิตินทรีย์ [อินทรีย์ คือ ชีวิต สภาวะที่เป็นใหญ่ในการรักษานามธรรมทั้งปวง]

๗. มนสิการ [ความกระทำอารมณ์ไว้ในใจ ใส่ใจ]

 

๒) ปกิณณกเจตสิก ๖ [เจตสิกที่เรี่ยรายแพร่กระจายทั่วไป คือ เกิดกับจิตได้ทั้งฝ่ายกุศลและอกุศล แต่ไม่แน่นอนเสมอไปทุกดวง]

๘. วิตก [ความตรึกอารมณ์]

๙. วิจาร [ความตรองหรือพิจารณาอารมณ์]

๑๐. อธิโมกข์ [ความปลงใจหรือปักใจในอารมณ์]

๑๑. วิริยะ [ความเพียร]

๑๒. ปีติ [ความปลาบปลื้มในอารมณ์ ความอิ่มใจ]

๑๓. ฉันทะ [ความพอใจในอารมณ์]

 

ข. อกุศลเจตสิก ๑๔ [เจตสิกฝ่ายอกุศล]

๑) สัพพากุสลสาธารณเจตสิก ๔ [เจตสิกที่เกิดทั่วไปกับอกุศลจิตทุกดวง]

๑๔. โมหะ [ความหลง]

๑๕. อหิริกะ [ความไม่ละอายต่อบาป]

๑๖. อโนตตัปปะ [ความไม่สะดุ้งกลัวต่อบาป]

๑๗. อุทธัจจะ [ความฟุ้งซ่าน]

 

๒) ปกิณณกอกุสลเจตสิก ๑๐ [อกุศลเจตสิกที่เกิดเรี่ยรายแก่อกุศลจิต]

๑๘. โลภะ [ความอยากได้อารมณ์]

๑๙. ทิฏฐิ [ความเห็นผิด]

๒๐. มานะ [ความถือตัว]

๒๑. โทสะ [ความคิดประทุษร้าย]

๒๒. อิสสา [ความริษยา]

๒๓. มัจฉริยะ [ความตระหนี่]

๒๔. กุกกุจจะ [ความเดือดร้อนใจ]

๒๕. ถีนะ [ความหดหู่]

๒๖. มิทธะ[ความง่วงเหงา]

๒๗. วิจิกิจฉา [ความคลางแคลงสงสัย]

 

หมายเหตุ: “เยวาปนกธรรม” คือ ธรรมจำพวกที่กำหนดแน่ไม่ได้ว่าธรรมข้อไหนจะเกิดขึ้น ได้แก่ “เจตสิก ๑๖” เป็นพวกที่เกิดใน “กุศลจิต ๙” ได้แก่ ฉันทะ อธิโมกข์ มนสิการ อุเบกขา [ตัตรมัชฌัตตตา] กรุณา มุทิตา สัมมาวาจา [วจีทุจริตวิรัติ] สัมมากัมมันตะ [กายทุจริตวิรัติ] สัมมาอาชีวะ [มิจชีววิรัติ] และ “อกุศลจิต ๑๐” ได้แก่ ฉันทะ อธิโมกข์ มนสิการ มานะ อิสสา มัจฉริยะ ถีนะ มิทธะ อุทธัจจะ กุกกุจจะ

 

ค. โสภณเจตสิก ๒๕ [เจตสิกฝ่ายดีงาม]

๑) โสภณสาธารณเจตสิก ๑๙ [เจตสิกที่เกิดทั่วไปกับจิตดีงามทุกดวง]

๒๘. สัทธา [ความเชื่อ]

๒๙. สติ [ความระลึกได้ ความสำนึกพร้อมอยู่]

๓๐. หิริ [ความละอายต่อบาป]

๓๑. โอตตัปปะ [ความสะดุ้งกลัวต่อบาป]

๓๒. อโลภะ [ความไม่อยากได้อารมณ์]

๓๓. อโทสะ [ความไม่คิดประทุษร้าย]

๓๔. ตัตรมัชฌัตตตา [ความเป็นกลางในอารมณ์นั้นๆ]

๓๕. กายปัสสัทธิ [ความสงบแห่งกองเจตสิก]

๓๖. จิตตปัสสัทธิ [ความสงบแห่งจิต]

๓๗. กายลหุตา [ความเบาแห่งกองเจตสิก]

๓๘. จิตตลหุตา [ความเบาแห่งจิต]

๓๙. กายมุทุตา [ความอ่อนหรือนุ่มนวลแห่งกองเจตสิก]

๔๐. จิตตมุทุตา [ความอ่อนหรือนุ่มนวลแห่งจิต]

๔๑. กายกัมมัญญตา [ความควรแก่การงานแห่งกองเจตสิก]

๔๒. จิตตกัมมัญญตา [ความควรแก่การงานแห่งจิต]

๔๓. กายปาคุญญตา [ความคล่องแคล่วแห่งกองเจตสิก]

๔๔. จิตตปาคุญญตา [ความคล่องแคล่วแห่งจิต]

๔๕. กายุชุกตา [ความซื่อตรงแห่งกองเจตสิก]

๔๖. จิตตุชุกตา [ความซื่อตรงแห่งจิต]

๒) วิรตีเจตสิก ๓ [เจตสิกที่เป็นตัวความงดเว้น]

๔๗. สัมมาวาจา [เจรจาชอบ]

๔๘. สัมมากัมมันตะ [กระทำชอบ]

๔๙. สัมมาอาชีวะ [เลี้ยงชีพชอบ]

๓) อัปปมัญญาเจตสิก ๒ [เจตสิก คือ อัปปมัญญา)

๕๐. กรุณา [ความสงสารสัตว์ผู้ถึงทุกข์]

๕๑. มุทิตา [ความยินดีต่อสัตว์ผู้ได้สุข]

๔) ปัญญินทรียเจตสิก ๑ [เจตสิก คือ ปัญญินทรีย์]

๕๒. ปัญญินทรีย์ หรือ อโมหะ [ความรู้เข้าใจ ไม่หลง]

 

 

รูป ๒๘ หมายถึง รูปขันธ์ที่เป็นปรมัตถสัจจะ ประกอบด้วย (๑) มหาภูตรูป ๔ กับ (๒) อุปาทายรูป ๒๔ ดังนี้

 

“มหาภูตรูป ๔” หมายถึง สภาวะอันปรากฏได้เป็นใหญ่ๆ โตๆ หรือเป็นต่างๆ ได้มากมาย รูปที่มีอยู่โดยสภาวะ รูปต้นเดิม นั่นคือ “ธาตุ ๔” ได้แก่

(๑)  “ปฐวีธาตุ” คือ สภาวะที่แผ่ไปหรือกินเนื้อที่ สภาพอันเป็นหลักที่ตั้งที่อาศัยแห่งสหชาตรูป เรียกสามัญว่า “ธาตุแข้นแข็ง” หรือ “ธาตุดิน”  

(๒)“อาโปธาตุ” คือ สภาวะที่เอิบอาบหรือดูดซึม หรือซ่านไป ขยายขนาด ผนึก พูนเข้าด้วยกัน เรียกสามัญว่า “ธาตุเหลว” หรือ “ธาตุน้ำ”

(๓) “เตโชธาตุ” คือ สภาวะที่ทำให้ร้อน เรียกสามัญว่า “ธาตุไฟ”  

(๔) “วาโยธาตุ” คือ สภาวะที่ทำให้สั่นไหว เคลื่อนที่ และค้ำจุน เรียกสามัญว่า “ธาตุลม”  

 

“อุปาทายรูป ๒๔” คือ รูปอาศัยซึ่งเป็นคุณสมบัติและอาการของ “มหาภูต ๔” ที่เกิดอยู่อย่างต่อเนื่อง ซึ่งใช้อธิบายคุณสมบัติย่อยของ “มหาภูตรูป ๔” หรือ “ภูตรูป ๔” ดังนี้

(๑) “ปสาทรูป ๕” คือ รูปที่เป็นประสาทสำหรับรับอารมณ์ หรือ “สฬายตนะ” ได้แก่

๑. จักขุ [ตา]

๒. โสตะ [หู]

๓. ฆานะ [จมูก]

๔. ชิวหา [ลิ้น]

๕. กาย [กาย–เรือนกาย]

(๒) “โคจรรูป ๕” หรือ “วิสัยรูป ๕” คือ รูปที่เป็นอารมณ์หรือแดนรับรู้ของอินทรีย์หรือระบบประสาท ที่ได้รับผลจากการกระทบกับปัจจัยภายนอก หรือ “อายตนะภายนอก ๖” ได้แก่

๖. รูปะ [รูป]

๗. สัททะ [เสียง]

๘. คันธะ [กลิ่น]

๙. รสะ [รส]

– “โผฏฐัพพะ” คือ สัมผัสทางกายที่เกิดขึ้นระหว่าง ปสาทรูป กับ โคจรรูป

[ข้อนี้ไม่นับเพราะเป็นอันเดียวกับ มหาภูต ๓ คือ ปฐวี–เตโช–และ–วาโย]

(๓) “ภาวรูป ๒” คือ รูปที่เป็นภาวะแห่งเพศ ได้แก่

๑๐. อิตถัตตะ–อิตถินทรีย์ [ความเป็นหญิง]

๑๑. ปุริสัตตะ–ปุริสินทรีย์ [ความเป็นชาย]

(๔) “หทัยรูป ๑” คือ รูปที่เป็นหทัย ได้แก่

๑๒. หทัยวัตถุ [ที่ตั้งแห่งใจ–หัวใจ]

(๕) “ชีวิตรูป ๑” คือ รูปที่เป็นชีวิต ได้แก่

๑๓. ชีวิตินทรีย์ [อินทรีย์คือชีวิต]

(๖) “อาหารรูป ๑” คือ รูปที่เป็นอาหาร ได้แก่

๑๔. กวฬิงการาหาร [อาหารคือคำข้าว อาหารที่กิน]

(๗) “ปริจเฉทรูป ๑” คือ รูปที่กำหนดเทศะ ได้แก่

๑๕. อากาสธาตุ [สภาวะคือช่องว่าง]

(๘) “วิญญัติรูป ๒” คือ รูปแสดงการเคลื่อนไหวให้รู้ความหมาย ได้แก่

๑๖. กายวิญญัติ [การเคลื่อนไหวให้รู้ความหมายด้วยกาย]

