๑๐. อนัตตลักษณะที่ปรากฏจริงทุกขณะจิต

      The Selfless Characteristics Occurring All the Time

ขอน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น
 In Honor of the Blessed One of the Fully Enlightened One

By Nithee Siripat – Siripat.com and Academiae Network. 2012

Your Reading Number:  1285  

สัพเพเหระกับผู้เขียน ๒๕๕๕

 

    File Download of Reading References

 
Dictionary of Numerical Dhammas — พจนานุกรมพุทธศาสน์ หมวดธรรม
  Dictionary of Buddhist Terms — พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์

 

บทความที่ ๑๐ ประจำปี ๒๕๕๕ – อนัตตลักษณะที่ปรากฏจริงทุกขณะจิต

 
 

แนวคิดความเข้าใจสำหรับใช้กำหนดพิจารณาในการเจริญกรรมฐานเกี่ยวกับ “อนัตตลักษณะ” เรียกว่า “อนตฺตสญฺญา” (ข้อ ๒ ในสัญญา ๑๐) คือ กำหนดหมายความเป็นอนัตตาแห่งธรรมทั้งปวง ความหมายของคำว่า “อนัตตลักษณะ” หมายถึง ลักษณะที่ให้เห็นว่าเป็นของมิใช่ตัวตน ได้แก่ (๑) เป็นของสูญ คือ ว่างเปล่าจากความเป็นสัตว์ บุคคล ตัวตน เรา เขา หรือการสมมติเป็นต่างๆ ในแง่ “สังขตธรรม” คือ “สังขาร” (ข้อ ๒ ในปฏิจจสมุปบาท ๑๒) ก็เป็นเพียงการประชุมข้าวขององค์ประกอบที่เป็นส่วนย่อยๆ ทั้งหลาย (๒) เป็นสภาพหาเจ้าของไม่ได้ ไม่เป็นของใครจริง (๓) ไม่อยู่ในอำนาจ ไม่เป็นไปตามความปรารถนา ไม่ขึ้นต่อการบังคับบัญชาของใครๆ (๔) เป็นสภาวธรรมที่ดำรงอยู่หรือเป็นไปตามธรรมดาของมัน ในแง่ “สังขตธรรม” คือ “สังขาร” ก็เป็นไปตามเหตุปัจจัยขึ้นต่อเหตุปัจจัย ไม่มีอยู่โดยลำพังตัวเอง แต่เป็นไปโดยสัมพันธ์ อิงอาศัยกันอยู่กับสิ่งอื่นๆ และ (๕) โดยสภาวะของมันเองก็แย้งหรือค้านต่อ “ความเป็นอัตตา” (ตัวตน) มีแต่ภาวะที่ตรงข้ามกับ “ความเป็นอัตตา” ในขณะดำรงชีวิตประจำวันอยู่ เราก็ควรแสดงแนวคิดความเข้าใจเกี่ยวกับ “อนัตตสัญญา” ในการพิจารณาสภาวธรรมทั้งในและนอกวิปัสสนาภูมิ ซึ่งจะทำให้เราพิจาณาเห็นความจริงโดยปรมัตถ์ เรียกว่า “ปรมัตถสัจจะ” นั่นคือ กระบวนการของ “สังขตลักษณะ” คือ สิ่งที่ปัจจัยปรุงแต่งขึ้นตามหลัก “อิทัปปัจจยตา” หรือ “ปฏิจจสมุปบาท ๑๒” โดยมีลักษณะ ๓ ประการ เกิดร่วมกัน ได้แก่ (๑) ความเกิดขึ้น ปรากฏ (๒) ความดับสลาย ปรากฏ (๓) เมื่อตั้งอยู่ ความแปรปรากฏ ทั้งสามลักษณะเหล่านี้ กลายเป็นสมุฏฐานของ “อนัตตลักษณะ” ดังนั้น ในการพิจารณาปรากฏการณ์ สภาวการณ์ เหตุการณ์ หรือสภาวธรรมที่ปรากฏอยู่รอบตัวเรา จึงควรพิจารณาตามแนวความเข้าใจแห่ง “อนัตตลักษณะ” เสมอ ว่าแนวคิดความเข้าใจนี้เกิดอยู่เบื้องหลังสรรพสิ่งทั้งหลายทั้งปวง คือ “ยถาภูตธรรม” ด้วยเหตุนี้ ความสอดคล้องกันระหว่าง “อนัตตลักษณะ” กับ “สังขตลักษณะ” จึงต้องกลมกลืนกันในการอธิบายสภาวธรรมที่เกิดขึ้นทั้งรูปธรรม (รูป) และนามธรรม (จิต เจตสิก นิพพาน) ของการปรากฏขึ้นแห่ง “ปรมัตถธรรม ๔” คือ สิ่งที่เป็นจริงโดยความหมายสูงสุด ได้แก่

