๙. สามัคคีธรรมแห่งสมชีวิธรรมกับกัลยาณมิตรธรรมเชิงธุรกิจ

      The Unity between Couple and Good Friend Qualities in Business

ขอน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น
 In Honor of the Blessed One of the Fully Enlightened One

By Nithee Siripat – Siripat.com and Academiae Network. 2012

Your Reading Number:  1289  

สัพเพเหระกับผู้เขียน ๒๕๕๕

 

    File Download of Reading References

 
Dictionary of Numerical Dhammas — พจนานุกรมพุทธศาสน์ หมวดธรรม
  Dictionary of Buddhist Terms — พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์

 

บทความที่ ๙ ประจำปี ๒๕๕๕ – สามัคคีธรรมแห่งสมชีวิธรรมกับกัลยาณมิตรธรรมเชิงธุรกิจ

 
 

ในชีวิตจริงไม่มีใครอยากประสบความล้มเหลว แต่ในการกระทำคนส่วนใหญ่กลับเลือกทำในสิ่งที่เป็นสาเหตุปัจจัยแห่งความล้มเหลวนั้นๆ เพราะกระบวนทัศน์ในการมองโลกที่แคบอันเกิดจากความเป็นแก่ตัว คือ “ความเห็นแก่ได้” (ตัณหา) ซึ่งสวนทางกับ “ความเสียสละ” (จาคะ) เพื่อกลุ่ม เพราะ “การขาดปัญญา” (อวิชชา) สภาวะชีวิตที่เกิดขึ้น คือ ความวุ่นวาย ความไม่ปกติสุข ที่กล้ำกรายคืบคลานเข้ามาปกคลุมวิถีชีวิตให้มืดมนเรื่อยไป ความไม่รู้สถานการณ์แห่งชีวิต คือ กิจกรรมด้านธุรกิจที่กำลังดำเนินอยู่ จึงเกิดความพร่องตัวไป ไม่สมบูรณ์ มีแต่ความร่อยหรอ ที่กัดกินปัญญาให้หมดไปอย่างไม่รู้ตัว คือ “ขาดสติ” ไม่ประกอบด้วยสติปัญญา (สติสัมปชัญญะ) ที่จะระลึกรู้ตัวอย่างทั่วถ้วนว่าเป็นประโยชน์สมบัติหรือวิบัติล่มจม ที่ยิ่งแย่กว่านั้น ไปเกิดความเข้าใจว่าเป็นเรื่องของ “กรรมเก่า” ที่เคยทำเอาไว้ในชาติที่แล้ว ความจริง คือ “ความโง่” ที่รู้ไม่เท่าทันกับปัญญาของคนอื่น ที่กำลังเกิดขึ้นใน “ปัจจุบันเหตุ” แล้วจะแสดงผลวิบากกรรมเป็น “อนาคตผล” ในไม่ช้านี้ สิ่งนี้เป็นปรากฏการณ์แห่งสภาวธรรมที่เรียกว่า “อวิชชา” ในข้อที่ ๑–๔ คือ ความไม่เข้าใจ ความไม่รู้จริงใน “กฎปฏิจจสมุปบาท” (เหตุปัจจัยที่เกิดขึ้นโดยอาศัยกันและกันด้วยลักษณะอาการ ๑๒ ประการ ได้แก่ อวิชชา สังขาร วิญญาณ นามรูป สฬายตนะ ผัสสะ เวทนา ตัณหา อุปาทาน ภพ ชาติ ชรามรณะ) และ “อริยสัจจ์ ๔” (ความสัมพันธ์ที่เป็นเหตุเป็นผลกันโดยคิดอย่างทั่วถ้วนครบกระบวนความ เรียกว่า “โยนิโสมนสิการ” อันประกอบด้วยความรู้แจ้งชัดระหว่างความจริง ๔ ประการ ได้แก่ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค) ผู้ที่มีทักษะความชำนาญในการพิจารณาสภาวธรรมอย่างลึกซึ้งจึงจะเกิด “ปัญญา” ได้อย่างไม่รู้จบ คือ “วิปัสสนาภูมิ ๖” ได้แก่ ขันธ์ ๕ อายตนะ ๑๒ ธาตุ ๑๘ อินทรีย์ ๒๒ อริยสัจจ์ ๔ ปฏิจจสมุปบาท ๑๒ องค์ความรู้ทั้ง ๖ ประการ เหล่านี้จะรวมกันเป็น “สัมปยุตตธรรม” คือ หลักธรรมทั้งหลายที่มารวมกัน จนสามารถสรุปได้หนึ่งเดียว และกลายเป็นหลักธรรมเดียวกัน เรียกว่า “ธรรมเอก” (เช่น “ธรรมทั้งหลายทั้งปวง เป็นอนัตตา” ซึ่งเป็นข้อสรุปสังขตธรรมตามกฎไตรลักษณ์ในข้อที่ ๓ คือ อนัตตตา หรือ อนัตตลักษณะ) ที่จะนำมาใช้เป็นทฤษฎีในการพิจารณาสภาวธรรม เหตุการณ์ สภาวการณ์ หรือปรากฏการณ์ ที่เกิดขึ้นในธรรมชาติ หรือสิ่งที่ปรากฏอยู่รอบตัวเราตลอดขณะเวลา “ปัญญาภูมิ” (วิปัสสนาญาณ) ทำให้เกิดปัญญา คือ ความรู้แจ้งแทงตลอด ความรู้จริงเห็นจริง เห็นทั้งสภาวะที่เป็นสมบัติ (กุศลธรรม) และวิบัติ (อกุศลธรรม) จนเกิดความเข้าใจถึงสภาวะแห่งธรรมที่เป็นกลางได้เพราะละ “อุปาทาน” ได้ คือ “อัพยากฤตธรรม” (อัพยากตธรรม) คำว่า “อัพยากฤต” คือ “ภวังคจิต” หมายถึง “มโน” ที่เป็นอายตนะที่ ๖ อันเป็นวิบาก ซึ่งเป็นจิตตามสภาพ หรือตามปกติของมัน ยังไม่ขึ้นสู่วิถีรับรู้อารมณ์ คือ ยังไม่เป็น “มโนวิญญาณ” คือ ยังเป็นสภาพที่เป็นกลาง เรียกว่า “จิตประภัสสร” สภาพที่เป็นกลางดังกล่าวนี้ ทำให้ละจากความตระหนี่ขี้เหนียว คือ “มัจฉริยะ” (ข้อ ๘ ในอุปกิเลส ๑๖) อันมีสมุฏฐานมาจาก “อกุศลมูล ๓” ได้แก่ โลภะ (ความอยากได้ ซึ่งแก้ด้วย “จาคะ” คือ อโลภะ) โทสะ (ความคิดประทุษร้าย ซึ่งแก้ด้วย “เมตตา” คือ อโทสะ) โมหะ (ความหลง ซึ่งแก้ด้วย “ปัญญา” คือ อโมหะ) ธรรมที่เป็นฝ่ายตรงกันข้ามหรือเป็นปรปักษ์กับ “อกุศลมูล ๓” คือ “กุศลมูล ๓” ได้แก่ อโลภะ อโทสะ อโมหะ การเจริญธรรมวิปัสสนาภาวนานั้น เพื่อให้เกิดความตรัสรู้ธรรมในสภาวธรรมที่เกิดขึ้นจริง ด้วย “ญาณทัสสนวิสุทธิ” (ข้อ ๗ ในวิสุทธิ ๗) คือ ความหมดจดแห่งปัญญาหยั่งรู้ที่รู้แจ้งเห็นจริง ตามสภาวธรรมที่เกิดขึ้นด้วยเหตุปัจจัยแห่งองค์ธรรมทั้งหลาย สภาวธรรมนั้นจึงมีขึ้น เรียกว่า “ตถตา” (“ยถาภูตธรรม” คือ สรรพสิ่งทั้งหลายทั้งปวงที่ปรากฏขึ้นตามความเป็นจริงแห่งเหตุปัจจัยร่วมกัน ดังกฎที่ว่า “สภาวธรรมนี้เกิดขึ้น สภาวธรรมนั้นจึงเกิดขึ้น”) ซึ่งหมายถึง “ปฏิจจสมุปบาท ๑๒” นั่นเอง กฎปฏิจจสมุปบาทเป็น “กฎธรรมชาติ” ที่นำมาใช้ในการอธิบายความจริงโดยปรมัตถ์ ความจริงสูงสุด เรียกว่า “ปรมัตถสัจจะ” (Absolute Truths) ไม่ใช่ความจริงโดยสมมุติที่มนุษย์กำหนดชื่อเอาเอง ที่เรียกว่า “สมมุติสัจจะ” (สมมุติบัญญัติ) ดังนั้น ธรรมชาติของ “กฎปฏิจจสมุปบาท” จึงเป็นการอธิบายสภาวธรรมที่เกิดความเปลี่ยนแปลงต่อเนื่องด้วยกาล ๓ คือ อดีต ปัจจุบัน อนาคต ด้วยความสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นระหว่าง “เหตุ” กับ “ผล” ความรู้ที่เกิดระหว่างพิจารณา (มนสิการ) ระหว่าง “เหตุ” กับ “ผล” นั้น คือ “ญาณ” ซึ่งเป็นปัญญาหยั่งรู้ที่เป็น “อัพยากตจิต” (จิตประภัสสร) คือ จิตดั้งเดิม ซึ่งเป็นสมาธิในระดับระหว่าง “อุปจารสมาธิ” กับ “อัปปนาสมาธิ” ระดับที่ “ญาณทัสสนะ” วิวัฒน์เปลี่ยนแปลงจิตตนเองไปสู่ความบริสุทธิ์หมดจด เรียกว่า “ญาณทัสสนวิสุทธิ” นั้น ทำให้เกิดปัญญาขึ้นจากการเจริญ “วิปัสสนาญาณ” ด้วยองค์ความรู้แห่ง “วิปัสสนาภูมิ ๖” ที่เป็นกระบวนการที่เรียกว่า “ญาณสัมปยุตต์” คือ การได้เห็นธรรมทั้งหลายในอาณาจักรธรรมที่มารวมกันอย่างมีนัยสัมพันธ์ซึ่งกันและกันอย่างเป็นระบบระเบียบด้วยเหตุผล เรียกว่า “ธรรมจักร” ความรู้แจ้งเห็นจริง คือ ปัญญาที่เกิดขึ้นในขณะนั้น เรียกว่า “ดวงตาเห็นธรรม” (ธรรมจักษุ) คือ ความรู้ความเห็นจริงในสภาวธรรมที่เป็นจริง ซึ่งเป็นความจริงตามธรรมชาติ ที่มนุษย์ไม่สามารถเข้าปรุงแต่งได้ เป็นความจริงที่เหนือวิสัยแห่งโลกหรือ “โลกียวิสัย” เป็นความรู้แจ้งที่เรียกว่า “โลกกุตตรสัมมาทิฏฐิ” ซึ่งเป็นความจริงโดยปรมัตถ์ คือ “ปรมัตถสัจจะ” คือ อยู่เหนือจาก “โลกียสัมมาทิฏฐิ” คือ ความรู้ที่อยู่นอกวิปัสสนาภูมิ ไม่ได้เกิดในสภาวะที่จิตได้พัฒนาไปสู่สัมมาสติและสัมมาสมาธิ ตามแนวทางปฏิบัติแบบสายกลาง “มัชฌิมาปฏิปทา” (มรรคมีองค์ ๘) ดังพระพุทธองค์ได้ตรัสไว้ดีแล้ว