๑๗. วจีวิญญัติ [การเคลื่อนไหวให้รู้ความหมายด้วยวาจา]

(๙) “วิการรูป ๓” คือ รูปที่แสดงอาการที่ดัดแปลงทำให้แปลกให้พิเศษได้ ได้แก่

๑๘. ลหุตา [ความเบา]

๑๙. มุทุตา [ความอ่อนสลวย]

๒๐. กัมมัญญตา [ความควรแก่การงาน ใช้การได้]

และรวมกับ “วิญญัติรูป ๒” เป็น “วิการรูป ๕”

(๑๐) “ลักขณรูป ๔” คือ รูปที่แสดงลักษณะหรืออาการเป็นเครื่องกำหนด ได้แก่

๒๑. อุปจยะ [ความก่อตัวหรือเติบขึ้น]

๒๒. สันตติ [ความสืบต่อ]

๒๓. ชรตา [ความทรุดโทรม]

๒๔. อนิจจตา [ความปรวนแปรแตกสลาย]

 

ข้อพึงสังเกต ในการเจริญภาวนานั้น คือ การทำความเข้าใจถึง “อินทรีย์ ๖–อายตนะภายใน ๖” กับการเชื่อมสัมผัสกับแดนความรู้ที่จะเป็น “วิญญาณธาตุ ๖” คือ “อารมณ์ ๖–อายตนะภายนอก ๖” รวมทั้งลักษณะอาการอื่นๆ ของ “อุปาทายรูป” ที่เหลือ ที่จะสัมปยุตต์กับ “มหาภูตรูป ๔–ธาตุ ๔” ฉะนั้น การพิจารณาการเกิดขึ้นของรูปอย่างใดอย่างหนึ่งนั้น ให้พิจารณาจาก “วิญญาณธาตุ ๖” จนลึกลงไปถึง “กลาปรูป” ที่ประกอบด้วย  “สมุฏฐาน ๘” คือ “อุปาทินนกกาย–อาหารสมุฏฐานกาย–อุตุสมุฏฐานกาย–จิตตสมุฏฐานกาย” กับ “สุทธัฏฐกกลาป–อวินิพโภครูป ๘–รูป ๘” คือ “ธาตุ ๔–วรรณะ–คันธะ–รสะ–โอชา”

 

 

นิพพาน ๑ หมายถึง อสังขตธรรม อันเป็นสภาพที่ดับกิเลสและทุกข์เรียบร้อยแล้ว ดังนี้

 

 “นิพพาน ๒” หมายถึง สภาพที่ดับกิเลสและกองทุกข์แล้ว–ภาวะที่เป็นสุขสูงสุด เพราะไร้กิเลสไร้ทุกข์ เป็นอิสรภาพสมบูรณ์ ได้แก่ = โลกุตตรญาณ ดังนี้

 

(๑) “สอุปาทิเสสนิพพาน” หมายถึง นิพพานยังมีอุปาทิเหลือ โดยดับกิเลส ยังมีเบญจขันธ์เหลือ นั่นคือ “กิเลสปรินิพพาน” ซึ่งเป็นนิพพานของพระอรหันต์ผู้ยังเสวยอารมณ์ที่น่าชอบใจและไม่น่าชอบใจทางอินทรีย์ ๕ รับรู้สุขทุกข์อยู่ [บุคคลผู้ยังต้องเจริญ “เสขปฏิปทา–จรณะ ๑๕” นั่นคือ ทางดำเนินของพระเสขะ ข้อปฏิบัติของพระเสขะ ได้แก่ สีลสัมปทา ๑ อปัณณกปฏิปทา ๓ สัทธรรม ๗ และ ฌาน ๔] ท่านผู้บรรลุอธิคมธรรมนี้ เรียกว่า “สอุปาทิเสสบุคคล = พระเสขะ” [พระอรหันต์ผู้ปราศจาก โสกะ–ปริเทวะ–ทุกข์–โทมนัส–อุปายาส เป็นธรรมดา แต่ยังรักษาชีวิตินทรีย์อยู่ เพื่อดับขันธ์ ๕ ที่เหลือ นั่นคือ สัญญาและเวทนา อันเป็นจิตตสังขารที่เหลืออยู่ ไม่ส่งผลแห่งกรรมซึ่งเป็นกิริยาจิตแห่งพระอรหันต์ผู้นั้น] หรือได้ชื่อว่า “เสขบุคคล” หมายถึง บุคคลที่ยังต้องศึกษาอยู่ ผู้อยู่ใน “เสขภูมิ” คือ ภูมิของพระเสขะ ระดับจิตใจและคุณธรรมของพระอริยบุคคลที่ยังต้องศึกษา ที่เรียกว่า “เสขปฏิปทา–จรณะ ๑๕” ดังกล่าวนั้น เพื่อก้าวสู่ภูมิแห่งพระอเสขะ อันเป็นการดับจิตดวงสุดท้ายแห่งพระนิพพาน ซึ่งก็เริ่มในธรรม ๕ อย่าง ได้แก่ (๑) มัคคญาณ–อรหัตตมรรค (๒) ผลญาณ–อรหัตตผล (๓) ปัจจเวกขณญาณ [เฉพาะ อรหัตตมรรค–อรหัตตผล] (๔) อาสวักขยญาณ [เฉพาะ อัญญินทรีย์–อัญญาปัญญาอันรู้ทั่วถึง–อรหัตตมัคคญาณ กับ อัญญาตาวินทรีย์–อินทรีย์แห่งท่านผู้รู้ทั่วถึงแล้วแห่งปัญญาของพระอรหันต์–อรหัตตผลญาณ] (๕) อนุปาทิเสสนิพพานธาตุ–ชีวิสมสีสี [ชี–วิด–สะ–มะ–สี–สี] อย่างไรก็ตาม พระอรหันต์อาจเจริญสมาบัติ ๘ [ฌานสมาบัติ] เพื่อต่อยอดฌานจิตตสมาธิให้เป็นความละเอียดประณีตตามลำดับ ที่เรียกว่า “อนุปุพพวิหาร ๙ –อนุปุพพ นิโรธ ๙” [นิโรสมาบัติ] = โลกียญาณ ดังนี้

