๑๗. ญาณสัมปยุตต์เพื่อความตรัสรู้

      Insight Omnipotence for Enlightenment

ขอน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น
 In Honor of the Blessed One of the Fully Enlightened One

By Nithee Siripat – Siripat.com and Academiae Network. 2012

Your Reading Number:  1354  

สัพเพเหระกับผู้เขียน ๒๕๕๕

 

    File Download of Reading References

 
Dictionary of Numerical Dhammas — พจนานุกรมพุทธศาสน์ หมวดธรรม
  Dictionary of Buddhist Terms — พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์

 

บทความที่ ๑๗ ประจำปี ๒๕๕๕ – ญาณสัมปยุตต์เพื่อความตรัสรู้

 
 

อำนาจที่ไร้ขีดจำกัดแห่งปรีชาหยั่งรู้ทำให้เห็น “อาณาจักรแห่งธรรม” (ธรรมจักร) ที่ไร้ขอบเขต เรียกว่า “สัพพัญญุตาญาณ” (Omniscience) เรียกอีกอย่างว่า “สมันตจักขุ” (ข้อ ๕ ในจักขุ ๕) หมายถึง ตาเห็นรอบอันหยั่งรู้ธรรมทุกประการ กระบวนการแยกแยะและรวบรวมหมวดหมู่ธรรมที่เป็นระบบระเบียบ ทำให้ “ระบบความคิด” เกิดความคล้องตัวในทางทฤษฎี กฎเกณฑ์ หลักการ ในการรองรับการอธิบายสภาวธรรมต่างๆ ได้ไม่สิ้นสุด ซึ่งประกอบด้วยองค์ธรรมจำนวนมหาศาลที่เกิดจากการเจริญปัญญา กระบวนเลือกเฟ้นธรรมนั้น คือ ทักษะการคิดอีกระดับหนึ่งที่จะนำมาพินิจพิเคราะห์หมวดหมู่ธรรมให้เกิดประโยชน์สูงสุด ซึ่งเป็นหมวดธรรมที่สนับสนุนขั้นตอนการวิปัสสนา ได้แก่ วิปัสสนาญาณ ๙ และ ญาณ ๑๖ ทักษะการคิดนั้น เรียกว่า “โยนิโสมนสิการ” คือ การคิดอย่างฉลาดแยบคายครบกระบวนความอย่างเป็นระบบระเบียบ มีเหตุผล และหาประโยชน์ได้ ยกตัวอย่าง การจัดการองค์ความรู้ขององค์ธรรมทั้งหมดที่อยู่ใน “โพธิปักขิยธรรม ๓๗” ให้เอื้อประโยชน์ต่อการเจริญกิจทั้งหลายในวิปัสสนาภาวนา “โพธิปักขิยธรรม ๓๗” หมายถึง ธรรมอันเป็นฝักฝ่ายแห่งความตรัสรู้ คือ เกื้อกูลแก่การตรัสรู้ ธรรมที่เกื้อหนุนแก่อริยมรรค ได้แก่ สติปัฏฐาน ๔ สัมมัปปธาน ๔ อิทธิบาท ๔ อินทรีย์ ๕ พละ ๕ โพชฌงค์ ๗ มรรคมีองค์ ๘ ข้อธรรมทั้ง ๓๗ ประการ เปรียบเสมือนกับระบบปฏิบัติการทางความคิด ที่ทำให้ธรรมอื่นๆ เข้ามาสนับสนุนประกอบเข้าด้วยกันเพื่อความตรัสรู้ได้สะดวกยิ่งขึ้น เช่น เมื่อเจริญบำเพ็ญเพียรหลักธรรมทุกหมวดใน “โพธิปักขิยธรรม ๓๗” จนเกิดความแก่กล้าถึงพร้อมใน (๑) สติ (๒) สมาธิ และ (๓) ปัญญา ความก้าวหน้าในการพัฒนาในก้าวต่อไป คือ “การเจริญภาวนา” ที่แบ่งออกเป็น ๒ ฝ่าย ได้แก่ (๑) สมถภาวนา คือ การก้าวลงรายละเอียดที่ลึกประณีต ได้แก่ สติปัฏฐาน ๔ ฌาน ๔ และ (๒) วิปัสสนาภาวนา คือ การประมวลปัญญา ซึ่งเป็น “การจัดการความรู้” ในระดับปรมัตถ์ ซึ่งจะเป็นความจริงขั้นสูงสุดตาม “กฎธรรมชาติ” (Natural Law) เพราะฉะนั้น จึงเป็นการรวม “ภูมิรู้–ภูมิธรรม–ภูมิปัญญา” ที่มีอยู่ทั้งหมดออกมาใช้ “ทักษะการคิดขั้นพื้นฐาน” และ “ทักษะการคิดขั้นสูง” ที่เป็นฝ่ายโลกียะ ซึ่งเป็นปัญญาระดับ “สุตมยปัญญา” และ “จินตามยปัญญา” ก็ต้องนำมาใช้ในการต่อยอดองค์ความรู้เช่นกัน ส่วนการพัฒนาปัญญาในวิปัสสนาภาวนานั้น การบริหารจัดการความรู้ทั้งหมดเป็นทักษะการคิดแบบ “โยนิโสมนสิการ” คือ นำหลักธรรมที่เป็นองค์ความรู้ทั้งหมดมารวมกันเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด คำว่า “องค์ความรู้” (A Body of Knowledge) หมายถึง “ภูมิรู้–ภูมิธรรม–ภูมิปัญญา” ที่มีสะสมมาก่อนหน้านี้ทั้งหมด กับที่กำลังเกิดจาการศึกษา ค้นคว้า ในระหว่างธรรมปฏิบัติอีกส่วนหนึ่ง ที่เรียกว่า “วิปัสสนาภูมิ” หรือ “ปัญญาภูมิ” ได้แก่ ขันธ์ ๕ อายตนะ ๑๒ ธาตุ ๑๘ อินทรีย์ ๒๒ อริยสัจจ์ ๔ ปฏิจจสมุปบาท ๑๒ รวมทั้ง “ปฏิจจสมุปปันนธรรม” ทั้งหลายด้วย ทั้งหมดนี้จะทำหน้าที่เป็นตัวหลักธรรมในการพิจารณาสภาวธรรม คือ “วิปัสสนาญาณ” ซึ่งเป็นการหยั่งรู้ให้เกิดความรู้ความเข้าใจในสภาวธรรมนั้นๆ

คำว่า “ญาณ” (Insight) หมายถึง ปรีชากำหนดรู้ ปรีชาหยั่งรู้ ความรู้ความเข้าใจหรือปัญญาที่มีอำนาจในการทำนายหรือพยากรณ์สิ่งที่จะเกิดขึ้น ส่วนคำว่า “สัมปยุตต์” หมายถึง ประกอบกัน ประกอบอยู่ด้วย พ่วงอยู่ด้วย ดังนั้น เมื่อรวมคำทั้งสองเข้าด้วยกัน คือ “ญาณสัมปยุตต์” (โยนิโสมนสิการ) หมายถึง ประกอบด้วยปัญญาที่มารวมกัน กลายเป็น “วิชชา” ซึ่งตรงกันข้ามกับ “ญาณวิปปยุตต์” (อโยนิโสมนสิการ) หมายถึง ปราศจากญาณ ไม่ประกอบด้วยปัญญา ปราศจากปรีชาหยั่งรู้ ขาดความรู้ กลายเป็น “อวิชชา” เพราะฉะนั้น การที่ “ปัญญาความรู้” ทั้งหลายมารวมกันครั้งใหญ่ทำให้รู้แจ้งเห็นจริงในสรรพสิ่งทั้งหลายที่มี “อาการเกิด–ดับ–แปรปรวน” ตามความจริง เรียกว่า “ยถาภูตธรรม” (ตถธรรม) ซึ่งมีความแตกต่างจากกับ สภาวธรรมที่เกิดขึ้นจากการปรุงแต่งแห่งเหตุปัจจัย (อาการ ๑๒ ในปฏิจจสมุปบาท) ซึ่งมีมูลการณ์สมุฏฐานจาก “อวิชชา” จึงทำให้เกิด “ความโศก–ความคร่ำครวญ–ทุกข์–โทมนัส–ความคับแค้นใจ” สภาวะดังกล่าวนี้ เรียกว่า “สังขตธรรม” ซึ่งหมายถึง “สังขาร” คือ ความคิดที่เกิดขึ้นจาก “เวทนา” (ความรู้สึก) กับ “สัญญา” (ความจำ) ในส่วนที่เรียกว่า “จิตตสังขาร” (มโนสังขาร) ที่รับรู้หรือรู้แจ้งด้วย “วิญญาณ” (มโนวิญญาณ) ทำให้เป็น “จิต” ต่างๆ คือ “กุศลจิต” หรือ “อกุศลจิต”

