๒๓. ให้พิจารณาถอนอัตตาภินิเวสก่อนอนัตตานุปัสสนา

      Take Self Insistence out before Taking Non– Self Insight into Consideration

ขอน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น
 In Honor of the Blessed One of the Fully Enlightened One

By Nithee Siripat – Siripat.com and Academiae Network. 2012

Your Reading Number:  1161  

สัพเพเหระกับผู้เขียน ๒๕๕๕

 

    File Download of Reading References

 
Dictionary of Numerical Dhammas — พจนานุกรมพุทธศาสน์ หมวดธรรม
  Dictionary of Buddhist Terms — พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์

 

บทความที่ ๒๓ ประจำปี ๒๕๕๕ – ให้พิจารณาถอนอัตตาภินิเวสก่อนอนัตตานุปัสสนา

 
 

จุดประสงค์สูงสุดของการเจริญสมาธิภาวนา คือ “ความหลุดพ้น” ตามลักษณะการเห็นไตรลักษณ์ในข้อที่ให้ถึงความหลุดพ้น เรียกว่า “วิโมกข์ ๓” ได้แก่

(๑) สุญญตวิโมกข์ คือ หลุดพ้นด้วยเห็นความว่างหมดความยึดมั่น ได้แก่ ความหลุดพ้นที่เกิดจากปัญญาพิจารณาเห็นนามรูป โดยความเป็นอนัตตา คือ หลุดพ้นด้วยเห็นอนัตตตา แล้วถอนความยึดมั่นเสียได้ โดยอาศัยอนัตตานุปัสสนา ถอนอัตตาภินิเวส
(๒) อนิมิตตวิโมกข์ คือ หลุดพ้นด้วยไม่ถือนิมิต ได้แก่ ความหลุดพ้นที่เกิดจากปัญญาพิจารณาเห็นนามรูป โดยความเป็นอนิจจัง คือ หลุดพ้นด้วยเห็นอนิจจตา แล้วถอนนิมิตเสียได้ โดยอาศัยอนิจจานุปัสสนา ถอนวิปัลลาสนิมิต
(๓) อัปปณิหิตวิโมกข์ คือ หลุดพ้นด้วยไม่ทำความปรารถนา ได้แก่ ความหลุดพ้นที่เกิดจากปัญญาพิจารณาเห็นนามรูป โดยความเป็นทุกข์ คือ หลุดพ้นด้วยเห็นทุกขตา แล้วถอนความปรารถนาเสียได้ โดยอาศัยทุกขานุปัสสนา ถอนตัณหาปณิธิ

