๒๑. ภาวิตัตต์แห่งญายปฏิปันโน

      The Self–Actualized of Right Conducts

ขอน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น
 In Honor of the Blessed One of the Fully Enlightened One

By Nithee Siripat – Siripat.com and Academiae Network. 2012

Your Reading Number:  1286  

สัพเพเหระกับผู้เขียน ๒๕๕๕

 

    File Download of Reading References

 
Dictionary of Numerical Dhammas — พจนานุกรมพุทธศาสน์ หมวดธรรม
  Dictionary of Buddhist Terms — พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์

 

บทความที่ ๒๑ ประจำปี ๒๕๕๕ – ภาวิตัตต์แห่งญายปฏิปันโน

 
 

ข้อสังเกตอย่างหนึ่ง เกี่ยวกับการเผยแพร่พระศาสนา ที่ผู้ทำหน้าที่ประกาศพระศาสนานั้น พยายามหลีกเลี่ยงการใช้ศัพท์บัญญัติทางพุทธศาสตร์ โดยใช้คำศัพท์พื้นฐานทั่วไปมาแทน ทำให้ความหมายของคำศัพท์จริงมีความผิดเพี้ยนไป สื่อไม่ตรงกับความหมายดั้งเดิม และสร้างความหนักใจให้แก่ผู้ทำหน้าที่ในการสั่งสอนสาธุชนทั้งหลาย ปัญหาที่ตามมาคือ แทนที่จะทำเรื่องศาสนาให้ง่ายขึ้น กลับสร้างปัญหาที่ซับซ้อนมากขึ้น คือ เกิดการไม่ยอมรับคำศัพท์บัญญัติที่เป็นภาษาบาลีสันสกฤต โดยมีข้ออ้างว่า “ยากอ่านไม่ออกแปลไม่ถูก” การหลีกหนีประเด็น “คำศัพท์บัญญัติ” (Terminology) เป็นการสร้างปัญหาด้าน “การสื่อสารล้มเหลว” (Broken–Down Communication) ระหว่างผู้ส่งสารกับผู้รับสาร เพราะความคลาดเคลื่อนด้าน “ความหมาย” (Signification) ระหว่าง “สิ่งที่อ้างถึง” (Signified) กับ “คำศัพท์” (Signifier) ไม่สื่อความหมายตรง กับสื่อความหมายซ้อนแบบหลายนัย ทำให้ผู้รับสารสับสน ตีความหมายผิดเพี้ยนไปตามเจตนาที่ต้องการสื่อสารจริง เพราะฉะนั้น ในการแก้ปัญหาความเข้าใจคำศัพท์ในการศึกษาเนื้อหาสาระทางพุทธศาสนานั้น จะต้องแนะนำให้ใช้ “พจนานุกรมพุทธศาสตร์” เป็นเอกสารอ้างอิงโดยตรง ซึ่งสามารถดาวน์โหลดได้ตามเว็บไซต์ ไม่ต้องไปรอผู้สอนพระธรรมต้องเป็นฝ่ายนำเสนอก่อนตลอด พุทธศาสนิกควรมีไว้ครอบครองทุกครองครัวด้วยซ้ำไป ดังนั้น “ศัพท์บัญญัติพุทธศาสนา” จึงกลายเป็นปัญหาการสื่อสารในการเผยแพร่พระศาสนาที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน การหลีกเลี่ยงการใช้ “ศัพท์บัญญัติ” (ภาษาบาลี) จึงเป็นอันตรายที่จะทำให้เกิดความเข้าใจที่ถูกต้อง และในภาคธรรมปฏิบัติก็ไม่สามารถนำไปปฏิบัติได้ถูกต้องตามความเป็นจริง เพราะการบรรยายธรรมชั้นสูง (ภาวนามยปัญญา) ต้องใช้ “ศัพท์บัญญัติ” เป็นเครื่องมือสื่อสารจริง เรากลับมาที่หัวข้อบทความนี้ คำว่า “ภาวิตัตต์” หมายถึง ผู้มีตนอันได้พัฒนาแล้วทั้งร่างกาย จิตใจ และปัญญา เป็นสำคัญอย่างสมบูรณ์ คือ มีความถึงพร้อมการพัฒนาตนเอง “อัตตสัมปทา” ส่วนคำว่า “ภาวิตัตต์” แปรมาจากคำว่า “ภาวิต ๔” เป็นไวพจน์ของคำว่า “ภาวนา ๔” หมายถึง การเจริญ การทำให้เป็นให้มีขึ้น การฝึกอบรม การพัฒนา แต่ “ภาวิต” แสดงในความหมายของคุณสมบัติของบุคคลในทิศทางทั้ง ๔ ได้แก่