 

(๑) “รูปฌาน ๔” หมายถึง จิตที่เป็นไปในรูปภูมิ โดยจำแนกเป็นปัญจกฌาน ได้แก่

(๑) ปฐมฌานกุศลจิต–วิบากจิต–กิริยาจิต ที่ประกอบด้วย วิตก–วิจาร–ปีติ–สุข–เอกัคคตา

(๒) ทุติยฌานกุศลจิต–วิบากจิต–กิริยาจิต ที่ประกอบด้วย วิจาร–ปีติ–สุข–เอกัคคตา

(๓)  ตติยฌานกุศลจิต–วิบากจิต–กิริยาจิต ที่ประกอบด้วย ปีติ–สุข–เอกัคคตา

(๔) จตุตถฌานกุศลจิต–วิบากจิต–กิริยาจิต ที่ประกอบด้วย สุข–เอกัคคตา

(๕) ปัญจมฌานกุศลจิต–วิบากจิต–กิริยาจิต ที่ประกอบด้วย อุเบกขา–เอกัคคตา

 

(๒) “อรูปฌาน ๔” หมายถึง จิตที่เป็นไปในอรูปภูมิ ได้แก่

(๑) อรูปาวจรกุศลจิต–วิบากจิต–กิริยาจิต ประกอบด้วยอากาสานัญจายตนฌาน

(๒) อรูปาวจรกุศลจิต–วิบากจิต–กิริยาจิต ประกอบด้วยวิญญาณัญจายตนฌาน

(๓) อรูปาวจรกุศลจิต–วิบากจิต–กิริยาจิต ประกอบด้วยอากิญจัญญายตนฌาน

(๔) อรูปาวจรกุศลจิต–วิบากจิต–กิริยาจิต ประกอบด้วยเนวสัญญานาสัญญายตนฌาน

 

(๓) “สัญญาเวทยิตนิโรธ ๑” หมายถึง การเข้านิโรธ คือ ดับสัญญาความจำได้หมายรู้ และดับเวทนาการเสวยอารมณ์ โดยผู้เข้านิโรธสมาบัตินี้ ก็คือ การดับสังขาร ๓ [สภาพปรุงแต่งแห่งสังขตธรรม] = โลกุตตญาณได้แก่

(๑) วจีสังขาร–วิตกกับวิจาร [ความตรึกกับความตรอง]

(๒) กายสังขาร–ลมหายใจอัสสาสะกับลมหายใจปัสสาสะ

(๓) จิตตสังขาร–สัญญากับเวทนา ย่อมดับไปตามลำดับ

 

(๒) “อนุปาทิเสสนิพพาน” หมายถึง นิพพานไม่มีอุปาทิเหลือ โดยดับกิเลส ไม่มีเบญจขันธ์เหลือ นั่นคือ “ขันธปรินิพพาน” ซึ่งเป็นนิพพานของพระอรหันต์ผู้ระงับการเสวยอารมณ์ทั้งปวงแล้ว ท่านผู้บรรลุอธิคมธรรมนี้ เรียกว่า “อนุปาทิเสสบุคคล = พระอเสขะ” สำหรับ “จิตดวงสุดท้าย” [สติ–ญาณทัสสนะ = ปัญญาในสมาธิ กับ สัมปชัญญะ–ญาณในวิปัสสนา = ปัญญาในวิปัสสนา ซึ่งหมายถึง “อานันตริกสมาธิญาณ” นั่นคือ ปัญญาในการตัดอาสวะขาด  เพราะความบริสุทธิ์แห่งสมาธิอันเป็นเหตุไม่ฟุ้งซ่าน] ซึ่งจะดับไปเมื่อพระอรหันต์ปรินิพพานด้วย “อนุปาทิเสสนิพพานธาตุ” [อันเป็นขั้นตอน ที่เรียกว่า “การดับขันธปรินิพพาน” คือ ดับสัญญาและเวทนา–จิตตสังขาร (มโนสังขาร) ที่ประกอบด้วย “ชีวิตินทรีย์–ปวัตตสีสะ”กับ “อวิชชาสวะ–กิเลสสีสะ”= ที่เรียกว่า “ชีวิตสมสีสี” อันเป็น “อรหัตตผลวิมุตติ–สัมมาวิมุตติ” (ข้อ ๑๐ ในสัมมัตตะ ๑๐)] ซึ่งเรียกว่า “ปรินิพพานจิต–จริมกจิต–จริมกวิญญาณ” [วิมุตตานุตตริยะ–การพ้นอันเยี่ยม (ข้อ ๓ ในอนุตตริยะ ๓)]