ผู้ที่ได้พัฒนาตนเองให้ถึงพร้อมด้วย “วิปัสสนาภูมิ ๖” ซึ่งอาจเรียกว่า “ภาวิตัตต์” คือ “อัตตสัมปทา” (ข้อ ๔ ในบุพนิมิตแห่งมรรค ๗) หมายถึง ความถึงพร้อมด้วยตนที่ฝึกดีแล้ว การทำตนให้ถึงพร้อมด้วยคุณสมบัติของผู้ที่พัฒนาแล้วโดยสมบูรณ์ ทั้งด้านกาย ศีล จิต และปัญญา นั่นหมายความว่า สามารถเจริญสมาธิภาวนาได้เกือบทุกขณะจิต คือ เกิดการเรียนรู้อยู่ตลอดเวลาใน “ไตรสิกขา” (ศีล สมาธิ ปัญญา) ด้วยฐานจิตที่มีสติสัมปชัญญะ คือ “สติปัฏฐาน ๔” การพิจารณาสภาวธรรมในการดำรงชีวิต คือ การประกอบธุรกิจ ย่อมมีความได้เปรียบเหนือจิตของผู้อื่นที่เต็มด้วย “อกุศลมูล ๓” อย่างแน่นอน ด้วยความรู้ความสามารถที่เกิดจาก “สามัคคีธรรม” จากการปฏิบัติธรรมที่สะสมกันมา การดำรงอยู่ได้ของธุรกรรมทั้งหลายนั้น เปรียบเสมือนความตั้งอยู่อย่างมั่นคงของครอบครัว องค์ประกอบภายในองค์กรหรือครอบครัวนั้น ที่ผสมผสานกันอย่างกลมกลืนและสร้างสรรค์ที่เอื้อประโยชน์ซึ่งกันและกัน ดังหลักธรรม “สมชีวิธรรม ๔” (ธรรมเพื่อชีวิตครอบครัว) หมายถึง หลักธรรมของคู่ชีวิต ธรรมที่จะทำให้คู่สมรสมีชีวิตสมหรือ
สม่ำเสมอกลมกลืนกัน อยู่ครองกันยืดยาว ได้แก่