แต่ในที่นี้ เราจะพิจารณาถึงข้อลักษณะความหลุดพ้นที่เป็น “สุญญตวิโมกข์” ส่วนคำว่า “สุญญตา” หมายถึง ความว่างที่หมดความยึดมั่นถือมั่นในความเป็นตัวตน ส่วนคำว่า “วิโมกข์” คือ ความหลุดพ้นจากความยึดมั่นถือมั่นเนื่องด้วยกิเลสอาสวะ ผู้บำเพ็ญเพียรภาวนาที่มีทักษะคล่องแคล่วในการเจริญฌาน (วสี) แล้วนั้น ซึ่งจะกลายเป็นบาทฐานแห่งวิปัสสนาในขั้นถัดไป ย่อมสามารถใช้อำนาจสมาธิให้เป็นประโยชน์สูงสุดในการกำหนดสติตามพิจารณา “สภาวธรรม–สภาวจิต” (มโนวิญญาณ) ของตนเองได้ดียิ่งขึ้น คำว่า “สติ” ในที่นี้หมายถึง “สัมมาสติ” ที่ผ่านการฝึกฝนพัฒนามาอย่างถูกต้องด้วย “สติปัฏฐาน ๔” โดยหมั่นกำหนดสติพิจารณาร่างกายหรือกองชีวิตแห่งขันธ์ ๕ นี้ โดย “กายานุปัสสนาสติปัฏฐาน” นั่นคือ “ธาตุกัมมัฏฐาน ๔” หมายถึง กรรมฐานที่พิจารณาธาตุเป็นอารมณ์ของการฝึก “สมถกรรมฐาน” การฝึกพิจารณากายแยกเป็นส่วนๆ ให้เห็นว่าเป็นเพียง “ธาตุ ๔” (ดิน น้ำ ลม ไฟ ที่มารวมกันเป็นร่างกาย) แต่ละอย่าง เมื่อพิจารณากำหนด “ธาตุ ๔” ด้วย “สติสัมปชัญญะ” มองเห็นความเกิดขึ้นและความเสื่อมสลายไปในกาย ตระหนักว่ากายนี้ก็สักว่ากาย “มิใช่สัตว์–บุคคล–ตัวตน–เราเขา” หรือ “ไม่ใช่ของเรา–ไม่ใช่เรา–ไม่ใช่ตัวตนของเรา” ซึ่งจัดเป็น “อนัตตานุปัสสนา” เพื่อให้คลายจากความยึดมั่นถือมั่นในขันธ์ ๕ ซึ่งเป็นมูลเหตุแห่งทุกข์ เรียกว่า “อุปาทานขันธ์ ๕” (“ทุกขสัจจ์” ข้อ ๑ ในอริยสัจจ์ ๔) สำหรับอารมณ์แห่งสมถกรรมฐานตามวิธี “ธาตุกัมมัฏฐาน” นี้ เรียกอย่างอื่นว่า “ธาตุมนสิการ” (การพิจารณาธาตุ) หรือ “จตุธาตุววัฏฐาน” (การกำหนดธาตุ ๔) ก็ได้ อย่างไรก็ตาม ในการเจริญสมถกรรมฐานนั้น อาจกำหนดพิจารณาร่วมกับกรรมฐานอื่นๆ ในคราวเดียวกัน เช่น “ปฏิกูลมนสิการ–กายคตาสติ–อสุภะ ๑๐ (อสุภกัมมัฏฐาน–อสุภภาวนา)” คือ การพิจารณากายเป็นสิ่งสกปรก น่าเกียจ สภาพอันไม่งาม ดังนั้น เมื่อยกนิมิตจากสมถกรรมฐานขึ้นพิจารณาต่อในวิปัสสนากัมมัฏฐาน ก็จะกลายเป็น “องค์ความรู้” ตามลำดับต่อไปนี้ (๑) วิชชา–ความรู้แจ้ง (๒) ญาณ–ญาณหยั่งรู้ (๓) ความรู้–ปัญญา ซึ่งจะไปรวมสะสมกับ “ปัญญาภูมิ” (วิปัสสนาภูมิ–วิปัสสนาญาณ) ได้แก่ ขันธ์ ๕ อายตนะ ๑๒ ธาตุ ๑๘ อินทรีย์ ๒๒ อริยสัจจ์ ๔ ปฏิจจสมุปบาท ๑๒ และ ปฏิจจสมุปปันนธรรม ๖ ได้แก่ (๑) อัทธา ๓ (๒) สังเขป ๔ (๓) สนธิ ๓ (๔) วัฏฏะ ๓ (๕) อาการ ๒๐ และ (๖) มูล ๒ อนึ่ง “ปัญญาภูมิ” จะเกิดจากความรู้สะสมที่มาจากระดับปัญญาทางโลก ได้แก่ (๑) จินตามยปัญญา กับ (๒) สุตมยปัญญา ซึ่งจะเป็นกระบวนการคิดที่มีกลไกจัดการด้วย “โยนิโสมนสิการ” เพื่อให้เกิดการผสมผสานทางปัญญาทางโลกียะและญาณทางโลกุตตระทั้งหมดรวมกันแห่ง “สัมปยุตตธรรม” เรียกว่า “ญาณสัมปยุตต์” ดังนั้น ความถึงพร้อมแห่งปัญญาทั้งหลาย คือ “โยนิโสมนสิการสัมปทา” ทำให้กระบวนการเจริญวิวัฒน์ปัญญาเกิดความสมบูรณ์ถูกต้องตามแนวทางปฏิบัติแห่ง “อริยมรรค–อริยผล” ซึ่งเป็นข้อปฏิบัติลุถึงประโยชน์สูงสุด เรียกว่า “ปรมัตถปฏิปทา” โดยปราศจากข้อวิตกสงสัยใดๆ ทั้งสิ้น

