๑๑. การสร้างเครือข่ายกัลยาณมิตรแห่งญาติธรรม

      The Creation of the Good–Company Network

ขอน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น
 In Honor of the Blessed One of the Fully Enlightened One

By Nithee Siripat – Siripat.com and Academiae Network. 2012

Your Reading Number:  1714  

สัพเพเหระกับผู้เขียน ๒๕๕๕

 

    File Download of Reading References

 
Dictionary of Numerical Dhammas — พจนานุกรมพุทธศาสน์ หมวดธรรม
  Dictionary of Buddhist Terms — พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์

 

บทความที่ ๑๑ ประจำปี ๒๕๕๕ – การสร้างเครือข่ายกัลยาณมิตรแห่งญาติธรรม


 

ผู้บำเพ็ญเพียรวิปัสสนาภาวนาอาจคิดไม่ถึงเรื่องความสำคัญของหลักธรรมเอก “กัลยาณมิตตตา” ซึ่งหมายถึง ความมีกัลยาณมิตร ได้แก่ (๑) มีผู้แนะนำ สั่งสอน ที่ปรึกษา เพื่อนที่คบหา และบุคคลผู้แวดล้อมที่ดี (๒) ความรู้จักเลือกเสวนาบุคคล หรือเข้าร่วมหมู่กับท่านผู้ทรงคุณทรงปัญญามีความสามารถ ซึ่งจะช่วยแวดล้อม สนับสนุน ชักจูง ชี้ช่องทาง เป็นแบบอย่าง ตลอดจนเป็นเครื่องอุดหนุนเกื้อกูลแก่กัน ให้ดำเนินก้าวหน้าไปด้วยดี ในการศึกษาอบรม การครองชีวิตการประกอบกิจการ และธรรมปฏิบัติ และ (๓) สิ่งแวดล้อมทางสังคมที่ดี นอกจากนี้ หลักธรรมเอก “กัลยาณมิตตตา” ยังจัดเป็นคุณธรรมสำคัญที่บ่งบอกว่าบุคคลดังกล่าวนั้น (๑) ผู้มีธรรมที่เป็นไปเพื่อประโยชน์ในปัจจุบัน หรือหลักธรรมอันอำนวยประโยชน์สุขขั้นต้น เรียกว่า “ทิฏฐธัมมิกัตถสังวัตตนิกธรรม ๔” เรียกสั้นๆ ว่า “ทิฏฐธัมมิกัตถะ” (ข้อ ๓) คือ คบคนดีเป็นมิตร รู้จักกำหนดบุคคลในถิ่นที่อาศัย เลือกเสวนาสำเหนียกศึกษาเยี่ยงอย่างท่านผู้ทรงคุณมีศรัทธา ศีล จาคะ ปัญญา ได้แก่

(๑) อุฏฐานสัมปทา คือ ถึงพร้อมด้วยความหมั่น ขยันหมั่นเพียรในการปฏิบัติหน้าที่การงาน ประกอบอาชีพอันสุจริต มีความชำนาญ รู้จักใช้ปัญญาสอดส่อง ตรวจตรา หาอุบายวิธี สามารถจัดดำเนินการให้ได้ผลดี
(๒) อารักขสัมปทา คือ ถึงพร้อมด้วยการรักษา รู้จักคุ้มครองเก็บรักษาโภคทรัพย์ และผลงานอันตนได้ทำไว้ด้วยความขยันหมั่นเพียร โดยชอบธรรม ด้วยกำลังงานของตน ไม่ให้เป็นอันตรายหรือเสื่อมเสีย
(๓) กัลยาณมิตตตา คือ คบคนดีเป็นมิตร รู้จักกำหนดบุคคลในถิ่นที่อาศัย เลือกเสวนา สำเหนียก ศึกษาเยี่ยงอย่างท่านผู้ทรงคุณมีศรัทธา ศีล จาคะ ปัญญา
(๔) สมชีวิตา คือ มีความเป็นอยู่เหมาะสม รู้จักกำหนดรายได้และรายจ่ายเลี้ยงชีวิตแต่พอดี มิให้ฝืดเคืองหรือฟูมฟาย ให้รายได้เหนือรายจ่าย มีประหยัดเก็บไว้

และรวมทั้ง (๒) ผู้มีธรรมที่เป็นเครื่องหมายบ่งบอกล่วงหน้าว่า “มรรคมีองค์ ๘” อันประเสริฐจะเกิดขึ้นแก่ผู้นั้น ดุจแสงอรุณเป็นบุพนิมิตของการที่ดวงอาทิตย์จะอุทัย เป็นแสงเงินแสงทองของชีวิตที่ดี หรือเป็นรุ่งอรุณของการศึกษา เรียกว่า “บุพนิมิตแห่งมรรค ๗” (ข้อ ๑) คือ ความมีกัลยาณมิตร มีมิตรดี คบหาคนที่เป็นแหล่งแห่งปัญญาและแบบอย่างที่ดี ได้แก่