 

 

วิปัสสนาภูมิ ๖

ภูมิที่ ๑ ขันธ์ ๕

(๑) รูปขันธ์ มีหน้าที่แตกดับ

(๒) เวทนาขันธ์ มีหน้าที่เสวยอารมณ์

(๓) สัญญาขันธ์ มีหน้าที่จำอารมณ์

(๔) สังขารขันธ์ มีหน้าที่ปรุงแต่งจิตหรืออารมณ์

(๕) วิญญาณขันธ์ มีหน้าที่รู้แจ้งอารมณ์

 

สงเคราะห์ปรมัตถธรรม ๔ ลงในขันธ์ ๕

(๑) เอารูปปรมัตถ์ ๒๘ เป็นรูปขันธ์

(๒) เอาเวทนาเจตสิก ๑ เป็นเวทนาขันธ์

(๓) เอาสัญญาเจตสิก ๑ เป็นสัญญาขันธ์

(๔) เอาสังขารเจตสิกที่เหลือ ๕๐ เป็นสังขารขันธ์

(๕) เอาจิต ๘๙ หรือ ๑๒๑ ดวง เป็นวิญญาณขันธ์

(๖) เอานิพพาน ๑ เป็นขันธ์วิมุตติ คือ พ้นจากขันธ์

 

แสดงขันธ์ ๕ เป็น รูปธรรมนามธรรม

(๑) รูปขันธ์ เป็นรูปธรรม รูปธรรม ๑

(๒) เวทนาขันธ์ เป็นนามธรรมเจตสิก นามธรรมเจตสิก

(๓) สัญญาขันธ์ เป็นนามธรรมเจตสิก นามธรรมเจตสิก

(๔) สังขารขันธ์ เป็นนามธรรมเจตสิก นามธรรมเจตสิก

(๕) วิญญาณขันธ์ เป็นนามธรรมเจตสิก นามธรรมจิต ๑

 

เมื่อรวมนามธรรมเจตสิก ๓ กับ นามธรรมจิต ๑ เป็นนามธรรมขันธ์ ๔ รูปขันธ์ ๑ เป็นรูปธรรมย่อขันธ์ ๕ ได้แก่ รูปธรรมนามธรรม นั่นเอง

 

ภูมิที่ ๒ อายตนะ ๑๒ คือ สิ่งที่เชื่อมต่อกันให้เกิดความรู้ แดนต่อหรือแดนเกิดแห่งความรู้

 

อายตนะภายใน ๖

อายตนะภายนอก ๖

(๑) จักขายตนะ–ตา

(๑) รูปายตนะ–สี

(๒) โสตายตนะ–หู

(๒) สัททายตนะ–เสียง

(๓) ฆานายตนะ–จมูก

(๓) คันธายตนะ–กลิ่น

(๔) ชิวหายตนะ–ลิ้น

(๔) รสายตนะ–รส

(๕) กายาตนะ–กาย

(๕) โผฏฐัพพายตนะ–เครื่องสัมผัสกาย

(๖) มนายตนะ–ใจ

(๖) ธรรมายตนะ–อารมณ์ทางใจ

 

(๑) อายตนะ ๑๒ เป็น รูปธรรมนามธรรม

(๒) ตากับสี เป็นรูปธรรม เห็น เป็นนามธรรม

(๓) หูกับเสียง เป็นรูปธรรม ได้ยิน เป็นนามธรรม

(๔) จมูกกับกลิ่น เป็นรูปธรรม รู้กลิ่น เป็นนามธรรม

(๕) ลิ้นกับรส เป็นรูปธรรม รู้รส เป็นนามธรรม

(๖) อิริยาบถกับหัวใจ เป็นรูปธรรม ผู้สั่งหรือผู้รู้ เป็นนามธรรม

 

ภูมิที่ ๓ ธาตุ ๑๘

๑. ธาตุรับ

(๑) จักขุธาตุ ตา เป็นรูป

(๒) โสตธาตุ หู เป็นรูป

(๓) ฆานธาตุ จมูก เป็นรูป

(๔) ชิวหาธาตุ ลิ้น เป็นรูป

(๕) กายธาตุ กาย เป็นรูป

(๖) มโนธาตุ ใจ เป็นนาม

 

๒. ธาตุกระทบ

(๗) รูปธาตุ สี เป็นรูป

(๘) สัททธาตุ เสียง เป็นรูป

(๙) คันธธาตุ กลิ่น เป็นรูป

(๑๐) รสธาตุ รส เป็นรูป

(๑๑) โผฏฐัพพพธาตุ เครื่องสัมผัสกาย เป็นรูป

(๑๒) ธรรมธาตุ อารมณ์ทางใจ เป็นทั้งรูปทั้งนาม

 