อย่างไรก็ตาม เมื่อกลับมาพิจารณาถึงประเภทของการหลุดพ้นตามลักษณะของไตรลักษณ์ เรียกว่า “วิโมกข์ ๓” ด้วย “อนัตตานุปัสสนา” (กำหนดพิจารณาความว่างจากการยึดมั่นถือมั่นในขันธ์ ๕) นั้น ก่อนอื่นผู้เจริญวิปัสสนาภาวนาต้องเกิด “ความเข้าใจ–ปัญญา” เกี่ยวกับ “อัตตา–อัตตาภินิเวส” หมายถึง ความเป็นตนตัว ความยึดมั่นว่ามีตัวตน อันเกิดจาก “ภวราคะ” (ข้อ ๖ ในอนุสัย ๗) คือ ความกำหนัดในภพ ความอยากเป็น อยากยิ่งใหญ่ อยากยั่งยืน หรือ “ภวตัณหา” (ข้อ ๒ ในตัณหา ๓) คือ ความทะยานอยากในภพ ความอยากในภาวะของตัวตนที่จะได้ จะเป็นอย่างใดอย่างหนึ่ง อยากเป็น อยากคงอยู่ตลอดไป ความใคร่อยากที่ประกอบด้วย “ภวทิฏฐิ” คือ ความเห็นผิดที่สุดว่าเที่ยงยั่งยืนไม่สลาย นั่นคือ “อัตตาและโลกจะมีอยู่คงอยู่เที่ยงแท้ตลอดไป” ซึ่งเป็นพวก “สัสสตทิฏฐิ” (ข้อ ๑ ในทิฏฐิ ๒) ในความจริงนั้น แนวคิดดังกล่าวนี้ มีสมุฏฐานมาจาก “ภวาสวะ” (ข้อ ๒ ในอาสวะ ๔) คือ กิเลสที่หมักหมมหรือดองอยู่ในสันดาน ทำให้ “อยากเป็น–อยากเกิด–อยากมีอยู่–คงอยู่” ตลอดไป แต่ในแง่คิดในการกำหนดพิจารณา “สภาวธรรม” ของสรรพสิ่งทั้งหลายนั้น ผู้วิปัสสนาต้องทำความเข้าใจถึง “ความมีตัวตน” ให้เกิดขึ้นก่อน คือ เข้าใจถึง “ความยึดมั่นในขันธ์ ๕” (อุปาทานขันธ์ ๕) ที่เรียกว่า การมองเห็น “อุปาทิ” (สังขารที่ประกอบด้วยกิเลสและขันธ์ ๕) อย่างเข้าใจได้ถ่องแท้ ว่าสิ่งเหล่านี้เป็น “สังขารธรรม” ที่เกิดขึ้นจากสภาวะของการปรุงแต่งแห่งเหตุปัจจัย เรียกว่า “สังขตธรรม” การโน้มนำเอา “ตัวตนแห่งอัตตา” ของ “สังขตธรรม” มาพิจารณาจนเกิดปัญญาทำให้เห็น “ความจริงสูงสุดโดยปรมัตถ์” คือ “ปรมัตถสัจจะ” ซึ่งมี “ความปรากฏขึ้น–ตั้งอยู่–ดับไป” อยู่เรื่อยไป ไม่เที่ยง คือ “เป็นอนิจจัง–เป็นทุกข์–หาสาระตัวตนไม่ได้” ตามไตรลักษณ์ ไม่ว่าจะเป็น “สังขตธรรม” ใดๆ ก็ตาม ล้วนแล้วแต่สรุปความเห็นลงที่ “ปฏิจจสมุปบาท ๑๒” ในกฎที่ว่า “สิ่งใดสิ่งหนึ่งเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งทั้งหลายทั้งปวงนั้นย่อมดับไปเป็นธรรมดา” นั่นหมายความว่า “ธรรมนี้เกิดขึ้นเพราะมีธรรมนี้ๆ มีอยู่” ซึ่งแสดงนัยอีกอย่างว่า “สภาวธรรมหนึ่งๆ เกิดขึ้นโดดเดี่ยวเพียงอย่างเดียวไม่ได้ ต้องอาศัยสภาวธรรมอื่นๆ ปรากฏร่วมกัน” เรียกสภาวะดังกล่าวนี้ว่า “อิทัปปัจจยตา” คือ ธรรมทั้งหลายอาศัยมูลเหตุแห่งปัจจัยร่วมกันจึงมีปรากฏขึ้นได้ เรียกว่า “ปัจจยาการ” (ปัจจัย ๒๔) ฉะนั้น “ความเข้าใจ–ปัญญา” ที่เกิดขึ้นนั้น ทำให้เราเข้าใจอย่างรู้แจ้งเห็นจริงในสภาวะของการปรากฏขึ้นของ “ความมีตัวตน–ความยึดมั่นในตัวตน” เรียกว่า “อัตตาภินิเวส” (อุปาทิ–อุปาทานในขันธ์ ๕) โดยมีกิเลสตัณหาเป็นสมุฏฐานแห่ง “ทุกข์” ทั้งทางกายและทางใจเสมอกัน อย่างไรก็ตาม แนวคิดเกี่ยวกับ “ความมีตัวตน–ความยึดมั่นในตัวตน” ตรงกับคำว่า “อัตตวาทุปาทาน” (ข้อ ๔ ในอุปาทาน ๔ ความยึดติดอันเนื่องมาแต่ตัณหา ผูกพันเอาตัวตนเป็นที่ตั้ง) หมายถึง ความยึดมั่นในวาทะว่าตัวตน คือ ความถือหรือสำคัญหมายอยู่ในภายในว่า มีตัวตน ที่จะได้ จะเป็น จะมี จะสูญสลาย ถูกบีบคั้นทำลาย หรือเป็นเจ้าของ เป็นนายบังคับบัญชาสิ่งต่างๆ ได้ ไม่มองเห็นสภาวะของสิ่งทั้งปวง อันรวมทั้งตัวตนว่าเป็นแต่เพียงสิ่งที่ประชุมประกอบกันเข้า เป็นไปตามเหตุปัจจัยทั้งหลายที่มาสัมพันธ์กันล้วนๆ
เพราะฉะนั้น วัตถุประสงค์ในการเจริญสมาธิภาวนาก็เพื่อ (๑) ความสุขในปัจจุบัน (๒) ความรู้แจ้งเห็นจริง – ญาณทัสสนะ (๓) สติสัมปชัญญะที่สมบูรณ์ และ (๔) ความสิ้นอาสวะ – วิโมกข์ ดังนั้น กล่าวคือ ความรู้แจ้งเห็นจริงใน “อัตตาภินิเวส” ต้องเกิดขึ้นจริงใน “ญาณทัสสนะ” ก่อนจะเข้าถึงขั้นการเจริญวิปัสสนากัมมัฏฐานด้วย “อนัตตานุปัสสนา” ซึ่งจะบรรลุด้วย “สุญญตวิโมกข์” คือ หลุดพ้นด้วยเห็นความว่างหมดความยึดมั่น ได้แก่ ความหลุดพ้นที่เกิดจากปัญญาพิจารณาเห็นนามรูป โดยความเป็นอนัตตา นั่นคือ หลุดพ้นด้วยเห็น “อนัตตตา” แล้วถอนความยึดมั่นเสียได้