(๑) กัลยาณมิตตตา คือ ความมีกัลยาณมิตร มีมิตรดี คบหาคนที่เป็นแหล่งแห่งปัญญาและแบบอย่างที่ดี
(๒) สีลสัมปทา คือ ความถึงพร้อมด้วยศีล การทำศีลให้ถึงพร้อม ตั้งตนอยู่ในวินัยและมีความประพฤติทั่วไปดีงาม
(๓) ฉันทสัมปทา คือ ความถึงพร้อมด้วยฉันทะ การทำฉันทะให้ถึงพร้อม ความใฝ่ใจอยากจะทำกิจหน้าที่และสิ่งทั้งหลายที่เกี่ยวข้องให้ดีงาม ความใฝ่รู้ใฝ่สร้างสรรค์
(๔) อัตตสัมปทา คือ ความถึงพร้อมด้วยตนที่ฝึกดีแล้ว การทำตนให้ถึงพร้อมด้วยคุณสมบัติของผู้ที่พัฒนาแล้วโดยสมบูรณ์ ทั้งด้านกาย ศีล จิต และปัญญา ที่จะเป็น “ภาวิตัตต์” คือ ผู้มีตนอันได้พัฒนาแล้ว
(๕) ทิฏฐิสัมปทา คือ ความถึงพร้อมด้วยทิฏฐิ –สัมมาทิฏฐิ– การทำทิฏฐิให้ถึงพร้อม การตั้งอยู่ในหลักความคิดความเชื่อถือที่ถูกต้องดีงามมีเหตุผล เช่น ถือหลักความเป็นไปตามเหตุปัจจัย
(๖) อัปปมาทสัมปทา คือ ความถึงพร้อมด้วยความไม่ประมาท การทำความไม่ประมาทให้ถึงพร้อม
(๗) โยนิโสมนสิการสัมปทา คือ ความถึงพร้อมด้วยโยนิโสมนสิการ การทำโยนิโสมนสิการให้ถึงพร้อม ความฉลาดคิดแยบคายให้เห็นความจริงและหาประโยชน์ได้

อาจกล่าวได้ว่า “กัลยาณมิตตตา” หมายถึง สัญญาณที่บ่งบอกถึงความรุ่งโรจน์และความสำเร็จแห่งชีวิตและธรรมปฏิบัติที่จะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้นี้ ในภาคปฏิบัตินั้น ผู้เจริญหลักธรรม “กัลยาณมิตตตา” อยู่ตลอดย่อมสร้างมงคลชีวิตให้แก่ตนเองอยู่ตลอด ไม่ต้องไปเสียเวลาไปกับกลุ่มคนที่เป็น “มิตรเทียม–มิตรไม่แท้” ได้แก่ (๑) คนปอกลอก คนขนเอาของเพื่อนไปถ่ายเดียว (๒) คนดีแต่พูด (๓) คนหัวประจบ และ (๔) คนชวนฉิบหาย ซึ่งทำให้เจอแต่มรสุมชีวิตที่หนักหน่วงไม่สิ้นสุด ประเด็นสำคัญ คือ ไม่มีเวลาในการเจริญบำเพ็ญเพียรภาวนาได้ ทำให้หมดวันหมดเดือนไปเปล่าๆ ไร้สาระสิ้นดี ควรนำเรื่องธรรมที่ว่า “กรรมของสัตว์โลก” มาช่วยแก้ไขปัญหาของมิตรเทียมเหล่านี้ อนึ่ง พระพุทธเจ้าได้ตรัสสอนเกี่ยวกับความจริงของชีวิต และทรงสรุปว่า

“สรรพสัตว์จักม้วยมรณ์ เพราะชีวิตมีความตายเป็นที่สุด ทุกคนจักไปตามกรรม –ยถากรรม– เข้าถึงผลแห่งบุญและบาป คนมีกรรมชั่วไปนรก คนมีกรรมดีไปสุคติ เพราะฉะนั้น พึงทำกรรมดี...”

ดังนั้น การเจริญหลักธรรม “กัลยาณมิตตตา” จึงจัดเป็นการสร้างกรรมดี เรียกว่า “กุศลกรรม” อันเป็นมงคลแก่ชีวิตของตนให้อยู่ในสุขคติทั้งปัจจุบันและอนาคต และยังเป็นบันไดขั้นแรกของการก้าวสู่เส้นทาง “พุทธธรรมปฏิบัติ” แห่งหลักธรรม “มรรคมีองค์ ๘” ที่ต้องวิวัฒน์พัฒนาไปตามแนวคิดการปฏิบัติธรรมที่ถูกต้องตามวิธีทางสายกลาง เรียกว่า “มัชฌิมาปฏิปทา” ซึ่งเป็นหลักธรรมปรปักษ์กับหลักธรรมที่เป็นแนวคิดแนวปฏิบัติของกลุ่มนักพรตสมัยก่อนพระพุทธเจ้า ที่เลือกแนวคิดแนวปฏิบัติแบบ “อันตา ๒” (ที่สุด) หมายถึง ข้อปฏิบัติหรือการดำเนินชีวิตที่เอียงสุด ผิดพลาดไปจากทางอันถูกต้อง คือ “มัชฌิมาปฏิปทา” ได้แก่