(๑) จิต คือ สภาพที่คิด ภาวะที่รู้แจ้งอารมณ์
(๒) เจตสิก คือ สภาวะที่ประกอบกับจิต คุณสมบัติและอาการของจิต
(๓) รูป คือ สภาวะที่เป็นร่าง พร้อมทั้งคุณและอาการ
(๔) นิพพาน คือ สภาวะที่สิ้นกิเลสและทุกข์ทั้งปวง สภาวะที่ปราศจากตัณหา

การมองเห็นอย่างรู้แจ้งเห็นจริงในสรรพสิ่งทั้งหลาย คือ เรื่องเกี่ยวกับ “ปรมัตถธรรม ๔” ซึ่งไม่ใช่การสร้างภาวะความเบื่อหน่ายต่อสรรพสิ่งทั้งหลาย (ยถาภูตธรรม) ที่อยู่รอบตัว แต่เป็นกระบวนการที่จะพยายามให้หลุดพ้นจากสรรพสิ่งทั้งหลายที่เป็น “สังขตธรรม” (สมมุติสัจจะ) ด้วยการเข้าใจในลักษณะ “ยถาภูตธรรม” (ปรมัตถสัจจะ) ในเวลาเดียวกัน องค์ความรู้ดังกล่าวนี้ คือ “อนัตตสัญญา” ที่เป็นความทรงจำ (สัญญา) ที่จะกลายเป็น “วิปัสสนาญาณ” ส่วนหนึ่งใน “วิปัสสนาภูมิ ๖” ด้วยการเจริญสมาธิแบบ “อนัตตานุปัสสนา” หรือ “สุญญตวิโมกข์” (ข้อ ๑ ในวิโมกข์ ๓) คือ หลุดพ้นด้วยเห็น “ความว่าง” ทำให้หมดความยึดมั่น (อุปาทาน) ได้แก่ ความหลุดพ้นที่เกิดจากปัญญาพิจารณาเห็นนามรูป โดย “ความเป็นอนัตตา” (อนัตตตา) หรือในอีกแง่หนึ่ง ด้วยการเจริญสมาธิแบบ “สุญญตสมาธิ” คือ สมาธิอันพิจารณาเห็น “ความว่าง” ได้แก่ วิปัสสนาที่ให้ถึงความหลุดพ้นด้วยกำหนด “อนัตตลักษณะ” ผู้ที่เจริญวิปัสสนาภาวนาจนเกิดความคล่องแคล่วชำนาญการแล้ว เรียกว่า “วสี” นั้น สามารถที่เจริญสมาธิได้ตลอดเวลาในระหว่างดำเนินชีวิตตามปกติ เช่น ผู้ที่ได้เป็นอริยบุคคลแล้ว หมายความว่า ระบบสมองทำงาน ๒ อย่าง ควบกันตลอดเวลา คือ (๑) สมาธิแบบโลกียะ เรียกว่า “จินตามยปัญญา” และ “สุตมยปัญญา” กับ (๒) สมาธิแบบโลกุตตระ เรียกว่า “ภาวนามยปัญญา” ถ้าพูดในแง่ศาสตร์ทางจิตวิทยา คือ สมองทำงานเต็ม ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ หมายถึง สมองมีความเป็นอัจฉริยะสมบูรณ์แบบ สภาวะทางสมองดังกล่าวนี้ ไม่สามารถฝึกฝนทักษะได้ในมหาวิทยาลัยระดับไหนก็ตาม หมายความว่า บุคคลนั้นต้องฝึกฝนขึ้นมาด้วยตนเองเป็นกรณีพิเศษ โดยมีครอบครัวเป็นฐานสำคัญแห่งความสำเร็จดังกล่าวนี้ เช่น ครอบครัวที่ปฏิบัติธรรมที่ถูกต้องด้วยสัมมาปฏิปทา ไม่ใช่ปฏิบัติตามสมัยนิยม คือ สักแต่ว่าทำๆ กันเท่านั้นเอง ไม่เกิดปัญญา ซึ่งโอกาสจะตรัสรู้ธรรมได้นั้นยากนัก

