๒๐. ปัจจุบันธรรมแห่งเส้นทางอริยมรรค

      An Existing Phenomenon on the Noble Path

ขอน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น
 In Honor of the Blessed One of the Fully Enlightened One

By Nithee Siripat – Siripat.com and Academiae Network. 2012

Your Reading Number:  1250  

สัพเพเหระกับผู้เขียน ๒๕๕๕

 

    File Download of Reading References

 
Dictionary of Numerical Dhammas — พจนานุกรมพุทธศาสน์ หมวดธรรม
  Dictionary of Buddhist Terms — พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์

 

บทความที่ ๒๐ ประจำปี ๒๕๕๕ – ปัจจุบันธรรมแห่งเส้นทางอริยมรรค

 
 

การค้นหาข้อปฏิบัติที่ถูกต้องเป็นภาระสำคัญในการศึกษาธรรมปฏิบัติ ที่สามารถนำมาใช้ได้จริงในชีวิตประจำวันและนำไปใช้ได้จริงสำหรับกิจในการเจริญภาวนา ดังนั้น ธรรมอันใดที่เป็นข้อปฏิบัติที่ถูกต้องสมเหตุสมผลอันจะลุถึงได้จริง นั่นคือ “ความสงบสุขในชีวิต” อันหลุดพ้นจากกิเลสอาสวะ ซึ่งเป้าหมายสูงสุดโดยปรมัตถ์ คือ “นิพพาน” เส้นทางที่ถูกต้อง วิธีการที่ถูกต้อง เรียกว่า “ญายธรรม” ซึ่งหมายถึง “อริยอัฏฐังคิกมรรค” (มรรคมีองค์ ๘) เพื่อให้ได้ชื่อว่า “ญายปฏิปนฺโน” (ข้อ ๓ ในสังฆคุณ ๙) คือ เป็นผู้ปฏิบัติถูกทาง ปฏิบัติเป็นธรรม ปฏิบัติปฏิปทาที่จะให้เกิด “ความรู้–ปัญญา” ปฏิบัติเพื่อได้ความรู้ธรรม ปฏิบัติเพื่อออกจากทุกข์ อีกนัยหนึ่งว่า ปฏิบัติมุ่งธรรมเป็นใหญ่ ถือความถูกต้องเป็นประมาณ เมื่อพิจารณาถึงสภาวะด้านจิตใจที่เกิดขึ้นนั้น มีกระบวนการคิดที่มีต่อสภาพแวดล้อมอย่างไรในขณะที่จิตที่เป็น “มโนวิญญาณ” (ความรู้อารมณ์ทางใจ รู้ธรรมารมณ์ด้วยใจ รู้ความนึกคิด) ที่ทำหน้ารับรู้เสพอารมณ์ความรู้สึกที่เกิดขึ้นตลอดเวลาทุกขณะจิต (วิถีจิต) ซึ่งเรียกว่า “สังขาร” คือ ความนึกคิดประกอบด้วย “สัญเจตนา” คือ เจตนาที่แต่งกรรม ปรุงแต่งการกระทำ ความแสวงหาอารมณ์ ความคิดอ่าน ความจงใจ ได้แก่ (๑) กายสังขาร–กายสัญเจตนา (๒) วจีสังขาร–วจีสัญเจตนา (๓) มโนสังขาร–มโนสัญเจตนา ดังนั้น การพิจารณาความนึกคิดที่เป็นปัจจุบันจะต้องปรับเปลี่ยนที่ “สัญเจตนา” ให้ถูกต้องมีเหตุผล ด้วยวิธีปฏิบัติด้วย “สัมมาปฏิปทา–ญายปฏิบัติ” นั่นคือ ให้ดำเนินเป็นไปตาม “อริยอัฏฐังคิกมรรค” ซึ่งประกอบด้วยคุณธรรม ๘ ประการ ดังนี้

(๑) สัมมาทิฏฐิ
ความเห็นชอบ
(๒) สัมมาสังกัปปะ
ความดำริชอบ
(๓) สัมมาวาจา
ความพูดชอบ
(๔) สัมมากัมมันตะ
การงานชอบ
(๕) สัมมาอาชีวะ
เลี้ยงชีพชอบ
(๖) สัมมาวายามะ
ความเพียรชอบ
(๗) สัมมาสติ
ระลึกชอบ
(๘) สัมมาสมาธิ ตั้งใจมั่นชอบ