(๑) กามสุขัลลิกานุโยค คือ การหมกมุ่นอยู่ด้วยกาม และโภคทรัพย์ทั้งหลาย อย่างขาดสติ ดังเช่น ครั้นสมัยพระพุทธองค์ยังทรงเป็นเจ้าชายสิทธัตถะ ซึ่งเป็นการกลบเกลื่อนและซ่อนเร้น “ความจริงของชีวิต” ซึ่งต้องเป็นไปตามความจริงที่ปรากฏตาม “เทวทูต ๔” (นิมิต ๔) ได้แก่ ชิณณะ (คนแก่) พยาธิตะ (อาพาธิกะ คนเจ็บ) กาลกตะ (มตะ คนตาย) และ ปัพพชิตะ (บรรพชิต นักบวช) ซึ่งเป็นสมุฏฐานในการเสด็จออกผนวชในเบื้องต้น
(๒) อัตตกิลมถานุโยค คือ การประกอบความลำบากเดือดร้อนแก่ตนเอง การบีบคั้นทรมานตนให้เดือดร้อน โดยคิดเอาเองว่าเป็นทางพ้นทุกข์ หรือความหลุดพ้นจากราคะ กิเลส ทั้งหลาย ดังเช่น ครั้นสมัยที่เจ้าชายสิทธัตถะทรงผนวช แล้วทรงเจริญบำเพ็ญเพียร “ทุกรกิริยา” (คำเต็ม “ทุกกรกิริยา”) คือ การบำเพ็ญเพียรอันยากที่ใครๆ จะทำได้ ได้แก่ การบำเพ็ญเพียรเพื่อบรรลุธรรมวิเศษด้วยวิธีทรมานตนต่างๆ เช่น กลั้น ลมหายใจเข้า–ลมหายใจออก หรือ “อัสสาสะ–ปัสสาสะ” และอดอาหาร เป็นต้น ซึ่งพระพุทธองค์ทรงได้ปฏิบัติก่อนตรัสรู้ และทรงเลิกละเสียเพราะไม่สำเร็จประโยชน์ได้จริง

เมื่อจัดลำดับสถานะของความเป็น “กัลยาณมิตตตา” พอที่จะสรุปได้ ดังนี้

ภาพประกอบ ๑ ระบบโครงสร้างของเครือข่ายกัลยาณมิตตตา
 

หลักธรรมที่เข้ามาเกี่ยวข้องกับ “กัลยาณมิตตตา” คือ “บุคคลหาได้ยาก ๒” ได้แก่

(๑) บุพการี คือ ผู้ทำอุปการะก่อน ผู้ทำความดีหรือทำประโยชน์ให้แต่ต้นโดยไม่ต้องคอยคิดถึงผลตอบแทน
(๒) กตัญญูกตเวที คือ ผู้รู้อุปการะที่เขาทำแล้วและตอบแทน ผู้รู้จักคุณค่าแห่งการกระทำดีของผู้อื่น และแสดงออกเพื่อบูชาความดีนั้น