อย่างไรก็ตาม พระพุทธองค์ไม่ทรงสอนให้เราเบื่อหน่ายโลก แต่ให้ใช้โลกเป็นสะพานข้ามไปสู่การตรัสรู้ธรรมให้ได้ คือ ใช้ชีวิตจริงเป็นตัวอย่างเพื่อให้เห็น “ทุกข์” และกำจัดเหตุแห่งทุกข์นั้น คือ “สมุทัย” ให้หมดไป ด้วย “อริยมรรค” จนพ้นทุกข์ คือ “นิโรธ” ทั้งหมดนี้ เกิดขึ้นในวิปัสสนาภูมิ ที่ผ่านการฝึก “สัมมาสติ” (“อุปัฏฐาน” คือ สติแก่กล้า สติชัด) และ “สัมมาสมาธิ” (“อุเบกขา” คือ ความมีจิตเป็นกลาง) มาถูกวิธีด้วยความวิริยะโดยชอบ คือ “สัมมาวายามะ” ดังนั้น ผู้ที่ขาดความพยายาม (“ปัคคาหะ” คือ ความเพียรที่พอดี) ยอมประสบความสำเร็จยาก แต่ต้องเริ่มมาจาก “ฉันทะ” คือ ปรารถนาจะปฏิบัติให้บรรลุผล จนเกิดความพอใจติดใจ คือ “นิกันติ” กล่าวโดยสรุป ผู้ที่จะประสบความสำเร็จในการปฏิบัติธรรมต้องเริ่มด้วยหลักธรรม “อิทธิบาท ๔” หมายถึง คุณเครื่องให้ถึงความสำเร็จ คุณธรรมที่นำไปสู่ความสำเร็จแห่งผลที่มุ่งหมาย ได้แก่

(๑) ฉันทะ คือ ความพอใจ ความต้องการที่จะทำ ใฝ่ใจรักจะทำสิ่งนั้นอยู่เสมอ และปรารถนาจะทำให้ได้ผลดียิ่งๆ ขึ้นไป
(๒) วิริยะ คือ ความเพียร ขยันหมั่นประกอบสิ่งนั้นด้วยความพยายาม เข้มแข็ง อดทน เอาธุระไม่ท้อถอย
(๓) จิตตะ คือ ความคิดมุ่งไป ตั้งจิตรับรู้ในสิ่งที่ทำและทำสิ่งนั้นด้วยความคิด เอาจิตฝักใฝ่ไม่ปล่อยใจให้ฟุ้งซ่านเลื่อนลอยไป อุทิศตัวอุทิศใจให้แก่สิ่งที่ทำ
(๔) วิมังสา คือ ความไตร่ตรอง หรือ ทดลอง หมั่นใช้ปัญญาพิจารณาใคร่ครวญตรวจตราหาเหตุผลและตรวจสอบข้อยิ่งหย่อนในสิ่งที่ทำนั้น มีการวางแผน วัดผล คิดค้นวิธีแก้ไขปรับปรุง เป็นต้น