(๑) กายภาวนา คือ การเจริญกาย พัฒนากาย การฝึกอบรมกาย ให้รู้จักติดต่อเกี่ยวข้องกับสิ่งทั้งหลายภายนอกทางอินทรีย์ทั้งห้าด้วยดี และปฏิบัติต่อสิ่งเหล่านั้นในทางที่เป็นคุณ มิให้เกิดโทษให้กุศลธรรมงอกงาม ให้อกุศลธรรมเสื่อมสูญ การพัฒนาความสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อมทางกายภาพ บุคคลที่มีกายภาวนาแล้ว เรียกว่า “ภาวิตกาย”
(๒) สีลภาวนา คือ การเจริญศีล พัฒนาความประพฤติ การฝึกอบรมศีล ให้ตั้งอยู่ในระเบียบวินัยไม่เบียดเบียนหรือก่อความเดือดร้อนเสียหาย อยู่ร่วมกับผู้อื่นได้ด้วยดี เกื้อกูลแก่กัน บุคคลที่มีสีลภาวนาแล้ว เรียกว่า “ภาวิตศีล”
(๓) จิตตภาวนา คือ การเจริญจิต พัฒนาจิต การฝึกอบรมจิตใจ ให้เข้มแข็งมั่นคง เจริญงอกงามด้วยคุณธรรมทั้งหลาย เช่น มีเมตตากรุณา มีฉันทะ ขยันหมั่นเพียร อดทน มีสมาธิ และสดชื่นเบิกบาน เป็นสุขผ่องใส เป็นต้น บุคคลที่มีจิตตภาวนาแล้ว เรียกว่า “ภาวิตจิต”
(๔) ปัญญาภาวนา คือ การเจริญปัญญา พัฒนาปัญญา การฝึกอบรมปัญญา ให้รู้เข้าใจสิ่งทั้งหลายตามเป็นจริง รู้เท่าทันเห็นแจ้งโลกและชีวิตตามสภาวะ สามารถทำจิตใจให้เป็นอิสระ ทำตนให้บริสุทธิ์จากกิเลสและปลอดพ้นจากความทุกข์ แก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นได้ด้วยปัญญา บุคคลที่มีปัญญาภาวนาแล้ว เรียกว่า “ภาวิตปัญญา”

ดังนั้น บุคคลผู้ได้เจริญกาย ศีล จิต และปัญญาแล้ว บุคคลที่มีคุณสมบัติชุดนี้ครบถ้วนย่อมเป็น “พระอรหันต์” หมายถึง เป็นผู้ซึ่งได้ปฏิบัติถูกต้องตามสัมมาปฏิปทาแห่ง “อริยอัฏฐังคิกมรรค” (มรรคมีองค์ ๘) เรียกว่า “ญายธรรม” คือ ธรรมอันใดที่เป็นข้อปฏิบัติที่ถูกต้องสมเหตุสมผลอันจะลุถึงได้จริง นั่นคือ “ความสงบสุขในชีวิต” อันหลุดพ้นจากกิเลสอาสวะ ซึ่งเป้าหมายสูงสุดโดยปรมัตถ์ คือ “นิพพาน” และเป็นเส้นทางที่ถูกต้องหรือวิธีการที่ถูกต้องสำหรับธรรมปฏิบัติ คำว่า “ญายะ” หมายถึง ความถูกต้องชอบธรรม ความยุติธรรม สิ่งที่สาเหตุผล ทางที่ถูก วิธีการที่ถูกต้อง ภาวะอันจะลุถึงได้ด้วยข้อปฏิบัติที่ถูกต้อง นั่นคือ “นิพพาน” หรือ ข้อปฏิบัติที่ถูกต้องซึ่งตรงกับคำว่า “อริยอัฏฐังคิกมรรค” (มรรคมีองค์ ๘)