ดังนั้น “ตัวเราเอง” คือ ศูนย์กลางของบทบาท ซึ่งต้องเป็นทั้ง “บุพการี” (ผู้ให้–ผู้อุปการะ) และ “กตัญญูกตเวที” (ผู้รับ–ผู้สำนึกบุญคุณ) ในขณะเดียวกัน บุคคลอื่นที่จะเป็นผู้เจริญหลักธรรม “กัลยาณมิตตตา” ได้สมบูรณ์ ก็ต้องมีคุณสมบัติ “บุคคลหาได้ยาก ๒” อยู่ด้วย ได้แก่ “บุพการี” และ “กตัญญูกตเวที” เพราะฉะนั้น ทั้ง “ตัวเราเอง” และ “บุคคลอื่น” ต้องมี “ธรรมเสมอกัน” หรือ “ธรรมเท่าเทียบกัน” เท่านั้น จึงจะมีสถานภาพอยู่ในภูมิแห่ง “กัลยาณมิตตตา” ได้สมบูรณ์ สำหรับคำว่า “ธรรมเสมอกัน” นั้น หมายความว่า บุคคลนั้นสามารถพัฒนาตนเองจาก “ปุถุชน” ไปสู่ “อริยบุคคล” ได้ ดังนั้น คำว่า “อริยบุคคล” หมายถึง ผู้มี “ภาวนามยปัญญา” ที่เกิดจากการเจริญ “วิปัสสนาภูมิ ๖” (ปัญญาภูมิ) ด้วย “ญาณทัสสนวิสุทธิ” จนสามารถตรัสรู้ธรรมทั้งหลายได้ด้วยตนเอง ด้วยเหตุนี้ “ภูมิรู้–ภูมิธรรม–ภูมิปัญญา” ที่ได้รับการพัฒนาด้วย “สัมมาสติ” และ “สัมมาสมาธิ” ด้วยความเพียรชอบ คือ “สัมมามายามะ” จนทำให้เกิดปรีชาญาณแห่งการหยั่งรู้ ที่เรียกว่า “ญาณ” (ความหยั่งรู้) และทำให้เกิด (๑) “วิชชา” คือ ความรู้วิเศษที่ทำให้เห็นความจริงแห่งปรมัตถ์ พร้อมด้วย (๒) “จรณะ” คือ เครื่องดำเนิน ปฏิปทา อันเป็นข้อปฏิบัติอันเป็นทางบรรลุวิชชา มี ๑๕ องค์ธรรม ได้แก่ “สีลสัมปทา ๑” (ความถึงพร้อมด้วยศีล) “อปัณณกปฏิปทา ๓” (“อินทรียสังวร” คือ การสำรวมอินทรีย์ “โภชเนมัตตัญญุตา” คือ ความเป็นผู้รู้จักประมาณในการบริโภค “ชาคริยานุโยค” คือ การหมั่นประกอบความตื่น ไม่เห็นแก่นอน) “สัทธรรม ๗” (มีศรัทธา มีหิริ มีโอตตัปปะ เป็นพหูสูต มีความเพียรอันปรารภแล้ว มีสติมั่นคง มีปัญญา) และ “ฌาน ๔” (ปฐมฌาน ทุติยฌาน ตติยฌาน จตุตถฌาน) ที่เกิดพร้อมในเวลาเดียวกัน ฉะนั้น คุณสมบัติทั้ง ๒ ประการข้างต้นนี้ หมายถึง “วิชชา” และ “จรณะ” คือ “คุณค่าสูงสุดของความเป็นมนุษยชาติ” อาจกล่าวได้ว่า “กตัญญูกตเวที” ต้องประกอบด้วย (๑) สติ กับ (๒) ปัญญา หรือกล่าวอีกนัยหนึ่ง คือ “สติสัมปชัญญะ” (ข้อ ๕ ในเบญจธรรม คู่กับข้อ ๕ ในเบญจศีล) นั่นเอง หมายถึง การระลึกได้และรู้ตัวอยู่เสมอ คือ ฝึกตนให้เป็นคนรู้จักยั้งคิด รู้สึกตัวเสมอว่า สิ่งใดควรทำ และไม่ควรทำ ระวังมิให้เป็นคนมัวเมาประมาท

ในทางภาคปฏิบัตินั้น การเพิ่มจำนวนของ “กัลยาณมิตร” ขึ้นนั้น เป็นกระบวนการเพิ่มพูนขึ้นของ “ปัญญา” โดย “ขุมอำนาจแห่งปัญญา” นั้น จะเพิ่มขึ้นตาม “วุฒิ ๔” หมายถึง ความเจริญ ความงอกงาม ความเป็นผู้ใหญ่ ธรรมให้ถึงความเจริญ ได้แก่ (๑) “ชาติวุฒิ” คือ ความเป็นผู้ใหญ่โดยชาติกำเนิดฐานะอันสูง (๒) “วัยวุฒิ” คือ ความเป็นผู้ใหญ่โดยวัยที่ได้เกิดก่อนหรืออาวุโส และ (๓) “คุณวุฒิ” คือ ความเป็นผู้ใหญ่โดยคุณความดี หรือโดยคุณพิเศษที่ได้บรรลุ นอกจากนี้ “คุณวุฒิ” ยังหมายถึงระดับการศึกษา ความชำนาญการ ทักษะ และประสบการณ์ที่สัมพันธ์กับกัลยาณมิตรคนอื่นอีก เรียกว่า “ทุนทางสังคม” (Social Connection) หรือ “ทุนความสัมพันธ์” (Relationship Capital) หรือจะเรียกเป็น (๔) “ปัญญาวุฒิ” นั่นเอง ดังนั้น “วุฒิ” ในข้อ ๓ และข้อ ๔ เป็นเรื่องสำคัญมากสำหรับ “เครือข่ายของกัลยาณมิตร” ที่จะขยายวงของความดีที่เชื่อมโยงระหว่างบุคคล ขนาดของวงในภาพรวมนั้น จะขึ้นอยู่กับตำบลที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ ณ ปัจจุบัน ของ “กัลยาณมิตร” แต่ละคน ยกตัวอย่าง ถ้าเรามีอยู่ทั่วโลก ก็แสดงว่ามี “เครือข่ายของกัลยาณมิตร” ครอบคลุมทั่วโลก แต่จะมีระดับคุณภาพมากน้อยแค่ไหน ก็ประเมินได้จากจำนวน “กัลยาณมิตร” ที่มีอยู่ รวมทั้งชนิดประเภทคุณภาพของบุคคลด้วย ว่าเป็นใคร เช่น ยิ่งถ้าเป็น “อริยบุคคล” มากเท่าไหร่นั้น ยิ่งทำให้ “ขุมอำนาจแห่งปัญญา” ยิ่งมีคุณภาพสูงมากเท่านั้น กล่าวโดยสรุป ในการประยุกต์ใช้ในการประกอบอาชีพการค้านั้น ผู้ที่สามารถขยาย “เครือข่ายของกัลยาณมิตร” ได้มากเท่าไหร่นั้น ย่อมสร้างโอกาสทางธุรกิจที่มีประสิทธิมาก พร้อมทั้งทำให้เกิดความคิดริเริ่มและความคิดสร้างสรรค์ได้อีกด้วย