ดังนั้น การสังเคราะห์รวมจิตที่เป็น “ปัญญาญาณ” ทั้งหมดให้เป็นหนึ่ง คือ กลายเป็น “ญาณสัมปยุตต์” เพื่อให้เกิดพลังในการทำนายอย่างรู้แจ้งเห็นจริงในเรื่องใดเรื่องหนึ่งนั้น จึงเรื่องสำคัญในการเจริญภาวนาเพื่อให้เกิดความตรัสรู้ธรรมได้ นั่นคือ การนำความรู้ทั้งหมดมารวมกันครั้งใหญ่เพื่อสรุปออกมาเป็น “ข้อสรุปเชิงทฤษฎี” ซึ่งเป็นกระบวนการ (๑) สร้างทฤษฎีใหม่ (๒) ล้มล้างทฤษฎีเก่า หรือ (๓) ยืนยันทฤษฎีว่ายังถูกต้องอยู่ สำหรับพุทธธรรมปฏิบัตินั้น จัดอยู่ในกระบวนการที่ (๓) ซึ่งเป็นการยืนยันทฤษฎี (หลักธรรม) ยังถูกต้องอยู่ นั่นคือ “การพิสูจน์ทฤษฎี” นั่นเอง เมื่อผู้เจริญภาวนาได้บำเพ็ญเพียรจนเข้าใจอย่างชัดแจ้ง จนรู้แจ้งเห็นจริงถึง “อาณาจักรธรรม” (ธรรมจักร) คือ เห็นหลักธรรมที่เป็นหมวดเดียวกัน และหมวดธรรมที่เป็นปรปักษ์กันอย่างชัดเจนแล้ว วิธีคิดแบบ “โยนิโสมนสิการ” จึงเป็นกระบวนการคิดที่สำคัญยิ่ง คือ การคิดให้ครอบคลุมตั้งแต่ตั้งเหตุจนถึงปลายเหตุที่จะเป็นผล นั่นคือ การคิดย้อนกลับไปมาให้เห็นข้อบกพร่องที่อาจจะมีก็ได้ ซึ่งมีองค์ประกอบ ๓ อย่าง ได้แก่ (๑) การวิเคราะห์ (Analysis) คือ การแยกแยะให้เห็นองค์ประกอบย่อย ที่อยู่รวมกับองค์ประกอบใหญ่ (๒) การเทียบเคียง (Analogy) คือ พิจารณาความเหมือนกับความต่าง และ (๓) การสังเคราะห์ (Synthesis) คือ การสรุปรวบลักษณะที่คล้ายคลึงกันขององค์ประกอบย่อย เพื่อให้เหลือข้อสรุปใหญ่เพียงข้อสรุปเดียว ซึ่งแนวคิดในเชิงสังเคราะห์นี้ คือ “ญาณสัมปยุตต์” หมายถึง การพิจารณาเห็นข้อสรุปที่ว่า “สรรพสิ่งทั้งหลายมีองค์ประกอบพื้นฐานเหมือนกันทั้งหมด” เช่น “มนุษย์ไม่ว่าเป็นหญิงหรือชายก็ตาม มีร่างกายประกอบด้วย “ธาตุ ๔” เหมือนกันทุกรูปทุกนาม” หรือการหาข้อสรุปได้ว่า “สรรพสิ่งทั้งหลายล้วนเป็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา” เป็นต้น

เราจะเห็นได้ว่า “ทักษะการคิดขั้นสูง” เป็นกระบวนการคิดที่ละเอียดประณีตและลึกซึ้งเชิงนามธรรมขั้นสูง ซึ่งอาศัยกลไกลักษณะรูปแบบการคิดอย่าง “โยนิโสมนสิการ” หมายถึง การคิดอย่างละเอียดถี่ถ้วนจากเหตุไปหาผลจนจบกระบวนการคิด เพื่อหาข้อสรุป ทฤษฎี หลักการ กฎเกณฑ์ ระเบียบ สูตร ที่อยู่เบื้องหลัง หลังจากการทำลองการปฏิบัติได้ลุล่วงผลสัมฤทธิ์แล้ว ซึ่งขั้นตอนนี้ อาจจะเรียกว่า “กระบวนการคิดตามระเบียบวิธีการวิจัย” (Research–Methodology Oriented Thinking Process) หรือเรียกอีกหนึ่งว่า “กระบวนการค้นพบ” (Discovery Procedures) โดยตั้งสมมุติฐานอยู่ที่ว่า ต้องมีเหตุผลที่พิสูจน์ได้ ตามขั้นตอนที่กำหนดไว้ที่เป็นวิทยาศาสตร์ จาก (๑) การสังเกต (Observation) และ (๒) การเก็บรวบรวมข้อมูล (Data Collection) จริง เพื่อ (๓) นำมาวิเคราะห์และอธิบายตามความเป็นจริงของชุดข้อมูล (A Series of Data Collection) นั้น ณ เวลาและสถานที่ดังกล่าวนั้น การอธิบาย “ปรากฏการณ์” (Phenomenon) นั้น ที่เกินขอบเขตของข้อมูลที่มีอยู่ ถือว่าเป็นข้อสรุปที่เป็นเท็จหรือลำเอียง (Bias) ซึ่งเกินนัยสำคัญทางสถิติ รูปแบบการศึกษาค้นคว้าดังกล่าวนี้ เรียกว่า “การพรรณนาตามความเป็นจริง” (Descriptivism) ซึ่งตรงกันข้ามกับแนวคิดทางศาสนจักรสมัยยุคกลางของยุโรปที่บังคับให้คนเชื่อตามคำสั่งสอนอย่างไม่มีเหตุผล เรียกว่า “กฎประกาศิต” (Prescriptivism) แนวคิดปฏิบัติในการสืบค้นความรู้ในช่วงปลายศตวรรษที่ ๑๗ เป็นต้นมา เป็นยุคที่เป็น “วิทยาศาสตร์” ทุกสิ่งทุกอย่างต้องขึ้นอยู่กับข้อมูล และสามารถพิสูจน์ได้ ด้วยการกระทำแบบซ้ำๆ กัน ย่อมให้คำตอบที่ใกล้เคียงกัน ซึ่งคล้ายคลึงกันกับกระบวนการค้นหาความจริงที่พระพุทธเจ้าทรงค้นพบในการเจริญภาวนา คือ แนวทางประพฤติปฏิบัติที่ถูกต้องในการค้นหาความจริง เรียกว่า “อริยมรรคแห่งอริยสัจจ์ ๔” เรียกคำเต็มว่า “ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา” (มรรค) โดยมีสมุฏฐานมาจากทฤษฎี “มัชฌิมาปฏิปทา” (แนวทางปฏิบัติแบบสายกลาง) นั่นหมายความว่า ความสำเร็จทั้งทางโลกและทางธรรมนั้น จะต้องเกิดจาก “ปัญญาความรู้” ที่มีพื้นฐานมาจากแนวทางประพฤติปฏิบัติที่ถูกต้องด้วยธรรมแห่ง “มรรคมีองค์ ๘” แล้วค่อยวิวัฒน์พัฒนายกระดับขึ้นสู่ “ไตรสิกขา” หมายถึง การศึกษา (Study) ค้นคว้า (Investigation) สืบค้น (Retrieve) วิจัย (Research) การทดลอง (Test) การสังเกตการณ์ (Observation) การรวบรวมความเห็นจากผู้เชี่ยวชาญ (Delphi) การพิจารณาด้วยการเจริญภาวนา (Insight Development) กระบวนการศึกษาจะสมบูรณ์ได้ต้องประกอบด้วย (๑) อธิสีลสิกขา (๒) อธิจิตตสิกขา และ (๓) อธิปัญญาสิกขา ตามลำดับ