แนวคิดแนวปฏิบัติดังกล่าวนี้ เรียกอีกอย่างว่า “อริยมรรค” มีองค์ ๘ ประการ ซึ่งเป็นทางดำเนินปฏิปทาของพระอริยะ ญาณอันให้สำเร็จความเป็นอริยบุคคล คือ “มรรค ๔” คือ ญาณที่ทำให้ละสังโยชน์ได้ขาด ได้แก่ (๑) โสดาปัตติมรรค (๒) สกทาคามิมรรค (๓) อนาคามิมรรค และ (๔) อรหัตตมรรค ให้พิจารณาถึงขั้นตอนรายละเอียดในสัมมาปฏิปทาใน “มรรค ๔” ที่มีสมุฏฐานมาจากการละสังโยชน์ทั้ง ๑๐ ประการ ดังนี้

“มรรค ๔” หมายถึง ทางเข้าถึงความเป็นอริยบุคคล ญาณที่ทำให้ละสังโยชน์ได้ขาด ได้แก่
(๑) โสดาปัตติมรรค คือ มรรคอันให้ถึงกระแสที่นำไปสู่พระนิพพานทีแรก มรรคอันให้ถึงความเป็นพระโสดาบัน เป็นเหตุละสังโยชน์ได้ ๓ ได้แก่ สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส
(๒) สกทาคามิมรรค คือ มรรคอันให้ถึงความเป็นพระสกทาคามี เป็นเหตุละสังโยชน์ได้ ๓ ข้อต้น กับทำราคะ โทสะ โมหะ ให้เบาบางลง
(๓) อนาคามิมรรค คือ มรรคอันให้ถึงความเป็นพระอนาคามี เป็นเหตุละสังโยชน์เบื้องต่ำได้ทั้ง ๕ ได้แก่ สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส กามราคะ ปฏิฆะ
(๔) อรหัตตมรรค คือ มรรคอันให้ถึงความเป็นพระอรหันต์ เป็นเหตุละสังโยชน์ได้หมดทั้ง ๑๐ ได้แก่ สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส กามราคะ ปฏิฆะ รูปราคะ อรูปราคะ มานะ อุทธัจจะ อวิชชา

“สังโยชน์ ๑๐” หมายถึง กิเลสอันผูกใจสัตว์ ธรรมที่มัดสัตว์ไว้กับวัฏฏทุกข์ หรือผูกกรรมไว้ ได้แก่
ก. โอรัมภาคิยสังโยชน์ ๕ (สังโยชน์เบื้องต่ำ เป็นอย่างหยาบ เป็นไปในภพอันต่ำ)
(๑) สักกายทิฏฐิ คือ ความเห็นว่าเป็นตัวของตน เช่น เห็นรูป เห็นเวทนา เห็นวิญญาณ เป็นตน เป็นต้น
(๒) วิจิกิจฉา คือ ความสงสัย ความลังเล ไม่แน่ใจ
(๓) สีลัพพตปรามาส คือ ความถือมั่นศีลพรต โดยสักว่าทำตามๆ กันไปอย่างงมงายเห็นว่าจะบริสุทธิ์หลุดพ้นได้เพียงด้วยศีลและวัตร
(๔) กามราคะ คือ ความกำหนัดในกาม ความติดใจในกามคุณ
(๕) ปฏิฆะ คือ ความกระทบกระทั่งในใจ ความหงุดหงิดขัดเคือง
ข. อุทธัมภาคิยสังโยชน์ ๕ (สังโยชน์เบื้องสูง เป็นอย่างละเอียด เป็นไปแม้ในภพอันสูง)
(๖) รูปราคะ คือ ความติดใจในอารมณ์แห่งรูปฌาน หรือในรูปธรรมอันประณีต ความปรารถนาในรูปภพ
(๗) อรูปราคะ คือ ความติดใจในอารมณ์แห่งอรูปฌาน หรือในอรูปธรรม ความปรารถนาในอรูปภพ
(๘) มานะ คือ ความสำคัญตน ถือตนว่าเป็นนั่นเป็นนี่
(๙) อุทธัจจะ คือ ความฟุ้งซ่าน
(๑๐) อวิชชา คือ ความไม่รู้จริง ความหลง