๓. ธาตุที่รับรู้

(๑๓) จักขุวิญญาณธาตุ เห็นสี เป็นนาม

(๑๔) โสตวิญญาณธาตุ ได้ยินเสียง เป็นนาม

(๑๕) ฆานวิญญาณธาตุ รู้กลิ่น เป็นนาม

(๑๖) ชิวหาวิญญาณธาตุ รู้รส เป็นนาม

(๑๗) กายวิญญาณธาตุ รู้สึกสัมผัสทางกาย เป็นนาม

(๑๘) มโนวิญญาณธาตุ รู้สึกนึกคิด เป็นนาม

 

ธาตุที่เป็นรูปโดยเฉพาะมี ๑๐ ธาตุ ที่เป็นนามโดยเฉพาะมี ๗ ที่เป็นได้ทั้งรูปทั้งนามมี ๑ เมื่อรวมธาตุทั้ง ๑๘ แล้ว ก็ ได้แก่ รูปธาตุ กับ นามธาตุ หรือ รูปธรรมนามธรรม นั่นเอง

 

ภูมิที่ ๔ อินทรีย์ ความเป็นใหญ่ มี ๒๒ องค์ธรรม คือ

(๑) จักขุนทรีย์ ตา เป็นรูป

(๒) โสตินทรีย์ หู เป็นรูป

(๓) ฆานินทรีย์ จมูก เป็นรูป

(๔) ชิวหินทรีย์ ลิ้น เป็นรูป

(๕) กายินทรีย์ กาย เป็นรูป

(๖) อิตถินทรีย์ หญิง เป็นรูป

(๗) ปุริสินทรีย์ ชาย เป็นรูป

(๘) ชิวิตินทรีย์ ชีวิต เป็นทั้งรูปทั้งนาม

(๙) มนินทรีย์ ใจ เป็นนาม

(๑๐) สุขินทรีย์ สุข เป็นนาม

(๑๑) ทุกขินทรีย์ ทุกข์ เป็นนาม

(๑๒) โสมนัสสินทรีย์ ดีใจ เป็นนาม

(๑๓) โทมนัสสินทรีย์ เสียใจ เป็นนาม

(๑๔) อุเปกขินทรีย์ เฉยๆ เป็นนาม

(๑๕) สัทธินทรีย์ ความเชื่อ เป็นนาม

(๑๖) วิริยินทรีย์ ความเพียร เป็นนาม

(๑๗) สตินทรีย์ ระลึกได้ เป็นนาม

(๑๘) สมาธินทรีย์ สมาธิ เป็นนาม

(๑๙) ปัญญินทรีย์ ความรู้ เป็นนาม

(๒๐) อนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์ รู้สิ่งที่ยังไม่เคยรู้ เป็นนาม

(๒๑) อัญญินทรีย์ รู้สิ่งที่รู้แล้ว เป็นนาม

(๒๒) อัญญาตาวินทรีย์ รู้จบแล้ว เป็นนาม

 

อินทรีย์ทั้ง ๒๒ นี้ จัดเป็นรูปธรรม ๗ จัดเป็นนามธรรม ๑๔ เป็นได้ทั้งรูปธรรมนามธรรม ๑ รูปธรรมนามธรรมนี้แหละที่มาเป็นอารมณ์ของวิปัสสนา เพราะเป็นธรรมที่ยืนให้พิสูจน์อยู่ทุกขณะ

 

ภูมิที่ ๕ อริยสัจจ์ ๔

(๑) “ทุกขสัจจ์ องค์ธรรม” ได้แก่ รูป ๒๘ จิต ๘๑ เจตสิก ๕๑ คือ รูปนาม เว้นโลภะ ๑ ทุกข์จริงๆ

(๒) “สมุทัยสัจจ์ องค์ธรรม” ได้แก่ โลภะ เจตสิก ๑ เหตุให้เกิดทุกข์จริงๆ

(๓) “นิโรธสัจจ์ องค์ธรรม” ได้แก่ นิพพาน ดับทุกข์จริงๆ

(๔) “มัคคสัจจ์ องค์ธรรม” ได้แก่ มรรค ๘ ได้ถึงความดับทุกข์จริงๆ

 

พระโยคาวจร ที่ต้องการรู้ธรรมทั้ง ๔ ประการนี้ ตามความเป็นจริง ต้องทำหน้าที่ รู้ทุกข์ [ปริญญา] ละสมุทัย [ปหานะ] ทำนิโรธให้แจ้ง [สัจจิกิริยา] และเจริญมรรค [ภาวนา] จนกว่าจะถึงที่สุด

 

ภูมิที่ ๖ ปฏิจจสมุปบาท ๑๒

(๑) “อวิชชา” คือ โมหะนาม

(๒) “สังขาร” คือ นาม ได้แก่ สังขาร ๓ หรือสังขาร ๖ องค์ ธรรมปรมัตถ์ ได้แก่ เจตนา ๒๙ ในอกุศล ๑๒ มหากุศล ๘ มหัคคะตะกุศล ๙