ข้อสังเกตอย่างหนึ่งเกี่ยวกับการภาวนา ไม่ว่าจะเป็น “สมถะ” หรือ “วิปัสสนา” ผู้เจริญภาวนาจะต้องใช้ “สติ–สติสัมปชัญญะ” เป็นองค์ประธานหลักที่ทำหน้าที่ควบคุมกิจในการภาวนาทุกอย่าง เพราะฉะนั้น “สติ–สติสัมปชัญญะ” จึงต้องมีอำนาจพลังที่เป็นเชาว์ปัญญาไหวพริบ ที่พัฒนาขึ้นมาจากระดับปัญญาทั้ง ๓ ด้าน ได้แก่ (๑) จินตามยปัญญา (๒) สุตมยปัญญา (๓) ภาวนามยปัญญา นั่นคือ การผสมผสานกันระหว่าง “ทักษะการคิดขั้นสูง” กับ “ปัญญาภูมิ” กลายเป็นกระบวนการคิดแบบ “โยนิโสมนสิการ” คือ วิธีฉลาดคิดอย่างแยบคายและเล็งเห็นอัตถประโยชน์สูงสุด ถ้าจำแนกรูปแบบการคิดจะแบ่งเป็น ๒ ทักษะ ได้แก่

• ทักษะลักษณะการคิด

(๑) คิดคล่อง (๒) คิดหลากหลาย (๓) คิดละเอียด
(๔) คิดชัดเจน (๕) คิดอย่างมีเหตุผล (๖) คิดถูกทาง
(๗) คิดกว้าง (๘) คิดไกล (๙) คิดลึกซึ้ง

• ทักษะกระบวนการคิด

(๑) คิดวิจารณญาณ (๒) คิดตัดสินใจ (๓) คิดแก้ปัญหา
(๔) คิดวิจัย (๕) คิดริเริ่ม (๖) คิดสร้างสรรค์

เมื่อนำทักษะทั้ง ๒ มารวมกับ “ปัญญาภูมิ” แล้ว เชาว์ปัญญาไหวพริบนั้น จะสร้าง “ความรู้–ปัญญา” ใหม่ๆ เรียกว่า “องค์ความรู้” ให้งอกเงยขึ้นในมาในการเจริญภาวนา เป็น “ความรู้แจ้ง–คุณวิเศษ–วิชชา–ญาณหยั่งรู้–วิปัสสนาญาณ–ญาณทัสสนะ” ดังนั้น “ทักษะการคิดแบบโยนิโสมนสิการ” จึงเป็นองค์ประกอบด้านปัญญาที่ต้องได้รับการพัฒนาทั้งทางโลกและทางธรรมอย่างเป็นระบบและถูกวิธี ซึ่งจะกลายเป็นมุมมองหรือกระบวนทัศน์ของกิจในวิปัสสนา นั่นคือ “เครื่องมือกลไก” กับ “กระบวนการคิด” ดังนี้

(๑) ตัววิปัสสนา คือ ปัญญาภูมิ วิปัสสนาญาณ
(๒) ผู้วิปัสสนา คือ สติ–สติสัมปชัญญะ สติปัญญา โยนิโสมนสิการ
(๓) แนวทางปฏิบัติ คือ มัชฌิมาปฏิปทา ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา ปรมัตถปฏิปทา
(๔) สิ่งที่วิปัสสนา คือ สังขตธรรม อุปาทานขันธ์ ๕ อุปาทิ อัตตาภินิเวส
(๕) องค์ความรู้ คือ โลกุตตรสัมมาทิฏฐิ ปรมัตถสัจจะ
(๖) ผลลัพธ์เป้าหมาย คือ ความว่างจากการยึดมั่นถือมัน อนัตตตา อนัตตาวิปัสสนา
(๗) อริยมรรค–อริยผล คือ อริยบุคคล ๘