ดังรายละเอียดที่กล่าวถึง “อริยมรรค” จะพบว่า การประพฤติปฏิบัติธรรมที่ถูกต้องย่อมทำให้ผู้เจริญภาวนาสามารถบรรลุถึงความเป็นอริยบุคคลได้ ตามระดับความเพียรของแต่ละบุคคล เพราะฉะนั้น ความนึกคิดที่เกิดขึ้นทุกขณะจิตนั้น เรียกว่า “ปัจจุบันธรรม” หมายถึง สภาวะทางความคิดที่กำลังปรับเปลี่ยนตามสภาวธรรมที่มีเหตุปัจจัยเป็นองค์ประกอบร่วม แต่ให้ตั้งสติไว้ที่ “สภาวะที่เป็นปัจจุบัน” ซึ่งจะกลายเป็นมูลเหตุที่กระทำในปัจจุบันและจะส่งผลวิบากแห่งกรรมในอนาคต ไม่ควรคำนึงถึงเรื่องราวในอดีต และเรื่องราวในอนาคต จนเกิดอาการความฟุ้งซ่าน ความหงุดหงิดขัดเคือง ความสงสัย หรือความเห็นว่าเป็นตัวของตน เป็นต้น ซึ่งเป็นเรื่องของกิเลสที่จะขัดขวางการเข้าความดีแห่งบุญกุศลกรรม เพราะฉะนั้น การเจริญสติต้องเป็นเรื่องการทำความดีที่ในปัจจุบันที่จะส่งผลวิบากในอนาคตที่เป็นความดีเช่นกัน ฉะนั้น “ความนึกคิด–ความคิดอ่าน–ณ–ปัจจุบัน” จะต้องเป็นไปตามข้อปฏิบัติตามอริยมรรคทั้ง ๘ ประการ ซึ่งเป็นแนวคิดแนวปฏิบัติที่ประกอบด้วย “ปัญญาภูมิ” แห่งวิปัสสนาภาวนา ซึ่งเป็นปัญญาระดับ “ภาวนามยปัญญา” ที่พัฒนามาจากทักษะการคิดซับซ้อนที่เป็นปัญญาระดับ “จินตามยปัญญา” กับ “สุตมยปัญญา” ส่วนทักษะการประยุกต์องค์ความรู้ปัญญาทั้ง ๓ อย่างนั้น คือ “โยนิโสมนสิการ” หมายถึง ความฉลาดคิดอย่างแยบคายและเป็นประโยชน์สูงสุดทางด้านธรรมปฏิบัติที่จะเกิดขึ้นในอนาคต เพื่อความหลุดพ้นจากกิเลสอาสวะ และเกิดปัญญาญาณแห่งความตรัสรู้อริยธรรมอันเป็น “สัจจธรรม” ที่แท้จริงแน่นอน เรียกว่า “ยถาภูตธรรม” ที่เป็นไปตามเหตุปัจจัยของ “ปฏิจจสมุปบาท–อิทัปปัจจยตา” รวมทั้งกลุ่มธรรมที่พ่วงมาด้วย คือ “ปฏิจจสมุปปันนธรรม” เพื่อเชื่องโยงผลไปสู่การบรรลุธรรมใน “อริยสัจจ์ ๔” ซึ่งเป็นกระบวนการคิดเชิงวิจัยเพื่อการดับกิเลสและกองทุกข์ทั้งปวงให้สิ้นไป การพิจารณาสภาวธรรม คือ “ทุกข์” ด้วยความนึกคิดที่ขาดลอย ด้วยญาณหยั่งรู้ (วิปัสสนาญาณ–ปัญญาภูมิ) ที่มี “สมถภาวนา–รูปฌาน” เป็นบทบาทต่อการเจริญวิปัสสนาภาวนา นั่นหมายถึง บุคคลที่ถึงพร้อมการพัฒนาตนที่อยู่บนเส้นทางอริยมรรคแล้ว สามารถรักษาอารมณ์กรรมฐานอยู่ได้ตลอดขณะจิต ไม่ว่าจะเป็นฌานระดับไหนก็ได้ เพราะฉะนั้น “ฌานสมาธิ” จึงเป็นพื้นฐานสำคัญของผู้เจริญภาวนาที่เกิดขึ้นในสภาวะปัจจุบันของจิต เมื่อกล่าวถึง “การพัฒนากาย–การพัฒนาจิต–การพัฒนาปัญญา” คือ กระบวนการชำระให้เกิดความบริสุทธิ์หมดจดจากกิเลสอาสวะ เรียกว่า “วิสุทธิ” ที่เกิดขึ้นพร้อมกับขั้นตอนใน “อริยสัจจ์ ๔” ด้วยการวิปัสสนาด้วย “ปัญญาภูมิ” โดยกำหนดสติพิจารณาในความนึกคิดแบบ “โยนิโสมนสิการ” ซึ่งจะมี “วิชชา” ต่างๆ เกิดขึ้น เป็นองค์ธรรมสนับสนุน (อาสวักขยญาณ) จนทำให้เกิด “ญาณทัสสนวิสุทธิ” ก้าวสู่แนวทางอริยมรรค คือ “มัคคญาณ” และอริยผล คือ “ผลญาณ” ที่ถึงพร้อมด้วย “โลกุตตรสัมมาทิฏฐิ” สามารถเข้าถึงได้การตรัสรู้ตถธรรมที่แท้จริงแน่นอน ซึ่งเป็นสิ่งที่มีจริงตามที่เป็นจริงผ่านอินทรีย์ทั้ง ๖ ที่จิตไม่เข้าไปปรุงแต่งด้วยกิเลส (อินทรีย์สังวร) แต่เป็นความจริงสูงสุดตาม กฎไตรลักษณ์ (อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา) จนถึงความรู้แจ้งเห็นจริงในภูมิของ “สัมมาสัมโพธิญาณ” ได้จนที่สุด เพราะฉะนั้น “ความรู้–ความคิด–ความเข้าใจ” ที่ใช้ในการอธิบาย “สภาวธรรม” (คือ (๑) อุปาทานขันธ์ ๕ คู่กับ (๒) ปรากฏการณ์ที่เกิดจริงผ่านอินทรีย์ ๖ ซึ่งเป็น “สมมุติสัจจะ” โดยนำไปเปรียบเทียบกับความเป็นจริงสูงสุดซึ่งเป็น “ปรมัตถสัจจะ”) ให้ใช้สติกำหนดพิจารณาปรากฏการณ์แห่งสภาวธรรมที่เป็น “ปัจจุบันธรรม” (ธาตุรู้–มโนวิญญาณธาตุ–จิต) ตามความเป็นจริง คือ การพิจารณาให้เห็นความเปลี่ยนแปลงใน “สังขาร ๓” (ข้อ ๒ ในปฏิจจสมุปบาท ๑๒) ของตนเองที่ฝ่ายกุศลธรรม ได้แก่ (๑) กายสังขาร คือ สภาพปรุงแต่งกาย นั่นคือ ลมหายใจเข้า–ออก (อัสสาสะ–ปัสสาสะ) หรือ สภาพที่ปรุงแต่งการกระทำทางกาย ได้แก่ กายสัญเจตนา คือ ความจงใจทางกาย (๒) วจีสังขาร คือ สภาพปรุงแต่งวจี นั่นคือ วิตกและวิจาร หรือ สภาพที่ปรุงแต่งการกระทำทางวาจา ได้แก่ วจีสัญเจตนา คือ ความจงใจทางวาจา และ (๓) จิตตสังขาร คือ สภาพที่ปรุงแต่งใจ นั่นคือ สัญญาและเวทนา หรือ สภาพที่ปรุงแต่งการกระทำทางใจ ได้แก่ มโนสัญเจตนา คือ ความจงใจทางใจ เพื่อให้เป็นประโยชน์ทั้งในการดำเนินชีวิตปกติและธรรมปฏิบัติ ณ ปัจจุบัน ซึ่งเป็น “ความจริงที่มีอยู่” (อัตตา) แต่ “ไม่มีจริง” (อนัตตา) เพราะเป็นอนิจจัง ถ้าเข้าไปยึดถือยึดมั่นเอาไว้ด้วยอินทรีย์ ๖ ย่อมทำให้เกิดทุกข์ (ทุกขัง) เพราะจิตของเราเข้าไปรับรู้เสพอารมณ์นั้น นั่นคือ การใช้ธรรมเป็นการรู้ให้เท่าทันสภาวธรรมที่อยู่ล้อมรอบตัวเราในปัจจุบัน การดับทุกข์ทั้งในอริยสัจจ์ ๔ และไตรลักษณ์ คือ ดับที่สาเหตุแห่งทุกข์ (จิต–อารมณ์ความรู้ผ่านอินทรีย์ ๖ ที่ปรุงแต่งขึ้น ทั้งกุศลและอกุศล) ด้วย “อริยมรรคแห่งญายธรรม” อันเป็นแนวทางปฏิบัติที่ประเสริฐ ฉะนั้น การรู้ธรรมะคือการรู้ความจริง เพราะธรรมะคือกระจกเงาที่สะท้อนให้เห็นความจริงของจิตตนเอง และค่าของจิตจะแสดงออกทางการกระทำที่เป็น “สังขาร” คือ กายสังขาร วจีสังขาร และมโนสังขาร ว่าเป็นฝ่ายกุศลหรืออกุศล

[Last Modified: October 31, 2012]
[Last Modified: October 14, 2015]

   

 

 

 

 

 

Visitor Number:
5133178