(๑) สมสัทธา คือ มีศรัทธาสมกัน
(๒) สมสีลา คือ มีศีลสมกัน
(๓) สมจาคา คือ มีจาคะสมกัน
(๔) สมปัญญา คือ มีปัญญาสมกัน

นอกจากนี้ ต้องคำนึงถึงหลักธรรมประกอบอีกอย่าง คือ “กัลยาณมิตรธรรม ๗” หมายถึง องค์คุณของกัลยาณมิตร คุณสมบัติของมิตรดีหรือมิตรแท้ คือ ท่านที่คบหรือเข้าหาแล้วจะเป็นเหตุให้เกิดความดีงามและความเจริญ ในที่นี้มุ่งเอามิตรประเภทครูหรือพี่เลี้ยงเป็นสำคัญ ได้แก่

(๑) ปิโย คือ น่ารัก ในฐานเป็นที่สบายใจและสนิทสนม ชวนให้อยากเข้าไปปรึกษาไต่ถาม
(๒) ครุ คือ น่าเคารพ ในฐานประพฤติสมควรแก่ฐานะ ให้เกิดความรู้สึกอบอุ่นใจ เป็นที่พึ่งได้ และปลอดภัย
(๓) ภาวนีโย คือ น่าเจริญใจ หรือน่ายกย่อง ในฐานทรงคุณคือความรู้และภูมิปัญญาแท้จริง ทั้งเป็นผู้ฝึกอบรมและปรับปรุงตนอยู่เสมอ ควรเอาอย่าง ทำให้ระลึกและเอ่ยอ้างด้วยซาบซึ้งภูมิใจ
(๔) วตฺตา จ คือ รู้จักพูดให้ได้ผล รู้จักชี้แจงให้เข้าใจ รู้ว่าเมื่อไรควรพูดอะไรอย่างไร คอยให้คำแนะ นำว่ากล่าวตักเตือน เป็นที่ปรึกษาที่ดี
(๕) วจนกฺขโม คือ อดทนต่อถ้อยคำ คือ พร้อมที่จะรับฟังคำปรึกษา ซักถาม คำเสนอ และวิพากษ์ วิจารณ์ อดทนฟังได้ไม่เบื่อ ไม่ฉุนเฉียว
(๖) คมฺภีรญฺจ กถํ กตฺตา คือ แถลงเรื่องล้ำลึกได้ สามารถอธิบายเรื่องยุ่งยากซับซ้อนให้เข้าใจ และให้เรียนรู้เรื่องราวที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้นไป
(๗) โน จฏฺฐาเน นิโยชเย คือ ไม่ชักนำในอฐาน คือ ไม่แนะนำในเรื่องเหลวไหล หรือชักจูงไปในทางเสื่อมเสีย