องค์ประกอบแห่งความสำเร็จทั้ง ๔ ประการ นี้ ให้พิจาณาน้อมใส่จิตใจตนเองอยู่เนืองๆ อย่าได้ขาด โดยคิดเป็นลำดับขั้น เช่น “ฉันทะ–วิริยะ–จิตตะ–วิมังสา” กำหนดแนวทางความเข้าใจว่า ความสำเร็จที่จะบรรลุธรรมหรือตรัสรู้ธรรมได้นั้น มีลำดับขั้นที่ต้องถือปฏิบัติด้วยสัมมาปฏิปทา คือ “ฉันทะ–วิริยะ–จิตตะ–วิมังสา” การน้อมนำพิจารณาคุณธรรมทั้ง ๔ ประการ อยู่เนืองๆ ดังกล่าวนี้ ให้นำมาปฏิบัติจริง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คุณธรรมแห่ง “อิทธิบาท ๔” คือ ข้อ ๓ “จิตตะ” และข้อ ๔ “วิมังสา” ในความหมายที่ลึกยิ่งขึ้น หมายถึง “โยนิโสมนสิการ” นั่นคือ “จิต” ที่เป็น “สัมมาสติ” และ “สัมมาสมาธิ” รวมกับ “ปัญญา” ที่เป็น “สัมมาทิฏฐิ” และ “สัมมาสังกัปปะ” สิ่งเหล่านี้จะสัมฤทธิ์ผลได้ต้องไม่ขาด “วิริยะ” ที่เป็น “สัมมาวายามะ” ด้วย โดยมีความรับผิดชอบในการกระทำ คือ “ฉันทะ” (นิกันติ) อยู่ด้วยในเบื้องต้น ดังนั้น การจะพิจารณาเห็น “อนัตตสัญญา” (ความจำที่เป็นข้อมูลและหลักเกณฑ์ ซึ่งได้เรียนรู้มาก่อน หรือเกิดขึ้นในระหว่างวิปัสสนาที่เป็นข้อสรุปหรือทฤษฎี ซึ่งเกิดจาก “วิปัสสนาภูมิ”) ได้นั้น จึงจะเกิดขึ้นได้อย่างสมบูรณ์ ในการพิจารณาสภาวธรรมแห่งสรรพสิ่งทั้งหลาย อันประกอบด้วย “สังขตลักษณะ” กับ “อนัตตลักษณะ” รวมกันอยู่ของสภาวธรรมนั้นๆ คำว่า “สภาวธรรม” นั้น หมายถึง ความคิดที่ปรุงแต่งขึ้นด้วยเหตุปัจจัยที่มีสมุฏฐานมาจาก “กิเลส” หรือ “ตัณหา” (ข้อ ๘ ในปฏิจจสมุปบาท ๑๒) ซึ่งมีมูลการณ์มาจาก “อวิชชา” (ข้อ ๑ ในปฏิจจสมุปบาท ๑๒) เพราะฉะนั้น คำว่า “สภาวธรรม” คือ “สังขาร” (ข้อ ๒ ในปฏิจจสมุปบาท ๑๒) ที่จะต้องกำหนดตามพิจารณารู้เห็นตามความเป็นจริงตามสภาวะที่เรียกว่า “ยถาภูตธรรม” ตาม “กฎอิทัปปัจจยตา” (ปฏิจจสมุปบาท) ซึ่งตามเชื่อมโยงและสัมพันธ์กับ “กฎธรรมชาติ” อีกกฎหนึ่ง คือ “ไตรลักษณ์” ที่เรียกว่า “สามัญลักษณะ” ที่ประกอบด้วย (๑) อนิจจลักษณะ (๒) ทุกขลักษณะ และ (๓) อนัตตลักษณะ

ดังนั้น การรวมหลักธรรมให้เป็นธรรมเอกเดียวกันนั้น จึงเป็นเรื่องยากพอสมควร กระบวนการนี้ เรียกว่า “ญาณสัมปยุตต์” คำว่า “ญาณ” หมายถึง ปรีชาหยั่งรู้ คำว่า “สัมปยุตต์” หมายถึง ประกอบอยู่ด้วย พ่วงกันอยู่ พ่วงมาด้วยกัน หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า “สัมปยุตตธรรม” หมายถึง ธรรมที่ประกอบกัน สภาวธรรมที่เกิดร่วมกันหรือพ่วงมาด้วยกัน อันได้แก่ (๑) อริยสัจจ์ ๔ (๒) ปฏิจจสมุปบาท ๑๒ และ (๓) ไตรลักษณ์ ๓ เมื่อพิจารณาอย่างละเอียดประณีตยิ่งขึ้น หลักธรรมทั้ง ๓ ดังกล่าวนั้น ประกอบรวมกันอยู่ใน “วิปัสสนาภูมิ ๖” (ขันธ์ ๕ อายตนะ ๑๒ ธาตุ ๑๘ อินทรีย์ ๒๒ อริสัจจ์ ๔ ปฏิจจสมุปบาท ๑๒) คือ “ปัญญาภูมิ” ที่เป็นทฤษฎีหรือหลักธรรมในการพิจารณาสภาวธรรม นั่นคือ บรรดา “สังขาร” (“ภาพลวงตา” เปรียบเสมือน “หน้าตา–รูปร่าง”) ที่เป็นความคิดที่จิตปรุงแต่งขึ้น ซึ่งในทางตรงกันข้ามกันนั้น “วิปัสสนาภูมิ ๖” จะทำให้เห็นความจริงแห่งปรมัตถ์ คือ “ปรมัตถสัจจะ” (“ภาพที่แท้จริง” เปรียบเสมือน “จิตใจ” ทั้งที่เป็น “กุศลจิต” หรือ “อกุศลจิต” รวมทั้ง “อัพยากตะ” ได้แก่ วิบาก กิริยา รูป และ นิพพาน) เพื่อให้เกิดความเข้าใจในคำว่า “อัพยากตะ” (อัพยากฤต) ยิ่งขึ้น จึงควรทำความเข้าใจในคำทั้ง ๔ ของคำว่า “อัพยากตะ” ได้แก่ คำว่า “วิบาก” คือ ผลของกรรมที่เกิดขึ้นแก่กระแสสืบต่อแห่งชีวิตของผู้ทำกรรมนั้น กลายเป็น “วิปากจิต” ส่วนคำว่า “กิริยา” คือ การกระทำซึ่งเป็นไปด้วยเจตนา (สัญเจตนา) ที่ก่อให้เกิดวิบาก เรียกว่า “กรรม” ส่วนการกระทำซึ่งเป็นไปด้วยเจตนาที่ไม่ก่อวิบาก ไม่เรียกว่า “กรรม” แต่เป็นเพียง “กิริยา” (การกระทำ) กลายเป็น “กิริยาจิต” (จิตที่ไม่ก่อวิบากกรรม เช่น จิตของพระอรหันต์) ส่วนคำว่า “รูป” คือ การประชุมรวมกันของธาตุทั้ง ๔ (มหาภูตรูป ๔) พร้อมด้วยอาการลักษณะ (อุปาทายรูป ๒๔) เรียกว่า “รูปขันธ์” และคำว่า “นิพพาน” คือ ความระงับดับหายหมดไปแห่งความพลุ่งพล่านเร่าร้อนกระวนกระวายปราศจากกิเลส ความสงบ ความสันติ จิตนั้นกลายเป็น “นิพพานจิต”