เมื่อพิจารณาถึงรายละเอียดใน “กระบวนการไตรสิกขา” แล้ว จะพบว่ากระบวนการทั้งหมด คือ กระบวนการคิดที่แยบคายและเห็นประโยชน์ในการประยุกต์ใช้หลักธรรมหรือองค์ธรรมทั้งหมดมารวมกันในเชิงบูรณาการ (Integration) หรือการรวมกันในเชิงผลประโยชน์รวมกัน (Synergy) ในความเป็นจริงก็คือ กระบวนการคิดแบบ “โยนิโสมนสิการ” นั่นเอง เพื่อให้เกิดความเข้าใจ (ปัญญา) ที่ลึกซึ้งอีกระดับหนึ่ง ให้พิจารณาถึง “ทักษะการคิดขั้นสูง” ซึ่งมีองค์ประกอบวิธีคิดย่อยแบบซับซ้อนทั้ง ๑๘ วิธี ต่อไปนี้

• ทักษะการคิดซับซ้อน

(๑) ทำความกระจ่าง (๒) สรุปลงความเห็น (๓) ให้คำจำกัดความ
(๔) วิเคราะห์ (๕) สังเคราะห์ (๖) ประยุกต์ใช้ความรู้
(๗) จัดระเบียบ (๘) สร้างความรู้ (๙) จัดโครงสร้าง
(๑๐) ปรับโครงสร้าง (๑๑) หาแบบแผน (๑๒) พยากรณ์
(๑๓) หาความเชื่อพื้นฐาน (๑๔) ตั้งสมมุติฐาน (๑๕) พิสูจน์ความจริง
(๑๖) ทดสอบสมมุติฐาน (๑๗) ตั้งเกณฑ์

(๑๘) ประเมิน


ดังนั้น ผู้เจริญภาวนาที่มีทักษะการคิดซับซ้อนนั้น ย่อมมองปรากฏการณ์ (ปัญหา) ที่แตกต่างอย่างสร้างสรรค์ โดยมีลักษณะการคิดและกระบวนการคิดที่ละเอียดอีกระดับหนึ่ง ดังนี้

• ทักษะลักษณะการคิด

(๑) คิดคล่อง (๒) คิดหลากหลาย (๓) คิดละเอียด
(๔) คิดชัดเจน (๕) คิดอย่างมีเหตุผล (๖) คิดถูกทาง
(๗) คิดกว้าง (๘) คิดไกล (๙) คิดลึกซึ้ง

• ทักษะกระบวนการคิด

(๑) คิดวิจารณญาณ (๒) คิดตัดสินใจ (๓) คิดแก้ปัญหา
(๔) คิดวิจัย (๕) คิดริเริ่ม (๖) คิดสร้างสรรค์

• ทักษะควบคุมและประเมินการคิดของตนเอง
การตรวจสอบความก้าวหน้าของตนเองและปรับปรุงกระบวนการคิด

เราจะเห็นได้ว่า “ทักษะการคิดขั้นสูง” ประกอบด้วย ๔ ลักษณะ ได้แก่ (๑) ทักษะการคิดซับซ้อน (๒) ทักษะลักษณะการคิด (๓) ทักษะกระบวนการคิด และ (๔) ทักษะควบคุมและประเมินการคิดของตนเอง ตามลำดับ แนวปฏิบัติการคิดแต่ละอย่างนั้น ผู้เจริญภาวนาควรมีประสบการณ์การฝึกมาบ้างจะเป็นประโยชน์อย่างสูงในการบำเพ็ญเพียรภาวนาของตน ถึงแม้ทักษะแต่ละอย่างจะเป็นการฝึกคิดในการศึกษาระดับบัณฑิตศึกษาก็ตาม แต่วิธีการคิดดังกล่าวนี้ ไม่ได้สงวนไว้ให้เฉพาะผู้เรียนในระดับดังกล่าวเท่านั้น ทุกคนมีสิทธิ์ที่จะฝึกทักษะการคิดดังกล่าวนั้นได้ แบบแผนการคิดดังกล่าวทั้งหมดจะเป็นประโยชน์สูงสุดในขณะเจริญภาวนา เพราะเป็นแนวคิดแบบ “โยนิโสมนสิการ” เพื่อนำไปใช้ในการควบคุมทิศทางการคิดในวิปัสสนาภูมิ ซึ่งทำให้เกิด “ความเข้าใจ–ปัญญา” ในระดับ “การตกผลึกทางความคิด” คือ การนำความคิดที่หลากหลายที่เกิดขึ้นมาสังเคราะห์ให้เกิดความคิดใหม่ขึ้นอย่างไม่จำกัด นั่นคือ “ปัญญาแตกฉาน” (ปฏิสัมภิทา ๔) เมื่อแนวคิดแนวพิจารณาด้วยปัญญาเจริญวิวัฒน์สูงสุด ย่อมมองเห็น “อาณาจักรธรรม” ที่เรียกว่า “ธรรมจักร” หมายความว่า เกิดการคิดที่ทะลุปรุโปร่งเห็นสภาวะความสัมพันธ์ต่างๆ ของแนวคิดทฤษฎีที่อยู่เบื้องหลังของหลักธรรมต่างๆ ที่มารวมกันเป็น “ธรรมเอก” กระบวนการคิดดังกล่าวนี้ มีรูปแบบเช่นเดียวกับการเจริญสติและการเจริญสมาธิ นั่นคือ “กระบวนการสังเคราะห์” หรือ “กระบวนการย่อยตกผลึก” นั่นเอง คือ การแสดงความคิดในมุมกว้างก่อนแล้วสรุปความคิดให้ลงเหลือเป็นจุดเดียวที่แคบลงอันประกอบด้วย “ปัญญา” เรียกว่า “ญาณสัมปยุตต์” คือ ประกอบหรือพ่วงมาด้วย “ปัญญา” เรียกเต็มคำว่า “ภูมิรู้–ภูมิธรรม–ภูมิปัญญา” กล่าวอีกนัยหนึ่ง หมายถึง “ตัวปัญญา” ที่ผ่านการสังเคราะห์และตกผลึกเป็น “ข้อสรุป” (Conclusion) หรือ “ทฤษฎี” (Theory–ทิฏฐิ) ขั้นสุดท้าย ขั้นตอนการพัฒนาความคิดนี้ มีความสำคัญมากทั้งทางโลกและทางธรรม จะแตกต่างกันที่ตรงว่า การพัฒนาความคิดทางโลกจะยอมรับเฉพาะข้อมูลที่เป็นเชิงปริมาณ คือ จับต้องได้ มากกว่าข้อมูลที่เป็นเชิงคุณภาพ ซึ่งสามารถนำ “ข้อมูลเชิงปริมาณ” (Quantitative Data) มาคำนวณความสัมพันธ์ที่เป็นค่าสถิติ ซึ่งมีความแม่นยำกว่า “ข้อมูลเชิงคุณภาพ” (Qualitative Data) ส่วนในการพัฒนาความคิดทางธรรมนั้น เป็นเรื่อง “ข้อมูลเชิงคุณภาพ” (Qualitative Data) อย่างเดียวเท่านั้น ซึ่งจะเน้นการพิสูจน์ที่กระทำด้วยตนเอง จะไปอ้างอิงผลจากคนอื่นมาเป็นของตนเองไม่ได้ เป็นเรื่องเฉพาะบุคคลในการค้นหาความจริงอันสูงสุดโดยปรมัตถ์ ที่เรียกว่า “ปรมัตถสัจจะ” กระบวนการมองโลกจึงเป็นเรื่องของ “ปรมัตถ์” เท่านั้น เป็นการปฏิเสธความจริงที่มนุษย์ปรุงแต่งขึ้น คือ “นามบัญญัติ” (สมมุติบัญญัติ) ที่เรียกว่า “สมมุติสัจจะ” โดยตั้งสมมุติฐานไว้ว่า “ความคิดที่เป็นสมมุติสัจจะเกิดจากอำนาจของกิเลสอาสวะเพราะอวิชชา” เรียกอีกอย่างว่า เป็นวิธีคิดที่ขาดปัญญาไม่ประกอบด้วยปัญญาความรู้ คือ “อโยนิโสมนสิการ” นั่นเอง

ในการมองเห็นความสัมพันธ์ของหลักธรรมที่มารวมกัน (ญาณสัมปยุตต์) เพื่ออธิบายสภาวธรรมใน “ลักษณะสากล” (Universal) ถือว่าเป็นเรื่องที่สำคัญยิ่งยวด คือ เข้าใจให้ถึง “ปรมัตถ์” ไม่เรื่องตื้นๆ แบบวิสัยทางโลก คือ เป็นขั้นตอนที่มองระบบโครงสร้างของสรรพสิ่งทั้งหลายถึง “โครงสร้างลึก” อันประกอบปัญญาญาณที่ละเอียดประณีต ความคิดตื้นๆ ไม่สามารถนำมาประกอบการเจริญภาวนาได้ ซึ่งเป็นความคิดที่ผิดเพี้ยนวิปลาส ไม่เป็นจริง ไม่ประกอบด้วยปัญญา เรียกว่า “ญาณวิปยุตต์” ฉะนั้น การวิปัสสนาภวนาไม่เกิดในที่ว่างเปล่าที่ไม่ประกอบด้วยปัญญา คือ ต้องประกอบด้วยปัญญา “ญาณสัมปยุตต์” เช่น การกล่าวถึงข้อสรุปที่เป็นทางการว่า “ธรรมทั้งหลาย ล้วนเป็นอนัตตา” คนสองคนกล่าวข้อความนี้มา มีความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง เพราะขึ้นอยู่กับพื้นฐานทางธรรม นั่นคือ “ภูมิรู้–ภูมิธรรม–ภูมิปัญญา” มีมากน้อยแค่ไหน สังเกตได้จากแนวคิดแนวปฏิบัติในการบำเพ็ญเพียรภาวนาที่สม่ำเสมอมากน้อยแค่ไหน

อย่างไรก็ตาม วิธีคิดในการเจริญภาวนานั้น ผู้เจริญภาวนาไม่ได้มีตัวอย่างในการพิจารณาที่เป็นรูปธรรมจับต้องได้ด้วยระบบประสาทสัมผัส แต่เป็นเรื่องเกี่ยวกับ “จิต” เท่านั้น ซึ่งหมายถึง “จิต ๘๙” พร้อมการพิจารณาถึงอาการลักษณะของจิต เรียกว่า “เจตสิก ๕๒” คำที่ว่า “การพิจารณา” (มนสิการ–วิปัสสนา) หมายถึง “สติ” (สติสัมปชัญญะ) ที่เป็น “สัมมาสติ” เท่านั้น คือ ผ่านการเจริญหลักธรรม “สติปัฏฐาน ๔” มาเป็นอย่างดี ที่สามารถคิดแบบ “โยนิโสมนสิการ” (ทักษะการคิดขั้นสูง) ที่สามารถวิเคราะห์แยกแยะความสัมพันธ์ระหว่างหลักธรรม (ทฤษฎี) กับสภาวธรรม (สิ่งที่ถูกพิจารณา) แล้วสามารถหาข้อสรุปได้อย่างถูกต้องตามความเป็นจริง (ตถตา) ดังนั้น ระดับคุณภาพของจิตแต่ละประเภทที่เกิดขึ้นนั้น ผู้เจริญภาวนาจะต้องมองเห็นองค์ประกอบด้านอาการลักษณะของจิต คือ “เจตสิก ๕๒” ว่ามี “อาการลักษณะของจิต” อะไรบ้างประกอบกันอยู่ ซึ่งไม่ใช่กระบวนการนิยามความหมายของสภาวธรรม (ปรากฏการณ์) ที่เกิดขึ้นแต่ประการใดทั้งสิ้น เพราะสภาวธรรมที่เกิดขึ้นในขณะจิตหนึ่งๆ นั้น มีจำนวนมากมายนับไม่ถ้วน คือ หาคำศัพท์มาใช้เรียกไม่ทันกับสภาวธรรมที่มีความเปลี่ยนแลงอยู่ตลอดเวลา นั่นหมายความว่า “เห็นสักว่าเห็น แต่ประกอบด้วยปัญญา ที่ตามรู้ตามทันความเปลี่ยนแปลงนั้น” (อนิจจังลักษณะ–วิปริฌาม–ความแปรปรวน) ภูมิความรู้ใน “เจตสิก ๕๒” ว่า มีกี่ประเภท แต่ละประเภทมาประกอบรวมกันเป็น “จิต ๘๙” ชนิดใดบ้าง นั่นแสดงว่า ผู้เจริญภาวนาต้องอธิบายสภาวธรรมที่เกิดดับแปรปรวนตลอดเวลาด้วย “องค์ประกอบของเจตสิกที่มีจำนวนแตกต่างกัน” เปรียบเสมือนกับการเก็บข้อมูลในดิสค์แถบแม่เหล็กที่มีค่า เป็น 1 หรือ 0 คือ ถ้ามีค่าเจตสิกตัวใด จะมีค่าเท่ากับ 1 ถ้าไม่มี จะมีค่าเท่ากับ 0 นั่นเอง หรือจะพิจารณาเป็นค่าบวกหรือลบก็ได้ในลักษณะเดียวกัน ฉะนั้น ความแม่นยำใน “องค์ธรรมย่อย” หรือ “ข้อธรรมย่อย” ในหลักธรรมจึงเป็นเรื่องสำคัญ เพราะข้อธรรมย่อยหลายข้อมาประกอบรวมกัน คือ “คำอธิบายสภาวธรรม” เรียกว่า “สัมปยุตตธรรม” หมายถึง กลุ่มธรรมที่มาประกอบกันหรือพ่วงรวมกัน (สัมปยุตตปัจจัย) ในขณะเดียวกัน สภาวะที่เกิดขึ้นในอีกมุมหนึ่งจะมีธรรมที่เป็นปรปักษ์เกิดขึ้นเช่นกัน (วิปยุตตปัจจัย) ดังนั้น “ความเข้าใจ–ปัญญา” ที่เกิดขึ้นนั้น ต้องสามารถพิจารณาได้ทั้งส่วนที่เป็นบวก เรียกว่า “สัมปยุตตปัจจัย” คือ ปัจจัยหรือความสัมพันธ์ที่ประกอบรวมกันตามสภาวะแบบ “ปัจจยการ” (ปฏิจจสมุปบาท–อิทัปปัจจยตา) และเป็นลบ “วิปยุตตปัจจัย” คือ ปัจจัยหรือความสัมพันธ์ที่แยกต่างหากกันตามสภาวะแบบ “ปัจจยการ” (ปฏิจจสมุปบาท–อิทัปปัจจยตา) เพราะฉะนั้น การพิจารณาสภาวธรรมที่เป็น “สังขตธรรม” (สังขารธรรม) ทั้งหลาย ต้องพิจารณาให้รู้แจ้งเห็นจริงตามสภาพที่ปรากฏ ๓ ลักษณะ เรียกว่า “สังขตลักษณะ ๓” ได้แก่ (๑) การเกิด–ปรากฏ (๒) การดับ–ปรากฏ และ (๓) เมื่อตั้งอยู่ – แปรปรวน การพิจารณาเห็น “ปฏิจจสมุปบาท ๑๒” เพียงอย่างเดียวนั้น ยังไม่เพียงพอ ต้องคิดให้ลึกกว่านั้นอีก คือ พิจารณาถึงสภาวธรรมข้างเคียงประกอบ เรียกว่า “ปฏิจจสมุปปันนธรรม” ดังนี้

“อัทธา ๓” คือ กาล ๓ ได้แก่
๑) อดีต = อวิชชา สังขาร
๒) ปัจจุบัน = วิญญาณ นามรูป สฬายตนะ ผัสสะ เวทนา ตัณหา อุปาทาน ภพ
๓) อนาคต = ชาติ ชรา มรณะ (ความโศก ความคร่ำครวญ ทุกข์ โทมนัส และความคับแค้นใจ)

“สังเขป ๔” (สังคหะ ๔) คือ ช่วง หมวด กลุ่ม ๔ ได้แก่
๑) อดีตเหตุ = อวิชชา สังขาร
๒ ) ปัจจุบันผล = วิญญาณ นามรูป สฬายตนะ ผัสสะ เวทนา
๓) ปัจจุบันเหตุ = ตัณหา อุปาทาน ภพ
๔) อนาคตผล = ชาติ ชรามรณะ (ความโศก ความคร่ำครวญ ทุกข์ โทมนัส และความคับแค้นใจ)

“สนธิ ๓” คือ ขั้วต่อ ระหว่างสังเขปหรือช่วงทั้ง ๔ ได้แก่
๑) ระหว่าง อดีตเหตุ กับ ปัจจุบันผล
๒) ระหว่าง ปัจจุบันผล กับ ปัจจุบันเหตุ
๓) ระหว่าง ปัจจุบันเหตุ กับ อนาคตผล

“วัฏฏะ ๓” คือ องค์ประกอบที่หมุนเวียนต่อเนื่องกันของภวจักร หรือสังสารจักร
๑) กิเลสวัฏฏ์ = อวิชชา ตัณหา และอุปาทาน
๒) กรรมวัฏฏ์ = สังขารและกรรมภพ
๓) วิปากวัฏฏ์ = วิญญาณ นามรูป สฬายตนะ ผัสสะ เวทนา ซึ่งแสดงออกในรูปปรากฏที่เรียกว่า อุปปัตติภพ ชาติ ชรา มรณะ เป็นต้น