ข้อคิดตามหลักธรรมดังกล่าวข้างต้นนี้ ทำให้เราเกิดสติที่จะรักษาความสัมพันธ์ภายในกลุ่มให้มั่นคงและยั่งยืนในการประกอบอาชีพและการดำรงชีวิตอยู่อย่างมีคุณภาพ ซึ่งถือเป็น “ทุนทางปัญญา” ที่เสมอหรือเหนือบุคคลอื่นได้อย่างมีคุณธรรมและจริยธรรม เพราะฉะนั้น หลักธรรมทั้งสอง คือ “สมชีวิธรรม ๔” กับ “กัลยาณมิตรธรรม ๗” รวมกับ “วิปัสสนาภูมิ ๖” กลายเป็น “๓ ขุมปัญญา” รวมกันโดยธรรม ย่อมทำให้บุคคลที่เป็น “ภาวิตัตต์” นั้น เป็นผู้มีอำนาจพยากรณ์ คาดคะเน เกี่ยวกับ “เหตุและผล” ที่เป็นปัจจัยทำให้เกิดดับของสภาวธรรมได้อย่างมีประสิทธิภาพ และทำให้กระบวนการตัดสินใจมีความถูกต้องและแม่นยำ ที่จะแสดงพฤติกรรมต่างๆ ออกมาอย่างเหมาะสมหรือถูกกาลเทศะ มีความงดงามที่น่าคบหาสมาคมต่อไป ไม่น่าอับอายต่อผู้พบเห็นในสมาคมนั้น

ความคิดไม่ถึงซึ่งกลายเป็นความผิดพลาดแห่งวิบัติ อาจเกิดจาก “ความประมาท” (ปมาทะ) คือ ความรู้ไม่เท่าทันกิเลส หรือ “ตัณหา–อวิชชา” คือ ความอยากได้กับความไม่รู้จริง ที่ปิดบังปัญญา ด้วยการเจริญปัญญาอันประกอบด้วย “มิจฉาทิฏฐิ” (“ทิฏฐิ” ข้อ ๕ ในกิเลส ๑๐) คือ ความเห็นผิด และ “มิจฉาสังกัปปะ” คือ ความคิดผิดๆ อันประกอบด้วยอกุศลมูลทั้งหลาย ทำให้เกิดสภาวะที่เรียกว่า “เสียธรรม” เพราะตนเองปรุงแต่งตามกฎเกณฑ์แห่งมิจฉาทิฏฐิและมิจฉาสังกัปปะ ว่านั่นเป็นสิ่งที่ถูกต้องดีแล้วที่ได้ปฏิบัติต่อบุคคลอื่น แต่ในความจริงเป็น “กรรม” ที่เจตนาหรือจงใจกระทำขึ้นที่พร่องไปจาก “พรหมวิหาร ๔” ที่มีต่อบุคคลผู้มีอุปการคุณต่อตน รวมทั้งองค์กรส่วนรวม ทางโลกธุรกิจเรียกสภาวะดังกล่าวนี้ว่า “การก้าวสู่ภาวะสมองไหล” ที่ผู้บริหารระดับสูงขาดปัญญาคิดไม่เท่าทันความวิบัติที่เกิดขึ้นกับองค์กรแล้ว ถ้าบุคคลทั่วไป ก็เรียกว่า “เสียโอกาส” มือเท้าที่จะสนับสนุนให้ตนได้ก้าวหน้ายิ่งขึ้นไป นั่นคือ “ทุนทางปัญญา” บกพร่องไปอย่างคาดไม่ถึง เพราะความโง่ของตน ธุรกิจในปัจจุบันแข่งขันกันด้วยปัญญา การประเมินค่าของคู่ค้าหรือคู่แข่งทางการค้านั้น ตัดสินกันที่ “ทุนทางปัญญา” ซึ่งอยู่เหนือทุนทางด้านทรัพย์สิน ส่วนใหญ่ผู้บริหารมืออ่อนหรือมือสมัครเล่น จะประเมินตนเองอยู่ที่ตัวเลขที่สร้างผลกำไรและทรัพย์สิน คือ ผลสำเร็จของพวกตน ทำให้มองข้าม “ทรัพย์สินทางปัญญา” ที่มีความสามารถงอกเงยสร้างมูลค่าเป็นตัวเลขทรัพย์สินที่ประเมินค่าได้ยาก คุณค่าของทรัพยากรมนุษย์ที่มีคุณภาพจึงเป็นดัชนีบ่งชี้ถึงความอยู่รอดขององค์กรสมัยใหม่ เพราะสามารถสร้าง “นวัตกรรมทางความคิดเชิงธุรกิจ” ได้อย่างไม่สิ้นสุด และยังเป็น “กลุ่มปัญญา” ที่วิวัฒน์ตัวเองไปสู่การริเริ่มสิ่งใหม่อย่างสร้างสรรค์ ที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจและการเงินที่คาดไม่ถึง กระบวนการที่เกิดความเปลี่ยนแปลงดังกล่าวนี้ คือ “การพัฒนาปัญญา” หรือ “การเจริญวิปัสสนาภาวนา” นั่นเอง