จากคำอธิบายข้างต้นนั้น จะเห็นได้ว่า “วิปัสสนาภูมิ ๖” คือ หลักปริยัติธรรมที่ทำหน้าที่เป็นหลักเกณฑ์ในการอธิยายสภาวจิต อันประกอบด้วย (๑) จิต ๘๙ ได้แก่ กุศล อกุศล อัพยากตะ กับ (๒) เจตสิก ๕๒ ได้แก่ อาการลักษณะของจิต ๘๙ ทั้ง “จิต” เกิดจาก “วิญญาณ” ที่เรียกว่า “จิตตสังขาร” หรือ “มโนวิญญาณ” หมายถึง ความรู้ที่เกิดขึ้นเพราะธรรมารมณ์เกิดกับใจ ธรรมเกิดกับใจและเกิดความรู้ขึ้น (ข้อ ๖ ในวิญญาณ ๖) และ “เจตสิก” เกิดจากการปรุงแต่งจาก “สัญญา–เวทนา–สังขาร” อย่างไรก็ตาม ในการกำหนดพิจารณาสภาวธรรมในวิปัสสนาภูมินั้น ผู้เจริญวิปัสสนาภาวนากำลังพิจารณาจิตของตนเอง คือ “กำหนดจิตพิจาณาจิต” คือ การใช้สติดูความคิดตนเอง หรือกระบวนการให้ “จิตรู้เห็นจิต” ดังนั้น สภาวธรรมที่กล่าวถึงทั้งหมด คือ “สภาวจิต” (จิตตสังขาร) ฉะนั้น เมื่อกล่าวถึงการพิจารณาร่างกาย คือ “รูป” จึงเป็นการพิจารณาถึง “ความรู้ความเห็น” (ญาณทัสสนะ) ที่เข้าใจถึงการประชุมรวมกันของ “มหาภูตรูป ๔” (ธาตุ ๔) พร้อมด้วยอาการลักษณะที่พ่วงมาด้วยกัน คือ พวกรูปอาศัย เรียกว่า “อุปาทายรูป ๒๔” ไม่ใช่การพิจารณาว่า นี่คือแขน นี่คือปอด นี่คือไส้ เป็นต้น แต่อวัยวะทั้งหมดที่เรียกว่า “อาการ ๓๒” นั้น ให้กำหนดเป็น “ความรู้แจ้ง” (ญาณ) ที่เป็นองค์ธรรม “มหาภูตรูป ๔” กับ “อุปาทายรูป ๒๔” คือ “รูป ๒๘” เป็นค่าที่กำหนดแทนสรรพสิ่งทั้งหลายที่เป็น “รูปธรรม” แห่งสสารทั้งหลาย หรือ “ร่างกาย” แห่งอวัยวะของสิ่งมีชีวิต เพราะฉะนั้น “ความเปลี่ยนแปลง” (วิปริฌาม) อันหมายถึง ความแปรปรวน ความผันแปรเปลี่ยนแปลงเรื่อยไปของ “รูปขันธ์” จึงเป็นกระบวนการทางจิตเท่านั้น ที่พิจารณาสรรพสิ่งทั้งหลายเป็นองค์ธรรมที่เกิดการเปลี่ยนแปลงในอาการลักษณะย่อยของ “มหาภูตรูป ๔” ที่เรียกว่า “อุปาทายรูป ๒๔” เช่น การพิจารณาเพศหญิง ซึ่งเป็น “ภาวรูป” คือ รูปที่เป็นภาวะแห่งเพศ เรียกว่า “อิตถินทรีย์–อิตถัตตะ” (ความเป็นเพศหญิงของสัตว์ทั้งหลาย) ย่อมมองเห็น “ภาวรูป” ที่เป็น “ปุริสินทรีย์–ปุริสัตตะ” (ความเป็นเพศชาย) ไม่ปรากฏ แต่ถ้า “รูปขันธ์” นั้น มี “ภาวรูป” ทั้งสองเกิดขึ้น ย่อมหมายถึง “กะเทย” (บัณเฑาะก์) ข้อสังเกตอย่างหนึ่ง ก็คือ การศึกษาธรรมแห่งพุทธศาสนานั้น หนีไม่พ้นจากท่องจำหลักธรรมที่สำคัญที่เรียกว่า “ปริยัติธรรม” เพราะจะทำให้ง่ายในการทำความเข้าใจในการอธิบายสภาวธรรม เพราะสุดท้าย ผลที่เกิดจาก “ปฏิบัติธรรม” ที่เรียกว่า “ปฏิเวธธรรม” นั้น ก็คือ การหาข้อสรุปความรู้ที่จัดเป็นหมวดหมู่ตามหลัก “ปริยัติธรรม” นั่นเอง เพราะฉะนั้น “ภาคทฤษฎี” กับ “ภาคปฏิบัติ” ต้องเกิดความสอดคล้องกันอย่างถูกต้อง จึงจะแสดงผลออกมา ที่เรียกว่า “ผลลัพธ์” (วิบาก–ผล) คือ “ความตรัสรู้ธรรม” ซึ่งเป็น “ความรู้” และกลายเป็นข้อมูลที่จะได้รับการประมวลผลเป็น “ปัญญา” คือ “ภาวนามยปัญญา” ที่จะย้อนผลกลับไปสู่ปัญญาทางโลกียะให้เกิดการตกผลึกทางปัญญา คือ “ความคิดริเริ่ม” และ “ความคิดสร้างสรรค์” ได้แก่ “จินตามยปัญญา” และ “สุตมยปัญญา” ซึ่งเป็น “สติปัญญา” ที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในชีวิตจริงอีกครั้งหนึ่ง