จากคำอธิบายดังกล่าวนี้ จะเห็นได้ว่า การศึกษาพระสัทธรรมนั้น ควรทำให้เข้าใจเกิดปัญญาจริงๆ ซึ่งแตกต่างจากการพูดคุยสามัญทั่วไป เพราะอยู่ในขั้นการพัฒนาทางจิตใจและปัญญาที่เกิดขึ้นร่วมกัน การคิดแบบ “สุกเอาเผากิน” คือ คิดแบบมักง่ายจึงไม่ใช่ทาง ไม่เช่นนั้น “โลกนี้คงมีพระอรหันต์เกิดขึ้นทุกวัน” แต่สิ่งเหล่านี้ ก็ใช่ว่ามนุษย์ทุกคนไม่มีสิทธิ์ที่เข้าถึงได้เช่นกัน ซึ่งเป็นเรื่องที่เราต้องใช้ความพยายามและความเพียรที่ยิ่งใหญ่ หมายถึง เอาชีวิตเข้าแลกโดยปรมัตถ์นั่นเอง เพราะความล้มเหลวที่เกิดขึ้นในชาตินี้ คือ ความพ่ายแพ้ที่ต้องอยู่ใต้อำนาจกิเลสอาสวะ อันมีวิบากอกุศลกรรมมากกว่ากุศลกรรม ที่จะทำให้เส้นทางชีวิตเป็นแบบ “ชีวิตสันตติ” ใน “สังสารวัฏฏ์–สังสารทุกข์” คือ สภาวะการเวียนว่ายตายเกิดหมุนเวียนกันไปตามผลกรรมที่ทำไว้ทั้งในสุคติและทุคติสลับกันไปอย่างไม่สิ้นสุด จนกว่าจะมีบุญวาสนาได้มาพบกับ “พระสัทธรรมของพระอรหัตตสัมมาสัมพุทธเจ้า” เท่านั้น คำถามที่น่าจะนำมาขบคิดอย่างหนัก ก็คือ ถ้าหมดโอกาสในชาตินี้ เรามีอะไรเป็นเครื่องประกันว่า ชาติต่อไปจะได้เห็นพระธรรมคำสั่งสอนของพระองค์อีก เพราะชาติมีโอกาสได้เห็นสัญลักษณ์ของพระศาสนาแล้ว (วัดโบสถ์) คือ “มีบุญ–แต่อับวาสนา” ที่สำคัญ “อับปัญญา” นั่นคือ “อวิชชาปิดบังปัญญา” ได้แค่เห็นได้รู้จัก ไม่มีโอกาสลงมือปฏิบัติจริง จึงไม่รู้รสพระธรรม หนักๆ เข้า เปลี่ยนศาสนาเลยดีกว่า ไม่ต้องมานั่งสมาธิเอาเป็นเอาตาย ไม่ต้องอดข้าวด้วย เพราะการถือศีลมันหนักเหลือเกิน “โอ้..ชีวิตของข้าน้อยนี้” คือ “มันไม่ไหวแล้วพ่อแม่พี่น้อง” สภาวะดังกล่าวนี้ เรียกว่า “แพ้ภัยตัวเอง” คือ เอาชนะใจตัวเองไม่ได้ ย่อมแพ้ภัยภายนอกเกือบทั้งหมด ชอบหลบหนีอุปสรรคปัญหา ไม่สู้ปัญหา รอเทวดามาช่วยอย่างเดียว พระพุทธองค์ทรงเตือนไม่ให้พุทธบริษัทไม่ให้เชื่อใน “ลัทธิบุญเก่าดลบันบาล” หรือ “เทพเจ้าบันบาล” เรียกว่า “ลัทธินอกพระพุทธศาสนา ๓” คือ “ติตถายตนะ” แปลว่า แดนเกิดลัทธิ ชุมนุมหรือประมวลแห่งลัทธิ ได้แก่