“อาการ ๒๐” คือ องค์ประกอบแต่ละอย่าง อันเป็นดุจกำของล้อ จำแนกตามส่วนเหตุและส่วนผล ได้แก่
๑) อดีตเหตุ ๕ = อวิชชา สังขาร ตัณหา อุปาทาน ภพ
๒) ปัจจุบันผล ๕ = วิญญาณ นามรูป สฬายตนะ ผัสสะ เวทนา
๓) ปัจจุบันเหตุ ๕ = อวิชชา สังขาร ตัณหา อุปาทาน ภพ
๔) อนาคตผล ๕ = วิญญาณ นามรูป สฬายตนะ ผัสสะ เวทนา

“มูล ๒” คือ กิเลสที่เป็นตัวมูลเหตุ ซึ่งกำหนดเป็นจุดเริ่มต้นในวงจรแต่ละช่วง ได้แก่
๑) อวิชชา เป็นจุดเริ่มต้นในช่วงอดีต ส่งผลถึงเวทนาในช่วงปัจจุบัน
๒) ตัณหา เป็นจุดเริ่มต้นในช่วงปัจจุบัน ส่งผลถึงชรามรณะในช่วงอนาคต

ฉะนั้น การคิดจนครบกระบวนความใน “ปฏิจจสมุปบาท ๑๒” ดังกล่าวนี้ เรียกว่า “โยนิโสมนสิการ” อันประกอบด้วยปัญญา (ญาณสัมปยุตต์) ทำให้เห็นบรรดา “สัมปยุตตธรรม” ทั้งหมดครบวงจร เกิดลักษณะ “ความสมมาตร” (Symmetry) ในระบบความคิด คือ ระบบความคิดที่ไม่เว้าแว่นภายในระบบ แต่มีความสมดุลในวิธีคิดตลอดต้นจรดปลาย นอกจากนี้ อย่างไรก็ตาม ในการกำหนดสติตามพิจารณาสภาวธรรมนั้น เป็นเรื่องของ “การให้จิตพิจารณาจิต” ในตัวเราเอง ไม่ใช่ไปพิจารณาจิตของคนอื่นแต่อย่างใดทั้งสิ้น อาจกล่าวได้ว่า ถ้าบุคคลนั้นไม่มี “ปัญญาภูมิ” ที่ถึงพร้อม ก็คงใช้เวลานานมากในธรรมปฏิบัตินี้ แต่ถ้าเรามีการศึกษาให้ถึงพร้อมก่อนแล้ว ลงมือปฏิบัติเจริญภาวนา ก็คงใช้เวลน้อยลง ที่จะได้ “ดวงตาเห็นธรรม” (ธรรมจักษุ) เพราะว่าการได้ “ดวงตาเห็นธรรม” คือ ความสามารถทางปัญญาที่พิจารณาเห็นความสัมพันธ์ของข้อธรรมทั้งหมดที่เกิดร่วมกันในการอธิบายถึงสภาวธรรมที่ “เกิดขึ้น–ตั้งอยู่–แปรปรวนไป” สรรพสิ่งทั้งหลายไม่ได้มีอยู่อย่างโดยเดี่ยวเพียงลำพัง แต่อาศัยสิ่งอื่นๆ ร่วมสัมพันธ์กัน จึงมีขึ้นได้ ในการพิจารณาอาจจะพิจารณาจนถึงขั้นที่ว่า สิ่งใดสิ่งหนึ่งเกิดขึ้นเป็นธรราดา สิ่งทั้งหลายทั้งปวงนั้นย่อมดับไปเป็นธรรมดา ซึ่งทั้งหลายทั้งปวงนี้ เป็นข้อสรุปตามหลักธรรม “ปฏิจจสมุปบาท ๑๒” เมื่อนำไปประยุกต์ร่วมกับหลักธรรม “อริยสัจจ์ ๔” ยิ่งทำให้เห็นความจริงอันประเสริฐทั้ง ๔ ประการ คือ “ทุกข์–สมุทัย–นิโรธ–มรรค” ซึ่งเป็นแนวคิดแนวปฏิบัติเพื่อการดับกองทุกข์ทั้งหลาย ที่มีบ่อเกิดจากกิเลสอาสวะ ทำให้จิตของเราไปยึดมั่นถือมั่นใน “ขันธ์ ๕” เพราะความไม่รู้ “อวิชชา” เรียกว่า “อุปาทานขันธ์ ๕” โดยเฉพาะความยึดมั่นใน “อาสวะ ๔” ที่เป็นกิเลสที่มอมพื้นจิตตสันดาน หรือกิเลสที่ไหลซึมซ่านไปย้อมใจเมื่อประสบอารมณ์ต่างๆ ได้แก่ (๑) กามาสวะ (๒) ภวาสวะ (๓) ทิฏฐาสวะ และ (๔) อวิชชาสวะ เมื่อเรานำ “ปัญญาภูมิ” มาพิจารณาด้วยกระบวนการคิดแบบ “โยนิโสมนสิการ” จะพบว่า “ขันธ์ ๕” คือ กองชีวิตที่ประชุมกัน ๕ ขันธ์ นั้นเป็น “ทุกข์” การพิจารณาได้แค่นี้ยังไม่เพียงพอ ต้องมองให้เห็นการเกิดทุกข์ หรือสาเหตุปัจจัยของทุกข์มาจากไหน ซึ่งมีวิธีคิดหลายทางเช่นกัน เช่น การคิดแบบ “ปฏิจจสมุปบาท ๑๒” โดยพิจารณาให้ลึกถึง “ปฏิจจสมุปปันนธรรม” ด้วย ซึ่งทำให้เห็นกระบวนการเกิดทุกข์ และกระบวนการดับทุกข์ได้เช่นกัน นอกจากนี้ เรายังสามารถพิจารณาถึงการเกิดขึ้นของ “ขันธ์ ๕” โดยการพิจารณาด้วยหลักธรรม “อายตนะ ๑๒” ที่ทำให้เกิด “ความรู้” ขึ้นด้วยองค์ประกอบทั้ง ๕ ขันธ์ ได้แก่ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ซึ่งองค์ประกอบทั้ง ๕ อย่างนี้ ก็เป็นองค์ประกอบด้านเหตุปัจจัยใน “ปฏิจจสมุปบาท ๑๒” เช่นกัน ได้แก่ อวิชชา สังขาร วิญญาณ นามรูป สฬายตนะ ผัสสะ เวทนา ตัณหา อุปาทาน ภพ ชาติ ชรามรณะ

คำแนะนำที่เป็นประโยชน์ที่สุดสำหรับผู้เจริญภาวนานั้น คือ การสร้างภูมิปัญญาให้พร้อม คือ “ทฤษฎีในการเจริญภาวนา” ทั้งด้านสมถะและวิปัสสนา แหล่งความรู้นี้เราสามารถค้นหาได้จาก “พจนานุกรมุพุทธศาสตร์” (สุตมยปัญญา) การศึกษาหลักธรรมอย่างครบวงจรนั้น เป็นเรื่องสำคัญในการพัฒนาปัญญาในขั้นสูงสุด ความไม่แม่นยำในหลักธรรมทำให้วิบัติทางความคิดเห็น (มิจฉาทิฏฐิ) นั่นคือ ความล้มเหลวในธรรมปฏิบัติ ส่วนเคล็ดลับความสำเร็จของแต่ละคนนั้น ต้องค้นหาด้วยตนเอง ด้วยการปรึกษากับครูบาอาจารย์ด้านวิปัสสนาธุระเป็นสำคัญ ขอทบทวนองค์ความรู้ที่สำคัญในบทความนี้อีกครั้งหนึ่ง ในการบำเพ็ญเพียรภาวนาที่ก้าวจาก “สมถกรรมฐาน” ไปสู่ “วิปัสสนากัมมัฏฐาน” นั้น “โยคาวจร” ทั้งหลาย ทั้งฝ่ายบรรพชิตและฆราวาสนั้น ควรมี “ทักษะการคิดขั้นสูง” (Higher Thinking Skills) ซึ่งจะเป็นเครื่องมือกลไกในการสร้าง “ความเข้าใจ–ปัญญา” ที่เรียกว่า “ญาณทัสสนะ” (ความหยั่งรู้จริง–ความเห็นแจ้ง) ที่ประกอบด้วยปัญญา ที่เรียกว่า “ญาณสัมปยุตต์” ดังนั้น “ทักษะการคิดขั้นสูง” ดังกล่าวนั้น ได้แก่ (๑) ทักษะการคิดซับซ้อน (๒) ทักษะลักษณะการคิด (๓) ทักษะกระบวนการคิด และ (๔) ทักษะควบคุมและประเมินการคิดของตนเอง ซึ่งเป็นองค์ความรู้ทั้งหมดที่พัฒนาจากปัญญาแบบโยนิโสมนสิการทางโลก เพื่อที่จะก้าวไปสู่การพัฒนาปัญญาแบบโยนิโสมนสิการในทางธรรม ในประเด็นสำคัญอีกอย่างหนึ่งนั้น ให้เข้าใจว่า “ทักษะการคิดซับซ้อน” นั้น คือ แนวคิดแนวปฏิบัติที่เป็นไปตาม “ระเบียบวิธีการวิจัย” (Research Methodology) ที่มีหลักสำคัญในการสืบค้นความจริง ๕ ขั้นตอน โดยเปรียบเทียบกับหลักธรรม “อริยสัจจ์ ๔” และ “ผล ๔” โดยย่อดังนี้