ผู้ที่มี “ภาวนามยปัญญา” เรียกว่า “อริยบุคคล” ที่อยู่เหนือกว่า “อารยชน” เพราะได้รับการพัฒนาตนเองให้บริสุทธิ์หมดจด (วิสุทธิ ๗) พร้อมด้วย “วิชชา” และ “จรณะ” คือ “ไตรสิกขา” ได้แก่ (๑) อธิสีลสิกขา ได้แก่ สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ (๒) อธิจิตตสิกขา ได้แก่ สัมมาวายามะ สัมมาสติ สัมมาสมาธิ และ (๓) อธิปัญญาสิกขา ได้แก่ สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปปะ ซึ่งจะสมบูรณ์ตามหลักที่พระพุทธองค์ทรงค้นพบ ตามแนวทางปฏิบัติแบบสายกลาง เรียกว่า “มัชฌิมาปฏิปทา” คือ “มรรคมีองค์ ๘” กล่าวโดยสรุป ความเข้าใจเกี่ยวกับ “อนัตตลักษณะ” นั้น มีความลึกซึ้งละเอียดประณีตแตกต่างกันในบุคคลที่สติปัญญาแตกต่างกัน คือ “ภูมิรู้–ภูมิธรรม–ภูมิปัญญา” เพราะชั่วโมงฝึกวิปัสสนากรรมฐานที่สะสมมาแตกต่างกัน ดังนั้น การแค่พูดว่า “ธรรมทั้งหลายทั้งปวง เป็นอนัตตา” ไม่ได้ทำให้บุคคลนั้น สามารถบรรลุธรรมหรือตรัสรู้ธรรมได้ เพราะเรื่องมันยาว แต่อย่าหมดกำลังใจที่จะปฏิบัติธรรมต่อไป



[Last Modified: October 19, 2012]

[Last Modified: October 14, 2015]

   

 

 

 

 

 

Visitor Number:
5133151