อย่างไรก็ตาม ในการพิจารณาถึงระบบโครงสร้างของ “เครือข่ายของกัลยาณมิตร” ไม่ว่าจะเป็นในเชิงธรรมปฏิบัติหรือการค้า (การประกอบอาชีพ) ก็ตาม เป็นเรื่องที่ผู้เจริญสมาธิภาวนาควรทำความเข้าใจให้ลึกซึ้งอีกระดับหนึ่ง เพราะเป็นเรื่องมุมมองที่มีต้อง “ความจริงโดยปรมัตถ์” (ปรมัตถสัจจะ) ไม่ใช่เป็นความรู้ความเข้าใจอย่างผิดๆ ที่สมมุติเอาเองแต่ประการใด คำว่า “ระบบ” (System) และ “โครงสร้าง” (Structure) เป็นสมุฏฐานการพัฒนาหลักธรรมด้าน “ปริยัติธรรม” ของพุทธศาสนา ซึ่งต้องเป็นกระบวนการของ “การหาข้อสรุป” (Generalizations) ที่ประกอบด้วยคุณสมบัติเชิงทฤษฎี คือ “ความเป็นสากลลักษณะ” (Universal) และ “ความเป็นกฎธรรมชาติ” (Natural Law) เพื่อใช้ในการอธิบายสภาวธรรมที่เกิดขึ้นของ “สรรพสิ่งทั้งหลาย” (Reality) ที่เรียกว่า “ยถาภูตธรรม” หมายถึง สภาวะที่สรรพสิ่งทั้งหลาย ที่เรียกว่า “สภาวธรรม” (Natural Phenomena) ที่มีอยู่รวมกันตามธรรมชาติ โดยมีลักษณะพิเศษที่คล้ายคลึงกันที่สามารถวิเคราะห์พิจารณาเห็นภาพรวมเชิงระบบโครงสร้างได้ ทั้งในองค์ประกอบหลักและองค์ประกอบย่อย ที่สภาวธรรม เหตุการณ์ สิ่งทั้งหลาย หรือปรากฏการณ์ มีอยู่ในธรรมชาติหรือสิ่งแวดล้อมโดยทั่วไป กระบวนการที่เป็น “แนวทางความเข้าใจ” (Understanding Approach) ในสภาวธรรมทั้งหลายนั้น เป็น “กระบวนทัศน์” (Paradigm) หรือ “โลกทัศน์” (Worldview) เชิงจิตนิยม (Idealism) และสัจจนิยม (Realism) ที่มีต่อปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ (Phenomenon) หนึ่งที่มี “สังขตลักษณะ” คือ สภาวจิตที่เกิดจากการปรุงแต่งด้วยเหตุปัจจัยทั้งหลายรวมกันตามกฎเกณฑ์หรือหลักธรรม “ปฏิจจสมุปบาท ๑๒” หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า “อิทัปปัจจยตา” หรือ “ปัจจยการ” (ปัจจัย ๒๔) จึงมีสภาวการณ์ในอาการลักษณะแบบ “เกิดขึ้น–คงอยู่–แปรปรวน” ตาม “สามัญลักษณะ” แห่งกฎไตรลักษณ์ ดังนั้น ความจริงที่ปรากฏขั้นสูงสุด จึงเรียกว่า “ปรมัตถสัจจะ” เป็นเรื่อง “ปรมัตถธรรม ๔” ได้แก่ เจตสิก ๕๒ จิต ๘๙ รูป ๒๘ นิพาน ๑ พระพุทธเจ้าทรงให้สร้าง “แนวทางความเข้าใจ” (Understanding Approach) ด้วยการพิจารณานมสิการด้วยคุณลักษณะอาการของ “ระบบโครงสร้าง” (สภาวธรรม) ที่มีมากกว่าหนึ่งอย่างมาร่วมประชุมกันด้วย “สัมพันธภาพ” (Relativity) ในมิติทางแนวตั้ง (Vertical) ซึ่งหมายถึง “ระบบ” (องค์ประกอบหลัก – หลักธรรมหลัก เช่น ไตรลักษณ์) กับในมิติทางแนวนอน (Horizontal) ซึ่งหมายถึง “โครงสร้าง” (องค์ประกอบย่อย – องค์ธรรมย่อย เช่น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา) โดยสรุปแล้ว “ระบบโครงสร้าง” (Structural System) ของ “ระบบ” นั้น จะมีสภาวธรรมที่เกิดจากองค์ประกอบหลักหลายๆ หน่วยมารวมกันอยู่ภายใต้องค์ประกอบหลักที่ใหญ่กว่าขึ้นไปเสมอ ซึ่งเป็นความสัมพันธ์เชิงรูปพีระมิด (Pyramidal Hierarchy) คือ มีส่วนยอดเป็นหน่วย “ระบบหลัก” ใหญ่สูงสุด ส่วนในชั้นรองลงมาจะประกอบด้วย “ระบบย่อย” หลายระบบมารวมกัน ซึ่งภายในระบบย่อยเหล่านั้น ก็จะประกอบด้วย “โครงสร้าง” จำนวนมหาศาลที่มีค่าไม่สิ้นสุดอยู่รวมกัน เช่น “ขันธ์ ๕” เป็น “ระบบหลัก” ส่วนองค์ประกอบย่อย ได้แก่ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ เป็นหน่วย “โครงสร้างย่อย” และภายใต้ “โครงสร้างย่อย” ทั้ง ๕ ขันธ์ ๕ กองแห่งชีวิตนี้ ยังมีข้อย่อยหรือองค์ธรรมย่อยลงไปอีก คือ “อายตนะภายใน ๖” และ “อายตนะภายนอก ๖” ที่มีเขตแดนความรู้เชื่อมกับ “ผัสสะ” (สฬายตนะ ๖) และ “ปฏิจจสมุปบาท ๑๒” อีกด้วย การปรากฏขึ้นของ “ขันธ์ ๕” จึงจะสมบูรณ์ ส่วนการอธิบายความจริงนั้น ให้เป็นไปตามขั้นตอนของ “อริยสัจจ์ ๔” สภาวจิตจึงจะหลุดพ้นจากการเข้าไปยึดมั่นถือมั่นแห่ง “อุปาทานขันธ์ ๕” ซึ่งสภาวการณ์ดังกล่าวนั้น อาจเรียกว่า “นิพพาน–นิโรธ–วิโมกข์–วิมุตติ–วิราคะ–วิเวก–ปหาน–โวสสัคคะ–สันติ” ก็ได้ ดูภาพประกอบข้างล่างเกี่ยวกับ “เครือข่ายของกัลยาณมิตร” ซึ่งมี “ระบบ” ๕ ระดับ และ “โครงสร้าง” ๕ ระดับ ที่ผสานกันอย่างบูรณาการ ดังนี้