๑. กำหนดปัญหาให้ถูกต้อง (Location of problem) = การกำหนดทุกขสัจจ์
๒. การตั้งสมมติฐาน (Setting up of hypothesis) = การกำหนดสมุทัยสัจจ์
๓. การทดลองและเก็บข้อมูล (Experimentation and gathering of data) = การกำหนดมัคคสัจจ์ (มัคคญาณ)
๔. การวิเคราะห์ข้อมูล (Data Analysis) = การกำหนดนิโรธสัจจ์
๕. การสรุปผล (Conclusion) = การกำหนดผลการเป็นอริยบุคคล (ผลญาณ)

เรากลับมาทำความเข้าใจกับหลักธรรม (๑) อริยสัจจ์ ๔ (๒) กิจในอริยสัจจ์ ๔ (๓) ไตรสิกขา และ (๔) มรรคมีองค์ ๘ ดังนี้

อริยสัจจ์ ๔ (The Four Noble Truths)

“อริยสัจจ์ ๔” หมายถึง ความจริงอันประเสริฐ ความจริงของพระอริยเจ้าผู้พ้นแล้วจากโลกียภูมิ ๓ ความจริงที่ทำให้ผู้เข้าถึงกลายเป็นอริยบุคคล ประกอบด้วยองค์ธรรมต่อไปนี้

(๑) ทุกข์ คือ ความทุกข์ สภาพที่ทนได้ยาก สภาวะที่บีบคั้น ขัดแย้ง บกพร่อง ขาดแก่นสารและความเที่ยงแท้ ไม่ให้ความพึงพอใจแท้จริง ได้แก่ ชาติ ชรา มรณะ การประจวบกับสิ่งอันไม่เป็นที่รัก การพลัดพรากจากสิ่งที่รัก ความปรารถนาไม่สมหวัง โดยย่อว่า “อุปาทานขันธ์ ๕ เป็นทุกข์” ในขั้นตอนนี้ เป็นการนำวิธีคิดแบบ “โยนิโสมนสิการ” มาใช้ ผสมผสานกับ “ปัญญาภูมิ” ได้แก่ ขันธ์ ๕ อายตนะ ๑๒ ธาตุ ๑๘ อินทรีย์ ๒๒ อริยสัจจ์ ๔ ปฏิจจสมุปบาท และ ปฏิจจสมุปปันนธรรม ทั้งหมด เพื่อให้เห็นความเป็นมาของ “ทุกข์” เรียกว่า “ทุกขสัจจ์” อย่างแท้จริง ให้พิจารณา “ญาณ” ๓ ข้อแรกใน “ญาณ ๑๖“ (โสภณญาณ) ได้แก่ (๑) นามรูปปริจเฉทญาณ คือ ญาณกำหนดจำแนกรู้นามและรูป นั่นคือ รู้ว่าสิ่งทั้งหลายมีแต่รูปธรรม และนามธรรม และกำหนดแยกได้ว่า อะไรเป็นรูปธรรม อะไรเป็นนามธรรม (๒) ปัจจยปริคคหญาณ คือ ญาณกำหนดรู้ปัจจัยของนามและรูป คือรู้ว่า รูปธรรมและนามธรรม ทั้งหลายเกิดจากเหตุปัจจัย และเป็นปัจจัยแก่กัน อาศัยกัน โดยรู้ตามแนวปฏิจจสมุปบาท ก็ดี ตามแนวกฎแห่งกรรมก็ดี ตามแนววัฏฏะ ๓ ก็ดี เป็นต้น และ (๓) สัมมสนญาณ คือ ญาณกำหนดรู้ด้วยพิจารณาเห็นนามและรูปโดยไตรลักษณ์ นั่นคือ ยกรูปธรรม และนามธรรมทั้งหลาย ขึ้นพิจารณาโดยเห็นตามลักษณะที่เป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มิใช่ตัวตน หลังจากนั้น จึงเริ่มเจริญ “วิปัสสนาญาณ ๙“ รวมทั้ง “ญาณ ๑๖“ ที่เหลือ เพื่อให้เห็น สมุทัย มรรค และนิโธ ตามลำดับ
(๒) ทุกขสมุทัย คือ เหตุเกิดแห่งทุกข์ สาเหตุให้ทุกข์เกิด ได้แก่ ตัณหา ๓ คือ กามตัณหา ภวตัณหา และ วิภวตัณหา โดยย่อว่า “ตัณหาเป็นต้นเหตุแห่งทุกข์”
(๓) ทุกขนิโรธ คือ ความดับทุกข์ ได้แก่ ภาวะที่ตัณหาดับสิ้นไป ภาวะที่เข้าถึงเมื่อกำจัดอวิชชา สำรอกตัณหาสิ้นแล้ว ไม่ถูกย้อม ไม่ติดข้อง หลุดพ้น สงบ ปลอดโปร่ง เป็นอิสระ คือ นิพพาน โดยย่อว่า “นิพพานเกิดจากการหลุดพ้นกองทุกข์ทั้งหลาย”
(๔) ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา คือ ปฏิปทาที่นำไปสู่ความดับแห่งทุกข์ ข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์ ได้แก่ “อริยอัฏฐังคิกมรรค” หรือ “มัชฌิมาปฏิปทา” แปลว่า “ทางสายกลาง” โดยย่อว่า “หนทางแห่งการดับทุกข์เกิดจากมัชฌิมาปฏิปทา” คือ “มรรคมีองค์ ๘” นี้ สรุปลงใน “ไตรสิกขา” คือ ศีล สมาธิ ปัญญา ดังรายละเอียดต่อไปนี้

ไตรสิกขา (The Threefold Learning)

(๑) อธิปัญญาสิกขา คือ ความรู้ความเข้าใจ และความคิดที่ถูกต้อง (สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปปะ)
(๒) อธิศีลสิกขา คือ การควบคุมพฤติกรรม (สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ)
(๓) อธิจิตตสิกขา คือ การฝึกฝนจิตหรือสมาธิภาวนา (สัมมาวายามะ สัมมาสติ สัมมาสมาธิ)

หมายเหตุ: “อริยสัจจ์ ๔” นี้ เรียกสั้นๆ ว่า “ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค” การแสดงอริยสัจจ์ ๔ นี้ มีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า “สามุกกังสิกาธรรมเทศนา”

หลักธรรม “อริยสัจจ์ ๔” ทำหน้าที่เป็นเครื่องมือในการวิเคราะห์และสังเคราะห์ตัวปัญหาที่เกิดขึ้นในชีวิต นั่นคือ “ทุกข์” เพื่อดับความทุกข์ที่เกิดขึ้น ด้วยการเห็นแจ้งในความจริงอันประเสริฐแห่งการหลุดไปสู่ความสงบและสันติสุขแห่งพระนิพพาน ดังนั้น การเจริญหลักธรรม “อริยสัจจ์ ๔” จำเป็นต้องเข้าใจหลักธรรม “กิจในอริยสัจจ์ ๔” คือ ข้อที่จะต้องปฏิบัติให้ถูกต้องและเสร็จสิ้นใน “อริยสัจจ์ ๔” แต่ละอย่าง จึงจะชื่อว่ารู้อริยสัจจ์หรือเป็นผู้ตรัสรู้แล้ว ได้แก่