(๑) ปุพเพกตเหตุวาท (ลัทธิกรรมเก่า) คือ พวกที่ถือว่า สิ่งใดก็ตามที่ได้ประสบ จะเป็นสุขก็ตามทุกข์ก็ตาม มิใช่สุขมิใช่ทุกข์ก็ตาม ล้วนเป็นเพราะกรรมที่ได้ทำไว้ในปางก่อน เรียกสั้นๆ ว่า “ปุพเพกตวาท”
(๒) อิสสรนิมมานเหตุวาท (ลัทธิพระเป็นเจ้า) คือ พวกที่ถือว่า สิ่งใดก็ตามที่ได้ประสบ จะเป็นสุขก็ตาม ทุกข์ก็ตาม มิใช่สุขมิใช่ทุกข์ก็ตาม ล้วนเป็นเพราะการบันดาลของเทพผู้ยิ่งใหญ่ เรียกสั้นๆ ว่า “อิศวรกรณวาท” (อิศวรนิรมิตวาท)
(๓) อเหตุอปัจจัยวาท (ลัทธิเสี่ยงโชค) คือ พวกที่ถือว่า สิ่งใดก็ตามที่ได้ประสบ จะเป็นสุขก็ตามทุกข์ก็ตาม มิใช่สุขมิใช่ทุกข์ก็ตาม ล้วนหาเหตุหาปัจจัยมิได้ คือ ถึงคราวก็เป็นไปเอง เรียกสั้นๆ ว่า “อเหตุวาท”

ทั้งสามลัทธินี้ ไม่ชอบด้วยเหตุผล ถูกยันเข้า ย่อมอ้างการถือสืบๆ กันมา เป็นลัทธิประเภท “อกิริยา” (Traditional Doctrines of Inaction) หากยึดมั่นถือตามเข้าแล้วย่อมให้เกิดโทษ คือ ไม่เกิดฉันทะ และความพยายาม ที่จะทำการที่ควรทำและเว้นการที่ไม่ควรทำ แต่ให้เชื่อในเรื่อง “กฎแห่งกรรม” ที่เกิดขึ้นจากเจตนาในการกระทำของตนเองใน ๓ ทาง คือ กายกรรม วจีกรรม มโนกรรม โดยมีกฎว่า “คิดดีทำดีในปัจจุบันอันเป็นเหตุ ย่อมได้รับวิบากกรรมดีในผลแห่งอนาคต” เมื่อเวลาผันแปรเปลี่ยนไปทุกขณะจิต “กฎแห่งกรรม” ดังกล่าวนี้ ก็จะเกิดภาวะใน ๓ กาล คือ กลายเป็นเหตุในอดีตที่มีผลต่อปัจจุบัน กลายเป็นเหตุในปัจจุบันมีผลต่ออนาคต ได้อย่างนี้ไม่สิ้นสุด แต่ถ้าคิดชั่วทำชั่วก็จะส่งผลในลักษณะเช่นเดียวกัน แทนที่จะเป็นเรื่องสุคติก็กลายเป็นเรื่องทุคติไปเท่านั้นเอง แต่อย่างไรก็ตาม กลุ่มคนที่เป็นพวก “ภาวิตัตต์” นั่น อยู่เหนือข้อยกเว้นใน “กฎแห่งกรรม” ในผลกรรมฝ่ายชั่วอกุศลกรรมอย่างเด็ดขาด เพราะเป็นผู้พัฒนาตนเองให้เจริญถึงวิปัสสนากัมมัฏฐานที่พร้อมด้วย “ภาวนา” (ภาวิต) ทั้ง ๔ ด้าน คือ “ร่างกาย–ศีลธรรม–จิตใจ–ปัญญา” แปลว่า มีการเข้าถึง “ไตรสิกขา” และ “อริยมรรค” มีองค์ ๘ (มรรคมีองค์ ๘) คือ เข้าถึง “ญายธรรม” ทำให้ลุถึงความเป็นอริยบุคคลได้สมบูรณ์ ดังเช่น “ญายปฏิปนฺโน” (ข้อ ๓ ในสังฆคุณ ๙) คือ เป็นผู้ปฏิบัติถูกทาง ปฏิบัติเป็นธรรม ปฏิบัติปฏิปทาที่จะให้เกิด “ความรู้–ปัญญา” ปฏิบัติเพื่อได้ความรู้ธรรม ปฏิบัติเพื่อออกจากทุกข์ จนถึงพระนิพพานได้