(๓) “วิญญาณ” คือ วิญญาณจิต เป็นนาม

(๔) “นามรูป” คือ ขันธ์ ๕ ได้แก่ นามและรูป

(๕) “สฬายตนะ” คือ อายตนะ ๖ เป็นรูปธรรมนามธรรม

(๖) “ผัสสะ” คือ ผัสสะเจตสิก เป็นนาม

(๗) “เวทนา” คือ เวทนาเจตสิก เป็นนาม

(๘) “ตัณหา” คือ โลภะเจตสิก เป็นนาม

(๙) “อุปทาน” คือ โลภะเจตสิก เป็นนาม

(๑๐) “ภพ” คือ เจตนาเจตสิก เป็นนาม

(๑๑) “ชาติ” คือ วิปากปฏิสนธิ เป็นรูปนาม [เกิด]

(๑๒) “ชรามรณะ” คือ อาการของรูปนาม [แก่ตาย]

 

“ปฏิจจสมุปบาท” ย่อมเป็นปัจจัยซึ่งกันและกัน

 

วิธีตั้งสติกำหนดปัจจุบันธรรมของรูปนาม

(๑) “ทางตา” ขณะเห็นตั้งสติไว้ที่ตา กำหนดว่า สีเป็นรูป–เห็นเป็นนาม

(๒) “ทางหู” ขณะได้ยินเสียงตั้งสติไว้ที่หู กำหนดว่า เสียงเป็นรูป–ได้ยินเป็นนาม

(๓) “ทางจมูก” ขณะรู้กลิ่นตั้งสติไว้ที่จมูก กำหนดว่า กลิ่นเป็นรูป–รู้เป็นนาม

(๔) “ทางลิ้น” ขณะรู้รสตั้งสติไว้ที่ลิ้น กำหนดว่า รสเป็นรูป–รู้เป็นนาม

(๕) “ทางกาย” ขณะที่รู้สึกสัมผัสเย็นร้อน อ่อนแข็ง ตั้งสติไว้ที่กาย กำหนดว่า เย็นเป็นรูป–รูปเป็นนาม ร้อนเป็นรูป–รู้เป็นนาม อ่อนเป็นรูป–รู้เป็นนาม แข็งเป็นรูป–รู้เป็นนาม

(๖) “ทางใจ” ขณะนึกคิดตั้งสติไว้ที่ใจ กำหนดว่า หัวใจเป็นรูป–นึกคิดเป็นนาม ยืนเป็นรูป– รู้เป็นนาม ก้าวเป็นรูป–รู้เป็นนาม นั่งเป็นรูป–รู้เป็นนาม เคลื่อนเป็นรูป–รู้เป็นนาม ปวดเป็นรูป–รู้เป็นนาม หัวใจเป็นรูป–เสียดเป็นนาม หัวใจเป็นรูป–ความดีใจเสียใจหรือทุกข์ใจ ด้วยประการต่างๆ เหล่านี้ เป็นเพราะเวทนาขันธ์ และโทสะจิต ซึ่งเป็นนามธรรมทั้งนั้น จึงเป็นนามธรรม

 

หมายเหตุ:

การกำหนดนั้นต้องกำหนดให้เป็นอารมณ์เดียว อย่าให้เป็นอารมณ์คู่ จึงจะสามารถรู้แจ้งในสภาวธรรมที่เป็นปัจจุบันธรรมได้ คือ ต้องการรู้แจ้งรูปนามตรงที่กำหนดอยู่ว่า รูปนามตรง นั้นเอง ไม่ใช่ไปรู้รูปนามที่ไหน ตัวอย่าง “ก้าวเป็นรูป–รู้เป็นนาม” ก็พิจารณา “ก้าวเป็นรูป” นั้น สภาวะขณะกำลังก้าวเป็นอย่างไร “รู้เป็นนาม” ขณะกำลังก้าวไปนั้นมีความรู้ พร้อมอยู่ด้วยให้ดูสภาวความรู้ที่เกิดขึ้นแล้วดับไป เมื่อพิจารณาตรงที่เป็นปัจจุบันนี้ ทำบ่อยๆ เข้าก็จะรู้แจ้งแทงตลอดในสภาวธรรมได้เด่นชัดมากขึ้น ย่อมตรงต่อคำที่พระพุทธองค์ทรงตรัสไว้ตอนหนึ่งว่า “สิ่งใดมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งหมดย่อมดับไปเป็นธรรมดา” ไม่ว่าอารมณ์ ทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจ ก็ตาม บำเพ็ญเพียรประกอบด้วย ศีล สมาธิ ปัญญา แก่กล้าแล้ว ก็จะสามารถทำลาย ความโลภ ความโกรธ ความหลง คือ ความไม่รู้ เป็นต้น ให้ออกไปจากขันธสันดาน ด้วยความไม่ประมาท ทำให้สตินทรีย์ไม่หวั่นไหว จนไม่เผลออยู่ทุกเมื่อในที่ทุกสถาน ก็จะพ้นจากอกุศลธรรมเหล่านี้ได้

 

อินทรีย์ ๕

(๑) “สัททินทรีย์” ความเชื่อ ศรัทธาเจตสิก

(๒) “วิริยินทรีย์” ความเพียร วิริยะเจตสิก

(๓) “สตินทรีย์” ความระลึกได้ สติเจตสิก

(๔) “สมาธินทรีย์” ความตั้งใจมั่น สมาธิเจตสิก

(๕) “ปัญญินทรีย์” ความรอบรู้ ปัญญาเจตสิก

 