ดังนั้น ก่อนที่ผู้เจริญภาวนาจะเห็น “อนัตตตา” ที่เป็นข้อปฏิบัติประโยชน์สูงสุดนั้น ควรพัฒนากระบวนการคิดที่มี “ปัญญาภูมิ ๗” เป็นพื้นฐานความรู้ในการวิปัสสนาเพื่อพัฒนาปัญญาที่จะเกิดขึ้นใหม่ และปัญญาในส่วนที่วิปัสสนาญาณ ด้วยเช่นกัน ได้แก่ (๑) ขันธ์ ๕ คือ ความเข้าใจในองค์ธรรมที่เป็นส่วนประกอบทั้งหมด (๒) อายตนะ ๑๒ คือ ความเข้าใจในแดนความรู้ที่เกิดขึ้นระหว่างอายตนะภายใน ๖ หรือระบบประสาทสัมผัสรับรู้ผ่านอินทรีย์ทั้ง ๖ กับอายตนะภายนอก ๖ ระบบประสาทสัมผัสรับรู้ผ่านอินทรีย์ทั้ง ๖ (๓) ธาตุ ๑๘ คือ ความเข้าใจถึงระบบโครงสร้างของกายและจิตว่าเป็นธาตุประกอบเท่านั้น (๔) อินทรีย์ ๒๒ คือ ความเข้าใจถึงหน่วยหรือองค์ธรรมที่ทำหน้าที่เป็นประธาน ทำให้องค์ธรรมอื่นๆ คล้อยตามอย่างบูรณาการ (๕) อริยสัจจ์ ๔ คือ ความเข้าใจในแนวทางปฏิบัติตามมัชฌิมาปฏิปทาและปรมัตถปฏิปทาในการค้นหาความจริงอันสูงสุดโดยปรมัตถ์ (๖) ปฏิจจสมุปบาท ๑๒ คือ ความเข้าใจในเรื่องธรรมทั้งหลายมีเหตุปัจจัยที่เกิดร่วมกัน ไม่ได้แยกกันเป็นอิสระ ตามกฎที่ว่า “เมื่อมีสิ่งนี้เกิดขึ้น เพราะมีสิ่งๆ นี้เกิดขึ้น” และ (๗) ปฏิจจสมุปปันนธรรม ๖ คือ ความเข้าใจถึง สัมปยุตตธรรมอื่นๆ ที่พ่วงมาด้วยกับ “ปฏิจจสมุปบาท ๑๒” ถึงจะทำให้กระบวนการคิดนั้นเกิดความสมบูรณ์เต็มกำลัง ได้แก่ (๑) อัทธา ๓ (๒) สังเขป ๔ (๓) สนธิ ๓ (๔) วัฏฏะ ๓ (๕) อาการ ๒๐ และ (๖) มูล ๒ กล่าวโดยสรุป ความสัมพันธ์ระหว่าง “อัตตา” (สังขาร) กับ “อนัตตตา” (วิสังขาร) ทำให้สรุปเป็นกฎที่ว่า “อนัตตตาจะปรากฏขึ้นได้ เมื่อเห็นอัตตาและถอนความยึดมั่นในอัตตานั้นออกไป” หรือ “เมื่อละอุปาทานขันธ์ ๕ ได้แล้ว อนัตตตาย่อมปรากฏขึ้นได้” นั่นเอง ฉะนั้น เมื่อความมีตัวตนที่ว่าเที่ยงถูกกำจัดออกไปด้วยความรู้แจ้งเห็นจริงในธรรม จิตใจและปัญญาย่อมเกิดความว่างที่เป็นอิสระจากการยึดมั่นถือมั่นในสังขารธรรมทั้งหลาย ความสงบสันติสุขย่อมเกิดขึ้น เรียกว่า “วิมุตติสุข” ที่จะเข้าถึงความเป็น “อริยบุคคล” โดยสมบูรณ์


[Last Modified: September 2, 2012]
[Last Modified: October 14, 2015]

   

 

 

 

 

 

Visitor Number:
5133175