(๑) ปริญญา คือ การกำหนดรู้ เป็นกิจในทุกข์ โดยการกำหนดขอบเขตของปัญหาแห่งทุกข์ให้รู้จักให้เข้าใจชัดตามสภาพที่เป็นจริง
(๒) ปหานะ คือ การละ เป็นกิจในโดยการกำจัด ทำให้หมดสิ้นไป หรือแก้ไขกำจัดต้นตอของปัญหา
(๓) สัจฉิกิริยา คือ การทำให้แจ้ง เป็นกิจในนิโรธ โดยทำให้แจ้ง เข้าถึง บรรลุถึงภาวะที่ปราศจากปัญหาหรือบรรลุจุดหมายที่ต้องการ
(๔) ภาวนา คือ การเจริญ เป็นกิจในมรรค โดยควรฝึกอบรม ลงมือปฏิบัติ กระทำตามวิธีการที่จะนำไปสู่จุดหมาย ด้วยการลงมือแก้ไขปัญหาที่กำลังประสบอยู่ในขณะนั้น

ในการแสดงทั้ง “อริยสัจจ์” และการปฏิบัติธรรมตามหลัก “อริยสัจจ์ ๔” จะต้องให้อริยสัจจ์แต่ละข้อ สัมพันธ์ตรงกันกับ “กิจในอริยสัจจ์ ๔” แต่ละอย่าง จึงจะเป็นการแสดงที่ถูกต้องและเป็นการปฏิบัติโดยชอบหรือ “สัมมาปฏิบัติ” คือ ปฏิบัติถูกทำนองคลองธรรม ดำเนินในมรรคมีองค์ ๘ ประการ ดังรายละเอียดต่อไปนี้

อริยสัจจ์ ๔ กับ กิจในอริยสัจจ์ ๔

(๑) ทุกข์ เป็นขั้นแถลงปัญหาที่จะต้องทำความเข้าใจและรู้ขอบเขต คือ “ปริญญา”
(๒) สมุทัย เป็นขั้นวิเคราะห์และวินิจฉัยมูลเหตุของปัญหา ซึ่งจะต้องแก้ไขกำจัดให้หมดสิ้นไป คือ “ปหานะ”
(๓) นิโรธ เป็นขั้นชี้บอกภาวะปราศจากปัญหา อันเป็นจุดหมายที่ต้องการ ให้เห็นว่าการแก้ปัญหาเป็นไปได้ และจุดหมายนั้นควรเข้าถึง ซึ่งจะต้องทำให้สำเร็จ คือ “สัจฉิกิริยา”
(๔) มรรค เป็นขั้นกำหนดวิธีการ ขั้นตอน และรายละเอียดที่จะต้องปฏิบัติในการลงมือแก้ปัญหา คือ “ภาวนา”

อย่างไรก็ตาม ในความตรัสรู้ธรรม “อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ” นั้น พระพุทธองค์ทรงใช้ “ญาณ ๓” หมายถึง ความหยั่งรู้ ปรีชาหยั่งรู้ ในการตรวจสอบพระองค์เองมี “ญาณทัสสนะ” ตามความเป็นจริงใน “อริยสัจจ์ ๔” ครบวนรอบ ๓ มี “อาการ ๑๒” จึงเรียกว่า “ญาณทัสสนะอันมีปริวัฏฏ์ ๓” ได้แก่

(๑) สัจจญาณ คือ หยั่งรู้สัจจะ ความหยั่งรู้อริยสัจจ์ ๔ แต่ละอย่างตามที่เป็นๆ ว่า นี้ทุกข์ นี้ทุกขสมุทัย นี้ทุกขนิโรธ นี้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา
(๒) กิจจญาณ คือ หยั่งรู้กิจ ความหยั่งรู้กิจอันจะต้องทำในอริยสัจจ์ ๔ แต่ละอย่างว่า ทุกข์ควรกำหนดรู้ ทุกขสมุทัยควรละเสีย ทุกขนิโรธควรทำให้แจ้งชัด ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาควรยบำเพ็ญเพียรให้เสร็จสิ้น
(๓) กตญาณ คือ หยั่งรู้การอันทำแล้ว ความหยั่งรู้ว่ากิจอันจะต้องทำในอริยสัจจ์ ๔ แต่ละอย่างนั้นได้ทำเสร็จแล้ว

ความแตกต่างระหว่าง “วิชชา ๓” กับ “ญาณ ๓” ดังนี้ “วิชชา ๓” ความรู้วิเศษ ที่ช่วยเกื้อกูลในความตรัสรู้ทางอ้อมกับ “อริยสัจจ์ ๔” คือ “อาสวักขยญาณ” (ความตรัสรู้) ส่วน “ญาณ ๓” คื ความหยั่งรู้ ที่ช่วยเกื้อกูลในความตรัสรู้ธรรม “อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ” โดยตรง ที่ประกอบด้วย (๑) สัจจญาณ (๒) กิจจญาณ และ (๓) กตญาณ ตามลำดับ ญาณทั้ง ๓ นี้ เรียกอีกอย่างว่า “ปัจจเวกขณญาณ” (ข้อ ๑๖ ในญาณ ๑๖) หมายถึง ญาณหยั่งรู้ด้วยการพิจารณาทบทวน คือ สำรวจรู้มรรคผล กิเลสที่ละแล้ว กิเลสที่เหลืออยู่ และนิพพาน เว้นแต่ว่าพระอรหันต์ไม่มีการพิจารณากิเลสที่ยังเหลืออยู่ เพราะฉะนั้น ขั้นตอนของความตรัสรู้ขั้นสุดท้าย จะต้องมีการตรวจสอบความสมบูรณ์ของการภาวนาด้วย “ญาณ ๓” หรือ “ปัจจเวกขณญาณ” จึงจะถือว่าความตรัสรู้นั้นเสร็จสิ้นสมบูรณ์ ขอให้ผู้เจริญภาวนาสังเกตขั้นตอนของการเจริญหลักธรรม “อริยสัจจ์ ๔” อย่างละเอียดอีกครั้ง

ดังนั้น แนวคิดแนวปฏิบัติในทางธรรมนั้น การสืบค้นหาความจริงที่สูงสุดโดยปรมัตถ์นั้น คือ “อริยสัจจ์ ๔” ซึ่งเป็นกระบวนการ “การใช้จิตตามพิจารณาจิต” เพื่อให้ “จิตและปัญญา” เกิดความบริสุทธิ์หมดจดจากกิเลสอาสวะ คือ “อาสวักขยญาณ” (ข้อ ๓ ในวิชชา ๓) ซึ่งทำให้ “ญาณทัสสนะ” เกิดความบริสุทธิ์หมดจดเช่นกัน เรียกว่า “ญาณทัสสนวิสุทธิ” (ข้อ ๗ ในวิสุทธิ ๗) การเจริญหลักธรรม “วิสุทธิ ๗” (ความบริสุทธิ์ที่สูงขึ้นไปเป็นขั้นๆ ธรรมที่ชำระสัตว์ให้
บริสุทธิ์ ยังไตรสิกขาให้บริบูรณ์เป็นขั้นๆ ไปโดยลำดับ จนบรรลุจุดหมาย คือ “นิพพาน”) จะเกิดขึ้นพร้อมการเจริญหลักธรรม “อริยสัจจ์ ๔” พร้อมด้วย “วิปัสสนาญาณ ๙” และ “ญาณ ๑๖” ซึ่งต้องประกอบด้วย “ปัญญาภูมิ” ตามแนวคิดแบบ “โยนิโสมนสิการ” (ญาณสัมปยุตต์) ขั้นตอนหลุดพ้นจากกิเลสอาสวะ คือ การชำระจิตและปัญญาให้บริสุทธิ์หมดจด ซึ่งจะเกิดขึ้นกับการเจริญ “มัคคญาณ” กับ “ผลญาณ” (โลกุตตรสัมมาทิฏฐิ) ซึ่งมี “อาสวักขยญาณ–ความตรัสรู้” (ข้อ ๓ ในวิชชา ๓ คือ ญาณหยั่งรู้ในธรรมเป็นที่สิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย ความรู้ที่ทำให้สิ้นอาสวะ ซึ่งจะบรรลุได้หลัง “ฌานที่ ๔ – จตุตถฌาน“) ทำหน้าที่เป็นองค์ประธานแห่งความตรัสรู้ธรรม คือ “สัมมาสัมโพธิญาณ” (ความรู้วิเศษที่ถูกต้องแห่งความตรัสรู้ใน “ยถธรรม–ยถาภูตธรรม”) และทำให้เกิด “ปัญญาภูมิ” อื่นเพิ่มขึ้น นั่นคือ “จักขุ ๕” หมายถึง พระจักษุอันเป็นสมบัติของพระผู้มีพระภาคเจ้า ได้แก่