สุดท้ายนี้ ทั้งหลายทั้งปวงที่ได้กล่าวมานี้ ก็คือว่า สาธุชนชาวพุทธทั้งหลายควรเข้าใจ (มีปัญญา) เกี่ยวกับคำทั้ง ๓ ได้แก่

(๑) ภาวิตัตต์ คือ ผู้มีตนอันได้พัฒนาแล้ว ซึ่งเทียบเท่าอริยบุคคล
(๒) อัตตาสัมปทา คือ ความถึงพร้อมแห่งตนที่ได้พัฒนาแล้ว
(๓) ญายปฏิปันโน คือ ผู้ที่ได้ปฏิบัติสัมมาปฏิปทาอันถูกต้องโดยธรรมที่เรียกว่า “ญายธรรม”

คำว่า “ญายธรรม” นั่นคือ “อริยอัฏฐังคิกมรรค” (มรรคมีองค์ ๘) ซึ่งเป็นบาทฐานก้าวสู่การบรรลุคุณวิเศษที่สูงขึ้น อาทิ “วิชชา ๓” หมายถึง “ความรู้แจ้ง–ความรู้วิเศษ” ได้แก่

(๑) ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ คือ ญาณเป็นเหตุระลึกขันธ์ที่อาศัยอยู่ในก่อนได้
(๒) จุตูปปาตญาณ คือ ญาณกำหนดรู้จุติและอุบัติแห่งสัตว์ทั้งหลาย อันเป็นไปตามกรรม
(๓) อาสวักขยญาณ ญาณหยั่งรู้ในธรรมเป็นที่สิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย

ซึ่งญาณทั้ง ๓ ดังกล่าวนี้ จะกลายเป็นบาทฐานก้าวสู่ความตรัสรู้อริยมรรคใน “อริยสัจจ์ ๔” หมายถึง ความจริงอันประเสริฐ ความจริงของพระอริยะ ความจริงที่ทำให้ผู้เข้าถึงกลายเป็นอริยะ ได้แก่

(๑) ทุกข์ คือ ความทุกข์ สภาพที่ทนได้ยาก สภาวะที่บีบคั้น ขัดแย้ง บกพร่อง ขาดแก่นสารและความเที่ยงแท้ ไม่ให้ความพึงพอใจแท้จริงได้แก่ ชาติ ชรา มรณะ การประจวบกับสิ่งอันไม่เป็นที่รัก การพลัดพรากจากสิ่งที่รัก ความปรารถนาไม่สมหวัง โดยย่อว่า “อุปาทานขันธ์ ๕ เป็นทุกข์”
(๒) ทุกขสมุทัย คือ เหตุเกิดแห่งทุกข์ สาเหตุให้ทุกข์เกิด ได้แก่ “ตัณหา ๓” คือ กามตัณหา ภวตัณหา และวิภวตัณหา
(๓) ทุกขนิโรธ คือ ความดับทุกข์ ได้แก่ ภาวะที่ตัณหาดับสิ้นไป ภาวะที่เข้าถึงเมื่อ “กำจัดอวิชชา–สำรอกตัณหา” สิ้นแล้ว ไม่ถูกย้อม ไม่ติดข้อง หลุดพ้น สงบ ปลอดโปร่ง เป็นอิสระ คือ “นิพพาน”
(๔) ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา คือ ปฏิปทาที่นำไปสู่ความดับแห่งทุกข์ ข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์ ได้แก่ “อริยอัฏฐังคิกมรรค” หรือ เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า “มัชฌิมาปฏิปทา” แปลว่า “ทางสายกลาง” ซึ่ง “มรรคมีองค์ ๘” นี้ สรุปลงใน “ไตรสิกขา” คือ “ศีล–สมาธิ–ปัญญา”