อย่างไรก็ตาม เป็นเรื่องที่น่าเสียดาย ในปัจจุบันที่คนไทยส่วนใหญ่ยังมองข้ามความสำคัญของ “การเจริญวิปัสสนาภาวนา” ไป กลับไปสนใจเรื่อง “การพัฒนาปัญญา” ด้วยการศึกษาในสถาบันการศึกษาในระดับบัณฑิตศึกษามากยิ่งขึ้น ซึ่งในขณะเดียวกัน สถาบันการศึกษาส่วนใหญ่ก็ไม่สามารถให้คำตอบที่สนองความต้องการของผู้เข้าไปศึกษาอย่างเต็มที่ ได้แค่เพียง “กระดาษแผ่นเดียว” (ปริญญาบัตร) ว่าได้เป็น “แค่นั้น–แค่นี้” คือ ยังเป็นความรู้ความสามารถที่ยังไม่สุดรอบอย่างแท้จริง แต่ในทางตรงข้ามนั้น “การเจริญวิปัสสนาภาวนา” สร้างต่อยอดองค์ความรู้จนครบบริบูรณ์–สมบูรณ์ได้ หมายความว่า ถ้าได้ปฏิบัติจนบรรลุความสำเร็จแล้ว “ไม่เสียชาติเกิด” ไม่ต้องตายแบบงงๆ เหมือนคนทั่วไป คือ “การเกิด–การตาย ตามหน้าที่” ตามสถานะสัตว์โลกทั่วไป คติธรรมอย่างหนึ่งที่พึงพิจารณา คือ “คนซวย มักจะเจอกับคนซวย ด้วยกัน” (กรรมเป็นเครื่องชี้แดนเกิด) ถึงขั้นที่ว่า จะค้นหาอาจารย์วิปัสสนาดี ยังไปเจออาจารย์วิปัสสนาปลอม ชักพาเข้าป่าเข้าดงแบบไม่รู้เรื่อง ก็มีมากมายเช่นกัน เพราะกรรมข้อนี้เกิดจาก “จริต” ตามแต่บุคคลที่ชักนำไปตามที่ตนชอบตามอุปนิสัยพื้นเพสันดานของตนที่มีอยู่