ภาพประกอบ ๒ ระบบโครงสร้างของระบบและโครงสร้าง

ดังนั้น ในการวิปัสสนากัมมัฏฐานนั้น “ปัญญาที่ได้รู้” (Reproduced Knowledge) นั้น จึงเกิดจากกระบวนการ “การหาข้อสรุป” (Generalizations) ที่ประกอบด้วยมิติเชิงสัมพันธ์แห่งปัจจัยทั้งหลายที่เกิดขึ้นร่วมกันระหว่างเครือข่ายของ “ระบบ” (System) กับ “โครงสร้าง” (Structure) นั่นเอง ถ้าเรามองสรรพสิ่งทั้งหลายที่อยู่รอบตัวเรา (สภาวธรรม) ด้วย “แนวทางความเข้าใจ” (Realized Approach) หรือ “ความรู้ความเห็น” (ความรู้แจ้งเห็นจริง) ที่เรียกว่า “ญาณทัสสนะ” นี้แล้ว การหยั่งรู้ในสรรพสิ่งทั้งหลายด้วยความเป็น “อัจฉริยะทางปัญญา” (ธัมมปฏิสัมภิทา–ปัญญาแตกฉานในธรรม) ย่อมรู้เห็นได้ใน “ไความจริงแห่งปรมัตถ์” (Absolute Truths)