ฉะนั้น การเข้าถึงการบรรลุคุณวิเศษได้ ได้แก่ “วิชชา ๓” กับ “อริยสัจจ์ ๔” นั่น เกิดจากความเข้าใจใน “การเกิด–การดับ–ความแปรปรวน” ของ “สภาวธรรม” หรือ “ปรากฏการณ์ธรรมชาติ” ที่ดำเนินไปเองตามธรรมชาติด้วยตัวมันเอง (อัตตา) คือ ทำให้เข้าใจถึง “กฎไตรลักษณ์” ในข้อสรุปถึง “สามัญลักษณะ” ได้แก่ “อนิจจัง–ทุกขัง–อนัตตา” ซึ่ง “ความจริงอันสูงสุดโดยปรมัตถ์” (ปรมัตถสัจจะ) คือ “สภาวธรรมทั้งหลายล้วนเป็นอนัตตา” หมายถึง เราเห็นและเข้าใจทั้งในความหมายที่เป็น “อัตตา” ก่อน แล้วสรุปได้เป็น “อนัตตา” จนในที่สุด “ความรู้ความเข้าใจ” ดังกล่าวนี้ ทำให้ลุถึงการเห็นสภาวะของธรรมทั้งหลาย “อาณาจักรธรรม” ทำให้เห็นการที่ธรรมทั้งหลายญาณทั้งหลายมาประชุมรวมกันด้วยเหตุปัจจัยร่วมที่ผสมผสานอย่างบูรณาการ คือ “ธรรมจักร” เมื่อทำการคิดแบบ “โยนิโสมนสิการ” ครบกระบวนธรรมแล้วได้ข้อสรุปที่ว่า “ธรรมทั้งหลายเกิดขึ้นเป็นธรรมดา ธรรมเหล่านั้นทั้งปวงย่อมดับไปเป็นธรรมดา” เรียกว่า “ดวงเห็นธรรม” (ธรรมจักษุ) ซึ่งเป็นการลุธรรมใน “ปฏิจจสมุปบาท ๑๒” รวมทั้งธรรมบริวารที่มาประกอบรวมด้วย (สัมปยุตตธรรม) ได้แก่ “ปฏิจจสมุปปันนธรรม” กระบวนการทั้งหมดนี้ เรียกว่า “ญาณสัมปยุตต์” คือ การสังเคราะห์ความสัมพันธ์เชิงปัจจัยของธรรมทั้งหลายรวมกัน จนได้ข้อสรุปสุดท้ายสูงสุดแห่งปรมัตถ์

เมื่อการบำเพ็ญเพียรภาวนามาถึงจุดหัวเลี้ยวหัวต่อที่สำคัญนี้ การวิปัสสนาดำเนินต่อไปอย่างถูกต้อง บรรดา “สัมปยุตตธรรม” ทั้งหลาย ได้แก่ “ปัญญาภูมิ” (วิปัสสนาญาณ) ทำให้ “ไตรสิกขา” และ “ภาวนา ๔” สามารถเจริญวิวัฒน์ไปสู่ “ขั้นตอนการชำระให้บริสุทธิ์หมดจดเป็นขั้นๆ ไป” จนถึงจุดมุ่งหมายสูงสุด คือ “การตรัสรู้ปรินิพพาน” ได้ เรียกขั้นตอนนี้ว่า “วิสุทธิ ๗” เพราะฉะนั้น การตรัสรู้ธรรมทั้งหลายรวมกัน ไม่ได้ “เกิดทีละขั้นตอนแต่ละหมวดธรรม” แต่ “เกิดขึ้นพร้อมกันในเวลาเดียวกัน” (Omnipresence) ที่เรียกว่า “ญาณสัมปยุตต์” (Omniscience) ด้วยสรรพวิชชาทั้งหมด คือ “สัพพัญญุตาญาณ” (“สมันตจักขุ” ข้อ ๕ ในจักขุ ๕) หมายถึง ญาณหยั่งรู้อันธรรมทุกประการเนื่องจาก “ญาณทัสสนวิสุทธิ” (ข้อ ๗ ในวิสุทธิ ๗) อันเกิดจากการผสมผสานงานกันระหว่างธรรมทั้งหลายในวิปัสสนาภูมิ ที่เรียกว่า “ญาณทัสสนะมีปริวัฏฏ์ ๓” (อาการ ๑๒) ระหว่างหลักธรรม “อริยสัจจ์ ๔ – กิจในอริยสัจจ์ ๔” กับ “ญาณ ๓” ครบ ๓ รอบ นั่นเอง คำว่า “ญาณ ๓” หมายถึง ความหยั่งรู้ ปรีชาหยั่งรู้ ได้แก่