ข้อที่ควรสังเกต คือ “ปัญญา” ของเรามีการพัฒนาไปเรื่อยๆ สมองของเราทำหน้าเก็บรวบรวมเป็นความจำ (สัญญา) ซึ่งเป็นข้อมูลดิบที่นำมาสร้างความคิดใหม่ให้เกิดขึ้น (สังขาร) ซึ่งเกิดจากการผสมผสานกับความรู้สึกที่ผ่านระบบประสาท (เวทนา) ส่วนกระบวนการสร้างความคิดด้วยเจตนานั้น คือ “วิญญาณ” ทำหน้าปรุงแต่งความคิด คือ “สังขาร” ที่เราเรียกว่า “สังขารธรรม” (สังขตธรรม) คือ สภาวธรรมที่เกิดจากเหตุปัจจัยปรุงแต่งขึ้น ด้วย “วิญญาณ” (จิต ๘๙ กับ สติสัมปชัญญะ) โดยอาศัยความรู้สึก (เวทนา) กับข้อมูลดิบด้านประสบการณ์ที่สะสมมา (สัญญา) โดยผ่านระบบสัมผัสทางประสาท (ผัสสะ) ระหว่างระบบอวัยวะร่างกาย (อายตนะภายใน ๖) กับสิ่งภายนอกร่างกายของเรา (อายตนะภายนอก ๖) ซึ่งทั้งหมดอาศัย “ร่างกาย” (รูป) ที่ประกอบด้วย “ธาตุ ๔” (มหาภูตรูป ๔) ได้แก่ ดิน น้ำ ลม ไฟ เมื่อเราพิจารณามนสิการด้วยสติปัญญาอย่างแท้จริงในระบบ “ขันธ์ ๕” (รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ) ของตัวเราเราเองแล้ว “ความรู้” ที่เกิดจากการเจริญวิปัสสนาภาวนานี้ ทำให้อุปมาถึง “ภาวะเช่นเดียวกัน” ย่อมเกิดขึ้นในตัวบุคคลอื่นเช่นกัน เวลาติดต่อธุรกิจย่อมมองเห็น “ความเหมือน–ความต่าง” ระหว่างเรากับเขาได้อย่างถ่องแท้ “สิ่งที่เกิดทำให้เกิดไม่ยาก แต่เมื่อเกิดแล้วเรื่องรักษาสิ่งนั้นให้ยั่งยืน ย่อมเป็นเรื่องยากนัก” ดังนั้น เมื่อได้คบคนดีเป็นกัลยาณมิตรแล้ว เรามีวิธีอย่างไรที่จะรักษากัลยาณมิตรนั้น ให้คู่บารมีอยู่กับให้นานที่สุด ข้อนี้เป็นเรื่องที่ต้องพิสูจน์ฝีมือผู้เจริญในธรรมทั้งหลาย มีแนวทางปฏิบัติอย่างไรอันเกื้อหนุนด้วยแนวทางปฏิบัติทางสายกลาง “มัชฌิมาปฏิปทา” แห่งมรรคมีองค์ ๘ ดั่งอริยบุคคลพึงปฏิบัติ ฉะนั้น นักธุรกิจที่เจริญธรรมจึงไม่ควรมองข้าม “สามัคคีธรรม” แห่งธรรมทั้งหลายที่รวมกันที่เอื้อต่อการสร้างความดีในการค้ำจุนกันและกัน คือ “เมตตา” ค้ำจุนโลก ในการสร้างมิตรมากกว่าสร้างศัตรู และความเข้าใจในตนเองเป็นอย่างดี ย่อมเกิดความเข้าใจในคนอื่นได้ดีเช่นเดียว เพื่อไม่ให้เสียโอกาสดีที่จะเกิดขึ้นในชีวิต

หลักปฏิบัติในการทำธุรกิจ น่าจะสรุปหลักธรรมได้ ดังนี้

(๑) สร้างกัลยาณมิตร ไม่สร้างศัตรู
(๒) ไม่สร้างกัลยาณมิตร ไม่สร้างศัตรู
(๓) ไม่สร้างกัลยาณมิตร สร้างศัตรู

ดังนั้น ข้อที่ ๑ เป็นข้อเลือกที่ดีที่สุด พึงเลือกไปปฏิบัติ



[Last Modified: October 19, 2012]

[Last Modified: October 14, 2015]

   

 

 

 

 

 

Visitor Number:
5133215