(๑) มังสจักขุ นั่นคือ “ตาเนื้อ” คือ ทรงมีพระเนตรอันงาม มีอำนาจ เห็นแจ่มใส ไว และเห็นไกล
(๒) ทิพพจักขุ นั่นคือ “ตาทิพย์” คือ ทรงมีพระญาณอันเห็นหมู่สัตว์ผู้เป็นไปต่างๆ กัน ด้วยอำนาจกรรม
(๓) ปัญญาจักขุ นั่นคือ “ตาปัญญา” คือ ทรงประกอบด้วยพระปัญญาคุณยิ่งใหญ่ เป็นเหตุให้สามารถตรัสรู้อริยสัจจธรรม เป็นต้น
(๔) พุทธจักขุ นั่นคือ “ตาพระพุทธเจ้า” คือ ทรงประกอบด้วยอินทริยปโรปริยัตตญาณ และอาสยานุสยญาณ เป็นเหตุให้ทรงทราบอัธยาศัยและอุปนิสัยแห่งเวไนยสัตว์ แล้วทรงสั่งสอนแนะนำให้บรรลุคุณวิเศษต่างๆ ยังพุทธกิจให้บริบูรณ์
(๕) สมันตจักขุ นั่นคือ “ตาเห็นรอบ” คือ ทรงประกอบด้วย “พระสัพพัญญุตญาณ” อันหยั่งรู้ธรรมทุกประการ

ดังนั้น ในการบรรลุคุณวิเศษเหล่านี้ ยังทำให้เกิด “ญาณ” ต่างๆ ที่เกื้อกูลกันต่อความตรัสรู้พระพุทธองค์ คือ “ทศพลญาณ” หมายถึง พระญาณอันเป็นกำลังของพระตถาคต ๑๐ ประการ ที่ทำให้พระองค์สามารถบันลือสีหนาท ประกาศพระศาสนาได้มั่นคง ได้แก่

(๑) ฐานาฐานญาณ คือ ปรีชาหยั่งรู้ฐานะและอฐานะ รู้กฎธรรมชาติเกี่ยวกับขอบเขตและขีดขั้นของสิ่งทั้งหลายว่า อะไรเป็นไปได้ อะไรเป็นไปไม่ได้ และแค่ไหนเพียงไร โดยเฉพาะในแง่ความสัมพันธ์ระหว่างเหตุกับผล และกฎเกณฑ์ทางจริยธรรม เกี่ยวกับสมรรถวิสัยของบุคคล ซึ่งจะได้รับผลกรรมที่ดีและชั่วต่างๆ กัน
(๒) กรรมวิปากญาณ คือ ปรีชาหยั่งรู้ผลของกรรม สามารถกำหนดแยกการให้ผลอย่างสลับซับซ้อน ระหว่างกรรมดีกับกรรมชั่ว ที่สัมพันธ์กับปัจจัยแวดล้อมต่างๆ มองเห็นรายละเอียดและความสัมพันธ์ภายในกระบวนการก่อผลของกรรมอย่างชัดเจน
(๓) สัพพัตถคามินีปฏิปทาญาณ คือ ปรีชาหยั่งรู้ข้อปฏิบัติที่จะนำไปสู่คติทั้งปวง ได้แก่ สุคติ ทุคติ หรือ พ้นจากคติ หรือปรีชาหยั่งรู้ข้อปฏิบัติที่จะนำไปสู่อรรถประโยชน์ทั้งปวง กล่าวคือ ทิฏฐธัมมิกัตถะสัมปรายิกัตถะ หรือ ปรมัตถะ คือ รู้ว่าเมื่อปรารถนาจะเข้าถึงคติหรือประโยชน์ใด จะต้องทำอะไรบ้าง มีรายละเอียดวิธีปฏิบัติอย่างไร
(๔) นานาธาตุญาณ คือ ปรีชาหยั่งรู้สภาวะของโลกอันประกอบด้วยธาตุต่างๆ เป็นอเนก รู้สภาวะของธรรมชาติ ทั้งฝ่ายอุปาทินนกสังขารและฝ่ายอนุปาทินนกสังขาร เช่น รู้จักส่วนประกอบต่างๆ ของชีวิต สภาวะของส่วนประกอบเหล่านั้น พร้อมทั้งลักษณะและหน้าที่ของมันแต่ละอย่าง อาทิ การปฏิบัติหน้าที่ของขันธ์ อายตนะ และธาตุต่างๆ ในกระบวนการรับรู้ เป็นต้น และรู้เหตุแห่งความแตกต่างกันของสิ่งทั้งหลายเหล่านั้น
(๕) นานาธิมุตติกญาณ คือ ปรีชาหยั่งรู้อธิมุติ รู้อัธยาศัย ความโน้มเอียง ความเชื่อถือ แนวความสนใจ เป็นต้น ของสัตว์ทั้งหลายที่เป็นไปต่างๆ กัน
(๖) อินทริยปโรปริยัตตญาณ คือ ปรีชาหยั่งรู้ความยิ่งและหย่อนแห่งอินทรีย์ของสัตว์ทั้งหลาย รู้ว่าสัตว์นั้นๆ มีศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา แค่ไหน เพียงใด มีกิเลสมาก กิเลสน้อย มีอินทรีย์อ่อน หรือแก่กล้า สอนง่าย หรือสอนยาก มีความพร้อมที่จะตรัสรู้หรือไม่
(๗) ฌานาทิสังกิเลสาทิญาณ คือ ปรีชาหยั่งรู้ความเศร้าหมอง ความผ่องแผ้ว การออกแห่งฌาน วิโมกข์ สมาธิ และสมาบัติทั้งหลาย
(๘) ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ คือ ปรีชาหยั่งรู้อันทำให้ระลึกภพที่เคยอยู่ในหนหลังได้
(๙) จุตูปปาตญาณ คือ ปรีชาหยั่งรู้จุติและอุบัติของสัตว์ทั้งหลายอันเป็นไปตามกรรม
(๑๐) อาสวักขยญาณ คือ ปรีชาหยั่งรู้ความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย

ฉะนั้น การพัฒนาภูมิปัญญาทางธรรมนั้น จะเกิด “ญาณ–วิชชา–อภิญญา–อธิคม–ธรรมวิเศษ” เกิดขึ้น
ส่วนการพัฒนาภูมิปัญญาทางโลกนั้น เรียกว่า “ความคิดริเริ่ม” หรือ “ความคิดสร้างสรรค์” ทำให้สามารถสร้าง “นวัตกรรมทางคิด” ใหม่ๆ ออกมาสู่สังคม ส่วนการเกิด “ญาณ–วิชชา–อภิญญา–อธิคม–คุณวิเศษ–ธรรมวิเศษ” นั้น จะเริ่มเกิดตั้งแต่การบรรลุฌานทั้ง ๔ ขั้น หมายถึง “รูปฌาน ๔” โดยเริ่มต้นที่ “วิชชา ๓” ก่อน ส่วนใหญ่ผู้เจริญภาวนาเมื่อบรรลุคุณวิเศษนี้แล้ว มักไม่ค่อยก้าวหน้าต่อไป คือ เกิดการยึดมั่นถือมั่นในคุณวิเศษนั้น “อุปาทาน” จนกิเลสอาสวะสามารถเข้ามาครอบครองจิตใจได้เหมือนเดิม ส่วนใหญ่ทำผิดใน “สัมมาอาชีวะ” คือ หลอกชาวบ้านหากินไม่สุจริตเพื่อลาภสักการะด้วยความใคร่อยากเพราะกิเลสตัณหานั่นเอง ดังนั้น ผู้ที่เป็น “อริยบุคคล” นี้ จึงหาได้ยากมากพอสมควร เพราะไปได้ไม่ตลอดรอดฝั่ง ตายน้ำตื้น เพราะ “ความประมาท” และขาดการเจริญธรรมแบบ “โยนิโสมนสิการ” นั่นเอง ความเสื่อมจึงเกิดขึ้นได้ง่ายเพราะขาดสติไม่ประกอบด้วย “ความรู้–ปัญญา” นั่นเอง



[Last Modified: October 28, 2012]

[Last Modified: October 14, 2015]

   

 

 

 

 

 

Visitor Number:
5133146