ในการนำความรู้นี้ไปประยุกต์ใช้ในชีวิตจริง เช่น การพิจารณาถึงบุคคล หมายถึง “กัลยาณมิตร” นั้น เราก็ต้องพิจารณาออกเป็น ๒ ระดับมิติ ได้แก่ (๑) รูปปรากฏพื้นผิว คือ รูปร่างหน้าตา กับ (๒) รูปแอบแฝงส่วนลึก คือ จิตใจ บุคลิกภาพ อุปนิสัยสันดาน ถ้าให้ลึกยิ่งนัก ได้แก่ “พื้นเพจิตตสันดาน” หมายถึง พื้นความรู้สึกนึกคิดหรืออุปนิสัยใจคอที่ฝังอยู่ในส่วนลึกของจิตใจมาแต่กำเนิด ดังสำนวนไทยง่ายๆ ที่ว่า “รู้หน้า ไม่รู้ใจ” นั่นเอง “แนวคิดความเข้าใจ” นี้ ได้ถูกนำไปใช้ในการอธิบายไวยากรณ์ในศาสตร์สาขาภาษาศาสตร์ คือ “ไวยากรณ์ปริวรรต” (Transformative Grammar) โดย นอร์ม โชมสกี้ (Norm Chomsky. 1950) ที่นำเสนอว่า ภาษามีระบบโครงสร้าง ๒ ระดับ ได้แก่ (๑) โครงสร้างผิว (Surface Structure) และ (๒) โครงสร้างลึก (Deep Structure) ความหมายที่เกิดขึ้นระหว่างระบบโครงสร้างทั้ง ๒ ระดับ นี้ มีกระบวนการเปลี่ยนแปลงได้แก่ (๑) การตัด และ (๒) การเพิ่ม ที่เกิดขึ้นเป็น “โครงสร้างแอบแฝง” (Embedded Structure) ที่ฝังอยู่ในภาษาที่ไม่สามารถอธิบายได้ เรียกว่า “พรสวรรค์ของเจ้าของภาษา” (Native–Speaker Competence and Performance) ดังนั้น “ไวยากรณ์ปริวรรต” ในรุ่นหลังจึงเรียกว่า “ไวยากรณ์ปริวรรตเพิ่มพูน” (Generative–Transformative Grammar) ซึ่งเป็นการมองโลกแบบพระพุทธองค์ทรงค้นพบเมื่อ ๒๖๐๐ ปีที่ผ่านมา