(๑) สัจจญาณ (หยั่งรู้สัจจะ) คือ ความหยั่งรู้อริยสัจจ์ ๔ แต่ละอย่างตามที่เป็นๆ ว่า นี้ทุกข์ นี้ทุกขสมุทัย นี้ทุกขนิโรธ นี้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา
(๒) กิจจญาณ (หยั่งรู้กิจ) คือ ความหยั่งรู้กิจอันจะต้องทำในอริยสัจจ์ ๔ แต่ละอย่างว่า ทุกข์ควรกำหนดรู้ ทุกขสมุทัยควรละเสีย เป็นต้น
(๓) กตญาณ (หยั่งรู้การอันทำแล้ว) คือ ความหยั่งรู้ว่ากิจอันจะต้องทำในอริยสัจจ์ ๔ แต่ละอย่างนั้นได้ทำเสร็จแล้ว

ในขั้นตอนนี้ หมายความว่า ผู้เจริญภาวนาได้ผ่านเข้าถึง “โลกุตตรสัมมาทิฏฐิ” ได้แก่ “มัคคญาณ” (ญาณหยั่งรู้การละสังโยชน์ในแต่ละขั้น ได้แก่ (๑) โสดาปัตติมรรค (๒) สกทาคามิมรรค (๓) อนาคามิมรรค และ (๔) อรหัตตมรรค) กับ “ผลญาณ” (ญาณหยั่งรู้ผลจากการละสังโยชน์ในแต่ละขั้น ได้แก่ (๑) โสดาปัตติผล (๒) สกทาคามิผล (๓) อนาคามิผล และ (๔) อรหัตตผล) ตามขั้นตอนใน “วิปัสสนาญาณ ๙” และ “ญาณ ๑๖” จนถึงข้อที่ ๑๕ ครบสมบูรณ์กระบวนการเจริญวิปัสสนาภาวนา แล้วจะก้าวข้ามเข้าสู่ “ญาณที่ ๑๖” คือ “ปัจจเวกขณญาณ” หมายถึง ญาณหยั่งรู้ด้วยการพิจารณาทบทวน คือ สำรวจรู้มรรคผล กิเลสที่ละแล้ว กิเลสที่เหลืออยู่ และนิพพาน เว้นแต่ว่าพระอรหันต์ไม่มีการพิจารณากิเลสที่ยังเหลืออยู่ ส่วนในรายละเอียดขั้นตอนของ “วิปัสสนาญาณ” ทั้งหมด สามารถศึกษาเพิ่มเติมได้ในบทความอื่นๆ หรือใน “พจนานุกรมพุทธศาสตร์” ขอให้ท่านผู้เจริญภาวนาเกิดความเข้าใจให้ถ่องแท้ชัดเจนเพื่อประโยชน์แห่งตนและคนอื่นด้วยความไม่ประมาทปัญญา เพราะความเป็นภาวิตัตต์แห่งญายปฏิปันโน ข้อเตือนใจอย่างหนึ่ง คือ ถึงเราจะศึกษาเรียนรู้ภาคปริยัติธรรมได้ดีแค่ไหน ก็เป็นเพียง “สุตมยปัญญา” กับ “จินตามยปัญญา” แต่ยังไม่เกิดการลงมือปฏิบัติจริงในภาคปฏิบัติธรรม เพื่อให้เห็นอริยผลในภาคปฏิเวธธรรม ก็ยังไม่เกิด “ภาวนามยปัญญา” แต่ประการใด เพราะความหลุดพ้นจากกิเลสอาสวะยังไม่เกิดขึ้นจริงนั่นเอง

[Last Modified: September 1, 2012]
[Last Modified: October 14, 2015]

   

 

 

 

 

 

Visitor Number:
5133176