ต้องพยายามทำความเพียรให้อินทรีย์เหล่านี้แก่กล้าเสมอกัน วิปัสสนาจึงจะเจริญได้ และทั้ง ๕ องค์ธรรม นี้แหละเป็นพละ หมายความว่า เป็นกำลังกันและกันให้วิปัสสนาเจริญขึ้น สติระลึกได้ เฉพาะรูปธรรมนามธรรม ให้เป็นไปติดต่อไม่เลยไปถึงบัญญัติ [ไม่ต้องไปนิยามคำศัพท์ขึ้นมาเพื่อกำหนดความหมาย] รู้เฉพาะรูปธรรมนามธรรมล้วนๆ ในทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย และทางใจ ของรูปนามที่เกิดขึ้น และดับไปพร้อมๆ กันในทุกขณะ [ตถตา คือ ภาวะที่สิ่งทั้งหลายทั้งปวงเป็นของมันอย่างนั้นเอง คือ เป็นไปตามเหตุปัจจัย เรียกว่า “ปฏิจจสมุปบาท”] จนมีญาณแก้กล้า จนพ้นจากนิวรณ์และนิมิต เป็นต้น ทั้งปวงแล้ว โดยสมบูรณ์ เรียกว่า “พลววิปัสสนา” (วิปัสสนาที่มีกำลังที่แรงกล้าอย่างเข้ม ซึ่งตรงกันข้ามกับ “ตรุณวิปัสสนา” คือ วิปัสสนาที่อยู่ในขั้นเบื้องต้นยังอ่อนกำลังอยู่ อาจทำให้หลงใน “วิปัสสนูปกิเลส ๑๐”) เห็นแจ้งในรูปนาม และรู้เกิดดับพร้อมกันเสมอ เช่นนี้ ต้องระวังอันตรายของวิปัสสนาที่เรียกว่า “วิปัสสนูปกิเลส” ด้วย หมายถึง อุปกิเลสแห่งวิปัสสนา ธรรมารมณ์ที่เกิดแก่ผู้ได้ตรุณวิปัสสนาหรือวิปัสสนาอ่อนๆ ทำให้เข้าใจผิดว่าตนบรรลุมรรคผลแล้ว เป็นเหตุขัดขวางให้ไม่ก้าวหน้าต่อไปในวิปัสสนาญาณ ได้แก่

 

(๑) “โอภาส” คือ แสงสว่างเกิดขึ้นมีความชอบใจติดใจ

(๒) “ญาณ” คือ ความหยั่งรู้ที่มากเกินไป

(๓) “ปีติ” คือ ความอิ่มใจเกินไป

(๔) “ปัสสัทธิ” คือ ความสงบเย็นเกินไป

(๕) “สุข” คือ ความสุขสบายใจเกินไป

(๖) “อธิโมกข์” คือ ความน้อมใจเชื่อ ศรัทธาแก่กล้า ความปลงใจ ที่เกินไป

(๗) “ปัคคาหะ” คือ ความเพียรที่เกินไป

(๘) “อุปัฏฐาน” คือ สติแก่กล้าหรือสติชัดเกินไป

(๙) “อุเบกขา” คือ ความมีจิตเป็นกลางหรือวางเฉยเกินไป

(๑๐) “นิกันติ” คือ ความพอใจ ติดใจ ที่มากเกินไป

 

ความหลงในองค์ธรรมทั้ง ๑–๙ นั้น จนทำให้ไม่รู้สภาธรรมที่เกิดดับ จึงเป็นวิปัสสนูกิเลส ถ้าไม่มีความชอบใจติดใจ (องค์ธรรมที่ ๑๐ นิกันติ) คือ ให้สติระลึกรู้ทันความเกิดดับตามความเป็นจริงเช่นนี้ แสดงให้เห็นว่า ตอนนี้วิปัสสนาได้เจริญแล้ว เพราะเอาสภาวธรรมเป็นอารมณ์ และพิจารณาสภาวธรรมที่เกิดขึ้นตามความเป็นจริงด้วยเหตุปัจจัยแห่งปฏิจจสมุปบาท หรือเรียกว่า “ตถตา”

 

ข้อควรรู้

(๑) “ทางเดินของสติ” หมายถึง รูปนาม–สภาวธรรม คือ ปัจจุบันนารมณ์

(๒) “วิปัสสนา” หมายถึง ความรู้แจ้งตามความเป็นจริง

(๓) “ตัววิปัสสนา” หมายถึง สัมปชัญญะ–ปัญญา คือ ญาณทัสสนะ

(๔) “ผู้เจริญวิปัสสนา” หมายถึง สติ คือ เอารูปนามเป็นอารมณ์หรือทางเดินของสติ

(๕) “ลักษณะนิพพาน” หมายถึง ความสงบ

(๖) “รสนิพพาน” หมายถึง ความไม่เคลื่อน–ความไม่แปรปรวน

(๗) “เครื่องปรากฏแห่งนิพพาน” หมายถึง ความไม่มีนิมิตปรากฏ

 

 

[Last Modified: September 14, 2012]

[Last Modified: October 14, 2015]

 

 

 

 

Visitor Number:
5133216