ให้พิจารณาอีกตัวอย่างหนึ่งที่เรื่องเกี่ยวกับ “รูปธรรม” ทั่วไป คือ “ระบบโครงสร้าง” ของรถยนต์ ได้แก่ (๑) โครงสร้างภายนอก คือ รูปลักษณ์ที่ปรากฏโฉมด้วยนวัตกรรมสมัยใหม่ และ (๒) โครงสร้างภายใน คือ ระบบโครงสร้างเชิงวิศวกรรมเครื่องยนต์นานาชนิด รวมทั้งความก้าวหน้าด้านเทคโนโลยียานยนต์อื่นด้วย เช่น คอมพิวเตอร์ หรือการสื่อสารคมนาคม ที่ประกอบเข้าด้วยกันจนทำให้รถยนต์สามารถเคลื่อนที่ได้ ในทางตรงข้าม ให้หวนกลับมาพิจารณาถึง “ระบบโครงสร้าง” ของ “เครือข่ายของกัลยาณมิตร” นั้น จะเห็นได้ว่า (๑) โครงสร้างภายนอก คือ จำนวนบุคคลที่เป็นกัลยาณมิตร รูปร่างหน้าตา ทุนด้านความสัมพันธ์ ต้นทุนทางสังคม ที่มาปฏิสัมพันธ์กับเรา และ (๒) โครงสร้างภายใน คือ คุณวุฒิ ปัญญาวุฒิ ทุนทางปัญญา อย่างไรก็ตาม ในการเจริญวิปัสสนาภาวนา นั่น คือ กระบวนการพินิจพิจารณาสภาธรรมใน “อุปาทานขันธ์ ๕” ที่ประกอบด้วย “ระบบโครงสร้าง” ของกองชีวิต ได้แก่ (๑) โครงสร้างภายนอก คือ “รูปขันธ์” หรือ “รูป ๒๘” ซึ่งประกอบด้วย “มหาภูตรูป ๔” กับ “อุปาทายรูป ๒๔” และ (๒) โครงสร้างภายใน คือ “นามขันธ์” ซึ่งประกอบด้วย “เจตสิก ๕๒” ได้แก่ เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์ กับ “จิต ๘๙” ได้แก่ วิญญาณขันธ์ รวมทั้ง “ผัสสะ ๖” (สฬายตนะ) และ “สัญเจตนา” (ความจงใจในการสร้างกรรม) ซึ่งเป็น “จิตตสังขาร” หรือ “มโนสังขาร” สภาพที่ปรุงแต่งใจหรือการกระทำทางใจ เรียกว่า “มโนสัญเจตนา” ได้แก่ “สัญญา” และ “เวทนา” ดังนั้น ความแปรปรวนที่เปลี่ยนแปลงในขณะวิปัสสนาภาวนานั้น คือ (๑) ลักษณะอาการของจิต เรียกว่า “เจตสิก” หรือ “วิถีจิต” แบ่งเป็น ๓ ลักษณะ ได้แก่ กุศล อกุศล อัพยากฤต (๒) จิตที่เป็นกลาง เรียกว่า “ภวังคจิต” หรือ “จิตประภัสสร” ซึ่งเป็น “จิตดั้งเดิม” แบ่งออกเป็น ๒ ลักษณะ ได้แก่ “เอกัคคตา” (เอกัคคตารมณ์) กับ “อุเบกขา” (อุเบกขาเวทนา) และ (๓) สภาวจิตที่ปรากฏจริง เรียกว่า “จิต ๘๙” แบ่งออกเป็น ๓ ลักษณะ ได้แก่ กุศล อกุศล อัพยากฤต สำหรับ “ภวังคจิต” หรือ “จิตประภัสสร” นั้น มีความสะอาด สดใส แต่ยังไม่บริสุทธิ์หมดจด เมื่อมีจิตที่เป็น “กุศล–อกุศล–อัพยากฤต” แล้วเสวยอารมณ์เกิดขึ้นเป็น “วิถีจิต” พลังของจิตที่ประกอบด้วย “ระบบโครงสร้าง” ที่เป็น “ขุมปัญญา” (วิปัสสนาภูมิ ๖) จะสามารถสร้าง “ภาพนิมิต” ขึ้นได้ตามระดับความบริสุทธิของ “สัญญา” (ความจำ) ที่สะสมมาทั้งใน “ภวังคจิต” และ “จิต–ณ–ปัจจุบัน” ในขณะจิตนั้นๆ พระพุทธองค์ทรงให้กำหนดพิจารณา “สภาวธรรม–สภาวจิต” ที่เป็น “จิต–ณ–ปัจจุบัน” เพื่อให้เกิดปัญญา นั่นคือ การเห็น “เหตุแห่งปัจจุบัน” ก็คือ “ผลแห่งอนาคต” ดังนั้น เหตุอันประกอบด้วย “กุศล–อกุศล–อัพยากฤต” ในปัจจุบัน อนุมานได้ว่า คือ ผลอันประกอบด้วย “กุศล–อกุศล–อัพยากฤต” ในอนาคต เช่นกัน ซึ่งเป็นไปตาม “กฎแห่งกรรม” และ “กฎแห่งวิบาก” นั่นเอง ซึ่งต้องเป็น “ความรู้วิเศษ” ที่เรียกว่า “กัมมัสสกตาญาณ” คือ ความรู้ความเห็นในเรื่อง “ยถากรรม” ของสัตว์โลก ซึ่งเป็น “ปัญญาญาณ” ที่เรียกว่า “จุตูปปาตญาณ” (ข้อ ๒ ในวิชชา ๓) หรือ “ทิพพจักขุญาณ” (ตาทิพย์) หมายถึง ญาณกำหนดรู้จุติและอุบัติแห่งสัตว์ทั้งหลาย อันเป็นไปตามกรรม เห็นการเวียนว่ายตายเกิดของสัตว์ทั้งหลาย ไม่ใช่สักแต่พูดว่า “กรรมของสัตว์” หรือเป็นเรื่อง “กฎแห่งกรรม” แบบชาวบ้านที่นึกอะไรไม่ออกก็พูดวลีนี้ขึ้นมาเพราะความไม่รู้จริง คือ “อวิชชา” นั่นเอง ส่วนที่เอยถึงคำว่า “ความรู้วิเศษ” หรือ “วิชชา ๓” นั่น ไม่ใช่ว่าใครๆ จะมีได้ทุกคน ฟังดูเหมือนมันเกิดขึ้นได้ง่ายๆ อย่างนั้นแหละ ที่ไหนได้ เราอาจใช้เวลาทั้งชาตินี้ปฏิบัติธรรม อาจยังไม่เกิดขึ้นก็ได้ แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีโอกาสบรรลุธรรมวิเศษนี้ได้เช่นกัน ถ้ามีความพยายามหมั่นเพียรยิ่งอยู่ตลอดเวลา

ดังนั้น ผู้ที่มีจิตศรัทธาที่จะสร้าง “เครือข่ายของกัลยาณมิตร” (The Network of Good Company) จึงควรทำความเข้าในในเรื่อง “ระบบ” (System) กับ “โครงสร้าง” (Structure) เพื่อให้เห็นภาพรวมของ “ระบบโครงสร้าง” ที่เกิดขึ้นทั้งในระบบและโครงสร้างอีกชั้นหนึ่ง ในขณะเดียวกัน ทั้ง “ความรู้สามัญ” (จินตามยปัญญา กับ สุตมยปัญญา) และ “ความรู้วิเศษ” (ภาวนามยปัญญา) ที่ “สติ” ของเรานำไปกำหนดพิจารณาหรือวิปัสสนาสภาวธรรมนั้น จะทำให้เกิด “ภูมิรู้–ภูมิธรรม–ภูมิปัญญา” ใหม่ขึ้นอย่างเพิ่มพูนไม่สิ้นสุด ไม่เป็นผู้อับปัญญา เรียกว่า “ปทปรมะ” (ข้อ ๔ ในบุคคล ๔) นั่นเอง จึงของจบคำบรรยายไว้เพียงแค่นี้


[Last Modified: October 20, 2012]

[Last Modified: October 14, 2015]

   

 

 

 

 

 

Visitor Number:
5133149